สาระน่ารู้ !! อาญาหลายกรรมต่างกัน (ตามมาตรา 91) แต่กฎหมายให้ลงโทษเพียงกรรมเดียว (ตาม ป.อ. มาตรา 268 วรรคสอง)

1,839 views
Skip to first unread message

arunarun chitt

unread,
Jul 1, 2013, 12:50:21 PM7/1/13
to law...@googlegroups.com

       การปลอมเอกสารแล้วนำไปใช้เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาหลายกรรมต่างกัน ตามมาตรา 91 แต่กฎหมายให้ลงโทษเพียงกรรมเดียว ตาม ป.อ. มาตรา 268 วรรคสอง 

        ศึกษาวิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8815/2554 เพื่อการทำความเข้าใจหลักการใช้กฎหมายอาญาและวิธีพิจารณาความอาญาไปพร้อมกัน

        ข้อเท็จจริง


        1. อัยการโจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน ดังนี้ 
        ก. เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2549 เวลากลางวัน จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จและแจ้งให้ร้อยตำรวจเอก ป. พนักงานสอบสวนประจำสถานีตำรวจภูธรทุ่งคอก จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในรายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหายอันเป็นเอกสารราชการซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานว่าหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (นส 3 ก.) เลขที่ 1590 และ 1596 ของจำเลยได้หายไป ความจริงแล้วหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (นส 3 ก.) ทั้งสองฉบับดังกล่าวมิได้สูญหาย แต่จำเลยได้มอบให้แก่บริษัท อู่ทองสุพรรณทุนกิจ จำกัด ยึดไว้เป็นหลักประกัน ที่จำเลยกู้ยืมเงินของบริษัทไป โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ ร.ต.อ. ป. บริษัทอู่ทองฯ ผู้อื่นหรือประชาชน
      ข. ภายหลังจากการกระทำความผิดตามฟ้องข้อ ก. แล้ว จำเลยนำรายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหายอันเป็นเอกสารราชการที่เกิดจากการแจ้งความเท็จดังกล่าวไปใช้เป็นพยานหลักฐานและแจ้งต่อเจ้าหน้าที่พนักงานที่ดินจังหวัดอุทัยธานี ว่า หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (นส 3 ก.) ทั้งสองฉบับดังกล่าวได้หายไป เพื่อขอรับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (นส 3 ก.) ฉบับใหม่ ความจริงแล้วหนังสือดังกล่าวไม่ได้หายไป จนเจ้าพนักงานหลงเชื่อออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (นส 3 ก.) ฉบับใหม่ให้จำเลยไป โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุทัยธานี ร.ต.อ. ป. บริษัทอู่ทองฯ ผู้อื่นหรือประชาชน
       ค. เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2551 เวลากลางวัน จำเลยนำหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (นส 3 ก.) เลขที่ 1590 ที่จำเลยได้มาจากการกระทำความผิดตามฟ้องข้อ ก. และข้อ ข. ไปใช้จดทะเบียนจำนองเป็นประกันเงินกู้ที่จำเลยกู้ยืมเงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาบ้านไร่ ในวงเงิน 300,000 บาท ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ธนาคาร ร้อยตำรวจเอก ป. บริษัท อู่ทองฯ ผู้อื่นหรือประชาชน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 137, 267, 268
    (1) การบรรยายฟ้องของอัยการโจทก์นั้น หากอัยการมั่นใจว่าเป็นความผิดหลายกรรม จะบรรยายฟ้องแยกเป็นข้อๆ เช่นนี้ ขอให้ผู้ศึกษาได้พิจารณาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158(5)(6) ก็จะได้เข้าใจวิธีการร่างฟ้องได้ถ่องแท้ขึ้น และจะเห็นได้ว่าคำขอท้ายฟ้องขอให้ลงโทษตามมาตราใดนั้น อัยการโจทก์จะไม่ระบุวรรค
    (2) อัยการโจทก์ยื่นฟ้องคดีอาญาได้เป็นไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 28(1) และแสดงว่าคดีนั้นมีการสอบสวนมาโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ซึ่งการสอบสวนโดยชอบด้วยกฎหมายพนักงานสอบสวนจะต้องไม่บกพร่องในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญ (คน ท้อง ชอบ ร้อง หา) 
    (3) อัยการเมื่อยื่นฟ้องแล้วต้องนำตัวผู้ต้องหามาส่งศาลพร้อมกับคำฟ้องเว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้น เมื่ออัยการยื่นฟ้องแล้วศาลจะประทับฟ้อง ซึ่งคดีนี้หากเป็นการยื่นฟ้องต่อศาลแขวงเมื่อประทับฟ้องศาลจะปล่อยตัวจำเลยไปโดยไม่มีประกันหรือมีประกันก็แล้วแต่ศาลจะใช้ดุลพินิจ ก่อนจะดำเนินกระบวนพิจารณาศาลก็จะสอบถามเรื่องทนายจำเลยว่าจำเลยมีทนายความและต้องการทนายหรือไม่ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 173 หลังจากสอบถามเรื่องทนายแล้ว ศาลก็จะอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังและก็จะถามจำเลยว่าจะให้การประการใดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 172 
     (4) ตามที่อัยการโจทก์บรรยายมาในฟ้องดังกล่าวข้างต้นเป็นการบรรยายฟ้องเพื่อขอให้ศาลลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 137, 267, 268 ในความผิดตาม ป.อ. มาตรา 137 นั้น เป็นการแจ้งความเท็จแก่เจ้าพนักงานโดยผู้แจ้งประสงค์ต่อผล คือ มุ่งหมายให้เจ้าพนักงานได้ทราบความเท็จที่ตนนำมาแจ้ง ถ้าเจ้าพนักงานได้ทราบข้อความเท็จนั้นแล้วก็ถือว่าการกระทำบรรลุผลเป็นความผิดสำเร็จตาม ป.อ. มาตรา 137 ทันที แม้เจ้าพนักงานจะไม่เชื่อข้อความนั้นเลยก็ตาม และให้ระมัดระวังด้วยว่าความผิด ตาม ป.อ. มาตรา 137 นั้น ถ้าเจ้าพนักงานยังไม่ทราบข้อความเท็จอาจเป็นความผิดฐานพยายามได้ เช่น แจ้งความเท็จที่เป็นภาษาต่างประเทศที่เจ้าพนักงานไม่เข้าใจความหมายถือว่าเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 138 ประกอบมาตรา 80

     2. คดีนี้ จำเลยให้การรับสารภาพ เมื่อพิจารณาโทษตามที่โจทก์ขอให้ลงโทษแล้ว จะเห็นว่าไม่มีโทษขั้นต่ำให้จำคุกตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป ดังนั้น เมื่อจำเลยรับสารภาพ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 ศาลก็พิพากษาคดีไปได้โดยไม่ต้องสืบพยานโจทก์

     3. ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 137, 167 , 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 267 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตาม ป.อ. มาตรา 91 ฐานแจ้งความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานกับฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตาม ป.อ. มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานใช้เอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิด ตามมาตรา 267 จำเลยเป็นผู้แจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความเองจึงให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 267 ตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 2 กระทงเป็นจำคุก 12 เดือน รวมเป็นจำคุกทั้งหมด 18 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน
     3.1 ผลของการตัดสินของศาลชั้นต้นเช่นนี้ ในส่วนของจำเลยเป็นไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ สามารถอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ ซึ่งคดีนี้ จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลดโทษและรอการลงโทษถือว่าเป็นการอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง จึงสามารถอุทธรณ์ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ แต่จำเลยไม่สามารถอุทธรณ์ว่าไม่ได้กระทำผิด เพราะถือว่า จำเลยกระทำผิดหรือไม่ ยุติไปแล้ว
     3.2 ผลของคำพิพากษาในส่วนของโจทก์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ โจทก์ไม่สามารถอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้

     4. เมื่อจำเลยยื่นอุทธรณ์มาแล้ว ศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น
     4.1 ผลของคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ จำเลยจะฎีกาข้อเท็จจริงต่อไปไม่ได้เพราะต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคแรก (ไม่ใช่ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219)
     4.2 คดีนี้จำเลยยื่นฎีกาโดยขอให้ผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งเป็นไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 จะเห็นได้ว่า ป.วิ.อ. มาตรานี้มิได้กำหนดรายละเอียดไว้ว่าการจะให้ผู้พิพากษาอนุญาตนั้นต้องทำอย่างไร จะเห็นได้ว่า ป.วิ.อ. มิได้กำหนดทางปฏิบัติไว้ ดังนั้น หากประสงค์จะให้ผู้พิพากษาอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงหรืออนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องดำเนินการตาม ป.วิ.อ. มาตรา 15 โดยนำ ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสามมาใช้เป็นแนวทางในการดำเนินการ

      5. จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ
      5.1 การฎีกาของจำเลยแม้จะมีผู้พิพากษาอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงแต่ก็เป็นเพียงผ่านพ้นขั้นตอนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 เท่านั้น แต่การฎีกาในข้อเท็จจริงของจำเลยก็จะมีหลักการห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงประการต่อมาว่า ข้อเท็จจริงที่จำเลยจะฎีกาได้นั้นจะต้องเป็นข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ได้พิจารณาพิพากษาแล้ว จำเลยจึงจะยกขึ้นในชั้นฎีกาได้ ทั้งนี้เป็นไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 15 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 249 (อาจกล่าวได้ว่า การห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในคดีนี้มีถึงสองขั้นตอน คือ ผ่านมาตรา 221และ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 249)
     5.2 ศาลฎีกาพิจารณาฎีกาของจำเลยแล้ว เห็นว่า พฤติการณ์ของจำเลยแสดงถึงความไม่สุจริตของจำเลยที่ประสงค์จะใช้ นส 3 ก. ไปจดทะเบียนจำนองกับธนาคารนับเป็นการกระทำที่ไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายและเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนโดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้อื่น พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรงแม้จำเลยไม่เคยทำผิดมาก่อนหรือมีภาระเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัว ตลอดจนได้ชำระหนี้ให้แก่บริษัทอู่ทองฯ แล้ว และเจ้าหนี้ไม่ติดใจเอาความแก่จำเลยก็ไม่มีเหตุผลเพียงพอจะรอการลงโทษให้จำเลย
     5.3 ศาลฎีกาได้พิจารณาต่อไปว่า ตาม ป.อ. มาตรา 268 วรรคสอง บัญญัติว่า ถ้าผู้กระทำความผิดตามวรรคแรกเป็นผู้ปลอมเอกสารนั้น หรือเป็นผู้แจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความนั้นเอง ให้ลงโทษตามมาตรานี้แต่กระทงเดียว หมายความว่า หากผู้ใช้หรือผู้อ้างเอกสารปลอมนั้นเป็นผู้ปลอมเอกสารหรือเป็นผู้แจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารด้วย ก็ให้ลงโทษฐานใช้หรืออ้าง ตาม ป.อ. มาตรา 268 วรรคแรก แต่เพียงกระทงเดียว ไม่ต้องลงโทษฐานปลอมหรือฐานแจ้งด้วยอีกกระทงหนึ่ง
     5.4 ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่จำเลยใช้เอกสารอันเกิดจากการแจ้งและเป็นผู้แจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารด้วยจึงต้องลงโทษจำเลยฐานใช้เอกสารอันเกิดจากการแจ้งแต่เพียงกระทงเดียว ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยในความผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารกระทงหนึ่งและใช้เอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดตามมาตรา 267 ด้วยอีกกระทงหนึ่งจึงไม่ถูกต้อง
    5.5 ศาลฎีกาได้แสดงเหตุผลต่อไปว่า นอกจากนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยในความผิดฐานใช้เอกสารอันเกิดจากการกระทำผิดตามมาตรา 267 อีกกระทงตามฟ้องข้อ ค. ซึ่งหมายถึงกระทงความผิดฐานใช้หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (นส 3 ก.) อันเกิดจากฟ้องตามข้อ ก. และข้อ ข. แสดงต่อธนาคารนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ตามฟ้องข้อ ก. และข้อ ข. เอกสารอันเกิดจากการแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จ คือ รายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหาย มิใช่หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (นส 3 ก.) ซึ่งเป็นเอกสารที่เป็นผลมาจากการแจ้งดังกล่าว ดังนั้น การที่จำเลยใช้หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (นส 3 ก.) แสดงต่อธนาคาร จึงไม่ใช่การใช้เอกสารอันเกิดจากการกระทำผิดตามมาตรา 267 ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้มาด้วยอีกกระทงหนึ่งจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาทั้งสองเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้
     หมายเหตุ
     การพิพากษาของศาลฎีกา จะเห็นได้ว่าคดีนี้แม้จำเลยจะให้การับสารภาพและศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้ลงโทษจำเลยมาตามฟ้อง แต่ถ้าศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยไม่ได้กระทำผิดตามฟ้องในข้อหาใดก็สามารถอาศัยอำนาจตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 ยกฟ้องโจทก์เสียได้ซึ่งจะเห็นว่าศาลฎีกาได้ยกฟ้องโจทก์ในคำฟ้องข้อ ค.


                (ขอขอบพระคุณอย่างสูงสำหรับที่มา : ทบทวนหลักกฎหมายกับอาจารย์ประยุทธ)

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++                      

     ขอแนะนำ !! 

        สำหรับเพื่อนๆ พี่ๆ และน้องๆทุกท่าน ที่กำลังศึกษาชั้นเนติบัณฑิต ซึ่งกำลังทำงานและไม่มีเวลาเข้เรียน , ไม่ได้ลงทะเบียนมาเป็นเวลานาน อย่าเพิ่งรีบท้อถอย ครับ เพราะกว่าเราจะเรียนจบชั้นนิติาสตร์ได้ใช้ระยะเวลาค่อนข้างนาน การเรียนเนติบัณฑิตสมัยปัจจุบัค่อนข้างยากพอสมควร หรือสำหรับน้องๆบางท่านที่เรียนจบจากมหาวิทยาลัยต่างจังหวัดวึ่งยังไม่มีแนวทางในการเรียน หรือยังไม่สามารถรับสื่อ หนังสือ หรือเอกสาร ซึ่งบางท่านมีความตั้งใจแต่ขาดโอกาส  และวิธีการที่ดีที่สุดสำหรับท่านที่ยังอยากเรียนจบ แต่ไม่มีเวลา กำลังทำงาน หรือไม่ได้สอบมานาน ขอแนะนำ, รวบรวมข้อมูล สำหรับการเริ่มต้นใหม่ ...

รวมคำบรรยายเนติฯ (ภาคปกติ /ภาคค่ำ/ภาคทบทวนวันอาทิตย์) ภา 1/65 และ 2/65

 กลุ่มวิชากฎหมายแพ่งและอาญา (ไฟล์เสียงคำบรรยายภาคปกติ, ภาคค่ำ และภาคทบทวนวันอาทิตย์)

  พร้อมเอกสาร สรุปคำบรรยายเนติ 1/65 + เอกสารประกอบคำบรรยาย1/65 + ทบรรณาธิการ 1/63, 1/64 และ 1/65 + ธงคำตอบกลุ่มวิชากฎหมายแพ่งและอาญา (สมัยที่ 56-64) พร้อม เคล็ดลัการอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบเนติฯ + ระเบียบการเรีนเนติฯ +เทคนิคและแนวการเขียนข้อสอบการเตรียมพร้อมสอบเนติฯ/ู้ช่วยฯ/อัยการ ราคา 380.00 บา  (DVD 4 แผ่น) (ส่ง EMS ฟรี) ฟรี ! สมุดบันทึก

 - กลุ่มวิชากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและวิธีพิจารณาความอาญา (ไฟล์เสียงคำบรรยายภาคปกติ, ภาคค่ำ และภาคทบทวนวันอาทิตย์) 

 พร้อมเอกสาร สรุปคำบรรยายเนติฯ 2/65 + เอกสารประกอบคำบรรยาย 2/65 + บทบรรณาธิการ 2/63, 2/64 และ 2/65 + ธงคำตอบกลุ่มวิชากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและวิธีพิจารณาความอาญา (สมัยที่ 56-64) พร้อม เคล็ดลัการอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบเนติฯ + ระเบียบการเรียนเนติฯ +เทคนิคและแนวการเขียนข้อสอบการเตรียมพร้อมสอบเนติฯ/ผู้ช่วยฯ/อัยการ ราคา  380.00 บาท  (DVD 4 แผ่น) (ส่ง EMS ฟรี) ฟรี ! สมุดบันทึก

Ø หมายเหตุ  : 

สั่งซื้อทั้ง 2 ภาค าคาพิเศษ 700 บาท (ส่ง EMS ให้ฟรี) ฟรี !!! สมุดบันทึก + CD แบบร่างสัญญามากกว่า 400 แบบ (file word) + แบบฟอร์มศาลแบบฟอร์มเอกสารงานบุคคล,เอกสารงานบัญชีและภาษี

+  ใหม่ล่าสุด !! เอกสารชุดแนะนำแนวทางการเตรียมตัวสอบ กลุ่มแพ่งและอาญา ภาค 1/66  (ส่งให้ฟรีเป็นเอกสาร)

สนใจติดต่อ ตุ้ย มือถือ 085-801-0725,  E-mail : siripit...@gmail.com

                                                                                                                                                 

                                    

                                                 ไม่เก่ง..แต่พยายาม  เจ๋ง ! กว่า  เก่ง....แต่ขี้เกียจ

                                                                                           ขอให้ประสบความสำเร็จกันทุกคนนะคับ....


Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages