สรุปคำบรรยาย วิแพ่ง 2 สามัญศาลชั้นต้น ครั้งที่ 1

116 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
Nov 24, 2010, 8:48:42 PM11/24/10
to LAWSIAM

หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า  kankokub  ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ทองธาร เหลืองเรืองรอง ผู้บรรยาย   , ผู้มีน้ำใจส่ง flie เสียงที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า ขอบคุณ. http://www.muansuen.com และคุณ admin ที่นำ flie เสียงมาลงแบ่งปันให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

ครั้งที่ 1 วันอังคาร 23 พฤศจิกายน 2553

          สวัสดีครับสำหรับช่วงแรก ห้าโมงเย็นถึงหกโมงเย็นก็เป็นกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาคสอง ภาคที่ว่าด้วยวิธีพิจารณาความในศาลชั้นต้น การดำเนินคดีแบบทั่วไปของศาลชั้นต้นซึ่งในหัวข้อส่วนนี้ถ้าเราได้เรียนกลางวันก็มีผู้บรรยายสองท่าน ในภาคค่ำมีอาจารย์รับผิดชอบคนเดียว ใช้ออกข้อสอบหนึ่งข้อ คือ ข้อ สาม ส่วนใหญ่แต่ละวิชาก็มีโควต้าแน่นอน

            วิแพ่งภาคหนึ่ง สองข้อ คือข้อหนึ่งกับข้อสอง แต่ก็จะแบ่งแยกภาคหนึ่งส่วนแรก มาตราหนึ่งจนจบก่อนขึ้นพยานก็เป็นข้อหนึ่ง

            และภาคหนึ่งส่วนที่เป็นกฎหมายพยานหลักฐาน หลังจากนั้นไปจบจนค่าฤชาธรรมเนียมก็เป็นข้อสอง

            ข้อสามก็คือที่เรารับผิดชอบ 170 -188

            ข้อสี่คือ คดีมโนสาเร่ แต่ส่วนใหญ่ก็ออกคดีขาดนัด แต่ขอบเขตวิชาก็รวม อนุญาโตด้วย

            ข้อห้าก็คืออุทธรณ์ฏีกา

            ข้อหกก็เป็นวิธีการชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา

            ข้อเจ็ด ก็เป็นข้อที่มีขอบข่ายกว้างสุดคือ 271 เป็นต้นไป

            วิแพ่งเป็นวิชาที่เก็งข้อสอบง่ายที่สุดก็คงผ่านได้ง่ายไม่น่าจะเจ็ดร้อยกว่าคนเหมือนแพ่งแล้ว น่าจะสักเจ็ดพันคนที่จะผ่าน อาจารย์รับหน้าที่มาติว ก็คือ รับผิดชอบให้ทำอย่างไรให้ผ่านเจ็ดพันคน นอกจากอาจารย์จะสอนโดยบอกข้อสอบแล้ว ยังสอนให้ทำข้อสอบคนอื่นให้ได้ด้วย

             แม้ว่าวิแพ่งเป็นวิชาที่เก็งข้อสอบได้ง่ายสุด ซึ่งข้อสอบแพ่งที่แล้ว ไม่มีสำนักไหนเก็งถูกสักเจ้าพวกเราอย่าไปเชื่อ ที่เสียแพงๆเป็นหมื่น พวกเราต้องเชื่อตัวเอง แม้กระทั่งอาจารย์ก็อย่าเชื่อทั้งๆที่ไม่เคยโกหกบอกว่าจะออก ก็ออกจริงๆอยู่ที่ว่าจะได้รับเลือกหรือไม่เท่านั้นเอง

             ก็ปีที่แล้วอาจารย์ก็ตกรอบตามระเบียบปีนี้ก็สู้กันใหม่ ในส่วนที่อาจารย์รับผิดชอบ พวกเราที่มาเรียนภาคค่ำอุส่าห์ นั่งฟัง นั่งรถนั่งเรือก็อยากให้พวกเราสอบได้ อาจารย์ก็ขออนุญาตพูดที่มีแนวโน้มออกสอบเท่านั้นนะครับ

            เรื่องที่เขาไม่ออก ก็จะข้ามไปนะครับ ทุกท่านก็ผ่านการสำเร็จปริญญาตรีแล้ว ส่วนที่อาจารย์รับผิดชอบข้อสาม วิธีพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นคดีสามัญเรื่องที่ออกสอบไม่เกินห้าเรื่อง

            คือ ฟ้องซ้อน ฟ้องแย้ง แก้ไขเพิ่มเติมฟ้องแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การ ทิ้งฟ้อง ถอนฟ้อง

            ยืนยันได้เลยนะครับไม่เคยเกินห้าเรื่องนี้ จะเห็นได้ว่าข้อสอบปีที่ผ่านมาในข้อสามได้นำเรื่องการขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การมาสอบ อาจารย์จำได้ว่ามีข้อสอบนำเสนอแค่สองเรื่อง เรื่องแรกคือฟ้องซ้อน อีกข้อคือขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้อง ขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การ

            ก็ดูให้ครบห้าเรื่องนี้ข้อสามก็เป็นข้อที่เก็บคะแนนได้ไม่ยาก ข้อที่จำนวนเรื่องน้อยกว่า ก็คือ ข้อสี่เท่านั้น คือ ออกเรื่องขาดนัดแน่นอน จะขาดนัดพิจารณา หรือ ขาดนัดยื่นคำให้การเท่านั้น

            ข้อหกก็เก็งแค่สองเรื่งคือ โจทก์ขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา หรือ คู่ความขอคุ้มครองประโยชน์ระหว่างพิจารณา

            ก็ให้เตรียมความพร้อมเรื่องเหล่านั้นให้ดี

            วันนี้ก็ทบทวนเรื่องฟ้องซ้อนให้ฟัง แม้ว่าใกล้เคียงฟ้องซ้ำกับดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ แต่ในเบื้องต้นมีข้อแนะนำว่าคำถามที่ท่านกำลังอ่านอยู่อย่างนี้เป็นฟ้องซ้อนหรือไม่ ไม่ต้องไปเทียบกับฟ้องซ้ำ หรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรอกครับ มีวิธีแนะนำง่ายกว่านั้นอีกครับ ถ้าเป็นฟ้องซ้ำข้อสอบอยู่กับข้อสองเท่านั้นซ้ำ ถ้าเป็นฟ้องซ้อนอยู่ข้อสามครับ แต่วิธีนี้ใช้ได้กับชั้นเนฯเท่านั้นนะครับ เป็นวิธีการที่ไม่เข้าท่าแต่ไม่มีผิดในชั้นเนฯนะครับ

            เรามาพูดถึงเรื่องฟ้องซ้อนนิดหนึ่ง พวกเราจะเห็นว่า ทบทวนตัวบท 173 วรรคสอง อนุมาตรา 1

มาตรา ๑๗๓[1]  เมื่อศาลได้รับคำฟ้องแล้ว ให้ศาลออกหมายส่งสำเนาคำฟ้อง

ให้แก่จำเลยเพื่อแก้คดี และภายในกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันยื่นคำฟ้อง ให้โจทก์ร้องขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อให้ส่งหมายนั้น

นับแต่เวลาที่ได้ยื่นคำฟ้องแล้ว คดีนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณา และผลแห่งการนี้

(๑) ห้ามไม่ให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกัน หรือต่อศาลอื่นและ

                        กฎหมายก็มีสั้นๆอย่างนี้เจตนารมย์เรื่องฟ้องซ้อนก็คือ ผลของการที่มีการยื่นฟ้องแล้ว คือคดีอยู่ระหว่างการพิจารณา ก็เหมือนกับว่าศาลกำลังพิจารณาให้อยู่แหละ ก็ไม่ควรเอาเรื่องเดียวกันมาฟ้องอีกก็เกิดการซ้ำซ้อนสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ มันเป็นผลของการที่คดีนั้นเข้าสู่การพิจารณาแล้ว ก็ไม่ควรฟ้องอีก ก็เหมือนอาจารย์ก่อนมาก็ไปแวะร้านส้มตำหลังเนฯ แม่ค้าก็ตำให้อยู่แล้วก็ไม่ควรสั่งอีกไม่อย่างนั้นจะได้อีกจาน ก็เหมือนกับเรื่องนั้นอยู่ระหว่างพิจารณาแล้ว กำลังตำอยู่แล้วมาสั่งอีกจานทำไม

             ก็ต่างกับฟ้องซ้ำดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ เพราะสองเรื่องนี้อยู่ในเรื่องผลแห่งคำพิพากษาก็คือคดีใดมีคำพิพากษาแล้ว คดีนั้นควรมีผลศักดิ์สิทธิไม่ควรไปฟ้องกันอีก ที่ห้ามเพราะต้องการการความศักดิ์สิทธิแห่งคำพิพากษา

            แต่ฟ้องซ้อนมันยังไม่มีคำพิพากษาอะไร แต่บัญญัติขึ้นมาเพื่อให้ทราบถึงผลที่ยื่นฟ้องมันเกิดผลแล้ว จากการที่ยื่นฟ้องมันเกิดผลคดีเราเข้าสู่กระบวนพิจารณาก็ไม่ควรเอาเรื่องเดียวกันมาฟ้องอีก

            เราทราบถึงความมุ่งหมายแล้วก็มาเรียนทบทวนหลักเกณฑ์พวกเราทราบว่าเวลาออกสอบ ร้อยทั้งร้อยก็ให้ท่านวินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ หรือให้วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้อนหรือไม่ ไม่ได้มีคำสั่งหรือคำพิพากษาอย่างไร ต้องวินิจฉัยว่าฟ้องที่โจทก์มายื่น ปรกติกฎหมายให้สิทธิฟ้องคดี ความจริงอำนาจฟ้อง สิ่งที่กฎหมายให้ทุกคนอยู่แล้วเวลาฟ้อง เราต้องขออนุญาตท่านหรือไม่ เราไม่ต้องขอใครเลยก็ฟ้องได้ การฟ้องเป็นสิทธิ เพราะฉะนั้นถ้ามีเรื่องใด กรณีใดจะไม่เราฟ้องก็ต้องมีกฎหมายห้ามเพราะถ้าไม่มีกฎหมายห้ามก็เป็นสิทธิ

            เรื่องฟ้องซ้อนก็เป็นเรื่องเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ฟ้องโจทก์ต้องห้ามเพราะเป็นฟ้องซ้อน โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ถ้าถามว่าโจทก์ฟ้องได้หรือไม่ ก็ตอบไป แต่ถ้าในชั้นที่ศาลวินิจฉํยคดี ก็ในกรณีจะเป็นอย่างนี้ เป็นฟ้องซ้อนหรือไม่ สามารถแยกเป็นหลักเกณฑ์ได้สามประการ

            ข้อที่หนึ่ง กรณีที่จะฟ้องซ้อน จะต้องเป็นเรื่องที่ว่า กล่าวหาว่า โจทก์เป็นคนเดียวกัน ดูที่ตัวคู่ความดูโจทก์ตัวจำเลย

            ข้อที่สอง อย่างที่เรียนว่าเป็นเรื่องการรับรองความมีผลของการยื่นฟ้องเท่ากับว่าคดีของเราอยู่ระหว่างการพิจารณาแล้วคดีของเรามีผลอยู่ก็ห้ามนำเรื่องเดียวกันมาฟ้องการห้ามนี้ห้ามขณะที่คดีเดิมมีผล

ก็ดูว่าเป็นการฟ้องคดีใหม่ในคดีก่อนอยู่ระหว่างการพิจารณากฎหมายหรือไม่

            ข้อที่สาม กรณีฟ้องซ้อนต้องเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยใหม่โดยการเอาเรื่องเดียวกันมาฟ้อง คดีหลังกับคดีแรกต้องเป็นเรื่องเดียวกัน

            ก็ขอเริ่มหลักเกณฑ์ข้อแรกเลย  ก็สอนมานานก็สั่งสมมาเรื่อยๆถ้ามีฏีกาเพิ่มเติม ก็เอามาสอนเพิ่มเติม

             เรื่องแรกกรณีเป็นฟ้องซ้อน เป็นเรื่องที่คดีก่อนโจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยแล้วขณะที่อยู่ระหว่างการพิจารณาก็มายื่นฟ้องจำเลย

             เราก็มักเข้าใจว่า คำฟ้องมีความหมายเหมือนกับคำฟ้องที่เราที่คดีมีข้อพิพาท กับคำฟ้องที่มีการขยายข้อกล่าวหาและคำขอคำอ้างอันเป็นหลักแห่งข้อหา ก็มักเข้าใจว่าเป็นคำฟ้องในศาลชั้นต้น แต่กรณีคำฟ้องในที่นี้ก็ให้เข้าใจว่าหมายถึง ความหมายคำฟ้องอย่างกว้าง ในวิแพ่งมาตรา 1 อนุสาม คือ หมายถึงคำร้องสอด หมายถึงฟ้องแย้ง หมายถึงคำฟ้องอุทธรณ์ คำฟ้องฏีกา คำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ เช่นตัวอย่างที่เป็นฟ้องซ้อนในศาลชั้นต้นเช่น คดีแรก ก ฟ้อง ข เป้นจำเลย อีกไม่กี่วัน ก็มา ก ฟ้อง ข อีก

มาตรา 1(๓) “คำฟ้อง” หมายความว่า กระบวนพิจารณาใด ๆ ที่โจทก์ได้เสนอข้อหาต่อศาลไม่ว่าจะได้เสนอด้วยวาจาหรือทำเป็นหนังสือ ไม่ว่าจะได้เสนอต่อศาลชั้นต้น หรือชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา ไม่ว่าจะได้เสนอในขณะที่เริ่มคดีโดยคำฟ้องหรือคำร้องขอหรือเสนอในภายหลังโดยคำฟ้องเพิ่มเติมหรือแก้ไข หรือฟ้องแย้งหรือโดยสอดเข้ามาในคดีไม่ว่าด้วยสมัครใจ หรือถูกบังคับ หรือโดยมีคำขอให้พิจารณาใหม่

 

            แต่ว่าฟ้องซ้อนเกิดในศาลอุทธรณ์ก็ได้นะครับ หรือในศาลชั้นต้นศาลอุทธรณ์ก็ไม่เคยเกิด เกิดในศาลฏีกาก็ได้นะครับ เช่นพิพากษาอุทธรณ์ อายุอุทธรณ์ก็ยื่นอุทธรณ์อีกฉบับซึ่งไม่ใช่การแก้ไขเพิ่มเติมฉบับแรกเลย อย่างนี้ต้องถือว่าเป็นฟ้องซ้อนในชั้นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ก็ถือว่าคำฟ้องอุทธรณ์อยู่ในระหว่างพิจารณาแล้ว ก็ถือว่าผลแห่งการยื่นอุทธรณ์ก็เท่ากับคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาแล้ว เป็นฟ้องซ้อน เป็นการยื่นอุทธรณ์ที่ต้องห้ามเพราะฟ้องซ้อนแต่เราก็ไม่เรียกว่าอุทธรณ์ฟ้องนะครับ ในระหว่างอายุฏีกาก็ยื่นฏีกาฉบับที่สอง ไม่ใช่เรื่องการเพิ่เติมฏีกาฉบับที่สอง ก็เป็นฟ้องซ้อนก็ไม่ได้เรียกว่าฏีกาซ้อน แสดงว่า 173 วรรคสอง อนุหนึ่ง แม้บัญญัติในภาคสอง ก็นำไปใช้ในภาคสามได้นะครับ จำเลยเข้าเรือนจำให้ทะแนะ ร่างให้ขณะเดียวกันก็ให้ทนายความที่อยู่ข้างนอกส่งมาด้วย ก็ต้องมีฟ้องซ้อนแล้วแหละ ทางปฏิบัติก็ต้องเรียกมาถามว่าจะเอาอย่างไรกันแน่ คำฟ้องในที่นี้ก็คือไม่ใช่คำฟ้องเฉพาะในศาลชั้นต้น

7603/2548

คดีนี้มีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ซึ่งการฎีกาในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นขอให้พิจารณาใหม่ก็อยู่ในบังคับของบทบัญญัติดังกล่าวเช่นเดียวกัน ดังนั้น ฎีกาของจำเลยที่คัดค้านดุลพินิจของศาลล่างทั้งสองที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาในชั้นขอให้พิจารณาใหม่ซึ่งเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว

คำร้องขอให้พิจารณาใหม่ถือเป็นคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (3) หลังจากศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยฉบับลงวันที่ 13 ธันวาคม 2542 แล้ว จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์คำสั่งและศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ กรณีถือว่าคดีเกี่ยวกับคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยฉบับลงวันที่ 13 ธันวาคม 2542 อยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ การที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ฉบับลงวันที่ 22 ตุลาคม 2544 โดยอ้างเหตุเดิมอีกในระหว่างนั้น จึงเป็นการฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกัน เป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตามมาตรา 173 วรรคสอง (1) มิใช่เรื่องการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้อน

เรื่องนี้เปลี่ยนข้อเท็จจริงตามที่อาจารย์พูดนิดหนึ่งว่า เป็นฟ้องซ้อนในอีกรูปแบบหนึ่ง สืบเนื่องมาจากจำเลยขาดนัด แล้วศาลพิจารณาคดีไปฝ่ายเดียวแล้วพิพากษาให้ชนะคดีไปโดยการขาดนัด หลังจากจำเลยแพ้คดีโดยขาดนัด จำเลยมาศาลแล้วยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตเพราะถือว่าจงใจขาดนัด ตามกฎหมายปัจจุบันคำสั่งไม่อนุญาตอุทธรณ์ได้ แต่ถ้าศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาประการใดเป็นที่สุด แต่ในขณะมีคำพิพากษาคดีที่เป็นฏีกานี้ยังไม่มีกฎหมายบัญญัติเช่นนั้น  เรื่องขาดนัดจึงหาอ่านแนวฏีกาไม่ได้แล้วแหละ เพราะว่าอย่างไรเป็นการจงใจหรือไม่จงใจขาดนัดเพราะเรื่องทำนองอย่างนี้ไม่ขึ้นสู่ฏีกาแล้ว เพราะไม่อนุญาตให้ขึ้นสู่ศาลฏีกา 

            เกี่ยวกับคดีนี้ ก็มีการยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฏีกา ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฏีกา ที่จะฏีกาเกี่ยวกับคำขอพิจารณาคดีใหม่ฉบับนี้ ก็เลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฏีกา เป็นเรื่องเทคนิคในการประวิงคดีเรื่องนี้ ขณะที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ก็มายื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ที่ศาลชั้นต้นอีกฉบับหนึ่งโดยอ้างว่าไม่จงใจขาดนัด ทำไมยังยื่นได้อีก ก็ถือว่ายังไม่เลยเวลา ตราบใดที่ยังไม่มีการออกคำบังคับถึงจำเลย ไม่มีเวลาสิ้นสุดแต่ถ้ามีการออกคำบังคับถึงมีเวลาสิ้นสุด คือ สิบห้าวันนับแต่วันออกคำบังคับ

            ปรากฎว่าศาลชั้นต้นได้รับคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ อ้างเหตุขาดนัดเหมือนเดิมเลย ศาลชั้นต้นเลยสั่งว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้อน ปรากฎว่า เลยยกคำร้อง ทำไมดำเนินกระบวนพิจารณาซ้อน เพราะศาลชั้นต้นมองว่าจำเลยเคยดำเนินกระบวนพิจารณาเรื่องนี้มาครั้งหนึ่งแล้ว เพราะว่าคำร้องนี้ยังอยู่ในเวลาที่กำหนด เพราะเขายื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฏีกา เพราะฉะนั้นการยื่นคำร้องอีกฉบับหนึ่ง จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้อน เรื่องนี้ศาลฏีกาก็วินิจฉัยว่าคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ถือเป็นคำฟ้อง

            หลังจากศาลอุทธรณ์พิพากษายืนกรณีถือได้ว่า คดีเกี่ยวกับคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่อยู่ในกระบวนพิจารณาจึงเป็นการฟ้องเรื่องเดียวกันต่อศาลเดียวกัน เป็นฟ้องซ้อนมิใช่เรื่องดำเนินกระบวนพิจารณาซ้อน ฏีกาเต็มจะบอกเลยนะครับ แต่ถ้าไปอ่านที่ย่อประโยคนี้จะตัดทิ้งไป

            กรณีฟ้องซ้อนอาจใช้กับคำฟ้องอย่างอื่นได้ คำร้องสอดก็เป็นคำฟ้องอย่างหนึ่ง

6383/2550

ปัญหาเรื่องฟ้องซ้อนหรือไม่เป็นเรื่องอำนาจฟ้องซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ผู้ร้องชอบที่จะยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ การที่ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยให้จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหานี้ไปทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหานี้ก่อนได้

แม้ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องสอดเข้ามาในชั้นบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) แต่สิทธิที่ผู้ร้องอ้างว่าถูกโจทก์และจำเลยโต้แย้งนี้ ปรากฏว่าก่อนยื่นคำร้องสอดผู้ร้องได้ยื่นฟ้องโจทก์และจำเลยคดีนี้ต่อศาลชั้นต้น คดีดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณา โดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาอย่างเดียวกันกับที่อ้างในคำร้องสอดว่า จำเลยเป็นตัวแทนของผู้ร้องกับพวกในการทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทกับโจทก์ จึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยอย่างเดียวกันว่า จำเลยเป็นตัวแทนของผู้ร้องกับพวกทำสัญญาเช่าหรือไม่ คำร้องสอดจึงเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1)

เป็นการร้องสอด ทราบแล้วว่า มีอยู่สามอนุมาตราคือ 57 อนุมาตรา 1 2 3

มาตรา ๕๗  บุคคลภายนอกซึ่งมิใช่คู่ความอาจเข้ามาเป็นคู่ความได้ด้วยการร้องสอด

(๑) ด้วยความสมัครใจเองเพราะเห็นว่าเป็นการจำเป็นเพื่อยังให้ได้รับความรับรองคุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ โดยยื่นคำร้องขอต่อศาลที่คดีนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณาหรือเมื่อตนมีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง โดยยื่นคำร้องขอต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดีนั้น

(๒) ด้วยความสมัครใจเองเพราะตนมีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดีนั้นโดยยื่นคำร้องขอต่อศาลไม่ว่าเวลาใด ๆ ก่อนมีคำพิพากษา ขออนุญาตเข้าเป็นโจทก์ร่วมหรือจำเลยร่วม หรือเข้าแทนที่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียทีเดียวโดยได้รับความยินยอมของคู่ความฝ่ายนั้นแต่ว่าแม้ศาลจะได้อนุญาตให้เข้าแทนที่กันได้ก็ตาม คู่ความฝ่ายนั้นจำต้องผูกพันตนโดยคำพิพากษาของศาลทุกประการเสมือนหนึ่งว่ามิได้มีการเข้าแทนที่กันเลย

(๓) ด้วยถูกหมายเรียกให้เข้ามาในคดี (ก) ตามคำขอของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำเป็นคำร้องแสดงเหตุว่าตนอาจฟ้องหรือถูกคู่ความเช่นว่านั้นฟ้องตนได้  เพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือเพื่อใช้ค่าทดแทน ถ้าหากศาลพิจารณาให้คู่ความเช่นว่านั้นแพ้คดี หรือ (ข) โดยคำสั่งของศาลเมื่อศาลนั้นเห็นสมควร หรือเมื่อคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีคำขอ ในกรณีที่กฎหมายบังคับให้บุคคลภายนอกเข้ามาในคดี หรือศาลเห็นจำเป็นที่จะเรียกบุคคลภายนอกเข้ามาในคดีเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม แต่ถ้าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จะเรียกบุคคลภายนอกเข้ามาในคดีดังกล่าวแล้วให้เรียกด้วยวิธียื่นคำร้องเพื่อให้หมายเรียกพร้อมกับคำฟ้องหรือคำให้การ หรือในเวลาใด ๆ ต่อมาก่อนมีคำพิพากษาโดยได้รับอนุญาตจากศาล เมื่อศาลเป็นที่พอใจว่าคำร้องนั้นไม่อาจยื่นก่อนนั้นได้

การส่งหมายเรียกบุคคลภายนอกตามอนุมาตรานี้ต้องมีสำเนาคำขอ หรือคำสั่งของศาล แล้วแต่กรณี และคำฟ้องตั้งต้นคดีนั้นแนบไปด้วย

บทบัญญัติในประมวลกฎหมายนี้ไม่ตัดสิทธิของเจ้าหนี้ ในอันที่จะใช้สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้และที่จะเรียกลูกหนี้ให้เข้ามาในคดีดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

คดีนี้คือการร้องเพื่อยังให้ได้การรับรองคุ้มครองสิทธิของตนที่มีอยู่ การดำเนินคดีของคู่ความเดิมก็เลยจำเป็นที่ต้องได้รับการโต้แย้งสิทธิ ตาม 57 อนุ 1 ถ้าการดำเนินคดีของโจทก์จำเลยที่พิพาทกันอยู่โต้แย้งสิทธิบุคคลภายนอกก็ร้องเข้ามาได้ ก่อนศาลพิพากษา ร้องสอดเข้ามาระหว่างคดีอยู่ระหว่างการพิจารณา 57 อนุหนึ่งก็มีการร้องสอดเข้ามาในชั้นพิจารณาคดี การฟ้องและการต่อสู้ของจำเลยไม่ได้มีการโต้กระทบสิทธิคนภายนอก การฟ้องการต่อสู้คดีเสร็จสิ้น การบังคับคดีนี้แหละเพิ่งมาโต้แย้งสิทธิบุคคลภายนอก ก็เป็นการร้องสอดได้ในชั้นบังคับคดี

 การร้องสอดจึงมีได้สองชั้นคือ คดีโจทก์จำเลยอยู่ระหว่างการพิจารณา หรือระหว่างที่โจทก์จำเลยอยู่ระหว่างการบังคับดคี เรื่องนี้เป็นอย่างนี้เป็นเรื่องที่ โจทก์ นาย ก ดีกว่า คดีหนึ่งเป็นโจทก์คดีหนึ่งเป็นผู้ร้องสอด นาย ก มาฟ้อง นาย ข กับนาย ค อ้างว่า นาย ข เป็นตัวแทนทำสัญญาเช่ากับนาย ค เพื่อให้ที่ดินมาปลูกสร้างสถานประกอบการค้า มีระยะเวลาห้าปี แม้สัญญาเช่าจะทำในนาม ข ผู้เช่า แต่จริงๆเป็นตัวแทนที่แสดงออกนอกหน้าว่าเป็นตัวแทน แล้วบัดนี้ตัวเขาแสดงตัวให้ปรากฎว่าเป็นผู้เช่าที่แท้จริง ขอให้ศาลบังคับให้เปลี่ยนแปลงตัวผู้เช่าเป็นตัวเขา

เพราะฉะนั้นคดีนี้เลยมีประเด็นว่า ข จำเลยที่หนึ่งเป็นตัวแทนทำสัญญาเช่าให้ ก ผู้เป็นโจทก์จริงหรือไม่ ระหว่างคดีนี้อยู่ระหว่างพิจารณา ปรากฎว่า มีคดีแพ่งอยู่เรื่องหนึ่งเป็นเรื่อง ค นี่แหละไปฟ้องขับไล่ให้ ข ผู้เช่า แล้วสองคนนี้ก็มาประนีประนอมยอมความ ว่า ข ผู้เช่ายอมรื้อถอน เสร็จการพิจารณาเพราะตกลงได้ โดยพิพากษาตามยอมว่าให้ ข ยินดีรื้อ สถานที่ประกอบการค้าในที่เช่าของ ค. ถ้าไม่ดำเนินการให้ คดำเนินการโดย ข ยินดีรับผิดชอบค่าใช้จ่าย ในชั้นบังคับคดี ค ก็รื้อตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ก รีบร้องสอดมาเลย ว่าอาคารที่เช่าเป็นอาคารเขาทั้งนั้น ข ไป ทำสัญญาเช่ากับ ค แทน ก เขานี่แหละผู้เช่าตัวจริงและได้ฟ้องสองคนนี้ไว้เป็นจำเลยในศาล สองคนนี้ก็ไปเตี๊ยมกัน ทำสัญญาประนีประนอมเพื่อรีบรื้อ ขอให้ศาลที่ดำเนินการบังคับคดี ที่จะรื้อสถานประกอบการค้า ให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดว่าสถานที่ทั้งหมด ไม่ใช่ของ ข ตัวผู้เช่าแต่เป็นของ ก ผู้เช่าที่แท้จริง ข เป็นเพียงผู้ทำสัญญาแทน ก ซึ่งทำได้เป็นการร้องสอดในชั้นบังคับคดี

กรณีเรื่องนี้ที่สุดก็ลงเอยว่าศาลก็ยกคำร้องสอด ที่เป็นฟ้องซ้อน ก็เป็นคำฟ้องอย่างหนึ่ง เมื่อ ก ได้ฟ้องเรื่องเดียวกันแล้วคดีอยู่ระหว่างการพิจารณา ก็เป็นฟ้องซ้อน พวกเราดูเหตุผลที่ว่า แม้ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องเข้ามาในคดี แต่สิทธิที่อ้างว่าถูกโจทก์และจำเลยโต้แย้งนี้ ปรากฎว่าเคยยื่นคำร้องแล้ว อยู่ระหว่างการพิจารณา โดยยกข้ออ้างอย่างเดียวกัน จึงมีประเด็นที่ได้วินิจฉัยอย่างเดียวกัน คำร้องสอดจึงเป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามตาม 173 วรรคสอง อนุหนึ่ง

            เมื่อครั้งที่แล้วอาจารย์นี่แหละออกเรื่องฟ้องซ้อนโดยเอาเรื่องร้องสอดตาม 57 อนุหนึ่งผูกเป็นปัญหาถาม

            อีกข้อก็เป็นฟ้องซ้อนเกี่ยวพันกับความรับผิดทางอาญา ออกไปอีกข้อด้วย เท่ากับว่าส่งไปสองข้อ ข้อร้องสอดตกรอบแรก ส่วนฟ้องซ้อนคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องคดีอาญาตกรอบสอง

            ปีนี้อาจารย์กะว่าจะไม่ส่งสองข้อ ส่งมันสักยี่สิบข้อดูสิว่าจะตกอีกหรือไม่

            ดูฏีกาต่อไปนะครับ 869/2533

ความว่า จำเลยขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว

หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43,157ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง จำคุก 1 เดือน เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทน

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว โดยมีคำร้องประกอบว่าประสงค์จะยื่นฎีกาต่อไป (อันดับ 66,65)

ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โดยตีราคาประกัน 20,000 บาท (อันดับ 8)

คำสั่ง

คดีนี้ห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จำเลยยังมิได้ยื่นฎีกาในชั้นนี้จึงยังไม่มีเหตุที่จะพิจารณาให้ปล่อยชั่วคราว ยกคำร้อง

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่โจทก์มาฟ้องขับไล่ อ ก็คือคดีแรกเกิดจากโจทก์ฟ้องขับไล่ อ จากตึกแถวพิพาท ทำไม ไม่เรียก อ ว่าเป็นจำเลยเพราะคดีแรกไม่ใช่คดีที่มีปัญหาขึ้นสู่ศาลฏีกา คดีที่ขึ้นสู่ศาลฏีกาที่เป็นปัญหาเรื่องฟ้องซ้อน คือคดีที่สอง คดีแรก โจทก์ฟ้องขับไล่ อ เป็นจำเลยออกจากตึกแถวพิพาทศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี

            ปรากฎว่าโจทก์พบว่าจำเลย ( ในคดีหลัง ) อยู่กับ อ อยู่ในที่เดียวกับที่ อ อยู่ จำเลยเป็นบริวารของ อ ก็ออกหมายบังคับคดี ก็เลยมายื่นคำร้องขัดค้านว่าได้เช่าตึกแถวมา คนที่ขายที่ให้โจทก์ได้เช่าที่พิพาทจาก ป ก่อนที่ขายที่พิพาทให้โจทก์แล้วศาลได้พิพากษาให้ ป โอนสิทธิการเช่าให้จำเลยแล้ว จำเลยจึงไม่ใช่บริวารของ อ ในคดีก่อน คดีก่อนจึงยังไม่มีการชี้ขาด พิพาทกับโจทก์โดยอ้างว่าตนไม่ใช่บริวารตนสามารถอยู่ในที่พิพาท โดยมีอำนาจพิเศษ ตนได้เช่ากับเจ้าของเดิม ก่อนที่ขายที่ดินให้โจทก์แล้วศาลพิพากษาให้จดสิทธิการเช่าให้ตัวเขา ก็ตามหลักทั่วไป เมื่อผู้ให้เช่าเดิมทำสัญญาเช่าจริงโจทก์ผู้รับโอนก็รับไปซึ่งสิทธิหน้าที่

            คดีก็อยู่ในระหว่างการพิจารณาว่า บริวารคนนี้มีอำนาจพิเศษอย่างที่ว่าจริงหรือไม่ คงไม่ทันใจโจทก์กระมัง ก็มาฟ้องเป็นคดีใหม่ โจทก์ก็เลยฟ้องจำเลยซึ่งคดีก่อนไม่ได้ฟ้องเป็ยจำเลยแต่ออกหมายบังคับคดีในฐานะบริวาร แต่คดีใหม่ฟ้องเป็นจำเลยโดยตรงเลย ก็มีปัญหาว่าทั้งที่คดีระหว่างจำเลยยังพิพาทกันอยู่เลย คดีนี้เอาเรื่องเดียวกันมาฟ้องเป็นคดีใหม่ คดีหลังนี้เป็นฟ้องซ้อนหรือไม่ เรื่องนี้ศาลฏีกาบอกว่าไม่เป็นฟ้องซ้อน เพราะว่า การที่คดีก่อนคู่ความในคดีเป็นโจทก์ฟ้อง อ. คดีก่อนโจทก์ไม่ได้ฟ้องจำเลยในคดีนี้เป็นจำเลยในคดีก่อนแต่อย่างใด เพราะคดีก่อนโจทก์ฟ้อง อ . เป็นจำเลยคนเดียว แต่ที่เอาคำพิพากษาไปบังคับเพราะ 142 อนุหนึ่ง ที่ให้บังคับไปถึงบริวารได้ด้วย

มาตรา ๑๔๒  คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลที่ชี้ขาดคดีต้องตัดสินตามข้อหาในคำฟ้องทุกข้อ แต่ห้ามมิให้พิพากษาหรือทำคำสั่งให้สิ่งใด ๆ เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง เว้นแต่

(๑) ในคดีฟ้องเรียกอสังหาริมทรัพย์ ให้พึงเข้าใจว่าเป็นประเภทเดียวกับฟ้องขอให้ขับไล่จำเลย ถ้าศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี เมื่อศาลเห็นสมควรศาลจะมีคำสั่งให้ขับไล่จำเลยก็ได้ คำสั่งเช่นว่านี้ให้ใช้บังคับตลอดถึงวงศ์ญาติทั้งหลายและบริวารของจำเลยที่อยู่บนอสังหาริมทรัพย์นั้น ซึ่งไม่สามารถแสดงอำนาจพิเศษให้ศาลเห็นได้

 

 แต่เกิดจากโจทก์ขอหมายบังคับคดีในฐานะเป็นบริวารไม่ถือว่าเป็นการยื่นฟ้อง เท่ากับว่าคดีก่อนนี้ เมื่อไม่ใช่เป็นการฟ้องจำเลย เป็นเพียงยื่นขอหมายบังคับคดี การที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้อน

819/2533

จำเลยฟ้อง ป. เป็นจำเลยต่อศาลว่า ป. ทำสัญญาให้จำเลยเช่าตึกแถวพิพาทแล้วไม่จดทะเบียนการเช่าให้ ขอให้พิพากษาบังคับให้ ป. จดทะเบียนการเช่าตึกแถวพิพาทให้แก่จำเลยซึ่งโจทก์มิใช่คู่ความในคดีดังกล่าว แม้ศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ก็ไม่เป็นการห้ามมิให้โจทก์ซึ่งรับโอนกรรมสิทธิ์ตึกแถวพิพาทจาก ป. ฟ้องขับไล่จำเลยเป็นคดีนี้ ฟ้องโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีดังกล่าว โจทก์ฟ้องขับไล่ อ. ออกจากตึกแถวพิพาท เมื่อศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี โจทก์จึงยื่นคำร้องต่อศาลว่าจำเลยเป็นบริวารของ อ. ขอให้ออกหมายบังคับคดีให้จำเลยออกไปจากตึกแถวพิพาท จำเลยยื่นคำร้องคัดค้านว่า จำเลยได้เช่าตึกแถวพิพาทจาก ป. และศาลพิพากษาให้ ป. จดทะเบียนสิทธิการเช่าให้แก่จำเลยแล้วจำเลยไม่ใช่บริวารของ อ. การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีให้จำเลยออกจากตึกแถวพิพาทโดยอ้างว่าจำเลยเป็นบริวารของ อ. ในคดีดังกล่าว และศาลก็ยังไม่มีคำสั่งชี้ขาดว่าจำเลยเป็นบริวารของ อ. หรือไม่ มิใช่เป็นการยื่นฟ้องคดีต่อศาล ดังนั้น การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยอ้างว่าโจทก์เป็นเจ้าของตึกแถวพิพาท จำเลยไม่มีสิทธิอยู่ในตึกแถวดังกล่าวขอให้ขับไล่ จึงมิใช่เป็นการยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันกับคดีดังกล่าวคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้อนกับคดีดังกล่าว จำเลยอยู่ในตึกแถวพิพาทเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของตลอดเวลาที่จำเลยยังอยู่ในตึกแถวของโจทก์ โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายนับถึงวันฟ้องเป็นเวลา 1 ปี คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ

 

ก็มีเวลาเพียงเท่านี้นะครับ ในเมื่อเหลือเวลาสี่นาทีแล้ว ก็ขอกำไรสักสี่นาทีเพราะถ้าพูดต่อคงไม่ทัน วันศุกร์หน้าก็จะมารออีกนะครับ ขอบคุณครับ

           



[1] มาตรา ๑๗๓ วรรคหนึ่ง แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๕๒๗

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages