หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า kankokub ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ ฉันทวัธน์ วรทัต ผู้บรรยาย , คุณ chetsadaphong ผู้uploadไฟล์ , ผู้มีน้ำใจส่ง flie เสียงที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า
คราวที่แล้วได้พูดถึงเรื่องการโอนกรรมสิทธิ์ในอสังฯธรรมดาก็โอนทันทีตามมาตรา 458 ถ้าเป็นการซื้อขายอสังฯ หรือสังหาพิเศษ ก็จะต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียน ได้พุดกันว่าการโอนกรรมสิทธิ์โอนเร็วตามผลกฎมาย จึงมีวิธีการประวิงกรรมสิทธิ์ไว้ คือทำเป็นสัญยาซื้อขายมีเงือนไขหรือเงื่อนเวลา
ถ้าโดยทั่วไปแล้วกรรมสิทธิ์โอนทันที
ก็เหมือนกับหลักที่สองแต่ต้องเกิดเหตุการณ์ตามที่เป็นเงื่อนไข ทีนี้โดยข้อสองที่ผ่านมาเราน่าจะสังเกตว่าถ้าเป็นสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไขเกี่ยวกับรถยนต์ต้องมีคำว่ากรรมสิทธิ์มี ทะเบียนมาเกี่ยว
เช่นข้อสอบเนฯปี 44
จนถึงเมื่อปีที่แล้วดูคำว่าทะเบียน แต่พอปีนี้มันยาก
2496/2551
ขณะที่ผู้ร้องและจำเลยทำสัญญาซื้อขายรถยนต์ของกลางกันจำเลยยังไม่ได้ส่งมอบรถยนต์ของกลางให้แก่ผู้ร้องและผู้ร้องยังค้างชำระราคาเป็นเงิน 50,000 บาท โดยจำเลยจะส่งมอบรถยนต์ของกลางให้แก่ผู้ร้องในวันที่ได้รับชำระราคาส่วนที่เหลือ จึงเป็นสัญญาซื้อขายที่มีเงื่อนไขตาม ป.พ.พ. มาตรา 459 กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ของกลางยังไม่โอนไปจนกว่าผู้ร้องจะได้ชำระราคาและโอนทะเบียนกัน ผู้ร้องจึงไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์ของกลางที่แท้จริง ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนรถยนต์ของกลางตาม ป.อ. มาตรา 36
ก็ต้องจำไว้เป็นพิเศษ ต่อไปหลักสุดท้าย ที่ว่า จะโอนทะเบียนเมื่อชำระครบถ้วน
เพราะฉะนั้นก็เป็นสี่หลักด้วยกันก้ไปอ่านดู
นอกจากวิธีการประวิงการโอนกรรมสิทธิ์ยังมีมาตรา 460 อีก เพื่อขจัดความไม่เป็นธรรมหากเราจะใช้มาตรา 458 เพียงมาตราเดียวว่า
นั่นก็คือต้องมีการบ่งตัวทรัพย์ในกองแตงโมนั้น คราวที่แล้วได้ยกตัวอย่างการโอนกรรมสิทธื
เรื่องไปตลาดเห็นแม่ค้าอุ้มไก่น่ากิน กรรมสิทธิ์ในไก่ที่แม่ค้าอุ้มก็มาเป็นผู้ซื้อทันที
อันนี้ก็เป็น 460 วรรค 1
ต้องทราบก่อนว่าไก่ตัวไหน ถึงรู้ว่าไก่ตัวไหนแล้ว แต่ยังไม่รู้ราคา ก็ต้องกระทำการชั่งตวงวัด นับหมาย ให้รู้ราคาเสียก่อน
ถ้ารู้ทั้งตัวทรัพย์รู้ทั้งราคา ก็เป็นการที่กรรมสิทธิ์โอน
ข้อสอบเนฯยุคก่อนๆก็มีออกประเด็นนี้ แต่หลังๆก็ไม่มาก เท่ากับสมัยก่อน
460 วรรค 1 ในเรื่องตัวทรัพย์แต่ไม่รู้ราคาก็มีมาก
339/2506
จำเลยตกลงขายไม้ในโรงเลื่อยให้โจทก์ โดยเจ้าหน้าที่ของโจทก์ได้วัดไม้ตีตรากรรมสิทธิ์ ได้ไม่ครบตามสัญญาและชำระราคาแล้วนั้นต้องถือว่ากรรมสิทธิ์ในไม้ได้โอนเป็นของโจทก์แล้ว หากไฟไหม้ไม้นั้นเสียหายไปเพราะเหตุอันจะโทษจำเลยมิได้แล้ว การสูญหรือเสียหายก็ย่อมตกเป็นพับแก่โจทก์
หากมีเงื่อนไขระบุไว้ในสัญญาว่าจำเลยยังต้องรับผิดชอบในไม้ที่ซื้อขายอยู่จนกว่าจะได้ส่งมอบแก่โจทก์ถึงที่ตามที่ได้ตกลงกันไว้อันเป็นการยกเว้นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 370 และ 460 แล้วโจทก์ก็ต้องยกข้อความในสัญญาข้อนี้ขึ้นกล่าวเป็นประเด็นในฟ้องให้ชัดแจ้ง
684/2531
จำเลยตกลงขายเฮโรอีนจำนวน 3 ห่อให้แก่สายลับ และรับเงินค่าเฮโรอีนมาใส่กระเป๋ากางเกงไว้แล้ว แต่ขณะหยิบถุงพลาสติกซึ่งบรรจุเฮโรอีนไว้ 69 ห่อ ขึ้นมาจากที่ซ่อนยังไม่ได้แยกเฮโรอีนจำนวน 3 ห่อจากจำนวน 69 ห่อ ส่งมอบให้แก่สายลับ จำเลยก็ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมเสียก่อน การซื้อขายเฮโรอีนระหว่างจำเลยกับสายลับจึงยังไม่สำเร็จบริบูรณ์ การกระทำของจำเลยเป็นเพียงความผิดฐานพยายามจำหน่ายเฮโรอีนจำนวน 3 ห่อ ดังกล่าวเท่านั้น.
ถ้าไปออกมาตรา 370 สามารถเอาเรื่องกรรมสิทธิ์ไปวินิจฉัยได้เลย ธงคำตอบเหมือนกันแต่ว่าการอ้างหลักกฎหมายก็จะต่างกัน
อีกเรื่องหนึ่งข้อสอบผู้ช่วยนายอนันต์ จะไปซื้อรถยนต์ไว้สิบคัน แล้วจดทะเบียนแต่ละคันไว้แล้ว คืนนั้น ไฟไหม้ ดังนั้นก็ต้องรับภัยพิบัตินั้นไป
ส่วนเรื่องเกี่ยวกับ 460 วรรค 2 ก็เป็นเรื่องมีข้าวในยุ้ง แล้วมีการซื้อเหมา ทั้งยุ้งเกวียนละหกพันบาท เกิดสัญยาขึ้น รู้ตัวทรัพย์แน่นอนแล้ว แต่ถามว่ารู้ราคาหรือยัง ยังเพราะว่าคนขายๆเป็นเกวียน ละ หกพันบาท ยังไม่รู้ราคาแน่นอนทั้งหมด
นี่คือ 460 วรรค 2
ต่อไปเป็นเรื่องการโอนกรรมสิทธิ์ตามสัญญาซื้อขายเหมา
เช่นการบรรจุไข่ลงกล่อง
เรื่องนี้ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายต้องรับผิดเป็นสำคัญ ไม่มีการวางประจำ มีการชำระหนี้บางส่วนหรือไม่ อย่าลืมนะการชำระหนี้บางส่วนนี้ ฝ่ายใดชำระหนี้ก็ฟ้องได้ แล้วการที่นำใส่กล่องนั้น ถือว่าเป็นการส่งมอบทรัพย์สินบางส่วนแล้วหรือยัง ธงก็บอกว่า การบรรจุแล้ววางนั้นไม่ใช่การชำระหนี้บางส่วน
ข้อสอบในลักษณะนี้คงไม่มีแล้วแหละครับ ออกมาก็คงจะเถียงกันอีก เพราะมันไม่ชัดเจนนัก คงออกข้อสอบ มักไม่ออกในเรื่อง ไม่มีฏีกาเท่าไหร่ นอกจากจะออกตามตัวบทจริงๆ
ผมเคยออกข้อสอบเนฯ ขายเหมา ชื่อก็บอกแล้วว่าตาดีได้ตาร้ายเสีย
ทีนี้การโอนกรรมสิทธิ์ตามสัญญาซื้อขายเงินผ่อนเงินเชื่อ กรรมสิทธิ์โอนเมื่อไหร่ก็เป็นข้อสอบผู้ช่วย คือ กรรมสิทธิ์ก็โอนทันที ถ้าไม่ได้ถือการโอนชื่อทางทะเบียนเป็นเงือนไขสำคัญ
2603/2520
ซื้อขายโคที่อายุยังไม่ถึงทำตั๋วพิมพ์รูปพรรณ ซึ่งมีข้อสัญญาว่าจะไปจดทะเบียนโอน เป็นสัญญาจะซื้อขาย กรรมสิทธิ์ยังไม่โอน แต่ได้มอบโคให้ผู้ซื้อไปแล้ว โคถูกลักไปไม่ปรากฏว่าโทษผู้ซื้อได้ ผู้ขายเรียกราคาโคไม่ได้
สัญญาจะซื้อขายโคแล้วส่งมอบโคไปแล้ว พอรับมอบโคก็เอาไปที่ใต้ถุนบ้านแล้วถูกลักไป
นี่คือเรื่องของ การโอนกรรมสิทธิ์ ต่อไปหน้าที่และความรับผิดของผู้ขาย มีข้อสอบที่จะออกคือมาตรา 466 ออกข้อสอบ
เคยมีข้อสอบเนฯเคยออกมาตรา 463 อีกมาตราหนึ่ง
การส่งมอบผู้ขายจำต้องส่งมอบทรัพย์สินให้แก่ผู้ซื้อ ทำอย่างไรก็ได้ให้อยู่ในเงื้อมือของผู้ซื้อ
คือมีการโทรสับซื้อกัน ก็เป็นการแสดงเจตนาต่อบุคคลที่อยู่ตรงหน้า ก็มีการขนส่งผ่านบริษัท รสพ.
หลักฐานเป็นหนังสือไม่มี เพราะติดต่อซื้อขายกันทางโทรสับ
การส่งมอบต้องส่งมอบให้แก่บุคคลซึ่งมีอาชีพนะครับ แต่ที่จริงแล้วหลังจากข้อสอบนี้ออกมา 118/2523
จำเลยสั่งซื้อเหล็กจากโจทก์โดยมีข้อตกลงว่า ถ้าจำเลยไม่มารับของก็ให้โจทก์ส่งเหล็กไปให้จำเลยที่ร้านของจำเลยซึ่งอยู่ต่างจังหวัด จำเลยไม่มารับของโจทก์จึงให้ผู้ขนส่งบรรทุกของไปให้จำเลย แต่จำเลยไม่ได้รับเพราะของสูญหายไประหว่างขนส่ง ดังนี้ จำเลยไม่ต้องรับผิดชำระราคาต่อโจทก์
ว่าถ้าส่งมอบแล้วคนซื้อไม่ได้รับของ คนซื้อไม่ต้องชำระราคาให้แก่คนขาย
คนขายก็ต้องไปฟ้องคนส่งเอง เรื่องนี้เป้นเรื่องไม่มีหลักฐานการฟ้องร้องคดี
466 มาคู่กับ 465 เป็นการซื้อทรัพย์สินแล้วทรัพย์สินมันขาดไปมันเกินไป
มาตรา 465 เรื่องอะไร 466 เรื่องอะไรเปิดตัวบทดู
มาตรา 465 ในการซื้อขายสังหาริมทรัพย์นั้น
(1) หากว่าผู้ขายส่งมอบทรัพย์สินน้อยกว่าที่ได้สัญญาไว้ ท่านว่าผู้ซื้อจะปัดเสียไม่รับเอาเลยก็ได้ แต่ถ้าผู้ซื้อรับเอาทรัพย์สินนั้นไว้ ผู้ซื้อก็ต้องใช้ราคาตามส่วน
(2) หากว่าผู้ขายส่งมอบทรัพย์สินมากกว่าที่ได้สัญญาไว้ ท่านว่าผู้ซื้อจะรับเอาทรัพย์สินนั้นไว้แต่เพียงตามสัญญา และนอกกว่านั้นปัดเสียก็ได้ หรือจะปัดเสียทั้งหมดไม่รับเอาไว้เลยก็ได้ ถ้าผู้ซื้อรับเอาทรัพย์สินอันเขาส่งมอบเช่นนั้นไว้ทั้งหมด ผู้ซื้อก็ต้องใช้ราคาตามส่วน
(3) หากว่าผู้ขายส่งมอบทรัพย์สินตามที่ได้สัญญาไว้ระคนกับทรัพย์สินอย่างอื่นอันมิได้รวมอยู่ในข้อสัญญาไซร้ ท่านว่าผู้ซื้อจะรับเอาทรัพย์สินไว้แต่ตามสัญญา และนอกกว่านั้นปัดเสียก็ได้ หรือจะปัดเสียทั้งหมดก็ได้
มาตรา 466 ในการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์นั้น หากว่าได้ระบุจำนวนเนื้อที่ทั้งหมดไว้ และผู้ขายส่งมอบทรัพย์สินน้อยหรือมากไปกว่าที่ได้สัญญาไซร้ ท่านว่าผู้ซื้อจะปัดเสียหรือจะรับเอาไว้และใช้ราคาตามส่วนก็ได้ตามแต่จะเลือก
อนึ่งถ้าขาดตกบกพร่องหรือล้ำจำนวนไม่เกินกว่าร้อยละห้าแห่งเนื้อที่ทั้งหมดอันได้ระบุไว้นั้นไซร้ท่านว่าผู้ซื้อจำต้องรับเอาและใช้ราคาตามส่วนแต่ว่าผู้ซื้ออาจจะเลิกสัญญาเสียได้ในเมื่อขาดตกบกพร่อง หรือล้ำจำนวนถึงขนาด ซึ่งหากผู้ซื้อได้ทราบก่อนแล้วคงจะมิได้เข้าทำสัญญานั้น
ก็เป็นเรื่องของความจำล้วนๆ ประเด็นก็คงไม่มีอะไรมาก
ประเด็นที่เป็นข้อสอบได้ ก็คือการซื้ออสังฯ ที่ขาดหรือเกินไป ห้าเปอร์เซ็นต์ ก็บอกปัดได้
เคยถามเจ้าหน้าที่กรมที่ดินว่าทำไมวัดไม่ตรงเลย เพราะว่าแผ่นดินไหว เล็กๆน้อย มันมีผลกับหลักหมุดได้ ก็ขาดเกินไปเล็กน้อย
ข้อสอบเนฯก็ออกมาซื้อที่ดินสามไร่ รังวัดแล้วขาดไปสองงาน เกินไป หนึ่งงาน
5228/2539
จำเลยที่1ส่งมอบที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์น้อยกว่าจำนวนเนื้อที่ที่ตกลงซื้อขายกันตามสัญญาถึงเกือบครึ่งเป็นการส่งมอบที่ดินที่ขาดตกบกพร่องถึงขนาดซึ่งหากโจทก์ได้ทราบก่อนแล้วคงจะมิได้เข้าทำสัญญากับจำเลยที่1อย่างแน่นอนโจทก์จึงมีสิทธิบอกปัดเสียหรือเลิกสัญญาแก่จำเลยที่1การที่โจทก์บอกปัดไม่ยอมรับโอนที่ดินพิพาทและไม่ชำระราคาที่ดินพิพาทส่วนที่เหลือให้จำเลยที่1ตามสัญญากรณีจึงต้องถือว่าโจทก์ได้บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่1ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา466วรรคสองแล้วคู่สัญญาแต่ละฝ่ายจึงจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามมาตรา391จำเลยที่1จึงต้องคืนเงินมัดจำให้โจทก์
975/2543
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 466 วรรคสอง มิใช่กฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน คู่กรณีจึงอาจกำหนดไว้ในสัญญาเป็นการแตกต่างกับบทบัญญัตินี้ได้
โจทก์และจำเลยได้ทำสัญญาซื้อขายอาคารชุดที่พักอาศัยในราคา 2,865,000บาท สัญญาดังกล่าว ได้กำหนดไว้ว่า "ห้องชุดผู้ซื้อจะมีพื้นที่ประมาณ 94.5 ตารางเมตรทั้งนี้โดยขึ้นอยู่กับการปรับขนาดพื้นที่ตามการก่อสร้างที่เป็นจริงและการจดทะเบียนที่สำนักงานที่ดิน ถ้าพื้นที่จริงของห้องชุดผู้ซื้อมีมากกว่าหรือน้อยกว่าที่ระบุข้างต้นคู่สัญญายังคงต้องผูกพันตนตามสัญญานี้ แต่ถ้าแตกต่างตั้งแต่ร้อยละห้า (5%)หรือมากกว่านั้น ราคาที่ต้องชำระตามสัญญานี้จะต้องปรับเพิ่มหรือลดลงตามส่วนโดยการปรับราคาจะกระทำในการชำระเงินงวดสุดท้ายของราคา" แม้ข้อสัญญาดังกล่าวไม่ขัดต่อกฎหมาย และใช้บังคับได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 151 แต่ศาลก็ต้องตีความสัญญาให้เป็นไปตามความประสงค์ของคู่สัญญาในทางสุจริต โดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณี กล่าวคือ เจตนาของคู่สัญญาที่กระทำโดยสุจริตซึ่งพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีประกอบแล้ว คงมิได้หมายความถึงขนาดที่ว่าไม่ว่าเนื้อที่ของอาคารชุดจะแตกต่างมากกว่าร้อยละห้าสักเพียงใดก็ตาม โจทก์ก็ต้องรับโอนกรรมสิทธิ์ในอาคารชุดโดยไม่อาจปฏิเสธได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาคารชุดพิพาทมีเนื้อที่ล้ำจำนวนถึง 29.98 ตารางเมตร คิดเป็นร้อยละ 31.7 ซึ่งโจทก์จะต้องชำระเงินเพิ่มอีกประมาณ 900,000 บาท รวมทั้งจำเลยได้บังคับให้โจทก์รับมอบซอกมุมห้องที่ติดกันซึ่งมีเนื้อที่อีก 30 ตารางเมตร โดยมีฝากั้นห้อง ระหว่างเนื้อที่ 95.5 ตารางเมตรกับ 30 ตารางเมตร เป็นฝากั้นซึ่งเป็นคานรับน้ำหนักของตัวอาคาร โดยจำเลยได้ทำช่องให้เข้าไปได้ทางด้านหลังเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ส่วนที่ล้ำจำนวนเป็นส่วนของเนื้อที่ซอกมุมห้องที่ติดกัน ซึ่งหากพิจารณาถึงความประสงค์ในทางสุจริต โดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีแล้ว ก็หาควรบังคับให้โจทก์ต้องจ่ายเงินเพิ่มเป็นจำนวนมากเพื่อรับเอาเนื้อที่ล้ำจำนวนที่ไร้ประโยชน์ดังกล่าวนั้นหรือไม่ เพราะหากโจทก์ได้ทราบก่อนแล้วคงจะมิได้เข้าทำสัญญานั้นอย่างแน่นอน อีกประการหนึ่งเมื่อคำนึงถึงมาตรา 11แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ด้วยแล้วในกรณีเช่นว่านี้เมื่อสัญญามีข้อสงสัยว่าโจทก์ต้องผูกพันตามสัญญาดังกล่าวนี้หรือไม่ศาลย่อมต้องตีความให้เป็นคุณแก่โจทก์ผู้ต้องเสียในมูลหนี้ โจทก์จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญานี้ได้ในเมื่อล้ำจำนวนถึงขนาด ซึ่งหากโจทก์ได้ทราบก่อนแล้วคงมิได้ทำสัญญานั้นตามมาตรา 466 วรรคสอง อันเป็นผลให้คู่กรณีต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามมาตรา 391
ตกลงซื้อคอนโด ร้อยตารางเมตร ผิดไปสามสิบตารางมตรก็เกินไปกว่าร้อยละ ห้า ก็เข้า 466 วรรค หนึ่ง
แต่มีการตกลงกันว่าเกินเท่าไหร่ขาดเท่าไหร่ ต้องซื้อตามจำนวนนั้น ก็มีปัญหาว่าข้อตกลงนี้ขัดต่อความสงบหรือไม่ ก็ไม่ ตกลงกันได้
มาตรา 466 นี้จะไม่ใช้กับสัญญาซื้อที่ที่มีเจตนาซื้อขายที่ดินกันทั้งแปลง สมมุติว่า อยากซื้อที่ดินริมน้ำเป็นที่ดินสี่เหลี่ยม สวยมากๆ
เมื่อมีเจตนาที่ดินกันทั้งแปลงแล้วก็ต้องถือกันตามนั้น เมื่อมีเจตนาอย่างนี้ก็ไม่เอา 466 มาใช้
ต่อมาประเด็นที่ออกบ่อยคือความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องและรอนสิทธิเพิ่งออกไปเมื่อปีที่แล้ว
ชื่อก็บอกแล้วว่าซื้อทรัพย์สินมาแล้วทรัพย์สินนั้นใช้ไม่ได้ คือทรัพย์นั้นไม่สามารถใช้ได้ตามปกติ และที่สำคัญเลยคือผู้ขายต้องรับผิดทั้งๆที่รู้หรือไม่ก็ตามว่าทรัพย์นั้นชำรุดบกพร่อง
เสื่อมก็มีอยู่สามเสื่อม เช่นเพชรที่เสือมโดยเราไม่ได้มองเห็นด้วยตาเปล่า ก็เสื่อมราคา
หรือเสื่อมความเหมาะสม อันประโยชน์ที่มุ่งหมายโดยปกติ รับประกันประกวดต้องได้รางวัล พอไปประกวดก็คือมีการซ่อมแซมด้วย แจกันนี้เราก็ต้องการไปประกวดไม่ได้ไปใส่น้ำปักดอกไม้
459/2514
ความชำรุดบกพร่องในทรัพย์สินซึ่งขาย อันผู้ขายจะต้องรับผิดต่อผู้ซื้อตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 472 นั้น จะต้องเป็นความชำรุดบกพร่องที่มีอยู่ก่อนแล้ว หรือมีอยู่ในขณะทำสัญญาซื้อขายหรือในเวลาส่งมอบทรัพย์สินที่ขาย ส่วนความชำรุดบกพร่องที่มีขึ้นภายหลังผู้ขายหาต้องรับผิดไม่
เครื่องปรับอากาศที่โจทก์ติดตั้งที่ภัตตาคารของจำเลยให้ความเย็นเรียบร้อยดีนับแต่เวลาติดตั้งตลอดมาไม่น้อยกว่า 3-4 เดือน แสดงให้เห็นว่าเครื่องปรับอากาศดังกล่าวมิได้มีความชำรุดบกพร่องอยู่ก่อน หรือในขณะทำสัญญาซื้อขาย หรือในเวลาส่งมอบเลย ฉะนั้นที่เครื่องปรับอากาศให้ความเย็นไม่พอในเวลาต่อมา จึงเป็นความชำรุดบกพร่องที่มีขึ้นภายหลังจากที่จำเลยได้รับมอบและใช้ประโยชน์มาไม่น้อยกว่า 3-4 เดือน โจทก์หาต้องรับผิดในความชำรุดบกพร่องนี้ไม่ และด้วยเหตุนี้จำเลยจึงไม่มีสิทธิยึดหน่วงราคาที่ยังไม่ได้ชำระตามมาตรา 488 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
ความชำรุดบกพร่องต้องมีอยู่ก่อนหรือขณะทำการซื้อขาย
5618/2530
ความชำรุดบกพร่องของทรัพย์สินที่ขายอันผู้ขายจะต้องรับผิดตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา472 นั้นต้องเป็นความชำรุดบกพร่อง ที่มีอยู่ก่อนแล้ว หรือมีอยู่ในขณะทำสัญญาซื้อขายหรือในเวลาส่งมอบ ส่วนความชำรุดบกพร่องที่เกิดขึ้นภายหลังผู้ขายหาต้องรับผิดไม่ โจทก์ซื้อรถยนต์จากจำเลย ขณะที่โจทก์รับรถคันพิพาทไปจากจำเลย รถมีสภาพเรียบร้อยดี ภายหลังโจทก์จึงอ้างว่ารถมีกลิ่นเหม็นดังนี้ จำเลยหาต้องรับผิดไม่
ซื้อรถมือสองใช้ได้สามเดือนเอาไปคืนคนขาย เนื่องจากรถเหม็น ก็สืบข้อเท็จจริงคือขณะรับรถ ๆ ไม่เหม็น
4974/2545
จำเลยเป็นผู้ให้เช่าซื้อรถยนต์ย่อมมีหน้าที่ต้องส่งมอบสำเนาทะเบียนรถยนต์และแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ให้แก่โจทก์ผู้เช่าซื้อ เพราะสำเนาทะเบียนรถยนต์และแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์เป็นสาระสำคัญในการใช้รถ จำเลยส่งมอบรถยนต์ให้โจทก์ตามสัญญาเช่าซื้อโดยรถยนต์ไม่มีสภาพเหมาะสมจะใช้งานได้ตามประโยชน์ที่มุ่งหมายโดยสัญญาเช่าซื้อ จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 472 ประกอบมาตรา 549 จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าซื้อ จะอ้างเหตุอันเกิดจากบริษัท น. ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ยังไม่โอนทะเบียนรถยนต์ให้จำเลยไม่ได้ เนื่องจากสัญญาเช่าซื้อเป็นสัญญาต่างตอบแทน เมื่อจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาโจทก์ย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อและไม่ชำระค่าเช่าซื้อได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 369
จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา เพราะไม่สามารถจัดการแก้ไขให้รถยนต์ที่เช่าซื้ออยู่ในสภาพใช้งานได้ตามประโยชน์ที่มุ่งหมายโดยสัญญา โจทก์ย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 ถือได้ว่าโจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยชอบแล้ว โดยโจทก์ไม่จำต้องส่งมอบรถยนต์คืนจำเลยก่อน เนื่องจากการบอกเลิกสัญญาด้วยการส่งมอบทรัพย์สินกลับคืนให้แก่เจ้าของตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 573 นั้นเป็นบทบัญญัติให้สิทธิผู้เช่าซื้อเลิกสัญญาในกรณีที่ไม่มีการผิดสัญญา ฉะนั้น เมื่อคู่สัญญาเลิกสัญญาโดยชอบแล้วคู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 โดยโจทก์ต้องคืนรถยนต์พิพาทให้จำเลยและต้องใช้เงินตามค่าแห่งการใช้สอยรถยนต์พิพาทให้จำเลยด้วย ส่วนจำเลยก็ต้องคืนค่าเช่าซื้อแก่โจทก์
เช่าซื้อรถยนต์ ในขณะทำสัญญาเช่าซื้อยังไม่ได้มอบสำเนาทะเบียนและแผ่นป้ายทะเบียนคนซื้อเลยมาซื้อให้ คนทำแผ่นป้ายทะเบียนรับผิด ก็เสื่อมความเหมาะสมที่มุ่งหมายตามสัญญา
1223/2545
ความชำรุดบกพร่องในทรัพย์สินซึ่งขายอันผู้ขายจะต้องรับผิดต่อผู้ซื้อตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 472 จะต้องเป็นความชำรุดบกพร่องที่มีอยู่ก่อนแล้วหรือมีอยู่ในขณะทำสัญญาซื้อขายหรือในเวลาส่งมอบทรัพย์สินที่ขาย ส่วนความชำรุดบกพร่องที่มีขึ้นภายหลัง ผู้ขายหาต้องรับผิดไม่ ฉะนั้น เมื่อโจทก์ทำและติดตั้งถังคริสตัลที่โรงงานของจำเลยตามสัญญาซื้อขายแล้ว จำเลยได้ดำเนินการผลิตผงชูรสได้นานประมาณ 2 เดือน จึงเกิดปัญหาหรือความเสียหายในส่วนชุดกวนของถังคริสตัล โจทก์จึงไม่ต้องรับผิดในความชำรุดบกพร่องดังกล่าว
ซื้อถังผงชูรส
เมื่อมี ตัวอย่างข้อสอบผู้ช่วย ก อยู่เมืองไทย ขายเครื่องหวายที่โตเกียวก็ซื้อขายทุกครั้งก็ไม่มีปัญหาอะไร แล้วปลวกกิน และให้คืนสู่ฐานะเดิมตาม 391
มาตรา 473 ผู้ขายไม่ต้องรับผิดในกรณี เหล่านี้ เป็นข้อยกเว้นในการชำรุดบกพร่อง
มาตรา 473 ผู้ขายย่อมไม่ต้องรับผิดในกรณีดังจะกล่าวต่อไปนี้ คือ
(1) ถ้าผู้ซื้อได้รู้อยู่แล้ว แต่ในเวลาซื้อขายว่ามีความชำรุดบกพร่องหรือควรจะได้รู้เช่นนั้นหากได้ใช้ความระมัดระวังอันจะพึงคาดหมายได้แต่วิญญูชน
(2) ถ้าความชำรุดบกพร่องนั้นเป็นอันเห็นประจักษ์แล้วในเวลาส่งมอบ และผู้ซื้อรับเอาทรัพย์สินนั้นไว้โดยมิได้อิดเอื้อน
(3) ถ้าทรัพย์สินนั้นได้ขายทอดตลาด
เช่นเรื่อง รถยนต์เต็นท์รถ ตอนแรกก้รู้แล้วว่าสามชึ่งจะติด
หรือเรื่องตู้เย็น มีรอยขีด แต่ก็ยอมเพราะเอาไปแอบไว้ที่ข้างฝาก็ไม่มีใครเห็น
5584/2544
ความชำรุดบกพร่องอันเกิดจากการที่ผนังบางส่วนมีรอยแตกร้าวบริเวณระหว่างกำแพงที่เป็นปูนหรือส่วนที่เป็นพื้นกับวงกบอะลูมิเนียมของบานประตูหน้าต่างมีรอยต่อไม่สนิทหรือบางส่วนยาซิลิคอนไม่ทั่วทำให้น้ำฝนสามารถซึมเข้ามาได้นั้น เป็นความชำรุดบกพร่องอันไม่เห็นประจักษ์ในเวลาส่งมอบ เมื่อมีน้ำฝนตกหนักน้ำฝนซึมเข้ามาจึงจะรู้ว่ามีการชำรุดบกพร่องดังกล่าว แม้ตัวแทนโจทก์เข้าไปสำรวจตรวจสอบแล้ว ก็เป็นการตรวจสอบเพียงว่ามีทรัพย์สินใดเสียหายบ้าง แต่บุคคลดังกล่าวไม่มีความรู้เกี่ยวกับการก่อสร้าง การที่ตัวแทนโจทก์เสนอให้โจทก์หาผู้เชี่ยวชาญมาทำการตรวจสอบและโจทก์ได้ว่าจ้างบริษัท อ. เข้าไปตรวจสอบจึงเป็นการกระทำที่สมควร จะถือว่าโจทก์พบเห็นความชำรุดบกพร่องแล้วแต่เวลานั้นยังไม่ได้ เมื่อต่อมาบริษัท อ. ตรวจสอบเสร็จและเสนอรายการซ่อมให้โจทก์ทราบ จึงถือได้ว่าโจทก์พบเห็นความชำรุดบกพร่องนับแต่เวลานั้น โจทก์ฟ้องคดีนี้ยังไม่พ้นเวลาปีหนึ่งนับแต่วันดังกล่าวคดีโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ