ใครเล่นบอร์ด thaijustice รบกวนโพสลงให้ด้วยนะครับ พอดีเปลี่ยนคอมใหม่เลยโพสไม่ได้วันไม่พอครับ ขอบคุณครับ
สวัสดีครับวันนี้ก็ว่ากระบวนการพิจารณาในคดีล้มละลายต่อ มาตรา 12 กฎหมายให้เป็นอำนาจของศาลที่สั่งรวมการพิจารณาล้มละลายได้เอง แม้ว่าจะไม่มีคู่ความฝ่ายใดขอเข้ามาก็ตาม กรณีที่ศาลจะสั่งรวมต้องเป็นกรณีที่มีคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งขอเข้าไป กฎหมายให้เป็นอำนาจของศาลที่จะสั่งได้ อย่างไรก็ตาม แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดขอ ศาลก็สั่งได้ หนึ่งกรณีที่ลูกหนี้คนเดียวกันถูกฟ้องเป็นคดีล้มละลายหลายเรื่อง หรือถูกเจ้าหนี้แต่ละรายฟ้องเจ้าหนี้เป็นคดีล้มละลายหลายเรื่องก็มีอำนาจสั่งรวมได้ ก็เนื่องจากว่า ไม่ต้องการให้มีการพิจารณาคดีล้มละลายแยกกัน ในแต่ละเรื่องแต่ละเรื่องกฎหมายล้มละลายก็ต้องการให้มีการชำระสะสางในคดีล้มละลายเรื่อง ดำเนินการรวบรวมทรัพย์สิน แต่ละคดี โดยเฉพาะในการที่เราดูมาตรา 15 ถ้าลูกหนี้ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดคดีล้มละลายเรื่องอื่นให้จำหน่ายหมดเลย
อีกกรณีหนึ่งก็คือกรณีลูกหนี้ในหนี้ไม่อาจแบ่งได้ถูกฟ้องเป็นคดีล้มละลายหลายเรื่อง ในหนี้ที่ไม่อาจแบ่งแยกชำระได้ เช่นลูกหนี้ร่วมถูกแยกฟ้องเป็นคดีล้มละลาย ก็ถือเป็นหนี้ที่ไม่อาจแบ่งแยกได้ แต่ละคดีมีคำวินิจฉัยแตกต่างกัน เช่นคดีเรื่องแรกศาลเห็นว่าจำเลยกู้จริง จึงมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ แต่คดีอีกเรื่องหนึ่งศาลอาจจะวินิจฉัยว่าสัญญากู้ปลอมยกฟ้อง ก็จะกลายเป็นว่าเรื่องเดียวกัน มีคำพิพากษาต่างกัน เพื่อป้องกันการลักหลั่นเช่นนี้ กฎหมายจึงเปิดโอกาสให้ศาลรวมการพิจารณาได้
ต่อไปขั้นตอนการส่งสำเนาคำฟ้อง และส่งสำเนาหมายเรียกแล้ว ให้ศาลกำหนดการพิจารณาเป็นการด่วน จะไม่มีการส่งสำเนาคำฟ้องให้ลูกหนี้ยื่นคำให้การอย่างคดีแพ่ง ดังนั้นการยื่นคำให้การหรือไม่เป็นสิทธิของลูกหนี้ ถ้าไม่ยื่นลูกหนี้ก็ตะไม่ขาดนัดยื่นคำให้การ ปัญหาว่าถ้าลูกหนี้ประสงค์ยื่นคำให้การจะมีระยะเวลาเท่าใด กฎหมายล้มละลายไม่ได้บัญญัติไว้ แต่เนื่องจากว่าคดีล้มละลาย มีผลกระทบต่อสิทธิของลูกหนี้ กฎหมาย ให้สิทธิในการพิสูจน์ จะให้การต่อสู้คดีเมื่อใดก็ได้ แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าไม่กำหนดก็จะทำให้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์เสียเปรียบ เพราะฉะนั้นก็ต้องยื่นก่อนสืบพยานโจทก์เสร็จ เพื่อความเป็นธรรม เพราะฉะนั้นก็ต้องดูว่า หากเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์สืบไปแล้วจะมายื่นที่หลังไม่ได้ จะเป็นการเอาเปรียบกัน
ต่อไปการพิจารณาคดีล้มละลาย พรบ.เกี่ยวกับเรื่องการชี้สองสถานก็ต้องนำวิแพ่งมาใช้ ศาลก็อาจจะให้ชี้สองสถานก็ได้ หากประเด็นยุ่งยากก็ให้กำหนดประเด็นในการนำสืบ แต่ในทางปฏิบัติ คดีล้มละลายเป็นเรื่องลูกหนี้ผู้เป็นโจทก์กล่าวอ้างเสมอ คดีล้มละลายเมื่อเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์กล่าวอ้างก็ต้องนำพยานหลักฐานมาสืบและการพิจารณาคดีล้มละลายกฎหมายกำหนดให้ศาลพิจารณาตามความจริง ดังนั้นในทางปฏิบัติ ศาลก็จะไม่ชี้สองสถาน เพราะประเด็นคดีก็คือสืบให้ได้ความจริงตามฟ้อง
การสืบพยาน กฎหมายล้มละลายไม่ได้กำหนดไว้เฉพาะก็นำวิแพ่งมาใช้ มีการยื่นบัญชีระบุพยาน การส่งสำเนาเอกสาร กฎหมายลักษณะพยานก็ต้องนำมาใช้ในคดีล้มละลายด้วย แต่ก็มีข้อสังเกตว่า คงมาใช้บังคับกับเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์เท่านั้น ว่าจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายพยานหลักฐาน เช่น การยื่นบัญชีระบุพยาน อ้างพยานเอกสารก็ต้องส่งสำเนาให้ฝ่ายตรงข้าม จะนำพยานบุคคลมาแก้ไขเปลี่ยนแปลงพยานเอกสารไม่ได้
ถ้าในส่วนลูกหนี้กฎหมายให้พิจารณาตามความจริง แล้วผลของคดีล้มละลายมันกระทบต่อสิทธิของลูกหนี้ ดังนั้นในกรณีที่ลูกหนี้ประสงค์นำพยานเข้าสืบลูกหนี้ก็มีสิทธินำพยานเข้าสืบอย่างไรก็ได้ ก็ถือว่าลูกหนี้มีสิทธิพิสูจน์ว่าคำฟ้องโจทก์ไม่ได้ความจริงตามมาตรา 9 มาตรา 10
9237/2539
ศาลฏีกาวินิจฉัยว่า กรณีที่ลูกหนี้ประสงค์นำพยานเข้าสืบ ว่าลูกหนี้นำพยานเข้าสืบได้ทั้งหมด เท่ากับกฎหมายเปิดโอกาสให้ลูกหนี้นำพยานหลักฐานมาสืบว่าไม่ใช่เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว หรือมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ล้มละลาย เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบ
3606/2532
ลูกหนี้มีสิทธินำพยานเข้าสืบ มีสิทธิยื่นบัญชีระบุพยาน แม้ว่าจะสืบพยานเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์เสร็จแล้วก็ตามก็มีสิทธิระบุพยานได้
ต่อไป 2837/2539 ศาลฏีกาวินิจฉัยให้สิทธิแก่ลูกหนี้นำพยานเอกสารเข้าสืบแม้ไมได้ส่งสำเนาเอกสารนั้นก็ตามแม้ว่าฝ่าฝืนมาตรา 90 วิแพ่ง
9237/2539
ลูกหนี้มีสิทธินำพยานบุคคลเข้าสืบเปลี่ยนแปลงพยานเอกสารได้ แม้ว่าจะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิฯแพ่งมาตรา 94 ใช้บังคับกับลูกหนี้ในกรณีที่นำพยานเข้าสืบเปลี่ยนแปลงพยานเอกสาร
หรือแม้กระทั่งลูกหนี้จะถูกศาลให้งดสืบพยานแล้วก็ตาม 2985/2548
ศาลฏีกาวินิจฉัยว่าเอกสารเกี่ยวกับหลักฐานแสดงฐานะของลูกหนี้ทั้งสอง ที่ระบุว่าถือหุ้นในบริษัทต่างๆ และเป็นเจ้าของห้องชุดซึ่งลูกหนี้ทั้งสองนำมาภายหลังสั่งงดสืบพยานแล้ว ก็ไม่ต้องห้ามที่จะรับฟัง
ที่ว่ามาทั้งหมดเป็นการสังเกต ถ้าเป็นเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์จะถูกบังคับตาม ป.วิ.พ. หรือตามกฎหมายลักษณะพยาน แต่ถ้าเป็นลูกหนี้ คล้ายๆมีสิทธิพิเศษที่ศาลฏีกาวินิจฉัยยกเว้นให้หมดเลย คือให้พิสูจน์ให้ได้
ต่อไปก็ถึงวันสืบพยาน ถ้าคู่ความฝ่ายใดไม่มาศาลก็ถือว่าฝ่ายนั้นขาดนัดพิจารณาด้วย ตามป.วิ.พ.ให้นำมาใช้ในคดีล้มละลายไม่ว่าฝ่ายใดขาดนัดก็ตาม ในกรณีที่ถือว่าขาดนัดต้องไม่มาในวันสืบพยาน นัดแรก คู่ความฝ่ายใดก็ตามไม่มาในวันสืบพยาน ก็คือ วันที่ศาลเริ่มต้นลงมือสืบพยาน ถ้าเราเข้าใจกฎหมายไม่ต้องไปท่อง
จริงๆเราดูจากกฎหมายนี่ชัด วันสืบพยานก็คือวันที่ศาลเริ่มต้นลงมือทำการสืบพยาน
ต่อไป ถ้าไม่มาก็ขาดนัดแล้วมีสิทธิพิจารณาคดีใหม่ได้ เป็นกรณีที่เจ้าหนี้ขาดนัด ศาลก็สั่งจำหน่ายคดี ไม่ตัดสิทธิเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ฟ้องคดีใหม่ได้ในอายุความ เว้นแต่ลูกหนี้มาศาลแล้วขอให้ศาลพิจาณาคดีต่อไป แต่ถ้าทั้งสองฝ่ายไม่มาศาลก็สั่งพิจารณาคดีต่อไป การพิจารณาคดีศาลสั่งให้พิจารณาได้ตามความจริง ถือว่ากฎหมายล้มละลายเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยการพิจารณาคดีของศาลต้องพิจารณาให้ได้ความจริง ตามมาตรา 9 มาตรา 10 ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าหนี้ที่ฟ้องเป็นเจ้าหนี้มีประกันหรือไม่มีประกัน
กรณีถ้าการพิจารณาได้ความจริง ที่เจ้าหนี้ไม่มีประกันฟ้อง เมื่อเป็นเช่นนี้ศาลก็มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็ดขาด ตามพรบ.จัดตั้งวิฯล้มละลายมาตรา 24 ซึ่งบัญญัติให้อุทธรณ์ไปศาลฏีกาได้ ภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น ห้ามมิให้อุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งล้มละลายเว้นแต่ มีคำพิพากษายกฟ้อง หรือยกคำร้องให้ล้มละลาย ฯลฯ ดูตัวบท
พอศาลพิจารณาเสร็จก็มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็ดขาดก็ตัดสินคดี สมมุติศาลพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ให้กับลูกหนี้ เหตุการยกฟ้อง 1 คือพิจารณาไม่ได้ความจริงตามมาตรา 9 หรือ มาตรา 10 หรือเจ้าหนี้มีประกันฟ้องมาต้องห้ามไม่ให้ชำระหนี้ได้เกินหลักประกัน หรือการบรรยายฟ้อง ว่าตีหลักประกันมาในฟ้อง คือไม่ได้ความจริงตามมาตรา 10 กรณีที่สองคือกรณีที่ลูกหนี้นำสืบว่าได้ชำระหนี้ทั้งหมด กรณียกฟ้องว่าสามารถชำระหนี้ได้ทั้งหมดมีปัญหาว่าที่นำสืบนั้นจะต้องได้มาเมื่อไหร่ เคยมีปัญหาขึ้นสู่ศาลฏีกาว่าเจ้าหนี้ถูกฟ้องเป็นคดีล้มละลายศาลพิจารณาแล้วได้รับโอนทรัพย์สินมาจากที่โจทก์ฟ้องคดีล้มละลายเป็นทรัพย์สินที่สามารถชำระหนี้ได้ทั้งหมด โจทก์เขานำสืบหักล้างว่าทรัพย์ดังกล่าวลูกหนี้ได้มาก่อนฟ้องอยู่แล้วไม่ถือว่าเป็นกรณีที่ลูกหนี้นำสืบได้ว่าสามารถชำระหนี้ได้ทั้งหมด ทรัพย์สินที่นำมาชำระต้องเป็นทรัพย์สินที่มีอยู่ก่อนฟ้องหรือหลังฟ้องซึ่ง 5429/2543 ศาลฏีกาวินิจฉัยว่าทรัพย์สินที่ ลูกหนี้รับโอนมาภายหลังจากที่โจทก์ฟ้องคดีล้มละลาย เป็นทรัพย์สินที่ชำระหนี้ได้
ก่อนถูกฟ้องมีหนี้สินล้นพ้นตัวจริง หลังจากถูกฟ้องแล้วมีที่ดินที่ได้รับโอนมา ก็น่าจะถือว่าลูกหนี้สามารถชำระหนี้ได้มากกว่า
อีกเหตุอื่นที่ยกฟ้องคือมีเหตุอื่นที่ไม่สมควรให้ล้มละลาย ศาลฏีกาเคยยกฟ้องให้ด้วยเหตุดังนี้
ก็มีฏีกาหลายเรื่องที่วินิจฉัยถึงกรณีที่ลูกหนี้นำสืบถึงความสามารถของเขา แล้วสามารถนำรายได้มาผ่อนชำระหนี้ได้ กรณีนี้ก็ 1885/2542
ซึ่งลูกหนี้นำสืบว่า ลูกหนี้มีงานทำและก็มีเงินเดือนในการทำงานเป็นหลักแหล่งแน่นอนมีรายได้ที่จะชำระหนี้ให้โจทก์บางส่วนได้ ถือว่าลูกหนี้มีความสามารถในการรวบรวมการชำระหนี้
เราก็มีรายได้จากการทำงานที่สามารถชำระหนี้ให้แก่ลูกหนี้บางส่วนได้ก็ถือว่ามีเหตุอื่น
7566/2545 ฏีกานี้ก็เช่นกันลูกหนี้ก็นำสืบว่า เขายังดำเนินกิจการรับจ้างทำสื่อโฆษณาอยู่ แล้วก็มีรายได้เข้ามาที่จะชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ได้ ศาลฏีกาวินิจฉัยว่า แสดงว่าลูกหนี้ยังมีความน่าเชื่อถือในการประกอบกิจการอยู่ กรณีมีเหตุอื่นที่ไม่ควรล้มละลาย
นอกจากนี้ก็มีฏีกาให้ยกฟ้องที่สามารถให้ชำระหนี้ได้ก็มีฏีกาในเรื่องนำหนี้ขาดอายุความมาฟ้องให้ล้มละลาย 71/2522 ศาลฏีกาวินิจฉัยว่าหนี้ที่เจ้าหนี้มาฟ้องนั้นแม้ว่าลูกหนี้ไม่ยกขึ้นต่อสู้ก็เป็นเหตุอื่นที่ไม่ควรนำมาล้มละลายศาลยกฟ้องได้ นอกจากนี้การพิจารณานั้นศาลฏีกาก็วินิจฉัยว่าการพิจารณาต้องดูลูกหนี้แต่ละราย
2776/2540 ศาลฏีกาวินิจฉัยว่าการพิจารณาว่าลูกหนี้ร่วมคนใดมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่เป็นการพิจารณาแต่ละรายเท่านั้น
ก็ปรากฎว่าลูกหนี้ร่วม มีทรัพย์สินพอชำระหนี้ได้ ศาลก็ยกฟ้องลูกหนี้คนแรกส่วนคนหลังพิสูจน์ไม่ได้ว่ามี ก็ต่อสู้ว่าบังคับเอาจากคนที่หนึ่ได้อยู่แล้ว กรณีนี้จะถือว่าลูกหนี้ที่สองไม่ควรล้มละลาย แต่ศาลฏีกามองว่าการพิจารณาอย่างนี้ต้องพิจารณาเป็นรายบุคคลไป ลูกหนี้ที่สองจะมาอ้างเหตุว่าลูกหนี้ที่หนึ่งมีทรัพย์สินไม่ได้
การที่เจ้าหนี้มาฟ้องคดีล้มละลายในระยะเวลาที่ใกล้สิบปีนี้ เช่นนี้ถือว่าเจ้าหนี้ไม่สุจริต กรณีเป็นเหตุอื่นที่ลูกหนี้ไม่ควรล้มละลายหรือไม่ 266/2545
การที่เจ้าหนี้จะบังคับคดีหรือไม่เป็นสิทธิเจ้าหนี้ ไม่ถือว่าเป็นความสุจริตหรือไม่สุจริต เพราะฉะนั้นลูกหนี้จะมากล่าวอ้างว่ามีเหตุอื่นไม่ควรล้มละลายไม่ได้
มีข้อเท็จจริงขึ้นสู่ศาลอีกเรื่อง เป็นเรื่องเจ้าหนี้ฟ้องลูกหนี้ในขณะที่หนี้ที่ฟ้องกฎหมายยังไม่แก้เป็นจำนวนเงินเดิม ห้าหมื่นบาท พอหลังจากฟ้องไปแล้วกฎหมายล้มละลายแก้ไขว่าต้องไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านลูกหนี้ก็ต่อสู้ กรณีถือว่ามีเหตุอื่นที่ไม่ควรล้มละลายเท่ากับว่า สมควรยกฟ้องว่ามีเหตุอื่นที่ไม่สมควรให้ล้มละลาย
761/2544 ศาลฏีกาให้ยกฟ้องเพราะถือว่าเจ้าหนี้ใช้สิทธิฟ้องตามกฎหมายในขณะนั้นซึ่งฏีกาที่พูดนี้ถือว่ายกฟ้องทั้งนั้น ต่อไปที่ศาลฏีกาเคยยกฟ้องก็คือเจ้าหนี้ ฟ้องลูกหนี้เป็นคดีล้มละลายต่อมา ไม่มียื่นคำขอรับชำระหนี้ 586/2506 ว่า การที่ศาลยกเลิกการล้มละลาย เป็นกรณีลูกหนี้ไม่สมควรล้มละลาย เท่ากับไม่มีเจ้าหนี้มายื่นคำขอรับชำระหนี้ ต่อมาเจ้าหนี้มาฟ้องล้มละลายอีกครั้งหนึ่งถือว่าเป็นการขยายระยะเวลาการขอรับชำระหนี้การฟ้องคดีล้มละลายคือต้องมีเหตุสมควรจริงๆ ไม่ใช่นำคดีล้มละลายมาบีบบังคับลูกหนี้
กรณีมีเหตุอื่น ศาลมีอำนาจยกขึ้นพิจารณาได้เอง 670/2526 วินิจฉัยว่าศาลมีอำนาจหยิบยกวินิจฉัยได้แม้ลูกหนี้ไม่ได้ต่อสู้ไว้ก็ตาม เมื่อสักครู่ที่ได้วินิจฉัย ฟ้องได้ เป็นฟ้องซ้ำหรือไม่ เจ้าหนี้ฟ้องลูกหนี้เป็นคดี คำขอรับชำระหนี้ ก็เป็นเหตุที่ เหตุที่ศาลยกเลิกการล้มละลาย ตามมาตรา 135 เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ ถามว่า เป็นฟ้องซ้อนฟ้องซ้ำ เป็นหรือไม่เป็น ก็ให้ศาลฏีกาวินิจฉัย
แล้วทำไมถึงฟ้องได้ทำไมไม่เป็นฟ้องซ้อนฟ้องซ้ำ เพราะเรื่องฟ้องซ้อนฟ้องซ้ำ นั้น สมมุติว่าลูกหนี้กู้เงิน
จำเลยมีภูมิลำเนาที่สระบุรี ต่อมาจำเลยผิดนัด ก็ฟ้องที่มูลคดีเกิดก็ได้ หรือ ศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาก็ได้ ก็ฟ้องที่ศาลจังหวัดอยุธยา เห็นว่าสัญญากู้ปลอมยกฟ้อง โจทก์ยื่นฟ้องใหม่ที่ศาลจังหวัดที่ศาลจังหวัดสระบุรี วันรุ่งขึ้นก็ไปฟ้องใหม่ ถามว่าฟ้องได้หรือไม่ เราก็ตอบว่าฟ้องไม่ได้ เนื่องจากเป็นฟ้องซ้ำ
ต้องเป็นกรณีที่ศาลมีคำวินิจฉัยแล้วและคดีถึงที่สุดห้ามไม่ให้รื้อร้องฟ้องใหม่ คดีนี้ที่ยกตัวอย่าง ยังไม่ถึงที่สุด เพราะยังอยู่ในระยะเวลาอุทธรณ์ แต่นี่ยังไม่ล่วงเลย ไม่เป็นฟ้องซ้ำเพราะคดีเรื่องแรกยังไม่ถึงที่สุด ก็เป็นฟ้องซ้อน ก็เมื่อในระหว่างคดีอยู่ระหว่างการพิจารณา ห้ามไม่ให้โจทก์นำเรื่องนั้นมาฟ้องใหม่ ตามตัวอย่างคดีเรื่องแรกอยู่ระหว่างการพิจารณาหรือไม่ เมื่อไม่อยู่ระหว่างการพิจารณาก็ไม่ต้องห้าม ก็ฟ้องได้ ก็ไม่ได้นิ เพราะ เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ หลักการคือเมื่อศาลมีคำวินิจฉัยประเด็นใด ห้ามไม่ให้ศาลนั้น วินิจฉัยอีก แต่นี่เป็นคนละศาลเพราะฉะนั้นไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ นี่คนละศาล
สรุป ฟ้องได้อันนี้ฟ้องได้นะครับ พอฟ้องไปแล้วศาลก็จะนัดพร้อม ก็มาดูที่ว่าคดีที่ศาลจังหวัดอยุธยามีการอุทธรณ์หรือไม่ ถ้ามีการอุทธรณ์ก็เป็นฟ้องซ้อน ถ้าไม่อุทธรณ์คดีถึงที่สุดก็เป็นฟ้องซ้ำ
สมมุติจบแล้วฟ้องได้หรือไม่ ดูแล้วน่าจะเป็นฟ้องซ้ำ แต่กรณีนี้ไม่เป็นฟ้องซ้ำเพราะว่า กรณีที่ศาลมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลาย ผลของมันคือกระบวนพิจารณาไม่มีอยู่มันยกเลิกหมด อย่างเพิกถอนกับยกเลิกเมื่อใดศาลสั่งเพิกถอนก็ดียกเลิกก็ดี ถามว่ายกเลิกกับเพิกถอนเหมือนกันหรือไม่ คิดยาก ดูแล้วก็คล้ายๆกันนะ
แต่ว่ามันเขียนไม่เหมือน ในคดีล้มละลายที่เราเคยเรียนกรณีที่ลูกหนี้ประนอมหนี้ไม่ปฏิบัติในเงื่อนไขการประนอมหนี้ก็ยกเลิกการประนอมหนี้ ทำไมไม่ใช้การเพิกถอนการประนอมหนี้ คือผลเหมือนกันแต่เหตุผลในการใช้ถ้อยคำเพิกถอน วิแพ่งมาตรา 27 เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบคำในกฎหมายมีความหมาย กรณีที่ใช้เพิกถอน ก็ต้องสั่งเพิกถอนกันไปกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบต้องเพิกถอนไม่ใช่ยกเลิก แต่ถ้ากระบวนพิจารณาที่ทำถูกต้องแต่ต่อมาผิดเงื่อนไข อันนี้ก็ใช้ที่ยกเลิก กระบวนการในการประนอมหนี้ชอบทั้งหมด เพราะฉะนั้นจะไปเพิกถอนไม่ได้เพราะมันชอบ อย่างนี้ก็ต้องสั่งยกเลิกการประนอมหนี้หรือการที่ขอให้พิจารณาคดีใหม่ก็ถือว่ากระบวนพิจารณาทั้งหมดถูกยกเลิกไปในตัว
คือถ้าทำมาไม่ชอบใช้เพิกถอน ถ้าสิ่งที่ทำมาตอนต้นมันชอบก็ใช้ยกเลิก
เมื่อมาฟ้องใหม่ก็ไม่เป็นการฟ้องซ้ำ ฟ้องแล้วศาลก็ยกฟ้องตามเหตุที่อาจารย์ได้อ่านฏีกา ว่าลูกหนี้ไม่สมควรเป็นคดีล้มละลาย พอพูดเรื่องฟ้องซ้อนฟ้องซ้ำในคดีล้มละลายก็เอาวิแพ่งมาใช้ด้วย กรณีที่เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ฟ้องลูกหนี้ในคดีล้มละลายแล้ว ในขณะที่คดีล้มละลายอยู่ระหว่างการพิจารณา อย่างนี้ก็ต้องห้ามเป็นการฟ้องซ้อน ในฏีกา ที่ 694/2549
ก็นำเรื่องฟ้องซ้อนมาใช้ ในการพิจารณาด้วย ส่วนเรื่องฟ้องซ้ำ ก็มี 1335/2541 โจทก์ฟ้องลูกหนี้เป็นคดีล้มละลายแล้วนำพยานหลักฐานมาสืบบกพร่องศาลจึงพิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์มาฟ้องลูกหนี้เป็นคดีล้มละลายใหม่ ศาลฏีกาก็วินิจฉัยว่าเป็นฟ้องซ้ำ การที่จะดูว่าเป็นฟ้องซ้ำหรือไม่ต้องดูว่าเป็นประเด็นเรื่องเดียวกันหรือไม่ เช่นเรื่องแรกฟ้องว่าเป็นกรณีล้มละลาย ต่อมาโจทก์นำหนี้เงินกู้ ตามคำพิพากษามาฟ้องเป็นคดีล้มละลาย ฟ้องได้เพราะเป็นหนี้คนละอย่างกัน เป็นประเด็นคนละเรื่องกัน
นอกจากนี้เมื่อยกฟ้องก็ต้องดูว่าศาลได้มีการวินิจฉัยในเรื่องเดียวกันหรือไม่หากไม่ใช่เรื่องเดียวกันก็ไม่เป็นฟ้องซ้ำ 881/2538
ศาลมีคำพิพากษาให้ยกฟ้องโดยฟังไม่ได้ว่าลูกหนี้ได้รับหนังสือทวงถามตามมาตรา 8 อนุมาตรา 9 ต่อมาเจ้าหนี้มาฟ้องลูกหนี้เป็นคดีใหม่อ้างว่าลูกหนี้ไม่มีทรัพย์สินอย่างใดที่จะบังคับคดีได้ ซึ่ง เป็นคนละเหตุกับคดีเดิม ไม่ถือว่าเป็นฟ้องซ้ำ เพราะคดีเดิม ศาลวินิจฉัยว่าลูกหนี้ไม่ได้รับหนังสือทวงถาม ต่อมาเจ้าหนี้ไปสืบหาทรัพย์สินแล้วเห็นว่า อ้างว่าเข้าข้อสันนิฐาน หรือกรณีที่มีเรื่องแรกศาลจำหน่ายคดีเพราะเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ขาดนัด หรือได้วินิจฉัย เป็นฟ้องซ้ำ หรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ
118/2550 ความจริงเรื่องนี้เจ้าหนี้มีสิทธิฟ้องอายุความ ก็ไม่เสียเวลา แต่ต่อไปก็มาดูเรื่องการพิจารณากฎหมายล้มละลาย มาตรา 16 ในทางตำราคือการควบคุมตัวลูกหนี้ในอำนาจศาล
ยึดทรัพย์ได้หรือไม่ คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ไม่ถือเป็นหลายของศาลที่เจ้าพนักงานยึดทรัพย์ได้ ครั้งต่อไปโดยเคร่งครัดแล้วมิหนำซำกฎหมายให้ศาลดำเนินการต่อไปโดยทันทีแสดงว่ากฎหมายไม่ต้องการให้ลูกหนี้โต้แย้งต้องไต่สวนฝ่ายเดียวจริง พอไต่สวนแล้วถ้า ศาลเห็นว่าคดีมีมูล หลักเกณฑ์ที่สั่งพิทักษ์ทรัพย์ได้ว่ามีมูล ลูกหนี้ผู้เป็นโจทก์ก็ฟ้องเจ้าหนี้ไม่มีประกันก็ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าคดีมีมูลตามมาตรา 9 ถ้าเป็นเจ้าหนี้มีประกันก็ได้ความตามมาตรา 10 ถ้าศาลไต่สวนแล้วได้ความตามนี้ศาลก็สั่งพิทักษ์รัพย์ชั่วคราวก็มีผลกระทบต่อลูกหนี้เช่นเดียวกับคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตามมาตรา 19 สรุปเป็นบัญชีเอกสาร มาตรา 24 กฎหมายห้ามไม่ให้กระทำการใดๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ พอมาดูนิยามผลมันคือพิทักษ์ทรัพย์ชั่วคราวด้วยเมื่อสักครู่ที่มีปัญหาคือพิทักษ์ทรัพย์ชั่วคราว เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ขอได้ในศาลชั้นต้นเท่านั้น มีปัญหาว่าวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาจะนำมาใช้ในคดีล้มละลายได้หรือไม่ ในเรื่องนี้ก็มีคำพิพากษาของศาลฏีกา 3721/2535 วินิจฉัยว่าวิธีการชั่วคราวกฎหมายล้มละลายบัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้ว จะนำวิธีการชั่วคราวมาใช้ไม่ได้ แต่ก็มีคำสั่งคำร้องของศาลฏีกาเก่าๆเรื่องหนึ่ง 14/2506 ตามคำสั่งคำร้องเรื่องนี้ถ้าไม่ฟังแล้วเราจะเข้าใจผิด เพราะหลายคนพูดว่าวิธีการในคดีแพ่งจะนำมาใช้ในคดีล้มละลายไม่ได้ เพราะคำสั่งคำร้องที่ 14/2506 นำมาตรา 264 มาใช้ไม่ได้
เจ้าหนี้เป็นฟ้องลูกหนี้ พอศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็ดขาด พอยึดทรัพย์ของลูกหนี้ไว้ศาลอุทธรณ์ตัดสินพิพากษายกฟ้องเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ก็ยื่นฏีกา ก็เป็นสามศาลก่อน ก็เกรงว่า จพท.จะขอถอนการยึด แล้วถ้าถอนการยึดไปแล้วก็จะทำให้ลูกหนี้ไปใช้จนหมด เขาก็ขอให้ศาลฏ๊กาสั่งคุ้มครองชั่วคราวได้ ห้าม เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ถอนการยึดออกไป ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ทรัพย์นั้นหลุดไป ก็ข้อเท็จจริงจะได้ความอย่างนี้ คำสั่งคำร้องอย่างนี้ปัจจุบันก็เป็นหมันไปแล้ว เพราะฉะนั้นข้อเท็จจริงอย่างนี้ศาลชั้นต้นพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด พอศาลฏีกาพิพากษายกฟ้องอาจจะไม่มีการคุ้มครองต่อ ด้วยความเคารพก็ไม่เห็นด้วย เพราะถ้าศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะต้องถอนการยึดหรือไม่ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต้องอาศัยการพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดไปยึดไว้ จพท. คดีแพ่งศาลชั้นต้นพิพากษาให้ชำระเงินโจทก์จำเลยยื่นอุทธรณ์ โจทก์ก็ขอให้ศาลออกหมายได้ ก็ยึดทรัพย์จำเลยไว้ พอยึดเสร็จศาลพิพากษาตัดสินยกฟ้อง จพท.ต้องถอนการยึดหรือไม่ ถอนหรือไม่ เท่ากับลบล้างคำพิพากษาศาลชั้นต้นหมดโดยหลักก็ต้องถอน มันยังถอนไม่ได้เพราะ จพบถ้าศาลพิพากษายกฟ้องถ้าโจทก์ยื่นฏีกาต่อ ถอนไมได้ ถึงที่สุดเมื่อไหร่จึงจะถอนได้ จำเลยเสียหายหรือไม่ ได้รับความเป็นธรรมหรือไม่ ถ้าเป็นทนายจำเลยแล้วมีเคสอย่างนี้ เราจะแนะนำอย่างไร หากไม่คืนให้ก็ 157 มันมีฏีกาออก มาตรา 251 วิแพ่ง จำเลยมีสิทธิที่ไปยื่นให้ศาล กฎมหายก็ให้สิทธิจำเลยให้ไปยื่นคำร้อง ในเวลาเราเรียนวิแพ่งมาตรา 251 ก็ไม่ค่อยได้ดู เราก็ไปดูเฉพาะมาตราที่เก็ง กฎหมายสำคัญทุกมาตราแหละครับอย่าไปข้ามมัน เพราะฉะนั้นกรณีที่คดียังไม่ถึงที่สุดก็ยึดได้ต่อ เป็นเรื่องที่ลูกหนี้ไปยื่นคำร้องให้ศาลสั่ง ต่อไป
กรณีที่ศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็ดขาด เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็ดขาด เริ่มต้นมาตรา 30 ภายใน 24 ชั่วโมงลูกหนี้ต้องไปสาบานตัวและชี้แจ้งเกี่ยวกับการเป็นหุ้นส่วน แล้วกฎหมายก็บัญญัติมาตรา 30 ให้ลูกหนี้เกิดหน้าที่ก็เพื่อให้ จพท.ได้ข้อมูลเกี่ยวกับทรัพย์สินเกี่ยวกับลูกหนี้ ก็จะได้จากคำชี้แจงของลูกหนี้ เพื่อจพท.จะได้ทำการรวบรวมแบ่งเจ้าหนี้ทั้งหลายนั่นเอง แล้วถ้าลูกหนี้ร่วมไม่ปฏิบัติตามมาตรา 30 ก็มีโทษตาม พรบ.ล้มละลาย
มาตรา 23 ลูกหนี้ก็มีหน้าที่ต้องส่งมอบสมุดบัญชีรวม และนอกจากไปชี้แจ้งแล้วก็ต้องส่งมอบให้จพท.ด้วย เว้นแต่ทำตามคำสั่งหรือได้รับอนุญาตจากศาล จพท. หรือที่ประชุมลูกหนี้ ลูกหนี้ก็มีสิทธิทำได้ ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินคดีต่างๆก็ดีทำไมได้ ไม่มีอำนาจที่จะรับ เว้นแต่ว่าจะได้รับอนุญาตจากศาล หรืออนุญาตจากผู้จัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ ใครเป็นผู้จัดการทรัพย์ของลูกหนี้ ก็คือเกิดตามมาตรา 120 ที่จพท.จะจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้จะแต่งตั้งบุคคลภายนอกเป็นผู้จัดการก็ได้ ผู้จัดการทรัพย์ก็คือ ในกรณีที่ลูกหนี้ฝ่าฝืนกระทำการใดๆก็มีปัญหาว่าการที่ฝ่าฝืนจะมีผลเป็นประการใด ก็ปรากฎว่าถ้าลูกหนี้ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์แล้วไปทำนิติกรรมก็ตกเป็นโมฆะ ซึ่งถือว่าเป็นนิติกรรมที่เกิดขึ้นโดยฝ่าฝืนข้อห้าม 4238/2539
5268/2551
5348/2551
ถ้าลูกหนี้บังเอิญไปผลของคดีก็ไม่สามารถกระทำได้ หรือดำเนินคดีที่ไม่เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ก็ทำได้ทั้งหมด หรือว่าเป็นตัวแทนในการดำเนินกิจการให้ผู้อื่นก็ทำได้ กฎหมายห้ามเฉพาะที่เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ ถ้าลูกหนี้ได้รับอนุญาตจากศาล คำว่าศาลได้แก่ศาลไหนก็คือศาลล้มละลายที่เป็นเจ้าของสำนวนนั่นเอง
2643/2547 คำว่าศาลที่ให้ความเห็นชอบคือศาลที่พิจารณาคดีล้มละลายนั่นเอง
ข้อสังเกตการดำเนินคดีที่เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ถ้าเป็นการดำเนินคดีเพื่อต่อสู้คดีในคดีล้มละลายนั้น ลูกหนี้มีอำนาจกระทำได้เอง หรือเกี่ยวข้องกับคดีล้มละลาย
นอกจากนั้นกระบวนการพิจารณาคดีทั้งหมดลูกหนี้ก็มีอำนาจดำเนินคดีได้ เช่นโต้แย้งการขอรับชำระหนี้ของลูกหนี้ ลูกหนี้มีสิทธิยื่นคำร้องขัดทรัพย์ในคดีล้มละลายได้ ลูกหนี้มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ห้าม จพท.กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดตาม 146 ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีล้มละลายที่ลูกหนี้ถูกฟ้องมาหมดลูกหนี้มีอำนาจในการดำเนินได้ทั้งสิ้น ต่อไปมาตรา 64 กฎหมายบัญญัติให้เป็นหน้าที่ลูกหนี้ที่ไปร่วมประชุมทุกครั้ง และมีคำถามก็ต้องตอบด้วย ถ้าไม่ไปก็ถูกศาลออกหมายจับ มาตรา 67 กรณีที่ลูกหนี้ได้รับทรัพย์สินอย่างใด แต่ จพท.ก็มีหน้าที่ที่กำหนดให้เพื่อให้ลูกหนี้ได้อยู่ในสังคมได้ได้ใช้เงินจากทรัพย์สินที่ตนได้มานั้น แล้วออกไปนอกราชอาณาจักรก็ต้องได้รับอนุญาต จาก จพท. เพื่อให้จพท.ติดต่อลูกหนี้ได้ อันนี้ก็เป็นผลจากมาตรา 67