++ ทบทวนคำพิพากษาฎีกา 440/2555 : พร้อมข้อเท็จจริงซึ่งเปรียบเทียบกับคำพิพากษาฎีกาอื่น

450 views
Skip to first unread message

arunarun chitt

unread,
Aug 24, 2013, 12:14:44 PM8/24/13
to law...@googlegroups.com

        คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 440/2555


        ข้อเท็จจริง


        1. อัยการโจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2550 เวลากลางวัน จำเลยใช้อาวุธปืนพกชนิดรีวอลเวอร์ ขนาด .38 หมายเลขทะเบียน กท 4800 ของจำเลยซึ่งได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนตามกฎหมายยิงนายสกล ผู้เสียหาย 5 นัดโดยเจตนาฆ่า กระสุนปืนถูกเข่าซ้ายของผู้เสียหาย จำเลยกระทำความผิดไปโดยตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผลเนื่องจากผู้เสียหายไม่ถึงแก่ความตายแต่เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 83 และริบของกลาง
           1.1 อัยการมีอำนาจฟ้องคดีอาญาได้นั้น เป็นไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 28(1) และอัยการจะฟ้องคดีได้ต้องมีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อน ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120
           1.2 การสอบสวนอันจะส่งผลให้อัยการมีอำนาจฟ้องนั้นต้องเป็นการสอบสวนโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งต้องไม่มีข้อบกพร่องในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญ หากการสอบสวนขาดตกบกพร่องในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแล้วการสอบสวนก็จะเป็นไปโดยไม่ชอบ พนักงานอัยการก็จะไม่มีอำนาจฟ้อง (การสอบสวนที่บกพร่องในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญนั้นได้วางหลักไว้แล้วว่า ประกอบไปด้วย คน ท้อง ชอบ ร้อง หา โดยให้ทบทวนอีกครั้งจากที่อาจารย์ได้สอนไว้แล้ว)
           1.3 การร่างฟ้องของอัยการต้องเป็นไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 โดยมีสาระสำคัญก็คือ ต้องบรรยายฟ้องให้ครบองค์ประกอบของความผิดในเรื่องนั้นๆ และต้องมีคำขอให้ลงโทษตามกฎหมายใด มาตราใด ให้ชัดเจน
           1.4 เมื่อร่างฟ้องแล้วต้องมีการลงชื่อโจทก์ในคำฟ้อง ลงชื่อผู้เรียง ผู้พิมพ์ฟ้องให้ครบถ้วนทุกคน จากนั้นก็จะนำคำฟ้องไปยื่นต่อศาลพร้อมกับนำตัวจำเลยไปส่งศาลพร้อมกับคำฟ้อง (นอกจากจะเข้าข้อยกเว้นไม่ต้องส่งตัวจำเลยพร้อมกับคำฟ้อง)
           1.5 เมื่ออัยการโจทก์นำคำฟ้องมายื่นต่อศาลแล้ว ศาลจะตรวจคำฟ้องโดยอาศัย ป.วิ.อ. เรื่องเขตอำนาจศาล ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 22, 23, 24 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 14, 15, 16, 17 และศาลก็จะพิจารณาสาระสำคัญแห่งฟ้องโดยอาศัย ป.วิ.อ. มาตรา 158 และมาตรา 15 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 18 และยังต้องอาศัยอำนาจ ป.วิ.อ. มาตรา 161 ในการตรวจฟ้องของอัยการด้วย
           1.6 เมื่อศาลตรวจคำฟ้องแล้วทางปฏิบัติ ศาลจะสั่งฟ้องของอัยการว่า ประทับฟ้อง หมายขังหมายความว่า ให้ประทับฟ้องของอัยการโจทก์ไว้และให้ออกหมายขังจำเลยไว้ในระหว่างพิจารณา หากจำเลยจะขอประกันตัวในชั้นนี้ก็จะดำเนินการอีกส่วนหนึ่ง (การสั่งประทับฟ้องของศาลเช่นนี้เป็นไปตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 24 ซึ่งเป็นอำนาจของผู้พิพากษาคนเดียวทำได้ในการลงชื่อรับฟ้อง)
           1.7 หลังจากนั้น ศาลก็จะดำเนินการเข้าสู่กระบวนพิจารณาโดยเริ่มจาก ป.วิ.อ. มาตรา 173 สอบถามเรื่องทนายควาก่อน จากนั้นก็จะอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังและจะสอบคำให้การจำเลยว่าจะให้การประการใดในชั้นนี้เป็นการดำเนินการตาม ป.วิ.อ. มาตรา 172

       2. คดีนี้ เมื่อศาลสอบถามจำเลยแล้ว ปรากฏว่าจำเลยให้การปฏิเสธ ในทางปฏิบัติศาลอาจนัดตรวจพยานหลักฐาน ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 173/1, 173/2 หรือศาลจะนัดสืบพยานโจทก์จำเลยไปเลยก็ได้สุดแล้วแต่ประเภทของคดี

       3. คดีนี้ ปรากฏว่า ระหว่างพิจารณา ส. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการ
          3.1 หลักการขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมนั้นเป็นไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 30 
          3.2 ในทางปฏิบัติเมื่อมีการยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมเช่นนี้ ศาลจะสอบถามอัยการและจำเลยก่อน โดยสอบถามอัยการว่า ผู้ยื่นคำร้องเป็นผู้เสียหายหรือไม่ หากอัยการยืนยันว่าเป็นผู้เสียหายแล้วก็จะถามต่อไปว่า อัยการจะคัดค้านการขอเป็นโจทก์ร่วหรือไม่ จากนั้น ก็จะสอบถามจำเลยว่าจะคัดค้านการขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมของผู้เสียหายหรือไม่ เมื่อดำเนินการครบถ้วนดังนี้แล้ว ศาลก็จะใช้ดุลพินิจว่าอนุญาตหรือไม่ และข้อหาใด

       4. เมื่อสืบพยานโจทก์และจำเลยเสร็จแล้วศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 จำคุก 10 ปี ทางนำสืบจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตาม ป.อ.มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน ริบของกลาง
          4.1 เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาแล้ว หากจำเลยประสงค์จะอุทธรณ์ต้องยื่นอุทธรณ์ภายใน 1 เดือน ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 198 และอุทธรณ์ของจำเลยจะต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่เป็นไปตามเงื่อนใข ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ ปรากฏว่าคดีนี้ ศาลพิพากษาจำคุกจำเลย 6 ปี 8 เดือน จำเลยจึงอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิแต่อย่างใด
          4.2 สำหรับคดีนี้ แม้ศาลจะพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยตามฟ้อง 10 ปี และมีเหตุลดโทษ คงจำคุก 6 ปี 8เดือน หากโจทก์ไม่พอใจคำพิพากษาก็สามารถอุทธรณ์ได้ เพราะหลักการอุทธรณ์ไม่ใช่เรื่องแพ้จึงจะอุทธรณ์ได้ ดังนั้น คดีนี้แม้อัยการโจทก์จะเป็นผู้ชนะคดี แต่ถ้าไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาของศาลก็สามารถจะอุทธรณ์ได้เช่นกัน ซึ่งก็เป็นไปตามหลักเกณฑ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ ดังนั้น ด้วยเงื่อนไขของมาตรา 193 ทวิ โจทก์ก็สามารถอุทธรณ์ได้หากไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษา
          4.3 คดีนี้ เมื่อจำเลยยื่นอุทธรณ์โดยโจทกไม่ได้อุทธรณ์ ปรากฏว่าศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น นั่นหมายความว่าให้จำคุกจำเลย 6 ปี 8 เดือน ปัญหาของจำเลยจึงมีว่าจะฎีกาต่อไปได้หรือไม่ เมื่อพิจารณาโทษจำคุกของศาลอุทธรณ์จะเห็นว่าเป็นไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคสอง เมื่อพิจารณาตัวบทดังกล่าวจะเห็นว่า ไม่ห้ามจำเลยฎีกาในข้อเท็จจริง ส่วนอัยการโจทก์นั้น เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุกจำเลย 6 ปี 8 เดือนเช่นนี้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคสอง เมื่อศึกษาตัวบทแล้วจะเห็นว่า จะห้ามอัยการโจทก์ฎีกาในข้อเท็จจริง

       5. คดีนี้จำเลยฎีกาว่า การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายและจำเลยมิได้มีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย ซึ่งจำเลยสามารถฎีกาได้ ทั้งปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย แต่สำหรับประเด็นข้อเท็จจริง จำเลยไม่ถูกจำกัดสิทธิตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคสองก็จริง แต่จำเลยก็จะถูกห้ามฎีกาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 15 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 249 ในประเด็นว่า ข้อเท็จจริงที่จำเลยจะยกขึ้นในชั้นฎีกานั้น ต้องเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ทั้งต้องเป็นสาระแก่คดีด้วย

       6. คดีนี้ ศาลฎีกาพิพากษาว่า
           6.1 โจทก์ร่วมและจำเลยต่างสมัครใจวิวาทต่อสู้กัน แม้ฝ่ายใดจะใช้อาวุธยิงก่อนก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะเมื่อสมัครใจวิวาทกันแล้ว อีกฝ่ายจะอ้างว่าตนใช้อาวุธปืนยิงอีกฝ่ายหนึ่งเพื่อป้องกันสิทธิไม่ได้ จำเลยจึงไม่อาจอ้างได้ว่า การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย
           6.2 จำเลยใช้อาวุธปืนซึ่งเป็นอาวุธร้ายแรงโดยสภาพ ยิงโจทก์ร่วมถึง 5 นัด แม้กระสุนปืนถูกบริเวณเข่าซ้ายของโจทก์ร่วมเพียงนัดเดียวโดยไม่ถูกอวัยวะสำคัญของโจทก์ร่วม แต่จำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่า กระสุนปืนอาจถูกอวัยวะสำคัญของโจทก์ร่วมจนเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมถึงแก่ความตายได้ ส่วนที่กระสุนปืนไม่ถูกอวัยวะสำคัญของโจทก์ร่วมอาจเนื่องจากขณะนั้นจำเลยอาจมีอาการมึนเมาสุราหรือไม่มีความชำนาญในการใช้อาวุธปืนก็เป็นได้ หาได้หมายความว่าจำเลยไม่มีเจตนาฆ่าโจทก์ร่วมไม่ เมื่อรอยกระสุนปืนที่จำเลยยิงใส่โจทก์ร่วมแต่ไปถูกบ้านของ ส. ทะลุเข้าไปในวัสดุเนื้อแข็งเช่น ไม้ และเสาปูนซิเมนต์ อาวุธปืนและกระสุนปืนที่จำเลยใช้ก่อเหตุจึงไม่ได้ขาดประสิทธิภาพอันจะเป็นการกระทำที่ไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างแน่แท้เพราะเหตุปัจจัยซึ่งใช้ในการกระทำตาม ป.อ. มาตรา 81 การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิด ตาม ป.อ. มาตรา 288, 80
           6.3 เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ร่วมและจำเลยสมัครใจวิวาทต่อสู้กัน โจทก์ร่วมจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย และไม่มีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 30 ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของนาย ส.

       หมายเหตุ

       ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 81 เป็นการพยายามกระทำความผิดซึ่งเป็นไปไม่ได้อย่างแน่แท้ ให้พิจารณาศึกษาจากฎีกาต่อไปนี้

       ฎีกา 4166/2547
       พฤติการณ์ของจำเลยนับแต่จูงผู้เสียหายไปที่ที่นอน ถอดกางเกงผู้เสียหายออกและใช้อวัยวะเพศของจำเลยยัดใส่อวัยวะเพศของผู้เสียหาย ผู้เสียหายเจ็บแต่ร้องไม่ออกเพราะจำเลยใช้มือบีบคอไว้ ซึ่งจำเลยทำอยู่นาน ผู้เสียหายเจ็บจนกระทั่งมีน้ำสีขาวออกมาจากอวัยวะเพศของจำเลย อากัปกิริยาเช่นนี้ของจำเลยเห็นได้ชัดเจนว่าจำเลยเจตนาชำเราผู้เสียหาย และได้ลงมือกระทำชำเราแล้ว แต่ที่การกระทำไม่บรรลุผลเป็นเพราะอวัยวะเพศของผู้เสียหายมีขนาดเล็กเนื่องจากเป็นเด็กหญิงอายุเพียง 8 ปี เป็นเหตุให้จำเลยไม่สามารถสอดใส่อวัยวะเพศของตนล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายได้ จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย หาใช่เจตนาเพียงกระทำอนาจารไม่ 
       การพยายามกระทำชำเราที่ไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ตาม ป.อ. มาตรา 81 ต้องเป็นกรณีที่เกี่ยวกับปัจจัยหรือวัตถุซึ่งใช้ในการกระทำผิดไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ เช่น หญิงไม่มีช่องคลอด ผิดปกติมาแต่กำเนิด ซึ่งอย่างไร ๆ อวัยวะเพศชายก็ไม่สามารถสอดใส่อวัยวะเพศของตนเข้าไปในอวัยวะเพศของหญิงดังกล่าวได้ แต่สำหรับในกรณีของจำเลยที่ไม่สามารถสอดใส่อวัยวะเพศของตนเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย มิได้เกิดจากความผิดปกติที่ช่องคลอดของผู้เสียหาย แต่เป็นเพราะอวัยวะเพศของผู้เสียหายมีขนาดเล็กตามธรรมชาติในวัยเด็กเล็กที่มีอายุเพียง 8 ปี การกระทำของจำเลยจึงไม่ใช่กรณีที่ปัจจัยซึ่งใช้ในการกระทำผิดไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ตามความหมายในมาตรา 81
       ฎีกา 3502/2548
       จำเลยโกรธผู้เสียหายเนื่องจากถูกทวงเงินค่าน้ำมันแล้วขับขี่รถจักรยานยนต์เสียงดังใส่หน้าผู้เสียหาย ต่อมาประมาณ 30 นาที จึงกลับมาใช้อาวุธปืนแก๊ปยิงผู้เสียหาย กรณีไม่ใช่เกิดโทสะแล้วยิงผู้เสียหายทันที หากแต่เกิดโทสะและออกจากที่เกิดเหตุแล้วประมาณ 30 นาที ซึ่งมีเวลาที่จะคิดไตร่ตรอง ถือว่ามีเจตนาผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน แต่เมื่อจำเลยยิงผู้เสียหายในระยะห่าง 20 เมตร กระสุนปืนถูกบริเวณคอด้านหน้าขวาและบริเวณชายโครงขวาด้านหน้าทั้งสองแห่งมีบาดแผลขนาด 0.5 เซนติเมตร ไม่มีความลึก รักษาหายภายใน 7 วัน แสดงว่ากระสุนปืนไม่มีความรุนแรงพอที่จะทำให้ถึงแก่ความตายได้อย่างแน่แท้ เพราะเหตุอาวุธปืนซึ่งเป็นปัจจัยที่ใช้ในการกระทำความผิด จึงเป็นการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 81 วรรคหนึ่ง
       ฎีกา 1080/2547
       จำเลยใช้อาวุธปืนลูกซองสั้นเล็งยิงผู้เสียหายที่บริเวณหน้าอกในระยะห่างเพียง 1.5 เมตร โดยปกติกระสุนปืนจะกระจายออกเป็นวงทำให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้ กลับปรากฏว่าผู้เสียหายมีบาดแผลถลอก และไม่พบบาดแผลที่บริเวณอื่นของร่างกาย แพทย์ลงความเห็นว่าใช้เวลาในการรักษา 5 ถึง 7 วัน และผู้เสียหายเบิกความยืนยันว่ากระสุนปืนไม่ทะลุร่างกายและไม่ทะลุเสื้อ แสดงให้เห็นว่า กระสุนปืนไม่มีความรุนแรงพอที่จะทำอันตรายทะลุเสื้อและผิวหนังเข้าสู่ร่างกายของผู้เสียหาย อาวุธปืนที่จำเลยใช้ยิงผู้เสียหายจึงไม่มีความร้ายแรงพอที่จะทำให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้อย่างแน่แท้ เพราะเหตุอาวุธปืนซึ่งเป็นปัจจัยที่ใช้ในการกระทำความผิด การกระทำของจำเลยจึงเป็นการพยายามกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 81 วรรคหนึ่ง
       ฎีกา 2721/2546
       จำเลยใช้อาวุธปืนลูกซองยาวขนาด 12 ยิงผู้เสียหายในระยะอยู่ห่างกันประมาณ7 วา ซึ่งโดยปกติย่อมมีความรุนแรงมากทั้งกระสุนปืนกระจายออกเป็นวง โอกาสที่จะยิงพลาดเป้าหมายในระยะดังกล่าวแทบไม่มี เมื่อเสื้อที่ผู้เสียหายสวมใส่ในขณะถูกยิงมีรอยกระสุน 5 แห่ง เป็นกลุ่ม แต่ละรอยห่างกันประมาณ 1 ถึง 2 นิ้ว ไม่มีรอยใดเป็นรูทะลุเสื้อ เพียงปรากฏเป็นรอยเท่านั้น กลุ่มรอยกระสุนปืนอยู่บริเวณใต้ชายโครงซ้ายและหน้าท้องด้านซ้าย แสดงว่ากระสุนปืนทั้ง 5 ลูก ถูกร่างกายของผู้เสียหายบริเวณดังกล่าวแต่ไม่มีความรุนแรงพอที่จะทำอันตรายทะลุเสื้อและผิวหนังเข้าไปสู่อวัยวะภายในร่างกายผู้เสียหายได้ อาวุธปืนที่จำเลยยิง จึงไม่มีความร้ายแรงพอที่จะทำให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้อย่างแน่แท้ เพราะเหตุอาวุธปืนซึ่งเป็นปัจจัยที่ใช้ในการกระทำความผิด การกระทำของจำเลยจึงเป็นการพยายามกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 81 วรรคหนึ่ง 
จำเลยกับผู้เสียหายไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน ทั้งไม่มีมูลเหตุใดรุนแรงพอที่จะต้องทำร้ายกัน เมื่อฟังประกอบคำเบิกความของพี่สาวจำเลยที่ว่าจำเลยต้องไปพบแพทย์เพื่อรับยา 2 เดือนต่อครั้ง หากจำเลยไม่ได้รับประทานยาจะมีอาการคลุ้มคลั่ง การที่จำเลยคาดคิดว่าผู้เสียหายลักรองเท้าจำเลยไปจึงถือเอาเป็นเหตุโกรธแค้น นับว่าจำเลยมีความผิดปกติในความคิดและการรับรู้แล้วแสดงออกด้วยการใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย ซึ่งกระทำไปเพราะความเป็นโรคจิตเภทแต่การที่จำเลยเชื่อฟังและมีอาการสงบลงเมื่อมารดาและพี่สาวจำเลยเข้าห้ามปรามแสดงว่าจำเลยยังสามารถรู้ผิดชอบอยู่บ้างหรือยังสามารถบังคับตนเองได้บ้างจำเลยจึงต้องรับโทษสำหรับการกระทำความผิดนั้น ซึ่งศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้
       ฎีกา 4367/2544
       จำเลยใช้อาวุธปืนเล็งยิงผู้เสียหายในระยะกระชั้นชิดแสดงว่าจำเลยมีเจตนาฆ่า แต่อาวุธปืนนั้นมีสภาพชำรุดใช้การไม่ได้เพราะระบบลั่นไกชำรุด จึงไม่สามารถใช้ยิงผู้เสียหายให้ถึงแก่ความตายได้กรณีต้องด้วยประมวลกฎหมายอาญามาตรา 81 
ความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต กฎหมายมิได้จำกัดเฉพาะว่าอาวุธปืนนั้นจะต้องใช้ยิงได้จึงจะเป็นความผิด เมื่อเป็นอาวุธปืนตามความหมายของกฎหมายและจำเลยพาติดตัวไป แม้อาวุธปืนนั้นใช้ยิงไม่ได้ ก็ถือว่าจำเลยกระทำความผิดตามกฎหมายแล้ว
       ฎีกา 2844/2535
       รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายถูกคนร้ายลักไป ต่อมาในคืนเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจยึดรถจักรยานยนต์ไว้เป็นของกลาง เนื่องจากคนร้ายขับไปชนคนได้รับบาดเจ็บ การที่รถจักรยานยนต์ได้เข้ามาอยู่ในความยึดถือของเจ้าพนักงานตามอำนาจที่กฎหมายให้ไว้ในคดีที่เกิดขึ้นภายหลังโดยไม่ได้เข้ามาอยู่ในความครอบครองของผู้เสียหายและไม่ได้เข้ามาอยู่ในความยึดถือของเจ้าพนักงานตำรวจในคดีที่มีการลักรถจักรยานยนต์ยังถือไม่ได้ว่าขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดรถจักรยานยนต์ไว้นั้น รถจักรยานยนต์พ้นสภาพจากทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำผิด เพราะเจ้าพนักงานตำรวจที่ยึดไว้ก็ไม่รู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ถูกลักมา การที่จำเลยติดต่อ ช. ผู้รับฝากรถจักรยานยนต์ไว้ในคืนเกิดเหตุให้นำเงินไปไถ่ในวันรุ่งขึ้น เป็นการช่วยจำหน่ายรถจักรยานยนต์ซึ่งในขณะนั้นยังเป็นทรัพย์ที่อยู่ในสภาพที่ถูกลักมาแต่การช่วยจำหน่ายของจำเลยไม่สามารถที่จะบรรลุผลได้อย่างแน่แท้เพราะรถจักรยานยนต์ยังอยู่ในความยึดถือของเจ้าพนักงานตำรวจที่ยึดไว้ในคดีอื่น จำเลยไม่อาจช่วยให้มีการไถ่ถอนตามที่ได้เจตนาจะให้เกิดผลได้เลย จึงเป็นความผิดฐานพยายามรับของโจรที่ไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรกประกอบมาตรา 81
      ฎีกา 1188/2536
      จำเลยใช้อาวุธลูกซองสั้นยิงผู้เสียหาย 1 นัด ขณะจำเลยอยู่ห่างผู้เสียหายประมาณ 1 เมตร มีเพียงเขม่าดินปืนไปกระทบที่คางกับคอของผู้เสียหายบาดแผลมีเลือดซึมเล็กน้อย รักษา 7 วันหาย กระสุนปืนที่จำเลยใช้ยิงเป็นกระสุนที่ไม่มีเม็ดกระสุนบรรจุ ย่อมแสดงว่ากระสุนปืนดังกล่าวไม่อาจทำให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้โดยแน่แท้การกระทำของจำเลยจึงมีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288,81 วรรคแรก
      ฎีกา 980/2502
      กรณีที่จะปรับด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 81 นั้นเกี่ยวกับปัจจัยซึ่งใช้ในการกระทำผิดไม่สามารถจะกระทำให้บรรลุผลได้อย่างแน่แท้ เช่น ใช้ปืนที่มิได้มีกระสุนบรรจุอยู่เลยยิงคน โดยเข้าใจผิดคิดว่ามีกระสุนบรรจุอยู่พร้อมแล้ว ซึ่งอย่างไรๆ ก็ย่อมจะทำให้ผู้ถูกยิงได้รับอันตรายจากการยิงมิได้เลย ดั่งนี้ จึงจะถือได้ว่า เป็นกรณีที่ไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ 
จำเลยใช้ปืนที่มีกระสุนบรรจุอยู่ถึง 7 นัดยิงโจทก์ร่วม กระสุนนัดแรกด้านไม่ระเบิดออกซึ่งอาจเป็นเพราะกระสุนเสื่อมคุณภาพหรือเพราะเหตุบังเอิญอย่างใดไม่ปรากฏ มิฉะนั้นแล้ว กระสุนก็ต้องระเบิดออกและอาจเกิดอันตรายแก่โจทก์ร่วมได้ หาเป็นการแน่แท้ไม่ว่าจะไม่สามารถกระทำให้ผู้ถูกยิงได้รับอันตรายจากการยิงของจำเลยเช่นนั้นกรณีนี้ต้องปรับด้วย มาตรา 80 ไม่ใช่มาตรา 81และถ้าหากไม่มีคนเข้าขัดขวางจำเลยไว้ทันท่วงที จำเลยอาจยิงโจทก์ร่วมด้วยกระสุนที่ยังเหลือบรรจุอยู่นั้นต่อไปอีกก็ได้ ย่อมเห็นชัดว่า ไม่ใช่กรณีที่ปัจจัยซึ่งใช้ในการกระทำผิดไม่สามารถจะกระทำให้บรรลุผลได้อย่างแน่แท้ตามความหมายใน มาตรา 81
      ให้พิจารณาศึกษาเปรียบเทียบกับคำพิพากษาฎีกาต่อไปนี้
      ฎีกา 711/2513
      ในกรณีที่จำเลยใช้ปืนซึ่งเคยรู้มาก่อนแล้วว่ากระสุนอาจจะลั่นได้ยิงผู้เสียหาย แต่กระสุนปืนไม่ลั่น ย่อมมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80 มิใช่ 288, 81

      ฎีกา 783/2513
      จำเลยใช้ปืนยิงผู้เสียหาย ปรากฏว่ากระสุนปืนที่จำเลยใช้ยิงนั้นเป็นกระสุนปืนด้านใช้ยิงไม่ได้ แต่จำเลยเข้าใจว่ายังคงใช้ได้จึงใช้ยิงผู้เสียหาย ถึงแม้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่ากระสุนของกลางนัดนี้เคยใช้ยิงมาก่อนแล้ว 3 ครั้ง กระสุนด้าน จำเลยนำมาใช้ยิงครั้งนี้อีกเป็นครั้งที่ 4กระสุนก็ด้านอีก ย่อมเห็นได้ว่าการที่จำเลยนำกระสุนด้านดังกล่าวมาใช้ยิงผู้เสียหายและกระสุนยังคงด้านไม่ระเบิดออกนั้น เป็นแต่เพียงการที่เป็นไปไม่ได้โดยเผอิญ หาเป็นการแน่แท้ว่าจะไม่สามารถทำให้ผู้ถูกยิงได้รับอันตรายจากการยิงของจำเลยเช่นนั้นไม่ การกระทำของจำเลยจึงไม่เข้าลักษณะพยายามกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 81 กรณีต้องปรับด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80  (ประชุมใหญ่ครั้งที่ 14/2513)

      ฎีกา 2036/2519
      ยิงด้วยปืนชนิดทำเอง ใช้กระสุนเอ็ม 16 สับนก 3 ที กระสุนด้านไม่ลั่น คงอยู่ในรังเพลิง เป็นพยายามฆ่าคน แต่ไม่เกิดผลโดยบังเอิญตาม มาตรา 80

      ฎีกา 1623/2527
      จำเลยทราบว่าปืนมีกระสุนบรรจุอยู่ที่กระสุนด้านไม่ระเบิดอาจเป็นเพราะกระสุนเสื่อมคุณภาพหรือเป็นเพราะเหตุบังเอิญประการอื่น หาเป็นการแน่แท้ว่าจะไม่สามารถทำให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายจากการยิงไม่ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายาฆ่าผู้อื่น ตาม ป.อ. มาตรา 288. 80

      ฎีกา 4402/2530
      จำเลยขว้างลูกระเบิดใส่ผู้เสียหายโดยมีเจตนาฆ่า แต่ลูกระเบิดไม่เกิดการระเบิดเพราะยังไม่ได้ถอดสลักนิรภัย เมื่อปรากฏว่าลูกระเบิดดังกล่าวอยู่ในสภาพที่ใช้การระเบิดได้และหากระเบิดขึ้นจะมีอำนาจทำลายสังหารชีวิตมนุษย์ จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288, 80 ไม่ใช่มาตรา 288. 81

                                                                                                            

                                                                                                                     Credit : รพี ๕๖//ทบทวนหลักกฎหมายกับ อ.ประยุทธ

..........................................................................................................................................................................

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

       ...คุณเคยมีปัญหาเหล่านี้หรืม่ 


      - เพิ่งจบปริญญาตรี ไม่รู้จะเริ่มต้นกับการเรียนเนติอย่างไร
      - 
สอบมาหลายครั้งแล้วไม่ผ่านซัที 47 , 48 , 49 คะแนนอยู่นี่หลายครั้งแล้ว เมื่อไหร่จะถึง 50 คะแนนซักที
    
  - อยู่ต่างจังหวัด ทำงานประจำไม่มีเวลาไปนั่งเรียนที่เนติฯ 
      - 
สมัครติวเนติทางไปรษณีย์ กว่าจดหมายจะมาถึงก็ไม่ทันสอบ
     
 - สมัครรับจองคำบรรยายเนติทางไปรษณีย์ 
กว่าจดหมายจะมาถึงก็ไมันสอบ
      - เดินทางไปเรียนหรือไปติวรถก็ด...กลับมาก็เหนื่อย
     
 - อยู่ต่างจังหวัดอยากมาเรียนที่ กทม. หรือมาติว...แต่ไม่สามารถมาเรีนหรือมาติวได้เพราะไกลและสถาบัติวก็อยู่หน้ารามกันหมด


      ....ปัญหาเหล่านี้จะหมดไป....

.....................................................................................................................................................


ขอแนะนำ !!

รวมคำบรรยายเนติฯ (ภาคปกติ /ภาคค่ำ/ภาคทบทวนวันอาทิตย์) ภา 1/65 และ 2/65

++  กลุ่มวิชากฎหมายแพ่งและอาญา (ไฟล์เสียงคำบรรยายภาคปกติ, ภาคค่ำ และภาคทบทวนวันอาทิตย์)

  พร้อมไฟล์เอกสาร 

  - เอกสารสรุปคำบรรยายเนติ 1/65 

  -  เอกสารประกอบคำบรรยาย1/65 

  -  บทบรรณาธิการ 1/63-1/65 

  -  ธงคำตอบกลุ่มวิชากฎหมายแพ่งแลอาญา (สมัยที่ 56-65) 

  - พร้อม !! เคล็ดลัการอ่านหนังสือเพื่เตรียมสอบเนติฯ + ระเบียบการเรีนเนติฯ +เทคนิคและแนวการเขียนขอสอบการเตรียมพร้อมสอบเนติฯ/ู้ช่วยฯ/อัยกา  

++ กลุ่มวิชากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและวิธีพิจารณาความอาญา (ไฟล์เสียงคำบรรยายภาคปกติ, ภาคค่ำ และภาคทบทวนวันอาทิตย์) 

  พร้อมไฟล์เอกสาร 

 -  เอกสารสรุปคำบรรยายเนติ 2/65 

 -  เอกสารประกอบคำบรรยาย 2/65 

 -  บทบรรณาธิการ 2/63-2/65 

 -  ธงคำตอบกลุ่มวิชากฎหมายวิธีพิารณาความแพ่งและวิธีพิจารณาควาอาญา (สมัยที่ 56-65) 

 -  พร้อม !! เคล็ดลัการอ่านหนังสือเพื่เตรียมสอบเนติฯ + ระเบียบการเรียนเนติฯ +เทคนิคและแนวการเขียนข้อสอบการเตรียมพร้อมสอบเนติฯ/ผู้ช่วยฯ/อัยกา

  ค่ารวบรวม ภาคละ 350.-บาท  (DVD 4 แผ่น) (ส่ง EMS ฟรี !! + แถมฟรี !! แผ่นรองเม้าท์) 

   หมายเหตุ  สั่งซื้อทั้ง 2  ค่ารวมรวมราคาพิเศษ 650.- บา  (ส่ง EMS ฟรี !! + แถมฟรี !! แผ่นรองเม้าท์ + CD แบบร่างสัญญามากกว่า 400 แบบ (file word) + แบบฟอร์มศาลแบบฟอร์มเอกสารงานบุคคล,เอกสารงานบัญชีและภาษี) 

   สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ดต่อ ตุ้ย มือถือ 085-801-0725,E-mail : siripit...@gmail.com

 +++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

  ข้อดี :

  - คุณไม่ต้องเสียเวลาไปหารวบรวมเอกสาร หรือ Download เอกสารเอง

  -  มีข้อมูลครบถ้วนตรงตามที่เรียน เช่น สรุปแนวการสอบปีที่ผ่านมา, สถิติมาตราที่ออกสอบ,ธงคำตอบ, บทบรรณาธิการ, เสียงตัวบท, เคล็ดลับการสอบ  เป็นต้น                                                                          

  -  ข้อมูลรวบรวมอยู่ในแผ่น DVD คุณสามารถนำไป Copy ใส่เครื่องเล่นอย่างอื่น เช่น Frash Drive, โทรศัพท์, CD ได้ง่าย

  - ไฟล์เอกสาร คุณสามารถเลือก Print ได้ตามหัวข้อที่ต้องการ (ได้แยกไว้เป็นรายข้อของแต่ละเรื่องที่จะสอบ)

  -  ข้อมูลทั้งหมดสามารถเก็บรวมรวมไว้ใช้ได้ตลอด เพราะคุณต้องมีการสอบตลอด คุณไม่ต้องเสียเงินซื้อเอกสารหรือตำราใหม่ (เหมาะสำหรับท่านที่จะต้องสอบผู้ช่วยฯ, อัยการ)

  -  ค่ารวบรวมราคาถูก (350.-บาท/1 ภาค) คุณไม่ต้องเสียเวลาหารวบรวมเอกสารเอง, ไม่ต้องเสียค่าเดินทางเพื่อมารวบรวมเอกสารที่เนติฯ, อีกทั้งมีการจัดส่ง EMS ให้ฟรี !!


                      ไม่เก่ง..แต่พยายาม  เจ๋ง ! กว่า  เก่ง....แต่ขี้เกียจ

                                               ขอให้โชคดีและประสบความสำเร็ันทุกคะคับ...


การได้สัญาชาติไทย.jpg
การนับอายุครอบครองปรปักษ์.jpg
Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages