สรุปคำบรรยาย เนติภาคกลางวัน นิติกรรมสัญญา ครั้งที่ 6,7 สอนเมื่อ (อัง14/07/09),(อัง21/07/09)

2,056 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
Jul 30, 2009, 10:19:17 PM7/30/09
to LAWSIAM
หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า  kankokub  ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ อัครวิทย์ สุมาวงศ์ผู้บรรยาย   , ผู้มีน้ำใจส่ง flie เสียงที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า ขอบคุณ. http://www.muansuen.com และคุณ admin ที่นำ flie เสียงมาลงแบ่งปันให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

ครั้งที่ 6 . (อัง14/07/09)

            ครั้งก่อนได้พูดถึงการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิด ในครั้งนี้เราก็จะพูดถึงการแสดงเจตนาโดยวิปริตอีกอย่างคือ กลฉ้อฉล

            มาตรา 154 ก็บอกว่าเป็นโมฆียะ

            การแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดมันแตกต่างกัน ถ้าสำคัญผิดในสาระสำคัญของนิติกรรม ก็เป็นโมฆะ แต่ถ้าสำคัญผิดในสาระสำคัญของบุคคลก็เป็นโมฆียะ

            แต่ในเรื่องกลฉ้อฉลนี้ผลทางกฎหมายคือเป็นโมฆียะ แต่ก็ไม่เสมอไป ต้องดูว่า การใช้อุบายหลอกลวงนั้นเป็นเรื่องกลฉ้อฉลถึงขนาด อย่างไรก็ตาม ถ้าการสำคัญผิด เป็นคุณสมบัติของบุคคลหรือทรัพย์ ไม่ว่าจะมองในแง่กลฉ้อฉลหรือ สำคัญผิด ผลทางกฎหมายเหมือนกัน คือเป็นโมฆียะ

            1034/2518

          ที่ดินของจำเลยถูกจำกัดสิทธิการปลูกสร้างเพราะถูกสายไฟฟ้าแรงสูงผ่านตาม พระราชบัญญัติการไฟฟ้ายันฮี พ.ศ.2500 จำเลยขายฝากแก่โจทก์ในราคาสูงโดยโจทก์ไม่ทราบ เป็นความสำคัญผิดในสารสำคัญของคุณสมบัติของทรัพย์การแสดงเจตนาเป็นโมฆียะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 120 โจทก์บอกล้างและเรียกเงินค่าซื้อฝากคืนได้

กลฉ้อฉลไม่จำเป็นต้องเป็นคำโกหกเสมอ อาจจะเกิดจากการนิ่งก็ได้

1229/2520

จำเลยทำสัญญาจะขายที่ดินให้แก่โจทก์ มีข้อความในสัญญาว่าที่ดินไม่มีภาระติดพันใดๆ เลย ซึ่งจำเลยรู้ดีว่าที่ดินนี้ติดจำนองไว้แก่ผู้อื่นและปกปิดความจริงข้อนี้ และมีพฤติการณ์ที่แสดงว่าหากโจทก์รู้ความจริงข้อนี้ก็คงจะไม่ทำสัญญากับจำเลยเป็นแน่ ย่อมถือว่าโจทก์สำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์อันเป็นวัตถุแห่งสัญญาจะซื้อขายซึ่งตามปกติย่อมนับว่าเป็นสาระสำคัญสัญญาดังกล่าวจึงเป็นโมฆียะ

เมื่อโจทก์ทราบความจริงแล้วได้ไปร้องทุกข์ เจ้าพนักงานตำรวจไกล่เกลี่ยจนตกลงกันว่าจำเลยยินยอมจะคืนเงิน 800,000 บาท ให้แก่โจทก์ ดังนี้ ฟังได้ว่าโจทก์จำเลยได้ตกลงเลิกสัญญากันแล้ว โจทก์และจำเลยย่อมต้องคืนสู่ฐานะเดิม จำเลยจึงต้องคืนเงิน 800,000 บาท นั้นให้แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยนับแต่วันที่ได้รับเงินไว้ แต่เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยเสียดอกเบี้ยนับแต่วันบอกล้างโมฆียะกรรม โจทก์มิได้อุทธรณ์ข้อนี้ จึงเป็นอันยุติไปตามนั้น

5375/2540 ค้นไม่พบ เป็นการหลอกลวงโจทก์ให้ทำสัญญาหากไม่มีการหลอกลวงจะไม่มีการทำสัญญา สัญญาจึงเป็นโมฆียะ

            การหลอกลวงก็อาจทำให้สำคัญผิด ก็ได้ ไม่ว่าจะมองในแง่กลฉ้อฉลหรือ สำคัญผิด มีผลเท่ากันคือ เป็นโมฆียะ

            458/2498

            ข้อกำหนดในเรื่องค่าเช่าเป็นสาระสำคัญของนิติกรรมสัญญาเช่าเมื่อมีการสำคัญผิดขึ้นสัญญาเช่านั้นย่อมเป็นโมฆะ

            คือมีการหลอกลวงแล้วทำสัญญาโดยสำคัญผิดในสาระสำคัญ

843/2501

          มีความประสงค์และแสดงเจตนาจะขายส่วนหนึ่งของที่ดินทางด้านตะวันตก แต่ผู้ขายอ่านหนังสือไม่ออก เซ็นแต่ชื่อในสัญญาซื้อขายไปโดยสำคัญผิดเป็นขายทางด้านตะวันออก ถือว่าเป็นการสำคัญผิดในสาระสำคัญแห่งนิติกรรม ตกเป็นโมฆะ

การฟ้องขอให้ทำลายนิติกรรมสัญญาซื้อขายที่ตกเป็นโมฆะนั้นผู้ขายนำคดีมาฟ้องเกิน 1 ปีได้ไม่ขาดอายุความ

            คือแม้เป็นกลฉ้อฉลแต่ก็ทำให้สำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญ ทำให้ผลเป็นโมฆะแรงกว่า โมฆียะ 151 กับ 159

ฎ.6103/2545

          โจทก์ตกลงขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 โดยสำคัญผิดในราคาที่ดินเพราะถูกนายหน้าหลอกลวงซึ่งจำเลยที่ 1 รู้หรือควรจะได้รู้ถึงการหลอกลวงดังกล่าว การที่โจทก์สำคัญผิดในเรื่องราคาทรัพย์สินที่ตกลงซื้อขายกัน แม้มิใช่สำคัญผิดในลักษณะของนิติกรรมหรือตัวบุคคลซึ่งเป็นคู่กรณีหรือทรัพย์สินซึ่งเป็นวัตถุแห่งนิติกรรม แต่ราคาทรัพย์สินที่ตกลงซื้อขายกันย่อมมีความสำคัญมากพอกับตัวทรัพย์สินซึ่งเป็นวัตถุแห่งนิติกรรม จึงถือว่าโจทก์แสดงเจตนาทำนิติกรรมโดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญของนิติกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 156

เมื่อนิติกรรมซื้อขายที่ดินเกิดจากการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมและเกิดจากกลฉ้อฉลในขณะเดียวกัน แต่ผลทางกฎหมายต่างกันกล่าวคือ นิติกรรมที่เกิดจากการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมมีผลเป็นโมฆะตามมาตรา 156 แต่นิติกรรมที่เกิดจากการแสดงเจตนาเพราะถูกกลฉ้อฉลมีผลเป็นโมฆียะตามมาตรา 159 จึงต้องถือว่านิติกรรมเป็นโมฆะ เพราะเป็นผลดีต่อผู้แสดงเจตนาทำนิติกรรมโดยบกพร่องยิ่งกว่าเป็นโมฆียะ

        กลฉ้อฉลอาจจะเป็นการกล่าวเท็จ หรือเป็นการนิ่งก็ได้ แต่การนิ่งนั้นจะเกิดขึ้นได้เฉพาะกรณีเป็นนิตกรรมสองฝ่ายเท่านั้น

แต่อย่างไรก็ตามการนิ่งที่เป็นกลฉ้อฉลได้ จะตีความให้กว้างนักก็ไม่ได้เพราะแน่นอนในธรรมปกติการค้าจะบอกความจริงทุกอย่างไม่ได้

การที่นิ่ง จะต้องเป็นหน้าที่ที่ต้องแจ้งความจริง โดยหน้าที่อาจจะเป็นหน้าที่โดยกฎหมายหรือ โดยสัญญา หรือโดยปกติธรรมดาการค้าก็ได้

ตัวอย่างที่เห็นชัดก็เช่น การทำสัญญาประกันภัยหรือ ประกันชีวิต  สัญญาดังกล่าวก็เป็นโมฆียะ

ฎ.2076/2514

ผู้เอาประกันชีวิตรู้ว่าตนป่วยเป็นโรคมะเร็ง เคยเข้ารับการผ่าตัดมะเร็งต่อมไทมัสที่ทรวงอกและต่อมาที่มดลูกและรังไข่ซึ่งมะเร็งได้กระจายลงไป ขณะยื่นคำขอเอาประกันชีวิตก็เป็นระยะที่ตนกำลังได้รับการรักษาด้านการฉายรังสี แต่ปกปิดความจริงดังกล่าวนี้โดยแถลงเท็จว่าเป็นการผ่าตัดซี่โครงข้างซ้ายซึ่งงอเพราะกระโดดน้ำเล่นและผ่าตัดไส้ติ่งซึ่งถ้าบริษัทประกันภัยทราบความจริงข้างต้นนี้แล้วก็จะไม่ยอมทำสัญญาประกันชีวิตด้วย เช่นนี้ สัญญาย่อมเป็นโมฆียะบริษัทมีสิทธิบอกล้างไม่ใช้เงินตามสัญญาได้

ฎ.795/2517

สามีของโจทก์เอาประกันชีวิตกับบริษัทจำเลยโดยปกปิดความจริงและแถลงเท็จว่าไม่เคยให้แพทย์คนใดวินิจฉัยโรคมาก่อน ทั้งที่สามีของโจทก์เป็นโรคตับแข็งและโรคในลำคออยู่ก่อน ทำให้บริษัทจำเลยไม่อาจบอกปัดไม่ยอมรับประกันชีวิตเสียได้ สัญญาประกันชีวิตจึงตกเป็นโมฆียะ แต่บริษัทจำเลยไม่ใช้สิทธิบอกล้างเสียภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันทราบมูลอันจะบอกล้างได้จึงหมดสิทธิจะบอกล้าง

            การละเว้นไม่เปิดเผยนี้ เพียงแค่ ละเว้น ซึ่งอาจทำให้ เรียกเบี้ยสูงขึ้นก็เป็นโมฆียะได้

            นั่นคือตัวอย่างของหน้าที่ตามกฎหมาย

            1131/2532

            การนิ่งเสียไม่ไขข้อความจริงอันจะถือว่าเป็นกลฉ้อฉลตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ปัจจุบันคือมาตรา 156  นั้น จะต้องเป็นการนิ่งในพฤติการณ์ที่คู่กรณีมีหน้าที่ควรจะบอกความจริง หรือเป็นการนิ่งประกอบด้วยพฤติการณ์อันแสดงออกซึ่งทำให้อีกฝ่ายหนึ่งหลง กรณีที่จะมีโครงการตัดถนนผ่านที่ดินที่จะซื้อขายหรือไม่ไม่ใช่หน้าที่ของผู้จะซื้อ ที่จะบอกข้อความจริงดังกล่าว หากแต่เป็นหน้าที่ของผู้จะขายที่ดินพิพาทจะต้องขวนขวายแสวงหาความจริงเอาเอง แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าผู้จะซื้อจงใจนิ่งเสียไม่ไขข้อความจริงเกี่ยวกับโครงการจะตัดถนนผ่านที่ดินดังกล่าวซึ่งผู้จะขายมิได้รู้มาก่อนและถ้าฝ่ายผู้จะซื้อมิได้นิ่งเสีย สัญญาจะซื้อขายที่ดินก็จะมิได้ทำขึ้นนั้น การกระทำของผู้จะซื้อก็ไม่เป็นกลฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 124 แม้จำเลยซึ่งเป็นผู้ขายได้บอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อ และได้แจ้งให้โจทก์รับเงินมัดจำคืน และโจทก์ไม่ยอมรับคืน แต่เมื่อโจทก์มิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์จึงมีเหตุอันชอบด้วยกฎหมายที่จะไม่ยอมรับเงินมัดจำคืนในขณะนั้นได้และเมื่อปรากฏว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาโดยโจทก์ยังไม่ได้บอกเลิกสัญญา หากจำเลยจะต้องคืนเงินมัดจำแก่โจทก์ จำเลยก็ต้องชำระดอกเบี้ยด้วย นับแต่วันฟ้องซึ่งถือว่าเป็นวันที่จำเลยผิดนัด ประเด็นที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์และฎีกาเป็นเรื่องขอให้ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายโดยขอให้บังคับจำเลยให้โอนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ และรับเงินตามราคาที่ดินที่ตกลงซื้อขายกันไปจากโจทก์ จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามราคาที่ดินพิพาท

            นอกจากหน้าที่ตามกฎหมายแล้วอาจเป็นเรื่องที่ไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายไว้ อาจเป็นเรื่องหน้าที่ตามศีลธรรมอันดีก็ได้ เช่น

ฎ.3382/2525

ที่ดินของจำเลยถูกจำกัดสิทธิห้ามปลูกสร้างอาคารเพราะถูกสายไฟฟ้าแรงสูงผ่าน ตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยพ.ศ. 2511 จำเลยทำสัญญาจะขายที่ดินดังกล่าวให้โจทก์โดยมิได้แจ้งเรื่องนี้ให้โจทก์ทราบ ทำให้โจทก์เข้าใจผิดในคุณสมบัติของที่ดินซึ่งเป็นสารสำคัญเพราะโจทก์ซื้อที่พิพาทเพื่อปลูกสร้างโรงงาน การแสดงเจตนาของโจทก์เป็นโมฆียะ เมื่อโจทก์บอกล้างแล้วสัญญาจะซื้อขายจึงเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรก จำเลยต้องคืนเงินที่รับไว้ให้โจทก์

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยปกปิดความจริง เป็นกลฉ้อฉล จึงบอกล้างและฟ้องเรียกราคาที่ดินที่ชำระแล้วคืนจากจำเลย การที่จำเลยนิ่งเสียไม่ไขข้อความจริงในคุณสมบัติของทรัพย์ อันโจทก์ไม่รู้นั้นย่อมทำให้โจทก์สำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์ไปในตัวที่ศาลวินิจฉัยว่าโจทก์ซื้อที่พิพาทโดยเข้าใจผิดในคุณสมบัติของที่ดินจึงไม่เป็นการนอกฟ้องนอกประเด็น (อ้างฎีกาที่ 1034/2518)

          กลฉ้อฉลที่จะเป็นโมฆียะนั้นโดยมากก็เป็นเรื่องที่คู่สัญญาอีกฝ่าย ไม่บอกความจริงหรือบอกความเท็จ ก็เป็นเรื่องที่คู่สัญญาอีกฝ่าย ทำกลฉ้อฉลทำให้นิติกรรมเป็นโมฆียะ

            แต่เป็นคนอื่น คนภายนอก  กลฉ้อฉลนี้ เป็นกรณีที่คู่กรณีอีกฝ่ายรู้หรือควรรู้ถึงการทำกลฉ้อฉล ที่บุคคลภายนอก ทำ

            อยากไรก็ตาม ก็อาจจะเป็นเรื่องของการสำคัญผิดก็เป็นได้  แต่ถ้าการสำคัญผิดนั้นไม่ใช่ในเรื่องสัญญาก็ไม่สมบูรณ์ แต่ว่า บุคคลภายนอกที่หลอกลวงให้เขาหลงเชื่อนั้นอาจจะต้องรับผิดในเรื่องละเมิด ก็เป็นได้ นิติกรรมที่เกิดจากกลฉ้อฉลโดยใช้อุบายหลอกลวงไม่ทำให้นิติกรรมเป็นโมฆียะเสมอไป มาตรา 154 วรรค 2 บอกว่า การถูกกลฉ้อฉลต้องถึงขนาด จึงเป็นโมฆียะ

            เช่น รถที่มีการชนคนตายมาแล้ว กรณีเช่นนี้ก็ถือว่า ก ถูก ข กลฉ้อฉล ที่แสดงความเป็นจริง การที่ ข ไม่บอกนั้น เป็นกลฉ้อฉลถึงขนาด

            แต่ถ้าหากข้อเท็จจริงปรากฏว่า ข ขายถูกแม้ ก จะรู้ว่ารถคันนี้ได้ชนคนตายมาแล้วก็ตาม ก็ยังคงจะซื้อ ก็ไม่ถึงขนาด

            ฎ.2853/2524 ค้นไม่พบ

            เป็นกลฉ้อฉลที่ไม่ถึงขนาด

ฎ.717/2512

ซ.เช่าที่ดินจากการรถไฟฯ แล้วปลูกห้องลงบนที่ดินที่เช่า ซ.ตาย ทายาททำสัญญาแบ่งปันทรัพย์มรดกโจทก์ที่ 1 รับมรดก และโจทก์ที่ 2,3 รับโอนทรัพย์มรดกมาจากทายาทโจทก์ไม่ได้ทำสัญญาเช่าที่ดินจากการรถไฟฯ จำเลยยื่นหนังสือขอโอนสิทธิการเช่าที่ดินต่อการรถไฟฯในนาม ซ. ให้จำเลย และจำเลยก็ยื่นหนังสือขอรับโอนสิทธิการเช่าที่ดินต่อจาก ซ. ดังนี้ เป็นเรื่องจำเลยใช้อุบายหลอกลวงการรถไฟฯ ให้ทำสัญญาเช่ากับจำเลยซึ่งเป็นการแสดงเจตนาอันได้มาเพราะกลฉ้อฉลซึ่งเป็นโมฆียะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 121 บุคคลที่จะบอกล้างนิติกรรมอันเป็นโมฆียะก็คือการรถไฟฯ ซึ่งเป็นผู้ได้ทำการแสดงเจตนาโดยวิปริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 137 ตราบใดที่การรถไฟฯ ยังมิได้บอกล้างนิติกรรมที่ได้ทำขึ้นก็ยังถือว่าเป็นนิติกรรมที่สมบูรณ์โจทก์ในคดีนี้แม้จะฟังว่าเป็นผู้รับมรดกนายซิวก็ตามแต่เมื่อปรากฏว่าสัญญาเช่าระหว่างการรถไฟฯ กับนายซิวมีอายุการเช่าเพียง 1 ปีและต้องทำสัญญาเช่าใหม่ทุกปีหลังจากนายซิวตายแล้วสัญญาเช่าระหว่างการรถไฟฯกับนายซิวจึงเป็นอันระงับเพราะการตายของนายซิว และสิ้นกำหนดเวลาที่ตกลงกันไว้โจทก์มิได้ทำสัญญาเช่าที่ดินต่อการรถไฟฯ จึงไม่ใช่ผู้มีสิทธิในการเช่าที่ดินโจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะขอให้ศาลสั่งบังคับให้จำเลยโอนสิทธิการเช่าที่ดินให้โจทก์ และไม่มีสิทธิจะขอให้ศาลสั่งทำลายเอกสารต่าง ๆ อันเกี่ยวกับการเช่าที่ดิน

เป็นเรื่องการใช้อุบายหลอกลวง ที่เป็นกลฉ้อฉลถึงขนาด

1559/2524

แม้จะปรากฏว่าโจทก์กับเจ้าหน้าที่ของจำเลยร่วมกันทำกลฉ้อฉลในการเสนอขายเครื่องจักรให้จำเลย แต่เพราะเหตุที่จำเลยมีเจตนาที่จะซื้อเครื่องจักรดังกล่าวอยู่แล้วและการทำกลฉ้อฉลก็เพื่อให้จำเลยต้องซื้อในราคาแพงกว่าความเป็นจริงกลฉ้อฉลดังกล่าวจึงเป็นกลฉ้อฉลเพื่อเหตุ ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 123 จำเลยจะบอกล้างสัญญาซื้อขายเสียทีเดียวหาได้ไม่ ได้แต่จะเรียกค่าสินไหมทดแทนและค่าสินไหมทดแทนในกรณีนี้ก็คือจำนวนเงินที่จำเลยต้องจ่ายเกินไปกว่าราคาอันแท้จริงในขณะนั้น

656/2531ค้นไม่พบ

นั่นก็เป็นเรื่องของกลฉ้อฉล ซึ่งก็มีมาตรา 160 เป็นมาตราสุดท้ายอยู่

มาตรา 163 ได้บัญญัติเรื่อง ทั้งสองฝ่ายต่างฝ่ายต่างทำกลฉ้อฉล ก็จะทำให้บอกล้างไม่ได้

ยังมีการแสดงเจตนาอีกอย่างหนึ่งคือการแสดงเจตนาเพราะถูกข่มขู่ เป็นการทำให้ผู้แสดงเจตนา กลัวภัย แล้วจึงแสดงเจตนาทำนิติกรรมออกมาเพราะการกลัวภัยที่เขาขู่

การข่มขู่ที่ทำให้เป็นโมฆียะต้องใกล้ถึงและร้ายแรง

1.เป็นกรณีที่ คู่กรณี หรือ บุคคลภายนอกก็ได้มาข่มขู่

2.ผู้ข่มขู่มีเจตนาข่มขู่

3.ผู้ถูกข่มขู่กลัวภัย

4.ภัยนั้นใกล้ถึง

5.ภัยนั้นร้ายแรงถึงขนาด

6.ถ้าไม่มีการข่มขู่เช่นนั้นผู้กระทำนิติกรรมก็จะไม่กระทำ

            การใดที่กระทำไปเพราะความยำเกรงนั้นไม่ถือว่าเป็นการข่มขู่  หรือการใช้สิทธิตามปกตินิยมหรือใช้สิทธิทางศาล นั้น ไม่เป็นการข่มขู่ สิทธินั้นต้องเป็นสิทธิที่ชอบด้วยกฎหมาย

            ฎ.380/2523

            ทำสัญญาประนีประนอมยอมความเพราะเกรงว่าจะถูกฟ้องเสียชื่อเสียงขาดความไว้วางใจ เป็นการเนื่องมาจากการใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรมตามปกติ ไม่เป็นโมฆียะ

            ฎ.5334/2533

การซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์จำเลยตกลงซื้อขายโดยยึดถือจำนวนเนื้อที่เป็นสำคัญปรากฏภายหลังว่าที่ดินที่โจทก์ซื้อจากจำเลยได้รวมเอาที่ดินสาธารณะไว้ด้วยบางส่วน ทำให้เนื้อที่ดินขาดหายไป เมื่อโจทก์ไปขอเงินค่าที่ดินคืนจากจำเลย จำเลยไม่ยอมคืนเงินให้เช่นนี้ย่อมมีเหตุที่จะทำให้โจทก์เข้าใจได้ว่าจำเลยหลอกลวงโจทก์โดยเอาที่สาธารณะมาขายให้ แม้พฤติการณ์จะยังไม่ปรากฏชัดแจ้งก็ตามการที่โจทก์พูดขู่จำเลยว่าหากไม่คืนเงินจะฟ้องให้จำเลยติดคุกติดตะ ราง จำเลยจึงยอมลงลายพิมพ์นิ้วมือในหนังสือรับสภาพหนี้ยอมรับจะใช้เงินที่ขาดคืนแก่โจทก์ เป็นกรณีที่โจทก์ทำไปโดยเชื่อว่าตนมีสิทธิทำได้ตามกฎหมาย ถือได้ว่าเป็นการใช้สิทธิตามปกตินิยมหาใช่การข่มขู่อันจะทำให้นิติกรรมเป็นโมฆียะไม่ หนังสือรับสภาพหนี้จึงมีผลใช้บังคับได้.

 

            ฎ.2103/2545

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์นำเงินค่าละเมิดสิทธิการใช้ไฟฟ้าไปชำระแก่จำเลย หากไม่ชำระภายในกำหนดจะงดจ่ายกระแสไฟฟ้าให้แก่โจทก์ เป็นการกระทำไปตามสิทธิในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระหว่างโจทก์กับจำเลยโดยเชื่อว่ามีสิทธิกระทำได้ ถือเป็นการใช้สิทธิตามสัญญาตามปกติ หาใช่เป็นการข่มขู่อันจะทำให้หนังสือรับสภาพหนี้เป็นโมฆียะไม่

            ฎ.6281/2550

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1164 กรรมการจะมอบอำนาจอย่างหนึ่งอย่างใดของตนให้แก่ผู้จัดการ หรือให้แก่อนุกรรมการซึ่งตั้งขึ้นจากผู้ที่เป็นกรรมการด้วยกันก็ได้ โดยผู้รับมอบอำนาจต้องทำตามคำสั่งหรือข้อบังคับซึ่งกรรมการทั้งหลายได้กำหนดให้เป็นการแบ่งหน้าที่ในการปฏิบัติงานที่อยู่ในอำนาจของกรรมการให้แก่ผู้จัดการหรืออนุกรรมการไปจัดการแทนในฐานะผู้แทนนิติบุคคลเป็นการภายในอย่างหนึ่งเท่านั้น ส่วนการที่นิติบุคคลจะฟ้องคดีย่อมเป็นอำนาจของนิติบุคคลนั้นเองที่จะกระทำโดยกรรมการซึ่งเป็นผู้แทนนิติบุคคล หากไม่ทำการฟ้องคดีเอง ก็ย่อมมีอำนาจตั้งตัวแทนให้จัดการฟ้องคดีแทนนิติบุคคลได้ ในกรณีเช่นนี้ความเกี่ยวพันระหว่างนิติบุคคล กรรมการและผู้ได้รับการแต่งตั้งดังกล่าว ต้องบังคับตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. ว่าด้วยลักษณะตัวแทน ซึ่งไม่มีบทบัญญัติใดบังคับให้นิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จะต้องแต่งตั้งตัวแทนจากบุคคลที่เป็นผู้จัดการหรืออนุกรรมการของบริษัทเท่านั้น ตัวการจึงมีอำนาจที่จะแต่งตั้งบุคคลใดก็ได้ให้เป็นตัวแทนดำเนินการฟ้องคดีแทนตน

จำเลยทำสัญญากู้และสัญญาจำนำกับธนาคารโจทก์เนื่องมาจากจำเลยบริหารงานในบริษัท ส. ผิดพลาดและขาดทุนจนต้องขอร้องให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทดังกล่าวเข้ามาดำเนินการแก้ไข โดยมีข้อตกลงให้จำเลยนำเงินส่วนตัวมาชำระหนี้ให้แก่บริษัทที่จำเลยบริหารงานผิดพลาด ดังนี้ แม้จะมีการบีบบังคับหรือข่มขู่จากโจทก์ว่าจะดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยหรือจะปิดบริษัท หากจำเลยไม่ยอมทำสัญญากู้เงินและสัญญาจำนำกับโจทก์ก็เป็นเพียงการขู่ว่าจะใช้สิทธิตามปกตินิยมตาม ป.พ.พ. มาตรา 165 วรรคหนึ่ง ไม่ถือว่าเป็นการข่มขู่ตามกฎหมายที่จะทำให้สัญญากู้เงินและสัญญาจำนำระหว่างโจทก์กับจำเลยตกเป็นโมฆียะ

การที่จำเลยยินยอมให้ธนาคารโจทก์นำเงินที่จำเลยกู้ยืมจากโจทก์ไปชำระหนี้ของจำเลยให้แก่บริษัท ส. เป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของจำเลยเอง ซึ่งจำเลยก็ยอมรับโดยได้ผ่อนชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินให้แก่โจทก์หลังจากทำสัญญากู้เงินจึงต้องถือว่าจำเลยได้รับเงินที่กู้ยืมจากโจทก์ โดยโจทก์ไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานการรับเงินของจำเลยมาแสดงอีกเพราะจำเลยให้การรับแล้วว่าโจทก์นำเงินกู้ดังกล่าวไปชำระหนี้ของจำเลยให้แก่บริษัท ส. จำเลยไม่อาจกล่าวอ้างหรือนำสืบหรือฎีกาได้อีกว่า โจทก์ไม่ได้นำเงินที่จำเลยกู้ยืมไปชำระให้แก่บริษัทดังกล่าว เพราะเป็นการแตกต่างไปจากข้อเท็จจริงที่จำเลยให้การต่อสู้คดีไว้ ข้อกล่าวอ้างและฎีกาดังกล่าวจึงเป็นเรื่องนอกคำให้การ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

การที่ศาลฎีกาวินิจฉัยคดีโดยถือว่าจำเลยได้รับเงินที่กู้ยืมไปจากโจทก์ตามที่จำเลยยอมรับ โดยโจทก์ไม่จำต้องมีหลักฐานการรับเงินของจำเลยมาแสดงอีก เป็นการวินิจฉัยคดีโดยมิได้นำเอกสารที่โจทก์ยื่นบัญชีพยานเพิ่มเติมมารับฟังด้วย แม้การยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมของโจทก์จะเป็นการขัดต่อ ป.วิ.พ. มาตรา 87 และ 88 หรือไม่ก็ไม่ทำให้การวินิจฉัยคดีของศาลฎีกาดังกล่าวข้างต้นเปลี่ยนแปลงไป ฎีกาข้อกฎหมายในเรื่องนี้ของจำเลยจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามมาตรา 249 วรรคหนึ่ง

ฎ . 707-708/2505

สัญญาขายฝากทำเมื่อ 30 กันยายน 2498 กำหนดไถ่ใน 15 เดือนวันสุดท้ายที่จะไถ่ คือ วันที่ 31 ธันวาคม 2499 แต่วันนั้นและวันที่ 1-2 มกราคม 2500 เป็นวันหยุดราชการ ผู้ขายฝากจึงมีสิทธิขอไถ่ได้ในวันที่ 3มกราคม 2500 ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 161

ผู้ขายฝากพร้อมที่จะไถ่ได้ในกำหนดแล้วผู้ซื้อฝากบิดพลิ้วและข่มขู่ให้ผู้ขายฝากทำหนังสือขึ้นว่าสัญญาขายฝากหมดกำหนดไถ่ถอนแล้วและทรัพย์หลุดเป็นสิทธิแล้ว ซึ่งไม่ตรงกับความจริง ดังนี้ หนังสือนั้นไม่ใช่สัญญาประนีประนอมยอมความ ว่า ผู้ขายสละสิทธิไถ่ถอนและไม่ทำให้ผู้ขายฝากหมดสิทธิไถ่ถอน

ขายฝากกัน 7 แสนบาท. แต่ระบุในสัญญาเป็น 868,000 บาท โดยผู้ซื้อฝากคิดเอาผลประโยชน์อีกร้อยละ 2 ต่อเดือน ใน 1 ปีนั้นย่อมทำได้และเป็นสินไถ่ตาม มาตรา499 ผู้ขายฝากต้องไถ่ในราคานี้ ไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี

 

อันนี้เป็นเรื่องที่จำเลยทำหนังสือรับรองให้แก่โจทก์เป็นหนังสือสัญญาขายฝาก

ฎ.2830/2519

จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความเพราะผู้สอบสวนของผู้อำนวยการป้องกันและปราบปรามของคณะปฏิวัติขู่ว่าจะขังจำเลยฐานเป็นภัยต่อสังคม ดังนี้เป็นโมฆียะ เมื่อบอกล้างภายใน 1 ปี ก็ตกเป็นโมฆะ บังคับจำเลยตามนั้นไม่ได้

เช่นเดียวกัน ฎ.1479/2523

การที่นายตำรวจขู่ให้โจทก์ออกเช็คเพื่อชำระหนี้ให้จำเลย มิฉะนั้นจะจับโจทก์ไปขังในฐานะเป็นบุคคลซึ่งเป็นภัยต่อสังคมนั้น ไม่ถือว่าเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายหรือตามปกตินิยม

แม้บุคคลภายนอกจะเป็นผู้ข่มขู่ ก็ย่อมทำให้เช็คนั้นเสื่อมเสียตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 128 และเมื่อได้บอกล้างแล้วจึงตกเป็นโมฆะตามมาตรา 138

ครั้งหน้าจะพูดถึงผลของการแสดงเจตนาต่อไป

ครั้งที่ 7 . (อัง21/07/09)

            เราได้เห็นแล้วว่าการแสดงเจตนานั้น ได้แสดงเจตนาที่อยู่ในใจแล้ว การแสดงเจตานั้นจะเกิดผลหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับผลของการแสดงเจตนา ก็ขึ้นอยู่ว่าต้องทำแบบหรือไม่ ถ้ากำหนดแบบก็ต้องทำตามแบบ เช่นพินัยกรรม นั้น

            การแสดงเจตนาก็ต้องมีผู้รับการแสดงเจตนาด้วย ไม่ว่าจะเป็นนิติกรรมฝ่ายเดียวหรือหลายฝ่ายก็ตาม

            คำว่าบุคคลที่ไม่อยู่เฉพาะหน้า แต่ก่อนใช้คำว่าบุคคลซึ่งอยู่ห่างโดยระยะทาง ความหมายก็คือ คนที่ไม่อาจตอบการแสดงเจตนาได้ทันที ทันใด

            แต่เดิมไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้ว่ามีผลเมื่อใด มีแต่เพียงบุคคลที่อยู่ห่างโดยระยะทาง แต่ปัจจุบันมีแล้วในมาตรา 168

            มาตรา 168  การแสดงเจตนาที่กระทำต่อบุคคลซึ่งอยู่เฉพาะหน้าให้ถือว่ามีผลนับแต่ผู้รับการแสดงเจตนาได้ทราบการแสดงเจตนานั้น  ความข้อนี้ให้ใช้ตลอดถึงการที่บุคคลหนึ่งแสดงเจตนาไปยังบุคคลอีกคนหนึ่งโดยทางโทรศัพท์ หรือโดยเครื่องมือสื่อสารอย่างอื่น หรือโดยวิธีอื่นซึ่งสามารถติดต่อถึงกันได้ทำนองเดียวกัน

            การบอกเลิกสัญญาต่อบุคคลที่อยู่เฉพาะหน้านั้น คือ มีผู้รับการแสดงเจตนา และผู้รับได้ ทราบและเข้าใจการแสดงเจตนานั้นแล้ว

            แต่อย่างไรก็ดีหากผู้รับการแสดงเจตนาพยายามหลีกเลี่ยง

            ฎ. 183-185-2497 เป็นเรื่องบอกเลิกสัญญาเช่าห้องแถว โดยส่งไปรษณีย์ พนักงานไปรษณียร์ทำหมายเหตุว่าส่งแล้วไม่ยอมรับ ถือว่าได้บอกเลิกโดยขอบแล้ว

            ฎ. 574-575/2533ค้นไม่พบ

            ฎ.374-375/2523

          ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี 300,000 บาท กำหนดชำระภายใน 6 เดือนเป็นเรื่องของสัญญาบัญชีเดินสะพัด ลูกหนี้เบิกเงินเกิน 300,000 บาท และเกินเวลา 6 เดือน ก็ยังคงให้บัญชีเดินสะพัดเดินอยู่ต่อไป ยังไม่ผิดนัดจนกว่าจะหักทอนบัญชีเรียกให้ชำระเงินคงเหลือต้องเสียดอกเบี้ยทบต้นทุกเดือน

หนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองส่งทางไปรษณีย์ถึงผู้จำนอง ณ ภูมิลำเนาแต่ผู้รับไม่ยอมรับ แสดงว่ามีผู้รับแต่ไม่ยอมรับแทน เป็นการหลีกเลี่ยงไม่ยอมรับคำบอกกล่าวโฆษณาทางหนังสือพิมพ์จะแพร่หลายหรือไม่ไม่สำคัญ ถือเป็นการมีจดหมายบอกกล่าวบังคับจำนองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 728 แล้ว

            ผลของการแสดงเจตนา แต่เดิมถือกันว่ามีผลนับแต่ได้ทราบแล้ว ปัจจุบันมีกฎหมาย อยู่ในมาตรา 168 ในเรื่องการแสดงเจตนาต่อบุคคลที่อยู่เฉพาะหน้า  ซึ่งก็รวมถึงการบอกเลิกสัญญาทางโทรศัพท์ด้วย

            ถ้าไม่สามารถทำความเข้าใจได้ทันได้ก็เป็นการแสดงเจตนาต่อบุคคลที่อยู่ห่างโดยระยะทาง

            มาตรา 169  การแสดงเจตนาที่กระทำต่อบุคคลซึ่งมิได้อยู่เฉพาะหน้าให้ถือว่ามีผลนับแต่เวลาที่การแสดงเจตนานั้นไปถึงผู้รับการแสดง เจตนา แต่ถ้าได้บอกถอนไปถึงผู้รับการแสดงเจตนานั้น ก่อนหรือพร้อมกันกับที่การแสดงเจตนานั้นไปถึงผู้รับการแสดงเจตนา การแสดงเจตนานั้นตกเป็นอันไร้ผล

                การแสดงเจตนาที่ได้ส่งออกไปแล้วย่อมไม่เสื่อมเสียไป แม้ภายหลังการแสดงเจตนานั้นผู้แสดงเจตนาจะถึงแก่ความตาย  หรือถูกศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ

            ในการประกวดราคาเริ่มจากการะประกาศเรียกประกวดราคา คือการเชื้อเชิญ ไม่ได้เป็นคำเสนอ  ส่วนการยื่นประกวดราคานั้นคือคำเสนอ

            คำว่าการแสดงเจตนาไปถึงผู้แสดงเจตนานั้น คือ ได้ไปถึง ไม่ได้บอกว่ามีผลเมื่อได้ทราบการแสดงเจตนา

            คือได้ไปอยู่ในอำนาจที่สามารถจะทำให้ทราบได้ทันทีนั้น ความหมายก็คือว่า จะมีผลเมื่อการแสดงเจตนานั้นได้เข้าไปอยู่ในอำนาจที่จะทราบการแสดงเจตนานั้น เช่น การบอกเลิกสัญญา ถ้าการบอกเลิกสัญญานั้นได้กระทำโดยการส่งจดหมาย ก็เขียนบอกเลิกไปยังผู้รับผู้เช่า การส่งจดหมายบอกเลิกสัญญา นั้นเป็นการแสดงเจตนาบอกเลิกไปยังบุคคลที่อยู่ห่างโดยระยะทาง กรณีเช่นนี้ไม่ว่าคนส่งจดหมายเองหรือส่งไปทางไปรษณีย์

            มาตรา 169 ได้บัญญัติไว้ว่ามีผลนับแต่การแสดงเจตนานั้นไปถึง แต่ก็มีบทบัญญัติต่อไปว่าการแสดงเจตนาไปนั้นไม่เสื่อมเสีย แม้

            ในระหว่างที่การแสดงเจตนานี้ยังไม่มีผลนั้น  จดหมายอยู่ระหว่างเดินทาง แล้วผู้แสดงเตนาตาย การบอกเลิกสัญญานั้นจะมีผลหรือไม่ก็ต้องดู ใน มาตรา 169 วรรค 2 ว่าการแสดงเจตนาไปนั้นไม่เสื่อมเสีย

            นั่นคือเรื่องการแสดงเจตนาไปสู่บุคคลผู้รับที่ไม่ใช่บุคคลที่ไม่ได้อยู่เฉพาะหน้า จะมีผลได้การแสดงเจตนานี้ต้องไปถึงผู้รับเสียก่อน การแสดงเจตนานี้ก็ยังไม่เกิดผล ถ้าเราเห็นว่าการแสดงเจตนาของคนที่อยู่ห่าง ผู้แสดงเจตนาเขาสามารถกลับใจได้ สามารถถอนการแสดงเจตนาได้ ก็อยู่ในคำตอบที่ว่าการแสดงเจตนามีผลเมื่อใด ตราบใดที่การแสดงเจตนานั้นยังไม่มีผลสามารถถอนการแสดงเจตนาได้  แต่ต้องบอกถอนการเลิกนั้นไปถึงก่อน หรืออย่างช้าที่สุดก็คือ ต้องบอกถอนไปพร้อมกับการบอกเลิกนั้น

            เราจะเห็นได้ว่า ข้อยกเว้นข้อแรก ก็คือกรณีที่ผู้เสนอตายหรือตกเป็นคนไร้ความสามารถ และผู้ สนองรู้ ดูประกอบมาตรา 360

            แต่คำสนองเช่นนี้ ถ้าไม่รู้โดยทั่วไปแล้ว คำเสนอนี้ก็ยังคงมีผลอยู่

            ขัดกับเจตนาที่ผู้เสนอได้แสดง หรือก่อนสนองรับได้ทราบ ว่าตายหรือตกเป็นคนไร้ สนองมาก็ไม่เกิดผล

            ถึงไม่รู้ ผู้เสนออาจแสดงเจตนา  ว่า อาจเป็นปริยายว่าคำเสนอไม่ผูกพันทายาท อย่างนี้ ก็ไม่ผูกพันทายาท

            เช่นช่างวาดรูปมีฝีมือ ก็แสดงคำเสนอไป ผู้รับก็จะสนองรับคำเสนอนั้นสิ้นผล

ในเรื่องมาตรา 360 ที่ยกเว้น 169 วรรค 2  เป็นเรื่องสัญญา แต่ก็มีการนำไปใช้เรื่องคำมั่นด้วย เช่นคำมั่นให้เช่า

ฎ.1213/2517

หนังสือสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับนาย จ. ข้อ 5 ที่มีข้อความว่า เมื่อครบอายุสัญญาเช่าแล้ว ผู้ให้เช่ายินยอมจดทะเบียนต่ออายุสัญญาเช่าให้แก่ผู้เช่าอีกสิบปีตามสัญญาเดิม เป็นแต่เพียงคำมั่นของนาย จ. ว่าจะให้โจทก์เช่าต่อไปเท่านั้นยังมิได้ก่อให้เกิดสัญญาแม้สัญญาเช่าเดิมจะได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนไว้ คำมั่นนี้ก็ไม่มีผลผูกพันนาย จ.เพราะโจทก์ไม่ได้สนองรับก่อนนาย จ. ตาย และเมื่อโจทก์ได้รู้อยู่แล้วว่านาย จ.ตายก่อนสัญญาเช่าจะครบกำหนดสิบปี กรณีต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 360 ซึ่งบัญญัติมิให้นำบทบัญญัติมาตรา 130 วรรคสอง มาใช้บังคับคำมั่นของนาย จ.ย่อมไม่มีผลบังคับ ไม่ผูกพันจำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นทายาทผู้รับมรดกที่ดินส่วนที่โจทก์เช่าให้ต้องปฏิบัติตาม โจทก์จะฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่จดทะเบียนต่ออายุสัญญาเช่าให้โจทก์อีกสิบปีไม่ได้

(ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 3,4/2517)

ฎ.4392/2547   

ต. ให้จำเลยที่ 1 เช่าที่ดินพิพาทมีกำหนด 30 ปี และจะให้จำเลยที่ 1 เช่าต่อไปอีก 30 ปี หลังจากสัญญาเช่าสิ้นสุดลงถ้าจำเลยที่ 1 ต้องการ โดยจำเลยที่ 1 ยอมให้ ต. กู้ยืมเงิน 300,000 บาท เพื่อนำไปซื้อที่ดินพิพาท การกู้ยืมเงิน ต. จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ยังไม่เรียกให้ ต. ชำระดอกเบี้ยนับแต่กู้ยืมเงินแต่ให้ชำระเมื่อครบกำหนดการเช่า 30 ปี ถ้ามีการต่ออายุสัญญาเช่าเป็นงวดที่สองอีก 30 ปี จำเลยที่ 1 จะไม่เรียกร้องดอกเบี้ยดังกล่าว ดังนี้ การได้มาซึ่งที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 1 เป็นสัญญาที่มีสภาพบังคับโดยสมบูรณ์ในตัวของแต่ละสัญญา สัญญาทั้งสองประเภทแม้จะผูกโยงสิทธิประโยชน์ต่อกัน แต่โดยผลแห่งสัญญาแล้ว แต่ละฝ่ายได้ป้องกันสิทธิอันจะก่อผลได้เสียภายหน้าของแต่ละสัญญาแล้ว ถ้าหากมี หาใช่ข้อตกลงที่เพิ่มภาระแก่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้เช่าให้ต้องปฏิบัติยิ่งกว่าหน้าที่ของผู้เช่าตามปกติ สัญญาเช่าที่ดินพิพาทระหว่าง ต. กับจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา

ข้อความตามข้อตกลงในสัญญาเช่าที่ดินพิพาทเป็นแต่เพียงคำมั่นของ ต. ว่าจะให้จำเลยที่ 1 เช่าที่ดินพิพาทต่อไปเท่านั้น ยังไม่ก่อให้เกิดสัญญา แม้สัญญาเช่าเดิมจะได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ไว้ แต่คำมั่นนี้ก็ยังไม่มีผลผูกพัน ต. เพราะยังไม่ได้ความว่าจำเลยที่ 1 ได้สนองรับก่อน ต. ถึงแก่ความตาย ทั้งเมื่อจำเลยที่ 1 ได้รู้อยู่แล้วว่า ต. ถึงแก่ความตายก่อนสัญญาเช่าจะครบกำหนด 30 ปี กรณีก็ต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 360 ซึ่งบัญญัติว่ามิให้นำบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 169 วรรคสอง มาใช้บังคับ คำมั่นของ ต. ย่อมไม่มีผลบังคับ และไม่เป็นมรดกของ ต. จึงไม่มีผลผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกและเป็นทายาทผู้รับมรดกที่ดินพิพาทที่จำเลยที่ 1 เช่าให้ต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1599 และมาตรา 1600 จำเลยที่ 1 จึงฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์จดทะเบียนต่ออายุการเช่าที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 1 อีก 30 ปีไม่ได้

แต่ถ้าหากว่าไม่รู้ ว่าคนให้เช่าตายแล้ว คำมั่นนั้นก็ยังผูกพัน

ฎ.1602/2548

สัญญาเช่ามีข้อความว่า เมื่อครบกำหนดอายุสัญญาเช่าแล้วผู้ให้เช่าต้องให้ผู้เช่าเช่าอยู่ต่อไป โดยผู้ให้เช่าจะต่ออายุสัญญาเช่าให้ทุก ๆ 3 ปี ข้อสัญญาดังกล่าวเป็นคำมั่นของ ป. ผู้ให้เช่า ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ทราบก่อนจะสนองรับว่า ป. ถึงแก่กรรมไปก่อนแล้ว กรณีจึงไม่ตกอยู่ในบังคับแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 360 ต้องนำบทบัญัญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 169 วรรคสอง มาใช้บังคับ คำมั่นจึงไม่เสื่อมเสียไป มีผลผูกพันโจทก์ผู้รับโอนซึ่งเป็นทายาทให้ต้องปฏิบัติตาม โดยให้จำเลยเช่าตึกแถวพิพาทต่อไปตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในสัญญาเดิม โจทก์ต้องยินยอมให้จำเลยเช่าตึกแถวพิพาทต่อไปนับแต่วันที่ 1 มกราคม 2536 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2538 ส่วนการต่ออายุสัญญาเช่าในระยะ 3 ปีถัดมานับแต่วันที่ 1 มกราคม 2539 เป็นต้นไป ต้องแยกพิจารณาต่างหากอีกกรณีหนึ่ง หาใช่มีผลผูกพันตลอดไปไม่

แม้ข้อความในสัญญาเช่าจะมีคำมั่นที่ ป. ผู้ให้เช่าให้ไว้ แต่คำมั่นดังกล่าวจะมีผลผูกพันในการต่ออายุสัญญาเช่าครั้งต่อไปและตกทอดแก่โจทก์ได้ก็ต่อเมื่อคำมั่นนั้นมีผลบังคับก่อนครบกำหนดอายุสัญญาเช่าครั้งท้ายสุดด้วยการที่จำเลยได้แสดงเจตนาสนองรับคำมั่นโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อ ป. ถึงแก่ความตายแล้วตึกแถวพิพาทตกเป็นของโจทก์ผู้เป็นทายาท จำเลยทราบว่า ป. ถึงแก่ความตายแล้งจึงมีหนังสือขอต่ออายุสัญญาเช่าไปยังโจทก์เมื่อวันที่ 10 พฤศจายน 2538 กรณีเช่นนี้จึงต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 360 ซึ่งบัญญัติมิให้นำบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 169 วรรคสอง มาใช้บังคับหากว่าก่อนจะสนองรับนั้นคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้รู้อยู่แล้วว่าผู้เสนอตาย คำมั่นดังกล่าวย่อมไม่มีผลบังคับและไม่เป้นมรดกตกทอดอันจะผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นทายาท หนังสือต่ออายุสัญญาเช่าจึงไร้ผลและไม่ก่อให้เกิดสัญญาเช่าขึ้นใหม่ โจทก์ย่อมมีสิทธิไม่ต่ออายุสัญญาเช่าตึกแถวพิพาทให้แก่จำเลยได้ เมื่อโจทก์มีหนังสือไปยังจำเลย แจ้งว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยเช่าตึกแถวพิพาทอีกต่อไปและบอกเลิกสัญญาเช่า สัญญาเช่าตึกแถวพิพาทจึงต้องสิ้นสุดลงวันที่ 31 ธันวาคม 2538 อันเป็นวันครบกำหนดการต่ออายุสัญญาเช่า โจทก์ย่อมฟ้องขับไล่จำเลยได้

            มาตรา 171 การตัความการแสดงเจตนา ให้ยึดเจตนาที่แท้จริงยิ่งกว่าการตีความตามลายลักษณ์อักษร  คือ เป็นกรณีเจตนาที่แสดงออกมาเคลือบคลุม ไม่ชัดเจน

            ฎ.6563/2545

          ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 171 ที่บัญญัติว่า ในการตีความการแสดงเจตนานั้น ให้เพ็งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษรนั้น หมายถึง กรณีนิติกรรมที่ทำกันไว้มีข้อความไม่ชัดแจ้ง หรือมีข้อความขัดแย้งกันหรืออาจแปลความหมายได้เป็นหลายนัย แต่ถ้าข้อความในสัญญาชัดเจนแล้ว ย่อมไม่มีความจำเป็นอย่างใดที่จะต้องตีความการแสดงเจตนา

สัญญาจำนองพร้อมข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองมีข้อความระบุไว้ชัดเจนว่าทำสัญญาจำนองเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 2 ที่มีต่อโจทก์ ดังนี้ จึงนำบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 171 มาบังคับให้ต้องสืบพยานบุคคลประกอบเพื่อตีความถึงเจตนาอันแท้จริงของคู่สัญญาหาได้ไม่ เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94(ข) คดีจึงฟังได้ว่า สัญญาจำนองที่ดินพร้อมข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 เป็นการทำสัญญาจำนองเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 2 ที่มีต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดในหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อโจทก์

          เพราะคนเราไม่ใช่นักกฎหมายทุกคน อาจจะใช้ถ้อยคำที่ไม่ตรงกับกฎหมายใช้

การตีความการแสดงเจตนาอาจเกิดได้ในนิติกรรมทุกประเภท

ในเรื่องของสัญญานั้นเราจะเห็นว่า

          ข้อความที่แสดงเจตนามีความหมายอย่างไร การตีความการแสดงเจตนาเป็นปัญหาข้อกฎหมาย

          ยกตัวอย่างการตีความ

ฎ.439/2495

การเช่าอาคารนั้นตามปกติวิสัย ก็ย่อมเป็นการเช่าอาคารทั้งหลังมิใช่ว่าการเช่าอาคารนั้น เป็นการเช่ากันเฉพาะส่วนภายในของอาคารเว้นแต่จะมีข้อสัญญาระบุไว้เป็นพิเศษ ฉะนั้นผู้ให้เช่าจึงไม่มีอำนาจที่จะเอาหลังคาตึกเช่านั้นไปให้ผู้อื่นเช่าติดป้ายโฆษณาอีกและถ้าขืนกระทำไป ผู้เช่าย่อมมีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายและให้รื้อป้ายโฆษณานั้นไปได้

ฎ.1936/2536 เป็นเรื่องการตีความพินัยกรรม ยกตึกให้ รวมที่ดินด้วยหรือไม่   ก็ต้องถือว่ายกให้รวมที่ดินด้วย

ในเรื่องของเงื่อนไข เงื่อนเวลา 182 190,  191- 193

ปกติแล้วการทำนิติกรรมแล้วเกิดผลทันที แต่ในบางครั้งผู้ที่ทำนิติกรรมนั้นเองอาจจะเหนี่ยวรั้งไว้ไม่ให้การทำนิติกรรมนั้นสิ้นผลไป กรณีที่ผู้ทำนิติกรรมต้องการหน่วงผลไม่ให้นิติกรรมนั้นเกิดผลทันที ผู้ที่ทำนิติกรรมนั้นก็อาจแสดงเจตนา ไม่ให้เกิดผลทันที ข้อกำหนดที่ว่านั้นคือเงื่อนไขและเงื่อนเวลา

บางทีสิ่งที่กำหนดนั้นอาจจะไม่เกี่ยวข้องกับการเป็นผลหรือสิ้นผลของนิติกรรม

141/2538

ข้อสัญญาว่าจำเลยจะทำการหักโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์เมื่อออกโฉนดแล้วภายใน180วันมิใช่ข้อตกลงอันบังคับไว้ให้นิติกรรมมีผลจึงมิใช่เงื่อนไขบังคับก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา145(เดิม)เป็นแต่เพียงข้อตกลงที่กำหนดหน้าที่ของจำเลยจะต้องดำเนินการขอออกโฉนดที่ดินที่จะขายให้สำเร็จก่อนที่จะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แก่โจทก์เท่านั้น

เงื่อนไขก็มีเงื่อนไขเป็นผล กับเงื่อนไขสิ้นผล

 910/2497

จำเลยรับเงิน 1,200 บาท เท่าราคานาที่จำเลยซื้อจากแม่ยายโจทก์โดยสัญญาจะขายนานั้นคืนให้โจทก์ แต่มีข้อสัญญาด้วยว่า ถ้าจำเลยซื้อนาได้ใหม่ในราคาพอสมควรจำเลยจะไปโอนให้ข้อสัญญานี้เป็นเงื่อนไขบังคับก่อน ไม่ใช่เงื่อนเวลา ต่อมา 3 ปี จำเลยซื้อนาได้ไร่ละ1,000 บาท โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยทำโดยไม่สุจริตดังนี้การมิได้เป็นไปตามเงื่อนไข สัญญาจึงไม่มีผลบังคับ

            ในกรณีที่เป็นเงื่อนไขบังคับก่อนในระหว่างที่เงื่อยไขยังไม่สำเร็จนิติกรรมก็ยังไม่เกิด สิทธิหรือความหวังนี้อาจไม่เลื่อนลอยจนเกินไปนัก

            มาตรา 184 186  เป็นบทยกเว้นที่เกิดขึ้นเมื่อเงื่อนไข ไม่สำเร็จ  โดยรับรองสิทธิของคู่กรณี ว่า ต้องสุจริต ในระหว่างที่เงื่อนไขยังไม่สำเร็จ

            การทำให้เสื่อมประโยชน์อาจเกิดแก่ตัวทรัพย์สินซึ่งเป็นวัตถุ หรือการทำให้เสื่อมสิทธิตัวทรัพย์ก็ได้

            ในครั้งต่อไปจะพูดถึง 185 186 และเรื่องเงื่อนเวลา และ ถ้ามีเวลาก็จะพูดถึงเรื่องเงื่อนเวลาเล็กน้อย

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages