สรุปคำบรรยาย เนติภาคค่ำ ซื้อขายเช่าทรัพย์ สัปดาห์ที่ 8 ชั่วโมงที่ 8-9 พฤ 16/07/09

1,469 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
Jul 18, 2009, 12:13:53 AM7/18/09
to LAWSIAM

หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า  kankokub  ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ ฉันทวัธน์ วรทัต ผู้บรรยาย    คุณ chetsadaphong ผู้uploadไฟล์ , ผู้มีน้ำใจส่ง flie เสียงที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า

ชั่วโมง 8-9 . w8( 16-07-09 )

            คราวที่แล้วได้พูดถึงเรื่องการโอนกรรมสิทธิ์ในอสังฯธรรมดาก็โอนทันทีตามมาตรา 458 ถ้าเป็นการซื้อขายอสังฯ หรือสังหาพิเศษ ก็จะต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียน ได้พุดกันว่าการโอนกรรมสิทธิ์โอนเร็วตามผลกฎมาย จึงมีวิธีการประวิงกรรมสิทธิ์ไว้ คือทำเป็นสัญยาซื้อขายมีเงือนไขหรือเงื่อนเวลา

            ถ้าโดยทั่วไปแล้วกรรมสิทธิ์โอนทันที

            ก็เหมือนกับหลักที่สองแต่ต้องเกิดเหตุการณ์ตามที่เป็นเงื่อนไข ทีนี้โดยข้อสองที่ผ่านมาเราน่าจะสังเกตว่าถ้าเป็นสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไขเกี่ยวกับรถยนต์ต้องมีคำว่ากรรมสิทธิ์มี ทะเบียนมาเกี่ยว

            เช่นข้อสอบเนฯปี 44

            จนถึงเมื่อปีที่แล้วดูคำว่าทะเบียน แต่พอปีนี้มันยาก

2496/2551

ขณะที่ผู้ร้องและจำเลยทำสัญญาซื้อขายรถยนต์ของกลางกันจำเลยยังไม่ได้ส่งมอบรถยนต์ของกลางให้แก่ผู้ร้องและผู้ร้องยังค้างชำระราคาเป็นเงิน 50,000 บาท โดยจำเลยจะส่งมอบรถยนต์ของกลางให้แก่ผู้ร้องในวันที่ได้รับชำระราคาส่วนที่เหลือ จึงเป็นสัญญาซื้อขายที่มีเงื่อนไขตาม ป.พ.พ. มาตรา 459 กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ของกลางยังไม่โอนไปจนกว่าผู้ร้องจะได้ชำระราคาและโอนทะเบียนกัน ผู้ร้องจึงไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์ของกลางที่แท้จริง ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนรถยนต์ของกลางตาม ป.อ. มาตรา 36

 

            ก็ต้องจำไว้เป็นพิเศษ ต่อไปหลักสุดท้าย ที่ว่า จะโอนทะเบียนเมื่อชำระครบถ้วน

            เพราะฉะนั้นก็เป็นสี่หลักด้วยกันก้ไปอ่านดู

            นอกจากวิธีการประวิงการโอนกรรมสิทธิ์ยังมีมาตรา 460 อีก เพื่อขจัดความไม่เป็นธรรมหากเราจะใช้มาตรา 458 เพียงมาตราเดียวว่า

            นั่นก็คือต้องมีการบ่งตัวทรัพย์ในกองแตงโมนั้น คราวที่แล้วได้ยกตัวอย่างการโอนกรรมสิทธื 

            เรื่องไปตลาดเห็นแม่ค้าอุ้มไก่น่ากิน กรรมสิทธิ์ในไก่ที่แม่ค้าอุ้มก็มาเป็นผู้ซื้อทันที  

            อันนี้ก็เป็น 460 วรรค 1

            ต้องทราบก่อนว่าไก่ตัวไหน ถึงรู้ว่าไก่ตัวไหนแล้ว แต่ยังไม่รู้ราคา ก็ต้องกระทำการชั่งตวงวัด นับหมาย ให้รู้ราคาเสียก่อน

            ถ้ารู้ทั้งตัวทรัพย์รู้ทั้งราคา ก็เป็นการที่กรรมสิทธิ์โอน  

            ข้อสอบเนฯยุคก่อนๆก็มีออกประเด็นนี้ แต่หลังๆก็ไม่มาก เท่ากับสมัยก่อน

460 วรรค 1 ในเรื่องตัวทรัพย์แต่ไม่รู้ราคาก็มีมาก

            339/2506

          จำเลยตกลงขายไม้ในโรงเลื่อยให้โจทก์ โดยเจ้าหน้าที่ของโจทก์ได้วัดไม้ตีตรากรรมสิทธิ์ ได้ไม่ครบตามสัญญาและชำระราคาแล้วนั้นต้องถือว่ากรรมสิทธิ์ในไม้ได้โอนเป็นของโจทก์แล้ว หากไฟไหม้ไม้นั้นเสียหายไปเพราะเหตุอันจะโทษจำเลยมิได้แล้ว การสูญหรือเสียหายก็ย่อมตกเป็นพับแก่โจทก์

หากมีเงื่อนไขระบุไว้ในสัญญาว่าจำเลยยังต้องรับผิดชอบในไม้ที่ซื้อขายอยู่จนกว่าจะได้ส่งมอบแก่โจทก์ถึงที่ตามที่ได้ตกลงกันไว้อันเป็นการยกเว้นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 370 และ 460 แล้วโจทก์ก็ต้องยกข้อความในสัญญาข้อนี้ขึ้นกล่าวเป็นประเด็นในฟ้องให้ชัดแจ้ง

                        684/2531

          จำเลยตกลงขายเฮโรอีนจำนวน 3 ห่อให้แก่สายลับ และรับเงินค่าเฮโรอีนมาใส่กระเป๋ากางเกงไว้แล้ว แต่ขณะหยิบถุงพลาสติกซึ่งบรรจุเฮโรอีนไว้ 69 ห่อ ขึ้นมาจากที่ซ่อนยังไม่ได้แยกเฮโรอีนจำนวน 3 ห่อจากจำนวน 69 ห่อ ส่งมอบให้แก่สายลับ จำเลยก็ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมเสียก่อน การซื้อขายเฮโรอีนระหว่างจำเลยกับสายลับจึงยังไม่สำเร็จบริบูรณ์ การกระทำของจำเลยเป็นเพียงความผิดฐานพยายามจำหน่ายเฮโรอีนจำนวน 3 ห่อ ดังกล่าวเท่านั้น.

ถ้าไปออกมาตรา 370 สามารถเอาเรื่องกรรมสิทธิ์ไปวินิจฉัยได้เลย ธงคำตอบเหมือนกันแต่ว่าการอ้างหลักกฎหมายก็จะต่างกัน

อีกเรื่องหนึ่งข้อสอบผู้ช่วยนายอนันต์ จะไปซื้อรถยนต์ไว้สิบคัน แล้วจดทะเบียนแต่ละคันไว้แล้ว คืนนั้น ไฟไหม้ ดังนั้นก็ต้องรับภัยพิบัตินั้นไป

ส่วนเรื่องเกี่ยวกับ 460 วรรค 2 ก็เป็นเรื่องมีข้าวในยุ้ง แล้วมีการซื้อเหมา ทั้งยุ้งเกวียนละหกพันบาท เกิดสัญยาขึ้น รู้ตัวทรัพย์แน่นอนแล้ว แต่ถามว่ารู้ราคาหรือยัง ยังเพราะว่าคนขายๆเป็นเกวียน ละ หกพันบาท ยังไม่รู้ราคาแน่นอนทั้งหมด

นี่คือ 460 วรรค 2

ต่อไปเป็นเรื่องการโอนกรรมสิทธิ์ตามสัญญาซื้อขายเหมา

เช่นการบรรจุไข่ลงกล่อง

          เรื่องนี้ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายต้องรับผิดเป็นสำคัญ ไม่มีการวางประจำ มีการชำระหนี้บางส่วนหรือไม่ อย่าลืมนะการชำระหนี้บางส่วนนี้ ฝ่ายใดชำระหนี้ก็ฟ้องได้ แล้วการที่นำใส่กล่องนั้น ถือว่าเป็นการส่งมอบทรัพย์สินบางส่วนแล้วหรือยัง ธงก็บอกว่า การบรรจุแล้ววางนั้นไม่ใช่การชำระหนี้บางส่วน

          ข้อสอบในลักษณะนี้คงไม่มีแล้วแหละครับ ออกมาก็คงจะเถียงกันอีก เพราะมันไม่ชัดเจนนัก คงออกข้อสอบ มักไม่ออกในเรื่อง ไม่มีฏีกาเท่าไหร่ นอกจากจะออกตามตัวบทจริงๆ

ผมเคยออกข้อสอบเนฯ ขายเหมา ชื่อก็บอกแล้วว่าตาดีได้ตาร้ายเสีย

          ทีนี้การโอนกรรมสิทธิ์ตามสัญญาซื้อขายเงินผ่อนเงินเชื่อ กรรมสิทธิ์โอนเมื่อไหร่ก็เป็นข้อสอบผู้ช่วย คือ กรรมสิทธิ์ก็โอนทันที ถ้าไม่ได้ถือการโอนชื่อทางทะเบียนเป็นเงือนไขสำคัญ

          2603/2520

ซื้อขายโคที่อายุยังไม่ถึงทำตั๋วพิมพ์รูปพรรณ ซึ่งมีข้อสัญญาว่าจะไปจดทะเบียนโอน เป็นสัญญาจะซื้อขาย กรรมสิทธิ์ยังไม่โอน แต่ได้มอบโคให้ผู้ซื้อไปแล้ว โคถูกลักไปไม่ปรากฏว่าโทษผู้ซื้อได้ ผู้ขายเรียกราคาโคไม่ได้

 

สัญญาจะซื้อขายโคแล้วส่งมอบโคไปแล้ว พอรับมอบโคก็เอาไปที่ใต้ถุนบ้านแล้วถูกลักไป

          นี่คือเรื่องของ การโอนกรรมสิทธิ์ ต่อไปหน้าที่และความรับผิดของผู้ขาย มีข้อสอบที่จะออกคือมาตรา 466 ออกข้อสอบ

          เคยมีข้อสอบเนฯเคยออกมาตรา 463 อีกมาตราหนึ่ง

          การส่งมอบผู้ขายจำต้องส่งมอบทรัพย์สินให้แก่ผู้ซื้อ ทำอย่างไรก็ได้ให้อยู่ในเงื้อมือของผู้ซื้อ

          คือมีการโทรสับซื้อกัน ก็เป็นการแสดงเจตนาต่อบุคคลที่อยู่ตรงหน้า ก็มีการขนส่งผ่านบริษัท รสพ.

          หลักฐานเป็นหนังสือไม่มี  เพราะติดต่อซื้อขายกันทางโทรสับ

          การส่งมอบต้องส่งมอบให้แก่บุคคลซึ่งมีอาชีพนะครับ แต่ที่จริงแล้วหลังจากข้อสอบนี้ออกมา 118/2523

จำเลยสั่งซื้อเหล็กจากโจทก์โดยมีข้อตกลงว่า ถ้าจำเลยไม่มารับของก็ให้โจทก์ส่งเหล็กไปให้จำเลยที่ร้านของจำเลยซึ่งอยู่ต่างจังหวัด จำเลยไม่มารับของโจทก์จึงให้ผู้ขนส่งบรรทุกของไปให้จำเลย แต่จำเลยไม่ได้รับเพราะของสูญหายไประหว่างขนส่ง ดังนี้ จำเลยไม่ต้องรับผิดชำระราคาต่อโจทก์

 

 ว่าถ้าส่งมอบแล้วคนซื้อไม่ได้รับของ คนซื้อไม่ต้องชำระราคาให้แก่คนขาย

คนขายก็ต้องไปฟ้องคนส่งเอง เรื่องนี้เป้นเรื่องไม่มีหลักฐานการฟ้องร้องคดี

          466 มาคู่กับ 465 เป็นการซื้อทรัพย์สินแล้วทรัพย์สินมันขาดไปมันเกินไป

          มาตรา 465 เรื่องอะไร 466 เรื่องอะไรเปิดตัวบทดู

มาตรา 465  ในการซื้อขายสังหาริมทรัพย์นั้น

            (1) หากว่าผู้ขายส่งมอบทรัพย์สินน้อยกว่าที่ได้สัญญาไว้ ท่านว่าผู้ซื้อจะปัดเสียไม่รับเอาเลยก็ได้ แต่ถ้าผู้ซื้อรับเอาทรัพย์สินนั้นไว้ ผู้ซื้อก็ต้องใช้ราคาตามส่วน

            (2) หากว่าผู้ขายส่งมอบทรัพย์สินมากกว่าที่ได้สัญญาไว้ ท่านว่าผู้ซื้อจะรับเอาทรัพย์สินนั้นไว้แต่เพียงตามสัญญา และนอกกว่านั้นปัดเสียก็ได้ หรือจะปัดเสียทั้งหมดไม่รับเอาไว้เลยก็ได้ ถ้าผู้ซื้อรับเอาทรัพย์สินอันเขาส่งมอบเช่นนั้นไว้ทั้งหมด ผู้ซื้อก็ต้องใช้ราคาตามส่วน

                        (3) หากว่าผู้ขายส่งมอบทรัพย์สินตามที่ได้สัญญาไว้ระคนกับทรัพย์สินอย่างอื่นอันมิได้รวมอยู่ในข้อสัญญาไซร้ ท่านว่าผู้ซื้อจะรับเอาทรัพย์สินไว้แต่ตามสัญญา และนอกกว่านั้นปัดเสียก็ได้ หรือจะปัดเสียทั้งหมดก็ได้

 

            มาตรา 466  ในการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์นั้น หากว่าได้ระบุจำนวนเนื้อที่ทั้งหมดไว้ และผู้ขายส่งมอบทรัพย์สินน้อยหรือมากไปกว่าที่ได้สัญญาไซร้ ท่านว่าผู้ซื้อจะปัดเสียหรือจะรับเอาไว้และใช้ราคาตามส่วนก็ได้ตามแต่จะเลือก

            อนึ่งถ้าขาดตกบกพร่องหรือล้ำจำนวนไม่เกินกว่าร้อยละห้าแห่งเนื้อที่ทั้งหมดอันได้ระบุไว้นั้นไซร้ท่านว่าผู้ซื้อจำต้องรับเอาและใช้ราคาตามส่วนแต่ว่าผู้ซื้ออาจจะเลิกสัญญาเสียได้ในเมื่อขาดตกบกพร่อง หรือล้ำจำนวนถึงขนาด ซึ่งหากผู้ซื้อได้ทราบก่อนแล้วคงจะมิได้เข้าทำสัญญานั้น

 

          ก็เป็นเรื่องของความจำล้วนๆ ประเด็นก็คงไม่มีอะไรมาก

          ประเด็นที่เป็นข้อสอบได้ ก็คือการซื้ออสังฯ ที่ขาดหรือเกินไป ห้าเปอร์เซ็นต์ ก็บอกปัดได้

          เคยถามเจ้าหน้าที่กรมที่ดินว่าทำไมวัดไม่ตรงเลย เพราะว่าแผ่นดินไหว เล็กๆน้อย มันมีผลกับหลักหมุดได้ ก็ขาดเกินไปเล็กน้อย

          ข้อสอบเนฯก็ออกมาซื้อที่ดินสามไร่ รังวัดแล้วขาดไปสองงาน เกินไป หนึ่งงาน

          5228/2539

        จำเลยที่1ส่งมอบที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์น้อยกว่าจำนวนเนื้อที่ที่ตกลงซื้อขายกันตามสัญญาถึงเกือบครึ่งเป็นการส่งมอบที่ดินที่ขาดตกบกพร่องถึงขนาดซึ่งหากโจทก์ได้ทราบก่อนแล้วคงจะมิได้เข้าทำสัญญากับจำเลยที่1อย่างแน่นอนโจทก์จึงมีสิทธิบอกปัดเสียหรือเลิกสัญญาแก่จำเลยที่1การที่โจทก์บอกปัดไม่ยอมรับโอนที่ดินพิพาทและไม่ชำระราคาที่ดินพิพาทส่วนที่เหลือให้จำเลยที่1ตามสัญญากรณีจึงต้องถือว่าโจทก์ได้บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่1ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา466วรรคสองแล้วคู่สัญญาแต่ละฝ่ายจึงจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามมาตรา391จำเลยที่1จึงต้องคืนเงินมัดจำให้โจทก์

 

          975/2543

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 466 วรรคสอง มิใช่กฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน คู่กรณีจึงอาจกำหนดไว้ในสัญญาเป็นการแตกต่างกับบทบัญญัตินี้ได้

โจทก์และจำเลยได้ทำสัญญาซื้อขายอาคารชุดที่พักอาศัยในราคา 2,865,000บาท สัญญาดังกล่าว ได้กำหนดไว้ว่า "ห้องชุดผู้ซื้อจะมีพื้นที่ประมาณ 94.5 ตารางเมตรทั้งนี้โดยขึ้นอยู่กับการปรับขนาดพื้นที่ตามการก่อสร้างที่เป็นจริงและการจดทะเบียนที่สำนักงานที่ดิน ถ้าพื้นที่จริงของห้องชุดผู้ซื้อมีมากกว่าหรือน้อยกว่าที่ระบุข้างต้นคู่สัญญายังคงต้องผูกพันตนตามสัญญานี้ แต่ถ้าแตกต่างตั้งแต่ร้อยละห้า (5%)หรือมากกว่านั้น ราคาที่ต้องชำระตามสัญญานี้จะต้องปรับเพิ่มหรือลดลงตามส่วนโดยการปรับราคาจะกระทำในการชำระเงินงวดสุดท้ายของราคา" แม้ข้อสัญญาดังกล่าวไม่ขัดต่อกฎหมาย และใช้บังคับได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 151 แต่ศาลก็ต้องตีความสัญญาให้เป็นไปตามความประสงค์ของคู่สัญญาในทางสุจริต โดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณี กล่าวคือ เจตนาของคู่สัญญาที่กระทำโดยสุจริตซึ่งพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีประกอบแล้ว คงมิได้หมายความถึงขนาดที่ว่าไม่ว่าเนื้อที่ของอาคารชุดจะแตกต่างมากกว่าร้อยละห้าสักเพียงใดก็ตาม โจทก์ก็ต้องรับโอนกรรมสิทธิ์ในอาคารชุดโดยไม่อาจปฏิเสธได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาคารชุดพิพาทมีเนื้อที่ล้ำจำนวนถึง 29.98 ตารางเมตร คิดเป็นร้อยละ 31.7 ซึ่งโจทก์จะต้องชำระเงินเพิ่มอีกประมาณ 900,000 บาท รวมทั้งจำเลยได้บังคับให้โจทก์รับมอบซอกมุมห้องที่ติดกันซึ่งมีเนื้อที่อีก 30 ตารางเมตร โดยมีฝากั้นห้อง ระหว่างเนื้อที่ 95.5 ตารางเมตรกับ 30 ตารางเมตร เป็นฝากั้นซึ่งเป็นคานรับน้ำหนักของตัวอาคาร โดยจำเลยได้ทำช่องให้เข้าไปได้ทางด้านหลังเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ส่วนที่ล้ำจำนวนเป็นส่วนของเนื้อที่ซอกมุมห้องที่ติดกัน ซึ่งหากพิจารณาถึงความประสงค์ในทางสุจริต โดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีแล้ว ก็หาควรบังคับให้โจทก์ต้องจ่ายเงินเพิ่มเป็นจำนวนมากเพื่อรับเอาเนื้อที่ล้ำจำนวนที่ไร้ประโยชน์ดังกล่าวนั้นหรือไม่ เพราะหากโจทก์ได้ทราบก่อนแล้วคงจะมิได้เข้าทำสัญญานั้นอย่างแน่นอน อีกประการหนึ่งเมื่อคำนึงถึงมาตรา 11แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ด้วยแล้วในกรณีเช่นว่านี้เมื่อสัญญามีข้อสงสัยว่าโจทก์ต้องผูกพันตามสัญญาดังกล่าวนี้หรือไม่ศาลย่อมต้องตีความให้เป็นคุณแก่โจทก์ผู้ต้องเสียในมูลหนี้ โจทก์จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญานี้ได้ในเมื่อล้ำจำนวนถึงขนาด ซึ่งหากโจทก์ได้ทราบก่อนแล้วคงมิได้ทำสัญญานั้นตามมาตรา 466 วรรคสอง อันเป็นผลให้คู่กรณีต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามมาตรา 391

ตกลงซื้อคอนโด ร้อยตารางเมตร ผิดไปสามสิบตารางมตรก็เกินไปกว่าร้อยละ ห้า ก็เข้า 466 วรรค หนึ่ง

          แต่มีการตกลงกันว่าเกินเท่าไหร่ขาดเท่าไหร่ ต้องซื้อตามจำนวนนั้น ก็มีปัญหาว่าข้อตกลงนี้ขัดต่อความสงบหรือไม่ ก็ไม่ ตกลงกันได้

          มาตรา 466 นี้จะไม่ใช้กับสัญญาซื้อที่ที่มีเจตนาซื้อขายที่ดินกันทั้งแปลง สมมุติว่า อยากซื้อที่ดินริมน้ำเป็นที่ดินสี่เหลี่ยม  สวยมากๆ

          เมื่อมีเจตนาที่ดินกันทั้งแปลงแล้วก็ต้องถือกันตามนั้น เมื่อมีเจตนาอย่างนี้ก็ไม่เอา 466 มาใช้

          ต่อมาประเด็นที่ออกบ่อยคือความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องและรอนสิทธิเพิ่งออกไปเมื่อปีที่แล้ว

          ชื่อก็บอกแล้วว่าซื้อทรัพย์สินมาแล้วทรัพย์สินนั้นใช้ไม่ได้ คือทรัพย์นั้นไม่สามารถใช้ได้ตามปกติ และที่สำคัญเลยคือผู้ขายต้องรับผิดทั้งๆที่รู้หรือไม่ก็ตามว่าทรัพย์นั้นชำรุดบกพร่อง

            เสื่อมก็มีอยู่สามเสื่อม เช่นเพชรที่เสือมโดยเราไม่ได้มองเห็นด้วยตาเปล่า ก็เสื่อมราคา

หรือเสื่อมความเหมาะสม อันประโยชน์ที่มุ่งหมายโดยปกติ รับประกันประกวดต้องได้รางวัล พอไปประกวดก็คือมีการซ่อมแซมด้วย แจกันนี้เราก็ต้องการไปประกวดไม่ได้ไปใส่น้ำปักดอกไม้

            459/2514

วามชำรุดบกพร่องในทรัพย์สินซึ่งขาย อันผู้ขายจะต้องรับผิดต่อผู้ซื้อตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 472 นั้น จะต้องเป็นความชำรุดบกพร่องที่มีอยู่ก่อนแล้ว หรือมีอยู่ในขณะทำสัญญาซื้อขายหรือในเวลาส่งมอบทรัพย์สินที่ขาย ส่วนความชำรุดบกพร่องที่มีขึ้นภายหลังผู้ขายหาต้องรับผิดไม่

เครื่องปรับอากาศที่โจทก์ติดตั้งที่ภัตตาคารของจำเลยให้ความเย็นเรียบร้อยดีนับแต่เวลาติดตั้งตลอดมาไม่น้อยกว่า 3-4 เดือน แสดงให้เห็นว่าเครื่องปรับอากาศดังกล่าวมิได้มีความชำรุดบกพร่องอยู่ก่อน หรือในขณะทำสัญญาซื้อขาย หรือในเวลาส่งมอบเลย ฉะนั้นที่เครื่องปรับอากาศให้ความเย็นไม่พอในเวลาต่อมา จึงเป็นความชำรุดบกพร่องที่มีขึ้นภายหลังจากที่จำเลยได้รับมอบและใช้ประโยชน์มาไม่น้อยกว่า 3-4 เดือน โจทก์หาต้องรับผิดในความชำรุดบกพร่องนี้ไม่ และด้วยเหตุนี้จำเลยจึงไม่มีสิทธิยึดหน่วงราคาที่ยังไม่ได้ชำระตามมาตรา 488 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

 

 ความชำรุดบกพร่องต้องมีอยู่ก่อนหรือขณะทำการซื้อขาย

            5618/2530

ความชำรุดบกพร่องของทรัพย์สินที่ขายอันผู้ขายจะต้องรับผิดตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา472 นั้นต้องเป็นความชำรุดบกพร่อง ที่มีอยู่ก่อนแล้ว หรือมีอยู่ในขณะทำสัญญาซื้อขายหรือในเวลาส่งมอบ ส่วนความชำรุดบกพร่องที่เกิดขึ้นภายหลังผู้ขายหาต้องรับผิดไม่ โจทก์ซื้อรถยนต์จากจำเลย ขณะที่โจทก์รับรถคันพิพาทไปจากจำเลย รถมีสภาพเรียบร้อยดี ภายหลังโจทก์จึงอ้างว่ารถมีกลิ่นเหม็นดังนี้ จำเลยหาต้องรับผิดไม่

 

ซื้อรถมือสองใช้ได้สามเดือนเอาไปคืนคนขาย เนื่องจากรถเหม็น ก็สืบข้อเท็จจริงคือขณะรับรถ ๆ ไม่เหม็น

            4974/2545

จำเลยเป็นผู้ให้เช่าซื้อรถยนต์ย่อมมีหน้าที่ต้องส่งมอบสำเนาทะเบียนรถยนต์และแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ให้แก่โจทก์ผู้เช่าซื้อ เพราะสำเนาทะเบียนรถยนต์และแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์เป็นสาระสำคัญในการใช้รถ จำเลยส่งมอบรถยนต์ให้โจทก์ตามสัญญาเช่าซื้อโดยรถยนต์ไม่มีสภาพเหมาะสมจะใช้งานได้ตามประโยชน์ที่มุ่งหมายโดยสัญญาเช่าซื้อ จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 472 ประกอบมาตรา 549 จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าซื้อ จะอ้างเหตุอันเกิดจากบริษัท น. ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ยังไม่โอนทะเบียนรถยนต์ให้จำเลยไม่ได้ เนื่องจากสัญญาเช่าซื้อเป็นสัญญาต่างตอบแทน เมื่อจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาโจทก์ย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อและไม่ชำระค่าเช่าซื้อได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 369

จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา เพราะไม่สามารถจัดการแก้ไขให้รถยนต์ที่เช่าซื้ออยู่ในสภาพใช้งานได้ตามประโยชน์ที่มุ่งหมายโดยสัญญา โจทก์ย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 ถือได้ว่าโจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยชอบแล้ว โดยโจทก์ไม่จำต้องส่งมอบรถยนต์คืนจำเลยก่อน เนื่องจากการบอกเลิกสัญญาด้วยการส่งมอบทรัพย์สินกลับคืนให้แก่เจ้าของตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 573 นั้นเป็นบทบัญญัติให้สิทธิผู้เช่าซื้อเลิกสัญญาในกรณีที่ไม่มีการผิดสัญญา ฉะนั้น เมื่อคู่สัญญาเลิกสัญญาโดยชอบแล้วคู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 โดยโจทก์ต้องคืนรถยนต์พิพาทให้จำเลยและต้องใช้เงินตามค่าแห่งการใช้สอยรถยนต์พิพาทให้จำเลยด้วย ส่วนจำเลยก็ต้องคืนค่าเช่าซื้อแก่โจทก์

 

 เช่าซื้อรถยนต์ ในขณะทำสัญญาเช่าซื้อยังไม่ได้มอบสำเนาทะเบียนและแผ่นป้ายทะเบียนคนซื้อเลยมาซื้อให้ คนทำแผ่นป้ายทะเบียนรับผิด ก็เสื่อมความเหมาะสมที่มุ่งหมายตามสัญญา

            1223/2545

ความชำรุดบกพร่องในทรัพย์สินซึ่งขายอันผู้ขายจะต้องรับผิดต่อผู้ซื้อตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 472 จะต้องเป็นความชำรุดบกพร่องที่มีอยู่ก่อนแล้วหรือมีอยู่ในขณะทำสัญญาซื้อขายหรือในเวลาส่งมอบทรัพย์สินที่ขาย ส่วนความชำรุดบกพร่องที่มีขึ้นภายหลัง ผู้ขายหาต้องรับผิดไม่ ฉะนั้น เมื่อโจทก์ทำและติดตั้งถังคริสตัลที่โรงงานของจำเลยตามสัญญาซื้อขายแล้ว จำเลยได้ดำเนินการผลิตผงชูรสได้นานประมาณ 2 เดือน จึงเกิดปัญหาหรือความเสียหายในส่วนชุดกวนของถังคริสตัล โจทก์จึงไม่ต้องรับผิดในความชำรุดบกพร่องดังกล่าว

 

ซื้อถังผงชูรส

            เมื่อมี ตัวอย่างข้อสอบผู้ช่วย ก อยู่เมืองไทย ขายเครื่องหวายที่โตเกียวก็ซื้อขายทุกครั้งก็ไม่มีปัญหาอะไร แล้วปลวกกิน และให้คืนสู่ฐานะเดิมตาม 391

            มาตรา 473 ผู้ขายไม่ต้องรับผิดในกรณี เหล่านี้ เป็นข้อยกเว้นในการชำรุดบกพร่อง

มาตรา 473  ผู้ขายย่อมไม่ต้องรับผิดในกรณีดังจะกล่าวต่อไปนี้ คือ

            (1) ถ้าผู้ซื้อได้รู้อยู่แล้ว  แต่ในเวลาซื้อขายว่ามีความชำรุดบกพร่องหรือควรจะได้รู้เช่นนั้นหากได้ใช้ความระมัดระวังอันจะพึงคาดหมายได้แต่วิญญูชน

            (2) ถ้าความชำรุดบกพร่องนั้นเป็นอันเห็นประจักษ์แล้วในเวลาส่งมอบ และผู้ซื้อรับเอาทรัพย์สินนั้นไว้โดยมิได้อิดเอื้อน

            (3) ถ้าทรัพย์สินนั้นได้ขายทอดตลาด

            เช่นเรื่อง รถยนต์เต็นท์รถ ตอนแรกก้รู้แล้วว่าสามชึ่งจะติด  

หรือเรื่องตู้เย็น มีรอยขีด แต่ก็ยอมเพราะเอาไปแอบไว้ที่ข้างฝาก็ไม่มีใครเห็น

5584/2544

ความชำรุดบกพร่องอันเกิดจากการที่ผนังบางส่วนมีรอยแตกร้าวบริเวณระหว่างกำแพงที่เป็นปูนหรือส่วนที่เป็นพื้นกับวงกบอะลูมิเนียมของบานประตูหน้าต่างมีรอยต่อไม่สนิทหรือบางส่วนยาซิลิคอนไม่ทั่วทำให้น้ำฝนสามารถซึมเข้ามาได้นั้น เป็นความชำรุดบกพร่องอันไม่เห็นประจักษ์ในเวลาส่งมอบ เมื่อมีน้ำฝนตกหนักน้ำฝนซึมเข้ามาจึงจะรู้ว่ามีการชำรุดบกพร่องดังกล่าว แม้ตัวแทนโจทก์เข้าไปสำรวจตรวจสอบแล้ว ก็เป็นการตรวจสอบเพียงว่ามีทรัพย์สินใดเสียหายบ้าง แต่บุคคลดังกล่าวไม่มีความรู้เกี่ยวกับการก่อสร้าง การที่ตัวแทนโจทก์เสนอให้โจทก์หาผู้เชี่ยวชาญมาทำการตรวจสอบและโจทก์ได้ว่าจ้างบริษัท อ. เข้าไปตรวจสอบจึงเป็นการกระทำที่สมควร จะถือว่าโจทก์พบเห็นความชำรุดบกพร่องแล้วแต่เวลานั้นยังไม่ได้ เมื่อต่อมาบริษัท อ. ตรวจสอบเสร็จและเสนอรายการซ่อมให้โจทก์ทราบ จึงถือได้ว่าโจทก์พบเห็นความชำรุดบกพร่องนับแต่เวลานั้น โจทก์ฟ้องคดีนี้ยังไม่พ้นเวลาปีหนึ่งนับแต่วันดังกล่าวคดีโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ

           

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages