สรุป ตั๋วเงิน ครั้งที่ 2. ( สรุปจากคำบรรยาย ตั๋วเงิน ครั้งที่ 4-6 ภาค1สมัยที่61 )

1,132 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
Apr 24, 2009, 9:35:26 PM4/24/09
to LAWSIAM, lawsiam com, STDศูนย์รวบรวมและสรรสร้างข้อมูลกฎหมาย -
หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า  kankokub  ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ ประเสริฐ เสียงสุทธิวงศ์ ผู้บรรยาย   , ผู้มีน้ำใจส่ง flie เสียงที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า

ชุดที่ 2

ครั้งที่ 4 . (ผู้อาวัล ผู้ทรงโดยชอบ )

            คราวที่แล้วได้พูดถึงลุกหนี้ตามตั๋วเงินตามมาตรา 900 และแปลกลับกันว่าบุคคลที่ไม่ได้คงชื่อก็ไม่ต้องรับผิด

            มีเรื่องหนึ่งที่ทนายใช้กฏหมายเป็น เกี่ยวกับตัวแทนด้วย ข้อเท็จจริงคือจำเลยไปเปิดบัญชีกระแสรายวันกับทางธนาคาร ธนาคารมอบเช็คให้ไปเบิกถอน ปราณ ยี่สิบฉบับ จำเลยก็ได้ไประบุเงื่อนไขในการสั่งจ่ายและถอนเงินไว้ และให้ตัวอย่างลายมือชื่อไว้ ว่าผู้ที่มีอำนาจสั่งจ่ายคือ จำเลยหรือนาย ข แล้วจำเลยก็ทำหนังสือมอบอำนาจให้  นาย ข เป็นผู้มีอำนาจกระทำการทั้งปวงเช่นการออกเช็ค และจำเลยยอมเหมือนกระทำด้วยตนเอง  ปรากฏว่าตัวนาย ข ก็ไปออกเช็คชำระหนี้ให้แก่โจทก์แล้วธนาคารปฏิเสธไม่ใช่เงินตามเช็ค โจทก์ก็ฟ้องแต่แทนที่จะฟ้อง ข ฟ้องจำเลย ถามว่าให้วินิจฉัยว่าจำเลยจะต้องรับผิดตามเช็คหรือไม่

            ถ้าเอากฎหมายตั๋วเงิน มาตรา 900 ก้ไม่ต้องรับผิดแต่อย่างใดโดยหลักถึงแม้เป็นเจ้าของบัญชีก็ตาม ทางตรงข้ามแม้ ข ไม่ได้เป็นเจ้าของแต่ไปลงลายมือชื่อ คนที่มีความรับผิดคือนาย ข แต่เรื่องนี้ โจทก์ไม่ได้ฟ้อง ข ฟ้องจำเลยและทนายแบงค์ก็รู้ว่าถ้าฟ้องตั้งเรื่องเป็นผิดตั๋วเงินแพ้แน่ก็ตั้งรูปเรื่องว่าเป็นตัวการ ดู มาตรา 820 เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ศาลวินิจฉัยว่าโจทก์ผู้ทรงเช็ค ต้องรับผิดในฐานะเป็นตัวการ

            คนที่ไม่ได้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็ค เราจะไปฟ้องให้รับผิดไม่ได้

            ตามคำฟ้องเป็นเรื่องฟ้องให้จำเลยในฐานะตัวการรับผิด มิได้ฟ้องตามมูลหนี้ที่ฝ่าย ข พิพาท

            2109/2548

            ความจริงฏีกาเรื่องนี้ก็น่าสนใจเพราะเกี่ยวข้องกับตัวแทนและตั๋วเงินซึ่งอยู่ในหมวดวิชานี้เช่นเดียวกัน

            ดูมาตราต่อไป 903 อย่างที่เรียนให้ทราบว่าการอธิบายกฎหมายตั๋วเงินในแต่ละมาตรา เราไปโยงโน่นๆนี่ เยอะ

            ก็จะมีข้อความเพียงสั้นๆ บอกว่าการใช้เงินในตั๋วเงินท่านมิให้ใช้วันผ่อน

นอกเรื่องหน่อยว่า ในประมวลแพ่ง มาตราไหนสั้นสุด บอกเลย 137

            มาตรา 903 กฎหมายวางหลักว่าในการใช้เงินตามตั๋วท่านมิให้ให้วันผ่อน เหตุผลสองประการ

            ประการแรก ปกติแล้วการชำระหนี้ด้วยตั๋วเงินก็เท่ากับมีการผ่อนชำระอยู่ในตัวอยู่แล้วเพราะปกติการชำระหนี้ด้วยตั๋วเงิน ตัวผู้สั่งจ่ายหรือผู้ออกตั๋วสามารถกำหนดถึงวันใช้เงินวันใดก้ได

            สมมุติซื้อในวันที่ หนึ่ง อาจกำหนดวันสั่งจ่ายเป็นวันที่ 20 ก็ได้

            ตั๋วเงินทั้งสามชนิดลงวันที่ล่วงหน้าได้ทั้งหมดทุกประเภทเลย

ดังนั้นเมื่อตั๋วถึงกำหนดจึงไม่ควรจะมีการผ่อนกันอีก

ประการที่สอง คนทีต้องรับผิดในตั๋วคือคนที่ลงลายมือชื่อ อาจมีหลายคนที่เป็นลูกหนี้  เพราะตราบใดที่ยังไม่มีการใช้เงินตามตั๋วทุกคนก็ต้องลุ้นว่าเมื่อไหร่จะพ้นผิดไป

            มาตรา 903 มีผลกับมาตรา 948 เท่านั้น ในตัวบทมาตรา 948 บอกว่าถ้าผู้ทรงยอมผ่อนให้แก่ผู้จ่ายไซร้ก็ สิ้นไปเฉพาะ คู่สัญญาคนก่อนซึ่งไม่ได้ตกลงในการผ่อนเวลานั้น

เกี่ยวเฉพาะเรื่องตั๋วแลกเงิน เท่านั้น

            921/2501

            จะมีบทลงโทษเฉพาะกรณีตั๋วแลกเงินตามมาตรา 948 เท่านั้นแต่ถ้าเป็นตั๋วเงินอีกสองประเภท นั้น หากผู้ทรงผ่อนเวลานั้น ก็ ไม่มีผลเสีย ให้ผู้สลักหลังหรือผู้อาวัลหลุดผล

            ดูกรณีตั๋วสัญญาใช้เงิน

            คือในบทค้ำประกันมันจะมีมาตรา 700 คือค้ำประกันหนี้กำหนดจำนวนแน่นอน ถ้าเจ้าหนี้ไปผ่อนเวลา ผู้ค้ำก็หลุดพ้นความรับผิด

            นั่นมันเรื่องค้ำฯ แต่ถ้าเป็นเรื่องตั๋วฯ ความรับผิดของผู้อาวัล 940 บัญญัติไว้ว่าผู้รับอาวัล ย่อมผูกพัน เหมือนบุคคลที่ตน รับอาวัล

            ดู 970 ดังนั้นฐานะผู้อาวัลกับผู้ค้ำประกันแตกต่างกัน เพราะผู้รับอาวัลอยู่ในฐานะเดียวกัน กับบุคคลที่ตนอาวัล แต่ถ้าเป็นผู้ค้ำฯนั้นผู้ค้ำยังมีสิทธิเกี่ยง 688 – 690 แต่ผู้อาวัลไม่มีสิทธิเช่นนั้น

            ดังนั้นเมื่อผู้รับอาวัลไม่อยู่ใน ฐานะเดียวกับผู้ค้ำฯ จะนำมาตรา 700 มาใช้ไม่ได้ อีกเหตุผลคือผู้ทรงผ่อนเวลาไม่ทำให้ลูกหนึ้คนอื่นในตั๋วสใช้เงินหลุด

422 /2521

สรุปความง่ายๆผู้ทรงตั๋วสัญญาใช้เงิน ผ่อนเวลาให้กับผู้ใช้เงิน ไม่ทำให้ผุ้อาวัลผู้สั่งจ่ายหลุดพ้น

            คราวนี้เรามาดูเรื่องเช็คบ้าง ถ้าผู้ทรงไปผ่อน ผู้สลักหลังก็ดี ผู้อาวัลก็ดี จะหลุดพ้นความรับผิดหรือไม่ หรือกล่าวอีกนัยคือ ผู้ทรงจะสิ้นหรือไม่

            ผุ้รับอาวัลมีฐานะเป็นลูกหนี้ ตามมาตรา 967  จะนำมาตรา 700 มาใช้ก็ไม่ได้ เหตุผลอย่างที่ทราบ 948 ไม่ได้นำมาใช้ในเรื่องเช็ค

            967 ผู้ทรงเค้าจะฟ้อง ผู้อาวัล หรือผู้สลักหลังแต่ผุ้เดียวไม่ได้

            2576/2548

            บทบัญญัติในมาตราตราต่อไป คือลูกหนี้หรือบุคคลที่ลงลายมื่อ คราวนี้จะพูดบุคคลตรงข้าม คือ เจ้าหนี้ บุคคลที่ให้ใช้เงินตามตั๋ว ในกฎหมาย เรียกว่าผู้ทรง อาจจะสงสัยว่า ในเรื่องตั๋ว จึงต้องมาวิเคราะห์ศัพท์ ถึงคำว่าผู้ทรงทั้งๆที่หลายมาตราก็กล่าวถึงสิทธิของผู้ทรงอยู่แล้ว

            ทั้งๆที่เป็นหนี้เรื่องอื่น เช่น เงินกู้ ซื้อขายก็ไม่เห็นต้องมีบทวิเคราะห์ศัพท์ว่าใครเป็นเจ้าหนี้

            เหตุผลคือ หนี้อันพึงชำระแก่เจ้าหนี้คนหนึ่งชำเพราะเจาะจง ตามมาตรา 306

            หนี้ที่ลูกหนี้รู้ตัวเจ้าหนี้แน่นอน ก รู้ใครคือเจ้าหนี้ตน ก ไปกู้ ก็ไปซื้อ ก็รู้แน่

ก็คือหนี้ที่ลูกหนี้รู้ตัวเจ้าหนี้แน่นอน

            แต่เรื่องตั๋วเงินตัวที่ไม่มีการรู้แน่ ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิดความสับสนว่าบุคคลใดกันแน่เป็นเจ้าหนี้

            กฎหมายบัญญัติไว้ชัดว่า ผู้ทรงคือใคร ตามมาตรา 904 ที่สำคัญที่สุดคือมีตั๋วไว้ในครอบครอง

            การครอบครองก็ต้องมีฐานะใดฐานะหนึ่งเช่น ผู้รับเงิน ผู้รับสลักหลัง

            ชื่อก็ต้องมีปรากฏ แต่อย่างไรก็ดีศาลฏีกาได้วางบรรทัดฐานไว้ว่ากรณีที่ระบุชื่อแต่ไม่ได้ขีดฆ่าคำว่าผู้ถือออก แปลว่าผู้สั่งจ่ายมิได้ตั้งใจจ่ายให้ระบุชื่อเท่านั้นแต่จ่ายให้เป็นผู้ถือด้วย คือเป็นเช็คผู้ถือ

            การเป็นผู้ทรง ตามแนวฏีกา ดูแล้วอาจต่างไปจากที่เราคิด

2232/2533

            ในกรณีที่เป็นตั๋วผู้ถือก็เช่นเดียวกันคือแม้จะมีตั๋ว ในครอบครองแต่ถ้าครอบครองแทนก็ไม่ใช้ผู้ทรง ในทางตรงกันข้ามบุคคลที่ไม้ได้ครอบครองตั๋วผู้ถือการอาจเป็นผู้ทรงได้ถ้ามีคนครอบครองแทน

1915/2531 ผู้รับฝากเช็คไปเบิกเงินแทน

เรื่องผู้ทรงที่สำคัญคือถ้าเป็นผู้รับสลักหลังนอกจากมีตั๋วครอบครองในฐานะผู้รับสลักหลังแล้ว ยังไม่พอต้อง พิสูจน์ให้เห็นด้วยว่า รับสลักหลังไม่ขาดสาย ตามมาตรา 905

            มาตรา 905 เป็นวิธีพิสูจน์การเป็นผู้ทรงในตั๋วชนิดระบุชื่อ ในฐานะผู้รับสลักหลังไม่นำไปใช้ในตั๋วผู้ถือเพราะว่า ถือว่าเป็นตั๋วผู้ถือหมดทุกคน

            มาตรา 905 บอกภายในบทบัญญัติมาตรา 1008 มาตรา 1008 บัญญัติไว้อย่างไรให้เป็นตามมาตรา1008 ไม่นำ 905 มาใช้

            มาตรา 1008 เป็นเรื่องลายมือชื่อใรนตั๋ว ปลอม หรือลงโดยปราศจากอำนาจ

905 ต้องเป็นเรื่องรายมือชื่อในตั๋วเป็นรายมือชื่อที่แท้จริง ลงโดยมีอำนาจ

            ถ้ารายมือชื่อในตั๋วเงินปลอมหรือขาดอำนาจเมื่อใด ก็ถือว่าขาดสาย ไม่เป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย

            แต่อย่าเพิ่งไปเหมารวม บางทีอาจจะทำให้เพียงแค่สิทธิบกพร่องคือเหลือเพียงให้บุคคลที่ ลงลายมือชื่อถัดมาได้เท่านั้น

ครั้งที่ 5 . (การโอนตั๋วเงินฯ ข้อกำหนดห้ามโอน การสลักหลัง)

เมื่อตอนช่วงเย็นท่านอาจารย์ชวลิตก็บอกว่าจะมาทำหนังสือเกี่ยวกับการค้า ฯ ขึ้นมา ซึ่งตำราเหล่านี้เป็นตำราที่มีคุณค่าและก็หาบุคคลจัดทำยาก

วันนี้เราก็มาดูกฎหมายลักษณะตั๋วเงินต่อในเรื่องที่สำคัญเรื่องหนึ่ง นั่นก็คือเกี่ยวกับเรื่องการโอนตั๋วเงิน

ตั๋วเงินเป็นตราสารเปลี่ยนมือหมายความว่าสามารถโอนได้ ขึ้นอยู่กับว่าเป็นตั๋วชนิดใดก็โอนตามสภาพกับตั๋วชนิดนั้นๆ

วันนี้เริ่มเรื่องการโอนตั๋วชนิดระบุชื่อ 917 เป็นเรื่องตั๋วแลกเงิน แต่นำไปใช้กับ ตั๋วสัญญาใช้เงินกับเช็คด้วยตาม 985

วันนี้จะพูดเรื่องการโอนตั๋วชนิดระบุชื่อ ทั้งสามชนิด ดูมาตรา 917 วรรคที่ 1 กฎหมายบัญญัติว่า อันตั๋วแลกเงินทุกฉบับถึงแม้ว่าไม่ได้สั่งจ่ายให้บุคคลซึ่งเขาสั่งก็ตามย่อมโอนได้ด้วยการสลักหลังแล้วส่งมอบ

คำที่อ่านไม่ค่อยรู้เรื่องคือ  ถึงแม้ว่าไม่ได้สั่งจ่ายให้บุคคลซึ่งเขาสั่งก็ตาม หมายความว่า ตั๋วเงินนั้นแม้ว่าไม่มีข้อความว่าให้โอนกันได้ ตั๋วเงินนั้นก็สามารถที่จะโอนกันได้

ส่วนใหญ่เวลาผู้สั่งจ่าย ออกตั๋ว ก็อาจเขียนข้อความว่า หรือตามคำสั่งคือ คำสั่งของผู้รับเงินนั่นเอง มาตรา 917 บอกว่าถึงแม้ไม่มีคำว่าตามคำสั่ง ก็ โอนกันได้ เพราะเป็นตราสารเปลี่ยนมือ

วิธีการโอนกฎหมายก็บอกว่าโอนให้กันได้ด้วยสลักหลังแล้วส่งมอบ วิธีการสลักหลัง กฎหมายก็โอน 915 วิธีแรกก็คือการสลักหลังเฉพาะก็คือการสลักหลังที่ระบุชื่อผู้รับประโยชน์แล้วหลังจากนั้นก็ส่งมอบตั๋วฯให้ผู้รับเงิน อันนี้คือการสลักหลังเฉพาะ คือระบุชื่อผู้รับประโยชน์ เราเรียกว่าสลักหลังเฉพาะ

จะมีการสลักหลังอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า สลักหลังลอบ มาตรา 919 วรรค 2 คือไม่ระบุชื่อผู้รับประโยชน์เพียงลงลายมือชื่อของตนไว้ที่ด้านหลังของตั๋วโดยไม่มีข้อความใดๆแล้วก็ส่งมอบ ตั๋วฯนั้นให้แก่ผู้รับโอน อย่างนี้เรียกว่าการสลักหลังลอย แต่สำหรับบุคคลที่รับโอนตั๋วมานั้นไม่ว่าจะรับโอนมาอย่างการสลักหลังอย่างไร ถือว่าเป็นการโอนที่ชอบด้วยกฎหมายทั้งนั้น

ข้อควรจำการสลักหลังลอย จะต้องกระทำที่ด้านหลังตั๋วเงิน ซึ่งเท่าที่เราตรวจดูเรื่องที่กฎหมายบังคับว่าต้องทำด้านหลังคือ เป็นการสลักหลังลอย เพราะถ้าด้านหน้าจะเป็น 939 คือเป็นแต่เพียงการรับอาวัลไปเสียแทน

ในลำดับต่อไปแล้วก็มาดูเรื่องผลการสลักหลังลอย บุคคลที่ได้ตั๋วเงินมาจากการสลักหลังลอย ถ้าประสงค์ที่จะกระทำได้ต่อไป ก็ทำได้สองวิธีคือ

ดูมาตรา 920 วรรคที่สอง บอกถ้าสลักหลังลอยผู้ทรงจะปฏิบัติต่อไปนี้อย่างใดก็ได้

คือ อาจกรอกความลงไปในที่ว่างด้วยเขียนชื่อของตนเอง โอนให้สาม ก็กลายเป็น สลักหลังเฉพาะก็ได้

สมมุติถ้าคนไม่รู้อาจคิดว่านี่คือการเปลี่ยนแปลงข้อความในตั๋วฯ ตามมาตรา 1007 อันนี้ไม่ใช่นะครับ

หรืออาจเขียนรายชื่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งที่ตนต้องการโอนให้ ก็ได้ เปรียบเสมือนผู้โอนให้เราโอนให้ผู้ที่เราต้องการโอนให้โดยตรง

ผู้ที่ได้ตั๋วฯจากการสลักหลังลอยถ้าจะโอนต่อไปอีกอาจโอนโดยการสลักหลังลอยหรือสลักหลังเฉพาะก็ได้

คือ สลักหลังลอย ต่อ สลักหลังลอย

ตัวอย่างสุดท้ายคือ โอนให้โดยไม่กรอกข้อความใดๆ คือโอนอย่างตั๋วชนิดผู้ถือ

เพราะฉะนั้นผู้ที่ได้ตั๋วเงินจากการสลักหลังลอยสามารถกระทำได้หลายวิธี

            อีกอันหนึ่งซึ่งถ้าไม่สังเกตในตัวบทก็จะไม่รู้ สมมุติว่าสามจะโอนเช็คให้นายสี่ สามเขียนข้อความเหนือรายมือชื่อนายสองว่าโอนให้นายสี่ ถามว่าถ้า ธนาคารไม่ชำระจะต้องรับผิดต่อนายสี่ไหม นายสามหน่ะ

            เพราะนายสาม แม้เขียนข้อความ แต่ไม่ได้ลงลายมือชื่อ ก็ไม่ต้องรับผิด เป็นข้อสังเกตว่า คนที่รับผิดคือคนที่ลงลายมือชื่อ ไม่ใช่คนเขียนข้อความ ถ้า ให้คนที่เขียนข้อความรับผิด เสมียญห้างฯร้านต่างๆก็รับผิดกันวุ่นวายไปหมดไม่ใช่เจตนารมณ์กฏหมาย

            มาตรา 922 บอกว่าการสลักหลังต้องไม่มีเงื่อนไข หากมี ให้ถือว่าไม่ได้เขียนลงไว้เลย

เงื่อนไขก็คือเหตุการณ์ที่เกิดในอนาคตอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งไม่แน่นอน

            บอกว่าให้ถือว่าข้อเงื่อนไขนั้นไม่ได้เขียนขึ้นเลย เมื่อไม่มีผลก็คือผู้รับโอนเป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมายถึงแม้ว่าการจะไม่ได้เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย

            อีกประการหนึ่งก็คือการสลักหลังโอนตั๋วต้องการทำเพื่อการโอนทั้งฉบับจะไปโอนแต่บางส่วนเป็นโมฆะ ก็คือเป็นการไม่เป็นการโอน แต่อย่างใดเลย

            ในมาตรา 922 ทุกวันนี้ยังไม่มีคดีเกิดขึ้นแต่ถ้าเป็นทางทฤษฎีทดสอบความจำก็ออกได้

ต่อไปการโอนตั๋วเงินชนิดผู้ถือ คงจะไม่ลืมว่ามีเฉพาะตั๋วแลกเงินกับเช็คเท่านั้น อันนี้ก็มาจากมาตรา 983 (5)

            เพราะถ้ามีตั๋วผู้ถือมันจะคล้ายกับการออกธนบัตรมากเกินไป ตั๋วผู้ถือมาตรา 918 โอนให้กันได้เพียงส่งมอบให้กัน ส่งมอบเฉยๆ ถึงแม้เป็นตั๋วผู้ถือส่งมอบเฉยๆคนรับก็ไม่อยากเสี่ยงรับ ดังนั้นในความเป็นจริง ก็ไม่เสี่ยงรับกัน ผู้รับโอนก็ให้ผู้โอนสลักหลัง

            ที่นี่ตั๋วผู้ถือแม้จะมีการสลักหลังก็ไม่ถือว่าบุคคลนั้นอยู่ในฐานะผู้สลักหลัง แต่เป็นการเพียงอาวัลผู้สั่งจ่าย

            ไม่เรียกผู้สลักหลังเรียกผู้รับประกันอาวัลผู้สั่งจ่าย ทุกคนมีสิทธิเท่ากันหมด ใครไปสลักหลังทุกคนเป็นผู้อาวัลทั้งหมด

            สังเกต 918 กับ 920 ไม่นำไปใช้กับเรื่องตั๋วสัญญาใช้เงิน ดูมาตรา 985 ไม่มีบัญญัติให้นำสองมาตรานี้ไปใช้กับตั๋วสัญญาใช้เงิน

            ตัวผู้สั่งจ่ายจะอ้างว่าลืมขีดฆ่าคำว่าหรือผู้ถืออกไม่ได้

             แต่มักที่ทำให้เข้าใจไขว้เขว คือเช็คชนิดผู้ถือ แต่มีคำว่าจ่ายสด แล้วมีการขีดคร่อมคือ ขีดคู่ขนานด้านหน้า

            ก็คือ การขีดคร่อม คือ เส้นคู่ขนานก็เกิดความไขว้เขวว่าเช็คจะโอนได้หรือไม่ คำตอบคือโอนได้ปกติ เหมือนเดิมทุกอย่าง

            การขีดคร่อมกับการโอนเป็นคนละเรื่องไม่ได้มีผลเกี่ยวข้องกันเลย

1015/2532

2485/2523

ปัญหาต่อไปเช็คผู้ถือเคยมีปัญหา สมมุติว่าธนาคารไม่ใช้เงินตามเช็ค แล้ว ผู้ทรงถุกธนาคารปฏิเสธ จะโอนต่อไปได้หรือไม่ คนที่ไปลงลายมือชื่อต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็คหรือไม่ ก็ไม่มีกฎหมายกำหนดว่าเช็คหมดสภาพความเป็นเช็ค ก็ไม่มียังเป็นตราสารเปลี่ยนมือได้

เช็คผู้ถือมีปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวโยง 990 โยงในเรื่องเช็ค เป้นบทที่กฏหมายกำหนดระยะเวลาที่ผู้ทรงไปยื่นแก่ธนาคารเพื่อใช้เงิน

ถ้าผู้ทรงไม่ยื่น ก็คือ สิ้นสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่ผู้สลักหลังทั้งปวง ถึงแม้เค้าจะลงลายมือชื่อในเช็คผู้ทรงก็สิ้นสิทธิไล่เบี้ยเค้า

มาตรานี้เกี่ยวข้องกับเช็คผู้ถืออย่างไร เกี่ยวตรงว่ากฎหมายใช้คำว่าผู้สลักหลังทั้งปวง ส่งผลคือถ้า ไปสลักหลังเช็คผู้ถือเค้าเรียกว่าผู้อาวัลผู้สั่งจ่าย

ดังนั้นผู้สลักหลังเช็คผู้ถือจึงไม่หลุดพ้น

2460/2526

            หัวข้อต่อไป หัวข้อที่สำคัญ 917 ในวรรค 2 ก็เป็นบทบัญญัติเรื่องตั๋วที่ โอนเปลี่ยนมือไม่ได้

            ปกติแล้วตั๋งเงินนั้นเป็นตราสารเปลี่ยนมือสามารถโอนต่อๆกันไปได้ด้วยวิธีการโอนอย่างตั๋วเงิน ถามว่าแล้วมีวิธีใดที่ทำให้ตั๋วเงินไม่อาจโอนแก่กันได้อย่างตั๋วเงิน

            หลักคือคนที่สามารถทำให้ตั๋วไม่อาจโอนเปลี่ยนไปได้อย่างการโอนแบบตั๋วเงินก็คือบุคคลที่ให้กำเนิดตั๋วเงิน ตั๋วแลกเงิน เช็ค คือผู้สั่งจ่าย ตั๋วสัญญาใช้เงิน ก็คือผู้ออกตั๋ว

กฎหมายให้อำนาจไว้ใน 917 วรรค สอง แต่ก็ยังโอนได้แต่โดยรูปการและผลอย่างการโอนสามัญ

หลักเกณฑ์มีดังนี้ ตั๋วที่จะโอนต่อไปไม่ได้ด้วยการโอนอย่างตั๋วเงินประการแรกต้องเป็นการโอนตั๋วระบุชื่อผุ้รับเงินเท่านั้น ถ้าเป็นตั๋วผู้ถือย่างนี้ผู้สั่งจ่ายจะไปเขียนว่าห้ามเปลี่ยนมือไม่ได้ ไม่ได้ เพราะมันขัดกับลักษณะของตั๋วเงินเอง

ทีนี้ผู้สั่งจ่ายหรือผุ้ออกตั๋วนั้นจะต้องทำอย่างไร อย่าลืมว่ามาตรานี้ใช้กับตั๋วเงินทั้งสามประเภท

ก็สามารถกระทำการได้ดังนี้ ข้อแรกเขียนลงในด้านหน้าแห่งตั๋วเงิน เราพูดแล้วว่ากิจการบางกรณีต้องทำด้านหลัง บางกรณีทำด้านหน้า กรณีนี้ กฎหมายกำหนดไว้เลยนะครับว่าต้องเขียนลงที่ด้านหน้า

เขียนว่าอย่างไร กฎหมายบอกว่าต้องมีคำว่าเปลี่ยนมือไม่ได้ อันนี้เป็นถ้อยคำที่กฏหมายบังคับไว้ แต่ก็อนุโลมว่าคำอื่นก้ได้ขอให้มีความหมายทำนองเดียวกับคำว่าเปลี่ยนมือไม่ได้

เช่น a/c payee only   หรือเฉพาะบัญชีผู้รับเงินเท่านั้น

ดังนั้นตั๋วเงินฉบับไหนถ้ามีข้อความอย่างนี้ ผู้ทีทรงหรือผู้มีสิทธิรับเงินตามตั๋วนี้มีคนเดียว อย่าลืมว่าต้องเขียนด้านหน้านะ ถ้าไปเขียนด้านหลังก็ไม่มีผลเป็นการห้ามโอน

คำใดบ้างที่ศาลถือว่า ทำนองเดียวกับเปลี่ยนมือไม่ได้ ไปแล้ว อาจจะอยากดูตัวอย่าง ที่ ไม่ถือว่า ทำนองเดียวกันบ้าง

เช่น คำว่า เฉพาะ ไม่ถือว่าเป็นการเปลี่ยนมือไม่ได้

นายสามก็เลยมาฟ้องนายหนึ่งให้รับผิดตามเช็ค ปัญหาคือเช็คฉบับนี้เป้นเช็คห้ามเปลี่ยนมือหรือไม่ ไม่เป็น เรื่องนี้ศาลฏีกาแปลความว่าคำว่าเฉพาะอาจเป็นกรณีที่ผู้สั่งจ่ายประสงค์ให้เป็นเช็คขีดคร่อมเฉพาะคือให้จ่ายเงินให้ธนาคารนั้นโดยเฉพาะ

ผลคื่อเช็คนั้นเป็นเช้คธรรมดาทั่วไปสามารถเปลี่ยนมือได้ 4975/2533

ต่อไป ตั๋วเงินที่ผุ้สั่งจ่ายหรือผู้ออกตั๋วเขียนข้อกำหนดว่าเปลี่ยนมือไม่ได้ ถามว่าถ้าต้องการจะโอน หรือฝ่าฝืนคำสั่ง ไปสลักหลังแล้วส่งมอบ ผลทางกฎหมายจะเป็นอย่างไร ผลคือเป็นการโอนที่ไม่ชอบ สิทธิทั้งหลายตามตั๋วเงินก็ไม่ตกไปยังผู้รับโอน คือผุ้รับโอนไม่ใช่ผู้ทรง จะไปเรียกให้รับผิดไม่ได้

สามฟ้องหนึ่งผู้สั่งจ่ายเช็คไม่ได้แต่ถามว่าฟ้องนายสองได้หรือไม่ จนทุกวันนี้ยังมาไม่มีคำพิพากษาไว้ชัด

2742/2525 เป็นแต่เพียงผิวเผิญ

แต่อย่างไรก็ดีก็มีความเห็นว่าจำเลยที่สองต้องรับผิดเพราะเป็นผู้ลงลายมือชื่อ ส่วนหนึ่งเขียนห้ามไว้เล้วก็ไม่ต้องรับผิด

เช็คที่ระบุชื่อผู้รับเงิน และมีคำว่าหรือผู้ถือ  เป็นเช็คผู้ถือ

แต่เช็คที่ระบุชื่อผู้รับเงิน และมีคำว่าหรือผู้ถือ และ มีข้อความว่าห้ามเปลี่ยนมือหรือข้อความทำนองเดียวกันเขียนไว้ด้านหน้า นั้นเราถือว่าเช็คนั้นเป็นเช็คเปลี่ยนมือไม่ได้

2055/2536

ทีนี้ก็มาดูประเด็นถัดไป เรื่องตั๋วเงินที่เขียนว่าเปลี่ยนมือไม่ได้ จะโอนอย่างสลักหลังแล้วส่งมอบไม่ได้แล้วถ้าผู้รับเงินตามตั๋ว ต้องทำอย่างไร กฏหมายก็บัญญัติว่าจะโอนให้แก่กันได้อย่างรูปการและผลอย่างการโอนสามัญ

ก็คือถ้าจะมีการโอนตั๋วเงินนั้น ก็จะต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติในเรื่องการโอนสิทิเรียกร้องหรือที่เรียกว่าการโอนหนี้ธรรมดาทั่วไปตามมาตรา 306

คือการโอนหนี้ อาจเข้าใจไขว้เขว ว่าเป็นเรื่องลูกหนี้โอน อันนั้นไม่ใช่แล้วนะครับ

การโอนสิทธิเรียกร้องทำอย่างไรควาทมจิงง่ายมีขั้นตอนเดียวคือ ทำเป็นหนังสือ

ความจริงแล้วทำเป็นหนังสือก็สมบูรณ์แล้ว แต่ลูกหนี้จะไปรู้ได้อย่างไรว่าเจ้าหนี้ของเขาโอนสิทิเรียกร้องให้คนอื่นแล้ว กฏหมายจึงระบุขั้นตอนไว้อีกขั้นว่าจะยกเป็นข้อต่อสุ้ได้ก็ต่อเมื่อแจ้งไปให้ลุกหนี้ทราบหรือจะให้ดีคือลูกหนี้ยินยอม ยิ่งดีเข้าไปใหญ่ซึ่งคำบอกกล่าวหรือคำยินยอมนั้นให้ทำเป็นหนังสือ

            ทีนี้อย่างนี้สรุปก่อนว่าวิธีการโอน ระหว่างผุ้โอนกับผู้รับโอนทำเป็นหนังสือสมบูรณ์แล้วแต่เพื่อใช้ยันลูกหนี้ได้ พอทำบันทึกเป้นข้อตกลงเสร็จก้ให้แจ้งเป็นหนังสือให้ทราบ แจ้งเพื่อทราบเฉยๆก็ได้ หรือยิ่งดีเข้าไปใหญ่ถ้าลูกหนี้ยินยอม

            ครั้งที่ 6 . (มาตรา 923 , วันถึงกำหนดใช้เงิน )  

มีการพิจารณาเกี่ยวกับเรื่องที่นักศึกษาขอให้ทบทวนคะแนนที่ผ่านมา ในกระบวนวิฯแพ่งก็มีห้าคน วิฯอาญาก็ 5 คน

เท่าที่ทบทวนดูส่วนใหญ่ก็ทักท้วงว่าทำไมได้คะแนนน้อยเกินไป

ในคราวที่แล้วเราได้พูดถึงเรื่องตั๋วฯที่มีข้อกำหนดว่าเปลี่ยนมือไม่ได้

แบ่งเป็นสามกรณี

กรณีแรกพุดไปแล้วสรุปอีกครั้งว่า ผู้ให้กำเนิดตั๋วฯ ย่อมมีสิทธิกำหนดลักษณะตั๋วฯเขียนว่าเปลี่ยนมือไม่ได้หรือข้อความทำนองเดียวกัน อย่างนี้ตั๋วเงินฉบับนั้นจะสลักหลังแล้วส่งมอบไม่ได้แล้ว ถ้าอยากโอนต้องปฏิบัติตามมาตรา 306 เรื่องการโอนสิทธิเรียกร้อง

กรณีสอง กรณีผู้สลักหลังเขียนระบุข้อความห้ามสลักหลังสืบไป มาตรา 923 ต่างจากกรณีแรกคือกรณีแรก ผู้ให้กำเนิดตั๋ว กรณีสอง ผู้สลักหลัง อย่างนี้ไม่มีผลเป็นการทำให้ตั๋วเงินฉบับนั้นสลักหลังแล้วส่งมอบต่อไปไม่ได้

ผลที่เกิดขึ้นมีอย่างเดียวครับคือผู้สลักหลังที่เป็นคนเขียนห้ามสลักหลังสืบไปนั้นเขาไม่ต้องรับผิด ต่อคนที่สลักหลังสืบไปนั้น คือ ผู้สลักหลังที่เขียนนั้นเขาจำกัดความรับผิดไว้แล้ว

ผลตามกฎหมาย คือนายสองที่ลงลายมือชื่อห้ามสลักหลังไว้คงต้องรับผิดต่อนายสามเท่านั้นไม่ต้องรับผิดต่อนายสี่ที่เป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใดไม่

กรณีที่สาม กรณีสุดท้าย ก็คือเช็คขีดคร่อมที่ผู้ทรงเติมคำว่าห้ามเปลี่ยนมืออันนี้อยู่ 995 ( 3 ) + 999

ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจคำว่าเช็คขีดคร่อมตาม 994 ก่อน บทบัญญัติเรื่องการขีดคร่อมนั้นมีเฉพาะในเช็คเท่านั้น

การขีดคร่อมหมายถึงข้างด้านหน้าของเช็คมีขีดคู่ขนานขีดไว้

995(3) กฎหมายบอกว่าผู้ทรงจะเติมคำว่าห้ามเปลี่ยนมือก็ได้  ถามต่อไปว่าแล้วนาย ก เป็นผู้ทรงเช็คอยู่แล้วจะไปเติมคำว่าห้ามเปลี่ยนมืออยู่แล้วเพื่อประโยชน์อะไร

ก็อาจจะเพื่อกลัวเช็คหายและเพื่อป้องการการสวมสิทธิของเช็คที่หายนั้น แม้จะรับโอนเช็คนั้นโดยสุจริตก็ตาม มาตรา 999

ซึ่งเป็นข้อยกเว้นมาตรา 905

สรุปความได้ว่า มาตรา 995 (3)เป็นบทบัญญัติที่กฎหมายให้สิทธิผู้ทรงเติมคำว่าห้ามเปลี่ยนมือในเช็คขีดคร่อม เพื่อป้องกันบุคคลที่ได้รับเช็คนั้นไปโดยมิชอบแสวงหาประโยชน์นั้นได้

ต่อมาดู 917 วรรคสุดท้ายนิดหนึ่ง อนึ่งตั๋วเงินจะสลักหลังให้แก่ผู้จ่ายหรือไม่ก็ได้ ไม่ว่าจะได้รับรองหรือไม่ก็ได้ หรือจะสลักหลังให้แก่ผู้สั่งจ่ายหรือไม่ก็ได้และบุคคลทั้งหลายเหล่านี้ก็อาจสลังหลังโอนต่อไปได้

เป็นมาตราที่ชี้ว่าเป็นตราสารเปลี่ยนมือพิเศษ ไม่มีการเป็นหนี้เกลื่อนกลืนกันไป

เรื่องตั๋วเงินไม่นำมาตรา 353 มาใช้ 917 วรรค 3 + 353 อธิบายแบบคร่าวๆก็เพียงพอแล้ว

หัวข้อต่อไปเกี่ยวกับเรื่องวันถึงกำหนดใช้เงิน เนื่องจากตั๋วเงิน แบ่งออกเป็น สามประเภท

ตั๋วแลกเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงิน และก็เช็ค

วันที่ตั๋วถึงกำหนดใช้เงินสำคัญอย่างยื่งเป็นวันที่ผู้ทรงมีสิทธินำตั๋วไปยื่นให้ผู้ใช้เงิน ใช้เงินให้ และเป็นวันที่อายุความเริ่ม และกำหนดหน้าที่อีกหลายเรื่อง

มาตรา 913 เป็นบทบัญญัติ วันถึงกำหนดใช้เงินของตั๋วแลกเงิน มาตรา 985 ก็บอกว่าเอาไปใช้กับ ตั๋วสัญญาใช้เงินด้วย

ก็สรุปได้ว่า เป็นอย่างเดียวกันคือเป็นได้หลายกรณี

คือถ้าไม่กำหนดวันใช้เงินก็ไม่เป็นไร 910 วรรค 2 984 วรรค 2 คือ ใช้เงินเมื่อได้เห็น

เอาไปยื่นเมื่อไรจ่ายทันที ถ้าเรามาดูเช็ค มาตรา 988 รายการที่ต้องมีในเช็ค จะไม่มีคำว่าวันถึงกำหนดใช้เงิน ที่ไม่มีเพราะมาตรา 987 เช็คมีวันถึงกำหนดใช้เงินวันเดียวเท่านั้นคือ วันที่ทวงถามหรือวันที่ที่ลงในเช็คนั่นเอง

แต่ในเบื้องต้นอยากให้จำว่าเช็คมีวันถึงกำหนดวันเดียวคือ เมื่อทวงถาม

ส่วน ตั๋วแลกเงินกับตั๋วสัญญาใช้เงิน สี่กรณี

อันที่ 1 คือ 913 วันใดวันหนึ่งที่กำหนดไว้ อันนี้เห็นง่ายคือวันที่ระบุไว้แน่นอนในตั๋ว กำหนดตามวันแห่งปฏิทินนั้นเอง

ตัวอย่าง นาย ก ออกตั๋วฯ วันที่ 1 ก พ สั่งขอให้จ่ายเงินแก่ ค คือ สมมุติวันที่ 1 มีนาคม 1มีนาคมคือวันที่ถึงกำหนดใฃ้เงิน อันนี้เห็นง่าย

กรณีที่สองเมื่อสิ้นระยะเวลาอันกำหนดไว้นับแต่วันที่สิ้นกำหนดนั้น อันนี้เป็นวันที่ถึงกำหนดโดยนับแต่วันที่ได้ลงในตั๋วไปจนครบระยะเวลา

ยกตัวอย่างที่เราเห็นประจำ เช่น 6 เดือนนับแต่วันที่ลงในตั๋ว ฯ 30 วันนับแต่วันที่ลงในตั๋วโปรดจ่ายเงินให้แก่นาย ก

ปกติแล้วต้องนับหนึ่งในวันรุ่งขึ้น

ที่เข้าใจยากคือกรณีที่ 3 คือ นาย ก ออกตั๋ว สั่งนาย ข จ่ายให้นายค เมื่อทวง ถาม เปรียบเทียบ กับสั่งว่าจ่ายให้นาย ค เมื่อได้เห็น

ถามว่าต่างกันหรือเหมือนกัน ปัจจุบันยุติแล้วตาม แนวคำพิพากษาของฏีกา อ่านเองเข้าใจยาก สรุปง่ายๆคือ

ตั๋วทวงถามกับต็วเมื่อได้เห็นแตกต่างกัน

1.                          มาตรา 913 ( 3 ) ใช้คำว่า หรือ เมื่อทวงถาม หรือเมื่อได้เห็น ศาลฏีกาเลยบอกว่าเมื่อเขามีคำว่าหรือ จึงมีความแตกต่างกัน

แตกต่างกันตรงไหนแยกว่า

            ตั๋วที่ระบุว่า เมื่อได้เห็น กฎหมายบังคับไว้ ว่าผู้ทรงต้องยื่นตั๋วให้ผู้จ่ายใช้เงินภายในกำหนดหกเดือนนับ แต่วันที่ลงในตั๋ว ตามมาตรา 944+928

            คือเป็นวันถึงกำหนดตั้งแต่ออกตั๋วเลย แต่ทั้งนี้ต้องยื่นให้ใช้เงินภายในหกเดือนนับแต่ออกตั๋ว

-          เมื่อทวงถาม คำตอบก็คือเมื่อผู้ทรงทวงถามให้ผู้ออกตั๋ว หรือผู้จ่าย ใช้เงิน ทวงเมื่อไหร่ ถึงกำหนดเมื่อนั้น

ข้อแตกต่าง ก็คือ ตั๋วแบบเมื่อทวงถามไม่มีกำหนดบังคับว่าต้องมาทวงถามเมื่อใด  เมื่อใดก็ได้อาจเก็บตั๋วฯไว้ ห้าปี สิบปีก็ได้

เมื่อพูดถึงประเด็นในเรื่องนี้ก็มีฏีกาฉบับหนึ่ง

            ฎ.1062/2540

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา169ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นกำหนดให้อายุความเริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปเมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาทกำหนดไว้ชัดเจนว่าผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินแก่โจทก์เมื่อทวงถามดังนั้นวันถึงกำหนดใช้เงินของตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาทจึงหมายถึงวันที่โจทก์ทวงถามให้ใช้เงินตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา9013(3)หาใช่ถึงกำหนดใช้เงินในวันออกตั๋วไม่ทั้งได้มีการทวงถามให้ผู้ออกตั๋วและจำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นผู้รับอาวัลชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาทแล้วอายุความจึงไม่อาจเริ่มนับจากวันที่ออกตั๋วได้ ในหนังสือบอกกล่าวทวงถามของโจทก์ได้ให้เวลาจำเลยทั้งสี่ชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินให้เสร็จสิ้นภายใน7วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือดังกล่าวหมายความว่าโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จะเรียกให้จำเลยทั้งสี่ชำระหนี้ก่อนถึงกำหนดเวลานั้นหาได้ไม่แต่จำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นลูกหนี้จะชำระหนี้ก่อนกำหนดนั้นได้หากพ้นกำหนดดังกล่าวแล้วไม่ชำระก็ถือว่าจำเลยทั้งสี่ผิดนัดโจทก์อาจบังคับให้จำเลยทั้งสี่ชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาทในฐานะผู้รับอาวัลได้นับแต่วันครบกำหนดตามหนังสือทวงถามแล้วเป็นต้นไปวันครบกำหนด7วันตามหนังสือทวงถามคือวันที่19กันยายน2533อายุความจึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่20กันยายน2533เป็นต้นไปหาใช่เริ่มนับแต่วันที่จำเลยทั้งสี่ได้รับหนังสือบอกกล่าวทวงถามไม่เมื่อโจทก์ฟ้องคดีวันที่14กันยายน2536ยังไม่ครบกำหนด3ปีคดีโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1001

 

ยังไม่มีการนำมาออกสอบมาก่อน

            เรื่องมีอยู่ว่า บ.เงินทุนออกตั๋วสัญญาใช้เงิน 1286 ล้านบาทให้แก่โจทก์ คือผู้ทรงตั๋วสัญญาใช้เงิน มีจำเลยเป็นผู้รับอาวัล  ออกตั๋ว 19 ก.ย. 29 กำหนดใช้เงิน เมื่อทวงถาม ต่อมาโจทก์คดีนี้มีหนังสือลงวันที่ 7 ก.ย. 2533 เก็บมาสามปีเศษค่อยทวงถามได้ไม่มีกฎหมายห้าม ก็มีหนังสือทวงถามจำเลย กับผู้อาวัล ให้ใช้ภายใน 7 วันนับแต่ได้รับจดหมาย

            จำเลยทั้งสอง ก็ได้รับหนังสือทวงถาม 12 กันยายน 2533 ในหนังสือ บอกให้ใช้ภายใน 7 วัน ถามว่าวันที่ถึงกำหนดใช้เงิน นับแต่เมื่อใด

            ก็ต้องตอบว่า ในเมื่อในหนังสือทวงถามบอกว่าให้ใช้เงินภายใน 7 วันนับแต่ได้หนังสือทวงถาม เพราะฉะนั้นวันที่ ถึงกำหนดคือ 19 กันยายน 2533

            ปรากฏว่าทวงถามไปแล้วเพิกเฉย โจทก์ก็นำคดีมาฟ้อง 14 กันยายน 2536

            ถามว่าคดีขาดอายุความหรือไม่ ก็ตอบว่าไม่ขาด อายุความ 3 ปี นับแต่วันตั๋วฯนั้นๆถึงกำหนดใช้เงินตามมาตรา 1001

            มาตรา 940 วรรค 1 ผู้รับอาวัลต้องผุกพันเป็นอย่างเดียวกับบุคคลที่ตนเองประกัน เมื่อกำหนดอายุความผู้ออกตั๋วมีอายุความ สามปี กำหนดฟ้องผู้อาวัล ก็ต้องมีกำหนด 3 ปีเช่นเดียวกัน

            กรณีสุดท้าย กรณีที่ สี่ เมื่อสิ้นระยะเวลากำหนดไว้ นับแต่ได้เห็น   เช่นภายในกำหนด 30 วันเมื่อได้เห็นโปรดจ่ายเงินให้นาย ก . ตั๋วแบบนี้เริ่มนับได้เมื่อผู้จ่ายเงิน เห็นตั๋วก่อน เมื่อไม่เห็นตั๋วฯก็ยังไม่นับกำหนดใช้เงิน

            กฎหมายก็มีบังคับ ว่าต้องไปให้เห็น ภายใน กำหนด 6 เดือนนับแต่วันที่ลงในตั๋ว ฯ

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages