++ สรุปย่อ//และวิเคราะห์หลัก ป.วิ.อาญา มาตรา 46, 78, 90, 92 //(เหมาะสำหรับอ่านทบทวนก่อนสอบ)++

3,769 views
Skip to first unread message

arunarun chitt

unread,
Jan 22, 2014, 10:40:11 AM1/22/14
to law...@googlegroups.com

การฟังข้อเท็จจริงในคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องคดีอาญา ( มาตรา 46)

 เมื่อเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา  ต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาส่วนอาญา  

 - การพิจารณาว่าคดีใดเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา หรือไม่ นั้น   ต้องพิจารณาว่าความรับผิดในคดีแพ่ง ต้องอาศัยมูลมาจากการกระทำผิดในทางอาญาหรือไม่   ถ้าต้องอาศัยก็เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา  ถ้าไม่ต้องอาศัยก็ไม่เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องฯ  เมื่อไม่ใช่แล้วการพิพากษาคดีแพ่งก็ไม่ต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคดีส่วนอาญา  ไม่อยู่ในบังคับมาตรา 46 เช่น  การฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉล ตาม ป.พ.พ. มาตรา  237 เป็นสิทธิเรียกร้องที่ไม่ต้องอาศัยมูลความผิดอาญาในความผิดฐานโกงจ้าหนี้   จึงไม่ใช่คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องฯ  (ฎ. 2463/39)  หรือการฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะ ก็ไม่ต้องอาศัยมูลความผิดทางอาญาฐานแจ้งความเท็จ   (ฎ. 8032/47)

- คดีแพ่งฟ้องโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาระหว่างโจทก์ จำเลย ถือเป็นการฟ้องโดยอาศัยมูลตามสัญญา ไม่เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องฯ (ฎ. 185/45,7283/41)

- คดีที่ฟ้องเรียกเงินตามเช็คไม่เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องฯ  (ฎ. 120/40)

- แม้คดีแพ่งศาลต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคดีอาญาว่า จำเลยเข้าใจว่าต้นอ้อยที่จำเลยตัดเป็นของผู้ที่มอบให้จำเลยดูแล และไม่ทราบว่าเป็นของโจทก์ ในคดีแพ่งซึ่งโจทก์ฟ้องจำเลยฐานละเมิด ศาลฟังข้อเท็จจริงได้ว่าการที่จำเลยเข้าใจว่าตนมีอำนาจกระทำได้  เกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลย เป็นการทำละเมิดต้องรับผิด  (ฎ. 2637/42)

 

หลักเกณฑ์การรับฟังข้อเท็จจริงในคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา

     1)    คำพิพากษาคดีอาญาต้องถึงที่สุด (ข้อเท็จจริงในคดีอาญายุติแล้วนั้นเอง)

     2)   ข้อเท็จจริงดังกล่าวต้องเป็นประเด็นโดยตรงในคดีอาญา และวินิจฉัยไว้แล้วโดยชัดแจ้ง

     3)    คู่ความในคดีแพ่ง ต้องเป็นคู่ความในคดีอาญา


- หากจำเลยถึงแก่ความตายเสียก่อนคดีถึงที่สุดจะนำมาตรา 46 มาบังคับใช้ไม่ได้  ต้องฟังข้อเท็จจริงใหม่  (ฎ. 623/29)  

-  คำพิพากษาคดีอาญาถึงที่สุดแล้ว แม้จะเป็นคำพิพากษาในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ก็ผูกพันคดีแพ่งด้วย (ฎ.1948/20)

-  ข้อเท็จจริงดังกล่าวต้องเป็นประเด็นโดยตรงในคดีอาญาและวินิจฉัยไว้แล้วโดยชัดแจ้ง เช่น คำพิพากษาคดีอาญาฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยขาดเจตนาบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์เท่านั้น มิได้วินิจฉัยว่าที่พิพาทเป็นของใคร ประเด็นโดยตรงที่ว่าที่พิพาทเป็นของใครยังไม่ได้วินิจฉัย  จะนำข้อเท็จจริงในคดีอาญามาผูกพันคดีแพ่งไม่ได้ (ฎ. 2839/40, 5410/39)

-  คดีอาญาศาลพิพากษายกฟ้องเพราะโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จึงไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงในคดีอาญาในปัญหาที่ว่าโจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทหรือไม่ มาเป็นข้อยุติในคดีแพ่งไม่ได้ (ฎ. 4377/46)

- คำพิพากษาคดีอาญาฟังว่า มีเหตุให้จำเลยเข้าใจโดยสุจริตว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย ที่ดินพิพาทอาจเป็นของจำเลยก็ได้และยังโต้เถียงสิทธิครอบครองอยู่  ยังไม่ชัดแจ้งว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ จึงรับฟังเป็นยุติในคดีแพ่งไม่ได้ว่าที่ดินพิพาทไม่ได้เป็นของโจทก์ (ฎ. 8269/44)

- คำพิพากษาในคดีอาญาที่ว่า พยานหลักฐานของโจทก์ไม่พอฟังว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามฟ้อง เท่ากับฟังว่าโจทก์ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินซึ่งถือว่าศาลได้วินิจฉัยไว้โดยชัดแจ้งแล้ว (ฎ. 2286/29)

- คำพิพากษาคดีอาญาวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทยังโต้เถียงสิทธิกันอยู่ ไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นของใคร  ดังนี้ ถือว่ายังไม่ชัดแจ้งว่าที่พิพาทเป็นของใคร ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงไม่ผูกพันคดีแพ่ง (ฎ. 402/30)

- ในคดีลักทรัพย์มีประเด็นเพียงว่า จำเลยเป็นคนร้ายลักข้าวหรือไม่ ประเด็นที่ว่านาข้าวเป็นของผู้ใด ไม่ใช่ประเด็นโดยตรงในคดีอาญา  ที่ศาลวินิจฉัยว่านาข้าวเป็นของจำเลยจึงไม่ผูกพันคดีแพ่ง (ฎ. 789/98)

- ข้อเท็จจริงในคดีอาญาฟังว่าจำเลยประมาท  การวินิจฉัยคดีแพ่งจึงต้องฟังว่าจำเลยประมาท แต่จำเลยต่อสู้ในคดีแพ่งได้ว่าโจทก์ก็มีส่วนประมาทด้วย  ไม่ขัดกับมาตรา 46(ฎ. 1369/14, 2594/23ล 682/34)

- ในคดีอาญาฟังว่าจำเลยขับรถประมาทฝ่าไฟแดง  ส่วนในคดีแพ่งฟ้องว่าจำเลยประมาทโดยขัยรถเร็ว เป็นคนละประเภทกัน   ต้องฟังข้อเท็จจริงในคดีแพ่งใหม่ (ฎ. 2813/28)

- โจทก์และจำเลยเคยถูกฟ้องคดีอาญาเป็นจำเลยด้วยกัน  ในคดีอาญาฟังว่าโจทก์และจำเลยต่างมีความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ในคดีแพ่งจึงต้องฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์จำเลยต่างทำร้ายกัน ไม่เป็นละเมิด (ฎ. 2670/28)

-  คำพิพากษาคดีอาญาต้องวินิจฉัยไว้ชัดแจ้งด้วย   จึงจะผูกพันในคดีแพ่ง การที่คำพิพากษาในคดีอาญาวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานโจทก์ตกอยู่ในความสงสัยว่าจำเลยเป็นผู้กระทำผิดหรือไม่ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย  ถือว่ามิได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงโดยชัดแจ้ง ไม่ผูกพันคดีแพ่ง ต้องฟังข้อเท็จจริงใหม่ (ฎ. 5178/38, 5018-9/33) 

- ถ้าคำพิพากษาคดีอาญาวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานของโจทก์ ที่นำสืบมาไม่มีน้ำหนักรับฟังลงโทษจำเลยได้ ถือว่าเป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงในคดีอาญาโดยชัดแจ้งแล้วว่าจำเลยไม่ได้กระทำผิด  แม้จะมีข้อวินิจฉัยของศาลด้วยว่าพยานหลักฐานของโจทก์มีข้อน่าสงสัย  และยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยด้วยก็ตาม ก็คงเป็นเหตุผลที่แสดงเพิ่มเติมขึ้นเท่านั้น  แต่ในสาระสำคัญศาลได้วินิจฉัยแล้วว่าพยานหลักฐานโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิด (ฎ. 1674/12 ป. , 4209/33)

- ข้อเท็จจริงในคำพิพากษาคดีอาญาฟังว่าเหตุรถชนกันนั้นอาจเกิดจากความประมาทของจำเลยกับบุคคลอื่น ก็เป็นได้ทั้งสองทางเท่าๆกันและยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยเป็นคำวินิจฉัยที่ยังไม่ยุติว่าเป็นอย่างไร ไม่ผูกพันคดีแพ่ง (ฎ. 928/07)

- ในคดีแพ่งจะรับฟังข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาคดีอาญาก็แต่เฉพาะข้อเท็จจริงที่เป็นประเด็นสำคัญ ถ้าเป็นเพียงประเด็นปลีกย่อย  ต้องมีการสืบพยานกันต่อไป  เช่น ข้อเท็จจริงในคดีอาญาที่ว่าจำเลยที่ 2 บุกรุกที่ดินพิพาท  ในคดีแพ่งจำต้องฟังตามตามข้อเท็จจริงดังกล่าว ส่วนข้อที่ว่าจำเลยบุกรุกเป็นเนื้อที่เท่าใด เป็นประเด็นปลีกย่อย ต้องสืบพยานกันในคดีแพ่งกันต่อไป (ฎ. 695/40)

- ผู้ที่จะถูกข้อเท็จจริงในคดีอาญาผูกพันในคดีแพ่ง  ต้องเป็นคู่ความในคดีอาญาเท่านั้น  ถ้าผู้เสียหายเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญา  คู่ความในคดีอาญาก็ได้แก่โจทก์และจำเลยนั้นเอง  แต่ถ้าในคดีอาญาพนักงานอัยการเป็นโจทก์ ก็ต้องถือว่าพนักงานอัยการดำเนินคดีแทนผู้เสียหาย ข้อเท็จจริงในคดีอาญาจึงผูกพันผู้เสียหายกับจำเลยในคดีแพ่ง  แม้ในคดีอาญาผู้เสียหายไม่ได้เข้าร่วมเป็นโจทก์ก็ตาม  (ฎ. 2731/22, 6598/39)

-การที่คำพิพากษาในคดีอาญาฟังว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ของโจทก์ แม้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะเป็นผู้รับโอนที่ดินนั้นมาจากจำเลยในคดีอาญาก็ตาม  ในคดีแพ่งก็ต้องฟังว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ของโจทก์ เพราะโจทก์ไม่ใช่บุคคลภายนอกคดี(ฎ. 6501/44)

- ในความผิดบางฐาน รัฐเท่านั้นเสียหาย  ราษฎรไม่อาจเป็นผู้เสียหายได้ จึงถือไม่ได้ว่าอัยการฟ้องคดีอาญาดังกล่าวแทนผู้เสียหาย เช่นความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ ข้อเท็จจริงในคดีอาญา  จึงไม่ผูกพันคดีแพ่ง (ฎ. 5589/34 ป.)

-คู่ความในคดีอาญาที่จะต้องผูกพันในคดีแพ่งนี้  แม้จะเป็นคู่ความฝ่ายเดียวกันก็ต้องผูกพันด้วย (ฎ. 2670/28) แต่คำพิพากษาคดีส่วนอาญาไม่ผูกพันถึงบุคคลภายนอกด้วย เช่นนายจ้าง บริษัทประกันภัย  (ฎ. 2061/17, 1957/34, 296/47, 1425/39 )      

- * การพิพากษาคดีส่วนอาญาไม่มีกฎหมายบัญญัติให้ต้องถือข้อเท็จจริงตามคดีแพ่ง (ฎ. 5695/44) และไม่มีกฎหมายบังคับให้การพิพากษาคดีอาญาจะต้องถือข้อเท็จจริงในคดีอาญาเรื่องอื่น แม้จะมีมูลกรณีเดียวกันหรือเกี่ยวข้องกันก็ตาม  (ฎ. 2320/23)

-** คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาซึ่งในการพิพากษาคดีแพ่ง  ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงเฉพาะในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาเท่านั้น ไม่รวมถึงความเห็นของพนักงานสอบสวน แม้จะเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคดีส่วนอาญาก็ตาม (ฎ. 366/46) และต้องไม่รวมถึงข้อเท็จจริงในชั้นสอบสวนที่มีการเปรียบเทียบปรับ  (ฎ. 176/38)  

-   ถ้ามีการฟ้องคดีแพ่งต่างหากต่อศาลที่มีอำนาจชำระคดีแพ่ง การพิจารณาพิพากษาจึงแยกจากกัน ในคดีส่วนแพ่งจึงชอบที่จะงดการพิจารณาไว้เพื่อรอฟังผลคดีส่วนอาญาก่อน (ฎ. 960/20)  

- คำพิพากษาคดีส่วนอาญาฟังว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ข้อเท็จจริงในคดีแพ่งก็ต้องฟังเช่นเดียวกัน และต้องฟังว่าต้นไม้ยืนต้นที่ปลูกในที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ด้วย เพราะเป็นส่วนควบของที่ดิน (ฎ. 416/46)

หมายจับ 

- เหตุที่จะออกหมายจับ 

1)  เมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่า บุคคลใดน่าจะได้กระทำความผิดอาญา ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปี  ( กรณีนี้ไม่ต้องพิจารณาว่ามีเหตุอันควรเชื่อว่าจะหลบหนี  หรือจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือ ก่อเหตุร้ายประการอื่น ด้วยหรือไม่ ) 

 2) เมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่า บุคคลใดน่าจะได้กระทำความผิดอาญา และมีเหตุอันควรเชื่อว่าจะหลบหนี  หรือจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือ ก่อเหตุร้ายประการอื่น

-  สังเกตว่าหลักเกณฑ์การออกหมายจับทั้งสองกรณีข้างต้น ต้องประกอบไปด้วย ต้องมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลนั้นน่าจะได้กระทำความผิดอาญา   ศาลจึงจะออกหมายจับให้

การจัดการตามหมายจับ 

จะต้องจัดการตามเอกสาร หรือหลักฐานอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ 

1)  สำเนาหมายอันรับรองว่าถูกต้อง

2) โทรเลขแจ้งว่าได้ออกหมายแล้ว

3)  สำเนาหมายที่ส่งทางโทรสาร สื่ออิเล็กทรอนิกส์ ฯ

การจัดการตามข้อ 2 ,3 ให้ส่งหมายหรือสำเนาอันรับรองแล้วไปยังเจ้าพนักงานผู้จัดการตามหมายโดยพลัน

                ฎ. 3031/47  เมื่อดาบตำรวจ ป. พบ ส. ผู้ต้องหาซึ่งมีการออกหมายจับไว้แล้ว ดาบตำรวจ ป. จับกุม ส. ได้ เป็นการปฎิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย     เอกสารหมาย จ.  1 เป็นสำเนาที่ทำขึ้นโดยการพิมพ์ และมีเจ้าหน้าที่ลงลายมือชื่อรับรองสำเนาถูกต้อง ซึ่งเป็นวิธีการจัดทำสำเนาเอกสารวิธีหนึ่ง นอกจากการจัดทำสำเนาเอกสารด้วยการถ่ายจากต้นฉบับ  ดังนั้นแม้เอกสารหมาย จ.1  ไม่ได้ถ่ายจากต้นฉบับ และผู้ลงลายมือชื่อออกหมายไม่ได้เป็นผู้รับรอง  ก็ไม่ทำให้เอกสาร จ.1 เป็นสำเนาที่ไม่ชอบ อันจะมีผลทำให้การจับกุม ส. ของ ดาบตำรวจ ป. เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบแต่ประการใด


                การจับโดยไม่ต้องมีหมายจับของศาล

                พนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจ  จะจับผู้ใดโดยไม่มีหมายจับ หรือคำสั่งของศาลนั้นไม่ได้  เว้นแต่

                 1) เมื่อบุคคลนั้นได้กระทำความผิดซึ่งหน้าตามมาตรา  80      ซึ่งได้แก่ ความผิดซึ่ง เห็นกำลังกระทำ หรือพบในอาการใด ซึ่งแทบจะไม่มีความสงสัยเลยว่าเขากระทำผิดมาแล้วสดๆ    และในกรณีความผิดตามที่ระบุไว้ท้าย ป.วิ.อาญา  ให้ถือว่าเป็นความผิดซึ่งหน้า  ดังนี้

                      1.1  เมื่อบุคคลหนึ่งถูกไล่จับ ดั่งผู้กระทำโดยมีเสียงร้องเอะอะ

                      1.2  เมื่อพบบุคคลหนึ่งแทบจะทันทีทันใดหลังจากการกระทำผิดในถิ่นแถวใกล้เคียงกับที่เกิดเหตุนั้น และมีสิ่งของที่ได้จากการกระทำผิด หรือมีเครื่องมือ อาวุธหรือวัตถุอื่นอันสันนิษฐานได้ว่าได้ใช้ในการกระทำผิด หรือมีร่องรอยพิรุธเห็นประจักษ์ที่เสื้อผ้าหรือเนื้อตัวของผู้นั้น

                2) เมื่อพบบุคคลโดยมีพฤติการณ์อันควรสงสัยว่าผู้นั้นจะก่อเหตุร้ายให้เกิดภยันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่น โดยมีเครื่องมือ อาวุธ หรือวัตถุอย่างอื่นที่อาจใช้ในการกระทำความผิด

               3)  เมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่า บุคคลใดน่าจะได้กระทำความผิดอาญา และมีเหตุอันควรเชื่อว่าจะหลบหนี  หรือจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือ ก่อเหตุร้ายประการอื่น  แต่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจขอให้ศาลออกหมายจับบุคคลนั้นได้

                4) เป็นการจับผู้ต้องหาหรือจำเลย ที่หนีหรือจะหลบหนีในระหว่างถูกปล่อยชั่วคราว ตามมาตรา  117 

 

- ***  พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจะจับผู้ใดโดยไม่มีหมายจับได้   ถ้าเป็นความผิดซึ่งหน้า (มาตรา 78(1))   ถ้าความผิดซึ่งหน้านั้นกระทำลงในที่รโหฐานก็มีอำนาจเข้าไปค้นในที่รโหฐานได้โดยไม่ต้องมีหมายค้น (มาตรา 92(2))  และถ้าเป็นกรณีฉุกเฉินอย่างยิ่งอาจทำการค้นในเวลากลางคืนได้ (มาตรา 96(2))   เช่น  จ่าสิบตำรวจ ส. และร้อยตำรวจเอก ป. จับจำเลยได้ขณะที่จำเลยกำลังขายวัตถุออกฤทธิ์ ให้แก่สิบตำรวจ ส. ผู้ล่อซื้อ  ถือว่าเป็นความผิดซึ่งหน้า  ขณะนั้นธนบัตรที่ใช้ล่อซื้ออยู่ที่จำเลยและจำเลยดิ้นรนต่อสู้  ถ้าปล่อยให้เนิ่นช้าจะนำหมายจับและหมายค้นมาได้ จำเลยอาจหลบหนี และพยานหลักฐานอาจสูญหาย จึงเป็นกรณีที่ฉุกเฉินอย่างยิ่ง จ่าสิบตำรวจ ส. และร้อยตำรวจเอก ป. จึงมีอำนาจเข้าไปในบริเวณบ้านที่เกิดเหตุ อันเป็นที่รโหฐานในเวลากลางคืนโดยไม่ต้องมีหมายค้น และมีอำนาจจับจำเลยซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดได้ โดยไม่ต้องมีหมายจับ ตามมาตรา  80,81 ประกอบมาตรา 92(2) และ 96(2) (ฎ. 4461/40)

- *** เจ้าพนักงานตำรวจจับผู้กระทำความผิดคนหนึ่งได้ในขณะล่อซื้อยาเสพติดให้โทษ ถือเป็นความผิดซึ่งหน้า  แล้วพาเจ้าพนักงานตำรวจไปจับกุมผู้ร่วมกระทำความผิดในเวลาต่อเนื่องทันที ถือว่าเป็นการจับกุมผู้กระทำความผิดซึ่งหน้า เช่นกัน   เจ้าพนักงานตำรวจจึงมีอำนาจเข้าไปจับกุมผู้กระทำความผิดคนหลังนี้ในห้องพัก อันเป็นที่รโหฐานได้โดยไม่ต้องมีหมายจับ(มาตรา 78(1)ประกอบมาตรา 81 และไม่ต้องมีหมายค้น (มาตรา 92(2) ฎ.1259/ 42   

- เจ้าพนักงานตำรวจซุ่มดูเห็นจำเลยซื้อขายยาเสพติดให้โทษแก่สายลับ จึงเข้าตรวจจับกุมจำเลย พบยาเสพติดให้โทษอีกจำนวนหนึ่ง เป็นกรณีที่เจ้าพนักงานตำรวจพบเห็นการกระทำความผิดฐานจำหน่ายและมียาเสพติดให้โทษในความครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นความผิด ซึ่งหน้า และการตรวจค้นจับกุมได้กระทำต่อเนื่องกัน เจ้าพนักงานตำรวจจึงมีอำนาจค้นและจับจำเลยได้โดยไม่ต้องมีหมายจับและหมายค้น ตามมาตรา  78(1) ,92(2) (ฎ.1848/47) , 1328/44

- เจ้าพนักงานตำรวจเห็นจำเลยโยนยาเสพติดให้โทษออกไปนอกหน้าต่าง เป็นกรณีเจ้าพนักงานพบจำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในความครอบครองอันเป็นความผิดซึ่งหน้า และได้กระทำลงในที่รโหฐาน  เจ้าพนักงานตำรวจย่อมมีอำนาจจับจำเลยได้โดยไม่ต้องมีหมายจับหรือหมายค้น ตาม มาตรา 78(1) , 92(2)

- เจ้าพนักงานตำรวจแอบดูเห็นคนเล่นการพนันอยู่ในบ้าน ถือว่าเป็นความผิดซึ่งหน้า (ฎ. 698/16 ป.)

- กรณีที่วินิจฉัยว่าไม่เป็นความผิดซึ่งหน้า  เช่น การทะเลาะวิวาท ซึ่งได้ยุติลงไปก่อนแล้ว ไม่ใช่การกระทำความผิดซึ่งหน้า เจ้าพนักงานตำรวจซึ่งมาภายหลังเกิดเหตุ ไม่มีอำนาจจับโดยไม่มีหมายจับ  (ฎ. 4243/42) 

การจับโดยมีเหตุจำเป็นเร่งด่วน ตามมาตรา  78(3)

การจับไม่ต้องมีหมายจับ กรณีมีเหตุที่จะออกหมายจับบุคคลนั้น ตามมาตรา  66(2) แต่มีความจำเป็นอันเร่งด่วนที่ไม่อาจขอให้ศาลออกหมายจับบุคคลนั้นได้ (มาตรา  78(3) 

เหตุออกหมายจับตามมาตรา 66(2) คือ  กรณีเมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลใดน่าจะได้กระทำความผิดอาญา และมีเหตุอันควรเชื่อว่าจะหลบหนี หรือจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานหรือก่อเหตุอันตรายประการอื่น  กรณีหากมีความจำเป็นเร่งด่วนไม่อาจขอให้ศาลออกหมายจับได้ทัน  เจ้าพนักงานตำรวจฯ ก็มีอำนาจจับได้โดยไม่ต้องมีหมายจับ   และเมื่อมีการจับโดยชอบแล้ว  แม้จะมีเจ้าพนักงานตำรวจบางคนซึ่งไม่ได้ร่วมจับกุมด้วยมาร่วมลงลายมือชื่อในบันทึกการจับกุม ก็ไม่ทำให้การจับกุมกลายเป็นไม่ชอบด้วยกฎหมาย (ฎ. 2612/43)

- แม้การจับกุมจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย  ก็ไม่ทำให้การสอบสวนที่ชอบด้วยกฎหมายเสียไปด้วย เพราะถือว่าเป็นคนละขั้นตอนกัน (ฎ. 1547/40ล 2699/16) 

 การออกหมายขัง 

- ผู้ต้องหาที่ยังไม่ถูกจับ ไม่อยู่ในอำนาจ ควบคุมของพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการ  จะขอให้ศาลออกหมายขังผู้ต้องหาในระหว่างการสอบสวนไม่ได้

-  คำสั่งศาลที่ไม่อนุญาตให้ขังผู้ต้องหาต่อไป จะอุทธรณ์หรือฎีกาไม่ได้ (ฎ. 1125/96)

- เมื่อครบกำหนดเวลาตามที่ขอให้ศาลออกหมายขังตามมาตรา 87 แล้ว  เจ้าพนักงานต้องปล่อยตัวผู้ต้องหาไป  ต่อมาถ้าจะต้องฟ้องผู้ต้องหาต่อศาล เจ้าพนักงานฯ มีอำนาจจับตัวมาเพื่อฟ้องคดีต่อศาลได้ เพราะพนักงานอัยการต้องนำตัวจำเลยมาส่งศาลในขณะยื่นฟ้องด้วย (ฎ. 515/91 ป.)  แต่จะควบคุมได้เท่าที่จำเป็นในการนำตัวส่งศาลเท่านั้น  จะควบคุมเพื่อเหตุอื่น เช่น เพื่อการสอบสวนต่อไปหรือรออัยการสั่งฟ้อง ไม่ได้

- กรณีศาลออกหมายขังผู้ต้องหาแล้ว  ผู้ต้องหาหลบหนีไป  ถือว่าผู้ต้องหาอยู่ในอำนาจของศาลแล้ว ไม่ต้องนำตัวจำเลยมาศาลในวันยื่นฟ้อง (ฎ. 1735/14 ป.) 

- ก่อนประทับฟ้องศาลไม่มีอำนาจออกหมายขังจำเลย   (มาตรา 88 ) (ฎ. 2756/24)

- ** ในการยื่นฟ้องจำเลยที่ต้องขังต่อศาลศาลจะขังจำเลยต่อไป หรือปล่อยชั่วคราวก็ได้  จำเลยที่ถูกขังในคดีหนึ่ง เมื่อถูกฟ้องอีกคดีหนึ่ง ศาลก็อาจออกหมายขังได้อีก  เพราะไม่มีบทกฎหมายใดห้ามไว้ว่าเมื่อจำเลยถูกขังในคดีหนึ่งแล้วจะถูกขังในคดีอื่นอีกไม่ได้(ฎ. 2766/40)

การค้นในที่รโหฐาน  (มาตรา 92)

 ห้ามมิให้ค้นในที่รโหฐาน โดยไม่มีหมายค้นคือคำสั่งศาล เว้นแต่ พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจเป็น    ผู้ค้นและในกรณีดังนี้   1)   มีเสียงร้อง... 2)   ต้องซึ่งหน้า... 3) ว่าซุกซ่อน...4) จรเนิ่นช้า.. 5) ถ้าเจ้าบ้าน...

- เมื่อเจ้าพนักงานไปทำการตรวจค้นตามหมายค้นที่ศาลออกให้ตามคำขอของเจ้าพนักงาน แต่ไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย  กระบวนการต่างๆในการค้นได้เสร็จสิ้นยุติไปแล้ว   เจ้าของบ้านที่ถูกค้นจะขอให้ศาลไต่สวนเพื่อทราบสาเหตุและหลักฐานอันเป็นที่มาในการขอออกหมายค้นไม่ได้  หากเห็นว่าเป็นการขอตรวจค้นโดยไม่มีพยานหลักฐานก็ต้องไปว่ากล่าวเป็นอีกคดีต่างหาก (ฎ. 270/43) 

-เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจซุ่มดูเห็นจำเลยซื้อขายยาเสพติดให้โทษแก่สายลับ จึงเข้าตรวจจับกุมจำเลย พบยาเสพติดให้โทษอีกจำนวนหนึ่ง เป็นกรณีที่เจ้าพนักงานตำรวจพบเห็นการกระทำความผิดฐานจำหน่ายและมียาเสพติดให้โทษในความครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นความผิดซึ่งหน้า และการตรวจค้นจับกุมได้กระทำต่อเนื่องกัน เจ้าพนักงานตำรวจจึงมีอำนาจค้นและจับจำเลยได้โดยไม่ต้องมีหมายจับและหมายค้น ตามมาตรา  78(1) ,92(2) (ฎ.1848/47) , 1328/44

- เจ้าบ้านตามมาตรา  92(5) หมายถึงผู้เป็นหัวหน้าของผู้ที่อยู่อาศัยในบ้าน และรวมถึงคู่สมรสผู้เป็นหัวหน้า ด้วย  (ฎ. 1035/36)

-***  กรณีที่เจ้าของที่รโหฐานยินยอมในการค้น แม้จะไม่มีหมายค้นก็ไม่ทำให้การค้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย (ฎ. 1164/46)

- วิธีการค้นในที่รโหฐาน ให้พนักงานผู้ค้นแสดงหมายค้น ถ้าค้นไม่มีหมายค้นต้องแสดงนามและตำแหน่ง   และถ้าเจ้าของหรือผู้อยู่อาศัยฯ ไม่ยอมให้ค้น ก็มีอำนาจใช้กำลังเพื่อเข้าไป ในกรณีจำเป็นจะเกิดหรือทำลายประตูบ้าน ประตูเรือน หน้าต่าง รั้ว หรือสิ่งกีดขวางอย่างอื่นทำนองเดียวกันนั้นก็ได้ (ฎ. 6403/45)

- ผู้ต้องหากระทำความผิดเล็กน้อย แล้วหลบหนีเข้าไปในบ้านของตนซึ่งเจ้าพนักงานตำรวจรู้จักดีและไม่ปรากฏว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี  ไม่ถือว่าเป็นเหตุฉุกเฉินอย่างยิ่งตามมาตรา  96(2) (ฎ. 187/07, 675/83)

- การค้นที่รโหฐานต้องกระทำต่อหน้าผู้ครอบครองสถานที่หรือบุคคลในครอบครัว  จึงจะเป็นการค้นที่ชอบด้วยกฎหมาย บุคคลในครอบครัวนั้นแม้จะยังไม่บรรลุนิติภาวะ แต้ถ้าบุคคลนั้นเข้าใจสาระสำคัญของการกระทำ และมีความรู้สึกผิดชอบเพียงพอ ก็เป็นการค้นที่ชอบด้วยกฎหมาย (ฎ. 1455/44)   แม้บุคคลในครอบครัวจะตาบอดทั้งสองข้างและหูหนวก  แต่มีบุคคลอื่นอีกหนึ่งคนซึ่งได้เชิญมา ก็เป็นการค้นที่ชอบด้วยกฎหมาย(ฎ. 395/19)

- การค้นตัวบุคคลในที่สาธารณสถานตามมาตรา  93   ห้ามมิให้ค้นฯ  เว้นแต่พนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจเป็นผู้ค้น ในเมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่าบุคคลนั้นมีสิ่งของในความครอบครอง เพื่อจะใช้ในการกระทำความผิด หรือซึ่งได้มาโดยการกระทำความผิด หรือซึ่งมีไว้เป็นความผิด  สาธารณสถานก็ เช่น  ห้องโถงในสถานการณ์ค้าประเวณีผิดกฎหมาย เวลาแขกมาเที่ยว เป็นสาธรณสถาน ซึ่งประชาชนมีความชอบธรรมที่จะเข้าไปได้ การค้นตัวบุคคลจึงไม่ต้องมีหมายค้น (ฎ. 883/20 ป.)   

การขอปล่อยตัวผู้ถูกควบคุมหรือขังโดยผิดกฎหมาย (มาตรา  90)

เมื่อมีการอ้างว่าบุคคลใดต้องถูกควบคุมหรือขังในคดีอาญา หรือในกรณีอื่นใดโดยมิชอบด้วยกฎหมาย   บุคคลดังต่อไปนี้  1) ผู้ถูกคุมขังเอง   2) พนักงานอัยการ  3) พนักงานสอบสวน    4) ผบ.เรือนจำหรือพัศดี   5) สามี ภริยา 6) ญาติของผู้นั้น 7) บุคคลอื่นใดเพื่อประโยชน์ของผู้ถูกคุมขัง   มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลแห่งท้องที่ที่มีอำนาจพิจารณาคดีอาญาเพื่อขอให้ปล่อยตัว

                  เมื่อศาลได้รับคำร้องแล้วให้ดำเนินการไต่สวนฝ่ายเดียวโดยด่วน ถ้าเห็นว่าคำร้องนั้นมีมูล ศาลมีอำนาจสั่งผู้คุมขังให้นำตัวผู้ถูกคุมขังมาศาลโดยพลัน และถ้าผู้คุมขังแสดงให้เป็นที่พอใจแก่ศาลไม่ได้ว่าการคุมขังเป็นการชอบด้วยกฎหมาย ให้ศาลปล่อยตัวผู้ถูกคุมขังไปทันที 

- * ถ้าในระหว่างการไต่สวนคำร้อง ผู้ร้องได้รับการปล่อยตัวไปแล้ว ดังนี้ไม่จำต้องไต่สวนคำร้องต่อไป 

การสอบสวน ( มาตรา  140-147)

ห้ามมิให้พนักงานอัยการฟ้องคดีใดต่อศาลโดยมิได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อน

- ในกรณีขอแก้ไขฟ้องโดยเพิ่มฐานความผิด  ก็ต้องมีการสอบสวนในฐานความผิดที่ขอเพิ่มเติมนั้นด้วยเช่นกัน (ฎ. 750/94, 801/11)   ถ้าได้มีการสอบสวนฐานความผิดที่จะขอแก้ฟ้องแล้ว ดังนี้ขอแก้ได้แม้ศาลอนุญาตให้แก้แล้วจะเกินอำนาจศาลก็ตาม (ฎ.993/27)

  --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


       ถ้าเปรียบกับการสอบเนติบัณฑิต กับการทำศึกสงคราม มีกลยุทธ์ 3 อย่าง ดังนี้
        - ท่องตัวบท   คือ อาวุธ ที่เรา สะสมไว้ ต่อสู้ ยิ่งท่องตัวบทได้มาก ก็ มีอาวุธ เก็บไว้สำรองมาก หยิบใช้เมื่อไรก็ได้
        - จดฎีกา       คือการ ศึกษาแผนการรบว่าสถานการณ์แบบใดเราควรจะใช้อาวุธแบบใด ยิ่งจดจำฎีกาไว้มาก ก็มีแนวการตอบข้อสอบได้ตรงจุด ตรงประเด็น ได้มาก และไม่โดนข้อสอบหลอกล่อให้หลงทา
        -  ล่าข้อสอบ   คือ การหัดซ้อมรบก่อน เข้าสู้ศึกสงครามสนามสอบจริง ยิ่งหัดทำข้อสอบมากเท่าใด ก็เป็นการสั่งสมประสบการณ์การหัดทำข้อสอบมากขึ้นทำให้ จับประเด็นและเขียนตอบได้เร็วและทันเวลา
           -------------------------------------------------------------------------------------------------------------------     
     ขอแนะนำ !!

     ชุดรวบรวมเอกสารคำบรรยายเนติฯ สำหรับเตรียมสอบ ภาค 1/66 และ 2/65
    ++  กลุ่มวิชากฎหมายแพ่งและอาญา ++  
      - ไฟล์เสียงคำบรรยายภาคปกติ, ภาคค่ำ และภาคทบทวน 1/66 New !!
      -  ไฟล์เอกสารสรุปคำบรรยายเนติฯ 1/66 
      -  ไฟล์เอกสารประกอบคำบรรยาย 1/66 
      -  ไฟล์บทบรรณาธิการ 1/63-1/66 
      -  ไฟล์ธงคำตอบกลุ่มวิชากฎหมายแพ่งและ อาญา (สมัยที่ 56-65) 
      -  ไฟล์เอกสารทบทวนสรุปประเด็นน่สนใจ 1/66
      -  ไฟล์เอกสารรวมคำพิพากษาฎีกาใหม่ (พร้อมข้อสังเกตน่าสนใจ)1/66
      -   เทคนิคการเขียนคำตอบแบบถูกต้องที่สุด ตลอดจนเทคนิคการปรับบทกฎหมายต่งๆสำหรับทุกสนามสอบ (การเตรียมพร้อมสอบเนติฯ/ผู้ช่ยฯ/อัยการ)
    ..................................................................................................................................................
    ++ กลุ่มวิชากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและวิธีพิจารณาความอาญา ++ 
      - ไฟล์เสียงคำบรรยายภาคปกติ, ภาคค่ำ และภาคทบทวนวันอาทิตย์ 
      - ไฟล์เอกสารสรุปคำบรรยายเนติฯ 2/65 
      - ไฟล์เอกสารประกอบคำบรรยาย 2/65 
      - ไฟล์บทบรรณาธิการ 2/63-2/65 
      - ไฟล์ธงคำตอบกลุ่มวิชากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและวิธีพิจารณาความ อาญา (สมัยที่ 56-65) 
      - เทคนิคการเขียนคำตอบแบบถูกต้องที่สุด ตลอดจนเทคนิคการปรับบทกฎหมายต่งๆสำหรับทุกสนามสอบ (การเตรียมพร้อมสอบเนติฯ/ผู้ช่ยฯ/อัยการ)  
    ..................................................................................................................................................
     ค่ารวบรวม  :   ภาคละ 350.-บาท  (DVD 4 แผ่น) (ส่ง EMS ฟรี !! + แถมฟรี !! แผ่นรองเม้าท์) 
     หมายเหตุ   :   สั่งซื้อทั้ง 2 ภาค ค่ารวมรวมพิเศษ 650.- บาท (ส่ง EMS ฟรี !! + แถมฟรี !! แผ่นรองเม้าท์ + CD แบบร่างสัญญามากกว่า 400 แบบ (file word) + แบบฟอร์มศาล, แบบฟอร์มเ อกสารงานบุคคล,เอกสารงานบัญชีและภาษี) 

   ** สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อ 085-801-0725, E-mail : siripit...@gmail.com **

 

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages