..เป็นหลักการใหม่หรือหลักการเดิม ? ในกรณีอัยการโจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่
3 และจำเลยที่ 4 เป็นผู้ก่อให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 พร้อมพวกร่วมกันกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์และปล้นทรัพย์
แต่ทางพิจารณาได้ความว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 มีความผิดฐานรับของโจร...เหตุใดศาลจึงยกฟ้อง ?
ศึกษาวิเคราะห์จากคำพิพากษาฎีกาที่ 12970/2555
ข้อเท็จจริง
1. เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2548 เวลาประมาณ 19.00 น. จำเลยที่ 1 และนายไพรสณฑ์ ร่วมกันลักเป็ด 30 ตัว ราคา 4,200 บาท ของนางชลธิชาผู้เสียหาย
ซึ่งอยู่ในความครอบครองของนายเตี้ยคนงานชาวพม่า โดยข่มขู่นายเตี้ยแล้วจำเลยที่ 1
กับพวกนำเป็ดดังกล่าวใส่กระสอบนำขึ้นรถจักรยานยนต์หลบหนีไป
ต่อมาเวลาประมาณ 01.00 นาฬิกา จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 นายไพรสณฑ์ กับพวกอีก 1 คน เข้าไปที่เล้าเป็ดของผู้เสียหายอีกครั้งโดยจำเลยที่ 1 ถือไฟแช็คลักษณะคล้ายปืนลูกโม่ข่มขู่นายเตี้ยแล้วแย่งเอามีดอีโต้ที่นายเตี้ยถือไว้ป้องกันตัวไปจากนั้นจำเลยที่
1 จำเลยที่ 2 นายไพรสณฑ์กับพวกช่วยกันต้อนเป็ด
1,932 ตัว ราคา 270,480 บาท หลบหนีไป
2. อัยการโจทก์จึงยื่นฟ้องว่า
เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2548 เวลากลางวัน
จำเลยที่ 1 และที่ 4 ร่วมกันจ้าง วาน
ใช้จำเลยที่ 1 กับพวกอีก 1 คน
ไปชิงเป็ด 30 ตัว ราคา 4,200 บาท
ของนางชลธิชาผู้เสียหาย ต่อมาในวันเดียวกันเวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยที่ 1
กับพวกดังกล่าวร่วมกันไปชิงเป็ดของผู้เสียหาย.......
ในวันเดียวกันเวลากลางวันจำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันจ้าง วาน ใช้ จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกอีก 2 คน ให้ไปปล้นเป็ด 1,932 ตัว ราคา 270,480 บาท ของผู้เสียหาย.....
ต่อมาเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2548 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง
จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกก็ร่วมกันไปปล้นทรัพย์ดังกล่าวของผู้เสียหาย......
อัยการขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 33, 83, 84, 91, 339, 340, 340 ตรี.....
3. ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฐานชิงทรัพย์กระทงหนึ่งและฐานปล้นทรัพย์อีกกระทงหนึ่ง
ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 ศาลชั้นต้นลงโทษฐานรับของโจร
ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4
อุทธรณ์ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน
4. จำเลยที่ 3 ยื่นฎีกา
มีประเด็นปัญหาขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาว่า จำเลยที่ 3 กระทำผิดฐานรับของโจรตามที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษมาหรือไม่
4.1 ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า
แม้พยานหลักฐานของโจทก์จะฟังได้ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาว่า
จำเลยที่ 3 เป็นผู้ลงมือกระทำผิดฐานรับของโจรแต่ปรากฏตามคำฟ้องของโจทก์ว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นผู้ก่อให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์และปล้นทรัพย์ด้วยการใช้ จ้าง วาน
มิได้ฟ้องว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นผู้ลงมือกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์และปล้นทรัพย์
ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาจึงแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังกล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญ
กรณีย่อมไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในความผิดฐานรับของโจรได้ ทั้งนี้ ตามบทบัญญัติมาตรา 192 วรรคสอง แห่ง ป.วิ.อ. ต้องพิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในข้อหาความผิดดังกล่าว
การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 3 และที่ 4 ฐานรับของโจรนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย
แม้จำเลยที่ 4 มิได้ฎีกาแต่เป็นเหตุส่วนลักษณะคดี
ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ 4 ด้วย ตาม ป.วิ.อ.
มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225 ปรากฏว่าศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องจำเลยที่
3 และที่ 4
หมายเหตุ
1. ตามคำพิพากษาศาลฎีกา 12970/2555
เป็นการใช้กฎหมาย ป.วิ.อ. มาตรา 192 ที่น่าสนใจ
2. ให้พิจารณาศึกษาฎีกาต่อไปนี้เปรียบเทียบเพิ่มเติมสำหรับการทำความเข้าใจ
ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง และวรรคสาม
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15590/2553
เหตุที่สิบตำรวจโท จ.
เดินทางไปที่บ้านของจำเลย ก็เพราะ อ. ให้การในชั้นจับกุมและในชั้นสอบสวนว่าร่วมกับจำเลยลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย
โดย อ. ให้จำเลยขับรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายหลบหนีไปที่บ้านของจำเลย แม้คำให้การของ อ. นี้มีลักษณะเป็นคำซัดทอดซึ่ง ป.วิ.อ. มาตรา 227/1
บัญญัติให้ศาลต้องใช้ความระมัดระวังในการวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานดังกล่าว
และไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลยก็ตาม แต่คำซัดทอดของ อ.
ก็มิใช่คำซัดทอดเพื่อให้ตนเองพ้นผิด เพราะมีรายละเอียดของการกระทำความผิดทั้งสอง
อ. และของจำเลย ทั้งยังพาไปสู่การได้รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่จำเลยขับหลบหนีไปที่บ้านของจำเลยคืน
นับว่าเป็นคำซัดทอดที่มีเหตุผล
พฤติการณ์ที่จำเลยรอ อ.
อยู่นอกบ้านของผู้เสียหายซึ่งเป็นบริเวณใกล้เคียงกับที่เกิดเหตุในลักษณะที่จะเข้าช่วยเหลือ
อ. ได้ทันทีเมื่อมีเหตุขัดข้องในขณะที่ อ.
เข้าไปลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายในบ้าน แล้ว อ. เดินจูงรถจักรยานยนต์นั้นออกมานอกบ้านให้จำเลยขับหลบหนีไปที่บ้านของจำเลยเช่นนี้
นับเป็นตัวการในการกระทำความผิดด้วยกัน
แม้การกระทำของจำเลยกับ อ.
จะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์โดยมีเหตุฉกรรจ์ตามฟ้องโจทก์ และโจทก์ไม่ได้ฎีกา
แต่โดยที่ความผิดฐานรับของโจรที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาลงโทษจำเลยมา
กับความผิดฐานลักทรัพย์ตามที่โจทก์ฟ้อง ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม
บัญญัติมิให้ถือว่าเป็นข้อแตกต่างที่เป็นสาระสำคัญ ดังนั้น
ศาลฎีกาจึงมีอำนาจแก้ไขบทลงโทษจำเลยในความผิดตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาเสียให้ถูกต้องได้ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว
แต่ศาลฎีกาไม่อาจกำหนดโทษจำเลยให้สูงกว่าโทษที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามา เพราะจะเป็นการพิจารณาเพิ่มเติมโทษจำเลย ซึ่งต้องห้ามตาม
ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9646/2552
แม้คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2
ในความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาฟังได้ว่าจำเลยที่
2 รับรถจักรยานยนต์ของกลางไว้โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์
ซึ่งเป็นความผิดฐานรับของโจรก็ตาม ข้อแตกต่างดังกล่าว ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม บัญญัติบังคับไว้ว่าเป็นข้อแตกต่างในรายละเอียด
มิให้ถือว่าแตกต่างกันในข้อสาระสำคัญ
ทั้งมิให้ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคำขอหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ
ประกอบกับจำเลยที่ 2 นำสืบว่า ด. ให้จำเลยที่ 2 นำรถจักรยานยนต์ของกลางไปใช้ จำเลยที่ 2 ใช้รถจักรยานยนต์ของกลางโดยเปิดเผย
ต่อมาจำเลยที่ 2 ใช้รถจักรยานยนต์ของกลางโดยเปิดเผย
ต่อมาจำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ของกลางไปดื่มสุราที่บ้านจำเลยที่
1 จนไม่สามารถขับรถจักรยานยนต์ได้ จึงฝากไว้ที่บ้านจำเลยที่ 1 แสดงว่าจำเลยที่ 2
ไม่ได้หลงต่อสู้ ดังนี้
แม้โจทก์จะฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดฐานชิงทรัพย์โดยไม่ได้บรรยายฟ้องและอ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำของจำเลยที่
2 เป็นความผิดฐานรับของโจรมาด้วยก็ตามศาลก็มีอำนาจลงโทษจำเลยที่
2 ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความจากทางพิจารณาในความผิดฐานรับของโจรตามบทบัญญัติดังกล่าวได้
คำพิพากษาฎีกาที่ 1043/2535
ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานปล้นทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 340 ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยที่
2 กระทำผิดฐานรับของโจรตาม ป.อ. มาตรา 357 ไม่ถือว่าข้อเท็จจริงในทางพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องในสาระสำคัญ
เมื่อจำเลยมิได้หลงต่อสู้
ศาลมีอำนาจลงโทษในความผิดฐานรับของโจรตามที่พิจารณาได้ความได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192
วรรคสาม.
คำพิพากษาฎีกาที่ 3235/2541
ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา
192 วรรคสามบัญญัติให้การกระทำความผิดระหว่างฐานลักทรัพย์และรับของโจรมิให้ถือว่าแตกต่างกันในข้อสาระสำคัญแต่เป็นเพียงข้อแตกต่างในรายละเอียดเท่านั้น
และไม่ให้ถือว่าเป็นกรณีเกินคำขอหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษด้วย
เว้นแต่จะหลงต่อสู้ เมื่อคดีนี้แม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์
แต่จำเลยให้การและนำสืบปฏิเสธโดยอ้างฐานที่อยู่ว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับทรัพย์ของกลางจึงมิใช่เป็นเรื่องที่จำเลยหลงต่อสู้อันจะได้รับประโยชน์จากบทบัญญัติดังกล่าว
ศาลจึงลงโทษจำเลยในความผิดฐานรับของโจรตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณานั้นได้
คำพิพากษาฎีกาที่ 5666/2545
ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง, 192 วรรคสาม, 212
ป.อ. มาตรา 335
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ส่วนจำเลยที่ 2 กับที่ 3กระทำความผิดฐานรับของโจร ดังนี้
ฟ้องของโจทก์จึงเป็นการบรรยายยืนยันการกระทำของจำเลยที่ 2 กับที่
3 ว่าได้กระทำความผิดฐานรับของโจรเพียงประการเดียว
แต่ในชั้นพิจารณาจำเลยที่ 2 กับที่ 3 กลับให้การรับสารภาพฐานลักทรัพย์
ซึ่งมิใช่เป็นการกระทำดังที่โจทก์กล่าวในฟ้อง จึงมิใช่กรณีที่จำเลยที่ 2 กับที่ 3 ให้การรับสารภาพตามฟ้องซึ่งศาลจะพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา 176 วรรคหนึ่ง
เมื่อโจทก์มีหน้าที่ต้องนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์ความผิดของจำเลยที่ 2 กับที่ 3 แถลงไม่ติดใจสืบพยานข้อเท็จจริงอันเป็นการกระทำของจำเลยที่
2 กับที่ 3 ที่โจทก์อ้างว่าเป็นความผิดก็มีเพียงเท่าที่โจทก์กล่าวในฟ้อง
หาได้มีข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาที่จะแสดงให้ศาลเห็นว่าแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา 192 วรรคสาม แต่อย่างใดไม่
จึงไม่อาจนำบทบัญญัติเช่นว่านี้มาใช้บังคับเพื่อให้ศาลลงโทษจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ได้
ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำผิดของจำเลยที่
1 เพียงว่า จำเลยที่ 1กับพวกหลายคนร่วมกันลักทรัพย์ของผู้เสียหายไปโดยทุจริตในเวลากลางคืนแล้วปรับบทลงโทษจำเลยที่
1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1) วรรคแรก,83
เมื่อโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์
ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
เมื่อความปรากฏแก่ศาลฎีกาว่าศาลชั้นต้นปรับบทกฎหมายดังกล่าวไม่ถูกต้องครบถ้วน
เพราะโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่
2 คน ขึ้นไป
โดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อความสะดวกแก่การกระทำผิดและพาทรัพย์นั้นไปศาลฎีกาย่อมปรับบทให้ถูกต้องได้โดยไม่แก้ไขเพิ่มเติมโทษจำเลยที่
1
คำพิพากษาฎีกาที่ 1824/2545
ป.อ. วรรคแรก, 192 วรรคสาม, 335 (1) (7) วรรคสอง, 336ทวิ, 357
เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1
มิได้รับของโจร หากแต่ร่วมกับ ว.
ลักรถจักรยานยนต์ของกลางโดยมีเหตุฉกรรจ์ตามฟ้องโจทก์ แม้โจทก์ไม่ฎีกา
ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขบทลงโทษ จำเลยที่ 1 ในความผิดตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏการพิจารณาเสียให้ถูกต้องได้ตามป.วิ.อ.
มาตรา 192 วรรคสาม และกรณีมิใช่การพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอ
เพราะโจทก์ได้บรรยายฟ้องและร้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานลักทรัพย์มีเหตุฉกรรจ์
หรือความผิดฐานรับของโจรฐานหนึ่งฐานใด
คำพิพากษาฎีกาที่ 1610/2539
ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคแรก, 192 วรรคสาม, 225
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐาน
ลักทรัพย์หรือ
รับของโจรศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานใช้ให้ผู้อื่นกระทำผิดฐานลักทรัพย์ยกฟ้องฐานรับของโจรจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นกระทำผิดฐานลักทรัพย์แต่การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานรับของโจรดังนี้แม้ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาจะต่างกันระหว่างการกระทำผิดฐานลักทรัพย์และรับของโจรก็ไม่ถือว่าต่างกันในสาระสำคัญและจำเลยก็มิได้หลงต่อสู้ทั้งข้อเท็จจริงดังกล่าวศาลล่างทั้งสองก็ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วเพียงแต่ปรับบทฐานความผิดต่างกันเท่านั้นศาลฎีกาย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐาน
รับของโจรตามข้อเท็จจริงที่ได้ความได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา192วรรคสามไม่ถือว่าพิพากษาเกินคำขอ
คำพิพากษาฎีกาที่ 2819/2535
ป.วิ.อ. มาตรา 192, 208
ป.อ. มาตรา 335, 357
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานลักทรัพย์
จึงถือได้ว่าศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ข้อหาฐานรับของโจร เมื่อโจทก์ไม่อุทธรณ์
ต้องถือว่าข้อหาความผิดฐานรับของโจรได้ยุติไปแล้ว จำเลยอุทธรณ์ขอให้ยกฟ้องข้อหาฐานลักทรัพย์
ประเด็นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 จะวินิจฉัยคือ
จำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์หรือไม่ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2วินิจฉัยว่า
จำเลยไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์จึงชอบแล้ว แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กลับไปวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าจำเลยมีความผิดฐานรับของโจร
และลงโทษจำเลยฐานรับของโจรซึ่งยุติไปแล้วนั้นไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา
จำเลยมีสิทธิฎีกา ขอให้ยกฟ้องข้อหาฐานรับของโจรได้
และศาลฎีกาไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาพิพากษาใหม่
เพราะศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้ยกฟ้องจำเลยในข้อหาฐานลักทรัพย์แล้ว
ศาลฎีกาจึงพิพากษายกฟ้องในข้อหาฐานรับของโจรได้
(ขอขอบพระคุณอย่างสูงสำหรับที่มา : ทบทวนหลักกฎหมายกับอาจารย์ประยุทธ)
สำหรับเพื่อนๆ พี่ๆ และน้องๆทุกท่าน ที่กำลังศึกษาชั้นเนติบัณฑิต ซึ่งกำลังทำงานและไม่มีเวลาเข้าเรียน , ไม่ได้ลงทะเบียนมาเป็นเวลานาน อย่าเพิ่งรีบท้อถอย ครับ เพราะกว่าเราจะเรียนจบชั้นนิติศาสตร์ได้ใช้ระยะเวลาค่อนข้างนาน การเรียนเนติบัณฑิตสมัยปัจจุบันค่อนข้างยากพอสมควร หรือสำหรับน้องๆบางท่านที่เรียนจบจากมหาวิทยาลัยต่างจังหวัดวึ่งยังไม่มีแนวทางในการเรียน หรือยังไม่สามารถรับสื่อ หนังสือ หรือเอกสาร ซึ่งบางท่านมีความตั้งใจแต่ขาดโอกาส และวิธีการที่ดีที่สุดสำหรับท่านที่ยังอยากเรียนจบ แต่ไม่มีเวลา กำลังทำงาน หรือไม่ได้สอบมานาน ขอแนะนำ, รวบรวมข้อมูล สำหรับการเริ่มต้นใหม่ ...
รวมคำบรรยายเนติฯ (ภาคปกติ /ภาคค่ำ/ภาคทบทวนวันอาทิตย์) ภาค 1/65 และ 2/65
- กลุ่มวิชากฎหมายแพ่งและอาญา (ไฟล์เสียงคำบรรยายภาคปกติ, ภาคค่ำ และภาคทบทวนวันอาทิตย์)
พร้อมเอกสาร สรุปคำบรรยายเนติฯ 1/65 + เอกสารประกอบคำบรรยาย1/65 + บทบรรณาธิการ 1/63, 1/64 และ 1/65 + ธงคำตอบกลุ่มวิชากฎหมายแพ่งและอาญา (สมัยที่ 56-64) พร้อม เคล็ดลับการอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบเนติฯ + ระเบียบการเรียนเนติฯ +เทคนิคและแนวการเขียนข้อสอบ, การเตรียมพร้อมสอบเนติฯ/ผู้ช่วยฯ/อัยการ
ราคา 380.00 บาท (DVD 4 แผ่น) (ส่ง EMS ฟรี) ฟรี ! สมุดบันทึก
- กลุ่มวิชากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและวิธีพิจารณาความอาญา (ไฟล์เสียงคำบรรยายภาคปกติ, ภาคค่ำ และภาคทบทวนวันอาทิตย์)
พร้อมเอกสาร สรุปคำบรรยายเนติฯ 2/65 + เอกสารประกอบคำบรรยาย 2/65 + บทบรรณาธิการ 2/63, 2/64 และ 2/65 + ธงคำตอบกลุ่มวิชากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและวิธีพิจารณาความอาญา (สมัยที่ 56-64) พร้อม เคล็ดลับการอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบเนติฯ + ระเบียบการเรียนเนติฯ +เทคนิคและแนวการเขียนข้อสอบ, การเตรียมพร้อมสอบเนติฯ/ผู้ช่วยฯ/อัยการ
ราคา 380.00 บาท (DVD 4 แผ่น) (ส่ง EMS ฟรี) ฟรี ! สมุดบันทึก
Ø หมายเหตุ : สั่งซื้อทั้ง 2 ภาค ราคาพิเศษ 700 บาท (ส่ง EMS ให้ฟรี) ฟรี !!! สมุดบันทึก + CD แบบร่างสัญญามากกว่า 400 แบบ (file word) + แบบฟอร์มศาล, แบบฟอร์มเอกสารงานบุคคล,เอกสารงานบัญชีและภาษี
สนใจติดต่อ ตุ้ย มือถือ 085-801-0725, E-mail : siripit...@gmail.com
ไม่เก่ง..แต่พยายาม เจ๋ง ! กว่า เก่ง....แต่ขี้เกียจ
ขอให้โชคดีและประสบความสำเร็จกันทุกคนนะคับ....