สรุปคำบรรยาย วิชาสัมมนา วิ.อาญา ครั้งที่ 1

1,573 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
Nov 23, 2010, 11:50:30 AM11/23/10
to LAWSIAM

หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า  kankokub  ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์กุลพล พลวัน , อ.อำนาจ พวงชมภู ผู้บรรยาย   , ผู้มีน้ำใจส่ง flie เสียงที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า ขอบคุณ. http://www.muansuen.com และคุณ admin ที่นำ flie เสียงมาลงแบ่งปันให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

ครั้งที่ 1  วันจันทร์ 22 พฤศจิกายน 2553

          ก็ยินดีนะครับที่ได้มาบรรยายให้พวกเราฟัง ก็อวยพรล่วงหน้าให้ผ่านทุกคน อัยการอีกไม่นานจะเปิดสนามใหญ่แล้ว สนามเล็กสอบไปแล้วห้าสิบคนอั้นมานานแล้ว ส่วนของพวกเราถ้ามีโอกาสก็ไปเรียนปริญญาโทด้วย เอกชนก็มีหลายที่ศรีปทุมก็มี เป็นความรู้ติดตัว สิ่งที่จะส่งเสริมความก้าวหน้าก็อย่าปล่อยไป บางคนสอบเนฯผ่านแล้วก็มานั่งฟังให้ความรู้แน่น

            หัวข้อที่บรรยายคือสัมนาวิอาญา คือพูดได้ทุกจุดก็ถือว่าทุกคนเก่งมากอยู่แล้ว คงไม่เอาเรื่องเก่ามาพูดใหม่ทั้งหมด บางคนตอบได้ถูกธงแต่เขียนสำนวนไม่เป็นข้อกฎหมายไม่ถูกเรียงหัวข้อไม่ดี ก็ควรอ่านไปแต่แรกโดยเฉพาะคำนิยามอย่าทิ้ง เป็นผู้เสียหายหรือไม่ ก็ต้องตอบมาตรา 1 อนุเท่าไหร่ก็ว่าไป

            การสอบสวนก็เหมือนกัน ต้องร้องทุกข์กล่าวโทษหรือไม่

            ส่วนมากก็วนเวียนอยู่แค่สามประเด็น คือ ผู้เสียหาย การร้องทุกข์ การสอบสวน ข้อสอบก็วนอยู่แค่นี้เพราะฉะนั้นเวลาจะอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบ ก็ควรที่จะเน้นหนักในสามประเด็นนี้ การอ้างตัวบทก็เป็นเรื่องที่สามารถสื่อให้ผู้ตรวจเห็นว่าเราเข้าใจได้อย่างง่ายที่สุด

            เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย ตาม ป.วิ.อ. มาตราอะไร การร้องทุกข์เป็นการร้องทุกข์ที่ชอบ ตาม 121 ก็กลายเป็นการสอบสวนที่ชอบตาม 120 ก็ไล่ไปอย่างนี้

มาตรา ๑๒๐  ห้ามมิให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีใดต่อศาล โดยมิได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อน

 

มาตรา ๑๒๑  พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนคดีอาญาทั้งปวง

แต่ถ้าเป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว ห้ามมิให้ทำการสอบสวนเว้นแต่จะมีคำร้องทุกข์ตามระเบียบ

 

            อาจารย์เคยสอบปากเปล่า ที่ 1 เนฯ แล้วไปสอบเป็นพนักงานอัยการ เพราะฉะนั้นการแม่นข้อกฎหมายสำคัญ เข้าใจแค่ไหน แต่ข้อกฎหมายไม่แม่น ก็ได้คะแนนไม่เยอะ บางครั้งตั้งใจจะให้คะแนนไว้แล้วไปตอบออกนอกเรื่อง ไปเพิ่มข้อเท็จจริงให้กับข้อสอบ ก็ให้คะแนนไม่ได้

            วิธีที่อาจารย์เรียนสมัยก่อน การสอบเนฯให้ได้ ก็คือเอาข้อสอบเนฯนั่นแหละมาดู ให้นึกเฉลยข้อสอบในใจก่อนค่อยมาเปิดดูธงคำตอบ

            เหมือนมวย ซ้อมแต่กระสอบทรายไมได้ลองนวมก็ไม่ทำให้เก่ง

            เรื่องที่มักออกสอบ และเป็นคดีบ่อยคือ คำว่าผู้เสียหาย ตาม ป.วิ.อ. 2 อนุ 4 2 อนุ 7 2อนุ 11 ก็

            มาตรา 2(4) “ผู้เสียหาย”  หมายความถึงบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานใดฐานหนึ่ง  รวมทั้งบุคคลอื่นที่มีอำนาจจัดการแทนได้ ดั่งบัญญัติไว้ในมาตรา ๔,๕ และ ๖

            มาตรา 2(7)  “คำร้องทุกข์” หมายความถึงการที่ผู้เสียหายได้กล่าวหาต่อเจ้าหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ ว่ามีผู้กระทำความผิดขึ้น จะรู้ตัวผู้กระทำความผิดหรือไม่ก็ตามซึ่งกระทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย และการกล่าวหาเช่นนั้นได้กล่าวโดยมีเจตนาจะให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษ

            มาตรา 2(11) “การสอบสวน” หมายความถึงการรวบรวมพยานหลักฐานและการดำเนินการทั้งหลายอื่นตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้  ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ทำไปเกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหา  เพื่อที่จะทราบข้อเท็จจริงหรือพิสูจน์ความผิดและเพื่อจะเอาตัวผู้กระทำผิดมาฟ้องลงโทษ

            วนเวียนอยู่แถวนี้ทั้งนั้น  ตามมาตรา 28 หลายประเทศก็ไม่นิยมให้ผู้เสียหายฟ้องคดีได้เอง แต่ประเทศไทยอนุญาต

มาตรา 28  บุคคลเหล่านี้มีอำนาจฟ้องคดีอาญาต่อศาล

(๑) พนักงานอัยการ

                        (๒) ผู้เสียหาย

            มันก็เลยเกิดปัญหาเพราะผู้เสียหายนอกจากเริ่มด้วยการร้องทุกข์แล้ว มีอำนาจฟ้องคดี และ เข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ ฟ้องคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องคดีอาญา ยอมความ ถอนคำร้องทุกข์ ถอนฟ้อง ถอนอุทธรณ์ บางทีเผลอลืมวินิจฉัยว่าเขาเป็นผู้เสียหายหรือเปล่า  บางทีไปตรวจเจอในชั้นฏีกา จึงต้องกลับเป็นคดีเกี่ยวกับความสงบ ศาลฏีกายกวินิจฉัยได้เอง

            ผู้เสียหายตามมาตรา 2 อนุ 4 ก็มีผู้เสียหายโดยตรง กับ ผู้จัดการแทนผู้เสียหาย ผู้เสียหายโดยตรงคือต้องได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดอาญาฐานใดฐานหนึ่ง เพราะฉะนั้นต้องเกิดการกระทำความผิดเสียก่อน การเตรียมการโดยปรกติไม่เป็น ยกเว้นความผิดบางประเภท

            ความผิดหนึ่งที่ชัดแจ้ง คือ ตระเตรียมการไปเผาบ้าน วางเพลิงที่ตระเตรียมการ อีกอันที่อาจารย์ค้านสมาคมสตรี คือ ตระเตรียมการข่มขืนก็น่าจะเอาด้วย

            อาจารย์ก็นึกไม่ออกว่าเป็นอย่างไร ขนาด ฟ้องข่มขืนยังยกฟ้องมาเยอะเลย มันไกลเกินไปหรือไม่

            มาดูว่าการตระเตรียมการแม้ว่าตัวผู้กระทำความผิดยังไม่ได้กระทำความผิดเช่นตระเตรียมการไปยิงคน ผู้ใช้ผิดหรือไม่ ไปดูให้ดีนะครับ เมื่อตกลงรับว่าจะทำ แม้ตัวผู้ถูกใช้ยังไม่กระทำ ความผิดของผู้ใช้ก็เกิดขึ้นแล้วนะ ขณะที่นาย ข ซุ้มไปยิง ความผิดเกิดขึ้น

             ผู้เสียหายในคดีนี้คือ คนธรรมดาก็นำมาตรา 15 ปพพ มาพิจารณา เมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารก คลอดเมื่อไหร่ เป็นคนหรือยัง ทีเด็กทำแท้งเยอะแยะนี่ ได้พ้นจากช่องคลอดทั้งหมดหรือยัง หรือ ครึ่งตัวแล้วโดนหักคอตรงช่องคลอดเป็นการฆ่า หรือ ทำแท้ง ของไทยต้องคลอดมาทั้งตัว เริ่มแต่เมื่อคลอด แล้วอยู่รอดเป็นทารก ไม่ว่าจะกี่วินาที การคลอดมากับตอนร้องไม่เหมือนกัน คลอดมาตอนนี้ เกิดมาแล้วสิบนาทีค่อยร้อง ก็คือเริ่มเมื่อคลอด คือ ตอนที่หลุดจากครรภ์มารดา

            สมองตาย ถือว่าตายหรือยัง ครูจูลิง ตายหรือยัง ทางแพทย์ถือว่าสมองตายคือตายแล้ว แต่ตามกฎหมายนั้น ถ้าหาก มีใครไปยิงครูจูลิงขณะนั้น จะถือว่าเป็นการฆ่าคนตายแล้ว ครูจูลิงสมองตายยังถือว่ามีสภาพบุคคลอยู่นะ เรื่องนี้จะต้องเจาะ เรื่องตาย เรื่องคลอด เรื่องยาวนะครับ

            นิติบุคคล ปรกติก็มีอยู่ตามกฎหมายแพ่ง เช่นพวก สมาคม มูลนิธิ ห้างฯ บริษัท ส่วนนิติบุคคลตามกฎหมาย การไฟฟ้าฝ่ายผลิต พวกนี้ ส่วนกระทรวงทบวงกรม แต่เดิมอยู่ในกฎหมายแพ่ง ปัจจุบันอยู่ในพรบ.ระเบียบบริหาร ราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 7

       มาตรา 7 ให้จัดระเบียบบริหารราชการส่วนกลาง ดังนี้ (1) สำนักนายกรัฐมนตรี (2) กระทรวง หรือทบวงซึ่งมีฐานะเทียบเท่ากระทรวง (3) ทบวง ซึ่งสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีหรือกระทรวง (4) กรม หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ซึ่งสังกัดหรือไม่ สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวง สำนักนายกรัฐมนตรีมีฐานะเป็นกระทรวง ส่วนราชการตาม (1) (2) (3) และ (4) มีฐานะเป็นนิติบุคคล

            ส่วนของทางทหาร ก็เป็นตาม พรบ.บริหารระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2543 แก้ไข 2536 ในขณะนี้มีห้าหน่วยงานเท่านั้น

            คือสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม , กรมราชองค์รักษ์ กรมบัญชาการทหารสูงสุด กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ นอกจากนี้ กรมนั่นกรมนี่นั่นไม่ใช่ เวลาส่งเรื่องมาฟ้อง ส่งมาในนามกรมกิจการพลเรือน นี้ ส่งมาโดยตรงไมได้ เพราะเขาไม่ใช่นิติบุคคล คนที่ลงนามในใบมอบอำนาจ ก็ต้องเป็นผู้แทนนิติบุคคล ก็คือ ผู้บัญชาการนั้นๆ เวลาเป็นทนายความก็ต้องดูให้ดี ถ้าทำพลาดก็จะยกฟ้อง

            ส่วนสงฆ์ กิจการของสงฆ์ก็ต้องดูให้ดี เพราะถ้าเป็นวัดต้องได้พระราชทาน ตามพรบ.คณะสงฆ์ เป็นนิติบุคคล ส่วนสำนักสงฆ์ไม่ใช่นิติบุคคล

            ฎ.2386/2541 ฏีกายักยอกเงิน

         สำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุดจะเป็นนิติบุคคลหรือไม่ก็ตามแต่เงินผ้าป่า 150,000 บาท เป็นเงินที่ชาวบ้านนำไปทอดให้สำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุดซึ่งพระภิกษุ ป. เป็นเจ้าคณะสงฆ์อยู่ในขณะนั้น พระภิกษุ ป. จึงมีหน้าที่ดูแลเงินผ้าป่าดังกล่าว เมื่อพระภิกษุ ป. มอบให้พระภิกษุ ข.เป็นผู้เลือกชาวบ้านเป็นกรรมการดูแลรับผิดชอบจำนวนเงินนั้นส.ง.ร. และจำเลยได้รับเลือกเป็นกรรมการและร่วมกันรับมอบเงินจำนวนดังกล่าวไปเก็บรักษา หากจำนวนเงินดังกล่าวสูญหาย กรรมการทั้งสี่ต้องร่วมกันรับผิดต่อสำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุด แม้กรรมการแต่ละคนจะได้รับเงินเพียงบางส่วนไปเก็บรักษาก็เป็นการแบ่งความรับผิดชอบกันเองภายหลังจากรับเงินทั้งจำนวนมาแล้ว การที่จำเลยรับมอบเงินจำนวน40,000 บาท ไปเก็บรักษาแล้วยักยอกเงินจำนวนนั้นไปส.ง.ร. จึงเป็นผู้เสียหายในอันที่จะร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยได้ โดยถือว่าจำเลยยักยอกทรัพย์ของสำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุดซึ่งอยู่ในความครอบครองของส.ง.ร. และจำเลย แม้หนังสือมอบอำนาจให้ไปร้องทุกข์จะไม่ได้ปิดแสตมป์ก็รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้เนื่องจาก ประมวลรัษฎากรฯมาตรา 118 ห้ามมิให้รับฟังหนังสือมอบอำนาจที่ไม่ปิดแสตมป์เป็นพยานหลักฐานเฉพาะในคดีแพ่งเท่านั้น มิได้ห้ามมิให้รับฟังในคดีอาญาด้วย ทั้งการมอบอำนาจให้ไปร้องทุกข์ก็ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้ต้องทำเป็นหนังสือแต่อย่างใด

วัดนั้นมีฐานะเป็นสำนักสงฆ์มิใช่นิติบุคคล แต่เงินนั้นเป็นของสำนักสงฆ์ ผู้ครอบครองแทนก็ย่อยเป็นผู้เสียหาย คดีนี้เงินทอดผ้าป่า กรรมการคนหนึ่งยักยอกเงิน เพราะว่าทุกคนต้องรับผิดชอบนำเงินมาคืนวัด รับผิดชอบร่วมกัน เมื่อกรรมกรคนหนึ่งยักยอกเงิน ไป กรรมการจึงมีฐานะเป็นผู้เสียหาย

เวลาตอบก็ต้องดูว่าใครเป็นผู้เสียหาย เพราะฉะนั้นผู้ครอบครองทรัพย์ของบุคคลอื่น มีบุคคลที่สามมายักยอกก็เป็นผู้เสียหายได้

วัดนั้นก็มีสองประเภทคือวัดที่มี พระอยู่ เป็นนิติบุคคล เจ้าอาวาสก็เป็นผู้แทน และเป็นพนักงานที่มีหน้าที่ครอบครองด้วย

อีกวัดประเภทหนึ่งคือวัดร้าง ซึ่งยังไม่ยุบเลิกวัด อยู่ตามความดูแลของกรมการศาสนา เพราะฉะนั้นกรมการศาสนาจึงเป็นผู้เสียหาย ดูตัวอย่างคำพิพากษาฏีกา

6965-6966/2546-ค้นหาไม่พบ ฏีกานี้มีประเด็นทางกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเยอะ จำเลยเป็นลูกจ้างของกรมการศาสนา เป็นผู้ติดต่อกับผู้เช่าที่ดิน การที่จำเลยนำใบเสร็จรับเงินค่าเช่าที่จำเลยทำปลอมขึ้นไปเก็บเงินจากผู้เช่าต้องถือว่าจำเลยรับเงินแทนกรมการศาสนามิให้รับไว้จากผู้เช่า แต่เป็นการรับเงินแทนกรมการศาสนา เมื่อจำเลยนำเงินดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวย่อมเป็นการยักยอกเงินจากกรมการศาสนา เรื่องนี้เป็นประเด็นว่า ยักยอกเงินใครกันแน่ คือ เป็นลูกจ้างปลอมใบเสร็จไปรับเงินจากผู้เช่า กรมการศาสนาเป็นผู้เสียหาย เรื่องนี้ถ้าตีความผิดไปว่าจำเลยเป็นผู้แทนของผู้เช่านี่ผิดธงเลย จะกลายว่ากรมการศาสนาไม่ใช่ผู้เสียหาย ไม่มีอำนาจร้องทุกข์ มีผล 120 ทำให้พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องเลยนะครับ

 ถ้าเป็นคดียอมความได้ แต่ไม่มีการร้องทุกข์ ก็สอบสวนไม่ได้ เวลาตอบให้ตอบเป็นระบบจะได้คะแนนดี

คดีนี้มีข้อพิจารณาว่าจะมีความผิดฐานฉ้อโกงผู้เช่าหรือไม่  ออกใบเสร็จปลอมไปหลอก ความจริงก็น่าคิด ถ้าเกิดผู้เช่าเกิดมาร้องทุกข์ในคดีฉ้อโกงก็น่าจะเป็นประเด็น ว่ามันก็น่าจะเป็นประเด็น แต่เรื่องนี้มีประเด็นขึ้นสู่ศาลแค่ประเด็นยักยอกหรือไม่เท่านั้น

แล้วผู้เช่ายังต้องจ่ายเงินให้กรมการศาสนาอีกหรือไม่ เงินชำระหรือยัง เป็นคดีในคดีแพ่งอยู่นะ

อีกคดีคือมีความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมหรือไม่ ต้องดูด้วยว่าเอกสารนั้นเป็นเอกสารสิทธิใบเสร็จรับเงินหรือไม่ ก็ต้องดูว่าใบเสร็จรับเงินเป็นเอกสารสิทธิ

ส่วนวัดโรมันแคทอริคก็เป็นนิติบุคคลได้ เป็นไปตามพรบ.ฐานะวัดบาทหลวงแคทอริค มีศักดิ์เป็นบริษัท ถ้าเป็นวัดของคริสต์เตรียล โบทส์ ก็ไม่เยอะ

 แล้วมาดูว่าบุคคลหรือนิติบุคคลต้องเป็นผู้ได้รับความเสียหาย นี่เป็นไปตามคำนิยาม จะดูว่าเขาเป็นผู้เสียหายหรือไม่เป็นประเด็นสำคัญ เพราะจะร้องทุกข์ได้หรือไม่ เข้าร่วมเป็นโจทก์ได้หรือไม่ เพราะการเข้าร่วมเป็นโจทก์ก็มีประเด็นแล้ว ว่าเป็นผู้เสียหายด้วยหรือไม่ เฉพาะบางความผิดเท่านั้นอาจเป็นผู้เสียหาย ศาลชั้นต้นเวลาสั่งก็ลืมสั่งว่าเฉพาะบางความผิดที่เป็นโจทก์ร่วมได้ แต่ก็น่าเห็นใจศาลชั้นต้นเพราะคดีเยอะเหลือเกิน ศาลชั้นต้น อัยการก็ลืมได้

 เพราะมีบางคดี โจทก์คือพนักงานอัยการไม่อุทธรณ์ แต่โจทก์ร่วมที่เป็นผู้เสียหายนี่อุทธรณ์ เรื่องบางทีไปตรวจเจอชั้นศาลฏีกาว่าไม่ใช่ผู้เสียหาย โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายที่หนึ่งเพราะความผิดฐานความผิดบุกรุกไม่ใช่เป็นผู้เสียหายในฐานความผิดหน่วงเหนี่ยวกักขัง ก็ปรากฎว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้เป็นโจทก์ร่วมทั้งสองข้อหา ศาลชั้นต้นยกฟ้องทั้งสองข้อหา ความผิดยุติไปแล้ว โจทก์ร่วมมีอำนาจอุทธรณ์ ก็เฉพาะที่ตนเองเป็นผู้เสียหาย ปรากฎว่าศาลชั้นต้นก็รับไว้วินิจฉัย เป็นการพิพากษาที่ขัดต่อกฎหมาย ไม่มีคำร้องคำขอจากโจทก์เลยเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบ คือฏีกาที่ 680/2545

โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายที่ 1 เฉพาะข้อหาความผิดฐานบุกรุกมิได้เป็นผู้เสียหายในข้อหาความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายที่ 2 ให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย แม้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ร่วมเข้าร่วมเป็นโจทก์โดยมิได้ระบุว่าให้เข้าร่วมในความผิดใดก็ต้องถือว่าอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะข้อหาความผิดฐานบุกรุกเท่านั้น เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องทั้งสองข้อหาและโจทก์มิได้อุทธรณ์ ข้อหาความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายที่ 2ให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกายจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ร่วมไม่มีอำนาจอุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายที่ 2 ได้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7พิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมในข้อหาความผิดดังกล่าว และพิพากษาลงโทษจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองประกอบมาตรา 225

 

โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหาย มิได้เป็นผู้เสียหาย คือผู้เสียหายที่หนึ่งที่สอง แล้วไปฉุดผู้เสียหาย ฐานหน่วงเหนี่ยวกักขัง ศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้เสียหายที่หนึ่งเป็นผู้เสียหาย เพราะฉะน้นความผิดยุติไปแล้วโจทก์ร่วมที่หนึ่งเจ้าของบ้านมีอำนาจแค่หน่วงเหนี่ยวกักขังเท่านั้น แล้วก็ลงโทษจำเลยซะด้วย ศาลฏีกาบอกว่าการที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลย ไม่มีอำนาจลงโทษได้ เป็นการพิพากษาที่ขัดต่อกฎหมายเหมือนไม่มีคำร้องคำขอจากโจทก์เลย

มาตรา 2 จำให้ดีเลย ศาลฏีกามีอำนาจพิพากษาได้ จำตัวบทไว้ด้วยนะครับ จะได้คะแนนเยอะ หนึ่งคะแนนก็มีความสำคัญนะครับ มาดูความผิดอะไรบ้างที่เอกชน ก็ดี รัฐก็ดีเป็นผู้เสียหายได้หมด เพราะมีความผิดบางประเภท ที่รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย มาตรา 28 ก็ไม่มีเขียนบอกไว้ แต่เป็นการตีความตามแนวกฎหมายอังกฤษ

ศาลฏีกาก็จำกัด ในส่วนของคำว่าผู้เสียหายน้อยลง ความผิดที่รัฐกำหนดให้เป็นความผิด เช่นความผิดต่อป่าไม้ พรบแร่ อย่างนี้ปรกติขุดแร่ก็ขุดกัน ต่อมารัฐบอกว่าไม่ได้ ต้องจ่ายค่าสัมปทาน พรบ.รถยนต์ ยาเสพติด รัฐตรากฏหมายมามาก แล้วประชาชนพวกเราเองจะตามได้เหรอความผิดอีกอันคือความผิดที่ราษฏร์กระทำต่อเจ้าพนักงาน หรือ เจ้าพนักงานกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ซึ่งความจริง รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย แต่ก็ไปเขียนว่าซึ่งอาจทำให้ผู้หนึ่งผู้ใดหรือประชาชนเสียหาย อันนี้ประชาชนเป็นผู้เสียหายด้วย ถ้ามีถ้อยคำพวกนี้ ศาลฏีกาไทยตีความว่าราษฏร์เป็นผู้เสียหาย แต่ต้องพิสูจน์ได้ด้วยนะว่าตัวเป็นผู้เสียหายที่แท้จริง

4881/2541

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เป็นบทบัญญัติที่ต้องการเอาโทษแก่เจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ แต่กลับปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหาย แก่ผู้หนึ่งผู้ใดตอนหนึ่งและเอาโทษแก่เจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตอีกตอนหนึ่ง ในตอนแรก คำว่าเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดนั้น หมายความรวมถึง เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคล หรือเอกชนผู้หนึ่งผู้ใดด้วย ดังนั้น หากการปฏิบัติหรือละเว้น การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานโดยมิชอบเป็นการกระทำ ต่อเอกชนผู้หนึ่งผู้ใดโดยตรง และเป็นการกระทำให้บุคคลดังกล่าว ได้รับความเสียหาย เอกชนผู้นั้นย่อมเป็นผู้เสียหายตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(4) ได้ คำฟ้องของโจทก์มิได้บรรยายถึงหน้าที่ตลอดจนการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติงานในหน้าที่ของจำเลยที่ 3 มาในคำฟ้องคำฟ้องของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ของจำเลยที่ 3 จึงเป็นฟ้องเคลือบคลุมไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) ดังนั้นปัญหาที่ว่าจำเลยที่ 3 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่จึงไม่จำต้องวินิจฉัย ตำแหน่งอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 นอกจากจะเป็นตำแหน่งทางฝ่ายตุลาการแล้วยังเป็นตำแหน่งทางฝ่ายบริหารมีอำนาจให้คุณให้โทษแก่ผู้พิพากษาและเจ้าหน้าที่ธุรการผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาได้ด้วย ถือว่าเป็นตำแหน่งที่มีเกียรติ และศักดิ์ศรีสูงกว่าตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ซึ่งเป็นตำแหน่งทางฝ่ายตุลาการเพียงอย่างเดียว ฉะนั้น การแต่งตั้งโจทก์จากผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงเป็นการปูนบำเหน็จความดีความชอบให้แก่โจทก์เป็นการขัดกับ การที่โจทก์ยังมีโทษงดบำเหน็จอยู่ การที่จำเลยที่ 2 ดำเนินการหาข้อยุติความเห็นขัดแย้งเกี่ยวกับมติ ก.ต. ที่เห็นชอบในการแต่งตั้งโจทก์ดังกล่าวแล้ว จึงเป็นการใช้ดุลพินิจพิจารณา สั่งการไปตามอำนาจหน้าที่ในทางบริหารราชการแผ่นดิน และที่สำคัญยิ่งก็คือการจะนำเรื่องใดเสนอให้นายกรัฐมนตรีนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงแต่งตั้งนั้นเรื่องนั้นจะต้องมีข้อยุติว่าเป็นเรื่องที่ชอบด้วยกฎหมายและระเบียบแบบแผนของทางราชการแล้ว การที่จำเลยที่ 2 พยายามหาข้อยุติความเห็นที่ขัดแย้งกันเกี่ยวกับมติ ก.ต. ที่แต่งตั้งโจทก์และยังไม่อาจนำเสนอนายกรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการต่อไปนั้นหาใช่จำเลยที่ 2 มีเจตนาปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้โจทก์เสียหายอย่างใดไม่ จำเลยที่ 2จึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จำเลยที่ 4 ดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกาและเป็นประธาน ก.ต.โดยตำแหน่งในการประชุมก.ต.ประธานก.ต. เป็นประธานที่ประชุม โดยทั่วไปแล้วในการประชุมประธานที่ประชุมเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ จัดการประชุมและรับผิดชอบดำเนินการประชุมให้เป็นไปด้วย ความเรียบร้อยและเป็นผลดีแก่ทางราชการ หากไม่มีข้อบังคับ กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นกรณีมีเหตุจำเป็นและสมควรประธานที่ประชุม จะสั่งเลื่อนหรือปิดประชุมก็ย่อมทำได้ ได้ความว่า ในตอนเช้าจำเลยที่ 4 มีคำสั่งให้ดำเนินการประชุม ก.ต. ไป ที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องต่าง ๆ จนกระทั่งถึงวาระการ แต่งตั้งข้าราชการตุลาการ จำเลยที่ 3 แถลงขอให้ที่ประชุม เลื่อนวาระนี้ไปก่อนโดยชี้แจงเหตุผลและความจำเป็นว่า มีเรื่องที่จะต้องปรึกษาหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม อยู่อีกและเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่ง ส่วนจำเลยที่ 4 ก็ได้พยายาม ชี้แจงและขอร้องให้ที่ประชุมเลื่อนวาระดังกล่าวออกไป โดยแจ้งว่าการเลื่อนออกไปจะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม แต่ในที่สุดส่วนใหญ่ของที่ประชุมเห็นว่าไม่สมควร ให้มีการเลื่อนจำเลยที่ 4 จึงอาศัยอำนาจของประธาน ที่ประชุมสั่งให้เลื่อนและปิดประชุมทั้งนี้โดยมีมูลเหตุมาจาก การขอร้องของพลเอก ส. นายกรัฐมนตรีผู้ซึ่งมีหน้าที่และความรับผิดชอบต่อการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อให้เกิดผลดี ต่อบ้านเมืองในทุก ๆ ด้านตามรัฐประศาสโนบาย โดยเฉพาะ เป็นผู้มีหน้าที่นำมติ ก.ต. ที่เห็นชอบในการแต่งตั้งโจทก์ ขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เมื่อพลเอก ส. เห็นว่าโจทก์ยังมีโทษทางวินัยอยู่และการแต่งตั้งโจทก์เป็นการขัดต่อพระราชกระแส เช่นนี้การที่จำเลยที่ 4 ขอให้ที่ประชุมเลื่อนการพิจารณาออกไปก่อนโดยแจ้งว่าการเลื่อนจะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม เป็นการแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 4 ได้พิจารณาถึงเหตุผลและความเหมาะสมในหลาย ๆ ด้านแล้ว จึงได้สั่งให้เลื่อนและปิดประชุมหากจำเลยที่ 4 มีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์ จำเลยที่ 4 จะไม่นำเรื่องการแต่งตั้งโจทก์บรรจุเข้าระเบียบวาระการประชุมก็ย่อมได้ทั้ง ๆ ที่จำเลยที่ 4 ก็รู้อยู่ว่าโจทก์มีโทษ ทางวินัยอยู่ การที่ภายหลังต่อมามีเหตุจำเป็นต้องเลื่อน การประชุมดังกล่าวแล้ว กรณีจึงไม่เชื่อว่าจำเลยที่ 4 สั่งเลื่อนและปิดประชุมโดยมีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์

 

ป.อาญา 157 ซึ่งเป็นบทบัญญัติให้เป็นโทษแก่เจ้าพนักงาน เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตรงนี้แหละถ้ามีใครได้รับความเสียหาย ก็เป็นผู้เสียหายด้วย ศาลฏีกาตีความอย่างกว้างว่าประชาชนธรรมดาก็มีสิทธิฟ้อง

2294/2527  - ค้นไม่พบ

บุตรของโจทก์ถูก ส ชนตาย โจทก์จัดการแทนบุตร จำเลยเป็นนายตำรวจ ผู้สืบสวนสอบสวนคดีนั้น ได้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่คือจดคำพยานไม่ตรงกับคำให้การ โดยไม่ชอบเพื่อช่วยเหลือ ส มิให้ต้องรับโทษหรือรับโทษน้อยลงถือว่าการกระทำผิดของจำเลยเป็นการกระทำต่อโจทก์ โจทก์เป็นผู้เสียหายโดยตรง มีอำนาจฟ้องคดีอาญา เรื่องนี้ดูให้ดีมีข้อกฎหมายหลายประเด็น

ประเด็นแรกจัดการแทนได้ตามมาตรา 5 อนุสอง

ประเด็นที่สองคืออ 157 การกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่นั้นปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบนั้น แสดงว่าพ่อคนนี้เก่ง เอาเทปไปอัดหรือเปล่าก็ไม่รู้ เดียวนี้ไม่ต้องนะครับใช้คลิปฉาว เจ้าพนักงานต้องระวังตัวนะ อย่าคิดว่าเขาไม่รู้นะ ก็โดนสอบสวนยุ่งตายนะ การที่เจ้าพนักงานจดถ้อยคำไม่ตรง เพราะโจทก์เป็นพ่อ จำเลยไม่ผิดเขาเสียหายมาก จากนาย ส ไม่ได้เลย ปัญหาว่าการกระทำผิดของจำเลยกระทำต่อผู้ตายหรือต่อโจทก์ ตอบข้อนี้ต้องระวังให้ดีเพราะ การที่ให้จดก่อนให้เกิดความเสียหายแก่บุตรหรือต่อตัวโจทก์เอง เรื่องนี้จะเห็นว่า ศาลฏีกาพิพากษาว่ากระทำผิดต่อพ่อผู้ตายไม่ใช่กระทำกับลูกโดยตรง เวลาตอบอย่าพลาดไปนะ เรื่งอนี้ผู้ได้ความเสียหายคือพ่อที่จัดการแทนลูก ความผิดต่างๆที่เกี่ยวกับเจ้าพนักงานที่อาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย ก็ต้องดูว่าความเสียหายนี้เขาได้รับเป็นพิเศษหรือไม่ ถ้าผู้เสียหายโดยตรงก็มีสิทธิดำเนินคดีได้ ศาลฏีกาก็ตีความอย่างเรื่องการแจ้ง 2614/2518 การที่ไปแจ้งความเท็จกับพนักงานอำเภอ เพื่อจดทะเบียนซ้อนนั้น เนื่องจากระบบตรวจสอบทะเบียนสมรสในไทยนี้ยังไม่สมบูรณ์ เรื่องนี้ศาลฏีกาก็ตีความว่าภริยาหลวงเป็นผู้เสียหาย มมีฏีกาออกมาอีกว่าตัวภริยาที่ถูกหลอกให้จดซ้อน ก็กลายเป็นผู้เสียหายด้วยนะ

แต่มีอีกหลายฏีกาว่าที่มาฟ้องไม่ใช่ผู้เสียหายเป็นพิเศษ อย่างเช่นการมอบเอกสารเป็นประกัน เช่นสมุดฝาก

4628/2541 ค้นไม่พบ

ยึดโฉนดไว้แล้วอย่าไปดีใจก็ไปแจ้งออกใบใหม่ให้

1761/2517 ค้นไม่พบ

ทะเบียนเรือน ไปแจ้งว่าต้นฉบับหายเพื่อไปออกใบใหม่พนักงานก็ให้ มีปัญหาว่าตัวเจ้าหนี้เป็นผู้เสียหายด้วยหรือ เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิใดๆในต้นฉบับที่จะบังคับเอาแก่ลูกหนี้ในฐานะที่เป็นผู้ค้ำประกันจำนอง ตามหลักกฎหมายแพ่งแต่อย่างใด เมื่อตัวคุณไม่มีสิทธิตามเอกสารที่ยึดไว้ คุณไม่เสียหาย รัฐเท่านั้นที่เสียหาย

ไอ้ที่ไปติดหน้ารถว่า รับจำนำทะเบียนรถ พวกนี้ถ้าไปแจ้งความเท็จก็ไม่ใช่ผู้เสียหาย

ส่วนความผิดเกี่ยวกับทรัพย์หลายเรื่อง ผู้เสียหายที่เกี่ยวข้อง อ้างว่าเสียหาย เช่น บุกรุก ลักทรัพย์ ยักยอก ตอนที่มาร้องทุกข๋รู้ว่าเขาเป็นผู้เสียหาย แต่เข้าใจว่าตัวเองมีสิทธิ ก็เสมือนไม่มีคำร้องทุกข์ สอบสวนความผิดยอมความได้เช่นที่ดิน          ภาระจำยอม

ก็มีปัญหาว่าที่ตกอยู่ภาระจำยอมนี้ เราเป็นผู้เสียหายเรามีสิทธิผ่านที่ดิน ที่อยู่ภายใต้ภาระจำยอม ต่อมามีนาย ค ไปทำให้เสียหาย นาย ก เจ้าของสามยทรัพย์ วินิจฉัยว่าเจ้าของ สามยทรัพย์ ไม่เป็นผู้เสียหาย ต้องเป็นเจ้าของที่ดินเอง จริงๆก็เป็นผู้เสียหายได้ ศาลฏีกาก็ตีความ

กรณีของต้นไม้ล้มลุกก็ต้องระวังว่าต้นใดบ้างที่เป็นส่วนควบ ถ้าเป็นต้นไม้ยืนต้นก็ตกแก่เจ้าของที่ดินแต่ถ้าต้นไม้ล้มลุกไม่ตกยกเว้นสัญญาซื้อขายบอกว่า ไม่ล้มลุกเป็นเจ้าของเสียหาย

1355/2508

ต้นพลูเป็นต้นไม้ยืนต้น จึงเป็นส่วนควบของที่ดิน

โจทก์เป็นผู้ปลูกต้นพลู แต่ต้นพลูได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินที่โจทก์ปลูกต้นพลูเสียแล้ว แม้จำเลยจะร่วมกันตัดต้นพลู ก็ย่อมไม่มีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหาย ไม่มีอำนาจฟ้อง

ต้นเป็นส่วนควบที่ดินจำเลย จำเลยจะทำอะไรก็ได้ เพราะเป็นเจ้าของ มันเคยมีฏีกาอยู่เรื่องคือต้นอ้อยเป็นไม้ล้มลุก คือนาย ก ที่ดินนั้น สัญญาซื้อขายเมื่อต้นอ้อยเป็นไม้ล้มลุกก็ไม่เป็นส่วนควบที่ดิน เมื่อนาย ก ไปเอาต้นอ้อยมาก็ผิดฐานลักทรัพย์ไม่ได้

หรือกรณีของทรัพย์เฉพาะสิ่งตามมาตรา 1610 มีการชั่งตวงวัดนับหมายก่อน เช่นซื้อวัวหนึ่งตัวจากฝูง ซื้อวัวมาตัวหนึ่ง แต่ในมาตรา 460 วรรคสอง บอกว่าทรัพย์เฉพาะสิ่งจะเป็นจนกว่าจะได้ทำการชั่งตวงวัดจนรู้ราคาแล้ว ตราบใดที่ยังไม่ได้ชั่งน้ำหนัก มันก็ยังไม่ใช่ทรัพย์เฉพาะสิ่ง กรรมสิทธิยังตกอยู่กับเจ้าของเดิมอยู่

1468/2496

เจ้าของสุกรต่างจังหวัดเคยให้พ่อตาคุมสุกรมาขายให้โจทก์ที่กรุงเทพฯ ในคราวเกิดเหตุก็ให้พ่อตาควบคุมสุกรมากรุงเทพฯอีก ในใบอินวอยส่งในนามชื่อยี่ห้อโจทก์เป็นผู้รับ แต่เมื่อถึงกรุงเทพฯแล้ว พ่อตากลับเอาสุกรไปขายผู้อื่นเสีย ดังนี้ วินิจฉัยว่ากรรมสิทธิ์ในสุกรยังไม่โอนไปยังโจทก์ โจทก์จึงยังไม่ใช่ผู้เสียหาย และยังไม่เป็นกรณีฉ้อโกงโจทก์ตามกฎหมายลักษณะอาญา

อันนี้ก็เป็นเรื่องคลาดเคลือนออกมา กรรมสิทธิยังไม่โอน กรรมสิทธิยังอยู่กับผู้ขาย แต่ถ้าเอาหมูออกมาแล้ว วัดฏีกาอีกเรื่องหนึ่ง ในคดีอาญา คือหมูหนึ่งตัวคัดเลือกเรียบร้อยแต่บอกว่ายังไม่เอาไป พรุ่งนี้จะมาเอา แต่ได้ขายไป ก็ผิดฐานยักยอกทรัพย์ จึงเป็นยักยอกทรัพย์ 

299/2516

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยปลอมและใช้พินัยกรรมปลอมของ ป.เจ้ามรดก ขอให้ลงโทษแต่โจทก์เองก็ถูกฟ้องว่าปลอมพินัยกรรมของ ป. เหมือนกัน และศาลได้พิพากษาลงโทษโจทก์ฐานปลอมพินัยกรรม คดีถึงที่สุด ดังนี้ โจทก์จึงตกเป็นบุคคลต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกของ ป. ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1606(5) โจทก์จึงไม่ใช่ผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องจำเลยอันจะมีสิทธิฟ้องจำเลยได้ ศาลย่อมพิพากษายกฟ้องได้ โดยไม่ต้องไต่สวนมูลฟ้อง

คือตัวทายาทคนหนึ่งถูกจำกัดไม่ให้ได้รับมรดก โดยไม่มีสิทธิเป็นผู้เสียหาย

1205/2505  - ค้นไม่พบ

1908/2494

คนร้ายขึ้นเรือนลักทรัพย์ได้แล้ว วิ่งหนี เจ้าทรัพย์วิ่งไล่ไปทัน จึงใช้มีดแทงคนร้าย 1 ทีคนร้ายถึงแก่ความตาย ดังนี้วินิจฉัยว่าเจ้าทรัพย์แทงคนร้ายในเวลากระชั้นชิดที่วิ่งไล่กันมา อาจไม่ตั้งใจฆ่าให้ตายเพราะแทงเพียงทีเดียว และเป็นเรื่องป้องกันทรัพย์เกินสมควรกว่าเหตุคงมีความผิดตาม กฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 251 ประกอบด้วยมาตรา 53

 

หญิงมีสามีตกรถยนต์ตาย สามีรับมรดกตามกฎหมาย มีสิทธิฟ้องผู้ที่เก็บทรัพย์และยักยอกทรัพย์นั้นได้

สามีมาทราบที่หลังก็ย่อมเป็นผู้เสียหายที่ยักยอกของหาย สิทธินี้เกิดทันทีที่ถึงแก่ความตาย ก็มีสิทธิฟ้องคนที่ยักยอกทรัพย์ได้ คดีนี้ดูดีๆก็คือยักยอกทรัพย์ไม่ใช่ลักทรัพย์ แต่คดีนี้ เป็นทรัพย์ที่มาก็มีฏีกาบางเรื่องบอกว่าเป็นทรัพย์ที่ติดตามอยู่จึงเป็นลักทรัพย์ เมื่อดูความผิดเกี่ยวกับเช็คใครเป็นผู้เสียหายกันแน่ จะมีปัญหาเรื่องอำนาจสอบสวน เพราะเช็คเป็นตั๋วเงินประเภทหนึ่งผู้ทรงเช็คก็คือมีเช็คในครอบครอง หลายฐานะ เช่นรับเงิน หรือผู้รับสลักหลัง แต่ต้องเป็นผู้รับสลักหลังไม่ขาดสาย และกำหนดว่าจ่ายแก่ผู้ถือ ผู้ถือก็เป็นผู้ทรงด้วย แต่สมัยนี้แทบไม่มีฉบับไหนที่จะไม่ขัดคล่อม ก็ปลอดภัยดี

ฉะนั้นถ้าหากธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ผู้ทรงเช็คก็ฟ้องไล่เบี้ยได้เลย ตาม 959 ประกอบ 989 อันนี้เป็นคดีแพ่งที่พูดมาทั้งหมดนี่คือคดีแพ่ง แต่ถ้ามาคดีอาญาไม่ได้แล้ว คดีอาญาความผิดตามพรบ.จากการใช้เช็ค เอาผิดเฉพาะผู้ออกเช็ค หรือ ผู้สั่งจ่ายเช็คเท่าน้น ประการที่สองความผิดตามพรบเช็ค เกิดเมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คเท่านั้น ใครเป็นผู้ทรงผู้นั้นเป็นผู้เสียหาย

957/2530 – ค้นไม่พบ หลังจากที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินปั๊ปความผิดเกิดแล้ว ผู้เสียหายจะมอบเงินจากเช็คให้ใคร ก็ไม่ใช่ผู้เสียหาย ตามเช็คแล้ว ไม่ใช่ผู้เสียหายแล้ว ก็ไปฟ้องเรียกเงินตามกฎหมายแพ่ง แต่ไม่ใช่ผู้เสียหายตามกฎหมายอาญา อาญาเฉพาะผู้ทรงขณะธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเท่านั้น

5407/2546  - ค้นไม่พบ จำเลยออกเช็คสองฉบับ สั่งจ่ายเงินให้แก่โจทก์ โดยระบุว่าจ่ายสดหรือผู้ถือเป็นผู้รับเงิน โจทก์นำเช็คสองฉบับไปชำระหนี้ให้แก่ นาย จ นำเช็คสองฉบับไปเข้าบัญชีของตนเพื่อเรียกเก็บเงินธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ขณะนี้นาย จ เป็นทรง ต้องถือว่าวันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน นาย จ เป็นผู้ทรง มิใช่นาย ย เป็นตัวแทนของโจทก์ที่เรียกเก็บเงินตามเช็คไม่

ในขณะที่ความผิดเกิดขึ้นนั้น นาย จ จึงเป็นผู้เสียหายที่ดำเนินคดีแก่จำเลย ตาม พรบ.เช็ค โจทก์ไม่ใช่เจ้าของเช็คทั้งสองฉบับในขณะความผิดเกิดขึ้นจึงไม่ใช่ผู้เสียหาย และเกิดอำนาจฟ้อง แล้วอ้างว่าที่นาย จ ไปขึ้นเงินกระทำการแทนตน คือจะไปอ้างไม่ได้หรอก ไม่เกี่ยวข้องกับคดี ก็ไม่ใช่ผู้เสียหาย จะเห็นนะครับความผิดเกี่ยวกับการใช้เช็คดูว่าใครเป็นผู้ทรงเท่านั้น ถ้าเราไปวินิจฉัยผิดนิดเดียวก็ตอบข้อสอบผิดเลยนะครับ

ปัญหาเรื่องเช็ค มีปัญหาว่าเช็คนี้เกิดเด้งที่ผู้ทรงเช็คตายหรือไม่ก็มีปัญหากับคดีอื่นๆที่เกี่ยวกับผู้เสียหาย ศาลก็ตีความตรงกันตลอดว่าความเสียหายเป็นเรื่องเฉพาะตัวไม่ตกทอดเป็นมรดกแก่ทายาท ถ้ายังไม่ฟ้องไม่ตกเป็นมรดก ศาลก็ตีความว่าเป็นสิทธิเฉพาะตัว กรณีเช็คมีปัญหาว่า ผู้เสียหายรับเช็คมาแล้วเกิดตายไป แต่พอเดือนที่หนึ่งที่สอง ตายเสียก่อนเช็คถึงกำหนด แล้วมีปัญหาว่าเช็คนั้นเป็นมรดกหรือไม่ สิทธิในการเป็นผู้ทรงเช็คไม่ใช่สิทธิเฉพาะตัวเป็นมรดกตกทอดไปแก่ทายาท ฉะนั้นเมื่อธนาคารปฏิเธการจ่ายเงิน แล้วถึงกำหนดเมื่อถึงแก่ความตาย เมื่อเอาเช็คไปขึ้นเงิน มันก็เลยกลายเป็นว่า ทายาทเป็นผู้เสียหายตายเข็ค ถึงกำหนดภายหลังจากที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย แต่ยังไม่ถึงกำหนดเมื่อตายแล้วก็ตกทอดแก่ทายาทได้ ทายาทมีสามคน เมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ย่อมถือว่าทายาททั้งสองได้รับความเสียหายโดยตรงและมมีอำนาจฟ้องคดี ทายาททั้งสองย่อมเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ ดังนั้น ทายาทคนใดคนหนึ่ง สามารถที่จะฟ้องได้ตามลำพัง คือเขามีข้อต่อสู้ว่าไม่ได้ลงชื่อร่วมกัน ไม่จำเป็นต้องใช้สิทธิรวมกันก็ได้ แต่ถ้าเป็นกรณีที่ความผิดเกิดขึ้น ก่อนเจ้ามรดกจะตาย แต่เจ้ามรดกยังไม่ดำเนินคดีเลย อันนี้อำนาจในการร้องทุกข์ยังไม่เกิดแก่ทายาท ก็ดูโจทก์ให้ดี ว่าเช็คนี้ถึงกำหนดก่อนหรือหลังจากมรดกตาย

แต่เรื่องนี้เจ้ามรดกไม่ได้ทำอะไรเลย ฏีกาเรื่องนี้เช็คถึงกำหนด หลังจากที่เจ้ามรดกตาย เป็นกรรมสิทธิร่วมแล้ว

การที่โจทก์ร่วมคนใดคนหนึ่ง

478/2549  - ค้นไม่พบ

จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จกับเจ้าพนักงานเกี่ยวกับที่ดิน ขณะที่โจทก์ยังมีชีวิตอยู่ บรรดาโจทก์จึงเป็นผู้เสียหาย เมื่อบรรดาโจทก์ถึงแก่ความตาย วิอาญามาตรา 4 5 6 ไม่ได้ให้อำนาจฟ้องคดีแทนมารดา แม้โจทก์จะเป็นบุตรและเป็นทายาทผู้รับมรดกที่ดินนั้น ทั้งพึ่งทราบการกระทำของจำเลย หลังจากมารดาตาย แต่สิทธิฟ้องคดีอาญาก็ไม่ตกทอดมายังโจทก์ จึงไม่เป็นผู้เสียหาย และไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย ในฐานแจ้งความเท็จ เรื่องนี้เกิดขึ้นหลังเจ้ามรดกตาย ฏีกาสองเรื่องนี้ต่างกัน คือ คดีหลังเจ้ามรดกดำเนินคดีอาญาไว้แล้ว ก็มารับมรดกความได้ ทายาทที่ได้รับมรดกความ ศาลฏีกามีความเคร่งครัด

2219/2521

จำเลยกระทำความผิดต่อ ช.เจ้ามรดกในขณะที่ช.ยังมีชีวิตอยู่ ช.จึงเป็นผู้เสียหาย เมื่อช.ถึงแก่ความตาย โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกและทายาทโดยธรรมของช.ไม่มีอำนาจฟ้องคดีแทนช. เพราะประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 4,5 และ 6 ไม่ได้ให้อำนาจโจทก์ไว้ ทั้งสิทธิฟ้องคดีอาญาไม่ตกทอดมายังโจทก์ แม้จะพิจารณาได้ความตามฟ้องว่าทรัพย์มรดกของ ช.ตกได้แก่โจทก์ก็ตามแต่ทรัพย์มรดกนั้นก็เพิ่งตกมาเป็นของโจทก์ภายหลังวันที่จำเลยกระทำความผิด โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายและไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย

 

การฟ้องคดีอาญามาตรา 4 5 6 ไม่ได้ให้อำนาจฟ้องแทนผู้เสียหาย ทายาทและผู้จัดการมรดก ฐานยักยอกและฉ้อโกง ทรัพย์ของผู้ตายที่ความผิดเกิดก่อนการตายไม่ได้ เนื่องจากสิทธิฟ้องคดีอาญาไม่ตกทอดมายังทายาท อันนี้ก็ย้ำถึงหลัก การจ่ายเช็คก็ต้องระมัดระวัง เช่นผู้รับโอนเช็คที่ปราศจากมูลหนี้มาฟ้อง เช็คต้องชำระหนี้ หนี้เป็นข้อกฎหมายแต่ถ้าไม่มีมูลหนี้ที่อ้าง เคยมีคดีที่มูลหนี้มาจากค่าเลี้ยงดูลูก ถ้าเกิดเช็คมาเด้งขึ้นมา ก็ฟ้องไม่ได้ เพราะพระมีลูกไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็เป็นมูลหนี้ที่ฟ้องกันไม่ได้ กรณีจ่ายเงินค่าหวย  มีที่ไหน ซื้อหวยใต้ดินจ่ายเป็นเช็ค ไม่จับก็บุญแล้ว

คำว่าผู้เสียหายโดยนิตินัยเป็นปัญหาจากการตั้งจากศาล ที่มาจากหลักกฎหมายลาติน ที่ว่าผู้มาศาลต้องมาด้วยมือสะอาด ความผิดที่ผู้เสียหายโดยนิตินัยไม่มีที่ไหน ก็เลยกลายเป็นว่าผู้เสียหายที่มือไม่สะอาด มาพึ่งบารมีศาลไม่ได้

ท่านบอกว่าที่ศาลฏีกานำมานั้นเป็นการนำหลักกฎหมายแพ่งมาใช้ คือ มาตรา 4 คือใช้สิทธิโดยชอบ เอามาใช้ในเรื่องอาญา ก็มีผู้ไม่เห็นด้วย

แต่ศาลไทยยังตีความว่า ถ้ามาฟ้องเอง ต้องมือสะอาดศาลจะไม่รับฟ้องผู้มีส่วนร่วมกระทำความผิดทั้งหลายทั้งปวง ถ้าเกิดผู้เสียหายในคดีทำแท้งมาปรากฎตัว บาดเจ็บสาหัสขอฟ้อง เจ้าของคลีนิคที่ทำแท้ง จนสูญเสียความสามารถในการสืบพันธ์ก็ฟ้องไม่ได้ เพราะว่ามีความผิดฐานยอมให้ผู้อื่นทำแท้งก็มีความผิดทั้งคู่ ตัวหญิงเองจะเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยไม่ได้

อาจารย์เองก็เห็นคล้ายๆกับท่านอาจารย์อมรที่ว่าโดยหลักกฎหมายก็ไม่มีบัญญัติชัด เป็นทางวิชาการก็ติดใจ

954/2542 ค้นไม่พบ หญิงยอมให้ผู้อื่นทำให้ตนแท้งลูก ไม่ใช่ผู้เสียหายตามมาตรา 2 วิอาญา

ดูคำพิพากษาฏีกานี้ ไม่ใช่เป็นความผิดตามมาตรา 2 อนุมาตรา 4 ต้องตอบเลขมาตราด้วยเพื่อให้ได้คะแนน แม่นยำในข้อกฎหมายซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญ โดยเฉพาะกฎหมายอาญา นั้น ตัวบทกฎหมายนั้นเป็นสิ่งสำคัญ จะแต่งกฎหมายเองไม่ได้นะครับ ถ้าไม่แน่ใจอย่าไปเขียนนะครับ อย่าลืมว่ากรรมการมีตัวบทอยู่ตรงหน้า ไม่แน่ใจอย่าเขียน ยกเว้นมาตรา ที่แน่นอน เช่น 2 อนุมาตรา 4 แน่นอนอยู่แล้ว หลักกฎหมายต่างๆนี้ ถ้าผิดจะหักคะแนน

มาตรา 2 อนุสี่ต้องแม่น

4461/2539

การที่ผู้ตายและจำเลยต่างขับรถด้วยความเร็วและต่างขับรถเข้าไปในช่องเดินรถของอีกฝ่ายหนึ่งฟังได้ว่าขับรถโดยประมาททั้งสองฝ่ายเมื่อผู้ตายมีส่วนกระทำผิดด้วยผู้ตายจึงมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา2(4)โจทก์ร่วมซึ่งเป็นบิดาผู้ตายย่อมไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตายได้ตามมาตรา5(2)ไม่มีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์ตามมาตรา30

 

 ผู้ตายและจำเลยต่างขับรถด้วยความเร็วและเข้าไปในช่องเดินรถของอีกฝ่ายหนึ่ง ฟังได้ว่าทั้งสองขับรถโดยประมาท เมื่อผู้ตายมีส่วนกระทำผิดด้วย ผู้ตายจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยตาม ป วิ อ มาตรา2 อนุมาตรา 4 โจทก์ร่วม ย่อมไม่มีอำนาจจัดการแทนได้ตาม 5 อนุ 2 และไม่มีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์ ก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา และต้องเป็นผู้เสียหายโดยตรง ในคดีปล้น เราฟ้องว่าจำเลยฐานปล้นทรัพย์มีอาวุธปืน ผู้เสียหายเข้าร่วมได้คดีเดียวคือ คดีปล้น มีคำพิพากษาที่ยกเฉพาะคำร้อง ส่วนคดีพกพาอาวุธปืน ศาลฏีกายก อันนี้ก็ต้องดูให้ดีด้วย คดีที่บุคคลมีส่วนพัวพันในการกระทำความผิดศาลฏีกาก็ตีความว่าไม่ใช่ความเสียหายโดยนิตินัย เข่น ฐานเป็นผู้ใช้ ผู้สนับสนุนก็ไม่ใช่ผู้มีความรับผิดโดยตรง

1472/2522

โจทก์จ้างจำเลยถางป่าผิด ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 แม้จำเลยหลอกลวงเอาเงินค่าจ้างโจทก์ โจทก์ก็ไม่ใช่ผู้เสียหาย เพราะร่วมกระทำผิดกับจำเลย

 

โจทก์จ้างจำเลยถางป่า ซึ่งเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 จำเลยหลอกลวงเอาเงินค่าจ้างจากโจทก์ โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหาย ศาลฏีกาบอกไม่รู้ไปจ้างถางทำไม ถ้าไม่จ้างก็ไม่หลอกเอาเงิน

 340/2522  - ค้นไม่พบ

จำเลยหลอกลวงโจทก์ว่าเป็นผู้ใกล้ชิดกับอัยการโจทก์และผู้พิพากษา เรียกร้องเอา เงิน โจทก์หลงเชื่อมอบเงินไป การกระทำของโจทก์เป็นการร่วมกับจำเลยนำสินบนไปให้แก่พนักงานอัยการ โจทก์ไม่อาจนำคดีมาฟ้องได้ โจทก์หลงเชื่อพวกตีนโรง ตีนศาล ก็เสียเงินฟรีเลย เป็นคดียอมความ ฉ้อโกงจะดำเนินคดีกับจำเลยได้อย่างไร ไหนลองคิดข้อกฎหมาย ใครมีตัวบทเปิด 143 รับหรือเรียกรับทรัพย์เพื่อจะนำไปให้แก่เจ้าพนักงาน ผู้พิพากษาอัยการก็เป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย ก็เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ถ้าผู้เสียหายจะดำเนินคดีกับจำเลย ต้องแจ้งให้พนักงานตำรวจทราบ ผู้เสียหายจะฟ้องเองก็ไม่ได้ ร้องทุกข์ก็ไม่ได้ 143 เป็นอำนาจของพนักงานอัยการเอง มีทางเดียวที่จะเล่นงาน ก็คือ ความผิดอาญาแผ่นดิน แล้วค่อยนำโจทก์ในคดีนี้เป็นพยาน

คดีเรียกรับสินบน ผู้ให้ก็เป็นผู้ผิดฐานให้สินบน ตัวเจ้าพนักงานเองก็ผิด ฐานเจ้าพนักงานเรียกรับสินบน วิธีดำเนินคดี จะเอาตัวราษฏร์ ผู้ให้กับเจ้าพนักงานผู้รับใครควรโดนลงโทษมากกว่ากัน ก็เจ้าพนักงานควรจะเป็นผู้โดนลงโทษ แน่นอนถ้าฟ้องทั้งคู่ ปฏิเสธแน่แล้วจะกลายว่าเป็นไม่มีพยานเลย กรณีเช่นนี้เราสมัครใจที่จะดำเนินคดีกับเจ้าพนักงานผู้รับสินบน แต่เราจะสอบพยานผู้นี้มาเป็นพยานตั้งแต่ต้นไม่ใช่กันเป็นพยานภายหลัง คือไม่ได้แจ้งข้อหาตั้งแต่ต้น เพราะผู้ให้ย่อมรู้ดีว่าเรียกรับหรือไม่ กรณีนี้จะสอบพยานแต่ต้นเพื่อดำเนินคดีแก่เจ้าพนักงาน ผู้มีความเลวร้ายมากกว่า ราษฏร์ผู้ให้ก็ผิดแต่เลวร้ายน้อยกว่า ในอดีตเคยมีคดี ก็คือ อดีตรัฐมนตรีท่านหนึ่ง ตอนนี้เสียชีวิตแล้ว ถูกพ่อค้า ร้องเรียนว่ารับเงินสัมปทาน ให้ไม่ได้ก็เลยไปขอเงินคืนก็ไม่คืน ดังมากสมัยนั้น ก็เลยเปิดไฟเขียวให้พ่อค้าแจ้งดำเนินคดีกับกองปราบ ก็สอบเสี่ยเป็นพยานแต่ต้น ในข้อหาที่แจ้งจับเจ้าพนักงาน เราก็ฟ้องโดยเอาตัวเสี่ยผู้นี้เป็นพยานปากเอก ในที่สุดศาลฏีกาพิพากษาลงโทษ รัฐมนตรีผู้นี้และผู้เกี่ยวข้อง สิบห้าปี คดีนี้ก็น่าสงสารเหมือนกันแล้วกองปราบก็หวนมาจับเสี่ยในข้อหาให้สินบน เจ้าพนักงานงาน ก็ดูไม่ค่อยถูกสักเท่าไหร่ ในการจับพยานปากเอกเพราะจะทำให้การบังคับใช้กฎหมายของคดีความผิดต่อเจ้าพนักงานเป็นหมัน และในทางจรรยาบรรณด้วย ใครสนใจก็ไปอ่านในหนังสืออัยการนิเทศที่ใช้หลักนี้อยู่นะครับ เรื่องนี้ไม่ใช่กันผู้ต้องหาเป็นพยาน แต่ได้นำมาเป็นพยานแต่ต้น เรื่องนี้ไม่ใช่ทำผิดร่วมกันแต่ต้น คนหนึ่งเป็นข้อหาให้สินบน อีกคนคือเจ้าพนักงานรับสินบน จะทำผิดคนเดียวไม่ได้

แต่ถ้ากรณีกันผู้ต้องหาเป็นพยาน คือร่วมกันทำความผิดทั้งคู่แล้วค่อยกันผู้ต้องหามาเป็นพยาน แล้วต่อมาขออนุมัติตามระเบียบกันไว้เป็นพยาน ปรกติเราใช้บ่อยคือ มือปืนกับผู้ว่าจ้าง เวลาไปตอบก็ต้องระวังให้ดี เพราะผู้ต้องหากันพยาน ต้องเป็นการกันไว้เป็นพยาน เป็นเรื่องสอบเป็นพยานแต่ต้น

1167-1168/2530

ก็เป็นเรื่องการวินิจฉัยในเรื่องประมาทร่วม บิดาของผู้ตายเลยไม่มีอำนาจเป็นโจทก์ร่วม เรื่องนี้นำไปใช้กับพวกเด็กแว๊นท์ได้ ขับรถแข่งกันก็เฉี่ยวชนกัน พ่อแม่ ก็มาฟ้องไม่ได้

ความจริงอาจารย์จะลงโทษ ในข้อหา ฆ่าคนตายโดยเจตนา มันเล็งเห็นผลแล้ว ว่าจะไปชนคนตายได้ง่ายๆ

เช่นที่เราฟ้องคนปาหิน คือ พยายามฆ่าโดยเล็งเห็นผล ไม่ใช่การกระทำผิดโดยประมาทนะครับ

มีฏีกาปี 45 ซึ่งมีฏีกาปีเดียวกันนี้ คือ 4085/2545

เมื่อเกิดกรณีละเมิดลิขสิทธิ์ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะดำเนินคดีแก่ผู้ทำละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ได้ทั้งทางแพ่งและทางอาญา ซึ่งมีวิธีพิจารณาคดีและการชั่งน้ำหนักรับฟังพยานหลักฐานที่แตกต่างกัน เมื่อโจทก์เลือกดำเนินคดีอาญา จึงต้องนำ ป.วิ.อ. มาใช้บังคับโดยอนุโลม ดังนั้นนอกจากโจทก์จะต้องสืบพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ให้ศาลเห็นโดยปราศจากเหตุอันควรสงสัยว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้กระทำความผิดจริงตามคำฟ้อง ยังต้องได้ความว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย ที่มีอำนาจฟ้องคดีอาญาได้อีกด้วย

เมื่อพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบยังฟังไม่ได้แน่ชัดว่าฝ่ายจำเลยมีเจตนากระทำความผิดอยู่ก่อนแล้ว และโจทก์เป็นผู้ว่าจ้างนาย ฟ. ไปทำการล่อซื้อ จึงเท่ากับว่าโจทก์มีส่วนเป็นผู้ก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดตามคำฟ้องขึ้นเอง โจทก์ย่อมไม่อยู่ในฐานะที่จะกล่าวอ้างว่าโจทก์เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยที่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ได้

เป็นกรณีที่ละเมิด ศาลฏีกาฟังว่า พยานหลักฐานที่โจทก์มาสืบยังฟังไม่ได้แน่ชัดว่าจำเลยมีเจตนากระทำความผิดเรียบร้อยแล้ว และคดีได้ฟังว่าโจทก์เป็นผู้ว่าจ้างไปล่อซื้อ จึงเท่ากับว่า โจทก์เป็นผู้มีส่วนก่อให้เกิดการกระทำความผิดเอง โจทก์จึงมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย สังเกตว่าคดีนี้ ศาลฟังว่าจำเลยไม่มีเจตนาก่อนเลย

ก็มีฏีกาเก่าแก่ คือตำรวจอยากทำผลงานในเรื่องสลากกินรวบ  จำเลยไม่มีความคิดค้าขายมาก่อนเลย แต่เจ้าพนักงานไปยั่วยุหรือไปก่อให้กระทำผิดมาก่อน เจ้าพนักงานเป็นผู้ก่อ เป็นคดีอาญาแผ่นดิน แต่เรื่องฏีกานี้ ตำรวจเป็นผู้ก่อ

แต่พอฏีกาที่

6523/2545

บริษัทจำเลยที่ 1 มีโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ทำซ้ำโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์และพร้อมที่จะคัดลอกหรือทำซ้ำติดตั้งลงในฮาร์ดดิสก์ของเครื่องคอมพิวเตอร์และส่งมอบให้ในวันที่ ฟ.ไปสุ่มซื้อได้ทันทีแม้การกระทำของฟ. จะเป็นการแสวงหาพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีแก่ผู้ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ แต่ก็ไม่เป็นการชักจูงใจหรือก่อให้ฝ่ายจำเลยกระทำความผิดคดีนี้ขึ้นมา เพราะจำเลยมีเจตนากระทำการอันละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์อยู่ก่อนแล้ว โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ มาตรา 26 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(4) และมาตรา 28(2)

จำเลยที่ 1 เพียงแต่ติดตั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์โดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ลงในเครื่องคอมพิวเตอร์ให้ ฟ. ไป ซึ่งเป็นการให้เปล่าโดยไม่คิดมูลค่า แต่คิดราคาเฉพาะตัวเครื่อง โดยพนักงานของจำเลยที่ 1 มิได้ขายหรือเสนอขายโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์ที่ไม่มีใบอนุญาตให้แก่ ฟ. แต่อย่างใด จำเลยที่ 1 และกรรมการผู้จัดการจำเลยที่ 2 จึงไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ฯ มาตรา 31(1) คงมีความผิดตามมาตรา 31(3) ซึ่งเป็นการแจกจ่ายโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าของลิขสิทธิ์เพื่อการค้าเท่านั้น

เป็นเรื่องเหมือนกันหมดคือโปรแกรมคอมพวิเตอร์เหมือนกันหมด การที่จำเลยมีเจตนากระทำความผิด โจทก์จึงเป็นความเสียหายโดยนิตินัย จึงฟ้องจำเลยได้ตาม พรบ คอมพิวเตอร์ เรื่องนี้จะเห็นว่าศาลฏีกาฟังว่า จำเลยเจตนากระทำความผิด แต่เจ้าพนักงานเป็นตัวล่อซื้อ ยอ่างนี้ได้ ใช้บ่อย คดียาเสพติด ก็ล่อซื้อทั้งนั้น ตั้งแต่วิ่งขายในซอยมอเตอร์ไซต์รับจ้าง ล่อซื้อนี่ เจ้าพนักงานที่ล่อซื้ออันตรายนะครับ ที่มีปัญหาสำหรับเจ้าพนักงานล่อซื้อ ตามมาตรา 84 วรรคท้าย มีปัญหามากใน ถ้าถ้อยคำเป็นที่ถูกจับ ต่อเมื่อได้แจ้งสิทธิตาม 83 วรรคสองแล้ว ตรงนี้เป็นปัญหาสำหรับการล่อซื้อเพราะ จับได้ปั๊ป ก็มักจะรับสารภาพกัน ก็จะถือว่ารับในชั้นจับกุม แต่ถ้าไปอยู่ที่เรือนจำจะมีผู้ชำนาญการจะแนะนำให้ อย่าลืมนะครับ นักโทษเรือนจำเรียน

มศธ. เยอะแยะแล้ว ก็มีปัญหาว่า ถ้าถ้อยคำที่เราไปล่อซื้อ แล้วจับกุมนั้นมาตรา 84 วรรคท้าย ให้รับฟังไม่ได้ แต่ถ้อยคำอื่นฟังได้ถ้าแจ้งสิทธิแล้ว นาย ก พนักงานสอบสอนได้รับแจ้งความว่ามีการฆ่ากันตาย ก็ไปสอบสวน แล้วก็มี นาย ก นอนตาย มีดาบในมือนาย ก ก็เลยแจ้งเจ้าของบ้านยอมรับว่ายิงจริง พนักงานสวนก็ถามก็ยอมรับ ก็เลยแจ้งสิทธิ ก็รับว่ายิงเนื่องจากว่า คนตายไล่เอามีดดาบฟัน หนีเขาบ้านก็ยังตามมา ถามว่าคำให้การใช้ยันในชั้นศาลได้หรือไม่ เขารับว่าเขายิง ถามว่าใช้ยันได้หรือไม่ เรื่องนี้มีคำพิพากษา ว่าเขาไม่ได้รับสารภาพนะ เขาอ้างป้องกันนะ จริงๆคือเขาให้การปฏิเสธนะ เวลาวันชี้สองสถาน เจอแบบนี้นี่คือคำปฏิเสธนะ  ปัญหาว่าคำปฏิเสธนี้ใช้ประโยชน์ได้หรือไม่ตอบว่าได้ เพราะพนักงานสอบสวนได้แจ้งสิทธิเรียบร้อยหมดแล้ว

            อีกฏีกาเรื่องการทำร้ายร่างกาย ซึ่งกันและกัน ก็ไม่ใชผู้เสียหายอยู่แล้ว ก็ระวังนะครับจะสอบผู้พิพากษาอัยการอย่าไปตีกัน ทำร้ายกัน โดยเฉพาะเรื่องล่วงละเมิดทางเพศในที่ทำงาน น่ากลัวนะครับ มองด้วยสายตาก็เป็นการล่วงละเมิดทางเพศเหมือนกันนะ

            การเล่านิทานลามก ถ้าอีกฝ่ายไม่อยากฟังก็เป็นการล่วงละเมิดทางเพศนะครับ

            ก็จะเป็นการบกพร่องในทางศีลธรรม ที่ห้ามเด็ดขาดคือการพนันอย่าได้เล่นเลยนะ พรบการพนันรุนแรงนะครับ ผู้ใดอยู่ในวงการพนันสันนิฐานว่าเป็นผู้เล่นนะครับ

            ช่วงนี้ต้องทำตัวให้เรียบร้อย กินเหล้าเมายาไปโดนเป่าไม่ได้เป็นอันขาด

God of father

unread,
Nov 24, 2010, 5:43:32 PM11/24/10
to nobita kwang, LAWSIAM
ขอบคุณ คุณnobita kwang เป็นอย่างสูง ขอให้ผลบุญจงค้ำหนุนคุณnobita kwangด้วยนะ
--
~~~ ร่วมกัน ถาม-ตอบ คนละ 1 คำถาม สร้างความรู้ใหม่ได้มหาศาล ~~~~
 
************************************************************************************
 
คุณได้รับข้อความนี้เนื่องจากคุณเป็นสมาชิกกลุ่ม Google Groups กลุ่ม "สังคมนักกฎหมายไทย "
 
หากต้องการโพสต์ข้อความ เข้ากลุ่มนี้ ให้ส่งอีเมลไปที่ law...@googlegroups.com (ตั้งกระทู้อัตโนมัติ)
 
หากต้องการยกเลิกการเป็นสมาชิกกลุ่ม ส่งอีเมลไปที่
lawsiam-u...@googlegroups.com(กดยืนยัน ที่อีเมล์อีกครั้ง!)
หากต้องการดูตัวเลือกเพิ่มเติม โปรดไปที่กลุ่มนี้โดยคลิกที่
http://groups.google.com/group/lawsiam?hl=th
 
************************************************************************************
Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages