สรุปคำบรรยายวิชา วิชายืมค้ำประกันจำนองจำนำ (ค่ำ) ครั้งที่ 5 - 6

459 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
Jul 1, 2010, 12:32:38 AM7/1/10
to LAWSIAM

<A HREF="http://www.thaijustice.com/webboard.asp?sub=0&id=1507428">สรุปคำบรรยายวิชา วิชายืมค้ำประกันจำนองจำนำ (ค่ำ) ครั้งที่ 1 - 2</A>

<A HREF="http://www.thaijustice.com/webboard.asp?sub=0&id=1516366">สรุปคำบรรยายวิชา วิชายืมค้ำประกันจำนองจำนำ (ค่ำ) ครั้งที่ 3-4</A>

หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า  kankokub  ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ บัณฑิต รชตะนันทน์ผู้บรรยาย   ,  ผู้มีน้ำใจส่ง flie เสียงที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า ขอบคุณ. http://www.muansuen.com และคุณ admin ที่นำ flie เสียงมาลงแบ่งปันให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

ครั้งที่ 5 – 6   . 21-06-53

            วันนี้ว่ากัน สองชั่วโมง

            เรื่องดอกเบี้ย ปัญหาเยอะในทางปฏิบัติ เนื่องจากความพยายามในการหลีกเลี่ยงกฎหมาย

            ก็แบ่งได้สามเรื่อง ดอกเบี้ยชอบด้วยกฎหมาย ดอกเบี้ยเกินอัตรา ดอกเบี้ยทบต้น

มีข้อให้พิจารณา การยืมเงินมีชอบด้วยกฎหมายสองตัว

            คือดอกเบี้ยที่เป็นดอกผล คือ ค่าตอบแทนในสัญญายืมใช้สิ้นเปลือง อะไรเป็นดอกผลนิตินัย อะไรเป็นเบี้ยปรับ ตรงนั้นคือสิ่งที่ทำความเข้าใจ ถ้าเป็นค่าตอบแทนที่ไม่สิ้นสุด เป็นดอกผลเข้าใจไม่ยาก ในการทำนิติกรรมกับสถาบันการเงินก็ลำบาก

            มีอัตราดอกเบี้ยสองอัตรา อันนี้ก็ต้องมานั่งพิจารณากันดู

            2356 การพิจารณาว่าเป็นดอกเบี้ยเป็นดอกผลนิตินัยหรือไม่ก็ดูว่าเรียกโดยเรื่องอะไร ถ้ากำหนดในข้อสัญญา เป็นดอกผลตาม 148 ซึ่งเปลี่ยนแปลงได้ ปรับขึ้นลงได้ แต่จะปรับตามที่กำหนดไว้ไม่ได้

            ใครเคยกู้เงินสหกรณ์ หรือ ธนาคารก็มีประสบการณ์

            4690/2543 ถ้าข้อตกลงให้กำหนดได้ ถ้าคิดดอกเบี้ยโดยไม่ต้องคำนึงผิดนัดหรือไม่ ไม่ใช่กรณีเบี้ยปรับแล้ว ถ้าให้ดอกเบี้ยร้อยละสิบสอง ต่อไปปรับเป็นสิบเก้า ก็ไม่เป็นการสูงเกินไปที่ศาลจะใช้ดุลพินิจปรับอย่างเบี้ยปรับไม่ได้

            ส่วนเมื่อผิดนัดแล้ว มีการเพิ่มอัตราสูงขึ้นมากกว่าร้อยละสิบเก้า กรณีนี้แหละที่เป็นเบี้ยปรับ เมื่อศาลเห็นว่าสูงเกินไปก็ใช้อำนาจปรับลดลงมาได้

            ปัญหาต่อไป คือ พวกสินเชื่อต่างๆที่เรียกว่า นอนแบ๊งค์ เช่น พวกเฟริทช้อย มีการคิดค่าเปิดปริการ ในที่สุดก็มีฏีกา 5298/2551

            บอกว่าโจทก์เป็นสถาบัน ได้ดอกเบี้ยค่าทำเนียมใช้วงเงิน รวมทั้งหมดแล้ว มาหารด้วยระยะเวลาสองปี เรียกว่าเป็นอัตราคงที่ ก็เป็นอัตราคงที่มีปัญหาว่า เมื่อเกินกว่าร้อยละสิบห้า ก็เป็นดอกเบี้ยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีข้อให้พิจาณาเพิ่มเติมคือ ถ้าไม่มีข้อตกลงไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยที่เป็นดอกผล อาจเป็นเงินหรือสิ่งของหรือเป็นการกระทำโดยการมอบสิ่งของหรือทรัพย์สินให้

            อัตราดอกเบี้ยก็เป็นไปตามกำหนด ถ้าไม่ได้กำหนดอัตรา ก็ไปใช้ดอกเบี้ยตามกฎหมายคือ ร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ไม่ใช่ร้อยละสิบห้านะครับ นั่นเป็นเพดานขั้นสูงที่กฎหมายไม่ให้เกิน

            ดอกเบี้ยนับแต่เมื่อใด ที่เป็นดอกผล ก็แน่นอนนะครับก็นับแต่วันกู้นั่นแหละ ไม่ใช่ดอกเบี้ยผิดนัดนิ เป็นดอกผล

            ดอกเบี้ยผิดนัด ก็เป็นตาม 224 ในเรื่องหนี้ ถ้าลูกหนี้เป็นผู้ผิดนัด เจ้าหนี้ก็มีสิทธิเรียกได้ ถามว่าผิดนัดเมื่อใด ก็เป็นไปตามมาตรา 204 206 ผิดนัดก็มีสี่กรณีก็เมื่อถึงกำหนดชำระหนี้

เพราะเขาเตือนแล้ว

            กรณีที่สองกำหนดชำระหนี้ตามวันแห่งปฏิทิน ก็ได้ชื่อว่าเป็นการผิดนัดโดยมิพักต้องเตือนเลย  ให้ชำระหนี้ภายในสิบห้าวัน ภายในหนึ่งเดือน กรณีที่สี่ก็คือกรณีละเมิด

            ถ้าไม่ปรากฏว่าผิดนัดเมื่อใด ถ้ามีปัญหาศาลก็คิดเมื่อวันฟ้องเป็นต้นไป ดอกเบี้ยผิดนัดเป็นดอกเบี้ยโดยผลของกฎหมาย ไม่มีเลขฏีกานะครับ เพราะเป็นหลักกฎหมายที่หยิบหนังสือเล่มไหนก็อธิบายเหมือนกัน

            ดอกเบี้ยผิดนัดเป็นดอกเบี้ยตามกฎหมาย แม้ไม่ได้กำหนดดอกผลแต่ถ้าผิดนัดก็เรียกได้

            ลูกหนี้ก็คงต้องเสียดอกเบี้ยผิดนัด อัตราดอกเบี้ยก็เป็นไปตาม 224 ถ้าผิดนัด ร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ก็ให้ส่งเบี้ยตามนั้น

            ถ้าสูงอย่างกรณีคำพิพากษา 2543 ศาลก็ลดลงมาได้ เพราะถือว่าเป็นเบี้ยปรับ

            2356/2545

            ข้อตกลงที่ให้เรียกเกินได้เป็นเบี้ยปรับ เป็นดุลพินิจ 2793/2546 ก็ไม่มีปัญหาอะไรนอกจากเป็นเบี้ยปรับ ศาลก็ลดลงได้ ไม่มีปัญหา

            เป็นข้อสังเกตในแง่ที่ว่า ระบุดอกเบี้ย ถ้าบอกว่าในกรณีที่ผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใด ก็เป็นดอกเบี้ยที่เป็นดอกผล โครงสร้างของข้อตกลงการกู้ยืมเงินในสถาบันการเงินในปัจจุบัน

            ห้ามคิดดอกเบี้ยเกินกว่าร้อยละสิบห้าต่อปี แต่มีพรบห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา กำหนดเป็นความผิดสำหรับการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา เพราะฉะนั้นถ้าผู้ใดฝ่าฝืน ก็เป็นการอันฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติต่อกฎหมาย ข้อตกลงนี้ก็เป็นโมฆะตามมาตรา 150

            ก็ถูกตีความว่าถ้าเกินกว่านั้นให้ลดลงมาสิบห้า ใช้ไม่ได้ เพราะเป็นการอันต้องห้ามโดยชัดแจ้ง แต่ความเป็นโมฆะนี้โมฆะเฉพาะดอกเบี้ยนะครับ

            โมฆะทั้งหมด ไม่ใช่โมฆะเฉพาะส่วนที่เกินร้อยละสิบห้าต่อปีนะครับ

            136/2507

            567/2536 เรื่องนี้ถ้าออกมาก็เป็นคะแนนโบนัสนะครับ ใครไม่รับง่ายๆก็ช่วยไม่ได้

            มีส่วนดีอยู่นิดหนึ่งคือ ค่าทำเนียมที่หักไปในตอนแรก ส่วนที่เป็นดอกเบี้ยตกเป็นโมฆะ ต้นเงินยังสมบูรณ์เหมือนเดิม  4163/2535 จะเห็นตัวอย่างได้ชัด ว่า กู้จริงสองหมื่น แต่มีให้ใช้หมื่นเจ็ด ก็ผิดต่อ พรบ. ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา  654 ใช้บังคับสำหรับการกู้ยืมเงินเท่านั้น ถ้าเป็นดอกเบี้ยที่ไม่ใช้เงิน           

            เรื่องเล่นแชร์ไม่ใช่การกู้ยืมเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงินก็ดี กองทุนหมู่บ้านก็ดี ปัญหาว่าดอกเบี้ยที่เกินอัตราไปแล้วจะมาหักกับต้นเงินแล้วขอคืนได้หรือไม่

            2167/2545 ถ้าชำระไป โดยเป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจ ไปขอหักต้นเงินไม่ได้ ถ้าไม่รู้ ก็ไม่ได้ถือว่า เป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจ ก็ขอเรียกคืนได้

            5298/2551 เพราะว่าตอนที่จ่ายเงินค่าธรรมเนียมแรกเข้าก็ดี จะถือว่าสองส่วนนี้เป็นดอกเบี้ยหรือไม่ ตอนนั้นไม่มีใครรู้ ศาลฏีกาได้ตีว่า ในส่วนนี้ลูกค้าไม่ได้ชำระไปโดยแม้ดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดเป็นโมฆะ ไม่ปรากฏว่าผิดนัดวันใดก็ใช้ตั้งแต่วันฟ้อง

            3375/2549 ให้โจทก์คิดดอกเบี้ยได้ ร้อยละสิบแปดต่อปี แต่เมื่อเป็นผู้ผิดนัดแล้ว ก็ใช้ร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี กรณีของธนาคารพาณิชย์ก็อยู่ภายใต้ พรบ.

            ซึ่งให้อำนาจธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดได้ ไม่เกินอัตราที่ธนาคารได้วางเอาไว้ เพราะฉะนั้นธนาคารก็ดี สถาบันการเงินก็สามารถปรับอัตราขึ้นลงได้ อัตราดอกเบี้ยอาจแบ่งลูกค้าทั่วไป ลูกค้าชั้นดี ได้ ทั้งนี้ทั้งนั้น ประกาศเป็นข้อเท็จจริงการปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นลง มีข้อแนวฏีกาว่า ทำได้ แต่ต้องมีข้อตกลงถ้าไม่มีข้อตกลงปรับไม่ได้ เขียนไว้เท่าใดก็เท่านั้น เพราะฉะนั้นใช้อำนาจตามท้องตลาดปรับขึ้นลงไม่ได้ เพราะต้องเป็นฝ่ายเสียในมูลหนี้ เว้นแต่ว่า คู่สัญญายอมสละสิทธิให้ธนาคารพาณิชย์ปรับขึ้นลงได้โดยไม่ต้องแจ้ง

            อันนี้ก็เป็นไปตามข้อตกลง มีฏีกาเป็นบรรทัดฐานหลายเรื่อง ในเรื่องของการปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นลง เมื่อสัญญาขึ้นลง

            ดอกเบี้ยทบต้น อยู่ใน 655 ห้ามไม่ให้คิดดอกเบี้ยที่ค้างชำระ เว้นแต่ ดอกเบี้ยนั้นค้างเกินกว่าหนึ่งปี คู่สัญญากำหนดให้คิดทบต้นได้ แต่ต้องทำเป็นหนังสือ ห้ามไม่ให้คิดในดอกเบี้ยค้างชำระ แต่การตกลงกันเช่นนั้นต้องทำเป็นหนังสือ ข้อพิจารณา คือ กรณีนี้ จะคิดดอกเบี้ยทบต้นได้ต่อเมื่อมีการค้างชำระดอกเบี้ยแล้วมากกว่าหนึ่งปี ถ้าข้อตกลงบอกว่า ผู้ยืมไม่ชำระดอกเบี้ยงวดหนึ่งงวดใด อันนั้นเป็นการคิดดอกเบี้ยทบต้นได้ ข้อตกลงนั้นเป็นโมฆะ สัญญากู้มีข้อความว่า ถ้าผิดนัด ผู้กู้ให้คิดทบต้นเงินทันที ที่ผู้กู้ผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ย ข้อตกลงเป็นโมฆะ ถ้าไม่ได้ให้คิดดอกเบี้ยทันทีก็เป็นโมฆะ ข้อตกลงที่ว่า มีข้อสังเกต ข้อตกลงนั้นทำเป็นหนังสือ ต้องทำเป็นลักษณะสัญญา

            แต่ฏีกาบอกว่า เจตนารมณ์นั้น ไม่ได้บอกว่าต้องทำเป็นสัญญาเป็นฟอร์มขนาดนั้น เพียงแค่ข้อตกลง การที่ผู้กู้ฝ่ายเดียวลงลายมือชื่อ ก็ถือว่าได้ทำเป็นหนังสือแล้ว ข้อตกลงนั้นบอกว่าดอกเบี้ยต้องค้างชำระมากกว่าหนึ่งปี แต่จะตกลงกันตั้งแต่ทำสัญญากันก็ได้ ไม่ได้บังคับว่าค้างเกินหนึ่งปีเท่านั้น

            ดอกเบี้ยทบต้นนั้นคิดไปได้ ตราบใดที่มีสัญญาอยู่ ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้น ก็ไปคิดดอกเบี้ยธรรมดาแทน หรือดอกเบี้ยทบต้น

            กรุงไทยธนวัตร ไม่ได้มีข้อตกลงให้คิดดอกเบี้ยค้างชำระได้ ย่อมมีผลเป็นการคิดดอกเบี้ยทบต้น ฝ่าฝืน 635

            ปกติเราจ่ายไป โดยที่เราไม่ได้รู้ เราเป็นลูกหนี้ชั้นดี ไม่เคยท้วงติง เขาเรียกว่าเท่าไหร่ ก็จ่ายเท่านั้น ก็จะไม่รู้เท่าไหร่

            เมื่อตกเป็นผู้ผิดนัดแล้ว ดอกเบี้ยทบต้นก็ถือว่าตกลงเป็นอย่างอื่น ในอัตราที่สูงกว่า ทบไปได้เรื่อยๆ ไม่ใช่ข้อตกลงที่ฝ่าฝืนต่อความสงบเรียบร้อย เพราะว่าดอกเบี้ยนั้นกลายเป็นต้นเงินแล้ว          5291/2540

            มาตรา 655 วรรคสอง อัตราดอกเบี้ยคิดได้จากธรรมเนียมการค้า ดอกเบี้ยทบต้นในธรรมเนียมการค้า หมายความว่าในกรณีบัญชีเดินสะพัดหรือการค้าอื่นๆ สามารถคิดอัตราดอกเบี้ยทบต้นได้ อันนี้บางทีทำให้ งง เพราะเราบอกว่า บัญชีเดินสะพัดไม่ใช่เงินกู้

            เดี๋ยวจะสับสน ว่าไม่ใช่เงินกู้ ไม่ใช่เป็น 655 วรรคสองเป็นการเฉพาะ

            กรณีการคิดดอกเบี้ยทบต้นได้ตามวรรคสอง คือ ประเพณีการค้าที่คิดได้ เพราะเป็นบัญชีเดินสะพัด ในกรณีของบัญชีเดินสะพัด ก็ต้องไปดูในนัยยะ เดินสะพัด สัญญาที่ตกลงให้มีการตัดทอนหนี้ ลงชำระแต่ส่วนเงินคงเหลือ เพราะฉะนั้นก็แล้วแต่ลักษณะของการประกอบธุรกรรมของคนสองคน อย่างไรก็ตาม สัญญากู้เงินธรรมดา ไม่ใช่เป็นบัญชีเดินสะพัด คิดดอกเบี้ยทบต้นไม่ได้ ถ้าไม่ไปเข้ากรณีวรรคหนึ่ง คือค้างดอกเบี้ยหนึ่งปี คิดทบต้นไม่ได้ บัญชีเงินฝากกระแสรายวัน

            บัตรเครดิตรธนาคารก็ไม่ใช่บัญชีเดินสะพัด คิดดอกเบี้ยทบต้นไม่ได้ เป็นข้อที่กฎหมายกำหนดห้ามไว้ เป็นบทบัญญัติเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย จะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่นไม่ได้ การคิดดอกเบี้ยทบต้น คิดได้เมื่อสัญญามีอยู่เท่านั้น ก็มีปัญหาให้พิจารณาว่า สัญญาบัญชีเดินสะพัด สิ้นสุดเมื่อใด ถ้ามีสัญญากำหนด สิ้นสุดชัดเจน ชัดแจ้งตามเวลาแห่งปฏิทิน เมื่อครบกำหนดตามสัญญาแล้วไม่มีการสะพัดบัญชีต่อไป กรณีนี้นึกถึงสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี พอครบกำหนดสัญญาแล้วเราไม่ได้ไปเบิกเงินออกมาอีกเลยอันนั้นถือว่าบัญชีเดินสะพัดครบกำหนดตามสิ้นสุดของสัญญา แต่ถ้าครบกำหนดแล้วลูกหนี้ใช้หนี้อย่างเดียวถือว่าสัญญาสิ้นสุดแล้วเหมือนกัน ไม่ใช่การสะพัดบัญชี 2730/2534 ครบแล้วไม่สะพัดบัญชีก็สิ้นสุดตามวันเวลา

            ครบแล้วไปเอามาอีก อันนี้ถือว่าทำสัญญาบัญชีเดินสะพัดต่อไปอีกอย่างไม่มีกำหนดเวลา จะเลิกกันได้ต่อเมื่อมีการเลิกสัญญา เพราะฉะนั้นในโครงสร้างนี้ จะมีการเรียกเงินคืนสองล้านบาท เรียกดอกเบี้ยได้ห้าปี แต่ว่าต้นเงินคูณ สิบ ถ้ากรณีผู้กู้ตาย บัญชีเดินสะพัดระงับ ก็เรียกทบต้นไม่ได้ อันนี้ไม่มีปัญหาอะไร การรับสิ่งของอื่นๆ

            มีข้อกฎหมายที่เปลี่ยนหลักเก่าๆเลยกลายเป็นเรื่องที่มีปัญหาไป มาตรา 656 วรรคหนึ่ง เป็นเรื่องของการกู้ยืมแล้วรับสิ่งของอื่นๆ แทน การรับมอบอาจเป็นตัวเงินหรือสิ่งของอื่นๆแทนก็ได้ มีปัญหาว่าหนี้แท้จริงเป็นจำนวนเท่าไหร่ 656 วรรคหนึ่งบอกว่า ให้คิดเป็นหนี้เงินชำระเท่าจำนวนท้องตลาดทรัพย์สิน ในเวลาและสถานที่ส่งมอบ ข้อตกลงเป็นอย่างอื่น เป็นโมฆะตามวรรคสาม เพราะฉะนั้นกู้ยืมเงิน รับเอาเงินหรือสิ่งของ แทนเงินก็ได้ หาจำต้องรับกันด้วยเงินเสมอไปไม่ สัญญากู้ต้องคิดเป็นเงินและระยะเวลาตามที่ได้รับ

            วรรคหนึ่งไม่ค่อยมีปัญหา ปัญหามีวรรคสอง คือทำสัญญากู้กันแล้วยอมรับเอาสิ่งของหรือ หนี้อื่น ให้คิดจำนวนเท่ากับราคาท้องตลาด ในเวลาและสถานที่ส่งมอบ ท่านว่าเป็นโมฆะ ถ้าทำสัญญากู้ยืมเงินกันแล้ว ทำสิ่งของอื่น ให้คิดตามราคาท้องตลาด ในเวลาที่ส่งมอบ ถ้าไม่เอาเรื่องนี้ไปปนกับ 321 ถ้ายอมรับการชำระหนี้อย่างอื่น หนี้เป็นระงับสิ้นไป เดิมทีก็มีความเข้าใจกันในฏีกาเก่าๆ ว่ามาตรา 321 ไม่ได้เกี่ยวโยงกับ 656 ถ้าเป็นข้อตกลงจะฝ่าฝืนไม่ได้ ให้คิดราคาที่ดินในวันที่ทำสัญญากู้กันไม่ได้ ข้อตกลงนี้ขัดต่อมาตรา 656 วรรคสองเป็นโมฆะตามวรรคสาม แต่ถ้าหนี้ถึงกำหนดแล้ว เจ้าหนี้ยอมรับชำระหนี้ด้วยที่ดิน ก็ไปใช้ 321 ถือว่าเจ้าหนี้ยอมรับการชำระหนี้อย่างอื่น เพราะฉะนั้นหนี้ก็เป็นอันระงับโดยไม่ต้องคำนึง 656 วรรคหนึ่ง วรรคสอง วรรคสาม จนกระทั่ง 2532 ว่า กู้เงินโดยจำนองที่พิพาทเป็นประกัน ต่อมาโอนให้แก่เจ้าหนี้ โดยขณะโอนนั้น มีราคาเท่ากับจำนวนหนี้ มาดึงเอา 656 วรรคสองไป ว่ามีราคาเท่ากับจำนวนหนี้ หนี้ก็เป็นอันระงับไป ข้อสัญญาเป็นโมฆะ ศาลฏีกาก็บอกว่าใช้ไม่ได้

            4144/2532 ยอมรับเอาไก่ไว้ ย่อมแปลว่าพอใจเอาไก่แทน เท่ากับหนี้ที่ค้างชำระอยู่การชำระหนี้ไม่ขัด 656 วรรคสอง เลยเป็นเงื่อนไขว่า ชำระหนี้ด้วยทรัพย์สินอย่างอื่น ต้องมีราคาเท่ากับจำนวนหนี้ ไม่ได้คำนึงถึง 320 เลย คือจะบอกว่าเป็นเพราะการตั้งประเด็นในการสู้อย่างนั้นศาลฏีกาก็วินิจฉัยตามที่สู้กันนั้นเอง

            6449/2544 นี่แหละทำให้ข้อกฎหมายพลิกผันเป็นการวินิจฉัย นอกเหตุผลนิดหนึ่ง เพราะเหตุที่ว่าเรื่องนี้เป็นการชำระหนี้ผิดตัว ตัวเจ้าหนี้ถึงแก่กรรมก็มีผู้จัดการมรดก ตัวลูกหนี้ โอนที่ดินชำระหนี้ ผิดตัวเจ้าหนี้เพียงเท่านี้หนี้ก็ไม่ระงับอยู่แล้ว ปัญหาคือ เอาที่ดินคืน ก็ไม่รู้จะไปอ้างเหตุอะไร ประกอบการโอนที่ดิน ไม่มีการคิดที่ค้าง อันเป็นการส่งมอบขัดต่อ 656 และตกเป็นโมฆะ ตาม 656 วรรคท้าย จริงๆแล้ว ไม่ต้องให้เหตุผลเลย ตัดตอนตั้งแต่ชำระหนี้ผิดตัวก็จบแล้ว

            หลังจากฏีกานี้มาก็มีบรรทัดฐานตามมาว่า มีการโอนกันแล้ว การที่ยอมรับเอาที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวตีใช้หนี้มีราคาเท่าใด จึงขัดต่อมาตรา 656 วรรคสอง ตกเป็นโมฆะตามวรรคสาม เพิกถอนการขายได้ เดินตาม เป็นข้อกฎหมายไปซะเลย ก็เลยมีแนวฏีกามาใหม่

            ข้อตกลง ที่ผู้ให้กู้ โอนที่ดินพิพาทได้ทันที โดยไม่คำนึงถึงราคาที่ดินพิพาท คือ เวลาจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์หรือไม่ ย่อมตกเป็นโมฆะตามวรรคสาม ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย จึงตกเป็นโมฆะ เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฏีกา วินิจฉัยได้เอง เพราะฉะนั้นข้อตกลงตามมาตรา 653 นี้ยังต้องถือว่าเป็นการตกลงล่วงหน้าอยู่ ให้มีผลเป็นการชำระหนี้โดยไม่คำนึงถึงราคาของทรัพย์ในเวลาและสถานที่ที่ส่งมอบเป็นข้อตกลงที่เป็นโมฆะ แต่ถ้าหนี้ ไม่เกี่ยวข้องกับ 656 หลังจากมีฏีกา ปี 50 อาจสรุปว่าถึงแม้ตกลงกันเมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระแล้วรับชำระหนี้โดยสิ่งของอย่างอื่น ต้องมีราคาเท่ากับราคาท้องตลาด หนี้จึงระงับไป ตาม 221 มีผลให้รับชำระหนี้ต่อไปไม่ได้  2497 ทั้งหลายแหล่นั้นต้องอธิบายด้วยความระมัดระวัง จะไปติดอยู่ 6244

            6449/2544 เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องระวังมากที่สุด เป็นเรื่องที่ข้อกฎหมายเปลี่ยนแนวคิด กรณีนี้ค่อยๆ พัฒนาตัวของมันเข้าไปเอง เพราะฉะนั้นก็ตามให้ดีแล้วกันนะครับ ตามให้ดี ก็จบเรื่องสัญญายืม

                                    ค้ำประกัน

            เป็นเรื่องของประกันด้วยบุคคล ประกันก็มีสองอย่างใหญ่ๆ ก็คือ ด้วยบุคคล กับ ทรัพย์สิน ตามปพพ ก็มี จำนอง จำนำ นอกกฎหมายแพ่งก็เช่นเรื่อง ทรัสซ์ เป็นเรื่องของการค้าระหว่างประเทศ

            แต่ที่เราจะพูดคือการประกันหนี้ด้วยบุคคลหรือทรัพย์

            มาตรา 680 สาระสำคัญ คือผู้ค้ำฯต้องเป็นบุคคลภายนอก สอง ผูกพันตนต่อเจ้าหนี้ คือต้องมีหนี้ สามบุคคลภายนอกยอมผูกพันตนเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้นั้น

            ที่ว่าต้องเป็นบุคคลภายนอก มีปัญหาถามว่า แล้ว ผัวกู้เมียค้ำได้หรือไม่ คู่สมรสเป็นผู้ค้ำฯได้หรือไม่ ดูตามกฎหมายแล้วได้ ก็เพราะเขาเป็นคนละคนกัน

            อาจจะมีปัญหาว่ากู้มาใช้ในครัวเรือนหรือไม่ ถ้าใช่ ก็ใช้มาร่วมกัน

            แต่ในตามปฏิบัติ เขาไม่ค่อยยอมเอากัน เพราะมันไม่มีความน่าเชื่อถืออยู่แล้ว จะเอามาเป็นหลักประกันทำไม ทำได้ แต่ไม่สมควรครับ

            จะมีคนเดียวหรือหลายคนก็ได้ 684 คืออยู่ในฐานะร่วมกัน

            เป็นนิติบุคคล ก็ได้ แต่ต้องดูวัตถุประสงค์แห่งสัญญา ค้ำฯเป็นเรื่องของตัวบุคคลอย่าใช้คำว่าเอารถไปค้ำฯไว้

            ถ้าเอารถยนต์ไปค้ำฯ ก็ให้ใช้คำว่า หลักประกัน ไม่ใช่จำนำ

            จำนำก็จำนำไปเลย แต่ถ้าไม่ได้จำนำ แต่เอาไปผูกพันไว้อย่างเดียว ไม่ได้ส่งมอบก็ เป็นหลักประกัน ไม่ใช่จำนำ

            มันไม่ใช่ค้ำประกัน

            ค้ำฯประกันไม่ต้องได้รับความยินยอมจากลูกหนี้ และไม่ใช่การขำระหนี้เป็นการฝืนใจลูกหนี้ ผู้ค้ำฯจะมีความรับผิดเมื่อลูกหนี้ผิดนัด ข้อกฎหมายนี้ออกมาเพราะลูกหนี้ดื้อ

            ต้องมีหนี้ระหว่างลูกหนี้ เจ้าหนี้ สัญญาค้ำประกันเกี่ยวข้องกับคนสามฝ่าย แต่มีสองฉบับบ สัญญาประธานคือ เจ้าหนี้กับลูกหนี้ ส่วน สัญญาของผู้ค้ำฯกับ เจ้าหนี้ เป็นสัญญาอุปกรณ์ มันกินกันอยู่ มันผูกกันอยู่

            เหมือนอย่างกรณีเช่าที่ดินเพื่อไปประกันตัว 3781/2533 เช่า นส.3 เพื่อประกันตัวผู้ต้องหา

            สัญญากู้นั้นมันยังไม่มีเพราะว่ามันไม่มีการส่งมอบไม่มีความเสียหาย หนี้ยังไม่ใช่จำนวนเงินที่แน่นอน สัญญากู้ยืมเงินไม่เกิดสัญญาค้ำฯไม่มี

            อันนี้ต้องจำเพราะโยงกันอยู่ ค้ำฯ มูลหนี้ประธานเป็นอะไรก็ได้ แต่ขอให้วัตถุแห่งการชำระหนี้เป็นหนี้เงิน แต่เป็นหนี้การกระทำไม่ได้

            สัญญาว่าเบริ์ด จะค้องมาร้อง ถ้าไม่มาอาจารย์ร้องแทนเอง ไม่ใช่นะครับ เพราะของอย่างนี้ไม่ใช่แฟนทำแทนไม่ได้

            การประกันตัวในคดีอาญาไม่ใช่ทำสัญญาค้ำฯประกัน ไม่ต้องเอาเรื่องความรับผิดของค้ำฯประกันไปใช้ รวมถึงเรื่องการค้ำฯประกันจำเลยในการขอทุเลาการบังคับ

            สัญญาที่ทำไว้ต่อศาลนั้น หลักประกันอาจเอาตัวบุคคลมาค้ำฯเอาไว้ สัญญาที่ทำไว้กับศาล เป็นสัญญาประเภทพิเศษ ในกรณีทำตาม ปวิพ ไม่อยู่ในบังคับของ ปพพ เอาโฉนดที่ดินไปประกันตัว กับศาล จำนองก็ไม่ใช่ ทำไมบังคับขายได้ เพราะเป็นสัญญาพิเศษ ผูกพันตนต่อเจ้าหนี้เมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้นั้น อาจเป็นสัญญาชดใช้ค่าเสียหาย ค้ำฯต้องทำต่อเจ้าหนี้ไม่ใช่ทำต่อคนอื่น

            มีเรื่องของส่งสินค้าไปต่างประเทศเอาธนาคารมาค้ำฯ ไม่ใช่ถือว่าเป็นการค้ำฯต่อส่วนราชการที่ให้โควต้า

            หลักอยู่ที่ว่าค้ำฯต้องทำต่อเจ้าหนี้ถ้าไม่ทำต่อเจ้าหนี้ไม่ใช่สัญญาค้ำฯ

            ส่วนมากเป็นสัญญาชดใช้ค่าเสียหาย ทำหนังสือชดใช้ค่าเสียหาย ขอรับผิดโดยไม่มีข้อโต้แย้ง คำพูดว่ายินยอมรับรองว่า เครดิตรของลูกหนี้ดี ไม่ผิดนัด อันนั้นไม่ใช่เป็นค้ำฯเพื่อชำระหนี้นั้น หมายถึงหนี้ที่ลูกหนี้มีต่อเจ้าหนี้ ถ้าเป็นมูลหนี้อื่นก็ไม่อยู่ในความหมาย ค้ำฯการเช่าซื้อแล้วมาทำสัญญาซ้ำขายอีกสัญญาหนึ่ง อันนี้ไม่ถือว่าเป็นการค้ำฯหนี้ที่มาฟ้อง มีข้อให้ระวังนิดหนึ่งว่า ผู้รับอาวัลตั๋วเงินไม่ใช่ผู้ค้ำฯประกัน เพราะไม่ได้สัญญาว่าจะใช้เงินเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้

            สัญญาค้ำฯไม่ต้องทำพร้อมสัญญาประธาน สัญญาค้ำฯถ้าไม่ได้มีหลักฐาน ฟ้องร้องบังคับคดีหาได้ไม่ ใช่หลักเดียวกับกู้ยืมเงิน เพราะฉะนั้นเป็นเพียงหลักฐานการฟ้องร้องบังคับคดีไม่ใช่แบบ ไม่ต้องทำเป็นสัญญาไม่ต้องทำเป็นหนังสือสัญญาขอเพียงแค่มีข้อความลายมือชื่อเท่านั้น ไม่ต้องปิดอากรแสตมป์

            รูปแบบใดๆก็ได้ การมอบโฉนดที่ดิน ทำให้มีสิทธิยึดหน่วงไว้เท่านั้นเอง ถ้าลูกหนี้เบี้ยวไปแจ้งโฉนดหาย ก็เสี่ยงต่อการแจ้งความเท็จอันนี้ก็เป็นเรื่องของวิธีพิจารณาความ ฟ้องใหม่ไม่ได้ เป็นฟ้องซ้ำ ไม่เช่นนั้นฟ้องเสร็จแล้วไปสืบพยาน

            หนี้ที่ค้ำประกันได้ 681 วรรคแรกเป็นหลัก อันค้ำฯมีได้แต่เมื่อหนี้อันสมบูรณ์ ตัวอย่างฏีกาอาจมีทั้งจำนองและค้ำฯ ก็อาศัยมาตรา 707 ประกอบ 681 มีแต่หนี้อันสมบูรณ์ มีทั้งสัญญาประธานและสัญญาอุปกรณ์ การเกิดและความสมบูรณ์ อยู่ที่สัญญาประธาน มีผลบังคับได้ตามกฎหมายไม่ว่าหนี้อะไรก็ตาม ถ้าหนี้ประธานบังคับไม่ได้ ไม่ว่าเพราะเหตุใดก็ตาม เป็นหนี้ที่ไม่ถูกต้องตามแบบก็ดี หนี้ที่แสดงเจตนาบกพร่อง ไม่ตรงตามเจตนาที่แสดงออกมา เจตนาลวงหรือสำคัญผิด

            กู้เงินไปค้าฝิ่น กู้เงินไปยิงครูน้อย ไม่น่าจะเกิดมาได้

            ยอมชำระหนี้แทนบุคคลอื่นให้ถอนฟ้องคดีอาญา กู้ยืมเงินไม่ได้ส่งมอบ กู้ยืมเงินไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ พวกที่ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือนั้นไม่มีหลักฐานการฟ้องร้องคดี ตัวสัญญาเกิดได้ด้วยวาจาไม่ต้องทำตามแบบ สัญญามันสมบูรณ์เพียงแต่ฟ้องร้องไม่ได้เท่านั้นเอง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้หมายความว่าจะเสียสิทธิไปเลยนะครับ ความผูกพัน ความรับผิด มันคนละเหตุผลกัน ธงตัวเดียวกัน แต่เหตุผลต่างกัน ผู้ค้ำฯก็เอาเหตุผลของลูกหนี้มาเป็นเหตุผลตัวผู้ค้ำฯเอง ตาม 694 ไม่ต้องรับผิด ตราบใดที่สัญญาที่เป็นโมฆียะ ผู้เยาว์ทำนิติกรรมโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมผู้ค้ำฯก็มีความรับผิด ไม่ใช่สัญญาที่ไม่สมบูรณ์ หนี้ในอนาคตหรือที่มีเงื่อนไข

            หนี้อนาคตเช่นตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี เช่นค้ำฯประกันผู้เข้ามาทำงาน หนี้ของนักเรียนทุน ลาศึกษาต่อ พวกนี้เป็นหนี้ที่มีผลผูกพันในอนาคตทั้งสิ้น ไม่ใช่กรณีหนี้ประธานไม่เกิด เราค่อยไปดูเรื่อง ขอบเขตความรับผิดของเจ้าหนี้อีกที มีกลุ่มที่มีปัญหา คือกลุ่มของธนาคาร ผู้ค้ำฯไปทำสัญญากับธนาคาร ลูกหนี้ก็ไม่มีหนี้สาขาเดียว ต่างหนี้ต่างสาขากัน ขึ้นอยู่กับข้อตกลงในสัญญาว่าเขียนให้ผูกพันมากน้อยเพียงใด ถ้าข้อตกลงให้จำนอง ระบุว่าประกันหนี้ และข้อผูกพันใดๆ ทุกลักษณะ ทุกประเภทหนี้ ข้อสัญญาต่อท้ายก็เป็นประกันเพื่อหนี้สินใดๆ แต่ยังมีหนี้สินอื่น ยังคงมีผลผูกพันต่อไป ในเรื่องนี้มีหนี้อยู่สาขาสามพาน ศาลฏีกาก็บอกว่าเป็นหนี้ที่ค้างชำระเหมือนกัน เมื่อไปไถ่จำนอง สัญญาจำนองยังผูกพันอยู่ นี่เป็นหนี้ต่างสาขา ข้อตกลงเขียนไว้ชัดเจน แต่ในฏีกาที่ 2548 อันนี้มีข้อแตกต่างกัน สาขาบางบอนไปจำนองหนี้ประกันเบิกเงินเกินบัญชี ไปประกันหนี้กู้ยืม หนี้ประธานทั้งสองจำนอน เต็มจำนวนหนี้ที่อยู่แต่ละสัญญาแล้ว เพราะฉะนั้นหนี้จำนองประกันหนี้ที่มีอยู่จึงแยกต่างหากไม่มีความเกี่ยวพันกัน ต่างสาขา หลักนึง  ต่างประเภทต่างสาขาอีกหลักหนึ่ง อย่าคิดว่าทำไมเป็นเช่นนั้น นี่ก็เป็นเช่นเดียวกัน เรืองของสัญญาดูข้อตกลงเป็นหลัก

           

puntip

unread,
Jul 9, 2010, 12:40:36 AM7/9/10
to prane...@gmail.com, LAWSIAM


---------- จดหมายที่ถูกส่งต่อ ----------
จาก: nobita kwang <nobita...@gmail.com>
วันที่: 1 กรกฎาคม 2553, 11:32
หัวเรื่อง: [LAWSIAM.COM:4687] สรุปคำบรรยายวิชา วิชายืมค้ำประกันจำนองจำนำ (ค่ำ) ครั้งที่ 5 - 6
ถึง: LAWSIAM <law...@googlegroups.com>
--
~~~ ร่วมกัน ถาม-ตอบ คนละ 1 คำถาม สร้างความรู้ใหม่ได้มหาศาล ~~~~
 
************************************************************************************
 
คุณได้รับข้อความนี้เนื่องจากคุณเป็นสมาชิกกลุ่ม Google Groups กลุ่ม "สังคมนักกฎหมายไทย "
 
หากต้องการโพสต์ข้อความ เข้ากลุ่มนี้ ให้ส่งอีเมลไปที่ law...@googlegroups.com (ตั้งกระทู้อัตโนมัติ)
 
หากต้องการยกเลิกการเป็นสมาชิกกลุ่ม ส่งอีเมลไปที่
lawsiam-u...@googlegroups.com(กดยืนยัน ที่อีเมล์อีกครั้ง!)
หากต้องการดูตัวเลือกเพิ่มเติม โปรดไปที่กลุ่มนี้โดยคลิกที่
http://groups.google.com/group/lawsiam?hl=th
 
************************************************************************************

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages