สรุปคำบรรยาย เนติภาคค่ำ วิแพ่งภาค 1 ชั่วโมงที่ 2-3 สอนเมื่อ เสาร์ 12/12/52,เสาร์ 19/12/52

398 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
Dec 24, 2009, 3:38:26 AM12/24/09
to LAWSIAM
หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า kankokub ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ไพฤทธิ์ เศรษฐไกรกุล ผู้บรรยาย ,  บิดามารดาข้าพเจ้า ขอบคุณ. http://www.muansuen.com และคุณ admin ที่นำ flie เสียงมาลงแบ่งปันให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

สรุปคำบรรยาย  สัปดาห์ที่ 3 ชั่วโมงที่ 2 เสาร์ 12/12/52

            สวัสดีทุกท่านนะครับ สูตรของเราเวลาง่วงต้องนอนอย่าไปฝืนนะครับ อาจารย์อนุญาตนะครับ หลับแล้วสดชื่นตื่นมาแล้วถึงเรียนรู้เรื่อง

            สมองเราเวลาทำงานเยอะมันล้า ขนาดพวกเราหนุ่มสาวอ่านหนังสือเจ็ดแปดชั่วโมงยังเบลอ อาจารย์อายุ หกสิบ บางวันลงมาแล้วจำไม่ได้ว่าจอดรถที่ไหน แสดงว่าสมองใช้มาก ก็ต้องพักผ่อนบ้างนะครับ อ่านหนังสือตามตารางด้วยนะครับ

            อ่านหนังสือวันละสี่สิบหน้า ตัวบทสองมาตรา ลงมือเลยครับไม่ต้องเกรงใจครับ ถ้าจะใช้วิชาชีพกฎหมายเป็นวิชาชีพของพวกเรา อย่างวันที่สิบ ถามเรื่องคำร้องทุกข์หมายความว่าอย่างไร ก็ตอบไม่ค่อยได้แสดงว่าตัวบทไม่ค่อยได้ท่องกัน มาตรา 2 (  7 ) วิอาญาว่ายังไงก็แสดงว่าตอบไม่ได้

            ความรู้ที่เราสะสม จะเป็นสิ่งที่ช่วยบอกว่าสิ่งที่เราทำนั้นสมบูรณ์หรือไม่ ถ้าคนไหนอ่านหนังสือแล้วเสียชีวิต อาจารย์จะดูแลให้ ต้องมีเงื่อนไขเพราะอ่านหนังสือจริงๆนะครับ

            พูดเหมือนง่ายแต่สิ่งที่ยากคือลงมือเมื่อไหร่ วันเฉลิมผ่านไปแล้วนะครับ รัฐธรรมนูญก็ผ่านไปแล้ว จะคริสมาส จะปีใหม่ จะวาเลนไทน์เหรอครับ ไม่ได้นะครับ อย่าผัดวันประกันพรุ่งนะครับ

            มีคาถาอยู่สามคำนะครับ รู้ให้จริง จำให้ได้ ใช้ให้ถูก

            ทำได้อย่างนี้แล้วเวลาสอบจะไม่ต้องลุ้นครับ ลุ้นเพียงแต่ว่าจะได้ที่เท่าไหร่เท่านั้นเอง

กินขนมเชื่อได้เลยครับ เตรียมตัวสอบปากเปล่า โดยไม่ต้องถอนฟันให้หมดนะครับ

            เมื่อชั่วโมงที่แล้วนักศึกษาคงจะทราบแล้วว่าอำนาจฟ้องเป็นอย่างไรนะครับ ในทางปฏิบัติเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดในการฟ้องคดีแพ่ง เพราะอาจยกฟ้องได้เลย เราก็ต้องทำความเข้าใจว่าอย่างช้าที่สุดต้องมีอยู่ในขณะยื่นฟ้อง

            ซึ่งเหล่านี้กฎหมายแพ่งบอกว่าไปใช้สิทธิทางศาล ฝากเป็นข้อสังเกตนิดหนึ่งว่า นอกจากจำตัวบทแล้ว ได้แนวฏีกา ชั่วโมงที่แล้วว่าการใช้สิทธิทางศาลในกฎหมายไทยเป็นเรื่องที่ต้องมีกฎหมายบัญญัติ ในกฎหมายแพ่ง

            บางประเทศไม่ได้ต้องมีกฎหมาย ให้ผู้พิพากษากำหนดได้เลย แต่ของไทยเราก็กึ่งๆแต่ส่วนใหญ่ตีความตรงเผ่งว่า ถ้าไม่มี

ฎ.128/2468 ( ลูกหนี้ทีเด็ด )

ขอให้ศาลแสดงว่าไม่ได้เปนหนี้ อำนาจศาล

 

ฎ.2473/2545

          ด.มารดาของช.และช. ผู้เป็นบุตรถึงแก่ความตายแล้ว ไม่อาจให้ความยินยอมในการที่ผู้ร้องขอจดทะเบียนรับ ช. เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1548 วรรคสาม ผู้ร้องไม่อาจกระทำได้โดยวิธีอื่นนอกจากดำเนินการทางศาล ในเมื่อบุคคลที่จะต้องให้ความยินยอมในการขอจดทะเบียนดังกล่าวไม่มีผู้ใดยังมีชีวิตอยู่ ผู้ร้องจึงชอบที่จะใช้สิทธิทางศาลเพื่อให้พิพากษาว่า ช. เป็นบุตรผู้ร้องได้

 

            เป็นฏีกาที่แปลตรงข้ามครับ เรากำลังพูดถึงว่า การใช้อำนาจฟ้อง ในเรื่องการใช้สิทธิทางศาล

            ระบบศาลไทยเราก็ยังเคร่งครัดอยู่นะครับ แต่บางครั้งศาลก็ตีความไปในทางเพื่อประโยชน์ในทางยุติธรรมอยู่

            คราวนี้ในมาตรา 55 เราได้หลักอีกว่า คดีที่ขึ้นสู่ศาล มีสองประเภท คือคดีโต้แย้งสิทธิ กับคดีใช้สิทธิทางศาล มาตรา 188

            ต่อไปอำนาจฟ้องไม่มีใครพูดถึงศาลก็พูดเองได้ เพราะเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบ

            เป็นไปตาม 225 และ 249

            โดยสรุปคนที่นำคดีแพ่งสู่ศาลได้นั้นต้องเป็นบุคคล คนธรรมดาก็ต้องมีความสามารถ เหล่านี้เรียกว่าคู่ความ ซึ่งก็แยกได้เป็น ตัวความ กับ คู่ความ ตัวความก็ ดูมาตรา 60 วรรคสองผู้รับมอบอำนาจก็

3621/2536

          สิทธิในการดำเนินคดีทางศาลจะมีได้ก็แต่เฉพาะบุคคลเท่านั้นซึ่งคำว่าบุคคลหมายถึงบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล กองมรดกของผู้ตายหามีกฎหมายใดบัญญัติให้มีสภาพเป็นนิติบุคคลไม่ จึงไม่มีอำนาจดำเนินคดีร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดได้

66/2517

          กระทรวงศึกษาธิการซื้อที่ดินจากเอกชนเพื่อใช้ประโยชน์เกี่ยวกับการศึกษาแล้วมอบให้โรงเรียนประชาบาลใช้ประโยชน์อันตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน กระทรวงการคลังได้ทำการรังวัดสำรวจขึ้นทะเบียนเป็นที่หลวง แต่ไม่ปรากฏว่าได้ขึ้นทะเบียนอะไรไว้คงขึ้นทะเบียนเป็นพัสดุเคลื่อนที่ไม่ได้ของแผนกศึกษาธิการอำเภอซึ่งเป็นหน่วยงานของกระทรวงศึกษาธิการเนื้อที่ดินดังกล่าวเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินซึ่งอยู่ในอำนาจปกครองดูแลของกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการคลังจึงไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องและไม่มีอำนาจฟ้องผู้อยู่ในที่ดินนั้น

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 8 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน มีคำสั่งมอบหมายให้จังหวัด เทศบาล และสุขาภิบาลมีหน้าที่ดูแลรักษาและดำเนินการคุ้มครองป้องกันที่ดินทั้งหลายอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือทรัพย์สินของแผ่นดินภายในเขตของตน ตามคำสั่งที่ 890/2498 ซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นที่ทราบกันทั่วไปแล้ว ฉะนั้น จังหวัดเทศบาล และสุขาภิบาลย่อมมีอำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาและดำเนินการคุ้มครองป้องกันที่ดินทั้งหลายอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินภายในเขตของตน อำนาจหน้าที่เช่นว่านี้เป็นราชการแผ่นดินอย่างหนึ่งย่อมอยู่ในความรับผิดชอบและควบคุมดูแลของผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งมีอำนาจบริหารราชการแผ่นดิน และควบคุมดูแลราชการบริหารส่วนท้องถิ่นในจังหวัดตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดินฯ เมื่อมีบุคคลใดบุกรุกหรือเข้าครอบครองที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือทรัพย์สินของแผ่นดิน ซึ่งอยู่ในความดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันของจังหวัดเทศบาลหรือสุขาภิบาลในจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัดย่อมมีอำนาจฟ้องขับไล่บุคคลนั้นได้

            กองมรดกถูกฟ้องได้ ตำแหน่งราชการนั้นๆถูกฟ้องได้ แม้ไม่มีฐานะเป็นคู่ความ

            ทั้งหมดนี้ก็คือเรื่องอำนาจฟ้อง ซึ่งต้องมีอยู่ในขณะที่ยื่นฟ้อง

            วันนี้อาจารย์ก็จะคัดฏีกาที่เกี่ยวกับอำนาจฟ้องที่ เด็ดๆ

            อำนาจฟ้องนี้ ต้องมีอยู่ในขณะยื่นฟ้อง คราวนี้ถ้ามีอยู่ในขณะยื่นฟ้องเนี่ย แล้ว มันมีกฎหมายบัญญัติว่าก่อนยื่นฟ้องนั้นต้องไปทำตามกฎหมายสาระบัญญัติให้เสร็จก่อน

            เราบอกว่าเมื่อถูกโต้แย้งสิทธินำคดีขึ้นสู่ศาลได้อันนี้แน่นอน หมายความว่าบุคคลหนึ่งหรือหลายคนมีสิทธิเหนือ บุคคลหนึ่งหรือหลายคนนั้น แล้วถูกปฏิเสธ

            อธิบายให้เห็นภาพ คือ หนึ่ง ถึง ห้า มาบอก ว่า หก เป็นหนี้ หกปฏิเสธ

            อันนี้คือง่ายๆ แต่บางเรื่องที่กฎหมายบอกว่า ต้องไปทำมาก่อน จึงจะฟ้องได้

            ฎ.424/2544 ( ฏีกานี้จะได้เป็นข้อสอบหลายรอบแต่กรรมการบอกว่ามันยากไป ) ( ลูกหนี้ทีเด็ด )

          โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับชำระเงิน 5,575,551.53 บาทจากโจทก์ โดยกล่าวอ้างว่าโจทก์ยังเป็นหนี้ค่าซื้อสินค้าอยู่แก่จำเลย 5,575,551.53 บาท แต่จำเลยเรียกให้โจทก์ชำระหนี้ 6,565,377.55 บาท ซึ่งเป็นจำนวนที่แตกต่างกันมากจำเป็นต้องใช้สิทธิทางศาลเพื่อพิสูจน์ยอดหนี้ จึงเป็นกรณีที่มีปัญหาโต้แย้งกันอยู่ว่าโจทก์ยังติดค้างหนี้อยู่แก่จำเลยจำนวนเท่าใด แต่ข้อโต้แย้งดังกล่าวเป็นเพียงทำให้การชำระหนี้ของโจทก์ไม่สามารถจะหยั่งรู้ถึงสิทธิได้แน่นอนว่าจะชำระหนี้เป็นจำนวนใด อันทำให้โจทก์สามารถใช้สิทธิวางทรัพย์ด้วยการชำระหนี้ตามจำนวนที่โจทก์เห็นว่าถูกต้องณ สำนักงานวางทรัพย์ ซึ่งหากเป็นจำนวนที่ถูกต้องโจทก์ย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 331เมื่อโจทก์มีทางเลือกที่จะปฏิบัติได้โดยไม่ต้องนำคดีมาฟ้องศาล โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

การตรวจคำฟ้องศาลชั้นต้นต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 172 วรรคท้าย ซึ่งบัญญัติว่า "ให้ศาลตรวจคำฟ้องนั้นแล้วสั่งให้รับไว้ หรือให้ยกเสียหรือให้คืนไป ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 18" คำว่าให้ยกเสียตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นการยกฟ้องของโจทก์นั่นเอง ศาลจึงมีอำนาจยกฟ้องในชั้นตรวจคำฟ้องได้โดยไม่ต้องมีคำสั่งรับฟ้องไว้ก่อน ดังนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องคดีโดยไม่ปรากฏว่ามีการโต้แย้งสิทธิอันเป็นกรณีโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง การที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทันที โดยมิได้มีคำสั่งรับคำฟ้องโจทก์ไว้ก่อนจึงชอบแล้ว

การที่ศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำฟ้องแล้วนำข้อเท็จจริงในคำฟ้องมาวินิจฉัยเกี่ยวกับคำฟ้องโจทก์และพิพากษายกฟ้อง เป็นการวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 131(2) ซึ่งมีผลเป็นการพิจารณาคดีมิใช่เรื่องที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับหรือคืนคำฟ้องตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 18 จึงไม่มีเหตุที่จะคืนค่าธรรมเนียมศาลแก่โจทก์ ตามมาตรา 151

 

            ไปถามเจ้าหนี้ว่าเป็นหนี้เท่าไหร่ เจ้าหนี้บอก หกล้าน ก็เถียงว่าเป็นแค่ ห้าล้าน ก็กลัวว่าจะถูกฟ้องหกล้านเลยไปชิงร้องขอต่อศาลให้พิพากษาว่าตนเป็นหนี้ห้าล้าน  ( เหมือน 128/2468 เด๊ะเลยต่างกันนิดหน่อยตรงอันนั้นบอกว่าไม่เป็นหนี้  )  มีประเด็นหลักสามประเด็น

            หนึ่ง โจทก์ซึ่งเป็นลูกหนี้มีอำนาจฟ้องหรือไม่

            สอง ถ้าศาลเห็นว่าไม่มีอำนาจฟ้องจะพิพากษาในชั้นตรวจตำฟ้องได้หรือไม่

            สาม ค่าขึ้นศาลที่จ่ายมาร้อยละสอง จะต้องคืนหรือไม่

แค่สามประเด็นนี้ก็กระทบกฎหมายมากมายหลายมาตรา ซึ่งถ้าอาจารย์บรรยายทุกมาตรา เที่ยงคืนก็ไม่จบ ก็จะอธิบายเท่าที่เกี่ยวข้อง

            อันแรกอำนาจฟ้องก่อน นึกมาเลย มาตรา 55 ว่าอย่างนี้ ลูกหนี้ ( โจทก์ ) มันถูกโต้แย้งสิทธิหรือไม่ ก็ประมวลแพ่งมาตรา 331 เป็นเรื่องที่ลูกหนี้ไม่อาจหยั่งรู้ได้ว่าตนมีสิทธิเท่าไหร่ ก็ไปวางทรัพย์ซิ แต่ไม่ใช่มาชิงฟ้องเสียก่อนเช่นนี้

            ศาลฏีกาตอบในประเด็นนี้ว่า เมื่อใช้สิทธิอย่างอื่นโดยไม่ต้องฟ้องคดีได้ ให้ใช้สิทธิเช่นนั้นก่อน

            จำหลักให้ดีนะครับ เด๋วอาจารย์จะให้เรื่องเดียวกันในหมวดนี้ให้นะครับ ต้องจัดหมวดเรื่องเดียวกันไว้ด้วยกันนะครับ นี่คือประเด็นที่หนึ่งผ่านไป ยกฟ้องเสียเลยตรงนี้แหละกระทบหลายมาตราที่นักศึกษาต้องเข้าใจให้ถ่องแท้นะครับ พลิกดูมาตรา 18 วิธีจะเปิดตัวบทให้ไวนะครับ ต้องทำจมูกไว้ เปิดช้าไปหนึ่งวินาทีก็เสียเวลาแล้ว ต้องไวนะครับ

            มาตรา 18 มีห้าวรรค สำคัญมากคือวรรคสอง วรรคสาม ยังไม่ลงพิสดาร ก่อนถึงมาตรานี้ คร่าวๆคือการตรวจคำคู่ความ อะไรคือคำคู่ความ ดู 1 ( 5 ) เมื่อเป็นคำคู่ความต้องตรวจตามมาตรา 18 แล้ว 18 วรรคสองต้องสั่งเป็นสองสเต็ปเสมอ จะกระโดดข้ามขั้นไม่ได้ อ่านไม่ออก ก็ต้องสั่งให้ไปแก้ใหม่ ภายในกำหนด ถ้าไม่ทำจึงค่อยสั่งไม่รับฟ้อง

            คราวนี้นักศึกษาชำเลือง มาตรา 18 วรรคสามสิ ว่าคำคู่ความถ้าไม่ได้ทำในวรรคก่อน เงื่อนไขที่กฎหมายบังคับไว้คือไม่ใช่วรรคสอง นั่นแหละ ดู 424/2544 เงื่อนไขที่กฏหมายบังคับไว้ในขณะยื่นคำคู่ความ ( คำฟ้อง ) คือในขณะยื่นฟ้องต้องมีอำนาจฟ้อง เมื่อไม่มีอำนาจฟ้องทำอย่างไรครับ เพิ่ม ดู 172 วรรคท้ายครับ มันไปโยงกันนะครับ ยกเสียตรงนี้แหละ คือยกแล้วมันต้องสั่งนะครับ ไม่งั้นมันจะหนัก ( มีค่าเท่ากับยกฟ้อง ) 424/2544 ฉบับเดียวตัดสินเรื่องนี้ได้ครบไม่อ้อมค้อมเลยครับ

            เงื่อนไขในการฟ้องคดีคือ ขณะยื่นฟ้องโจทก์ต้องมีอำนาจฟ้อง เพราะโจทก์ต้องไปดำเนินการตามมาตรา 331 เสียก่อน เมื่อไม่ทำก่อนไม่มีอำนาจฟ้อง จึงยกฟ้องได้ทันที ไม่ต้องสั่งสองสเต็บนะครับ เพราะกฎหมายบัญญัติว่านอกจากที่บัญญัติไว้ในวรรคก่อน  มันไม่ใช่เรื่องในวรรคสอง แต่เป็นเรื่องไม่มีอำนาจฟ้อง

            เราก็ได้คำตอบที่สอง คือยกฟ้องได้เลยโดยไม่ต้องสั่งว่าไม่รับฟ้องเสียก่อน เพราะ 172 เป็นบทบัญญัติให้ศาลสั่งได้ ในชั้นตรวจคำฟ้อง ตามมาตรา 18 วรรคสามดังกล่าว

            เมื่อก่อนข้าพเจ้าเป็นหนูในห้องน้ำ ตอนนี้ข้าพเจ้าเป็นหนูในยุ้งฉางแล้วจะไม่กลับเป็นหนูในห้องน้ำอีก

            วิชาชีพนักกฎหมาย เป็น วิชาชีพที่ทำให้คนบ้านนอก สามารถกระทบไหล่บุคคลอื่นได้

            โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคำคู่ความนั้นอยู่ในเขตอำนาจศาล

            ในประเด็นข้อที่สามนี้ดูผิดเผินไม่มีอะไรแต่เวลาพวกเราไปทำงานแล้ว มาตรา 151 ยุ่งยากพอสมควร ปัญหาว่าจะคืนค่าธรรมเนียมหรือไม่ พวกเราต้องดูมาตรา 151 จะมีอยู่ 3 – 4 ประการเท่านั้นเอง อีกเรื่องหนึ่งคือเมื่อมีการถอนฟ้องทิ้งฟ้อง หรือจำหน่ายคดีออกจากศาลสารบบความแต่ละศาลก็วางระเบียบกันเอง ถ้าไม่สืบพยานก็คืนให้กึ่งหนึ่ง หรือ สามในสี่ ก็ว่ากันไป กฎหมายให้ดูว่าตามที่เห็นสมควร เรื่องนี้ 424/2544 จะต้องคืนเรื่องค่าธรรมเนียม คืนไม่คืนต้องมาดูก่อน เราต้องกลับไปดูมาตรา 131 มันจะโยงกัน

            มาตรา 131 บอกว่าในกรณีที่สั่งคำขอ ในระหว่างพิจารณา ให้สั่งคำขอ ขอให้เลื่อนคดี ก็สั่งว่าจะให้หรือไม่ให้ ทางปฏิบัติก็เกิดบ่อยๆ ในเรื่องการวินิจฉัยคดี กฎหมายให้ทำสั่งอย่างหนึ่ง หรือออกจากสารบบความ คำพิพากษาเกิดขึ้นในคดีมีข้อพิพาท ยกฟ้องให้จำเลยชำระหนี้ ส่วนจำหน่ายคดีออกจากสารบบความเป็นการวินิจฉัยในคดีได้เหมือนกัน กรณีที่ศาลจะจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ มีสี่กรณีได้เท่านั้น ตาม 132 ประกอบ

            นักศึกษาก็พลิก 132 กรณีจำหน่ายคดีได้มีสี่กรณี

1 เมื่อโจทก์ทิ้งฟ้องถอนฟ้อง หรือโจทก์ไม่มาศาลในคดีมโนสาเร่ จำหน่ายคดี หรือขาดนัดพิจารณา ตาม 198 201 202  หรือกรณีที่สามคู่ความมรณะ หรือกรณีสุดท้าย เมื่อคดีนั้นต้องรวมการพิจารณา

เมื่อเอาสามสี่เรื่องนี้ไปจับกับฏีกา 324/2544  - ค้นไม่พบ ตามมาตรา 131 ( 2 ) ไม่ต้องด้วยมาตรา 151 ทั้งหมดนี้คือ 424/2544 วันนี้พวกเราเข้าใจฏีกานี้พร้อมตัวบท แล้วนะครับ

เรื่องต่อมา จะให้หัวข้อ กับ ธง ฎ.3748/2529

          เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยได้ตรวจสอบราคาสินค้าของโจทก์แล้ว มีความเห็นให้เรียกอากรขาเข้ากรมศุลกากรและภาษีการค้า เพิ่มแล้ว จำเลยก็ได้มีแบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้าและภาษีการค้ารวม 10 ฉบับ แต่ละฉบับได้แจ้งผลการประเมินตามรายการภาษีอากรที่สำแดง ภาษีอากรที่ประเมินเพิ่มแล้วมีรายการแยกรายละเอียดเป็นยอดเงินเพิ่มสำหรับอากรขาเข้าภาษีการค้าและภาษีบำรุงเทศบาลไว้ กรณีเช่นนี้ย่อมถือได้ว่ามีการประเมินภาษีการค้าโดยเจ้าพนักงานประเมินตามประมวลรัษฎากรมาตรา18 ประกอบด้วยมาตรา 87(2) แล้วหากโจทก์เห็นว่า การประเมินไม่ถูกต้องอย่างไรก็ชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลรัษฎากรมาตรา 30 เสียก่อนเมื่อโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ภายในระยะเวลาตามบทกฎหมายดังกล่าวโจทก์ก็ไม่มีสิทธิฟ้องคดีอันเป็นการใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อศาลได้

กรณีที่ราคาอันแท้จริงของสินค้าในการซื้อขายหลายรายหรือในท้องตลาดหลายแห่งอาจไม่ตรงกัน กรณีเช่นนี้ตามมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2503 อธิบดีกรมศุลกากรย่อมมีอำนาจกำหนดราคาสินค้าในท้องตลาดเป็นรายเฉลี่ยและเมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วก็ให้ถือราคานั้นเป็นเกณฑ์ในการประเมินอากร ส่วนคดีนี้เป็นเรื่องที่จำเลยกำหนดราคาอันแท้จริงในท้องตลาดเฉพาะเครื่องสำอางโคซี่ที่โจทก์นำเข้าและสำแดงราคาคลาดเคลื่อนเท่านั้นการกระทำของจำเลยจึงไม่ขัดต่อพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากรพ.ศ. 2503 มาตรา 9 (หมายเหตุวรรคแรกวินิจฉัยโดยมติที่ประชุมใหญ่ครั้งที่7/2529)

 

   ( ป.รัษฎากรณ์มาตรา 30 ต้องอุทธรณ์ก่อนถึงจะถูกโต้แย้งสิทธิ )

            ฎ.2227/2541

          กรมศุลกากรจำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปทำความตกลงระงับคดีในชั้นศุลกากร เพื่องดการนำคดีมาฟ้องร้องต่อศาลแต่ไม่ปรากฏว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยได้ทำการประเมินอากรที่โจทก์ต้องเสียและออกแบบแจ้งการประเมินอากรไปยังโจทก์เพื่อให้โจทก์นำเงินค่าอากรมาชำระตามพระราชบัญญัติศุลกากรพ.ศ.2496 มาตรา 112 ทวิ วรรคหนึ่ง กรณียังไม่อาจถือได้ว่าจำเลยได้โต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์แล้วโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ในส่วนของค่าปรับที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยแจ้งให้โจทก์นำเงินไปชำระนั้น เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยตรวจพบว่ามีการกระทำผิดทางอาญาเกี่ยวกับพระราชบัญญัติศุลกากรฯ ถ้าโจทก์ยอมเสียค่าปรับตามคำเปรียบเทียบก็ย่อมทำให้คดีอาญาระงับไปได้ตามมาตรา 102 และมาตรา 102 ทวิ ซึ่งเป็นการปฏิบัติตามขั้นตอนที่กฎหมายและระเบียบได้ให้อำนาจไว้โดยชอบแล้วหากโจทก์ไม่ยินยอมให้เปรียบเทียบปรับ จำเลยก็ไม่มีอำนาจบังคับได้ เพียงแต่ส่งเรื่องให้พนักงานสอบสวนดำเนินการต่อไป จึงไม่มีเหตุจะเพิกถอนคำสั่งของจำเลยแต่อย่างใด

เรื่องนี้ตามพรบศุลกากร ให้อำนาจอธิบดีตกลงกันโดยไม่ต้องร้องศาลได้ ต่อไปนะครับ

            ฏ. 721/2547

          พ.ร.บ.ควบคุมอาคารฯ มาตรา 50 บัญญัติว่า ให้มีคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ และมาตรา 51 (1) บัญญัติว่า ให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีอำนาจหน้าที่พิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น ส่วนมาตรา 52 วรรคสี่ บัญญัติว่า ถ้าผู้อุทธรณ์ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้เสนอคดีต่อศาลภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 3 ถึงที่ 11 ซึ่งเป็นคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้พิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์แล้วมีคำวินิจฉัยยกอุทธรณ์ของโจทก์ ซึ่งถือได้ว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ เมื่อโจทก์ไม่เห็นด้วย โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 ถึงที่ 11 ได้

คำสั่งที่โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนนั้น แม้จะลงนามโดยจำเลยที่ 2 ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักการโยธา แต่ก็เป็นการลงนามในฐานะเป็นผู้ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติราชการแทนผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครซึ่งเป็นเจ้าพนักงานท้องถิ่น ดังนั้น ผู้ที่โต้แย้งสิทธิของโจทก์โดยตรงคือ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครจำเลยที่ 1 หาใช่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติราชการแทนไม่ ทั้งกรณีไม่ใช่การฟ้องให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2

แม้โจทก์จะฟ้องคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ขอให้เพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด และขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นออกใบอนุญาตตามคำขออนุญาตดัดแปลงอาคารก็ตาม แต่ตามคำฟ้องไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้บรรยายฟ้องว่าโจทก์มีสิทธิโดยชอบที่จะดัดแปลงอาคารพิพาทของโจทก์ชั้นที่ 5 ซึ่งเดิมใช้เป็นที่จอดรถยนต์ให้เป็นโรงมหรสพ ตามคำขออนุญาตดัดแปลงอาคารที่ยื่นต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น แต่กลับบรรยายฟ้องยืนยันว่าคำขอดังกล่าวเป็นคำขออนุญาตดัดแปลงอาคารพิพาทระหว่างชั้นที่ 6 และที่ 7 ซึ่งไม่ตรงกับข้อความที่ระบุในคำขออนุญาตดัดแปลงอาคาร เท่ากับโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 11 โต้แย้งสิทธิของโจทก์ในการขออนุญาตดัดแปลงอาคารพิพาทที่บริเวณชั้น 5 แม้โจทก์จะแนบสำเนาคำขออนุญาตดัดแปลงอาคารมาท้ายฟ้องก็ไม่เป็นประโยชน์แก่คดีของโจทก์ เพราะตามคำฟ้องไม่มีประเด็นให้วินิจฉัยเกี่ยวกับการดัดแปลงอาคารพิพาทที่บริเวณชั้น 5 ว่าเข้าข้อยกเว้นข้อ 49 ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 33ฯ หรือไม่ ศาลไม่อาจพิพากษาบังคับคดีให้เป็นไปตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ได้

วางหลักเรื่อง พรบควบคุมอาคาร มาตรา 50 เช่น ต่อเติมไม่ขออนุญาต คณะกรรมการท้องถิ่น ต้องอุทธรณ์ก่อน ไม่ใช่โผล่พรวดไปฟ้องศาลเลย

            ต่อไป 238/2545

          ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 123 ถึงมาตรา 125 มีลักษณะกำหนดให้ลูกจ้างจะต้องเลือกใช้สิทธิทางใดทางหนึ่งระหว่างใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลแรงงานหรือจะยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานก็ได้แต่เพียงทางเดียวจะใช้สิทธิพร้อมกันทั้งสองทางไม่ได้ การที่โจทก์ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างค้างจ่ายและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี อันเป็นเงินตามสิทธิในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ แล้ว ถือว่าโจทก์เลือกใช้สิทธิที่จะดำเนินการต่อจำเลยด้วยการยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะนำคดีไปฟ้องศาลแรงงานอีกจนกว่าการดำเนินการของพนักงานตรวจแรงงานจะสิ้นสุด เมื่อปรากฏว่าระหว่างที่พนักงานตรวจแรงงานพิจารณาคำร้องของโจทก์ โจทก์ได้นำมูลกรณีเลิกจ้างอันเดียวกันนี้ไปยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลางอีก ศาลแรงงานกลางจึงไม่มีอำนาจพิจารณาคำฟ้องของโจทก์ที่ฟ้องเรียกเงินตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ ดังกล่าว

การที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างอันไม่เป็นธรรมนั้นเป็นการฟ้องเรียกตามสิทธิในมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯมิใช่ฟ้องตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ ศาลแรงงานกลางจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาในส่วนนี้ได้

              ให้ดูคู่กับ 637/2547

          ก่อนที่โจทก์ทั้งสามจะฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้ โจทก์ทั้งสามได้ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานว่าจำเลยที่ 1 ผู้เป็นนายจ้างฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิได้รับเงินอย่างหนึ่งอย่างใดและประสงค์ให้พนักงานตรวจแรงงานดำเนินการตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 123 วรรคหนึ่ง ซึ่งในกรณีนี้โจทก์ทั้งสามอาจจะเลือกที่จะใช้สิทธิฟ้องร้องต่อศาลแรงงานได้ โดยจะต้องใช้สิทธิในทางใดทางหนึ่ง แต่จะใช้สิทธิพร้อมกันทั้งสองทางไม่ได้ เมื่อโจทก์ทั้งสามยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานแล้วโจทก์ทั้งสามย่อมไม่มีสิทธิที่จะฟ้องคดีนี้ต่อศาลแรงงานกลางจนกว่าการดำเนินการของพนักงานตรวจแรงงานจะสิ้นสุด ศาลแรงงานย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาคำฟ้องของโจทก์ทั้งสามที่ฟ้องเรียกเอาเงินค่าจ้างค้างจ่ายตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ ข้อกฎหมายนี้เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยแล้วพิพากษาคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142, 246 ประกอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 31 ได้

 

เป็นการตัดสินเกี่ยวกับ พรบ คุ้มครองแรงงาน มาตรา 23 ก็คือการเลิกจ้าง ลูกจ้างมีสิทธิ สองทาง คือร้องต่อคณะกรรมการตรวจแรงงานก่อน และ เรื่องสุดท้ายในกลุ่มนี้คือ 2258/2544  

          รายงานและคำวินิจฉัยของจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นคณะกรรมการตรวจสอบการใช้สิทธิเบิกค่าเช่าบ้านของโจทก์ที่เสนอต่อสำนักงานสามัญศึกษาจังหวัด เป็นเพียงความเห็นหรือข้อเท็จจริงที่เสนอไปตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ยังไม่มีผลเป็นการชี้ขาดหรือบังคับให้โจทก์ต้องปฏิบัติตาม ทั้งจะต้องมีการพิจารณาว่าสมควรจะตั้งกรรมการสอบสวนความผิดของโจทก์หรือไม่อีกชั้นหนึ่ง หากโจทก์เห็นว่าไม่ถูกต้องหรือไม่เป็นธรรม ก็ชอบที่จะดำเนินการโต้แย้งคัดค้านตามระเบียบที่ทางราชการกำหนด กรณียังถือไม่ได้ว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิโดยตรง จึงไม่มีอำนาจฟ้อง แม้ในเรื่องนี้โจทก์เคยฟ้องจำเลยทั้งสามและศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับฟ้องมาครั้งหนึ่งแล้ว แต่ภายหลังโจทก์ขอถอนฟ้องไป ก็หาผูกพันมีผลบังคับให้ศาลต้องรับฟ้องคดีนี้ด้วยไม่

            เรื่องนี้มันเกี่ยวกับระบบราชการเมื่อมีการตั้งคณะกรรมการให้สอบสวนข้อเท็จจริงเสียก่อน มีการสอบว่าได้เช่าบ้านจริงหรือไม่ เป็นเรื่องที่ชิงฟ้องว่าไปสั่งอย่างนี้ไม่ได้ เรื่องนี้ที่เอามาไว้ท้ายเพราะจะให้เห็นว่าเรื่องนี้ความเห็นของคณะกรรมการสอบ ไม่ใช่ชี้ขาดว่าเขาผิด เพราะฉะนั้นเค้ายังไม่มีสิทธิฟ้อง แต่ไม่ไป อย่างนี้ยังไม่ถูกโต้แย้งสิทธิยังไม่มีอำนาจฟ้อง  ยังไม่หมดฤทธิ์เดชที่บอกว่า เคยนำมาฟ้องแล้วเคยรับฟ้อง ( แบบผิดๆ ) นี่หน่า ต่อมาถอนฟ้องแล้วมาฟ้องใหม่ จะมาไม่รับฟ้องได้ไง ทำไมไม่รับฟ้องเหมือนคราวที่แล้วหล่ะ ศาลอุทธรณ์บอกคนละเรื่องกัน

            ผ่านกลุ่มนี้ไปนะครับเรื่องอำนาจฟ้องที่เกี่ยวกับกฎหมายพิเศษ ต่อไปนะครับ อาจารย์กลับมาเฉพาะเรื่องที่มันเป็นปัญหาสำคัญ ถ้าจะมาเป็นข้อสอบก็สมศักดิ์ศรีนะครับ

            กลุ่มที่สอง อำนาจฟ้องที่ไปกระทบกับกฎหมายแพ่ง ในการซื้อขายผ่อนส่ง ฎ.1180/2545

          ทรัพย์สินที่ซื้อขายโดยมีเงื่อนไขจะโอนกรรมสิทธิ์กันนั้นผู้ขายอาจนำทรัพย์สินที่จะมีกรรมสิทธิ์ในอนาคตออกขายล่วงหน้าได้ฉะนั้น เมื่อจำเลยตกลงทำสัญญาซื้อขายรถยนต์คันพิพาทกับโจทก์โดยมีเงื่อนไขว่าโจทก์จะโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์คันดังกล่าวให้เมื่อจำเลยผ่อนชำระราคาให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้วจำเลยผิดสัญญาไม่ผ่อนชำระราคาให้โจทก์ตามกำหนดจนเป็นเหตุให้โจทก์บอกเลิกสัญญา กรณีต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 391 วรรคแรก คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม จำเลยมีหน้าที่ต้องส่งมอบรถยนต์คันพิพาทคืนแก่โจทก์ เมื่อจำเลยไม่ส่งมอบรถคืนโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องบังคับจำเลยให้ส่งมอบรถคืนแก่โจทก์ได้

ตามสัญญาซื้อขายรถยนต์ไม่มีข้อตกลงให้จำเลยเลิกสัญญาโดยการส่งมอบรถคืนโจทก์ การที่จำเลยส่งมอบรถยนต์คันพิพาทคืนแก่โจทก์เป็นเจตนาที่จะเลิกสัญญาเพียงฝ่ายเดียว ไม่มีผลผูกพันโจทก์ซึ่งมิได้มีเจตนาที่จะเลิกสัญญาด้วยนั้นจำต้องรับมอบรถยนต์คืนจากจำเลยแต่อย่างใด กรณีจึงต้องถือว่าจำเลยเป็นฝ่ายครอบครองรถยนต์คันพิพาทตลอดมา และการที่จำเลยครอบครองรถยนต์ไว้ใช้ประโยชน์นับแต่วันทำสัญญาซื้อรถยนต์ตลอดมา เมื่อจำเลยไม่ผ่อนชำระตามกำหนด โจทก์จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญา จำเลยต้องส่งมอบรถพิพาทคืนโจทก์และต้องชดใช้เงินตามควรค่าแห่งการนั้นแก่โจทก์ด้วย โดยถือเป็นค่าขาดประโยชน์ในการใช้รถยนต์คันพิพาทของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 391 วรรคสาม แต่การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยสำหรับราคารถยนต์ที่ต้องใช้แทนในกรณีที่จำเลยไม่อาจส่งมอบรถยนต์คันพิพาทคืนโจทก์ ทั้งที่โจทก์มิได้อุทธรณ์ในปัญหาเรื่องดอกเบี้ยดังกล่าวจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบและเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และ 247

            ซื้อขายผ่อนส่ง ไม่ใช่เช่าซื้อนะครับ โดยมีข้อตกลงกันว่ากรรมสิทธิ์จะโอนเมื่อชำระค่างวดที่ชำระผ่อนส่งครบแล้ว คราวนี้เรื่องนี้เป็นการซื้อรถยนต์ผ่อนส่ง เรื่องนี้ก็แปลกว่าไม่ทำเช่าซื้อมีเรื่องจำกัดเรื่องกรรมสิทธิ์ยังไม่โอนจนกว่าชำระราคาครบ

            ก็บอกว่ากรณีต้องบังคับตาม ปพพ มาตรา 31 วรรคแรก

            ก็ผ่านไปต่อ ฏ.494/2545 ค้นไม่พบ เรื่องนี้แปลก นานๆจะเจอสักที พวกเราเคยไปซื้อที่ดินหรือไม่ ครับ บางคนก็เคยซื้อ เจ้าของโว ว่า ที่ผมชัวร์ปึกมากครับ ไม่มีภาระจำยอมใดๆ ผู้ขายรับรองว่าไม่มีภาระผูกพัน แล้วต่อมาเกิดมีขึ้นถามว่า มีอำนาจฟ้องหรือไม่

            ต่อไปอำนาจฟ้องที่เกี่ยวกับการเช่าที่มีกำหนดระยะเวลา คือมาตรา 55 บวก ปพพ มาตรา 564 เมื่อครบกำหนดปุ๊บไม่ต้องบอกกล่าว ฟ้องขับไล่ได้เลย แต่ถ้าได้ปล่อยให้อยู่ต่อ ก็กลายเป็น 570 ต้องบอกไล่ตาม 566 แล้วเมื่อไหร่ครับที่จะทำให้ 564 กลายเป็น 570

            ฎ.407/2544  

          คู่ความตกลงกันว่าให้ศาลตั้งผู้เชี่ยวชาญ 1 คน โจทก์ตั้ง 1 คนและจำเลยตั้ง 1 คน ร่วมกันตรวจสอบชี้ขาดว่า สามารถซ่อมแซมเสาเข็มต้นที่ 167 ได้ดีเป็นปกติได้มาตรฐานเหมือนเสาเข็มต้นอื่น ที่โจทก์ส่งมอบ งานให้จำเลยแล้วหรือไม่ ถ้าเสียงข้างมากว่าซ่อมไม่ได้โจทก์จะถอนฟ้องหากเสียงข้างมากว่าซ่อมได้ จำเลยจะจ่ายเงินประกันผลงานให้โจทก์ดังนั้น เมื่อเสียงข้างมากของผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นว่าซ่อมไม่ได้ โจทก์จึงต้องถอนฟ้องไปตามข้อตกลง การที่โจทก์ไม่ถอนฟ้องภายในเวลาที่ศาลกำหนด จึงเป็นการเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลกำหนดไว้อันเป็นการทิ้งฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174(2)

 

เมื่อการเช่าครบกำหนดบอกว่าไม่ต่อสัญญาเช่าให้แต่เมื่อผู้เช่าเอาค่าเช่ามาชำระให้แก่ผู้ให้เช่า และผู้ให้เช่าก็รับอยู่

            1423/2520

            การที่โจทก์รับเงินจากจำเลยไว้เมื่อโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยแล้ว เงินดังกล่าวไม่ว่าจะเรียกเงินค่าเช่าหรือค่าเสียหาย ก็จะถือว่าโจทก์จำเลยเป็นอันทำสัญญาเช่ากันใหม่ต่อไปไม่มีกำหนดเวลาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 570 ไม่ได้ ในเมื่อไม่มีข้อเท็จจริงที่จะปรับกับบทกฎหมายดังกล่าวได้ และเมื่อสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยมีกำหนดเวลาเช่ากันไว้แน่นอน สัญญาเช่าสิ้นกำหนดแล้วโจทก์ย่อมฟ้องขับไล่จำเลยได้โดยมิพักต้องบอกกล่าวก่อน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 564

            ฟ้องขับไล่แล้วระหว่างขับไล่จำเลยนิสัยดี เอาค่าเช่ามาจ่ายทุกเดือน ศาลฏีกาบอกว่าเมื่อได้ฟ้องขับ

            535/2551 

          ภายหลังจากโจทก์ซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างอันเป็นทรัพย์พิพาทมาจากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี โจทก์ได้ยื่นฟ้องขับไล่จำเลยเป็นคดีนี้ ส่วนจำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด ต่อมาระหว่างคดีนี้อยู่ในการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาดแล้วดำเนินการขายทอดตลาดใหม่ คดีถึงที่สุด ผลของคำสั่งเท่ากับว่าไม่ได้มีการขายทอดตลาดทรัพย์พิพาทให้แก่โจทก์ โจทก์ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์พิพาท การโต้แย้งสิทธิของโจทก์จึงสิ้นสุดลง โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลย

            อำนาจฟ้องมีครึ่งๆกลางๆได้หรือไม่ จะถือว่าไม่มีอำนาจฟ้องได้หรือไม่ เป็นประเด็นเล็กๆซ่อนอยู่ในเรื่องนี้นะครับ

            539/2545

          สำเนาคำสั่งศาลชั้นต้นและหนังสือรับรองคดีถึงที่สุดซึ่งจำเลยแนบท้ายคำแก้ฎีกา แม้จำเลยจะมิได้ยื่นบัญชีระบุพยานและมิได้ส่งสำเนาเอกสารแก่โจทก์ แต่เอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดีจำเป็นจะต้องสืบพยานหลักฐานเช่นว่านั้น เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลฎีกามีอำนาจรับฟังเอกสารท้ายคำแก้ฎีกานั้นได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 87 (2) และเอกสารดังกล่าวแม้เป็นเพียงสำเนาเอกสาร แต่เมื่อมีรองจ่าศาลรับรองความถูกต้องแห่งเอกสารนั้นจึงฟังได้ว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 127

โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลแม้จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย แต่เมื่อศาลได้มีคำสั่งถึงที่สุดให้เพิกถอนการขายทอดตลาดดังกล่าวแล้ว ผลของคำสั่งเท่ากับว่าไม่มีการขายทอดตลาดมาแต่แรก โจทก์ผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดจึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลย

 

            จดไว้เลยนะครับว่าการโต้แย้งของโจทก์สิ้นสุดลง ไม่ใช้คำว่าอำนาจฟ้องสิ้นสุดลงนะครับ

ศาลไม่ใช้อย่างนั้นอำนาจฟ้องไว้ใช้ในตอนสุดท้าย พอทะเลาะกันเรียกโต้แย้งสิทธิ ถ้าเรื่องนี้ปรากฏถึงศาลต้องยังไงครับก็ยกฟ้องสิครับ แล้วค่าธรรมเนียมหล่ะครับ ก็ริบสิครับ

            คราวนี้มากลุ่มที่สาม อาจจะกระทบกับวิธีพิจารณาบ้าง ในการนำคดีแพ่งขึ้นสู่ศาลเราได้หลักตายตัวว่าถ้าเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทต้องใช้สิทธิทางศาลได้ ถ้าเป็นคดีโต้แย้งสิทธิคือคดีมีข้อพิพาท

            ฎ.6282/2544

          โจทก์เป็นผู้ขนส่งสินค้า ส่วนจำเลยเป็นผู้ขนส่งอื่น เมื่อสินค้าเสียหายในระหว่างการขนส่งของจำเลย โจทก์และจำเลยจึงต้องรับผิดต่อผู้รับตราส่งอย่างลูกหนี้ร่วมตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 45 โจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าหนี้จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ ประกอบกับโจทก์ยังไม่ได้ชำระหนี้ให้แก่บริษัทผู้รับตราส่งหรือบริษัทผู้รับประกันภัยสินค้าโจทก์จึงไม่ใช่ผู้รับช่วงสิทธิจากเจ้าหนี้ ดังนั้น แม้โจทก์จะทวงถามให้จำเลยชำระหนี้และจำเลยปฏิเสธ ก็ถือไม่ได้ว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิตามกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55ทั้งผู้มีสิทธิที่จะฟ้องเพื่อตั้งหลักฐานแห่งสิทธิเรียกร้องเพื่อให้อายุความสะดุดหยุดลงเนื่องจากหนี้จะขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14(2) จะต้องเป็นเจ้าหนี้เช่นเดียวกัน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

 

            ฟังดีๆนะครับเรื่องนี้ถ้าเราเห็นปัญหาแล้วจะง่ายมากแต่บางเรื่องถ้าอยู่ในห้องสอบจะยากมาก เรื่องนี้มีผู้ขนส่งสองคน คือ มีผู้ขนส่งอื่น ด้วย คราวนี้ถ้าผู้ขนส่งอื่นไปขนส่งแล้วทรัพย์ที่ขนส่งสินค้านั้นเสียหาย ผู้ทรงใบตราส่งก็เป็นเจ้าหนี้ที่จะเรียกร้องเอาได้ แต่เรื่องนี้ยังไม่มีใครชำระค่าเสียหายให้แก่ผู้ทรงใบตราส่งเลย แต่บริษัทผู้ขนส่งมาฟ้องเรียกค่าเสียหาย กับผู้ขนส่งอื่นเลย ธงคำตอบอาจจะถูกนะครับแต่เหตุผลเราต้องอ้างหลักกฎหมายให้ถูกเรื่อง คะแนนจึงจะสูง หนึ่งประเด็นเกินห้าบรรทัดถือว่าฟุ่มเฟือย ข้อสอบวินิจฉัยสั้นเกินไปก็ได้คะแนนน้อย ยาวเกินไปก็ผิดมาก ต้องตอบให้พอดีๆ แล้วจะเขียนอย่างไร เมื่ออ่านฏีกา เจอคำว่าเห็นว่า นั่นแหละคือข้อกฎหมายปรับข้อเท็จจริงที่ศาลฏีกาใช้

            ฎ.549/2517 เป็นกฎหมายอาญา เป็นฏีกาที่การใฃ้กำลังประทุษร้ายไม่จำเป็นต้องประทุษร้ายต่อเจ้าทรัพย์  ทีหลังกูอยากได้อะไรมึงต้องตามใจกูนะ ก่อนเห็นว่าก็เป็นการเล่าเรื่องมาเสียก่อน คราวนี้เรื่องนี้เป็นอย่างนี้นะครับ ว่ายังไม่ได้จ่ายค่าเสียหายให้แก่ผู้ทรงตราส่งเลย อย่างนี้มีอำนาจฟ้องหรือไม่

            อาจารย์จะอ่านให้ฟัง 6282/2544

          โจทก์เป็นผู้ขนส่งสินค้า ส่วนจำเลยเป็นผู้ขนส่งอื่น เมื่อสินค้าเสียหายในระหว่างการขนส่งของจำเลย โจทก์และจำเลยจึงต้องรับผิดต่อผู้รับตราส่งอย่างลูกหนี้ร่วมตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 45 โจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าหนี้จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ ประกอบกับโจทก์ยังไม่ได้ชำระหนี้ให้แก่บริษัทผู้รับตราส่งหรือบริษัทผู้รับประกันภัยสินค้าโจทก์จึงไม่ใช่ผู้รับช่วงสิทธิจากเจ้าหนี้ ดังนั้น แม้โจทก์จะทวงถามให้จำเลยชำระหนี้และจำเลยปฏิเสธ ก็ถือไม่ได้ว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิตามกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55ทั้งผู้มีสิทธิที่จะฟ้องเพื่อตั้งหลักฐานแห่งสิทธิเรียกร้องเพื่อให้อายุความสะดุดหยุดลงเนื่องจากหนี้จะขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14(2) จะต้องเป็นเจ้าหนี้เช่นเดียวกัน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

 

 โจทก์เป็นผู้ขนส่งอื่น อย่างลูกหนี้ร่วมเมื่อมีการเสียหาย โจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าหนี้จึงไม่มีสิทธิให้จำเลยเรียกร้องแก่โจทก์ โจทก์ไม่ใช่ผู้รับช่วงสิทธิจากเจ้าหนี้ ถ้าโจทก์จ่ายไปอย่างนี้ก็ได้ แต่ความรับผิดของโจทก์ ดังนั้น แม้โจทก์จะทวงถามให้จำเลยชำระหนี้แล้วจำเลยปฏิเสธก็ไม่ถือว่าจำเลยถูกโต้แย้งสิทธิ

            นี่คืออำนาจฟ้องที่เป็นประเด็นโดยตรง

            ผ่านเรื่องลูกหนี้ร่วมกับรับช่วงสิทธิ

            เรื่องต่อไป 6536/2544

          กรณีที่จะเสนอคดีต่อศาลเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทโดยทำเป็นคำร้องขอได้นั้น หมายถึงกรณีที่ไม่มีบุคคลใดโต้แย้งสิทธิ แต่มีเหตุที่ผู้เสนอคดีจำต้องใช้สิทธิทางศาล

โจทก์ฟ้องว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์โดยการครอบครองปรปักษ์ จำเลยโต้แย้งสิทธิของโจทก์โดยขอออกโฉนดที่ดินพิพาทเป็นชื่อของจำเลย ขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้อง และให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นชื่อโจทก์ โจทก์มิได้ขอให้ศาลมีคำสั่งว่าโจทก์ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์เพียงประการเดียวอันจะเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทซึ่งโจทก์ต้องเสนอคดีของตนต่อศาลโดยทำเป็นคำร้องขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 188(1) จึงเป็นคดีมีข้อพิพาทซึ่งโจทก์ชอบที่จะเสนอคดีต่อศาลโดยทำเป็นคำฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ประกอบกับมาตรา 172 วรรคแรก

เอกสารการซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยระบุชื่อว่า"หนังสือสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำ" แต่ไม่ได้ระบุข้อตกลงที่เป็นการแน่นอนว่าจะไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์กันหรือไม่เมื่อใด ประกอบกับโจทก์ได้ชำระค่าที่ดินให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้วในวันทำสัญญาและจำเลยได้ส่งมอบที่ดินให้โจทก์เข้าครอบครองนับแต่วันดังกล่าว เป็นพฤติการณ์ที่เห็นได้ว่าโจทก์กับจำเลยไม่มีเจตนาจะจดทะเบียนโอนที่ดินต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด แม้จะตกเป็นโมฆะเนื่องจากมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคแรก แต่โจทก์เข้าครอบครองโดยสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเกินกว่า 10 ปี โจทก์จึงได้กรรมสิทธิ์ที่ดินโดยการครอบครองตามมาตรา 1382

 

จะว่าสำคัญก็สำคัญนะครับ ในมาตรา 55 คดีขึ้นสู่ศาลมีสองประเภทคือ โต้แย้งสิทธิกับใช้สิทธิทางศาล ถ้ามีสองอย่างปนกันทำอย่างไรดี อย่าไปทำทั้งคำร้องขอและคำฟ้องไปในคราวเดียวนะครับ ให้ไปทำเป็นคดีมีข้อพิพาทอย่างเดียวไปเสมอนะครับ

            ต่อไปนะครับ อีกเรื่องหนึ่ง ฎ.719/2544

          จำเลยฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ใช้ค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายที่ต้องซ่อมรถยนต์คันที่จำเลยขับชนกับรถยนต์โจทก์รวมทั้งที่รถยนต์คันดังกล่าวต้องเสื่อมราคาและไม่สามารถใช้งานได้ในระหว่างที่ซ่อม ในฐานะที่จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 แต่ปรากฏว่ารถยนต์เป็นของบิดาจำเลยมิใช่ของจำเลย จำเลยจึงไม่อาจใช้สิทธิในฐานะเจ้าของเรียกค่าเสียหายสำหรับความเสียหายดังกล่าวได้จำเลยจึงไม่มีอำนาจฟ้อง

 

พวกเรารู้จักฟ้องแย้งหรือไม่ครับ รู้จักดับเบิ้ลฟ้องแย้งหรือไม่ครับ ทริปเปิ้ลฟ้องแย้งมีไม๊ครับ

            มีกฎหมายให้สิทธิ หรือบังคับไม๊ครับว่าฟ้องแย้งมีได้รับเดียว ในทางปฏิบัติทำไม่ได้ ในทางปฏิบัติเราจึงให้มีคู่เดียว ถ้าฟ้องแย้งแล้วมีฟ้องใหม่เราก็เอาไปรวมพิจารณาตามมาตรา 28 ถึงทำศาลก็ให้ฟ้องเป็นคดีใหม่ แล้วคืนค่าธรรมเนียมไป

            ฟ้องแย้งในมาตรา 177 เป็นคำฟ้องและเขียนมาในคำให้การ ไม่ต้องไปเขียนเป็นคำฟ้องใหม่ ในแบบพิมพ์ของศาลตามมาตรา 47 คือเบอร์ 4 มีหน้าฟ้อง กลางฟ้อง ท้ายฟ้อง กลางฟ้องคือ 40 ก.

            พอคำให้การมาตรา 177 บอกในคำให้การนั้นจะฟ้องแย้งมาก็ได้ ฟ้องแย้งเป็นคำฟ้อง ก็ตาม 1 (3 ) เป้นคำคู่ความตาม 1 (5 ) และต้องอยู่ในบังคับ 55 คือถูกโต้แย้งสิทธิ มีเงื่อนไขไม่ได้ แย้งโจทก์เท่านั้น นี่คือหลักฟ้องแย้ง

            ศาลสั่งก็จะรับเป็นคำให้การ แล้วจะสั่งรับฟ้องแย้งหรือไม่ ถ้าไม่รับก็เข้า 227 228 ไม่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาตาม 226

            719/2544

            ถ้าหากจำเลยให้การต่อสู้คดีไปแล้ว แล้วค่าสินไหมทดแทนที่ต้องชำระ ปรากฏได้ความว่า จำเลยต่อสู้คดีว่าเป็นเจ้าของ พอฟ้องแย้งไปได้ความว่าไม่เป็นเจ้าของ ในส่วนของฟ้องแย้งเราต้องพิจารณาด้วยมาตรา 55 ว่าเป็นฟ้องแย้งหรือไม่ เมื่อเป็นฟ้องแย้ง เมื่อเป็นฟ้องแย้งสิ่งแรกที่นักศึกษาต้องพิจารณาคือว่า เป็นการโต้แย้งสิทธิหรือไม่ คำให้การเขียนๆว่าเป็นเจ้าของแต่ฟ้องแย้งว่าให้เป็นเจ้าของ ฎ. 719/2544

          จำเลยฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ใช้ค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายที่ต้องซ่อมรถยนต์คันที่จำเลยขับชนกับรถยนต์โจทก์รวมทั้งที่รถยนต์คันดังกล่าวต้องเสื่อมราคาและไม่สามารถใช้งานได้ในระหว่างที่ซ่อม ในฐานะที่จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 แต่ปรากฏว่ารถยนต์เป็นของบิดาจำเลยมิใช่ของจำเลย จำเลยจึงไม่อาจใช้สิทธิในฐานะเจ้าของเรียกค่าเสียหายสำหรับความเสียหายดังกล่าวได้จำเลยจึงไม่มีอำนาจฟ้อง

 

            ต่อไปอีกกลุ่มหนึ่ง มีฏีกาเก่าแต่ยังเป็นบรรทัดฐานได้จนถึงปัจจุบัน คำพิพากษาพวกเราว่าฟ้องให้เพิกถอนได้หรือไม่ ศาลนี่ตัดสินไม่ถูกใจเลย เรื่องนี้ปัจจุบันมี 57 ( 1 ) ตอนท้าย มีร้องสอดในชั้นบังคับคดี หมายความว่า ศาลตัดสินปุ๊บ ไอ้เบือกโผล่มาเลยใช่ไหมว่า ผมเจ้าของบ้าน ตัดสินใหม่ๆ ว่าไง ๆ ศาลเดียวกันจะยกเลิกคำพิพากษาตนเองได้หรือไม่

            การเปลี่ยนแปลงปรับหรือยกเสีย ต้องเป็นอำนาจของศาลที่สูงกว่านะครับ

            จากแนวคิดก็ตั้งเป็นกระทู้ว่า คำพิพากษาใครก็ได้ที่ถูกกระทบในสังคม ฟ้องยกเลิกได้หรือไม่ จำไว้ว่าคำพิพากษานั้นจะมาฟ้องเพิกถอนไม่ได้ แต่คำพิพากษานั้นอาจถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไขปรับหรือยกเสียโดยศาลที่สูงกว่า

            คำพิพากษามีทางเดินมาสองทาง คือ ระหว่างเดินทางของคดีอาจประนีประนอมยอมความตาม 138  ก็มีคำพิพากษาตามนัย 131 ( 2 ) ซึ่งเปลี่ยนแปลงไมได้ แล้วตัวสัญญาประนีประนอมยอมความแก้ไขได้หรือไม่ แต่ฟ้องให้คำพิพากษานั้น ไม่ผูกพันเราได้หรือไม่ ฟังดูเหมือนศรีธนนชัย มันเกิดเหตุอย่างหนึ่ง ในศาลฏีกา นี่แหละครับประกาศวันหยุดไปมาเนี่ยแหละครับ มีการยื่นฏีกามา ศาลฏีกาคงเข้าใจว่าเป็นวันหยุดราชการ และก็เลยเวลาฏีกามาแล้ว ศาลฏีกาก็ออกฏีกาไปว่าล่วงเลยเวลาแล้วไม่รับฏีกา ที่ศาลชั้นต้นไม่รับฏีกาชอบแล้ว พักเดียวผู้ฏีกาก็ส่งปฏิทินมา ว่าวันนั้นทำงาน ก็ใช้มาตรา 27 ให้เพิกถอนการอ่าน ก็แปลว่าเหมือนกับไม่ได้อ่านคือจบ นี่คือการตีความทุกอย่างให้เป็นธรรม อย่างนี้ถ้าสมมุติว่าเราเคร่งครัดว่าอ่านแล้วต้องผูกพันคุ่ความแล้วหนี้เขาพันล้านหล่ะ เค้าไม่ได้ทำผิด

            ฎ.256/2504  ทายาทคนหนึ่งรีบชิงไปประนีประนอมยอมความ ทายาทอีกคนหนึ่งรีบ มาฟ้องเลยว่าคำพิพากษาตามยอมไม่ผูกพันเขา อย่างนี้มีอำนาจฟ้องได้ ไม่ใช่เพิกถอนคำพิพากษาตามยอม แต่ฟ้องว่าคำพิพากษาตามยอมไม่ผูกพันเขา

            *** 3319/2542  

          ฟ้องแย้งของจำเลยสืบเนื่องมาจากการที่โจทก์ใช้สิทธิ ตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ในเรื่อง วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวมีข้อกำหนด ให้ผู้ขอใช้วิธีการชั่วคราวซึ่งใช้สิทธิโดยมิชอบต้องรับผิดชดใช้ ค่าสินไหมทดแทนไว้แล้ว ดังนั้น หากการใช้สิทธิของโจทก์ทั้งสอง เป็นไปโดยมิชอบ ก็ต้องบังคับตามบทบัญญัติของ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ในลักษณะดังกล่าว ฟ้องแย้งของจำเลยกล่าวอ้างว่า โจทก์รู้ว่าทางพิพาทไม่ตกอยู่ ในภารจำยอม แต่ยังฟ้องคดีโดยไม่สุจริต และยื่นคำขอคุ้มครอง ชั่วคราวต่อศาลจนทำให้จำเลยเสียหาย ต้องรื้อรั้วและยอมให้ บุคคลอื่นใช้ทางพิพาท เป็นการกล่าวอ้างว่าเหตุที่ศาลมีคำสั่ง อนุญาตตามคำขอคุ้มครองชั่วคราวของโจทก์เป็นความผิดของโจทก์ซึ่งโจทก์จะต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่จำเลยตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 263(1)แต่ตามบทบัญญัติดังกล่าวโจทก์จะต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เมื่อศาลตัดสินให้โจทก์เป็นฝ่ายแพ้คดี ขณะจำเลยยื่นฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นยังไม่ได้มีคำพิพากษา ทั้งยังไม่แน่นอนว่าศาลชั้นต้น จะตัดสินให้โจทก์เป็นฝ่ายแพ้คดี สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน ของจำเลยยังไม่เกิด จำเลยยังไม่มีสิทธิฟ้องร้อง จึงไม่อาจรับฟ้องแย้งของจำเลยไว้พิจารณาได้

 

ก็คืออำนาจฟ้องที่ไปกระทบกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในชั้นขอคุ้มครองชั่วคราว

            มีประเด็นที่น่าสนใจคือถ้าโจทก์ไปแกล้งคุ้มครองเขา จำเลยที่ถูกแกล้งจะให้การแล้วฟ้องแย้งได้หรือไม่

            ฟังให้ดีนะครับตรงนี้มันจะสองสามชั้นนะครับ

            ฟ้องแย้งให้จ่ายค่าสินไหมทดแทนอย่างนี้จำเลยมีอำนาจฟ้องหรือไม่ เรื่องนี้ก็ต้องเข้าใจขั้นตอนของกระบวนพิจารณาว่าถึงตรงไหน อันนี้ก็ค่อนข้างยาก ตรงนี้แหละการสอนกฏหมายกระบวนพิจารณาเป็นพูด

            คำให้การไม่มีปัญหา เรื่องนี้ต้องระวังอย่างมากเนื่องจากมีกฎหมายเฉพาะไว้ในมาตรา 263 กรณีที่เรากล่าวอ้างว่าโจทก์แกล้งเรา ให้ทำเมื่อพิพากษาคดีนั้นไปแล้วสามสิบวัน ถ้ามีตัวบทพลิกไปดู ต้องอยู่ภายใต้ 263 ( 1 ) ( 2 ) ไม่ใช่ด่วนมาฟ้องแย้ง สิทธิยังไม่เกิด

            ต้องสังเกตลีลาในการเท้าความ ต้องเลียนแบบการเขียนคำพิพากษา

            ศาลฏีกาไมได้พูดถึง 55 เลยนะครับ โฟกัสไปที่ 263 สิทธิมันยังไม่เกิดไม่ใช่ไม่ถูกโต้แย้งสิทธินะครับ

            คราวนี้อีกสักเรื่องหนึ่งนะครับ เวลาไม่เคยคอยใครนะครับ การพลัดพรากจากสิ่งที่รักนั้นเป็นทุกข์

            อีกกลุ่มหนึ่ง คือการตั้งผู้จัดการมรดกนะครับ เราได้หลักอย่างนี้ครับว่าคนที่จะเป็นผู้จัดการมรดกเป็นทายาท เป็นผู้มีส่วนได้เสีย แล้วเกิดปัญหาถามกันมาว่าแล้วเจ้าหนี้จะเป็นผู้จัดการมรดกของลูกหนี้ได้หรือไม่ คำตอบคือได้

            ฎ.1695/2531

          กองมรดกซึ่งไม่มีทายาทนั้น แม้มรดกจะตกทอดแก่แผ่นดินแผ่นดิน ก็มิใช่ทายาท เจ้าหนี้ไม่อาจบังคับชำระหนี้จนกว่าจะได้ตั้งผู้จัดการมรดกขึ้น และหากไม่มีผู้จัดการมรดกอยู่ตราบใด เจ้าหนี้ก็ไม่มีทางได้รับชำระหนี้ได้เลย การที่เจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้จากกองมรดกขึ้นอยู่กับการที่กองมรดกมีผู้จัดการมรดก ในกรณีเช่นนี้ จึงต้องถือว่าเจ้าหนี้เป็นผู้มีส่วนได้เสียและมีสิทธิร้องต่อศาลขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713

            ฎ. 5008/2545

          เจ้าหนี้กองมรดกที่จะเป็นผู้มีส่วนได้เสียและมีสิทธิร้องต่อศาลขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 นั้น ต้องเป็นกรณีที่กองมรดกไม่มีทายาทและผู้จัดการมรดก เพราะหากไม่มีทายาทหรือผู้จัดการมรดกอยู่ตราบใดเจ้าหนี้ก็ไม่มีทางได้รับชำระหนี้เลย แต่เมื่อกองมรดกมีทายาทร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกแล้วก็มีตัวทายาทที่จะต้องรับผิดชำระหนี้จากกองมรดกให้แก่เจ้าหนี้ได้ ฉะนั้น เมื่อผู้ร้องซึ่งเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายได้ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแล้ว จึงมีผู้รับผิดชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ก่อนการแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาท ไม่กระทบถึงส่วนได้เสียของผู้คัดค้านซึ่งเป็นเจ้าหนี้กองมรดกแต่อย่างใด ผู้คัดค้านจึงมิใช่เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ไม่มีสิทธิคัดค้านและขอให้ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้

 

 เราไม่เถียงว่าเจ้าหนี้เป็นได้ แต่ไม่ใช่ว่าจะเป็นได้ทุกเงื่อนไข ศาลฏีกาใช้คำว่าและ คือถ้า มีทายาท หรือ ผู้จัดการมรดก ก็ เจ้าหนี้เป็นผู้จัดการมรดกไม่ได้นะครับ

            ไม่กระทบถึงส่วนได้เสียของผู้คัดค้านซึ่งเป็นเจ้าหนี้กองมรดกแต่อย่างใด เพราะฉะนั้น ถ้านักศึกษาต้องตอบเรื่องพวกนี้ว่าเจ้าหนี้เป็นผู้จัดการมรดกได้หรือไม่

             คราวหน้า เราจะขึ้นเรื่องเขตอำนาจศาล นะครับ

สรุปคำบรรยาย  สัปดาห์ที่ 4 ชั่วโมงที่ 3 เสาร์ 19/12/52

            สวัสดีครับ วันนี้ท่านอ่านหนังสือแล้วหรือยัง อ่านนะครับ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ท่านจะทรงถามคนใกล้ชิดท่าน เสมอ  อาจารย์ก็ขออนุญาต นำสิ่งที่ท่านทำมาถามมาถามต่อ ทางแห่งความสำเร็จจะประดับด้วย อ่านหนังสือลำบากเหลือเกิน มันลำบากตรงที่เราต้องชนะใจให้ได้  วิริเยนะ ทุขมเจติ คนล่วงทุกข์ได้ด้วยความเพียรนะครับ สมัยก่อน คนกลัวหลับยาวก็เอามะพร้าวมาหนุนหัว เริ่มอ่านสักหลังข่าว สักห้าทุ่มก็นอนนะครับ ก็มาจบลงตรงสูตรที่ว่า เข้าใจ จำได้ เอาไปใช้ให้เป็น การจำนั้นอย่าไปจำอย่างนกแก้วนกขุนทอง

            มาต่อเรื่องสำคัญในวันนี้ก็คือเรื่องเขตอำนาจศาลเมื่อเรารู้ว่าเรามีอำนาจฟ้องแล้ว เมื่อรู้ว่ามีสิทธิที่จะไปใช้สิทธิทางศาลแล้ว ข้อต่อไปมีเรื่องสำคัญคือศาลที่เราจะไปฟ้องนั้นคือศาลไหนถ้าฟ้องผิดศาลเกิดอะไรขึ้น ก็ตัวบทมาตรา 18 วรรคสามครับ คือไม่รับหรือคืนไป คราวนี้ก่อนเข้าสู่รายละเอียดต้องเข้าใจโครงสร้างศาลในไทย เด๋วนี้มีศาลคู่ขนาน หลายศาล ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลทหารเป็นต้น ส่วนเขตอำนาจศาลที่เราจะพูดกันคือศาลยุติธรรม ทั้งหมดเราจะเอาคดีไปศาลใด ตรงนี้เป็นเรื่องใหญ่ มีทนายหลายท่านศาลไม่รับฟ้อง เพราะไม่เข้าใจ ตัวความถาม ก็ตอบไม่ได้ ฟ้องผิดศาลนี้เสียฟอร์มนะครับ มีอยู่เรื่องหนึ่งตอนนั้นอาจารย์ลงจากศาลฏีกา ฟ้องว่าเบิกความเท็จที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้เมื่อปี 39 ฟ้องคดีอาญาที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ก็นัดไต่สวนมูลฟ้อง ระหว่างรอวันนัด อาจารย์ก็ไปเป็นผู้พิพากษาอาวุโส พออาจารย์พลิกปั๊บก็เชิญท่านเลขาว่าทำไมไปรับฟ้องมา ก็ตกใจ ว่าผิดอย่างไรเหรอ ก็ให้ไปดู พรบ.จัดตั้งศาล สมัยก่อน ให้ใช้ศาลที่สนามหลวงไปพลางก่อน เมื่อการเบิกความเท็จกระทำในพระนคร ต้องไปฟ้องศาลอาญา ( รัชดา ) ถ้าพิจารณาไปเรื่อย ก็เสียฟอร์มนะครับ เหล่านี้เป็นเรื่องที่นักกฎหมายจะนำคดีขึ้นสู่ศาลต้องประณีตไม่แน่ใจเปิดตำราก็ไม่ผิดครับ

            ในศาลยุติธรรมแบ่งเป็นสองส่วน หนึ่งคือ ตุลาการ คณะกรรมการที่ดูแลคือ กต

ส่วนบริหารคือ กกส ที่ไหนทุรกัรดารควรเปิดศาลเพิ่ม เหล่านี้เป็นเรื่องนโยบายทางการบริหาร เมื่อเปิดศาลก็ควรวางกรอบอัตรากำลังไม่ให้หนักเกินไปหรือเบาเกินไป เมื่อเป็นอย่างนี้คดีของศาลใดจะให้ศาลอื่นกระทำไม่ได้ แม้กระทั่งส่งประเด็นไปสืบยังไม่ให้ผู้พิพากษาตามไปเลย  เมื่อเราแบ่งอัตรากำลังเอย อะไรเอย กฎหมายก็กลัวว่าคนปฏิบัติจะเผลอ ก็เขียนกฎหมายดักไว้ทุกฉบับเลย ฉบับที่หนึ่งก็ดู วิแพ่ง มาตรา 15 ไม่ให้ศาลใช้อำนาจนอกเขตศาล แล้วก็ยกทั้งหมดไปมาตรา สอง พลิกไปมาตรา 170

            หลายคนตัวบทเริ่มบวมแล้วใช้ได้นะครับ

            มาตรา 170 ห้ามมิให้ ..... นอกจากศาลชั้นต้น ขีดเส้นใต้เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติ นี้ ให้ดู พรบ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2542 ไม่ต้องผ่านศาลชั้นต้น นี่คือมาตรา 170 เปิดคดีครั้งแรก ต้องทำที่ศาลชั้นต้น ต่อไปพลิก 172 วรรคหนึ่ง บอกว่าภายใต้บทบัญญัติมาตรา 57 เห็นภายใต้บังคับ ให้ใส่คำว่า เว้นแต่ ยกเว้น ไปแทนที่เลย ร้องสอดเวลาเปิดคดีโดยคำร้องขอ ( มาตรา 1 ( 3 )  ) ถ้าไม่ใช่เรื่องร้องสอดก็ให้โจทก์เสนอข้อหาโดยทำเป็นหนังสือยื่นต่อศาลชั้นต้น อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ต้องชี้ให้เห็นว่าเมื่อเปิดคดีครั้งแรกก็ที่ศาลชั้นต้น เท่านี้ยังไม่พอนะครับ เราก็พลิกกลับไป มาตรา 1 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มีผลบังคับใช้ 19 กันยายน 2543 ของใครไม่ใช่วันนี้ก็แก้ไขซะ

            บอกว่าศาลมีสามชั้น เว้นแต่กฎหมายบัญญัติชัดแจ้งเป็นอย่างอื่น เช่น คดีแรงงาน คดีทรัพย์สินทางปัญญา นี่คือกฎหมายบัญญัติเป้นอย่างอื่น หรือคดีอุ้มบุญก็เหมือนกัน เหล่านี้ถ้าพวกเราว่างๆต้องจัดให้เป็นหมวดหมู่เลยนะครับ

            เท่านี้ยังไม่พอนะครับ พระธรรมนูญศาลมาตรา 15 กฎหมายบังคับเลยว่าห้ามเลย ห้ามยุ่ง เว้นแต่โอนมาตรา วิแพ่ง มาตรา 6 8 9 28 โอนตามวิอาญา 25 26 โอนตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคสาม วรรคสี่ มาตรา 21 วรรคสอง อันนี้สำคัญนะครับนักศึกษากลับบ้านก็ไม่ต้องไปทำเองกฎหมายเมื่อเราจัดหมู่แล้ว สะดวก แล้วเวลาเราไปตอบข้อสอบก็สบายครับ

            ถ้าทำไม่ได้ ก็สอบใหม่ ไม่ต้องกลัวครับเนฯ ไม่หนี้ไปไหนครับ ยังอยู่ที่บางระมาด พวกเราเคยฟังหรือไม่ครับ อาจารย์ประพันธ์ร่วมกับศิลปินแห่งชาตินะครับ

            ต่อไปนะครับ นอกจากมาตรา 15 ทั้งหมดนี้ก็เป็นบทบัญญัติที่บอกแก่เราว่าเขตอำนาจศาลสำคัญ ทีนี้นักศึกษาก็ต้องเข้าใจคำสองคำระหว่างคำว่าเขตอำนาจศาลกับเขตศาล

            เขตอำนาจศาลคือศาลนั้นไปมีอำนาจพิจารณาไปถึงเพียงใด

            ส่วนเขตศาลคือสภาพทางภูมิศาสตร์ เพราะฉะนั้นในเรื่องเกี่ยวกับเขตอำนาจศาลเราจึงได้ข้อสรุปว่าเขตอำนาจศาลนั้นกว้างกว่าเขตศาลเสมอ

            เขตอำนาจศาลส่วนใหญ่จะเกิดจากการเผชิญสืบหรือการส่งประเด็นไปสืบ

            เมื่อเข้าใจอย่างนี้เราจะมาดูเรื่องเขตศาลสรุปกฏหมายที่นักศึกษาต้องดู วิแพ่ง มาตรา 3 – 10 170 วรรคหนึ่ง 172 วรรคหนึ่ง มาตรา 15 แล้วก็ดูพระธรรมนูญศาลประกอบ มาตรา 15 – 23 แล้วจากนั้นเมื่อดูประกอบพร้อมกันหมดเรียบร้อยก็ปักหลักมาตรา 2 เลยครับ เป็นบทบัญญัติในเรื่องเขตอำนาจศาลพวกเราดูตัวบทตามไปแล้วบันทึกเลขฏีกาเพิ่มครับ

            ทุกครั้งที่ดูกฎหมาย ให้สังเกต หลักคือห้ามยกเว้นคือให้ ห้ามไม่ให้เสนอคำฟ้องต่อศาลใดเว้นแต่เมื่อพิจารณาถึงสภาพแห่งคำฟ้อง หมายถึงลักษณะคดีที่ขอบังคับ ลักษณะคดีอะไรหล่ะครับ คดีมีข้อพิพาทหรือคดีไม่มีข้อพิพาท ดูจากคำฟ้องบอกได้ กฏหมายบัญญัติต่อไปว่าเมื่อปรากฏว่าเมื่อพิจารณาจากสภาพคำฟ้องหรือชั้นของศาล พลิกกฎหมายดูทันทีว่าเรื่องที่เราจะไปสู่ศาลนั้น ต้องถามว่าแล้วผ่านปปชหรือยัง นี่คือชั้นของศาล จากสภาพคำฟ้องและชั้นของศาลนั้นบอกเลยว่าศาลนั้นมีอำนาจตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมหรือไม่ พวกเราจะต้องชำเลืองถึงพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 15 -23 ชุดหนึ่งอีกชุดคือมาตรา 24 ที่ผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจ และ 25 ที่ผู้พิพากษาคนเดียว เป็นองค์คณะ นี่คือกลุ่มของมาตรา ที่เราต้องดูทันทีว่าเป็นศาลจังหวัดหรือศาลแขวง ศาลอาญา ศาลอาญาธน หรือศาลอาญากรุงเทพใต้อีกอย่างหนึ่งคือเกี่ยวกับศาลชำนัญพิเศษหรือไม่ ถ้าเป็นศาลชั้นต้นของเขาคืออะไร ต่อไปอีกเป็นคดีปกครองหรือไม่ ล่าสุดเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่ ดูพระราชบัญญัติคดีผู้บริโภค มีอำนาจให้ผู้ประกอบธุรกิจฟ้องผู้บริโภคได้ เป็นฉบับเดียวเลยครับ ต่อไปจะลดคดี แต่ในทางกลับกัน มาตรา 17 กลับไปใช้วิแพ่งเหมือนเดิมแล้วเด๋วจะว่าต่อไปนักศึกษาต้องนำมาตราเหล่านี้มาไว้ใกล้ๆกัน

            ดู พระธรรมนูญศาลมาตรา 16 วรรคสี่เป็นมาตราที่บัญญัติเปลี่ยนหลักไปจากฉบับเดิมซึ่งอยู่ในมาตรา 14 ศาลอื่นไม่เป็นไร ศาลดุลพินิจก็ยังอยู่ ตัวบทใช้คำว่าอาจใช้ดุลพินิจ

            ฎ.6287/2538

          ามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 14(5) บัญญัติว่าบรรดาคดีที่เกิดขึ้นนอกเขตศาลแพ่งนั้น จะยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งก็ได้ทั้งนี้ให้อยู่ในดุลพินิจของศาลแพ่งที่จะไม่ยอมรับพิจารณาพิพากษาคดีใดคดีหนึ่งที่ยื่นฟ้องเช่นนั้นได้คดีนี้ศาลแพ่งรับฟ้องและดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์จำเลยจนเสร็จแสดงให้เห็นว่า ศาลแพ่งใช้ดุลพินิจยอมรับพิจารณาพิพากษาคดีนี้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา 14(5) แล้ว ศาลแพ่งจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษา

 

            ถ้าสืบพยานเสร็จแล้วถือว่าใช้ดุลพินิจแล้ว

            ตรงโอนคดีใส่ ฎ. 7368/2548 จำหน่ายคดีไม่ได้ต้องโอนคดีเท่านั้น นี่คือฏีกามาตรฐานที่คุมคำในตัวบทต้องแม่นและ อัตโตเมติกเลยนะครับ

            โอนกับจำหน่ายผลต่างกันนะครับ คราวนี้มาตรา 16 วรรคสี่เป็นบทบัญญัติที่เขียนตรงไปตรงมานะครับ คือฟ้องในศาลจังหวัด ตัวบทใช้คำว่า และ สองครั้งเลยนะครับ

            ตัวบทบอกโอนคดีไปยังศาลที่มีเขตอำนาจ เห็นคำว่าโอนอีกแล้วนะครับ เป็นนักเลงฏีกาด้วยนะครับ จะสอบเนฯได้ ต้องเป็นนักเลงฏีกา พวกเราดู 16 วรรคสี่ คือยื่นฟ้องที่ศาลจังหวัดให้โอนมีฏีกาห้าฉบับเดินตามกันเป๊ะ

5001/2545 – ค้นไม่พบ

204/2546

          การที่โจทก์จะนำคดีขึ้นสู่ศาลใดนั้น มิได้พิจารณาว่าคดีนั้นผู้พิพากษาคนเดียวหรือสองคนเป็นผู้มีอำนาจพิจารณาพิพากษา แต่ต้องพิจารณาว่าคดีนั้นอยู่ในเขตอำนาจของศาลใดเป็นสำคัญ เมื่อคดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลใดแล้ว อีกศาลหนึ่งไม่มีอำนาจรับคดีเรื่องนั้นไว้พิจารณาพิพากษา เว้นแต่จะมีบทกฎหมายบัญญัติให้อำนาจที่จะรับไว้พิจารณาพิพากษาได้ คดีนี้แม้ศาลจังหวัดราชบุรีได้รับฟ้องโจทก์ไว้และมีการพิจารณาแล้วก็ตาม แต่เมื่อปรากฏในภายหลังว่าเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลแขวงราชบุรีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25(4) ไม่ใช่คดีที่อยู่ในอำนาจของศาลจังหวัดราชบุรี ศาลจังหวัดราชบุรีย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 18 ทั้งไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดให้อำนาจศาลจังหวัดราชบุรีที่จะใช้ดุลพินิจรับคดีไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปได้ ดังนั้น การที่ศาลจังหวัดราชบุรีมีคำสั่งให้โอนคดีนี้ไปยังศาลแขวงราชบุรีซึ่งเป็นศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาจึงชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคท้าย แล้ว

1566/2547 – ค้นไม่พบ

1655/2548 – ค้นไม่พบ

1965/2551 – ค้นไม่พบ

            จำไว้ชั่วนิจนิรันดร เริ่มจาก ฏีกาแรก เหตุเกิดที่ อำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรีเรื่องนี้เป้นการสร้างโรงเรือนรุกล้ำ โจทก์ก็ฟ้องศาลจังหวัดราชบุรี ฟ้องว่าละเมิดให้รื้อโรงเรือน ฟ้องศาลแขวงไม่ได้ นะครับ เพราะเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ ต้องฟ้องศาลจังหวัดเท่านั้น ฉะนั้น เมื่อเถียงกันว่าโรงเรือนรุกล้ำไปสิบสองตารางวา จำเลยมาให้การว่าไม่ได้รุกล้ำสร้างในที่ดินของจำเลย ศาลจังหวัดราชบุรีนัดพร้อมเลยครับว่า สิบสองตารางวาคิดเป็นเงินเท่าไหร่ คู่ความบอกตรงกันเลยว่า สองแสนบาท ศาลจังหวัดราชบุรีหยิบรายงานกระบวนพิจารณามาวางเลย ว่า ให้โอนคดี ไปยังศาลแขวงราชบุรี โจทก์ก็ งง ๆ ก็ขออุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฏีกา ศาลฏีกาก็บอกถูกแล้ว เมื่อคดีมีทุนทรัพย์ไม่เกินสามแสนก็ต้องไปศาลแขวงสิถูกแล้ว

            โจทก์คงข้องใจ ก็อยากรองลองอีกในปีถัดมา ย้ายไปที่อำเภอบ้านโปร่ง ที่มีการต่อตัวถังที่ดังที่สุด เหมือนเรือที่ดังต้องไปต่อที่คลองบางหลวง ไม่ใช่คนงามนะครับนั่น ต้องที่ลำปางหนาครับ

            จำเลยยื่นคำให้การว่าไม่ได้ออกโฉนดทับ ศาลก็นัดพร้อม ว่า สามหมื่น

            โจทก์ก็ยังข้องใจอีก ว่าทำไมเตะออก ข้ออุทธรณ์ตามมาตรา 223 ทวิ ศาลฏีกาก็ยืนว่าต้องโอนคดีตามมาตรา 16 วรรคสี่

            พอรุ่งขึ้นปี 47 ย้ายไปสุพรรณเรื่องครอบครองปรปักษ์ โจทก์ขอให้ศาลพิพากษาว่าได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ตาม 1382 ซึ่งเปิดได้สองอย่างคือ อย่างคดีมีข้อพิพาทหรือไม่ก็ได้  เพื่อหมดปัญหาก็เปิดคดีอย่างคดีมีข้อพิพาทไปเลย จำเลยให้การว่าไม่ได้มีการครอบครองปรปักษ์ ศาลจังหวัดนัดพร้อม เห็นว่ามีราคาเพียงแสนห้า ศาลแขวงสุพรรณไม่เห็นด้วย ไม่รับโอน เพราะคดีไม่อยู่ในอำนาจศาลแขวงจังหวัดสุพรรณ เดือดร้อนโจทก์เลยนะครับ โจทก์ก็อุทธรณ์ไปตามเรื่องตาม 223 ทวิ ศาลฏีกาบอกโอนถูกแล้วก็ทุนทรัพย์ไม่เกินสามแสน แน่นอน ศาลแขวงก็ต้องรับโอน

            ปีรุ่งขึ้นเกิดที่อำเภอบางปลาม้า ที่สารี่อร่อย ครอบครองปรปักษ์ เหมือนกันเดะ แต่คดีนี้ดูทีเด็ดศาลแขวงเรื่องใหม่สั่งชัดเลยว่าให้โอนคดีกลับไปดังเดิม ศาลฏีกาบอกว่า ศาลแขวงต้องรับโอน

            ก็เงียบไปหลายปี พอปี 51 กลับมาใหม่ครับ โจทก็ฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากที่ดินของโจทก์ ฟ้องขับไล่ไม่มีทุนทรัพย์ ฟ้องศาลแขงงไม่ได้นะครับ ใครตอบผิดควรให้คะแนนติดลบและถ้าตอบว่าฟ้องได้ ห้ามบอกว่าเรียนกับอาจารย์เด็ดขาด

            ดูทีเด็ดจำเลยว่าอยู่ในที่ดินนี่ไม่เกี่ยวกับโจทก์เลยนะ อาศัยคุณเบื้องอยู่ต่างหาก ศาลจังหวัดลพบุรีนัดพร้อม  เบือกบอกราคาที่ดินสองแสนสองหมื่น

            เราก็จดไปว่า ร้องสอดทำให้โอนคดีได้ ทั้งหมดนี้คือบัญทัดฐานมาตรา 16 พระธรรมนูญศาล อาจารย์จะถามพวกเราต่อไป ว่าเห็นด้วยหรือไม่เวลาจะเรียนกับอาจารย์ ต้องเป็นนักคิดนะครับ ไม่ใช่นักจำนะครับ เวลาตอบต้องบอกว่าด้วยความเคารพและอย่าไปเหน็บแนมแกมประชดนะครับ ว่ากันไปตามเนื้อผ้านะครับ เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยต้องวางอยู่ในรากฐานว่าเราเข้าใจ 16 วรรคสี่หรือไม่

ตรงโอนเราใส่ ให้โอนคดี 4094/2549

การที่โจทก์จะนำคดีขึ้นสู่ศาลใดนั้นจะต้องพิจารณาว่าคดีนั้นอยู่ในเขตอำนาจของศาลใดเป็นสำคัญ เมื่อคดีอยู่ในอำนาจของศาลใดแล้ว อีกศาลหนึ่งไม่มีอำนาจรับคดีเรื่องนั้นไว้พิจารณาพิพากษา เว้นแต่จะมีบทกฎหมายบัญญัติให้ศาลมีอำนาจที่จะรับคดีนั้นไว้พิจารณาพิพากษาได้ ซึ่งคดีเรื่องนี้แม้ศาลจังหวัดพิษณุโลกได้รับฟ้องโจทก์ไว้และมีการพิจารณาสืบพยานโจทก์จนเสร็จและอยู่ระหว่างนัดสืบพยานจำเลยดังที่โจทก์อุทธรณ์ก็ตาม แต่เมื่อปรากฏภายหลังว่าเป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงพิษณุโลกตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) ไม่ใช่คดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลจังหวัดพิษณุโลกเสียแล้ว ศาลจังหวัดพิษณุโลกย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเรื่องนี้ได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 18 ทั้งไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดให้อำนาจศาลจังหวัดพิษณุโลกที่จะใช้ดุลพินิจรับคดีนี้ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปได้ด้วย ดังนั้น การที่ศาลจังหวัดพิษณุโลกมีคำสั่งให้โอนคดีเรื่องนี้ไปยังศาลแขวงพิษณุโลกซึ่งเป็นศาลที่เขตอำนาจพิพากษาคดีได้นั้นเป็นการชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคท้าย

 

จะเสริม ให้เข้มข้นว่าโอนคดีจำหน่ายไม่ได้และแม้จะสืบพยานโจทก์เสร็จแล้วก็ห้ามโอน ถูกต้องนะครับ รู้เมื่อไหร่ โอนเมื่อนั้น จะกลับไปอย่างดุลพินิจไม่ได้ เพราะกฏหมายไม่เปิดช่องให้อาจใช้ดุลพินิจแต่ 16 วรรคสาม สามารถใช้ดุลพินิจได้ครับ ดูความเข้มข้นของกฎหมายครับ 16 วรรคสี่เป็นบทบัญญัติบังคับศาลเลยนะครับ

เราก็กลับมาดูว่าเอาคดีที่อยู่ในอำนาจศาลแขวงไปฟ้องศาลจังหวัด คุณทำอะไรไม่ได้ ต้องโอนลูกเดียวและต้องใช้ดับเบิ้ลและเลย และหมายความว่าถ้าเราคดีเงินกู้ไปฟ้องศาลจังหวัดฟ้องปุ๊บ ก็สั่งพรุ่งนี้เลย แต่ห้าเรื่องนี้โจทก์เค้าฟ้องผิดเรื่องหรือไม่ครับ ก็ไม่ผิด ไปฟ้องศาลแขวงดูสิ ไม่รับชัวร์ ก็แปลว่าเขตอำนาจศาลแปรผันไปตามคำให้การจำเลยหรือครับ ( ตอบไว้ก่อนเลยว่าไม่ใช่ )

( ลองดูเหตุผลจากเหตุการณ์เหล่านี้นะครับ ) ฟ้องแล้วในศาลจังหวัด ทุนทรัพย์ถึงสามแสน ไปดูหน้าผู้พิพากษาไม่ถูกใจ ก็ไปขอแก้ไขลดทุนทรัพย์ มันจะกลายเป็นเล่นสำนวนกันนะครับ แปลเช่นนี้ไม่ได้ ต้องมีหลัก แต่เราต้องเดินตามฏีกาไปก่อน อาจารย์ก็เขียนบันทึกในคู่มือตุลาการว่าไม่ควรทำเช่นนั้น นี่คือ 173 ( 3 ) ไงครับ

นี่คือเรื่องที่หนึ่ง

คราวนี้ดูมาตรา 2 ( 2 ) ต่อไปเลยครับ นักศึกษาต้องชำเลืองตอนท้ายของวงเล็บหนึ่งนะครับ และเมื่อพิจารณาคำฟ้อง เราไม่ต้องไปเติมนะครับ คือตัวคำฟ้องแล้วนะครับ ปรากฏว่าคดีอยู่ในเขตศาลนั้น ตามบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยศาลที่จะรับฟ้อง ขีดเส้นใต้บอกว่า ดู ป วิ พ มาตรา 3 10

และจบลงด้วยบรรทัดสุดท้ายและบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่กำหนดเขตศาลนี้คือ พรบ จัดตั้งศาลนั้นๆ เอาหล่ะครับในการที่นำคดีหนึ่งเรื่องไปสู่ศาลยุติธรรมนั้นต้องดูมาตรา 2 ( 1) และ สอง ให้ถ่องแท้ว่าเป็นคดีแพ่งหรือคดีปกครอง ประการที่สอง ศาลที่เราจะไปสู่นั้นมีอำนาจตามพระธรรมนูญศาลหรือไม่ ประการที่สามคดีของเราอยู่ในเขตศาลมาตรา 3 ถึงมาตรา 10 หรือไม่ ประการที่สี่ ต้องไปสู่ศาลชำนัญพิเศษหรือไม่และห้า เป็นคดีเกี่ยวกับผู้บริโภคหรือไม่ เมื่อพิจารณาเช่นนี้เราก็จะรู้ทิศทางว่าเราจะไปสู่ศาลใด เมื่อเรารู้ว่าต้องไปสู่ศาลยุติธรรมคือบทเรียนที่เราจะศึกษาในเทอมนี้ ก็ต้องพลิกมาตรา 3 ทันทีเลยนะครับ ถ้านักศึกษาจำที่อาจารย์บรรยายได้หมดเรื่องเขตอำนาจศาลก็จะไม่ยากสำหรับเรานะครับ ในอินเตอร์เน็ตก็ปริ๊นที่เกี่ยวกับราชกิจจานุเบกษานะครับแล้วก็ไปเย็บเล่มไว้แล้วก็จัดอยู่ในกรุ๊บของเขตอำนาจศาลนะครับ อาจารย์ก็จะมีกรุ๊ปไว้ แต่มันยากตรงที่ว่าเริ่มต้นเมื่อไหร่ดี เริ่มจากคืนนี้เลยครับมือหนึ่งกอดใครก็ได้ แต่อีกมือหนึ่งต้องกอดตัวบทนะครับ ทำทุกวันนะครับ ตอนอาจารย์จะสอบเนฯ ตอนนั้นเป็นอาจารย์ที่ธรรมศาสตร์ได้แล้ว ก็มีผู้ใหญ่บอกท่องตัวบทสิ ใกล้ๆจะสอบอาจารย์ก็เดินรอบสนามหลวงเลยครับ นับต้นมะขามไป พอถึงครึ่งทางก็จบแล้วก็ไป แพ่ง ทำอย่างนี้ทุกวัน อกาลิโก ก็ไม่ต้องเปิดตัวบทแล้วครับ ลองดูครับ อาจารย์ไม่ใช่คนเก่ง แต่อาศัย อกาลิโก เหมือนการออกกำลังกายครับ อุปสรรคคือขี้เกียจนะครับแล้วก็ผัดวันประกันพรุ่ง คนอ้วนต้องลดความอ้วนนะครับ ทำให้โรคแทรกซ้อนได้ง่ายนะครับ

คราวนี้เราก็เริ่มจากมาตรา 3 ถ้าเราจะพูดในภาพรวมคือการอุดช่องว่างในเขตอำนาจศาล ซึ่งบัญญัติไว้ดีมากเลย ไม่อิงตามหลักทั่วไป แต่บัญญัติไว้เป้นพิเศษเลย ประโยคแรกเลยเพื่อประโยชน์ในการเสนอคำฟ้องก็มีประโยชน์สิครับถ้าทำตามนี้

ดู อนุมาตราหนึ่ง มูลคดีเกิดขึ้น มูลคดีคืออะไร เคยเจอฏีกาไหมครับ

มูลคดีนี่ในบทวิเคราะห์ศัพท์ไม่มีแต่ศาลฏีกาได้วิเคราะห์ไว้แล้ว 4896/2543

 คำว่า มูลคดีเกิดขึ้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 4(1) หมายถึงเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันจะทำให้โจทก์เกิดอำนาจฟ้อง คำฟ้องของโจทก์ระบุว่า โจทก์มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลแพ่งกรุงเทพใต้ จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายลดเช็คกับโจทก์ ณ ที่ทำการของโจทก์ โดยจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1เช็คที่จำเลยที่ 1 นำมาขายลดถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินจำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมกันรับผิดชำระเงินตามเช็คพร้อมด้วยดอกเบี้ยตามสัญญาขายลดเช็คและสัญญาค้ำประกัน มิได้ฟ้องแต่เพียงให้ผู้สั่งจ่ายรับผิดชำระเงินตามเช็คเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิที่ทำให้โจทก์เกิดอำนาจฟ้องจึงเกิดขึ้นในเขตศาลแพ่งกรุงเทพใต้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 4(1) โจทก์จึงมีอำนาจเสนอคำฟ้องต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้

จำไว้ชั่วนิจนิรันดรเลยนะครับว่า

มูลคดีคือเหตุแห่งการโต้แย้งสิทธิอันทำให้เกิดอำนาจฟ้อง ท่องไว้เลยนะครับ

ปัญหาว่ามูลคดีเกิดขึ้นที่ไหน ในกรณีที่เกิดขึ้นในเรือไทย หรืออากาศยานไทยนอกราชอาณาจักรมีคำสองคำนะครับ เรือไทย กับอากาศยานไทย เรือไทยต้องจดทะเบียนนะครับ

ต่อไปนะครับถ้ามูลคดีเกิดขึ้นในเรือไทยหรือ อากาศยานไทยที่อยู่นอกราชอาณาจักรกฎหมายฟันธงเลยว่าต้องไปศาลแพ่งเท่านั้นศาลแพ่งใช้ดุลพินิจไม่ได้ ต้องรับคดีเหมือนคดีทั่วไป นี่คือหลักมูลคดีเกิด นานๆจะมีสักทีนะครับ

ต่อไป อนุมาตราสอง เป็นเรื่องที่กรณีที่จำเลยไม่มีภูมิลำเนาในราชอาณาจักร ดู ปพพ มาตรา 37 – 47 เอาเป็นว่าทุกจำเลยนี้มีภูมิลำเนาในราชอาณาจักรกฎหมายให้ทางเลือกสองทาง ถ้าจำเลยเคยมี เช่นเคยเข้ามาอยู่ถนนข้าวสาร กฎหมายเขียนดีนะครับภายในกำหนดสองปี ในวันฟ้อง ตรงนี้เวลาฟ้องคดีต้องบรรยายให้ชัดเจนนะครับ สองปีถ้ายังหาไม่เจอก็มาดูวงเล็บ ข นะครับ ก็ดูการประกอบหรือเคยประกอบกิจการไม่ว่าด้วยตนเองหรือตัวแทนหรือมีบุคคลหนึ่งบุคคลใด ไปไกลเลยนะครับคนติดต่อส่วนมากเป็นชิพปิ้งแล้วกฎหมายเหมารวมเลยนะครับ ยังไม่พอหาไม่เจอใช่ไหนสถานที่อันเป็นถิ่นที่อยู่ของตัวแทนหรือผู้ติดต่อ มาตรานี้ดีมากเป็นการทำให้เห็นถึงอำนาจอธิปไตยทางการศาล มาตราสามเป็นการอุดช่องว่างของเขตอำนาจศาล

ต่อไปคือเรื่องศาลที่ใช้หลักเกณฑ์ภูมิลำเนาจำเลย ตรงนี้ต้องดูกฏหมายให้เข้าใจและอย่าสับสนนะครับจะเริ่มจากมาตรา สี่ เสียก่อน

ในมาตราสี่ แบ่งเป็นสองอนุมาตรา แล้วก่อนจะถึงมีคำว่า เว้นแต่กฎหมายบัญญัติเป็นอย่างอื่น หมายความว่าถ้ามีบัญญัติไว้เป็นพิเศษต้องใช้กฎหมายนั้น ถ้าไม่มีค่อยมาใช้มาตราสี่ ที่ชัดเจนคือพรบ ให้ใช้กฎหมายอิสลาม

คราวนี้แล้วที่กฎหมายบัญญัติเป็นอย่างอื่นในวิแพ่งมีไหม คำฟ้องให้เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาศาลยกเว้นคือ 4 ทวิ 4 ตรี เป็นศาลยกเว้นของ 4 ( 1 )

ก่อนจะพูดเราจัดกฎหมายเสียก่อน

ส่วน 4 ( 2 ) คือ 4 จัตวา 4 เบญจ 4

นี่คือกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ในมาตรา 4 ( 1 ) ไม่ยุ่งยากครับ ตอนพูดถึงฏีกาจะมีกรุ๊ปแปลกๆมาบอกนะครับ ตอนนี้ทำความเข้าใจหลักกฎหมายเสียก่อน

            เมื่อได้หลักแล้วเราก็ดูสายของการเดินทางดู 4 ทวิประกอบเลยครับ คดีเกี่ยวด้วยอสังฯ ตรงนี้ทำวงเล็บว่าหมายถึงคดีฟ้องเรียกเอาอสังฯ โดยเฉพาะเจาะจงเช่นขับไล่ บังคับจำนอง บังคับให้โอนคดีตามสัญญาซื้อขาย เราเรียกคดีพวกนั้นว่าคดีเกี่ยวด้วยสิทธิหรือประโยชน์ที่เกี่ยวด้วยอสังฯ ตรงนี้คือคดีที่เกี่ยวกับทรัพย์สิทธิทั้งมวลเลย ฉะนั้นคดีเหล่านี้คือต้องเสนอต่อศาลมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล

            ต่อไปมาตรา 4 ตรี คือคำฟ้องที่ไม่ใช่ 4 ทวิ ตรงนี้เป็นคำฟ้องที่เกี่ยวด้วยหนี้เหนือบุคคลมาตรานี้ก็แปลกเหมือนกัน มาตรา นี้ดูปวิพ มาตรา 34 ประกอบ คือคำฟ้องนอกจาก 4 ทวิแล้ว เขาบอกว่ามูลคดีไม่เกิดในราชอาณาจักร แต่โจทก์มีสัญชาติไทย

            มาตรา 4 ตรี โดยเฉพาะวรรคสองตรงนี้ยังไม่เคยมีฏีกาตั้งแต่บัญญัติกฎหมายนี้มา

            คนรู้กฎหมายและภาษาก็ได้เปรียบนะครับ

            4 จัตวา 4 เบญจ 4 ฉ นี้คือข้อยกเว้นของ 4 ( 2 ) คือศาลที่ผู้ร้องมีภูมิลำเนา คราวนี้ในมาตรา 4 จัตวาเฉพาะเรื่องของการขอตั้งผู้จัดการมรดกให้ยื่นคำร้องต่อศาลที่เจ้ามรดก มีภูมิลำเนาอยู่ในขณะถึงแก่ความตาย ไม่ใช่สถานที่ตายของเจ้ามรดกนะครับ คราวนี้ในวรรคสองต้องระวังให้ดี ในกรณีที่ไม่มีภูมิลำเนาในราช ( เฉพาะไม่มีในเขตศาลเท่านั้น  ถ้ามีในเขตศาลแล้วไม่ใช่วรรคสอง 1446/2543

            คราวนี้มาตรา 4 เบญจเกี่ยวกับเรื่องนิติบุคคลทั้งหมด  คราวนี้ตัวสุดท้ายหรือคำร้องอื่นๆที่เกี่ยวกับนิติบุคคลนี้คือ ปพพ มาตรา 73 และ มาตรา 75 อันนี้ก็ไม่มีอะไรมาก มาตราสุดท้ายคือ มาตรา 4 ฉ คำร้องขอที่เกี่ยวกับทรัพย์สินในราชอาณาจักร จะต้องจัดการหรือเลิกจัดการทรัพย์สินในราชอาณาจักรโดยมีเงื่อนไขว่าให้เสนอต่อศาลที่ทรัพย์นั้นอยู่ ตรงนี้มีประโยชน์อย่างไรไม่เหมือนกับ 4 ตรี

            และสุดท้ายเกิดมาชาติหนึ่งต้องรู้จักให้คนอื่นเขาบ้าง

 

           


Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages