สรุปคำบรรยาย เนติภาคค่ำ ตั๋วเงิน สัปดาห์ที่ 6 ชั่วโมงที่ 6 พฤ 02/07/52

2,767 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
Jul 9, 2009, 3:59:19 AM7/9/09
to LAWSIAM
หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า  kankokub  ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ ประเสริฐ เสียงสุทธิวงศ์ ผู้บรรยาย   ,  ผู้มีน้ำใจส่ง flie เสียงที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า

ชั่วโมงที่ 6 ( 02/07/09)

            ในสัปดาห์นี้ก็ได้มีการงดบรรยายแบบกะทันหันคือ วันจันทร์กับวันอังคารที่ 29 30 มิถุนายน แต่สำนักอบรมก็จะชดเชยให้วัน จันทร์ที่ 6 กรกฏาคม และ 12 สิงหาคม และชดเชยในส่ววนภาคกลางวันเท่านั้น นะครับ

            ตอนช่วงบ่ายโมง อาจารย์ก็บรรยายแทนในหัวข้อหนี้ภาคกลางวัน

เข้าสู่เนื้อหาของตั๋วเงินต่อ แต่ถ้าพาดพิงกฎหมายใดก็จะบรรยายส่วนนั้นอย่างย่อๆประกอบการเข้าใจ

            วันนี้เราขึ้นหัวข้อบุคคลที่อยู่ในฐานะในเจ้าหนี้ตามตั๋วเงิน ฝ่ายลูกหนี้เราพูดหลักๆมาแล้ว ทีนี้ เจ้าหนี้ในตั๋วเงิน คือผู้ทรง แต่อย่าเข้าใจว่าใช้คำนี้ในเรื่องตั๋วเงินเท่านั้น ยังใช้ในการเก็บของในคลังสินค้าด้วย แต่ส่วนใหญ่ก็ใช้ในตั๋วเงิน

            บุคคลที่อยู่ในฐานะเจ้าหนี้ มีสิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้คือ ผู้ทรง

อยู่ในมาตรา 904 กับมาตรา 905

            มาตรา 904  อันผู้ทรงนั้น หมายความว่า บุคคลผู้มีตั๋วเงินไว้ในครอบครองโดยฐานเป็นผู้รับเงินหรือเป็นผู้รับสลักหลัง ถ้าและเป็นตั๋วเงินสั่งจ่ายให้แก่ผู้ถือ ๆ ก็นับว่าเป็นผู้ทรงเหมือนกัน

             มาตรา 905  ภายในบังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา 1008 บุคคลผู้ได้ตั๋วเงินไว้ในครอบครอง ถ้าแสดงให้ปรากฏสิทธิด้วยการสลักหลังไม่ขาดสาย แม้ถึงว่าการสลักหลังรายที่สุดจะเป็นสลักหลังลอยก็ตาม ท่านให้ถือว่าเป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อใดรายการสลักหลังลอยมีสลักหลังรายอื่นตามหลังไปอีก ท่านให้ถือว่าบุคคลผู้ที่ลงลายมือชื่อในการสลักหลังรายที่สุดนั้น    เป็นผู้ได้ไปซึ่งตั๋วเงินด้วยการสลักหลังลอยอนึ่งคำสลักหลังเมื่อขีดฆ่าเสียแล้วท่านให้ถือเสมือนว่ามิได้มีเลย

             ถ้าบุคคลผู้หนึ่งผู้ใดต้องปราศจากตั๋วเงินไปจากครอบครอง ท่านว่าผู้ทรงซึ่งแสดงให้ปรากฏสิทธิของตนในตั๋วตามวิธีการดังกล่าวมาในวรรคก่อนนั้นหาจำต้องสละตั๋วเงินไม่ เว้นแต่จะได้มาโดยทุจริต หรือได้มาด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง

             อนึ่งข้อความในวรรคก่อนนี้ ให้ใช้บังคับตลอดถึงผู้ทรงตั๋วเงินสั่งจ่ายให้แก่ผู้ถือด้วย

                แต่ถ้าเป็นผู้ทรงในฐานะผู้รับสลักหลังต้องพิจารณามาตรา 905 เสมอ คือรับโอนตั๋วเงินมา

เราก็มาดูว่าหลักเกณฑ์ของการเป็นผู้ทรงนั้นกฎหมายบัญญัติอย่างไร

                ในมาตรา 904 ผู้ทรงต้องมีตั๋วเงินในครอบครอง นี่คือหลักเกณฑ์ข้อแรก

สอง คือต้องมีฐานะ เช่น ผู้รับเงิน คือ ผู้ที่ได้มีรายชื่อของเขาตั้งแต่แรก โดยระบุให้เขาเป็นผู้รับเงิน หรือ มีฐานะเป็นผู้รับสลักหลัง คือ ได้รับโอนตั๋วเงินนั้นมาในฐานะผู้รับสลักหลัง ถ้าเป็นตั๋วผู้ถือ ผู้ถือก็ถือเป็นผู้รับสลักหลังเช่นกัน เคยอธิบายแล้วว่า มีได้ในเรื่องเช็ค และ ตั๋วแลกเงินเท่านั้น ไม่มีในตั๋วสัญญาใช้เงิน

                หลักเกณฑ์ของผู้ทรงประการแรก คือต้องมีตั๋วเงินในครอบครอง แต่อย่าไปแปลร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าใครครอบครองแล้วจะได้เป็นผู้ทรงตั๋วเงินเสมอไป

                เพราะการครอบครองต้องยึดถือเพื่อตน ตามมาตรา 1337 เพราะฉะนั้นถ้าครอบครองแทนผู้อื่น ก็ไม่ใช่ผู้ทรง

                ในทางตรงกันข้าม บุคคลที่ไม่มีตั๋วเงินในครอบครองก็อาจเป็นผุ้ทรงได้ ตามมาตรา 1368 คือมีผู้อื่นยึดถือไว้ให้

                ก็จำหลักง่ายๆว่าเป็นผู้ทรงเช็คหรือไม่เราถือตามข้อเท็จจริง

                ตัวอย่าง บุคคลที่มีตั๋วเงินไว้ในครอบครองถ้าครอบครองแทน อย่างนั้นก็ไม่เป็นผู้ทรง

                ฎ.3160/2527

โจทก์เป็นเพียงผู้ที่ได้รับมอบหมายจากบิดาโจทก์ให้เป็นผู้ช่วยเหลือดำเนินกิจการของห้างขายยา ซึ่งมิได้เป็นนิติบุคคลและเป็นของบิดาโจทก์แต่ผู้เดียวดังนั้นการที่สามีจำเลยนำเช็คพิพาทซึ่งเป็นเช็คที่จำเลยสั่งจ่ายให้แก่ผู้ถือมามอบให้บิดาโจทก์เพื่อชำระหนี้ค่ายา และบิดาโจทก์มอบเช็คพิพาทให้โจทก์ไว้เพื่อใช้จ่ายในกิจการของห้างขายยา โจทก์ก็เป็นแต่เพียงผู้ยึดถือเช็คพิพาทไว้แทนบิดาโจทก์ การที่โจทก์นำเช็คพิพาทไปเข้าบัญชีของโจทก์และธนาคารได้ปฏิเสธการจ่ายเงินไม่มีผลให้โจทก์กลายเป็นผู้มีเช็คพิพาทไว้ในครอบครองโดยฐานเป็นผู้รับเงินหรือผู้รับสลักหลัง หรือเป็นผู้ถือเช็คพิพาทไว้เพื่อตนตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 904 โจทก์จึงไม่ใช่ผู้ทรงและไม่มีอำนาจนำเช็คพิพาทมาฟ้องจำเลยได้

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ เช็คชนิดผู้ถือ มอบให้แก่ นาย ก นามสมมุติ เพื่อชำระหนี้นาย ก แล้วไม่พบ ก็มอบให้บุตร คล้ายๆเป็นการฝากไว้ให้

ฎ.2621/2518

ส. เป็นบุตร จ. ช่วย จ. ค้าขายอยู่ในร้าน จำเลยออกเช็คสั่งจ่ายเงินสดชำระหนี้ให้แก่ร้าน ขณะที่จำเลยนำเช็คมาชำระหนี้นั้น จ. และ ส.อยู่พร้อมหน้ากันจำเลยมอบเช็คให้ส.แต่ก่อนที่ส. จะรับเช็คไว้ ส. ได้ให้จ. ตรวจดูเช็คนั้นแล้ว ต่อมาเมื่อเช็คถึงกำหนดจ่ายเงิน ส. ได้ใช้ให้คนนำเช็คไปเบิกเงินและธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ดังนี้ถือได้ว่า จ. เจ้าของร้านผู้เป็นเจ้าหนี้เป็นผู้ทรงเช็ค ส. เป็นเพียงผู้เก็บรักษาเช็คไว้แทน จ. เท่านั้น เมื่อ ส. ไม่ใช่ผู้ทรงเช็คส.ก็ไม่ใช่ผู้เสียหายการที่ส. ไปร้องทุกข์เป็นผู้เสียหายเสียเองจึงไม่ชอบ และพนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้อง (ประชุมใหญ่ครั้งที่ 19/2518)

อีกเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องบุคคลที่มีชื่อเป็นผู้รับเงินในเช็คระบุชื่อผู้รับเงิน เข้าหลักเกณฑ์เป็นผู้ทรงแต่อาจจะไม่ใช่ผู้ทรงก็ได้ หากการมีชื่อนั้นเป็นการมีชื่อแทนบุคคลอื่นที่มีชื่อแท้จริง

ฎ.7854/2542

จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คพิพาท เป็นเช็คขีดคร่อมเฉพาะระบุชื่อ ช.เป็นผู้รับเงินเพื่อเป็นการชำระหนี้ค่าเสียหายแก่โจทก์โดยมีจำเลยที่ 2เป็นผู้สลักหลังการที่ ช. นำเช็คพิพาทเข้าบัญชีเงินฝากของ ช. เพื่อเรียกเก็บเงินแทนโจทก์เพราะโจทก์ไม่มีบัญชีเงินฝาก เป็นการที่ ช.ยึดถือเช็คพิพาทแทนโจทก์เท่านั้น เมื่อโจทก์เป็นผู้มีเช็คพิพาทไว้ในครอบครองโดยโจทก์เป็นผู้มีสิทธิรับเงินตามเช็คพิพาทโจทก์จึงเป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 904

            ศาลฏีกาบอกว่า การที่ นาย ช ที่มีชื่อในเช็คนี้ เรียกเข้าบัญชี เป็นการยึดถือไว้แทนเท่านั้น และแม้จะระบุชื่อเป็นผู้รับเงินนั้น ก็เป็นเพียงผู้รับเงินแทนเท่านั้น โจทก์จึงเป็นผู้ทรง

            คือเรื่องนี้จำเลนต่อสู้ว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้ทรง โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง

            15/2531

            .........................................

            หลักการเป็นผู้ทรง ข้อที่ 2 .คือถ้าเป็นในฐานะผู้รับสลักหลังต้องมีหลักเกณฑ์เพิ่มขึ้นมา คือต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าตั๋วเงินอันนั้น เมีการสลักไม่ขาดสาย  หมายความว่ามีการโอนต่อกันเป็นทอดๆ จากผู้รับเงิน มาถึงผู้ทรงปัจจุบัน เป็นทอดๆ สามารถพิสูจน์ได้ ไม่ขาดสาย

            สมมุติว่าดูรายมือชื่อ เริ่มจาก นาย ก ออกเช็คระบุ 1 รับเงิน นาย 1 ลงลายมือชื่อสลักหลัง ให้ 2  2 ลงลายมือชื่อสลักหลัง ให้ 3  3 ลงลายมือชื่อสลักหลัง ให้ 4

            อย่างนี้ 4 ก็เป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย

            ดูมาตรา 905 ในส่วนที่ ภายในบังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา 1008 มาตรา 1008 บัญญัติไว้อย่างไรให้เป็นไปตามนั้น

          มาตรา 1008 โดยสรุปคือรายมือชื่อในตั๋วเงิน ปลอม หรือลงโดยปราศจากอำนาจ เมื่อมาตรา 905 อยู่ในบังคับ 1008 ก็ต้องแปลความกลับกันไปว่า รายมือชื่อตั๋วเงินเป็นการลงโดย ปลอมหรือ ปราศจากอำนาจ ไปดูมาตรา 1008 แต่ถ้าทุกลายมือชื่อ มีอำนาจ เป็นลายมือชื่อที่แท้จริง อย่างนี้ถึงค่อยมาดูมาตรา 905

            คือถ้ามีการ ปลอม หรือ ปราศจากอำนาจ การสลักหลังก็ขาดสาย อันนี้จำหลักคร่าวๆเสียก่อน แต่อย่าพึ่งไปตอบนะครับว่าไม่มีสิทธิใดๆในตั๋วเงิน เพราะยังมีข้อยกเว้นอยู่ในมาตรา 1008 อาจจะมีสิทธิ แต่ สิทธินั้นบกพร่อง ส่วนใหญ่ มักเป็นการสอนชั่วโมงสุดท้าย และมักเก็งว่าจะออกสอบ

            เอาเป็นว่า สมมุติว่า บริษัทจำกัดเป็นผู้รับเงิน แล้วมีนาย ข ซึ่งไม่ใช่ กรรมการเลย มาลงลายมือชื่อแล้วประทับตราของบริษัท  กลายเป็นว่าการสลักหลังนั้นไม่เป็นการที่บริษัท สลักหลัง

            สลักหลังให้นาย ค แล้ว ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ก็มีปัญหาว่าจะเรียกให้ใครรับผิดได้หรือไม่

            จะเห็นว่า นาย ค ไม่อาจแสดงได้ตามมาตรา 904 และ 905 เพราะไม่อาจแสวงสิทธิได้เป็นเช็คที่การสลักหลังขาดสาย อย่างนี้นาย ค ไม่มีสิทธิเรียกให้นาย ก ผู้สั่งจ่ายรับผิด เพราะไม่ใช่ผู้ทรง ตามมาตรา 905 แล้วอย่างนี้ใครต้องรับผิด

            854/2523

          เช็คระบุชื่อบริษัทจำเลยที่ 5 เป็นผู้รับเงิน โดยขีดฆ่าคำว่า'หรือผู้ถือ' ออก จำเลยที่ 3 ซึ่งมิได้เป็นกรรมการบริษัทแต่ได้สลักหลังเช็คนั้นและประทับตราบริษัทโดยมิได้รับมอบอำนาจ ถือไม่ได้ว่าเป็น การกระทำของบริษัทผู้ทรงเช็ค การสลักหลังดังกล่าวจึงเป็นการกระทำ โดยปราศจากอำนาจ เมื่อโจทก์ไม่สามารถแสดงให้ปรากฏสิทธิด้วยการ สลักหลังไม่ขาดสายได้เช่นนี้ แม้โจทก์จะมีเช็คพิพาทไว้ในความครอบครอง ก็ถือไม่ได้ว่าโจทก์เป็นผู้ทรงเช็คโดยชอบด้วยกฎหมายโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้อง ให้จำเลยที่ 7 ผู้สั่งจ่ายใช้เงินตามเช็คได้

จำเลยที่ 8 ออกเช็คผู้ถือ แม้จะใช้ชื่อในบัญชีธนาคารเป็นอย่างอื่นก็ตาม แต่เมื่อได้เป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งธนาคารให้จ่ายเงินตามเช็คแล้ว จำเลยที่ 8 ก็ต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็คนั้นและจะอ้างข้อต่อสู้อันอาศัยความเกี่ยวพันกันเฉพาะตนกับจำเลยที่ 5 ว่าจำเลยออกเช็คให้เป็นการค้ำประกันต่อจำเลยที่ 5 มาใช้ยันโจทก์ผู้ทรงเช็คหาได้ไม่

            2274/2534

มีผู้ปลอมการสลักหลังตั๋วแลกเงินซึ่งสั่งจ่ายให้แก่บริษัท อ.ถือว่าการสลักหลังเป็นอันใช้ไม่ได้เลย เสมือนหนึ่งว่าบริษัท อ.ไม่เคยสลักหลักตั๋วแลกเงิน ตั๋วแลกเงินยังคงเป็นตั๋วแลกเงินที่สั่งจ่ายระบุชื่อแก่บริษัท อ. อยู่ โจทก์ได้รับตั๋วแลกเงินมาโดยอาศัยการสลักหลังของจำเลยที่ 1 ซึ่งสลักหลังต่อจากการสลักหลังปลอมจึงเป็นการได้มาโดยการสลักหลังที่ขาดสาย ถือไม่ได้ว่าโจทก์เป็นผู้ทรงตั๋วแลกเงิน จำเลยที่ 6 ซึ่งรับรองตั๋วแลกเงินก่อนมีการสลักหลังปลอมจึงไม่ต้องรับผิดชำระเงินตามตั๋วแลกเงิน.

อีกเรื่องหนึ่งที่ไม่เข้าใจ จะสับสน เรื่องแรกเมื่อสักครู่คือนาย ข ที่ไปสลักหลังต้องรับผิดคนเดียว            

เรื่องที่ 2940/2547

เช็คพิพาทเป็นเช็คขีดคร่อมเฉพาะระบุสั่งจ่ายเงินให้แก่บริษัท ฐ. มิใช่เช็คผู้ถือ ดังนั้นบริษัท ฐ. ซึ่งเป็นผู้ทรง เท่านั้นที่จะทำสัญญาขายลดและสลักหลังโอนเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ได้ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าสัญญาขายลดเช็ค เอกสารหมาย จ.3 กระทำขึ้นหลังจากที่บริษัท ฐ. ได้จดทะเบียนเลิกบริษัทและจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีตาม ป.พ.พ. มาตรา 1270 วรรคสอง อันถือได้ว่า บริษัท ฐ. ได้สิ้นสภาพนิติบุคคลไปแล้ว สัญญาขายลดเช็คดังกล่าวจึงไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย ทั้งการที่ ธ. และ ส. ลงลายมือชื่อสลักหลังและประทับตราบริษัท ฐ. จำกัด ในเช็คพิพาทให้ แก่โจทก์ ก็เป็นการสลักหลังโอนโดยปราศจากอำนาจ ย่อมเป็นอันใช้ไม่ได้เลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 1008 โจทก์จึงเป็น ผู้ที่ได้รับเช็คพิพาทมาโดยการสลักหลังที่ขาดสาย โจทก์ย่อมไม่ใช่ผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา 904, 905 จำเลยทั้งสามในฐานะผู้สั่งจ่ายจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์

        ข้อเท็จจริงโดยย่อคือเช็ค พิพาทระบุจ่ายเงินให้กับบริษัทฐานการตลาดจำกัด เป็นผู้ทรง ถามว่าถ้ามีการสลักหลังโอนต่อไปใครมีอำนาจโอน ก็คือบริษัทฐานการตลาด ข้อเท็จจริง ปรากฏว่า เช็คฉบับนี้มีการทำสัญญาขายลดเช็ค แล้วมีการโอนต่อไปให้โจทก์คดีนี้ สัญญาขายลดเช็คฉบับนี้ และการสลักหลังโอนนั้น กระทำให้หลังจากบริษัท ฐานการตลาด จำกัด จดทะเบียนเลิกบริษัท และเสร็จการชำระบัญชีแล้ว คือสิ้นสภาพนิติบุคคลแล้วนั่นเอง

ศาลฏีกาวินิจฉัยว่า การลงลายมือชื่อหลังจากบริษัทเลิกไปแล้วเป็นการสลักหลังโดยไม่มีอำนาจ ตามมาตรา 1008 โจทก์จึงไม่เป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยทั้งสามจึงไม่ต้องรับผิดตามโจทก์

ถามว่าคดีเรื่องนี้ใครที่ต้องรับผิด คำตอบก็เหมือนกันคือกรรมการสองคนที่สลักหลัง หลังจากบริษัท ฐานการตลาดเลิกไปแล้ว ต้องรับผิด แต่ฏีกาเรื่องนี้โจทก์ไม่ได้ ฟ้องกรรมการสองคนเป็นจำเลย เลยไม่มีการพิพากษาไปถึง

        อันนี้เราพูดหลักคร่าวๆและฏีกา ก่อนไปถึงเรื่องการลงลายมือชื่อโดยไม่มีอำนาจ หรือ ลายมือชื่อปลอม มาตรา 1008

        ทีนี้มาดูตัวบท มาตรา 905  บุคคลผู้ได้ตั๋วเงินไว้ในครอบครอง ถ้าแสดงให้ปรากฏสิทธิด้วยการสลักหลังไม่ขาดสาย อ่านตัวบทข้ามไปก่อน  ท่านให้ถือว่าเป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย

        ก ออกเช็คระบุชื่อ 1. เป็นผู้รับเงิน 1 สลักหลังให้ 2  2 สลักหลังให้ 3  3.มีเช็คครอบครองในฐานะผุ้รับสลักหลัง ถ้า 3 .สามารถพิสูจน์ให้ปรากฏการสลักหลังไม่ขาดสาย 3.ก็เป็นผุ้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย

อ่านตัวบทใหม่ บุคคลผู้ได้ตั๋วเงินไว้ในครอบครอง ถ้าแสดงให้ปรากฏสิทธิด้วยการสลักหลังไม่ขาดสาย แม้ถึงว่าการสลักหลังรายที่สุดจะเป็นสลักหลังลอยก็ตาม ท่านให้ถือว่าเป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย

                อธิบายใหม่คือ การโอนตั๋วตามมาตรา 917 วรรค 1 อันตั๋วแลกเงินทุกฉบับ ถึงแม้ว่าจะมิใช่สั่งจ่ายให้แก่บุคคลเพื่อเขาสั่งก็ตาม ท่านว่าย่อมโอนให้กันได้ด้วยสลักหลังและส่งมอบ

            สลักหลังและส่งมอบ ทีนี้วิธีการสลักหลังนั้น กฎหมายบัญญัติ มาตรา 919 ซึ่งมีสองวิธี วิธีแรกเราเรียกว่าการสลักหลังเฉพาะคือการสลักหลังโดยระบุผู้ชื่อผู้รับประโยชน์ยกตัวอย่าง ออกเช็ค ให้นาย 1 เป็นผู้รับเงิน จะโอนให้นาย สอง ก็ต้อง ระบุว่า นาย 1. โอนให้ นายสอง อันนี้คือสลักหลังเฉพาะ

            แต่เปลี่ยนใหม่เป็น นายหนึ่ง ลงชื่อเฉยๆ แล้วส่งมอบเช็คดังกล่าวให้นาย สอง อันนี้คือการสลักหลังลอย ตามมาตรา 919 ในวรรคที่สอง

            ย้อนกลับมาทั้งหมดในมาตรา 905 สรุปความได้ดังนี้คือ

            การสลักหลังรายที่สุดเป็นสลักลอยก็ตาม เป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย  ตอนที่นายหนึ่งโอนเช็คให้นายสอง ถ้าเขียนว่า โอนให้นายสองแล้วลงชื่อ หรือ จะเขียนชื่อไว้เฉยๆแล้วส่งมอบให้นายสอง เหมือนกันคือ นายสองเป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย

            รายการสลักหลังลอยมีสลักหลังรายอื่นตามหลังไปอีก ท่านให้ถือว่าบุคคลผู้ที่ลงลายมือชื่อในการสลักหลังรายที่สุดนั้น    เป็นผู้ได้ไปซึ่งตั๋วเงินด้วยการสลักหลังลอย

คือหลังจากมีการสลักหลังลอยนั้น แล้วมีรายมือชื่ออื่นตามมาอีก ปัญหาว่า จะถือว่าบุคคลใดเป็นผู้ได้ตั๋วเงินนั้นโดยการสลักหลังลอย กล่าวคือ กฎหมายกำหนดให้คนที่ลงลายมือชื่อต่อจากสลักหลังลอยนั้น เป็นผู้ได้ไปซึ่งการสลักหลังลอยนั้น คำว่า บุคคลผู้ที่ลงลายมือชื่อในการสลักหลังรายที่สุดนั้น     หมายความเช่นนี้เอง

ตัวอย่างเพื่อความเข้าใจ นาย เอ เป็นผู้สั่งจ่ายเช็คฉบับหนึ่ง ระบุชื่อนายหนึ่งเป็นผู้รับเงิน นายหนึ่งก็สลักหลังส่งมอบให้นายสอง นายสองโอนเช็คให้นายสามโดยการลงลายมือชื่อด้านหลังเช็คเฉยๆคือสลักหลังลอย แล้วส่งมอบให้นายสาม นายสามเป็นผู้ทรง นายสามได้รับเช็คมาโดยการสลักหลังลอย ถ้านายสามจะโอนเช็คดังกล่าวให้นาย สี่ อาจจะส่งมอบเฉยๆ ตามาตรา 920  ( 3 ) ก็ได้

มาตรา 920  อันการสลักหลังย่อมโอนไปซึ่งบรรดาสิทธิอันเกิดแต่ตั๋วแลกเงิน

           ถ้าสลักหลังลอย ผู้ทรงจะปฏิบัติดังกล่าวต่อไปนี้ประการหนึ่งประการใดก็ได้ คือ

             (1) กรอกความลงในที่ว่างด้วยเขียนชื่อของตนเอง หรือชื่อบุคคลอื่นผู้ใดผู้หนึ่ง

             (2) สลักหลังตั๋วเงินต่อไปอีกเป็นสลักหลังลอย หรือสลักหลังให้แก่บุคคลอื่นผู้ใดผู้หนึ่ง

             (3) โอนตั๋วเงินนั้นให้ไปแก่บุคคลภายนอกโดยไม่กรอกความลงในที่ว่าง และไม่สลักหลังอย่างหนึ่งอย่างใด

คือสามส่งให้สี่ เฉยๆ สี่ก็ส่งมอบเฉยๆให้นายห้า  นายห้าได้เช็คมาก็ลงลายมือชื่อแล้วโอนให้หก หกสลักหลังโอนให้เจ็ดต่อ

เช็คปรากฏรายมือชื่อดังนี้ นาย เอ เป็นผู้สั่งจ่าย นายหนึ่ง สอง  ห้า หก  ลายมือชื่อสาม สี่ หายไป แสดงว่า นาย ห้าได้ไปซึ่งตั๋วเงินโดยสลักหลังลอย  คือได้ไปจากนายสอง

เมื่อใดรายการสลักหลังลอยมีสลักหลังรายอื่นตามหลังไปอีก ท่านให้ถือว่าบุคคลผู้ที่ลงลายมือชื่อในการสลักหลังรายที่สุดนั้น นั้น เป็นผู้ได้ไปซึ่งตั๋วเงินด้วยการสลักหลังลอย  

สลักหลังรายที่สุด คือเป็นคนแรกหลังจากที่มีการสลักหลังลอย ดังนั้น ลายมือชื่อถัดจากสองคือ ห้า ถือเสมือนว่า ห้าได้เช็คพิพาทจากสองไปโดยตรง เหตุผลของกฎหมายคือเพื่อเชื่อมต่อรายมือชื่อว่าเช็คพิพาทมีการสลักหลังดังกล่าวไม่ขาดสาย

คือคิดว่านักศึกษาคงเข้าใจ ไม่เช่นนั้นมันไม่มีรายมือชื่อ สาม สี่ อาจจะเข้าใจว่ามันขาดสายหรือไม่ มาตรา 905 ก็แก้ปัญหา ถือว่า ห้า ได้รับเช็คจากสองไปโดยตรง ช่วงนี้ก็ไม่ขาดสายแล้ว อนึ่งคำสลักหลังเมื่อขีดฆ่าเสียแล้วท่านให้ถือเสมือนว่าไม่มีเลย

          สมมุติเช็ค ระบุชื่อนาย ก เป็นผู้รับเงิน นาย ก ไปซื้อสินค้าร้าน นาย ข ก็เขียนว่า เขียนให้นาย ข แต่ยังไม่ทันส่งมอบ เปลี่ยนใจ จ่ายเงินสดดีกว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ นาย ก ทำได้ เพราะตั๋วเงินยังอยู่ในการครอบครองของตน เป็นเรื่องที่กฎหมายให้อำนาจด้วย ตามมาตรา 905 วรรค 1 ตอนท้ายให้อำนาจไว้ เหมือนกับเราลบข้อความออก ให้ถือเสมือนหนึ่งว่า ไม่มีเลยผู้ทรงเช็คก็เป็น นาย ก ไม่ได้มีการโอนให้นาย ข เลย ไม่ได้เป็นเรื่องการแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความในตั๋วเงิน

สรุป มาตรา 905 เป็นวิธีการพิสูจน์ ผู้ทรงใน ตั๋วชนิดระบุชื่อผู้รับเงิน ในฐานะผู้รับสลักหลัง

ประเด็นที่สอง คือถ้าเป็นการปลอม หรือสลักหลังโดยปราศจากอำนาจ ไม่ใช่เรื่องมาตรา 905 แล้ว เป็นเรื่องมาตรา 1008

ประเด็นที่สาม คือการสลักหลังไม่ขาดสาย หมายถึงการที่ผู้สลักหลังคนก่อนๆได้ลงลายมือชื่อสลักหลังตั๋วเงินเป็นทอดๆ จนถึงมือผู้ทรงคนปัจจุบัน

ประเด็นที่สี่ สุดท้าย คือ การสลักหลังลอย ที่ต้องกระทำด้านหลังเท่านั้น

         

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages