หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า kankokub ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ ไกรสร บารมีอวยชัย ผู้บรรยาย , ผู้ก่อตั้ง lawsiamgooglegroups และ คุณแบ่งปัน ที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า
เราว่ากันต่อ วันนี้ว่าด้วยการรวมพิจารณาคดีล้มละลาย ในมาตรา 12
มาตรา 12 ถ้ามีคำฟ้องหลายรายให้ลูกหนี้คนเดียวกันล้มละลายก็ดี หรือให้ลูกหนี้ร่วมกันแต่ละคนล้มละลายก็ดีศาลมีอำนาจสั่งให้รวมการพิจารณาได้
จะเห็นได้ว่ากฎหมายล้มละลายบัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้วจะไม่นำคดีวิแพ่งมาใช้ และเป็นอำนาจศาลไม่จำเป็นต้องมีคนร้องเข้ามา กฎหมายให้เป็นอำนาจศาลเลย อย่างไรก็ตามแม้กฎหมายไม่ได้บัญญัติชัดแจ้งไว้แต่ในทางปฏิบัติก็ไม่เป็นการตัดสิทธิคู่ความ ถ้า
1.ลูกหนี้คนเดียวถูกฟ้องคดีล้มละลายหลายเรื่อง เช่น ก. ถูกทั้งนาย 1 และนาย 2 และ นาย 3 ฟ้องคดีล้มละลายทั้งนั้น หรืออาจจะหลายมูลหนี้ก็ได้
2.ลูกหนี้ร่วมกันถูกฟ้องเป็นคดีล้มละลายหลายเรื่อง ลูกหนี้ร่วม คือหนี้ไม่อาจแบ่งแยกได้หรืออาจกำหนดโดยสัญญาเช่นค้ำประกันแล้วระบุรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม
ถ้าเข้าหลักเกณฑ์ปุ๊ปรวมได้เลย
วันที่ศาลจะทำการพิจารณา ศาลจะตรวจคำฟ้องเมื่อศาลรับฟ้องก็จะกำหนดวันนั่งพิจารณา กำหนดแจ้งไม่น้อยกว่า 7 วัน ลูกหนี้เมื่อได้สำเนาคำฟ้องแล้วไม่ได้บัญญัติให้ลูกหนี้ต้องยื่นคำให้การดังนั้นจะยื่นหรือไม่ยื่นก็ได้ ถ้าไม่ยื่นก็ไม่ตกเป็นลุกหนี้ขาดนัดยื่นคำให้การ
ฎ.9597/2523 ( ค้นไม่พบ )
เพราะมาตรา 13 บัญญัติไว้ชัด
มาตรา 13 เมื่อศาลสั่งรับฟ้องคดีล้มละลายไว้แล้ว ให้กำหนดวันนั่งพิจารณาเป็นการด่วน และให้ออกหมายเรียกและส่งสำเนาคำฟ้องไปยังลูกหนี้ให้ทราบก่อนวันนั่งพิจารณาไม่น้อยกว่า 7 วัน
ในทางปฏิบัติเนื่องจากการพิจารณาคดีล้มละลายศาลก็มักนำกระบวนพิจารณาคดีแพ่งโดยอนุโลมหากลูกหนี้จะยื่นคำให้การมาศาลก็จะรับ มีปัญหาว่าถ้าประสงค์ยื่นคำให้การ จะยื่นได้ถึงเมื่อไหร่
( คดีแพ่งนั้นยื่นคำให้การภายใน 15 วันนับแต่วันส่งหมาย(สำเนาคำฟ้อง) ในวิแพ่งนั้นส่วนใหญ่จะนับแต่วันส่งเพราะว่า พิสูจน์ง่ายมีหลักฐานชัด การส่งหมายวิธีธรรมดากับวิธีอื่น ปัจจุบันกฎหมายก็แก้บางส่วนด้วย ) ในคดีล้มละลายนี้ให้พิจารณาเป็นการด่วนการส่งหมายและสำเนาคำฟ้องนั้น ก่อนนั่งพิจารณาไม่น้อยกว่า 7 วัน มีปัญหาขึ้นสู่ศาลฎีกา วินิจฉัยว่าในคดีล้มละลายถ้าลูกหนี้จะยื่นคำให้การ ลุกหนี้ทราบสำเนาคำฟ้องก่อนพิจารณาแล้วไม่น้อยกว่า 7 วัน การที่ลูกหนี้มายื่นหลังจากโจทก์สืบพยานแล้ว ถือว่าล่วงเลยเวลามานานแล้ว
ฎ.597/2523
การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีฟ้องให้ล้มละลายนั้นกฎหมายไม่ได้กำหนดวันยื่นคำให้การเหมือนคดีแพ่งธรรมดา ฉะนั้นจำเลยจะยื่นคำให้การหรือไม่ยื่นก็ได้และหากจำเลยประสงค์จะยื่นคำให้การก็มีโอกาสยื่นได้ถึง 7 วันเป็นอย่างน้อยก่อนวันนั่งพิจารณาแต่คดีนี้ปรากฏว่าจำเลยไม่มาศาลในวันนั่งพิจารณาและไม่ยื่นคำให้การทั้งมิได้ร้องขอเลื่อนหรือแจ้งเหตุขัดข้องที่ไม่มาศาลเสียก่อนลงมือสืบพยานเพิ่งจะมาศาลภายหลังเมื่อโจทก์สืบพยานเสร็จแล้ว ฉะนั้นที่ศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การจึงชอบแล้ว
จำเลยถูกยึดทรัพย์ตามหมายบังคับคดี และไม่ปรากฏว่าจำเลยมีทรัพย์สินอื่นใดที่โจทก์จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้อีกจึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 4 ว่าลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว
( ประเด็นนี้การยื่นหรือไม่ยื่น อาจารย์เคยถามว่าระหว่างคดีล้มละลายกับคดีแพ่ง คดีแพ่งสามัญลูกหนี้ไม่ยื่นคำให้การตกเป็นผู้ขาดนัดแต่คดีล้มละลายไม่มีถามว่าใครมีสิทธิดีกว่า
ตอบว่า จำเลยที่ขาดนัดมีสิทธิดีกว่าเพราะเจตนารมณ์ของการขาดนัดเพื่อคุ้มครองจำเลย คุ้มครองอย่างไร ทางปฏิบัติอาจเป็นไปได้ที่เรากลับมาที่บ้านถึงจะได้รู้ว่าเป็นผู้แพ้คดีโดยขาดนัดแล้ว เพราะโจทก์นำส่งเองแล้วก็นำในตอนที่จำเลยไม่อยู่บ้าน ก็กลับมารายงานศาลว่าส่งโดยวิธีธรรมดาไม่ได้ ขอให้ปิดหมาย แต่ในทางปฏิบัติศาลจะสั่งไปในคราวเดียวเลยว่า หากไม่มีผู้รับให้ปิดหมาย )
เมื่อคดีล้มละลายไม่มีการขาดนัดก็จะขออนุญาตยื่นคำให้การโดยอ้างว่าขาดนัดโดยไม่จงใจไม่ได้ อย่างไรก็ตามกฎหมายล้มละลายก็มีกระบวนการคุ้มครองลูกหนี้อยุ่แล้วใน
มาตรา 14 ในการพิจารณาคดีล้มละลายตามคำฟ้องของเจ้าหนี้นั้น ศาลต้องพิจารณาเอาความจริงตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 9 หรือมาตรา 10 ถ้าศาลพิจารณาได้ความจริง ให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด แต่ถ้าไม่ได้ความจริง หรือลูกหนี้นำสืบได้ว่าอาจชำระหนี้ได้ทั้งหมดหรือมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลาย ให้ศาลยกฟ้อง
ตามกฎหมายแล้ว ลูกหนี้ไม่จำเป็นต้องยื่นคำให้การดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องมีการชี้สองสถานเพราะ มาตรา 14 ก็ ให้พิจารณาตามความจริง จะนำเรื่องการชี้สองสถานมาใช้ไม่ได้ ในเรื่องการไม่ปฏิเสธประเด็นใดถือว่ารับประเด็นนั้นไม่ได้ จะนำเอาวิแพ่งมาใช้ไม่ได้มันจะไม่ได้ความจริง
อาจารย์จึงไม่เห็นด้วยในทางปฏิบัติที่มีการชี้สองสถานในคดีล้มละลาย
การสืบพยานให้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์นำสืบก่อนว่าพิสูจน์ความจริงให้ได้ตามมาตรา 14 ในการสืบพยานหากคู่ความไม่มา ให้คู่ความฝ่ายนั้นขาดนัดพิจารณา ดังนั้นจะแปลกๆหน่อยตรงที่ขาดนัดพิจารณานำมาใช้ในคดีล้มละลาย เข้าใจเอาเองว่าเอา มาตรา 154 มาแปลความเมื่อแปลอย่างนี้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่มาศาลฝ่ายนั้นก็ขาดนัดพิจารณา เมื่อขาดนัดพิจารณาแล้วทำอย่างไร
หากลูกหนี้ผู้เป็นจำเลยขาดนัดก็ พิจารณาคดีไปฝ่ายเดียว
หากโจทก์ไม่มาก็จำหน่ายคดีออกจากศาลระบบความ
หากไม่มาทั้งคู่ก็จำหน่ายคดีเช่นกัน
จำไว้เลยว่าการที่จะยกฟ้องได้จะต้องมีการวินิจฉัยประเด็นแห่งคดีแล้ว หากเป็นการขาดนัดนั้นจะต้องจำหน่ายคดีจะไปยกฟ้องไม่ได้ โจทก์ฟ้องใหม่ได้ภายในอายุความ
การพิจารณาคดีล้มละลายศาลต้องพิจารณาให้ได้ความจริง คือการต้องมีการสืบพยานดังนั้นหากมีการตกลงประนีประนอมพิพากษาตามยอมได้หรือไม่ ไม่ได้ เปรียบได้กับคดีอาญาที่เป็นคดีอาญาแผ่นดินเป็นต้น
ฎ.1954/2535( ค้นไม่พบ )
ฎ.ศาลจะพิพากษาตามยอมไม่ได้
การพิจารณาคดีล้มละลายจะต่างกับคดีแพ่ง คือต้องพิจารณาให้ได้ความจริง ในกรณีที่จำเลยขอพยานบุคคลเข้าสืบเปลี่ยนแปลงพยานเอกสารจำเลยจะทำได้หรือไม่ ดูเหมือนจะทำไม่ได้เพราะขัด
ฎ. 9237/2539
จำเลยทั้งสองให้การว่าโจทก์มอบเงินให้จำเลยที่1นำไปให้บุคคลภายนอกกู้โดยคิดดอกเบี้ยอัตราระหว่างร้อยละ7ถึง25ต่อเดือนแล้วแบ่งผลประโยชน์กันสัญญากู้เงินตามฟ้องโจทก์นำเงินมาให้จำเลยที่1ปล่อยกู้เพียง375,000บาทแต่โจทก์นำดอกเบี้ยอัตราร้อยละ25ต่อเดือนเป็นเวลา1ปีเป็นเงิน1,125,000บาทมารวมเข้ากับต้นเงินดังกล่าวเป็นเงิน1,500,000บาทแล้วให้จำเลยที่1ทำสัญญากู้เงินโดยมีจำเลยที่2เป็นผู้ค้ำประกันไว้เป็นหลักประกันจำเลยที่1ได้ขายบ้านพร้อมที่ดินของจำเลยที่1ชำระหนี้แทนโจทก์ให้แก่ส.ไปแล้วจำนวน250,000บาทส่วนที่เหลือจำเลยที่1ก็ชำระคืนให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้วคำให้การของจำเลยทั้งสองดังกล่าวจำเลยทั้งสองย่อมนำสืบพยานบุคคลหักล้างได้ว่าสัญญากู้เงินดังกล่าวไม่ถูกต้องสมบูรณ์ทั้งหมดไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา94วรรคท้ายนอกจากนี้การที่ห้ามนำสืบพยานบุคคลเพื่อให้มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงแก้ไขเอกสารอันเป็นการตัดรอนมิให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานดังกล่าวย่อมขัดต่อพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ.2483อันเป็นกฎหมายพิเศษที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนซึ่งกำหนดให้เป็นหน้าที่ของศาลที่จะต้องพิจารณาเอาความจริงให้ได้ว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัวจริงหรือไม่จำเลยทั้งสองชอบที่จะนำสืบพยานดังกล่าวได้
การห้ามนำสืบพยานบุคคลที่จะเป็นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงพยานเอกสารหากไม่ให้นำสืบย่อมขัดต่อพ.ร.บ.ล้มละลายที่ให้ศาลพิจารณาให้ได้ความจริง จะนำบทบัญญัติเรื่องพยานหลักฐานในคดีแพ่งทั่วไปมาใช้ไม่ได้
หรือกรณีสืบพยานโดยไม่ได้ส่งสำเนาเอกสารนั้นให้แก่คู่ความอีกฝ่าย
ฎ.2837/2539
พระราชบัญญัติญญัติล้มละลายฯมาตรา14ให้ศาลพิจารณาเอาความจริงตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา9หรือมาตรา10เมื่อปรากฎข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่1เป็นหนี้โจทก์เพียง84,568.29บาทและยังประกอบกิจการมีรายได้อีกทั้งไม่ปรากฎว่าจำเลยที่1เป็นหนี้บุคคลอื่นใดอีกจำเลยที่1จึงอยู่ในฐานะที่สามารถชำระหนี้ให้โจทก์ได้ดังนั้นลำพังแต่ทางนำสืบของโจทก์ซึ่งได้ความตามข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าจำเลยที่1ได้รับหนังสือทวงถามให้ชำระหนี้จากโจทก์แล้วรวม2ครั้งและจำเลยที่1เปลี่ยนชื่อสกุลย้ายที่อยู่โดยไม่ปรากฎข้อเท็จจริงอื่นสนับสนุนแสดงให้เห็นถึงฐานะของจำเลยที่1ว่าตกอยู่ในสภาพมีหนี้สินล้นพ้นตัวอย่างใดรูปคดีจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่1เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวพระราชบัญญัติญญัติล้มละลายฯเป็นกฎหมายพิเศษที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนซึ่งกำหนดให้ศาลมีหน้าที่พิจารณาเอาความจริงให้ได้ว่าจำเลยเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่การที่จำเลยที่1เสนอพยานเอกสารต่อศาลเพื่อให้ปรากฎความจริงดังกล่าวแม้ไม่ได้ส่งสำเนาให้แก่โจทก์ก่อนสืบพยานตามกฎหมายก็ไม่เป็นการตัดรอนศาลมิให้รับฟังพยานหลักฐานดังกล่าว
นอกจากนี้มีประเด็นที่ขอระบุพยานเพิ่มเติม นั้น กฎหมายพิจารณาให้ได้ความจริงต้องอนุญาตให้จำเลยระบุพยานได้แม้ล่วงเลยเวลาแล้ว
จำเลยนำพยานมาสืบนอกประเด็น ก็เช่นกัน ศาลก็อนุญาตให้จำเลยนำพยานมาสืบนอกประเด็นได้แม้ไม่ได้โต้แย้งไว้ก็ตาม
จากหลักจากฎีกาเหล่านี้ก็เป็นการยืนยันหลักว่า จำเลยในคดีล้มละลายไม่จำเป็นต้องยื่นคำให้การเลย หากอาจารย์เป็นทนายคดีล้มละลายอาจารย์ก็จะไม่ยื่นคำให้การ
( ในคดีแพ่งสามัญ ก็มองดูก็แปลกๆ ในคดีที่จำเลยขาดนัด โจทก์ต้องสืบเต็มคดีเลยเลยไปฝ่ายเดียว แต่ในกรณีที่จำเลยไม่ขาดนัด ได้ต่อสู้คดีนั้น โจทก์ก็สืบเฉพาะประเด็นที่จำเลยต่อสู้เท่านั้น ประเด็นอื่นถือว่ารับตามฟ้องโจทก์ )
ระหว่างพิจารณาคดีนั้นก็มีวิธีการชั่วคราวในกฎหมายล้มละลายใน มาตรา 16 และมาตรา 17
มาตรา 16 นั้นเป็นการควบคุมตัวลูกหนี้
มาตรา 16 เมื่อศาลได้รับฟ้องคดีล้มละลายแล้ว ถ้าเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์มีคำขอฝ่ายเดียวโดยทำเป็นคำร้อง และโจทก์นำสืบได้ว่าลูกหนี้ได้กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้
ก. ออกไปหรือกำลังจะออกไปนอกเขตอำนาจศาลหรือได้ออกไปก่อนแล้วและคงอยู่นอกเขตอำนาจศาลโดยเจตนาที่จะป้องกันหรือประวิงมิให้เจ้าหนี้ได้รับการชำระหนี้
ข. ปกปิด ซุกซ่อน โอน ขาย จำหน่าย หรือยักย้ายทรัพย์สิน ดวงตราสมุดบัญชี หรือเอกสาร ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายในการดำเนินคดีล้มละลายให้พ้นอำนาจศาล หรือกำลังจะกระทำการดังกล่าวนั้น
ค. กระทำหรือกำลังจะกระทำการฉ้อโกงเจ้าหนี้ หรือกระทำหรือกำลังจะกระทำความผิดอย่างหนึ่งอย่างใด ซึ่งมีโทษตามพระราชบัญญัตินี้
ศาลมีอำนาจสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้
(1) ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าไปในเคหะสถานหรือที่ทำการของลูกหนี้ระหว่างเวลาพระอาทิตย์ขึ้นจนถึงพระอาทิตย์ตกเพื่อตรวจสอบทรัพย์สินดวงตรา สมุดบัญชีหรือเอกสารของลูกหนี้ และให้มีอำนาจสอบสวนลูกหนี้หรือออกหมายเรียกลูกหนี้มาสอบสวนได้
(2) ให้ลูกหนี้ให้ประกันจนพอใจศาลว่า ลูกหนี้จะไม่หลบหนีไปนอกอำนาจศาล และจะมาศาลทุกคราวที่ศาลสั่ง ถ้าลูกหนี้ไม่สามารถให้ประกัน ศาลมีอำนาจสั่งขังลูกหนี้ได้มีกำหนดไม่เกินครั้งละหนึ่งเดือน แต่เมื่อรวมกันแล้วต้องไม่เกินหกเดือน
(3) ออกหมายจับลูกหนี้มาขังไว้จนกว่าศาลจะพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายหรือจนกว่าศาลจะยกฟ้องหรือจนกว่าลูกหนี้จะให้ประกันจนพอใจศาล
มาตรา 16 ที่เรียกชื่อว่าการควบคุมตัวลูกหนี้นี้ให้สิทธิเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์เท่านั้นให้ยื่นคำขอฝ่ายเดียว ( คำขอฝ่ายเดียวตัวบทจะบัญญัติไว้เลย ) ให้ทำเป็นคำร้อง ( ต้องทำเป็นหนังสือเท่านั้น กฎหมายต้องการหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษร ) เราก็ต้องไปดูมาตรา 21 การพิจารณาคำร้องคำขอใน ป.วิ.พ. ( มาตรา 21 เมื่อคู่ความฝ่ายใดเสนอคำขอหรือคำแถลงต่อศาล
(๑) ถ้าประมวลกฎหมายนี้มิได้บัญญัติว่า คำขอหรือคำแถลงจะต้องทำเป็นคำร้องหรือเป็นหนังสือ ก็ให้ศาลมีอำนาจที่จะยอมรับคำขอหรือคำแถลงที่คู่ความได้ทำในศาลด้วยวาจาได้แต่ศาลต้องจดข้อความนั้นลงไว้ในรายงาน หรือจะกำหนดให้คู่ความฝ่ายนั้นยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้อง หรือยื่นคำแถลงเป็นหนังสือก็ได้ แล้วแต่ศาลจะเห็นสมควร
(๒) ถ้าประมวลกฎหมายนี้มิได้บัญญัติไว้ว่า คำขออันใดจะทำได้แต่ฝ่ายเดียวห้ามมิให้ศาลทำคำสั่งในเรื่องนั้น ๆ โดยมิให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งหรือคู่ความอื่น ๆ มีโอกาสคัดค้านก่อนแต่ทั้งนี้ต้องอยู่ในบังคับแห่งบทบัญญัติของประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการขาดนัด
(๓) ถ้าประมวลกฎหมายนี้บัญญัติไว้ว่า คำขออันใดอาจทำได้แต่ฝ่ายเดียวแล้วให้ศาลมีอำนาจที่จะฟังคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งหรือคู่ความอื่น ๆ ก่อนออกคำสั่งในเรื่องนั้น ๆ ได้เว้นแต่ในกรณีที่คำขอนั้นเป็นเรื่องขอหมายเรียกให้ให้การ หรือเพื่อยึดหรืออายัดทรัพย์สินก่อนคำพิพากษาหรือเพื่อให้ออกหมายบังคับ หรือเพื่อจับหรือกักขังจำเลยหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษา
(๔) ถ้าประมวลกฎหมายนี้มิได้บัญญัติไว้ว่าศาลต้องออกคำสั่งอนุญาตตามคำขอที่ได้เสนอต่อศาลนั้นโดยไม่ต้องทำการไต่สวนแล้ว ก็ให้ศาลมีอำนาจทำการไต่สวนได้ตามที่เห็นสมควรก่อนมีคำสั่งตามคำขอนั้น
ในกรณีเรื่องใดที่ศาลอาจออกคำสั่งได้เองหรือต่อเมื่อคู่ความมีคำขอ ให้ใช้บทบัญญัติอนุมาตรา (๒), (๓) และ (๔) แห่งมาตรานี้บังคับ
ในกรณีเรื่องใดที่คู่ความไม่มีอำนาจขอให้ศาลมีคำสั่ง แต่หากศาลอาจมีคำสั่งในกรณีเรื่องนั้นได้เอง ให้ศาลมีอำนาจภายในบังคับบทบัญญัติแห่งมาตรา ๑๐๓ และ ๑๘๑ (๒)ที่จะงดฟังคู่ความหรืองดทำการไต่สวนก่อนออกคำสั่งได้ )
ครั้งที่ 3(ส่วนหลัง )18/12/51
แต่ถ้าเป็นคำขอฝ่ายเดียวโดยเคร่งครัดจะสำเนาไม่ได้ เพราะถ้ามัวไปสำเนา จำเลยก็จะหลบหนี จะบอกให้รู้ล่วงหน้าไม่ได้ ในมาตรา 16 ก็มาดูว่าเป็นคำขอฝ่ายเดียวโดยเคร่งครัดหรือไม่ก็ ดูแต่ละข้อไป
เช่น ( 1 ) ( 2 ) ไม่เคร่งครัด แต่โดยสภาพ ( 3 ) เคร่งครัด โดยคำขอตามมาตรา 16 นี้สามารถยื่นได้ตั้งแต่ศาลมีคำสั่งรับคำฟ้องจนถึงเมื่อไหร่กฎหมายไม่ได้เขียนไว้ ฉะนั้นโจทก์ก็มีสิทธิจนกว่าศาลจะพิจารณาคดีนี้เสร็จหรือจนกว่าศาลจะพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย ก็มาดู ( 3 )
ในทางปฏิบัติมาตรา 16 นี้ ไม่ใช้กันฎีกาก็ไม่ค่อยมี
การพิทักษ์ทรัพย์ชั่วคราว มาตรา 17
มาตรา 17 ก่อนศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์จะยื่นคำขอฝ่ายเดียวโดยทำเป็นคำร้องขอให้พิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ชั่วคราวก็ได้ เมื่อศาลได้รับคำร้องนี้แล้วให้ดำเนินการไต่สวนต่อไปโดยทันทีถ้าศาลเห็นว่าคดีมีมูล ก็ให้สั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ชั่วคราว แต่ก่อนจะสั่งดังว่านี้ จะให้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ให้ประกันค่าเสียหายของลูกหนี้ตามจำนวนที่เห็นสมควรก็ได้
เป็นคำขอฝ่ายเดียวโดยเคร่งครัด ศาลจะทำการไต่สวน ถ้าศาลเห็นว่าคดีมีมูลก็จะสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์ชั่วคราว
คำว่าคดีมีมูลหมายถึงอะไรศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ว่าหมายถึงมีมูลที่ศาลจะพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายได้ คือมีมูลตามมาตรา 9 หรือ มาตรา 10 แล้วแต่กรณี
ฎ.599/2517
จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นสั่งเพิกถอนคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยชั่วคราว ศาลชั้นต้นนัดพิจารณาคำร้อง และในวันนัดได้สอบข้อเท็จจริงจากคู่ความแล้วเห็นว่าวินิจฉัยได้โดยไม่ต้องทำการไต่สวนต่อไป วินิจฉัยให้ยกคำร้องของจำเลยเสียนั้น ถือได้ว่าเป็นการไต่สวนคำร้องของจำเลยแล้ว
ตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ ศาลจะพิพากษาให้จำเลยล้มละลายจะต้องพิจารณาให้ได้ความจริงตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในมาตรา 9 หรือ 10 คำว่าคดีมีมูล ตามที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 17 ซึ่งเป็นบทว่าด้วยการคุ้มครองชั่วคราวในระหว่างพิจารณาเพื่อป้องกันความเสียหายอันเกิดจากการกระทำของลูกหนี้ในระหว่างนั้นจึงมีความหมายว่ามีมูลที่จะพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายได้หาได้หมายความเพียงมีมูลเป็นหนี้สินกันอยู่จริงแต่อย่างเดียวไม่
ก็เคยมีปัญหาคือเจ้าหนี้ที่เป็นโจทก์ยื่นขอให้พิทักษ์ทรัพย์ชั่วคราวแล้วนำสืบว่าเป็นหนี้ผู้เป็นโจทก์ตามฟ้องเท่านั้น ศาลก็ยกคำขอเพราะยังไม่พอว่าคดีมีมูลตาม มาตรา 9 คือไม่ได้พิสูจน์ว่ามีหนี้สินล้นพ้นตัว
ฎ. 1742/2532 (ค้นไม่พบ )
เป็นประเด็นว่าจะนำวิธีการชั่วคราวในคดีแพ่งมาใช้ได้หรือไม่ คำตอบในฎีกานี้คือไม่ได้
คำสั่งคำร้องที่ 14/2506 ( ค้นไม่พบ )
เจ้าหนี้ฟ้องเป็นคดีล้มละลายศาลต้นพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดศาลต้นยึดทรัพย์ไว้ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ ( ขณะนั้นยังไม่มีบทบัญญัติให้ไปศาลฎีกา ) ศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ฎีกา แล้วเป็นห่วงทรัพย์ ที่ยึดไว้ว่า กลัวจะต้องคืนทรัพย์ลูกหนี้แล้วจะเสียหายจึงขอให้ศาลฎีกายึดทรัพย์ไว้ชั่วคราว
ศาลฎีกามีคำสั่งให้ ยึดทรัพย์ต่อไปได้ โดยอาศัยมาตรา 264 ป.วิ.พ. อาจารย์ให้เหตุผลจากฎีกาว่าเป็นการป้องกันการยักย้ายถ่ายเททรัพย์ของจำเลย
( ดูมาตรา 251 ป.วิ.พ.ในการที่ทนายจะเอาทรัพย์คืน(มาตรา 251 ถ้าคู่ความซึ่งแพ้คดีในศาลชั้นต้นได้อุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ได้พิพากษากลับให้ตนชนะในข้อสาระสำคัญอย่างใดอย่างหนึ่ง คู่ความฝ่ายนั้นจะยื่นคำขอต่อศาลชั้นต้นให้ถอนการยึดหรืออายัดทรัพย์สิน หรือคืนเงินจำนวนที่วางไว้ต่อศาลในข้อนั้น ๆ ก็ได้ ) )
แต่คำสั่งคำร้องปัจจุบันคงจะเป็นหมันไปแล้วเพราะปัจจุบันเหลือเพียงสองศาลแล้ว
ฎ. 2142/2517
มาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 บัญญัติว่า"ก่อนศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์จะยื่นคำขอฝ่ายเดียวโดยทำเป็นคำร้องขอให้พิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ชั่วคราวก็ได้ เมื่อศาลได้รับคำร้องนี้แล้วให้ดำเนินการไต่สวนต่อไปโดยทันที ถ้าศาลเห็นว่าคดีมีมูลก็ให้สั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ชั่วคราว" คำว่าศาลตามมาตรานี้ต้องหมายความถึงศาลชั้นต้น โดยกฎหมายบัญญัติให้ศาลทำการไต่สวนฟังว่าคดีของโจทก์มีมูลหรือไม่เสียก่อนที่จะสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ชั่วคราว เพราะถ้าได้ผ่านการพิจารณาของศาลชั้นต้นไปจนศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดหรือมีคำพิพากษาแล้วกรณีก็ไม่จำเป็นต้องทำการไต่สวนฟังว่าคดีมีมูลหรือไม่อีก ฉะนั้น ที่กฎหมายบัญญัติไว้เช่นนี้จึงเป็นเรื่องที่ประสงค์จะให้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ร้องขอให้พิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ไว้ชั่วคราว ได้ก็แต่ในกรณีก่อนที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดเท่านั้นพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ไม่มีบทบัญญัติให้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ร้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ชั่วคราวในระหว่างฎีกาได้
การขอพิทักษ์ทรัพย์ชั่วคราวต้องขอก่อนพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด หากมีปัญหาว่า ศาลต้นยกฟ้อง ระหว่างอุทธรณ์โจทก์จะขอให้พิทักษ์ทรัพย์ชั่วคราวขณะอุทธรณ์ ได้หรือไม่ ศาลชั้นต้นยกคำขอของโจทก์อ้างว่าคดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วโจทก์จะมาขอให้พิทักษ์ทรัพย์ชั่วคราวตอนนี้ไม่ได้ โจทก์ไม่พอใจ ยื่นฎีกาอ้างว่าคดีนี้ศาลต้นยกฟ้องไม่เข้าที่ว่าก่อนศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ศาลวินิจฉัยว่าการพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดนั้นจะขอได้เฉพาะในศาลชั้นต้นเท่านั้น
ถามว่าลูกหนี้จะขอให้ศาลทุเลาการบังคับได้หรือไม่ มีบรรทัดฐานว่า การพิจารณาคดีล้มละลายกฎหมายมีวัตถุประสงค์ให้พิจารณาด้วยความรวดเร็วจึงจะนำการทุเลาอันเป็นหลักในคดีแพ่งมาใช้ไม่ได้
ทางแก้ของลูกหนี้ มีอะไรบ้างขอประนอมหนี้ก็ไม่ได้เพราะเจ้าหนี้ก็ยังไม่มีที่ประชุมจะไปประนอมหนี้กับใคร เจ้าหนี้ยังไม่ได้มาขอรับชำระหนี้กัน
ทางแก้อันแรกคือ อุทธรณ์เพราะคำสั่งตามาตรา 16 หรือ 17 ไม่ได้ให้เป็นที่สุดเป็นอำนาจของศาลฎีกาที่จะรับหรือไม่
อีกทางหนึ่งก็คือตามมาตรา 18
มาตรา 18 ถ้าคำสั่งตามมาตรา 16 หรือมาตรา 17 นั้น มีเหตุอันสมควรจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข โดยศาลเห็นเองก็ดีหรือลูกหนี้ได้มีคำขอขึ้นมาก็ดีศาลมีอำนาจถอนคำสั่งนั้นหรือมีคำสั่งอย่างอื่นตามที่เห็นสมควรได้
อันนี้ไม่ใช่คำขอฝ่ายเดียวก็ต้องสำเนาให้คู่ความอีกฝ่ายทราบ
ฎ. 599/2517
จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นสั่งเพิกถอนคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยชั่วคราว ศาลชั้นต้นนัดพิจารณาคำร้อง และในวันนัดได้สอบข้อเท็จจริงจากคู่ความแล้วเห็นว่าวินิจฉัยได้โดยไม่ต้องทำการไต่สวนต่อไป วินิจฉัยให้ยกคำร้องของจำเลยเสียนั้น ถือได้ว่าเป็นการไต่สวนคำร้องของจำเลยแล้ว
ตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ ศาลจะพิพากษาให้จำเลยล้มละลายจะต้องพิจารณาให้ได้ความจริงตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในมาตรา 9 หรือ 10 คำว่าคดีมีมูล ตามที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 17 ซึ่งเป็นบทว่าด้วยการคุ้มครองชั่วคราวในระหว่างพิจารณาเพื่อป้องกันความเสียหายอันเกิดจากการกระทำของลูกหนี้ในระหว่างนั้นจึงมีความหมายว่ามีมูลที่จะพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายได้หาได้หมายความเพียงมีมูลเป็นหนี้สินกันอยู่จริงแต่อย่างเดียวไม่
ได้หลักว่าการไต่สวนของศาลนั้นลำพังการที่ศาลสอบถามก้เป็นการไต่สวนแล้วไม่จำเป้นต้องเป็นการสืบพยาน
อีกประการในสิทธิของลูกหนี้ คือในมาตรา 29
มาตรา 29 ถ้าปรากฏภายหลังว่า เจ้าหนี้แกล้งให้ศาลใช้อำนาจดังกล่าวไว้ในมาตรา 16 หรือมาตรา 17 เมื่อลูกหนี้มีคำขอโดยทำเป็นคำร้องศาลมีอำนาจสั่งให้เจ้าหนี้ชดใช้ค่าเสียหายตามจำนวนที่เห็นสมควรให้ลูกหนี้ในกรณีเช่นนี้หากเจ้าหนี้ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล ศาลมีอำนาจบังคับเจ้าหนี้นั้นเสมือนหนึ่งว่าเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา
กฎหมายก็ให้สิทธิลูกหนี้ มาตรา 29 ทางปฏิบัติไม่มีที่ใช้ อาจารย์เข้าใจว่าทนายความลุกหนี้ไม่เห็นในบทบัญญัตินี้
ในการวินิจฉัยชี้ขาดคดี กฎหมายบัญญัติไว้เป็นพิเศษ ประเด็นที่มีการต่อสู้ในชั้นพิจารณาเสมอ คือลูกหนี้หนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ส่วนมากจะอ้างมาตรา 8 ปัจจุบันก็เป็นหลักว่าหากพิสูจน์ได้เข้ามาตรา 8 ก็ใช้ได้แล้ว เป็นหน้าที่ของลูกหนี้ที่จะต้องพิสูจน์หักล้างเอาเอง
ครั้งที่ 4 ( ส่วนแรก ) 20/12/51
ตัวอย่างที่สอง ชำระหนี้ในคดีแพ่ง เจ้าหนี้นำหนี้นั้นมาฟ้องลุกหนี้เป็นคดีล้มละลาย คดีแพ่ง อุทธรณ์คดีไม่ถึงที่สุด ลูกหนี้ต่อสู้ว่าหนี้ดังกล่าวเป็นหนี้ที่ไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นนอน ปัญหาว่าข้อต่อสู้นั้นได้หรือไม่
ตอบ หนี้ตามคำพิพากษาที่ลูกหนี้นำมาฟ้องเป็นคดีล้มละลายถือว่ากำหนดได้เป็นจำนวนแน่นอนแล้วเพราะคำพิพากษาจะผูกพันธ์ คู่ความลูกหนี้ไม่มีสิทธิโต้แย้งได้จนกว่าศาลสูงจะพิพากษากลับเป็นอย่างอื่น
อาจารย์เห็นว่าเป็นเหตุผลที่ไม่ค่อยชัดเจน แต่ความจริงแล้วเหตุผลที่ควรนำมาวินิจฉัย คือว่า เมื่อศาลกำหนดจำนวนหนี้แล้วต้องถือว่าเป็นหนี้ที่อาจกำหนดได้แน่นอนซึ่งไม่มีผู้ใดจะมาโต้แย้งตัวเลขนี้ได้อีกแล้ว
แต่ว่าศาลฎีกามาวินิจฉัยต่อว่าการที่คดีแพ่งคดีไม่ถึงที่สุดหากมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดหรือพิพากษาให้ล้มละลาย ไป แล้วต่อมามีคำพิพากษาศาลสูงเปลี่ยนแปลงไป ก็จะไม่เป็นธรรมแก่ลูกหนี้ ดังนั้นถือว่ามีเหตุอื่นที่ลูกหนี้ไม่ควรล้มละลาย ตามมาตรา 14 ศาลพิพากษายกฟ้อง
ข้อสังเกต คือ ก็มีฎีกาอีกเรื่องหนึ่งซึ่งเจ้าหนี้นำหนี้ตามคำพิพากษาที่ยังไม่ถึงที่สุดมาฟ้องเป็นคดีล้มละลาย แต่คดีที่สองนี้มีข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า สามารถสืบได้ว่าลูกหนี้ไปยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินเข้าเหตุสันนิฐานว่าเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว ถือว่าลูกหนี้กระทำโดยไม่สุจริต
ตัวอย่างที่สาม ที่เป็นเหตุอื่นที่ไม่ควรล้มละลาย เจ้าหนี้นำหนี้ที่ขาดอายุความมาเป็นคดีล้มละลายลูกหนี้ไม่ได้ยกอายุความขึ้นต่อสู้ ก็ถือว่ามีเหตุอื่นที่ไม่ควรล้มละลาย ( ถ้าลุกหนี้ยกอายุความขึ้นต่อสู้ ก็ไม่เข้ามาตรา 9 ) ผลเหมือนกันแต่อ้างเหตุคนล่ะเหตุ มาตรา 14 กับ มาตรา 9
ตัวอย่างที่ 4 ก็คือเจ้าหนี้เคยได้ฟ้องลูกหนี้เป็นคดีล้มละลายไว้แล้วไม่ได้ยื่นขอรับชำระหนี้และไม่มีเจ้าหนี้มาขอรับชำระหนี้เลย เมื่อไม่มีเช่นนี้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ก็ทำเรื่องต่อศาลว่ามีเหตุไม่ควรให้ล้มละลาย
เจ้าหนี้ก็นำมาฟ้องใหม่ ศาลก็พิพากษายกฟ้องเพราะเป็นความผิดของโจทก์เอง ที่ไม่ขอรับชำระหนี้
อาจารย์เห็นในคดีแรกมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้วถือว่า วินิจฉัยในคดีแล้ว
ฏ1885/2542
เมื่อโจทก์บังคับคดีแล้ว จำเลยทั้งสองได้ผ่อนชำระเงินให้แก่ โจทก์ครั้งละ 10,000 บาทบ้าง ครั้งละ 15,000 บาทบ้างเป็นระยะเวลานานถึง 13 ครั้ง แสดงว่าจำเลยทั้งสองได้ขวนขวายรวบรวมเงินที่จะชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ยังมิได้ละเลยที่จะไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาแม้จำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์ แต่การที่จะให้บุคคลใดสมควรเป็นบุคคลล้มละลายนั้น ใช่แต่ฟังว่าลูกหนี้เป็นหนี้แล้วต้องเป็นบุคคลล้มละลายเสมอไป ทั้งพฤติการณ์ที่จำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์ก็สืบเนื่องมาจาก การค้าขายขาดทุน ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองประกอบกิจการ หรือก่อหนี้โดยทุจริตหรือประพฤติเล่นการพนัน จำเลยทั้งสอง มิได้เป็นหนี้เจ้าหนี้รายอื่น ๆ อีก โดยสภาพหากให้จำเลยทั้งสองต้องเป็นบุคคลล้มละลายแล้ว นอกจากจำเลยทั้งสองต้อง ออกจากการทำงาน จำเลยทั้งสองยังต้องขาดสภาพที่จะหาเงิน มาชำระหนี้ให้แก่โจทก์และยังก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ ครอบครัวทั้งหมดอีกด้วย เมื่อจำเลยทั้งสองประกอบอาชีพเป็นหลักแหล่งมีที่ทำงานที่แน่นอนมีรายได้ตามภาวะเศรษฐกิจ ที่จะยังชำระหนี้ให้แก่โจทก์บางส่วนได้ ถือได้ว่าจำเลยทั้งสอง ยังมีความสามารถในการรวบรวมเงินชำระหนี้ กรณีจึงเป็นเหตุอื่น ที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ (จำเลยทั้งสอง) ล้มละลายตาม พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14
วินิจฉัยว่าเมื่อจำเลยทั้งสองขวนขวายชำระหนี้และมีหน้าที่การงานเป็นหลักแหล่งถือว่ามีความสามารถในการรวบรวมชำระหนี้ถือว่ามีเหตุให้ไม่ควรล้มละลาย
การพิจารณาเป็นการพิจารรรารายบุคคลจะเอาเหตุของลูกหนี้ร่วมคนอื่นมาพิจารณาไม่ได้
ฎ.1571/2549( ค้นไม่พบ )
หลักเหตุอื่นที่ลูกหนี้ไม่ควรล้มละลาย
1. สุจริต 2. เจ้าหนี้ได้รับการเยียวยา เว้นที่ข้อ3. 3. เจ้าหนี้ไม่สุจริต ( ขาดอายุความ หรือ ไม่ได้ขอรับชำระหนี้ )
เมื่อมีการสั่งพิทัก์ทรัพย์เด้ดขาดผล คตือ ม.30
มาตรา 30 เมื่อศาลได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้วลูกหนี้ต้องปฏิบัติดังต่อไปนี้
(1) ภายในยี่สิบสี่ชั่วโมงนับแต่เวลาที่ลูกหนี้ได้ทราบคำสั่งนั้น ลูกหนี้ต้องไปสาบานตัวต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และยื่นคำชี้แจงตามแบบพิมพ์ว่าได้มีหุ้นส่วนกับผู้ใดหรือไม่ ถ้ามีให้ระบุชื่อและตำบลที่อยู่ของห้างหุ้นส่วนและผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหมด
(2) ภายในเวลาเจ็ดวันนับแต่วันที่ลูกหนี้ได้ทราบคำสั่งนั้น ลูกหนี้ต้องไปสาบานตัวต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และยื่นคำชี้แจงเกี่ยวกับกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ตามแบบพิมพ์ แสดงเหตุผลที่ทำให้มีหนี้สินล้นพ้นตัวสินทรัพย์และหนี้สิน ชื่อ ตำบลที่อยู่ และอาชีพของเจ้าหนี้ ทรัพย์สินที่ได้ให้เป็นประกันแก่เจ้าหนี้และวันที่ได้ให้ทรัพย์สินนั้น ๆ เป็นประกันรายละเอียดแห่งทรัพย์สินอันจะตกได้แก่ตนในภายหน้า ทรัพย์สินของคู่สมรส ตลอดจนทรัพย์สินของบุคคลอื่นซึ่งอยู่ในความยึดถือของตน
ระยะเวลาตามมาตรานี้ เมื่อมีเหตุผลพิเศษ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อาจขยายให้ได้ตามสมควร
ถ้าลูกหนี้ไม่อยู่หรือไม่สามารถทำคำชี้แจงตามมาตรานี้ได้ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นผู้ทำแทน หรือช่วยลูกหนี้ในการทำคำชี้แจง แล้วแต่กรณี และเพื่อการนี้ให้มีอำนาจจ้างบุคคลอื่นเข้าช่วยตามที่เห็นจำเป็น โดยคิดหักค่าใช้จ่ายจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้
1. สาบานตัวทั้งสองครั้งและชี้แจ้งเกี่ยวกับทรัพย์สินต่างๆ ทางปฏิบัติไม่มีใครเคยมา
( มีไฟลืเสียงเพียงเท่านี้ )