หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า kankokub ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ ม.ล.เฉลิมชัย เกษมสันต์ผู้บรรยาย , ผู้มีน้ำใจส่ง flie เสียงที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า
ในระยะนี้วันจันทร์มาแน่นอน มีเรื่องปรับทุกข์เบื้องต้นแบบกันเอง เวลาอาจารย์บรรยายมีนักศึกษาอัดเทปแล้วเอาไปให้เพื่อนฟัง ลูกเมียฟังด้วย ความเสียหายเริ่มมาต่อว่า ว่ามีคำไม่สุภาพได้อย่างไร เช่น เพี้ยนเป็นบ้า เก่งเป็นเป็นบ้า ต้องเข้าใจว่าเป็นเรื่องบรรยายกาศในห้องเรียน นักศึกษาที่อัดเสียงแล้วไปเปิดฟังโดยมีผู้อื่นฟังอยู่ด้วยก็ช่วยอธิบายให้เข้าใจตรงจุดนี้ด้วยนะครับ
อีกเรื่องที่อาจารย์เน้นมากในครั้งที่แล้ว คือ มาตรา 1602 เมื่อบุคคลใดต้องถือว่าถึงแก่ความตายตามความในมาตรา 62 แห่งประมวลกฎหมายนี้มรดกของบุคคลนั้นตกทอดแก่ทายาท
ถ้าพิสูจน์ได้ว่าบุคคลนั้นยังคงมีชีวิตอยู่ หรือตายในเวลาอื่นผิดไปจากเวลาดั่งระบุไว้ในคำสั่งที่สั่งให้เป็นคนสาบสูญ ให้ใช้บทบัญญัติมาตรา 63 แห่งประมวลกฎหมายนี้บังคับแก่ทายาทของบุคคลนั้น
มรดกตกทอดเมื่อศาลสั่งเป็นคนสาบสูญที่เกี่ยวข้องกับ มาตรา 61 ถ้าบุคคลใดได้ไปจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ และไม่มีใครรู้แน่ว่าบุคคลนั้นยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ตลอดระยะเวลาห้าปี เมื่อผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการร้องขอ ศาลจะสั่งให้บุคคลนั้นเป็นคนสาบสูญก็ได้
ระยะเวลาตามวรรคหนึ่งให้ลดเหลือสองปี
(1) นับแต่วันที่การรบหรือสงครามสิ้นสุดลง ถ้าบุคคลนั้นอยู่ในการรบหรือสงคราม และหายไปในการรบหรือสงครามดังกล่าว
(2) นับแต่วันที่ยานพาหนะที่บุคคลนั้นเดินทาง อับปาง ถูกทำลายหรือสูญหายไป
(3) นับแต่วันที่เหตุอันตรายแก่ชีวิตนอกจากที่ระบุไว้ใน (1) หรือ (2) ได้ผ่านพ้นไป ถ้าบุคคลนั้นตกอยู่ในอันตรายเช่นว่านั้น
มาตรา 62 บุคคลซึ่งศาลได้มีคำสั่งให้เป็นคนสาบสูญ ให้ถือว่าถึงแก่ความตายเมื่อครบกำหนดระยะเวลาดังที่ระบุไว้ในมาตรา 61
และลาภมิควรได้ ก็มีนักศึกษาบอก งง เพราะกระโดดไปมา คำตอบด้วยความเป็นธรรม ว่ามันต้องอธิบายอย่างนั้น เพราะว่า มาตรา 1602 กล่าวถึงมาตรา 62 จริงๆ เรียนระดับเนฯแล้วครับ อาจารย์พูดว่าเป็นปัญหาที่น่าสนใจ ว่ามรดกจะตกทอดวันใด ก็ได้ย้ำว่าต้องเป็นกรณี 61 วรรค 2 หรือ 62 แล้วแต่กรณี
ตรงนี้สำคัญที่สุด ไปฟังเทป แล้วคิดว่าอาจารย์เก่งข้อสอบ แต่ย้ำอีกครั้งอาจารย์บอกว่า สวยแต่ไม่น่าเป็นข้อสอบได้
บุคคลสาบสูญ มรดกตกทอด ได้หวนมาในมาตรา 1516 เหตุฟ้องหย่ามีดังต่อไปนี้
(1)สามีหรือภริยาอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่นฉันภริยาหรือสามี เป็นชู้หรือมีชู้หรือร่วมประเวณีกับผู้อื่นเป็นอาจิณ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้*(แก้ไข 12 กันยายน 2550)
(2) สามีหรือภริยาประพฤติชั่ว ไม่ว่าความประพฤติชั่วนั้นจะเป็นความผิดอาญาหรือไม่ ถ้าเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่ง
(ก) ได้รับความอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรง
(ข) ได้รับความดูถูกเกลียดชังเพราะเหตุที่คงเป็นสามีหรือภริยาของฝ่ายที่ประพฤติชั่วอยู่ต่อไป หรือ
(ค) ได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร ในเมื่อเอาสภาพ ฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาคำนึงประกอบ อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
(3) สามีหรือภริยาทำร้าย หรือทรมานร่างกายหรือจิตใจ หรือหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอีกฝ่ายหนึ่งหรือบุพการีของอีกฝ่ายหนึ่ง ทั้งนี้ถ้าเป็นการร้ายแรง อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
(4) สามีหรือภริยาจงใจละทิ้งร้างอีกฝ่ายหนึ่งไปเกินหนึ่งปีอีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
(4/1) สามีหรือภริยาต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก และได้ถูกจำคุกเกินหนึ่งปีในความผิดที่อีกฝ่ายหนึ่งมิได้มีส่วนก่อให้เกิดการกระทำความผิดหรือยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดนั้นด้วยและการเป็นสามีภริยากันต่อไปจะเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่งได้รับความเสียหายหรือเดือนร้อนเกินควรอีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
(4/2) สามีและภริยาสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปีหรือแยกกันอยู่ตามคำสั่งของศาลเป็นเวลาเกินสามปี ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
(5) สามีหรือภริยาถูกศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญ หรือไปจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่เป็นเวลาเกินสามปีโดยไม่มีใครทราบแน่ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
(6) สามีหรือภริยาไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายหนึ่งตามสมควรหรือทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรง ทั้งนี้ ถ้าการกระทำนั้นถึงขนาดที่อีกฝ่ายหนึ่งเดือดร้อนเกินควรในเมื่อเอาสภาพ ฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาคำนึงประกอบ อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
(7) สามีหรือภริยาวิกลจริตตลอดมาเกินสามปี และความวิกลจริตนั้นมีลักษณะยากจะหายได้ กับทั้งความวิกลจริตถึงขนาดที่จะทนอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาต่อไปไม่ได้ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
(8) สามีหรือภริยาผิดทัณฑ์บนที่ทำให้ไว้เป็นหนังสือในเรื่องความประพฤติอีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
(9) สามีหรือภริยาเป็นโรคติดต่ออย่างร้ายแรงอันอาจเป็นภัยแก่อีกฝ่ายหนึ่งและโรคมีลักษณะเรื้อรังไม่มีทางที่จะหายได้ อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
(10) สามีหรือภริยามีสภาพแห่งกาย ทำให้สามีหรือภริยานั้นไม่อาจร่วมประเวณีได้ตลอดกาล อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
มาตรา 1517 เหตุฟ้องหย่าตามมาตรา 1516(1) และ (2) ถ้าสามีหรือภริยาแล้วแต่กรณี ได้ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำที่เป็นเหตุหย่านั้น ฝ่ายที่ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจนั้นจะยกเป็นเหตุฟ้องหย่าไม่ได้เหตุฟ้องหย่าตามมาตรา 1516 (10) ถ้าเกิดเพราะการกระทำของอีกฝ่ายหนึ่ง อีกฝ่ายหนึ่งนั้นจะยกเป็นเหตุฟ้องหย่าไม่ได้
ว่าในเรื่องครอบครัวนั้น ถามว่าการสาบสูญทำให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวสิ้นสุดหรือไม่ อันนี้แหละปัญหา เพราะ 1516 ( 5 ) มันเป็นเพียงเหตุฟ้องหย่าเท่านั้น
เปิด มาตรา 1501 การสมรสย่อมสิ้นสุดลงด้วยความตาย การหย่าหรือศาลพิพากษาให้เพิกถอน สิ การสมรสสิ้นสุดลง เพียง 3กรณี ตาย หย่า ศาลเพิกถอนการสมรส โยงไปที่มาตรา 1533 เมื่อหย่ากันให้แบ่งสินสมรสให้ชายและหญิงได้ส่วนเท่ากัน
เมื่อ ศาลสั่ง การสมรสไม่สิ้นสุด ถามว่าจะแบ่งสินสมรสได้อย่างไร เพราะมาตรา 1533 บอกจะแบ่งสินสมรสได้เมื่อการสมรสสิ้นสุดลง
ดังนั้นถ้าหากข้อสอบออกเรื่องการสาบสูญ อย่าไปโยงมาตรา 1533 เลยนะครับ
พยายามอ่านหนังสือ มาล่วงหน้าด้วยจะง่าย นี่คือการเกริ่น
วันนี้สำคัญมาก 1629 – 1638
เป็นเรื่องการแบ่งมรดก ถ้าแบ่งไม่เป็นหรือจำไม่ได้ ก็สอบวิชานี้ไม่ได้เลย
จะพูดให้สั้น และเรียงลำดับ ดังนี้
1.เปิดมาตรา 1599 วรรค 1
มาตรา 1599 เมื่อบุคคลใดตาย มรดกของบุคคลนั้นตกทอดแก่ทายาท
ดูมาตรา 1501 กฎหมายเริ่มบังคับแล้ว
เริ่มตกทอดแก่ทายาททิ้งไว้แค่นี้
ก็มีปัญหา ข้อ 2 คือคำว่าทายาทตามกฎหมายมรดกคืออะไร คำตอบอยู่ที่มาตรา 1603
มาตรา 1603 กองมรดกย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยสิทธิตามกฎหมายหรือโดยพินัยกรรม
ทายาทที่มีสิทธิตามกฎหมาย เรียกว่า "ทายาทโดยธรรม"
ทายาทที่มีสิทธิตามพินัยกรรม เรียกว่า "ผู้รับพินัยกรรม"
คือ ความเป็นเครือญาติเรียก ทายาทโดยธรรมนี่คือศัพท์กฎหมาย ทายาทโดยธรรม หลักอยู่ที่มาตรา 1629
มาตรา 1629 ทายาทโดยธรรมมีหกลำดับเท่านั้น และภายใต้บังคับแห่งมาตรา 1630 วรรค 2 แต่ละลำดับมีสิทธิได้รับมรดกก่อนหลังดังต่อไปนี้ คือ
(1) ผู้สืบสันดาน
(2) บิดามารดา
(3) พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน
(4) พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน
(5) ปู่ ย่า ตา ยาย
(6) ลุง ป้า น้า อา
คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นก็เป็นทายาทโดยธรรม ภายใต้บังคับของบทบัญญัติพิเศษแห่งมาตรา 1635
มี 1.ที่เป็นญาติ แบ่งเป็น 6 ประเภท อย่าตอบเฉยๆว่าทายาท ต้องตอบเต็มๆ ทายาทโดยธรรมที่เป็นญาติ
ประเภทที่ 2 คือ ทายาทโดยธรรมประเภทคู่สมรส หมายถึงทายาทที่จดทะเบียนสมรส
ถ้าอยู่กินเฉยๆไม่มีสิทธิมาใช้ 1629 วรรค 2 เลย คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นก็เป็นทายาทโดยธรรม ภายใต้บังคับของบทบัญญัติพิเศษแห่งมาตรา 1635
พอเข้าใจตรงจุดนี้ แล้ว นอกจาก 1629 แล้วมีมาตรา อะไรอีก 1615 วรรค 2พูดซ้ำหลายครั้ง เหมือนมีอะไรเป็นนัยๆ****** ก็ถือเป็นทายาทโดยธรรมเช่นมีการสละมรดกเกิดขึ้น
มาตรา 1615 การที่ทายาทสละมรดกนั้น มีผลย้อนหลังไปถึงเวลาที่เจ้ามรดกตาย
เมื่อทายาทโดยธรรมคนใดสละมรดก ผู้สืบสันดานของทายาทคนนั้นสืบมรดกได้ตามสิทธิของตนและชอบที่จะได้รับส่วนแบ่งเท่ากับส่วนแบ่งที่ผู้สละมรดกนั้นจะได้รับ แต่ผู้สืบสันดานนั้นต้องไม่ใช่ผู้ที่บิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้อนุบาลแล้วแต่กรณี ได้บอกสละมรดกโดยสมบูรณ์ในนามของผู้สืบสันดานนั้น
อยู่ที่หมวดเรื่องสละมรดก
แล้วพูดซ้ำหลายครั้งเลยว่า เป็นผู้สืบสันดานเฉยๆเลย ไม่ต้องเป็นผู้สืบสันดานโดยตรง และต้องนึกขึ้นมาทันทีว่าอาจารย์ชอบเปรียบเทียบกับมาตราอะไร
มาตรา มาตรา 1639 ถ้าบุคคลใดซึ่งจะเป็นทายาทตามมาตรา 1629(1)(3)(4) หรือ (6) ถึงแก่ความตาย หรือ ถูกกำจัดมิให้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกตาย ถ้าบุคคลนั้นมีผู้สืบสันดานก็ให้ผู้สืบสันดานรับมรดกแทนที่ ถ้าผู้ สืบสันดานคนใดของบุคคลนั้นถึงแก่ความตายหรือถูกกำจัดมิให้รับมรดกเช่นเดียวกัน ก็ให้ผู้สืบสันดานของผู้สืบสันดานนั้นรับมรดกแทนที่ และให้มีการรับมรดกแทนที่กันเฉพาะส่วนแบ่งของบุคคลเป็นรายๆสืบต่อกันเช่นนี้ไปจนหมดสาย
+มาตรา 1643 สิทธิที่จะรับมรดกแทนที่กันนั้นได้เฉพาะแก่ผู้สืบสันดานโดยตรง ผู้บุพการีหามีสิทธิดังนั้นไม่
ย้ำ 1643 เป็นการรับมรดกแทนที่ แทนที่กัน ขัดเส้น คนที่จะรับมรดกทแทนที่นั้นต้องเป็นผู้สืบสันดานโดยตรง มีคำว่าโดยตรงเพิ่ม
ที่พูดมาทั้งหมดนี้คือทายาทโดยธรรม
ใครมาเรียนตั้งแต่วันแรก อาจารย์พูด 1639 บ่อย เพราะมันคือยาดำ สอดแทรกได้หมด เพราะเป็นการห่วงทรัพย์ผู้ตายว่าควรอยู่กับทายาทไม่ควรไปอยู่กับผู้อื่น
ตัวบทใช้คำว่า บุคคลซึ่งจะเป็นทายาท ขีดเส้นตรงนี้ไว้ก่อนเลย
มาตรา 1639 ถ้าบุคคลใดซึ่งจะเป็นทายาทตามมาตรา 1629(1)(3)(4) หรือ (6) ถึงแก่ความตาย หรือ ถูกกำจัดมิให้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกตาย ถ้าบุคคลนั้นมีผู้สืบสันดานก็ให้ผู้สืบสันดานรับมรดกแทนที่ ถ้าผู้ สืบสันดานคนใดของบุคคลนั้นถึงแก่ความตายหรือถูกกำจัดมิให้รับมรดกเช่นเดียวกัน ก็ให้ผู้สืบสันดานของผู้สืบสันดานนั้นรับมรดกแทนที่ และให้มีการรับมรดกแทนที่กันเฉพาะส่วนแบ่งของบุคคลเป็นรายๆสืบต่อกันเช่นนี้ไปจนหมดสาย
สังเกตอีกครั้ง อนุ 2 กับ 5 หาย ไป และ ทายาทโดยธรรมที่เป็นคู่สมรส
เรายังอยู่ที่ 1603 ผู้รับพินัยกรรมเป็นทายาทหรือไม่ ก็คือ 1599 นั่นเอง
1603 วรรค 2 ก็เป็นทายาทเช่นกัน มาตราที่สำคัญจริงๆ เกี่ยวกับการทำพินัยกรรม 1646 +1647 +1648 เรียกว่าการทำพินัยกรรม สามมาตรานี้อยู่ด้วยกัน คือการกำหนดการเผื่อตาย 1646 ขีดเส้นไว้เลย จะเกิดผลต้องเอาสามมาตรานี้บวกกัน เป็นการกำหนดการเผื่อตายในทรัพย์สินของตน และ อีกอันหนึ่งที่เคยให้ขีดเส้น ไม่เกี่ยวกับทรัพย์สินแต่เป้นเรื่องการต่างๆ และเคยให้ท่องให้ได้แล้ว เปิด ตัวบทที่ 1481
มันกระโดดไปมาถ้าเราไม่โยง จะลืม อย่าไปจำเลขฏีกา แต่จะให้จำเนื้อหาเลย
คู่สมรสจะทำพินัยกรรมเกินส่วนตนได้หรือไม่ เขามีสินสมรสอยู่ 4 แสนบาท ถามว่านายก สามีจะทำพินัยกรรม 4 แสนบาทให้อาจารย์ได้หรือไม่ คำตอบ 1484 ทำเกินส่วนของตนไม่ได้ ดังนั้น ทำได้แค่ 2 แสนบาท เพราะมีส่วนเพียงแค่ 2 แสน เป็นการรับกับมาตรา 1646 นั่นเอง เห็นไหมกฎหมายโยง 1646 + 1484
ปํญหาว่าตกลงเกี่ยวกับทรัพย์สินได้หรือไม่ ก็ตกลงได้ เป็นสัญญาก่อนสมรส ถามว่าเขาตกลงได้ไหม ว่า พี่เรารักกันมากมีสินสมรส 4 แสน พี่ทำพินัยกรรมทั้ง 4 แสน เลยน้องยอม
คำตอบต้องจำเป็นพิเศษ มีฏีกาบอกเลยว่าไม่ได้ เพราะเป็นการขัดกับ 1646 เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบ
อีกนิดหนึ่ง ทำเกินไปอย่างนั้นพินัยกรรมนั้นเสียหรือไม่ 1703-1705 1698 หนักอยู่ที่ 1703-1705
พินัยกรรมจะเป็นโมฆะมีแค่ สามมาตรา นั้น + 1698 และ 1706 ด้วย ต้องอยู่ในกลุ่มนี้เท่านั้น ตอบแค่นี้เกือบได้เต็ม แต่ถ้าไม่ตอบความเป็นโมฆะแล้วไม่สมบูรณ์
ตอบว่าพินัยกรรมดังกล่าวก็ต้องใช้ได้ บอกว่า เมื่อไม่เข้ากลุ่มการเป็นโมฆะ ก็ไม่ทำให้พินัยกรรมตกเป็นโมฆะ เขียนตัวอย่างนี้ไว้ใน 1703-1705 เลยเพราะมันไม่มีในตัวบท
สมบูรณ์เพียงแค่ 2 แสน แล้ว อีกสองแสนไปไหนหล่ะ ผู้ทำพินัยกรรมก็ตายแล้ว คำตอบ เปิด 1620 ******* มันเป็นเส้นทางที่พินัยกรรมใช้ไม่ได้แล้ว ต้องเอา 1620 หรือ 1699 มาใช้
พินัยกรรมส่วนนั้นต้องมาแบ่งแก่ทายาทโดยธรรมต่อไป หลัก 1620 เหมือน 1699 จดคู่กันไว้เลย ไปด้วยกันตลอด
ต้องตอบต่อว่า ต้องจัดแบ่งให้แก่ทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดกตาม 1620
อันนี้เดี๊ยวให้เลขฏีกาไว้ สวยๆ ว่าจะไม่พูดคำนี้แล้วนะเนี่ย
1629 ทายาทโดยธรรมที่เป็นญาติ ใครรู้แล้วก็ขอโทษด้วยเพราะมันเป็นพื้นฐานต้องสอน ทายาทโดยธรรมทั้ง 6 อนุนั้น เป็นทายาทโดยธรรมทุกอนุมาตราใช่หรือไม่ มันจะมีผลเกี่ยว 1713 ที่พูดชั่วโมงที่แล้ว ขีดเส้น 1629 วรรค 1 เขาบอกว่ามี 6 ลำดับ ใช้คำว่า ลำดับ และเรียงลำดับในการรับมรดก นั่น เป็นการเปิดเผยว่าทายาทโดยธรรมมีแค่นี้และจะรับมรดกต้องเรียง 1 – 6
ตัวอย่างนาย ก มีบุตรชอบด้วยกฎหมาย ชื่อ 1 1 มีบุตร ชื่อ 2 2 มีบุตรชื่อ 3
คำตอบต้อง เป็น 1 เท่านั้น จะมี ได้ก็แต่การรับมรดกแทนที่
มาตรา 1630 ****
มาตรา 1630 ตราบใดที่มีทายาทซึ่งยังมีชีวิตอยู่ หรือมีผู้รับมรดกแทนที่ยังไม่ขาดสายแล้วแต่กรณีในลำดับหนึ่งๆ ที่ระบุไว้ในมาตรา 1629 ทายาทผู้ที่อยู่ในลำดับถัดลงไปไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตายเลย
แต่ความในวรรคก่อนนี้มิให้ใช้บังคับในกรณีเฉพาะที่มีผู้สืบสันดานคนใดยังมีชีวิตอยู่หรือมีผู้รับมรดกแทนที่กัน แล้วแต่กรณี และมีบิดามารดายังมีชีวิตอยู่ ในกรณีเช่นนั้นให้บิดามารดาได้ส่วนแบ่งเสมือนหนึ่งว่าเป็นทายาทชั้นบุตร
ดูที่ 1630 วรรค 2 นี่คือบทยกเว้นเรียงลำดับ 1 2 3 4 5 6 นี่คือหลักทั่วไป ส่วนข้อยกเว้นคือ ถ้ามี ทั้ง 1 และ 2 ต้องได้ร่วมกัน วรรค 2 เป็นข้อยกเว้นของ วรรค แรก นั่นเอง
ให้บิดามารดาได้ส่วนแบ่ง อันนี้เหมือนกับรวมกันเป็นหนึ่ง คำตอบ ให้คิดคนละส่วนเลยนะครับ เช่น มีลูก 7 คน มีพ่อแม่ ก็นำมา หาร 9 คน จากกองมรดกเลย
ดูที่ 1631 ในระหว่างผู้สืบสันดานต่างชั้นกัน ก็คือ 1629 นั่นเอง บุตรของเจ้ามรดกอยู่ในชั้นสนิทที่สุด ผู้สืบสันดานชั้นต่อไปจะรับมรดกก็แต่การรับมรดกแทนที่
เขาต้องการความเป็นเชื่อสายเลือดเดียวกัน อา ลุง ห่างออกไปแล้วไม่ให้รับ
การรับมรดกแทนที่เท่านั้นจึงรับแทนผู้ที่เป็นบุตรได้
ไม่มีใครจะมารับร่วมได้เลยนอกจากบิดามารดาเท่านั้นเลย
ดูต่อไปในตัวบท ถ้าเกิด 1 ตายก่อน ก ที่เป็นเจ้ามรดกหล่ะ แต่มี 2 เป็นลูก 2 เป็นหลาน ของเจ้ามรดก คำตอบ โยงไปที่ 1639 ทันที ดูให้ดี บุตรตายก่อน เจ้ามรดกนะ ไม่มีสภาพบุคคล ไม่สามารถรับมรดกได้นะ แต่ หลายก็เป็นเลือดเนื้อเชื้อไข ดังนั้นต้องตอบด้วย 1639 +1643
ดูอีกนิดเพื่อความต่อเนื่อง ผม มีภริยา 1457 เป็นคู่สมรสแล้ว 1629 วรรค 2 มีสิทธิรับมรดกแน่นอน ถามว่าถ้า เมียผมตายก่อน ถามว่าใช้ 1639 ได้หรือไม่ ที่จะมีการรับมรดกแทนที่ ไม่จำเป็นต้องตอบยาว ตอบแต่หลัก คือ พลิกดูเลย 1639 มีกี่วงเล็บที่จะรับมรดกแทนที่ คู่สมรส ไม่มีอยู่ใน 1639 เลย ตอบแค่นี้เวลานักศึกษาตอบ
ตอบว่า ปัญหาต้องมีวินิจฉัยว่าภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายจะรับมรดกแทนที่ได้หรือไม่
การรับมรดกแทนที่กฎหมายวางหลักไว้ มีใจความว่า การรับมรดกแทนที่มีเพียง (1) (3)(4)(6) เท่านั้น ไม่รวมถึงภริยา จึงรับมรดกแทนที่ไม่ได้
แค่นี้เอง
ต่อไปความสามารถของผู้รับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรม ดูตรงไหน
คำตอบ ถ้าเป็นทายาทโดยธรรมดูในขณะที่เจ้ามรดกตาย มีความสามารถหรือไม่ ดูตอนเจ้ามรดกตายเป็นสำคัญ
แล้วถ้าผู้รับพินัยกรรมจะมีความสามรถรับพินัยกรรมเพียงใด ก็ตอบว่า ให้ดูตอนผู้ทำพินัยกรรมตาย
ย่อแบบสั้นๆ คำตอบอยู่ที่มาตรา 1604 นะครับ ที่ว่าจะดูกันตรงไหน
จดเป็นพิเศษ ฎ.341/2501 - ค้นไม่พบ
1469/2526
ชายไปอยู่กินกับหญิง และแสดงความสัมพันธ์ฉันสามีภริยาในที่ต่าง ๆ อย่างเปิดเผยเป็นการยอมรับว่าหญิงเป็นภริยา มีการจัดเลี้ยงฉลองการตั้งครรภ์ เป็นการแสดงออกถึงการรับรองว่าโจทก์ซึ่งเป็นทารกในครรภ์มารดาเป็นบุตรของตน โจทก์จึงเป็นบุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้วถือว่าเป็นผู้สืบสันดานเหมือนบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627 และเป็นทายาทโดยธรรมมีสิทธิได้รับมรดกตามมาตรา 1629(1)
320/2496
หญิงชายได้เสียอยู่กินด้วยกันแต่มิได้จดทะเบียนสมรสการสมรสย่อมไม่สมบูรณ์ จะเรียกว่าเป็นสามีภริยากันไม่ได้และบุตรที่เกิดจากหญิงนั้นก็มิใช่บุตรอันชอบด้วยกฎหมายของชายนั้นและเมื่อชายนั้นตายเสียในระหว่างหญิงตั้งครรภ์ เมื่อบุตรนั้นคลอดออกมา ชายนั้นก็ไม่มีโอกาสจะรับรองเด็กนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1627 ได้เด็กนั้นจึงไม่ใช่บุตรที่บิดาได้รับรองแล้ว จึงย่อมไม่มีสิทธิจะได้รับมรดกจากชายนั้น ในฐานะผู้สืบสันดาน
210/2491 ( หลักต้องถูกเปลี่ยนตามกฎหมาย มาตรา 1557 ใหม่แล้ว มาตรา 1557 การเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 1547 ให้มีผลนับแต่วันที่เด็กเกิด แต่ทั้งนี้จะอ้างเป็นเหตุเสื่อมสิทธิของบุคคลภายนอกผู้ทำการโดยสุจริตในระหว่างเวลาตั้งแต่เด็กเกิดจนถึงเวลาที่บิดามารดาได้สมรสกันหรือบิดาได้จดทะเบียนว่าเป็นบุตรหรือศาลพิพากษาถึงที่สุดว่าเป็นบุตรไม่ได้” แก้ไข 7 มีนาคม 2551 )
เจ้ามรดกตาย มรดกย่อมตกทอดแก่ทายาททันที บุคคลธรรมดาที่จะเป็นทายาทและมีสิทธิรับมรดกของบุคคลใด นอกจากจะต้องมีสภาพหรือสามารถมีสิทธิตาม มาตรา1604 แล้วยังต้องมีสิทธิที่จะรับมรดกในขณะที่เจ้ามรดกตายด้วย บุตรในกรณีที่มีคำพิพากษาว่าเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายนั้นมีผลนับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุด ถ้าในขณะที่คำพิพากษาถึงที่สุดนั้น เป็นเวลาภายหลังเจ้ามรดกตายแล้ว และไม่มีมรดกจะรับก็ไม่มีทางจะให้เด็กนั้นได้รับมรดกได้
โจทก์ฟ้องขอแบ่งมรดกของบิดาโดยอ้างข้อที่ศาลพิพากษา ว่าเป็นบุตรเท่านั้น ไม่มีประเด็นที่จะต้องพิจารณาว่าเมื่อก่อนบิดาตาย บิดาได้รับรองโจทก์ว่าเป็นบุตร อันจะทำให้มีสิทธิรับมรดกตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627 หรือไม่ คงมีประเด็นข้อเถียงว่าคำสั่งของศาลที่แสดงไว้นั้น จะมีผลแก่โจทก์ในทางรับมรดกอย่างไรหรือไม่
ตรงนี้ ************ เป็นฏีกา ประชุมใหญ่ เป็นฏีกาที่ออกก่อนมีการแก้กฎหมายใหม่ ระวัง เป็นการวินิจฉัยตามมาตรา 1557 เก่า
อ่านคำพิพากษาแล้วน่าออกจริงๆ น่าออก จริงๆ เพราะว่า ฏีกานี้ตัดสินตาม 1557 เก่า ลองดูมาตรา 1557 ปัจจุบัน บัญญัติไว้ว่าอย่างไร ตรงนี้ต้องระวังให้ดี 1557 ใหม่ ขออนุญาตอ่านให้เห็นความแตกต่าง
1557 เก่า การเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายตาม 1547 ( คือเรื่องกรณีบิดามารดาไม่ได้สมรสกัน ตาม1457 ) ถ้าเกิดบุตร จะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายได้หรือไม่ คำตอบเป็นได้สามกรณี 1.บิดามารดาได้จดทะเบียนสมรสกัน 2.บิดาได้จดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตร ตัวอย่างเมื่อสักครู่ คือสงสาร ก็เลยไปจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตร 3. ศาลพิพากษาให้เด็กคนนี้เป็นบุตร พ่อไม่รับแค่มีการฟ้อง ศาลก็บังคับได้ หรือแม่ไม่ยอมพ่ออยากเป็น พ่อก็ไปร้องขอต่อศาลได้
กฎหมายเดิมถ้าเกิดสามกรณีนี้ จะเป็น ก็ต่อเมื่อ คำพิพากษาถึงที่สุด
ตามฏีกานั้นกฎหมายเก่า ก็เลยรับมรดกไม่ได้เพราะตอนที่เจ้ามรดกตาย ยังไม่เป็นบุตร ไม่ต้องด้วย 1629 ( 1 ) ไม่เป็นผู้สืบสันดาน
ข้อสอบนี้ถ้าออกมาสนุกแน่ ตอบตามฏีกาเป๊ะได้ 0 คะแนน แน่ๆ
ถ้าเป็นคนสมัยใหม่เปิด 1557 ใหม่ มีผลใช้เมื่อ 8 มีนาคม 2551 แก้ใหม่ มีผลตั้งแต่เด็กเกิด เพราะฉะนั้นเด็กคนนี้มีสิทธิรับมรดกเป็นผู้สืบสันดาน 1629 ( 1 )
เปิดตัวบท 1558 เป็นข้อสอบสมัย 60 อาจารย์เป็นคนออก รู้สึกว่าง่ายมาก อย่าสับสน 1558
มาตรา 1558 การฟ้องคดีขอให้รับเด็กเป็นบุตรของผู้ตายที่ได้ฟ้องภายในกำหนดอายุความมรดก ถ้าศาลได้พิพากษาว่าเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย เด็กนั้นมีสิทธิรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรม
ในกรณีที่ได้มีการแบ่งมรดกไปแล้ว ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยเรื่องลาภมิควรได้มาใช้บังคับโดยอนุโลม
อะไรคืออายุความมรดก 1754 ต้องฟ้องภายในกำหนด 1 ปี ถ้าศาลพิพากษาว่าเด็กนั้น เป็นบุตรมีสิทธิรับได้ แต่ต้องฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย
ต่อไปเรื่องใหม่ ตั้งสติให้ดี เป็น มาตรา 1629 จะเจาะลึกแต่ละส่วนแล้ว กาดอกจันทร์ที่คำว่า ผู้สืบสันดาน ( 1) พี่น้องร่วม บิดามารดาเดียวกัน ( 3 ) และ ( 4 ) ที่น่าสนใจ
เริ่มที่ 1629 ( 1 ) คำว่าผู้สืบสันดานคือใคร มีความหมายอย่างไร คำตอบ ดู 1631 คือคำตอบ ว่าผู้สืบสันดานคือใคร ตัวบทใช้คำว่า บุตรของเจ้ามรดกอยู่ชั้นสนิทที่สุดเท่านั้น นอกนั้นได้แต่รับมรดกแทนที่ตาม 1639 เท่านั้น + 1606 (1 ) (2) (4) (6 )
ก็คือการรับมรดกแทนที่กัน เจ้ามรดกตายก่อนหรือถูกำจัดไม่ให้รับมรดก เคยให้จดในตัวบทแล้ว 1606 ที่เล่าตัวอย่างไปแล้วนะ เรื่อง ก 1 2 3
ต้องเป็นบุตรเท่านั้น ตัวบทเปิดอีกว่าให้รวมการรับมรดกแทนที่ด้วย ถามว่า 2 เป็นผู้สืบสันดานกรณีเฃ่นนี้ก็ได้
อยากให้จดว่า ต่อไปนี้คำว่าผู้สืบสันดานแยกเป็นกี่กรณี
ดูที่ 1536 วรรค 1 เกิดแต่บิดามารดาจดทะเบียนชอบด้วยกฎหมาย
ให้สันนิฐานไว้ก่อน ว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของชายผู้เป็นสามี มีสิทธิรับมรดกของ ก แล้ว พ่ออาจฟ้องไม่รับเป็นบุตรก็ได้ เพราะกฎหมายเพียงสันนิฐาน
1048/2492
คดีร้องขอให้รับรองบุตรนั้นผู้ร้องย่อมขอแก้วันเกิดของเด็กได้ในเมื่อไม่ทำให้ผู้คัดค้านเสียเปรียบในเชิงคดี
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1519 บัญญัติแต่เพียงว่าเด็กเกิดแต่หญิงขณะเป็นภรรยาชาย ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นบุตรของชายผู้เป็นสามี มิได้วางข้อบัญญัติไว้โดยเด็ดขาดว่าเป็นบุตรของชายผู้เป็นสามี จึงเป็นเรื่องพิสูจน์หักล้างข้อสันนิษฐานได้ และบทบัญญัติในเรื่องฟ้องขอให้รับรอง ก็มิได้วางข้อบัญญัติกีดกั้นมิให้ฟ้องในกรณีเช่นนี้ ฉะนั้นเมื่อเข้าหลักเกณฑ์ในเรื่องฟ้องขอให้รับเด็กเป็นบุตรแล้ว ผู้ร้องก็ย่อมมีอำนาจฟ้องได้
เด็กซึ่งเกิดกับชายชู้นั้น มารดาของเด็กย่อมร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าเด็กเป็นบุตรของชายชู้ได้ มาตรา1529(4)ไม่ได้กีดกันถึงกรณีที่เป็นชู้กันด้วย
ข้อสอบสมัย 59 ก็ออกทำนองนี้
3.สมัย 60 คือเด็กเกิดระหว่างการสมรส ศาลเพิกถอน 1560 บัญญัติว่า
เพิกถอนกรณีใดบ้าง 1503 ไปดูมา ให้ถือว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย เพราะ 1503 บัญญัติว่าให้เพิกถอนเพราะเหตุเป็นโมฆียะ เหตุก็เช่น อายุ ไม่ครบ 17 สำคัญผิด กลฉ้อฉล ข่มขู่ ไม่ได้รับการยินยอม เปิด 1503 มาตราเดียวโดยง 4-5มาตรา
แสดงว่าการสมรสยังสมบูรณ์แต่มีสิทธิเพิกถอนได้
การสมรสโมฆะ 1536 วรรค 1 กับ 2 ประกอบกัน โยง 1495 ที่สำคับคือ 1452 การสมรสซ้อน
1449 1450 1458 1496 ให้สันนิฐานว่าเป็นบุตรของชายผู้เป็นสามี เปรียบเทียบกับการสมรสซ้อน 1452 ผัวใหม่ซวยเลย ลูกเป็นของใคร ดูที่ 1538 คือคำตอบ ใช้เฉพาะ 1452 นะ ย้ำ
1453 ผู้หญิงมีสามีแล้ว แล้วหย่าขาดจากกัน เพิกถอนตาม 1501 ไปแต่งงานใหม่ มีทางเดินอย่างไร 1453 คือคำตอบ เป็นข้อสอบเนฯสมัย 60 อีกเช่นกัน
กฎหมายให้สันนิฐานว่าเป็นของสามีคนใหม่ ไม่ต้องไปดูเลยนะครับว่า ตามเป็นจริง เพิงแต่งกันแค่ 7 วันก็ตาม ที่พูดมาทั้งหมดเป็นกรณีที่บิดามารดาได้สมรสกันกรณีจดทะเบียน
ต่อมาเรื่องใหม่ 1547 ***** สภาพของผู้สืบสันดานมาตรานี้มีมาก เด็กเกิดแค่บิดามารดาไม่ได้สมรสกัน จะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย 1 บิดามารดาได้สมรสกัน 2.บิดาได้จดทะเบียนว่าเป็นบุตร 3. ศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร คำตอบมาตรานี้ดูให้ได้ ถ้าไม่ได้จดทะเบียนสมรสไม่ต้องไปดู 1538 ให้มาดที่ 1547เลย
ไม่เหมือนกับการรับรองโดยพฤตินัย เลย เพราะการเป็นบุตรชอบด้วยกฏหมายสิทธิหน้าที่ต่างกันมาก 1627 นอกกฎหมาย บิดามารดาไม่ได้สมรสกัน แต่บิดาได้รับรองว่าเป็นบุตร ให้ถือว่าเป็นผู้สืบสันดาน บุตรตายบิดาก็รับของบุตรไม่ได้
บิดาเท่านั้นเป็นผู้รับรอง คนอื่นไม่ได้ จะมาผู้ว่า นายก มารับรองก็ไม่ได้
ถามว่ายังอยู่ในครรภ์บิดารับรองได้หรือไม่คำตอบ พื้นๆได้ รับรองตั้งแต่ในครรภ์ก็ได้ การรับรองต้องทำอย่างไร ต้องดูข้อเท็จจริงเป็นเรื่องๆไป ให้ความสำคัญไหม ถ้าเกิดมาก็ส่งเสีย จัดงานเลี้ยงฉลอง
เอาใหม่ รักแต่ไม่แสดงออก เฉยๆ ปรากฏว่า ก่อนเด็กเกิด บิดาตาย พูดง่ายๆบิดาตายก่อนเด็กเกิดจะเกิด 1627 ได้หรือไม่ คำตอบธรรมชาติการเด็กเกิด ไม่มีการรับรองพ่อดันตายก่อน ย้ำไปแล้วว่าคนรับรองคือพ่อเท่านั้น ดังนั้นไม่ได้
อีกอันหนึ่ง บุตรบุญธรรมก็เป็นผู้สืบสันดาน อยากต้งคำถาม ผู้รับต้องอายุ 25 ขึ้นไปใช่หรือไม่ ถามว่าถ้า ผู้รับอายุ 20แล้วไปทำอย่างไรไม่ทราบจดได้ จนมาอายุ 26 ตายจะชอบหรือไม่ คำตอบไม่ได้ ถือตอนจดเท่านั้น
อีกอันหนึ่งผู้ทำพินับกรรมต้องมีอายุ 15 ปี มาตรา 25 ผู้เยาว์อาจทำพินัยกรรมได้เมื่ออายุสิบห้าปีบริบูรณ์
ถ้าสมมุติตอนทำอายุ 14 ปี พินัยกรรมจะสมบูรณ์หรือไม่ คำตอบไม่ได้ ความสามารถของผู้ทำ ดูขณะทำ
จดไว้ ฎ.1884/2497
บุคคลที่อายุไม่ครบ 30 ปี(29ปี 6 เดือน) จดทะเบียนรับบุคคลอื่นเป็นบุตรบุญธรรมย่อมไม่สมบูรณ์ แม้บุคคลนั้นจะมีชีวิตมาจนถึงแก่กรรมนับอายุได้เกิน 30 ปีแล้วก็ไม่ถือว่าเป็นการให้สัตยาบันเพราะไม่ใช่กรณีที่กฎหมายให้สัตยาบันได้
เกี่ยวกับกำหนดอายุของบุคคลที่จะรับบุตรบุญธรรมนี้เป็นเรื่องความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลมีอำนาจอนุญาตให้จำเลยแก้คำให้การภายหลังวันชี้สองสถานแล้วได้
มาตรา 1598/37 เมื่อผู้รับบุตรบุญธรรมตายหรือมีการเลิกรับบุตรบุญธรรม ถ้าบุตรบุญธรรมยังไม่บรรลุนิติภาวะ ให้บิดามารดาโดยกำเนิดกลับมีอำนาจปกครองนับแต่เวลาที่ผู้รับบุตรบุญธรรมตายหรือนับแต่เวลาที่จดทะเบียนเลิกการรับบุตรบุญธรรมตามมาตรา ๑๕๙๘/๓๑ หรือนับแต่เวลาที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้เลิกการรับบุตรบุญธรรม เว้นแต่ศาลเห็นสมควรสั่งเป็นประการอื่น
ในกรณีที่มีการตั้งผู้ปกครองของผู้เป็นบุตรบุญธรรมไว้ก่อนผู้รับบุตรบุญธรรมตาย หรือก่อนการเลิกรับบุตรบุญธรรม ให้ผู้ปกครองยังคงมีอำนาจหน้าที่เช่นเดิมต่อไป เว้นแต่บิดามารดาโดยกำเนิดจะร้องขอ และศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องขอเป็นผู้มีอำนาจปกครอง
การเปลี่ยนผู้ใช้อำนาจปกครองตามวรรคหนึ่งหรือผู้ปกครองตามวรรคสองไม่เป็นเหตุเสื่อมสิทธิที่บุคคลภายนอกได้มาโดยสุจริตก่อนผู้รับบุตรบุญธรรมตายหรือก่อนจดทะเบียนเลิกการรับบุตรบุญธรรม
ให้พนักงานอัยการเป็นผู้มีอำนาจร้องขอเพื่อให้ศาลมีคำสั่งเป็นประการอื่นตามวรรคหนึ่ง” แก้ไข 7 มีนาคม 2551
อันนี้เปิดตัวบท ทำท่าว่าจะออกอยู่เรื่อยๆเลย แก้ไขใหม่ด้วย เรื่องบุตรบุญธรรมต้องปนมรดกแน่ๆ เมื่อผู้รับบุตรบุญธรรมตาย มีการเลิกรับบุตรบุญธรรม สองกรณีนี้ ขีดเส้น บุตรบุญธรรมไม่บรรลุนิติภาวะ ต้องเป็นเรื่องพวกนี้ จึงนำมาตรา 1598/37 มาใช้ได้ เป็นเรื่องบิดามารดาโดยกำเนิดกลับมามีอำนาจปกครองเลย โดยอัตโนมัติ อันนึ้คือมีการแก้กฎหมายใหม่ ย้ำตรงนี้เพราะตามกฎหมายเก่าจะกลับไปได้เฉพาะการเลิกรับบุตรบุญธรรมเท่านั้นถึงจะกลับอันนี้คือกฎหมายเก่า
ฏีกาที่น่าระวัง 349/2540
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1598/28เมื่อมีการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมบิดามารดาโดยกำเนิดของบุตรบุญธรรมนั้นย่อมหมดอำนาจปกครองไปตั้งแต่วันเวลาที่เป็นบุตรบุญธรรมแล้วดังนั้นเมื่อผู้ร้องยกเด็กชายส. ให้เป็นบุตรบุญธรรมแก่ร้อยตรีบ. แล้วผู้ร้องกับอ. ซึ่งเป็นบิดามารดาโดยกำเนิดของเด็กชายส. ก็หมดอำนาจปกครองนับแต่วันเวลาที่เด็กชายส.เป็นบุตรบุญธรรมของร้อยตรีบ. และแม้ภายหลังร้อยตรีบ. ถึงแก่กรรมก็หาได้มีผลทำให้การรับบุตรบุญธรรมต้องเลิกหรือสิ้นสุดไปด้วยไม่เด็กชายส. ยังคงเป็นบุตรบุญธรรมของร้อยตรีบ. อยู่ผู้ร้องกับอ. หาได้กลับมีอำนาจปกครองขึ้นมาใหม่ได้ไม่อำนาจปกครองของบิดามารดาโดยกำเนิดจะกลับคืนมาก็ต่อเมื่อมีการเลิกรับบุตรบุญธรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1598/37เท่านั้นเมื่อเด็กชายส. บุตรผู้เยาว์ไม่มีผู้ปกครองและผู้ร้องกับอ. ก็มิใช่เป็นผู้ได้อำนาจปกครองเด็กชายส. กลับคืนมาเช่นนี้จึงมีความจำเป็นที่ผู้ร้องจะต้องใช้สิทธิทางศาลยื่นคำร้องขอให้ศาลตั้งผู้มีอำนาจปกครองเด็กชายส. ได้เมื่อผู้ร้องเป็นบิดาโดยกำเนิดและโดยชอบด้วยกฎหมายของเด็กชายส. บุตรผู้เยาว์ศาลฎีกาเห็นสมควรตั้งผู้ร้องให้เป็นผู้มีอำนาจปกครองเด็กชายส. บุตรผู้เยาว์
ใหม่เอี่ยม 10 กว่าปีนี่เองจะใช้กฎหมายเก่ามาตอบไม่ได้
210/2491 (ญ)
เจ้ามรดกตาย มรดกย่อมตกทอดแก่ทายาททันที บุคคลธรรมดาที่จะเป็นทายาทและมีสิทธิรับมรดกของบุคคลใด นอกจากจะต้องมีสภาพหรือสามารถมีสิทธิตาม มาตรา1604 แล้วยังต้องมีสิทธิที่จะรับมรดกในขณะที่เจ้ามรดกตายด้วย บุตรในกรณีที่มีคำพิพากษาว่าเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายนั้นมีผลนับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุด ถ้าในขณะที่คำพิพากษาถึงที่สุดนั้น เป็นเวลาภายหลังเจ้ามรดกตายแล้ว และไม่มีมรดกจะรับก็ไม่มีทางจะให้เด็กนั้นได้รับมรดกได้
โจทก์ฟ้องขอแบ่งมรดกของบิดาโดยอ้างข้อที่ศาลพิพากษา ว่าเป็นบุตรเท่านั้น ไม่มีประเด็นที่จะต้องพิจารณาว่าเมื่อก่อนบิดาตาย บิดาได้รับรองโจทก์ว่าเป็นบุตร อันจะทำให้มีสิทธิรับมรดกตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627 หรือไม่ คงมีประเด็นข้อเถียงว่าคำสั่งของศาลที่แสดงไว้นั้น จะมีผลแก่โจทก์ในทางรับมรดกอย่างไรหรือไม่
ที่พูดไปแล้วเมื่อกี้ก็น่าระวัง เป็นเรื่องตรงมาตรา และ ฏีกาเป๊ะเลย
มาตรา 1481 เมื่อสักครู่พูดแล้วเรื่องทำพินัยกรรมเกินส่วนสินสมรส 1083/2540
ข้อที่ 4. ศาลสั่งให้ผู้ทำพินัยกรรมเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถทำได้หรือไม่ คำตอบทำได้ ไปดูมาตรา 34 ประกอบไม่มีเรื่องนี้เลยแสดงว่าทำได้ 177/2538 ทำได้ แล้วอ่านฏีกานี้นึกถึงอาจารย์นะ จำคำพูดว่า ไม่ได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์ จริงๆไม่ต้องมาได้รับความยินยอมอะไรเลย จริงๆเขามีสิทธิทำได้เต็มที่อยู่แล้ว
320/2496
หญิงชายได้เสียอยู่กินด้วยกันแต่มิได้จดทะเบียนสมรสการสมรสย่อมไม่สมบูรณ์ จะเรียกว่าเป็นสามีภริยากันไม่ได้และบุตรที่เกิดจากหญิงนั้นก็มิใช่บุตรอันชอบด้วยกฎหมายของชายนั้นและเมื่อชายนั้นตายเสียในระหว่างหญิงตั้งครรภ์ เมื่อบุตรนั้นคลอดออกมา ชายนั้นก็ไม่มีโอกาสจะรับรองเด็กนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1627 ได้เด็กนั้นจึงไม่ใช่บุตรที่บิดาได้รับรองแล้ว จึงย่อมไม่มีสิทธิจะได้รับมรดกจากชายนั้น ในฐานะผู้สืบสันดาน
1469/2526
ชายไปอยู่กินกับหญิง และแสดงความสัมพันธ์ฉันสามีภริยาในที่ต่าง ๆ อย่างเปิดเผยเป็นการยอมรับว่าหญิงเป็นภริยา มีการจัดเลี้ยงฉลองการตั้งครรภ์ เป็นการแสดงออกถึงการรับรองว่าโจทก์ซึ่งเป็นทารกในครรภ์มารดาเป็นบุตรของตน โจทก์จึงเป็นบุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้วถือว่าเป็นผู้สืบสันดานเหมือนบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627 และเป็นทายาทโดยธรรมมีสิทธิได้รับมรดกตามมาตรา 1629(1)
มีใครสงสัยอะไรอีกไหม