หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า kankokub ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ สุประดิษฐ์ หุตะสิงห์ ผู้บรรยาย , ผู้มีน้ำใจส่ง flie เสียงที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า ขอบคุณ. http://www.muansuen.com และคุณ admin ที่นำ flie เสียงมาลงแบ่งปันให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
(ครั้งที่ 6 อัง 14/07/09 )
ครั้งที่แล้วได้พูดเรื่องหุ้นส่วนด้วยกันเอง ค้างเรื่องความเกี่ยวพันระหว่างหุ้นส่วนด้วยกันเองกับการจัดการห้างฯ
มาถึงกรณีทีสามกรณีตกลงตั้งให้คนหนึ่งคนใดเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ดูมาตรา 1033 ถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนมิได้ตกลงกันไว้ในกระบวนจัดการห้างหุ้นส่วนไซร้ ท่านว่าผู้เป็นหุ้นส่วนย่อมจัดการห้างหุ้นส่วนนั้นได้ทุกคน แต่ผู้เป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งคนใดจะเข้าทำสัญญาอันใดซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนอีกคนหนึ่งทักท้วงนั้นไม่ได้
ในกรณีเช่นนี้ ท่านให้ถือว่าผู้เป็นหุ้นส่วนย่อมเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการทุกคน
กระบวนการนั้นต้องเสียงข้างมากมาตรา 1034 ถ้าได้ตกลงกันไว้ว่าการงานของห้างหุ้นส่วนนั้นจักให้เป็นไปตามเสียงข้างมากแห่งผู้เป็นหุ้นส่วนไซร้ ท่านให้ผู้เป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งมีเสียงเป็นคะแนนหนึ่ง โดยไม่ต้องคำนึงถึงจำนวนที่ลงหุ้นด้วยมากหรือน้อย วันแมนวันโหวต
ไม่ต้องคิดถึงหุ้นเลย นี้คือข้อที่สอง
ต่อไปเราจะดูเรื่อง ตั้งให้ใครคนใดคนหนึ่งเป็นผู้จัดการ หมายความว่าหุ้นส่วนทุกคน มอบให้คนหนึ่งมีอำนาจจัดการ เขาก็เลย คนอื่นก็เลยไม่มีอำนาจจัดการเลย
ถึงไม่มีอำนาจจัดการกก็มีอำนาจควบคุมไต่ถามถึงการจัดการได้ เพราะเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง
ก็เป็นไปตามนั้น ต่อไปอำนาจของหุ้นส่วนผู้จัดการว่ามีอะไรบ้าง หมายถึงใครมีอำนาจจัดการก็มีอำนาจอันนี้ ทั้งสามข้อ มีเสมือนมีตัวแทนของหุ้นส่วนอื่น ด้วย
คือมีฐานะในเรื่องตัวการตัวแทนอยู่ด้วย
ถ้าเกิดมีหุ้นส่วนผู้จัดการคนเดียวไม่มีปัญหามีอำนาจเต็มจัดการอะไรก็ได้เพราะได้รับมอบหมายแล้งแต่ถ้ามีหลายคนขอ้ให้ดใมาตรา 1035 ถ้าได้ตกลงกันไว้ว่าจะให้ผู้เป็นหุ้นส่วนหลายคนจัดการ ห้างหุ้นส่วนไซร้ หุ้นส่วนผู้จัดการแต่ละคนจะจัดการห้างหุ้นส่วนนั้นก็ได้ แต่หุ้นส่วนผู้จัดการคนหนึ่งคนใดจะทำการอันใดซึ่งหุ้นส่วนผู้จัดการอีกคนหนึ่งทักท้วงนั้นไม่ได้5
คนหนึ่งคนใดจะจัดการกิจการอันใด อันมีหุ้นส่วนอื่นทักท้วงไม่ได้
อันนี้ต้องจำหน่อย ตามตัวบทเลย คือมีผู้จัดการสามคน สองคนบอกว่าจะเอาอย่างนี้ หนึ่งคนบอกไมม่เอาก็ทำไม่ได้
แล้วจะทำอย่างไร ก็ต้องตกลงกันระหว่างหุ้นส่วน
ถ้าเกิดมีหุ้นส่วนผู้จัดการหลายคนไม่ต้องร่วมกันจัดการ คนหนึ่งคนใดก็จัดการได้ ซึ่งแต่กต่างจากมาตรา 800 เรื่องตัวการรับมอบอำนาจทั่วไป คือพูดง่ายๆ ว่าเอาเรื่อง 800 มาใช่เรื่องนี้ไม่ได้ ก็ 1035 บัญญัติไว้แล้วการที่นำกฎหมายตัวแทนมาใช้ก็ใช้เท่าที่อนุโลมเท่านั้น อย่างไรก็ตามถ้ามีหลายคนในทางปฏิบัตก็จะมอบหน้าที่แบ่งแยกกันไป
ฎ. 1382/2519
ห้างหุ้นส่วนจำกัดจดทะเบียนผู้เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการไว้ 3 คน โดยไม่มีข้อจำกัดอำนาจ หุ้นส่วนผู้จัดการแต่ละคนจัดการห้างหุ้นส่วนได้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1035 หุ้นส่วนผู้จัดการ 2 คนลงชื่อในใบแต่งทนายก็ใช้ได้หาจำเป็นต้องให้หุ้นส่วนผู้จัดการทั้งสามร่วมทำการแทนไม่
จำเลยขอเลื่อนการสืบพยานครั้งแรกอ้างว่าทนายความคนหนึ่งป่วยทนายความอีกคนหนึ่งไปเป็นพยานที่อื่น ครั้งที่สองและสามอ้างว่าจำเลยป่วยในวันสืบพยานทุกครั้งไม่มีพยานจำเลยมาศาล และจำเลยมิได้จัดการขอหมายเรียกพยานมาด้วย โดยเฉพาะในวันสืบพยานครั้งที่สองศาลสั่งว่าในนัดหน้าจะไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีไม่ว่ากรณีใดๆ ตามพฤติการณ์ดังกล่าวศาลสั่งงดสืบพยานจำเลยนั้นชอบแล้ว
คำว่าทำงานอันใดตามมาตรานี้ มีข้อสังเกตหรือว่ากว้างกว่ากระบวนการตามมาตรา 1033 คือ ไม่ได้ตกลงไว้เลยหุ้นส่วนทุกคนมีสิทธิทำ แต่จะทำไม่ได้ถ้ามีหุ้นส่วนคนใดคนหนึ่งทักท้วง
ข้อสังเกต ถ้อยคำ 1035 กับ 1033 ที่กว้างแคบไม่เหมือนกัน
ในกรณีที่มอบอำนาจไปแล้ว หุ้นส่วนที่ไม่มีอำนาจจัดการมีอำนาจทำอะไรบ้าง มาตรา1037
ฎ.1768/2520
สามีจำเลยกับโจทก์ร่วมกันเข้าหุ้นตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัด ต่อมาสามีจำเลยตายโจทก์จำเลยตกลงให้กิจการของห้างดำเนินต่อไป โดยจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นจากสามีจำเลยเป็นจำเลย ทรัพย์สินของสามีจำเลยซึ่งมีอยู่ในห้างย่อมเป็นมรดกตกได้แก่จำเลย เมื่อจำเลยตกลงเข้าเป็นหุ้นส่วนกับโจทก์แทนที่สามีจำเลยก็เท่ากับจำเลยได้ลงหุ้นแล้ว
โจทก์ในฐานะหุ้นส่วนมีสิทธิที่จะไต่ถามถึงการงาน และมีสิทธิที่จะตรวจและคัดสำเนาสมุดบัญชีและเอกสารใด ๆของห้างได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1037 ประกอบด้วยมาตรา 1080แม้จำเลยจะมีเอกสารของห้างหุ้นส่วนหรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ขอให้จำเลยซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการแสดงบัญชีรับจ่ายพร้อมทั้งหลักฐานใบสำคัญการรับจ่ายเงินของห้างหุ้นส่วนตั้งแต่วันจำเลยเข้าดำเนินกิจการจนถึงปัจจุบัน ย่อมอยู่ในวิสัยที่จำเลยจะแสดงได้ หาใช่เป็นเรื่องสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้บังคับไม่
ในฏีกาฉบับนี้จะบอกว่าหุ้นส่วนอื่นที่ไม่ใช่ผู้จัดการย่อมมีอำนาจสอบถามการดำเนินงานของผู้ไม่ใช่ผู้จัดการได้ เพราะเป็นเจ้าของรวมในห้างอยู่ อาจจะถือว่าเป็นตัวการก็ได้ ฏีกาฉบับนี้ก็รับรองหลัก
ต่อไปหัวข้อเรื่องการแต่งตั้งและถอดถอน หุ้นส่วนผู้จัดการ มาตรา 1036 อันหุ้นส่วนผู้จัดการนั้น จะเอาออกจากตำแหน่งได้ต่อเมื่อผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหลายอื่นยินยอมพร้อมกัน เว้นแต่จะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น
จะทำได้ต่อเมื่อ มติเป็นเอกฉันท์ เว้นแต่มีการตกลงไว้เป็นอย่างอื่น
อีกแล้ว ทำไมต้องเขียนเฉพาะ ออก หล่ะ ไม่เขียนแต่งตั้ง ก็ถือหลักแนวคิดเดียวกันครับ ถ้าจะแต่งตั้งก็ต้องเอกฉันฑ์ เว้นแต่ตกลงเป็นอย่างอื่น
การเอาออกนี้ เป็นการใช้อำนาจเฉยๆไม่ต้องมีเหตุผลก็ได้
ต่อไปคือการจัดการโดยไม่มีอำนาจผลจะเป็นอย่างไร ประการแรก ในมาตรา 1043 ถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนอันมิได้เป็นผู้จัดการเอื้อมเข้ามาจัดการงานของห้างหุ้นส่วนก็ดี หรือผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งเป็นผู้จัดการกระทำล่วงขอบอำนาจของตนก็ดี ท่านให้บังคับด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ ว่าด้วยจัดการงานนอกสั่ง
นั่นคือต้องจัดการไปให้สมประโยชน์ตัวการ หรือหุ้นส่วนอื่น
ถ้าเผื่อหุ้นส่วนคนนั้นไม่มีอำนาจจัดการเลยแล้วสอดเข้ามาทำ ถ้าเป็นเรื่องหุ้นส่วนจำกัด สอดเข้ามาจัดการอันนี้ต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกเลย แต่สำหรับหุ้นส่วนด้วยกันเอง ก็ต้องทำให้สมประโยชน์ตัวการ
มาตรา 1039 ผู้เป็นหุ้นส่วนจำต้องจัดการงานของห้างหุ้นส่วนด้วยความระมัดระวังให้มากเสมือนกับจัดการงานของตนเองฉะนั้น บอกว่าหุ้นส่วนผู้จัดการต้องจัดการงานห้างให้ระมัดระวังเหมือนจัดการงานของตนเอง อันนี้ไม่ได้หมายความว่าให้สูง หรือ ต่ำกว่าวิญญูชน เพราะมันไม่แน่
ทำไม เพราะความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างหุ้นส่วนเป็นสิ่งจำเป็น เทียบได้กับการฝากทรัพย์โดยไม่มีบำเหน็จ
ความสัมพันธ์ระหว่างหุ้นส่วนด้วยกันให้บังคับในเรื่องตัวแทน
ฎ.1813/2514 – ค้นไม่พบ
เรามาดูข้อต่อไปซึ่งก็เป็นหัวข้ออีกอันคือสิทธิและหน้าที่อื่นของผู้เป็นหุ้นส่วน เป็นข้อ ง ข้อสุดท้าย สิทธิและผลประโยชน์ของห้างฯอื่น
1.สิทธิในหุ้นส่วนของห้างฯร่วมกับหุ้นส่วนอื่น
2.สิทธิที่จะได้รับส่วนแบ่งผลกำไร และแบ่งทรัพย์สินเมื่อเลิกห้างฯ
3.สิทธิในการจัดการงานและควบคุมดูแลกิจการของห้างฯ
สิทธิทั้งสามประการนี้บางอย่างเป็นสิทธิเฉพาะตัวไม่อาจโอนกันได้บางอย่างก็ตกทอดตามกฏหมายได้ เช่นกรรมสิทธิ์รวม
ดังนั้นเมื่อเป็นอย่างนี้ กฎหมายจึงได้กำหนดสิทธิและหน้าที่พอสมควร จะว่าบรรญัติไว้เป็นพิเศษก็ได้ สิทธิอื่นๆ
เช่นการเปลี่ยนแปลงข้อสัญญาเดิมหรือ ประเภทแห่งกิจการ ในมาตรา 1032 ห้ามมิให้เปลี่ยนแปลงข้อสัญญาเดิมแห่งห้างหุ้นส่วน หรือประเภทแห่งกิจการ นอกจากด้วยความยินยอมของผู้เป็นหุ้นส่วนหมดด้วยกันทุกคน เว้นแต่จะมีข้อตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น ได้บัญญัติไว้ในสิทธินี้ บอกว่าไม่ให้เปลี่ยนแปลงข้อสัญญาเดิมของห้างฯ หรือประเภทของกิจการ เว้นแต่มีข้อตกลงไว้เป็นอย่างอื่น กฎหมายห้าม คล้ายๆกับห้ามเด็ดขาดแต่ไม่ใช่ห้ามไม่ให้ทำเว้นแต่จะได้รับการตกลง
การเปลี่ยนแปลงข้อสัญญาเดิมก็คือสัญญาจัดตั้งห้างฯ ไม่ว่าเป็นเรื่องหุ้นกำไรขาดทุน อำนาจจัดการ การเลิกห้าง ในสัญญาห้างฯ เขียนว่าอย่างไรเป็นไปตามนั้น เว้นแต่จะตกลงกันเป็นเอกฉันท์
กฎหมายจึงให้ความสำคัญมากเปลี่ยนไม่ได้ ข้อที่สามคือการชักนำผู้เป็นหุ้นส่วนใหม่ มาตรา 1040 ห้ามมิให้ชักนำเอาบุคคลผู้อื่นเข้ามาเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนโดยมิได้รับความยินยอมของผู้เป็นหุ้นส่วนหมดด้วยกันทุกคน เว้นแต่จะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น
อีกประการในมาตราทั้งสอง คือ ห้ามแต่เพียงบุคคลอื่น เข้ามาทำไมได้เว้นแต่จะได้รับความยินยอม แต่ไม่ได้พูดถึงเรื่องของการโอนหุ้นด้วยกันเองเลยนะครับ
หัวข้อที่สามหุ้นส่วนจะประกอบกิจการค้าแข่งกับห้างไม่ได้ นี่คือมาตรา 1038 ห้ามมิให้ผู้เป็นหุ้นส่วนประกอบกิจการอย่างหนึ่งอย่างใดซึ่งมีสภาพดุจเดียวกัน และเป็นการแข่งขันกับกิจการของห้างหุ้นส่วนนั้นไม่ว่าทำเพื่อประโยชน์ตนหรือประโยชน์ผู้อื่น โดยมิได้รับความยินยอมของผู้เป็นหุ้นส่วนคนอื่น ๆถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนคนใดทำการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรานี้ไซร้ ผู้เป็นหุ้นส่วนคนอื่น ๆ ชอบที่จะ
เรียกเอาผลกำไรซึ่งผู้นั้นหาได้ทั้งหมด หรือเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อการที่ห้างหุ้นส่วนได้รับความเสียหายเพราะเหตุนั้น แต่ท่านห้ามมิให้ฟ้องเรียกเมื่อพ้นเวลาปีหนึ่งนับแต่วันทำการฝ่าฝืน
ในวรรคแรก นี้ ห้ามไม่ให้ หุ้นส่วน ประกอบกิจการอย่างหนึ่งอย่างใด ดุจเดียวกันและกิจการอย่างเดียวกับห้างนั้น ไม่ว่าจะโดยประโยชน์ตน หรือ ประโยชน์ผู้อื่น
มาดูมาตรานี้ในวรรคแรก ห้ามใคร ห้ามหุ้นส่วน ไม่ได้ห้ามคนอื่น ห้ามอะไร ห้ามไม่ให้ประกอบกิจการแข่งกับห้าง
อันแรกก็คือ กิจการดุจเดียวกัน อันที่สองคือกิจการที่แข่งกับห้าง
ยกตัวอย่างเช่น ห้างทำการค้าข้าว หุ้นส่วนก็ไปประกอบกิจการค้าข้าวไม่ได้ สองกิจการนั้นต้องแข่งกับห้างฯ จึงเป็นกิจการประเภทเดียวกันนี้ ก็ขึ้นอยู่กับสถานที่ ท้องที่ ด้วย
กิจการของใครก็ได้ ก็ถือว่าผิดแล้ว ผลของการฝ่าฝืนก็คือต้องใช้ค่าเสียหาย ประการแรกค่าเสียหายมีสองหลัก อันแรกคือเอาผลกำไร ที่ผู้นั้นหาได้ทั้งหมดอันหนึ่งหรือ เรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น อันไหนมาก ถ้าฉลาดก็เรียกอันนั้น
ปัญหาคือว่า เรียกเอาผลกำไรที่ผู้นั้นหาได้ทั้งหมด จะเรียกได้หมดจริงหรือ ผลกำไรมันคิดกันยากนะครับ สมมุติว่าคิดกันได้ ได้กำไรสองหมื่นบาท ก็ต้องมีตัวเองก็ขายได้
คือไม่ว่าเรื่องผิดสัญญาหรือละเมิด ศาลจะไม่ยอมรับอย่างหนึ่งคือไม่ยอมให้มีการค้ากำไร ศาลจะไม่ยอม เสียหายเท่าไหร่ก็ต้องได้ไปเท่านั้นพร้อมดอกเบี้ย
ในวิแพ่งค่าเสียหาย ตกแก่โจทก์ กำหนดอย่างไรเรื่องละเมิดเขียนไว้ชัด ในตัวบทไม่ได้เขียนไว้หมด น่าจะเรียกได้เฉพาะที่เสียหาย
เพราะฉะนั้นยังมีข้อสังเกตอยู่ในมาตรานี้ เป็นระดับที่ต้องขึ้นศาลหรือมีข้อพิพาทแล้ว ในมหาวิทยาลัยก็คงไม่ได้พูดให้ฟังเท่าไหร่ แต่ในชั้นนี้ก็ต้องพูด เพราะเราเป็นหลักในการว่าคดีให้แก่ประชาชนให้ดีที่สุด
นับแต่วันฝ่าฝืนไม่ได้นับแต่วันที่รู้เหมือนละเมิด นอกจากฟ้องเรียกผลกำไรและค่าเสียหายได้แล้วหุ้นส่วนคนอื่นยังมีสิทธิฟ้องขอเลิกห้างได้อีกด้วย ซึ่งเราจะทราบต่อไป
มาถึงสิทธิอีกประการหนึ่งประการที่สี่ คือ หุ้นส่วนที่ออกจากห้างไปแล้วมีสิทธิให้เอาชื่อของตนออกจากห้างได้ มาตรา 1047 ถ้าชื่อของผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งออกจากหุ้นส่วนไปแล้วยังคงใช้เรียกขานติดเป็นชื่อห้างหุ้นส่วนอยู่ ท่านว่าผู้เป็นหุ้นส่วนนั้นชอบที่จะเรียกให้งดใช้ชื่อของตนเสียได้
มาตรา 1048 ผู้เป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งจะเรียกเอาส่วนของตนจากหุ้นส่วนอื่น ๆ แม้ในกิจการค้าขายอันใดซึ่งไม่ปรากฏชื่อของตนก็ได้
เป็นสิทธิข้อ ที่ 5 คือเรียกระหว่างหุ้นส่วนกันเอง ขอให้ดู
ฎ.1365/2493
ผู้จัดการหุ้นส่วนสามัญที่ไม่จดทะเบียนมอบหมายให้ผู้หนึ่งไปรับเงินของหุ้นส่วนมา ย่อมเป็นเรื่องที่ผู้จัดการทำไปในหน้าที่ผู้จัดการของหุ้นส่วน เมื่อถึงคราวจะฟ้องร้องเรียกเงินจำนวนนี้จากผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ไปรับเงินมาแล้วผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนมาฟ้องก็เป็นการดีแล้ว
หุ้นส่วนผู้หนึ่งรับเงินของหุ้นส่วนจากบุคคลภายนอกมาแล้วไม่มอบให้หุ้นส่วนผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนย่อมเป็นโจทก์ฟ้องเรียกเงินนั้นจากหุ้นส่วนผู้รับมาได้โดยไม่ต้องมีการชำระบัญชีเสียก่อน
อันนี้ก็คงเป็นสิทธิอื่นๆระหว่างหุ้นส่วนด้วยกัน อันนี้เป็นการพุดถึงการเกี่ยวพันระหว่างผู้เป็นหุ้น จะเห็นได้ว่าตัวบทต่างๆจนกระทั่งถึง 1048 นี้ล้วนอยู่ภายใต้ข้อตกลงที่ทำให้แตกต่างกันอย่างไรก็ได้ทั้งสิ้น กฎหมายที่พูดถึงจุดนี้ถ้าไม่ได้ตกลงเป็นอย่างอื่นก็ต้องเป็นไปตามข้อตกลง อันนี้คือความเกี่ยวพันระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกันเอง
ต่อไปคือความเกี่ยวพันระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนกับบุคคลภายนอก
กฎหมายอาศัยหลัก ในเรื่องนี้อยู่สามประการด้วยกันคือเรื่องตัวแทน เหมือนกัน ( 1042 , 1050 )
หลักในเรื่องกรรมสิทธิ์รวม ( ต้องใช้เพราะห้างฯสามัญไม่ได้จดทะเบียน ไม่มีความเป็นนิติบุคคลต่างหาก
ประการที่สาม เรื่องลุกหนี้ร่วม อันนี้ก็เป็นผลสืบเนื่องจากการไม่จดทะเบียน
ต้องรับผิดโดยไม่จำกัดจำนวนด้วย ความเกี่ยวพันระหว่างหุ้นส่วนกับคนภายนอกก็มีหลักเพียงเท่านี้ แต่เรื่องต่างๆที่ต้องรับผิดอาจไม่เหมือนกัน แยกพิจารณาออกเป็นสามหัวข้อ คือ ก จะพูดถึงความเกี่ยวพันในเรื่องสัญญา
และละเมิด และขอบเขตสิทธิและความรับผิดซึ่งมีต่อบุคคลภายนอก จะเห็นได้ว่าที่แยกแต่ละหัวข้อนั้นจะต้องไม่หนีไปจากสามหลักนี้
ความเกี่ยวพันในเรื่องสัญญา 1042 ให้เอาหลักเรื่องตัวแทนมาใช้ 1050 คือการทำสัญญาใดๆที่เป็นการธรรมดาการค้าของห้างฯ หุ้นส่วนทุกคนต้องรับผิด และไม่จำกัดจำนวนด้วย หลักในเรื่องตัวแทนชัดเจนเลยในเรื่องนี้ ถือว่าหุ้นส่วนผู้จัดการเป็นตัวแทน และเป็นกึ่งตัวการด้วย เพราะตนก็เป็นหุ้นฯด้วย
หลักในเรื่องสัญญาถ้าเผื่อทำสัญญาไปภายใต้กรอบมาตรา 1050 หุ้นส่วนอื่น ต้องรับผิดทันที ในเรื่อง
อันนี้ขอให้ดูหลักเรื่องตัวแทนในมาตรา 820 ด้วยนะครับ
การธรรมดาการค้าของห้างฯ ก็เปรียบได้กับ ขอบอำนาจของตัวแทน
เมื่อมาถึงเรื่องนี้ ก็มาถึงเรื่องสำคัญคือเรื่อง การมอบ อำนาจ จะมอบให้ทำอะไรก็ได้ ถึงแม้วัตถุประสงค์มีอยู่อย่างไรแต่หุ้นส่วนผู้รู้อยู่แล้วไม่ทำไปบอกให้ผู้จัดการทำนอกเหนือไปเลย
ดังนั้นสรุปได้ว่าการรับผิดระหว่างหุ้นส่วนกับบุคคลภายนอกมีสองประการ บุคคลภายนอกไม่ดูว่าวัตถุประสงค์ของห้างฯคืออะไร
ข้อจำกัดที่เคยพูดแล้วว่าใช้กับบุคคลภายนอกไม่ได้เพราะมันไม่ได้จดทะเบียน
มาดูอีกอันหลักในเรื่องนี้คือทำไปโดยไม่มีอำนาจ หรือเกินขอบอำนาจ ตามหลักแล้วตัวการไม่ต้องรับผิด แต่มีหลักที่ต้องไปรับผิดคือเรื่องตัวแทนเชิดตามมาตรา 821 กล่าวสั้นๆง่ายๆคือตัวการหรือหุ้นส่วนอื่น ปล่อยให้ผู้จัดการหรือตัวแทนของตนเองไปทำกับเขาอย่างนั้นมาโดยตลอดจนเชื่อแล้ว ว่าให้ทำเรื่อยๆ อย่างนั้น ตัวการก็ต้องรับผิดเหมือนกัน 822 ก้เหมือนกัน คือทางปฏิบัติถ้าเชื่อโดยสุจริตว่าได้ทำตามขอบอำนาจ ก็ใช้ในเรื่องห้างฯด้วย มาตรา 1054
ครั้งหน้าจะพูดโดยละเอียดว่ากิจการธรรมดาการค้าของห้างฯมีอะไร
(ครั้งที่ 7 อัง 21/07/09 )
สวัสดีครับสิ้นเดือนกรกฏา หุ้นส่วนยังไม่จบนะครับ แต่ไม่เป็นไร วันที่ 12 สิงหาคม ให้ผมมาสอนทดแทน ก็มาสอนเสริม คิดว่าทันนะครับแต่อย่างไรก็ตามถ้ามีเวลาก็จะพูดบริษัท มหาชนให้ฟัง หลักการก็แตกต่าง บริษัทจำกัดในปพพ พอสมควร แต่คงไม่ออกสอบในส่วนนี้ นะครับ เพียงแต่เพื่อให้ทราบเพราะเรียนในระดับนี้แล้วควรรู้
คราวที่แล้วถึงความเกี่ยวพันระหว่างหุ้นส่วนกับบุคคลภายนอก
อันแรก คือความเกี่ยวพันในเรื่องสัญญา เราใช้หลักตัวแทน วันนี้จะพูดถึง คือนอกจากทำในฐานะในตัวแทนและกึ่งตัวการคือเป็นหุ้นส่วนอยู่ด้วย งานที่ทำต้องเป็นการธรรมดาการค้าของห้างด้วย ตามมาตรา 1050 การใด ๆ อันผู้เป็นหุ้นส่วนคนใดคนหนึ่งได้จัดทำไปในทางที่เป็นธรรมดาการค้าขายของห้างหุ้นส่วนนั้น ท่านว่าผู้เป็นหุ้นส่วนหมดทุกคนย่อมมีความผูกพันในการนั้น ๆ ด้วย และจะต้องรับผิดร่วมกันโดยไม่จำกัดจำนวนในการชำระหนี้อันได้ก่อให้เกิดขึ้นเพราะจัดการไปเช่นนั้น เปิดตัวบทดู
ถ้อยคำที่สำคัญที่สุดคือในทางที่เป็นธรรมดาการค้าขายของห้างฯนั้น คำนี้มีองค์ฯอยู่สองข้อด้วยกัน คือข้อแรกต้องปรากฏว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นธรรมดาการค้าของห้าง ประการที่สองคือผู้กระทำนั้นต้องกระทำในฐานะหุ้นส่วนไม่ได้กระทำในฐานะส่วนตัว
เรามาดูข้อแรกคือสิ่งที่เป็นธรรมดาการค้าคืออะไร ประการแรกคือ การกระทำในขอบวัตถุประสงค์ของห้าง ฯ เหมือนตัวแทนแหละครับที่ต้องทำในขอบวัตถุประสงค์ของห้างฯ ยกตัวอย่างเช่น การเข้าหุ้นส่วนเปิดห้างทำโรงสีข้าว วัตถุประสงค์หลักก็คือ ต้องซื้อข้าวเปลือก และ รับจ้างสีข้าวอันนี้อยู่ในขอบแน่ชัด
ฎ.41/2509
วัตถุประสงค์ของห้างจำเลยซึ่งเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด ที่จดทะเบียนไว้มีว่าเพื่อประกอบพานิชการในประเภททำการค้าสินค้าพื้นเมืองทำการสั่งสินค้าเข้าและส่งสินค้าออกทำการค้าเครื่องอุปโภค บริโภคต่างๆ ทำการเป็นนายหน้าและตัวแทนต่างๆดังนั้น เมื่อผู้จัดการของจำเลยไปทำสัญญาค้ำประกันหนี้ จึงเป็นการกระทำนอกวัตถุประสงค์ของจำเลย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิด
ในเรื่องนี้ห้างฯจำกัดมีวัตถุประสงค์ในการค้าสินค้าพื้นเมือง ทำการค้าเครื่องอุปโภคบริโภค ทำนายหน้าตัวแทน ผู้จัดการห้างฯได้ทำสัญญาค้ำฯไว้กับธนาคารก็มีปัญหาว่าห้างฯต้องรับผิดในสัญญาค้ำฯนั้นหรือไม่
ประการแรกที่ต้องดูคืออยู่ในขอบวัตถุประสงค์ อันนี้คือข้อแรกคือดูวัตถุประสงค์ก่อน ต่อไปคือการกระทำที่เป็นธรรมดาการค้าของห้างฯ ต้องดูว่าการกระทำนั้นเกี่ยวเนื่องกับวัตถุประสงค์หรือมีความจำเป็นหรือเกี่ยวเนื่องกับการดำเนินการของห้างฯหรือไม่
เกี่ยวเนื่องเช่นซื้อที่ดินตั้งโรงสี ซื้อรถยนต์มาขนเครื่องจักรไปขาย จ้างคนงานมาคุมเครื่องจักร จ้างภารโรงมาทำความสะอาดโรงสี เอาเครื่องยนต์ไปซ่อมแซม ดูแลรักษาทรัพย์ อันนี้ถือว่าเกี่ยวเนื่องและจำเป็นต้องทำ
แม้แต่การกู้เงิน เพื่อมาใช้จ่ายในโรงสี ก็ถือว่าเป็นการจำเป็น เกี่ยวเนื่องกับวัตถุประสงค์
ต้องดูข้อเท็จจริงอย่างนี้ด้วย
ฎ.344/2487 – ค้นไม่พบ
จำเลยกับพวกได้ตั้งห้างฯ ไม่จดทะเบียน ชื่อว่าห้าง ฮ. มีวัตถุประสงค์ทำการค้า รับส่งเงินในประเทศจีน รับแลกเปลี่ยนซื้อขายเงินตราต่างประเทศ มีนาย ซ เป็นผู้จัดการ นาย ซ ก็ไปกู้เงินโจทก์จำนวนหนึ่ง และรับฝากเงินโจทก์จำนวนหนึ่ง ต่อมาก็ผิดสัญญาไม่ใช้ โจทก์เลยฟ้องจำเลยกับพวกให้รับผิดทั้งหมด ปัญหาก็คือว่าต้องรับผิดหรือไม่ ศาลฏีกาวินิจฉัย ตัดมาให้ดูสองตอน
คือ การยืมและรับฝากเงิน เป็นการจัดการที่เป็นธรรมดาการค้าของห้างฯ หรือไม่
เป็นปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งพิจารณาเป็นสองทางคือ โดยสภาพธุรกิจนั้นๆและสอง ประเพณีห้างฯนั้นๆว่าได้กระทำอย่างนั้นหรือไม่
และวินิจฉัยต่อไปว่าหุ้นส่วนที่ไมจดทะเบียนบุคคลภายนอกไม่มีทางรู้ แล้วก็ชักเปอร์เซ็นต์กี่เปอร์เซ็นต์ก็ว่าไป
การใดควรกู้ยืมหรือไม่ควร คนนอกรู้ไม่ได้
ฏีกาฉบับนี้ควรไปดูให้ละเอียด อันแรกเป็นปัญหาข้อเท็จจริง อันที่สองคือสภาพ หรือประเพณีเช่นนั้นเขาทำกันหรือไม่
ประการสุดท้ายเรื่องภายใน เช่นฐานะการเงินของห้างฯเป็นอย่างไร
ฎ.160/2496
สองคนเข้าหุ้นส่วนกันตั้งร้านค้า มีชื่อเป็นบริษัทบริษัทหนึ่งได้ทำสัญญากู้เงินเขา โดยหุ้นส่วนคนหนึ่งลงชื่อเป็นผู้กู้มีผู้อื่นเป็นผู้ค้ำประกันต่อมาผิดนัดไม่ชำระหนี้แก่เขา ผู้ค้ำประกันต้องออกเงินใช้แทนไป ดังนี้ แม้ในสัญญากู้และสัญญาค้ำประกันจะใช้คำว่าบริษัทเป็นผู้กู้ก็ดี แต่บริษัทดังว่า ยังมิได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลจึงไม่ทำให้ผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งสองพ้นจากความรับผิดไปได้เพราะชื่อบริษัทที่กล่าวนี้ ผู้เป็นหุ้นส่วนใช้แทนชื่อของตนนั่นเอง
หลักจากนั้นประเด็นนี้ไม่มีปัญหาแล้วครับ เขาถือว่าการกู้ยืมเงินมาใช้จ่ายในการประกอบธุรกิจของห้างฯนี้ถือว่าเป็นการธรรมดาการค้าของห้างฯ ตลอดอยู่แล้ว
314/2510
การที่จำเลยกับพวกได้ร่วมกันซื้อที่ดินมาจัดสรรแบ่งขายเป็นแปลง ๆ ด้วยความประสงค์ที่จะหากำไรมาแบ่งปันกันเป็นการกระทำที่เป็นหุ้นส่วนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1012
การที่หุ้นส่วนของจำเลยยอมให้โจทก์ขายช่วงที่ดินและยอมรับเงินนั้นไว้เมื่อได้จัดทำไปในทางที่เป็นธรรมดาของการค้าของห้างหุ้นส่วนจำเลยย่อมจะต้องมีความผูกพันและรับผิดชอบร่วมด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1050
การชำระหนี้ หมายถึงฃำระหนี้ห้าง 530/2504 – ค้นไม่พบ
การจ่ายหนี้ชำระหนี้ของห้าง 362/2510
โจทก์ฟ้องเรียกเงินตามเช็ค จำเลยต่อสู้ว่าเช็คนั้นไม่ใช่เช็คของห้างหุ้นส่วนเป็นเช็คส่วนตัวของจำเลยที่ 2 การสลักหลังเช็คไม่ใช่วัตถุประสงค์ของห้าง อีกทั้งตราที่ประทับมิใช่ตราของห้างที่จดทะเบียนไว้ห้างและผู้เป็นหุ้นส่วนไม่ต้องรับผิด เมื่อจำเลยปฏิเสธความรับผิดในเช็คเช่นนี้ โจทก์จึงมีสิทธิที่จะนำสืบได้ว่าเช็คนั้นเป็นเช็คของห้างซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนจะต้องรับผิดและนำสืบได้ว่าหนี้สินของหุ้นส่วนนั้นเป็นมาอย่างไร
จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้จัดการกับหุ้นส่วนได้เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตกับโจทก์สั่งซื้อสินค้า เมื่อได้รับสินค้ามาแล้วและจำหน่ายหมดไปแล้ว จำเลยที่ 2 จึงได้จ่ายเช็คของจำเลยที่ 2 เองชำระหนี้แก่โจทก์เพราะเช็คของห้างหมดและธนาคารปิดบัญชี การที่จำเลยที่ 2เซ็นชื่อสลักหลังไปในเช็คโดยเอาตราของห้างซึ่งใช้เป็นประจำประทับลงไปแสดงว่ากระทำในนามของห้าง ชำระหนี้ของห้างกิจการที่กระทำนี้อยู่ในขอบวัตถุประสงค์ของห้างดังนี้ ห้างหุ้นส่วนและผู้เป็นหุ้นส่วนจึงต้องรับผิดใช้เงินตามเช็คนั้น
การทำสัญญาทรัซรีซีฟ และการเปิดเล็ตเตอร์อ๊อฟเครดิตร 3562/2517 – ค้นไม่พบ
การขับรถรถรับส่งคนโดยสาร 603/2506
จำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนเดินรถโดยสารประจำทางกับจำเลยที่1โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับขี่ จำเลยที่ 2 เป็นผู้ควบคุมรถและเก็บค่าโดยสาร ถ้าจำเลยที่ 1 ขับขี่รถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้บุตรโจทก์ถึงแก่ความตายและตัวโจทก์ได้รับบาดเจ็บ จำเลยที่ 2 ก็ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ 1 กระทำต่อโจทก์เช่นเดียวกับตัวการต้องร่วมรับผิดกับตัวแทนตามนัยมาตรา 1042และ 427 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
ถ้าผู้กระทำไม่ได้กระทำในฐานะผู้จัดการ และบุคคลภายนอกก็รู้อยู่อย่างนี้หุ้นส่วนอื่นๆก็ไม่จำเป็นต้องรับผิด เพราะถือว่าไม่สุจริต
ศาลฏีกาก็วินิจฉัยว่า เรื่องนี้จำเลยที่สองหรือที่แปดต้องรับผิดประเด็นเดียวว่าโจทก์จะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าจำเลยที่หนึ่ง ทำในฐานะผู้จัดการหรือตัวแทนของห้างฯ หรือได้นำเงินกู้นั้นมาทำในกิจการของห้าง ฯ
แสดงว่าโจทก์รู้ว่า ไม่ได้มีการกู้เพื่อห้างฯ จำเลยที่สองถึงที่แปดไม่ได้กู้ด้วย จึงไม่ต้องรับผิด
1050 เป็นเรื่องกฎหมายปิดปาก ปิดปากอย่างไร ไม่ให้เถียงบุคคลภายนอกผู้สุจริต ว่าหากเขาทำภายในขอบ วัตถุประสงค์แล้วหุ้นส่วนอื่นต้องรับผิดเสมอ แต่ถ้าบุคคลภายนอกเขาไม่สุจริต
ต่อไปอีกหัวข้อคือความรับผิดของผู้แสดงเป็นหุ้นส่วน ดู 1054 มีสองวรรคนะครับ
เงื่อนไขในการรับผิดคือ การแสดงตนว่าเป็นหุ้นส่วนจึงต้องรับผิดเสมือนเป็นหุ้นส่วน แสดงอย่างไร
1. แสดงด้วยวาจา อาจบอกกล่าวคุยโวให้คนทั่วไปรู้ ว่าตนเป็นหุ้นส่วน
2. มีคนไปอ้าง เรากับไม่ขัดค้าน อันนี้คือปล่อยให้คนอื่นมาคุยเอง
ทั้งสี่กรณีนี้
ในสำหรับยินยอมให้เขาใช้ชื่อตนรวมถึงกรณีตนเองออกจากห้างแล้ว ยังใช้เรียกขานติดในห้างอยู่อย่างนี้ก็ต้องรับผิดเสมือนหุ้นส่วนได้แม้ได้ออกไปแล้ว
ที่นี้วรรคสอง เป็นเรื่องที่หุ้นส่วนตาย แล้ว ก็เป็นความเป็นธรรมอย่างหนึ่ง คือเขาตายไปแล้วปกติห้างฯต้องเลิกแต่ไม่เลิก ก็จะทำกันต่อเอง
887/2479
ในดวงตราประทับบนเอกสารแทนการลงลายมือชื่อในกิจการเกี่ยวแก่การค้าขายเป็นเนืองนิจ ย่อมใช้ได้เสมอด้วยการลงลายมือชื่อ การผ่อนชำระหนี้ย่อมทำให้อายุความสดุดหยุดลง บุคคล 2 คนประกอบกิจการค้าขายในร้านเดียวกันและแสดงต่อ บุคคลภายนอกเสมือนเป็นหุ้นส่วนกันต้องรับผิดร่วมกันในหนี้สินอันเกิดแก่การค้าขายนั้น
ในเรื่องนี้มารดากับบุตรทำการค้าร่วมกันมารดาทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้โจทก์ไว้ โจทก์จึงมาฟ้องมารดาและบุตรร่วมกันชำระหนี้ ศาลฏีกาเลยวินิจฉัยว่าทำการค้าเสมือนเป็นบุคคลภายนอก ต้องรับผิดตาม มาตรา 1054 บุคคลใดแสดงตนว่าเป็นหุ้นส่วนด้วยวาจาก็ดี ด้วยลายลักษณ์อักษรก็ดี ด้วยกิริยาก็ดีด้วยยินยอมให้เขาใช้ชื่อตนเป็นชื่อห้างหุ้นส่วนก็ดี หรือรู้แล้วไม่คัดค้านปล่อยให้เข้าแสดงว่าตนเป็นหุ้นส่วนก็ดี ท่านว่าบุคคลนั้นย่อมต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกในบรรดาหนี้ของห้างหุ้นส่วนเสมือนเป็นหุ้นส่วน + 1050 เรื่องนี้แปลกตรงที่ว่า มารดากับบุตรไม่ใช้หุ้นส่วนเลยนะ
830/2534
ข้อพิพาทตามสิทธิเรียกร้องที่ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันเป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับห้างจำเลยที่ 1 ซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการกระทำการแทนห้างจำเลยที่ 1 และไม่มีข้อจำกัดอำนาจของหุ้นส่วนผู้จัดการไว้ จำเลยที่ 2 จึงลงลายมือชื่อเป็นคู่สัญญาแทนจำเลยที่ 1 ในสัญญาประนีประนอมยอมความได้โดยไม่ต้องประทับตราห้างจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 เป็นแต่เพียงผู้ออกเช็คชำระหนี้ของห้างจำเลยที่ 1ให้แก่โจทก์ความรับผิดของจำเลยที่ 3 เป็นความรับผิดตามเช็คในฐานะผู้สั่งจ่ายตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยที่ 3 หาได้แสดงตนว่าเป็นหุ้นส่วนในห้างจำเลยที่ 1 ไม่ แม้จำเลยที่ 3 จะเป็นภริยาของจำเลยที่ 2 และได้ลงลายมือชื่อทางด้านห้างจำเลยที่ 1 ไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งมีข้อความระบุว่า "การชำระหนี้จำเลยที่ 1 ได้ชำระด้วยเช็คซึ่งสั่งจ่ายโดยจำเลยที่ 3" ก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3 แสดงตนเป็นหุ้นส่วนของห้างจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3จึงไม่ต้องร่วมรับผิดตามสัญญาประนีประนอมยอมความด้วย จำเลยที่ 1 ที่ 2 เป็นหนี้โจทก์อยู่ 839,000 บาท ห้างจำเลยที่ 1 ได้ปิดกิจการตั้งแต่ก่อนถูกฟ้องคดีนี้ ตัวอาคารห้างรวมทั้งที่ดินถูกธนาคารยึด นำขายทอดตลาดไปแล้ว จำเลยที่ 1 ที่ 2 ไม่มีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้ จำเลยที่ 2ต้องอาศัยบุตรสาวอยู่ พฤติการณ์ต้องด้วยข้อสันนิษฐานของกฎหมายแล้วว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 มีหนี้สินล้นพ้นตัว
ต่อไปขอให้ดูฏีกาเกี่ยวกับ 1054 อีกเรื่องหนึ่ง นะครับ 1305/2479
การรับผิดฐานแสดงตนเป็นหุ้นส่วนด้วยนั้น จะต้องรับผิดฉะเพาะต่อผู้ที่หลงเข้าใจว่าผู้นั้นเป็นหุ้นส่วน ประมวลวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.145 ผลของคำพิพากษาในคดีอื่นที่ไม่มัดจำเลยในคดีนี้
แม้ศาลจะได้พิพากษาในอีกคดีหนึ่งว่าทำให้บุคคลภายนอก คิดว่ากิจการร้านค้าเป็นของตัวเอง ก็เป็นคนละคดีและโจทก์ต่างกัน
ไม่ต้องถือข้อเท็จจริงตามกันและกัน ไม่ต้องถือ คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา อย่างนั้น อันนี้คือคดีแพ่งอย่างเดียว
และมาตรา 1054 ก็เป็นกฎหมายปิดปากเช่นกัน ดังนั้นหากคนภายนอกไม่สุจริต คือรู้อยู่แล้วว่าเขาไม่ใช่หุ้นส่วนก็จะมาอ้างไมได้
ในมาตรานี้มีข้อสังเกตคือ ผู้แสดงออกต้องรับผิดเพียงใด ในกฎหมายเขียนว่า ต้องรับผิดเสมือนเป็นหุ้นส่วน
แต่ถ้าหากว่า ค ไปแสดงทุกวันว่าตนเองเป็นหุ้นส่วน หนี้ของห้างฯ มีอะไร ตลอดระยะเวลา ที่ ค แสดง อาจต้องรับผิดก็ได้
ขอให้ดูมาตรา 1042 ความเกี่ยวพันระหว่างหุ้นส่วนผู้จัดการกับผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหลายอื่นนั้น ท่านให้บังคับด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยตัวแทน
ให้นำเรื่องตัวแทนมาใช้บังคับ ในเรื่องหุ้นส่วน หุ้นส่วนเข้าหุ้นกัน ส่งปินโตตามบ้าน ก็ไปชนโจทก์บาดเจ็บอย่างนี้ชัดเจนว่าต้องรับผิดในผลละเมิดที่ทำ
ในเรื่องนี้การเกี่ยวพันในเรื่องละเมิดอาจารย์เคยบอกฏีกาไปแล้ว
603/2506
จำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนเดินรถโดยสารประจำทางกับจำเลยที่1โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับขี่ จำเลยที่ 2 เป็นผู้ควบคุมรถและเก็บค่าโดยสาร ถ้าจำเลยที่ 1 ขับขี่รถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้บุตรโจทก์ถึงแก่ความตายและตัวโจทก์ได้รับบาดเจ็บ จำเลยที่ 2 ก็ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ 1 กระทำต่อโจทก์เช่นเดียวกับตัวการต้องร่วมรับผิดกับตัวแทนตามนัยมาตรา 1042และ 427 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
ในเรื่องนี้เข้าหุ้นกันเดินรถโดยสารไปชนคนตายก็ต้องรับผิดในทางแพ่ง
186/2514
ก็หลักเดียวกัน
3848/2521 - ค้นไม่พบ อันนี่สาธรบริท จอยเวนเจอร์
สามเรื่องนี้ก็ไปดูได้ใช้หลักที่เราได้ดูแล้ว การกระทำของหุ้นส่วนถ้าเป็นนอกวัตถุประสงค์ไม่เกี่ยวเนื่องกับวัตถุประสงค์ของห้างฯ เลยมันก็มีเหตุผลของตัวอย่าง
แล้วจะคิดกันอย่างไร ตอบได้ว่าการรับผิดก็ต้องรับผิดเท่าๆกันหากไมได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น
แล้วนาย ข เสียหายไป 5000 บาท เอาสามหารห้าพัน ต้องหักส่วนของตนเองออก หรือสรุปง่ายๆว่า ค่าบาดเจ็บของนาย ข เป็นค่าบาดเจ็บของห้างฯ ส่วนการแบ่งกำไรขาดทุนก็ไปดูตอนสิ้นปี ทางออกของกฎหมายต้องมีเสมอไม่มีทางตันหลอกครับ ไม่หลักหนึ่งก็หลักใด
แล้วก็สมมุติว่าในเรื่องนี้หุ้นส่วไม่ได้เป็นคนละเมิดเอง แต่ลูกจ้างของห้างเป็นคนละเมิด ก็อีหรอบเดียวกัน
สิทธิของหุ้นส่วนต่อบุคคลภายนอกมีแค่ไหนเพียงไร ประการแรก หลักที่เรารู้อยู่แล้วคือ หุ้นส่วนได้จัดการไปในทางธรรมดาการค้าของห้างแล้วก็ถือว่าทำไปในฐานะตัวแทนหุ้นส่วนอื่น ก็ต้องตกไปเป็นของห้างฯ หรือในอีกนัยยะหนึ่ง คือหุ้นส่วนทุกคนก็มีสิทธิ ในห้างเท่าๆกัน ก็เป็นเรื่องระหว่างหุ้นส่วนที่เรียกร้องกันเองระหว่างหุ้นส่วน แต่ถ้ามันเกี่ยวกับบุคคลภายนอกเมื่อไหร่ ขอให้จำไว้เลยว่า ห้างฯที่จดทะเบียนหรือไม่จดทะเบียน นั้นผลตรงกันข้ามเลย ดูมาตรา 1049 คือผู้เป็นหุ้นส่วนจะถือเอาสิทธิใดๆในกิจการที่ไม่ปรากฏชื่อตนหาได้ไม่
ตรงกันข้ามเลยนะครับ ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นเหตุผลประการแรกคือ ห้างฯไม่จดทะเบียนนั้นบุคคลภายนอกเขาไม่สามารถรู้ได้ นี่ครับ กฎหมายจึงตัดเลย ว่าใครไม่ปรากฏชื่อ จะไปเรียกร้องไมได้
.