สรุปคำบรรยาย กฎหมายลักษณะพยานหลักฐาน (ภาคค่ำ) ครั้งที่1

2,418 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
Nov 30, 2010, 10:50:27 PM11/30/10
to LAWSIAM

หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า  kankokub  ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ศ.(พิเศษ ) พรเพชร วิชิตชลชัย ผู้บรรยาย   , ผู้มีน้ำใจส่ง flie เสียงที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า ขอบคุณ. http://www.muansuen.com และคุณ admin ที่นำ flie เสียงมาลงแบ่งปันให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

ครั้งที่ 1 วันอังคาร 23 พฤศจิกายน  2553

          วิชากฎหมายพยานหลักฐาน ท่านอาจารย์จรัล กับท่านอาจารย์เข็มชัย มีคนมาถามว่า คือว่า ในหลักการนั้น ระดับเนฯเนื่องจากมีการเรียนทั้งภาคค่ำและภาคกลางวัน ก็เราก็ดูว่าเงื่อนไขในการสอบ เป็นเรื่องสำคัญ เราก็ต้องถือว่า เราเรียนภาคกลางวัน อาจจะต้องไปดูหนังสือของอาจารย์จรัล การดูหนังสือ ไม่ใช่ดูผ่านๆห้าเที่ยวสิบเที่ยวก็พอ บางคนบอกดูจูริสสิบรอบ ผ่านยังไม่ได้เลย ถ้าดูแค่นั้น ก็ได้แต่ธง คือหลักต้องทำให้หนักแน่น ตอบธงถูกแล้วจะไปเขียนอะไรได้ ข้อสอบกฎหมายต้องสอบด้วยหลักกฎหมาย มันต้องได้คะแนน สมมุติว่าตอบธงถูก เอาปืนเล็งยิงไปที่ฝูงชนผิดฐานอะไร ตอบผิดฐานฆ่าคนตายโดยเจตนา โดยเล็งเห็นผล แต่ใครบ้างหล่ะจะอ้างหลักกฎหมายได้ถูกต้อง ว่าการที่เขายกอาวุธปืนไปได้กระทำไปโดยรู้สำนึกและขนาดเดียวกันการยกอาวุธปืนเล็งไป เป็นการย่อมเล็งเห็นผลว่าจะทำให้คนอื่นตาย มันต้องมีการอ้างหลักกฎหมาย แล้วทำไมผลสอบผู้ช่วยบอกว่าถูกธงแล้วได้แค่ห้าคะแนน

            นี่คือการยกตัวอย่างให้ฟัง มันสำคัญสองอย่าง ความสำคัญอันนี้แหละที่จะต้องเน้นย้ำเสมอ ข้อที่ พึงระวังในกฎหมายลักษณะพยานหลักฐานก็คือ วิธีการเขียนคำตอบนั้น มักจะให้ความสำคัญไปกับคำตอบในทาง ปฏิเสธ เพราะคำถามในกฎหมายลักษณะพยานหลักฐานนั้นคือการถามว่ารับฟังพยานหลักฐานนี้ได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้ถามโดยตรงเราก็ควรจะตอบคำถามนี้แหละ

            อ่านฏีกา อ่านจูริส ตอบได้แต่เชิง ปฏิเสธ อันนี้เป็นการล่อซื้อของเจ้าพนักงานเป็นการแสวงหาพยานหลักฐานที่การกระทำความผิดเกิดขึ้นจึงรับฟังได้ ไม่ตอบนะครับ หลักกฎหมายรู้ที่อาจารย์ว่าไปในชั่วโมงแรกคือการตอบข้อสอบตามกฎหมายถูกธงอย่างเดียวไม่พอ คือเราชกไม่เข้าเป้าเหมือนหมัดแยบ ก็ฝากไว้ด้วย นี่คือข้อแนะนำประการแรก

            ก็คือมุ่งอย่างเดียวจะหาธงคำตอบให้ได้ไม่ได้มุ่งว่าหลักกฎหมายที่ควรใช้คืออะไร เพราะว่าหลายคนมีข้อสงสัยว่าทำไมถึงจะทำคะแนนให้ได้มี คียเวิดไม่มีหรอก มีแต่หลักกฎหมาย หาหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องมาให้ได้

            เรื่องที่สองก็คือว่า พาวเวอร์พ้อยของอาจารย์ไม่มีลิขสิทธิเผยแพร่ได้ ไปโหลดได้ อาจารย์ก็ปรับปรุงทุกปีนะครับ ตอนนี้ปรับปรุงบทที่สี่ การปรับปรุงนี้ไม่มีผลมากนักเพราะกฎหมายใหม่ได้แก้ไขมาระยะเวลาพอสมควรแล้ว

            ก็โหลดได้ปริ้นได้ เข้าเวปของเนฯ เมื่อสักครู่คุยกับเจ้าหน้าที่ของเนฯแล้ว ว่าได้ลงในระบบแล้ว ดังนั้นถ้าใครมาเรียนแล้ว อาจารย์ก็อยากบอกว่าอย่ามานั่งจดเลย เพราะอาจารย์ขึ้นมาเพื่อเตือนว่า เรื่องนี้ฏีกานี้ ส่วนใหญ่เป็นตัวบทกฎหมายก็อย่าไปจดตามพาวเวอร์พ้อยที่อาจารย์ขึ้นเลย

            ถ้ามีปัญหาก็ทำความเข้าใจวัตถุประสงค์นะครับ การศึกษามีการรู้พอสมควรนะ

            ทุกคนก็ได้ผ่านนิติศาสตร์บัณฑิตกันมาแล้วทั้งนั้นก็ต้องพอรู้ว่ากฎหมายว่าอย่างไร มีกฎหมายเรื่องภาระการพิสูจน์ มีกฎหมายเรื่องการตัดพยานหลักฐาน เรื่องบัญชีระบุพยานอยู่ ไม่รู้ก็เปิดตัวบทก็รู้

            นอกจากนั้นก็ต้องรู้ว่าเขาตีความแปลความอย่างไร เมื่อไม่รู้ก็ไปอ่านมา สักเที่ยวเดียวก็พอไปอ่านมาก่อน ให้มีความรู้แล้วก็จะทำให้มาเรียนวิชานี้สนุก

            อาจารย์ไม่ค่อยอยากแนะนำวิธีของอาจารย์ แต่อาจารย์ทำอย่างนั้น ก็อ่านเที่ยวเดียว ก่อน แล้วมาฟัง หลังจากนั้น ก็ไปทบทวนส่วนที่ไม่เข้าใจอีกสักรอบ นี่คือสิ่งที่ถูกต้องในการเรียน

            อาจารย์ก็สันนิฐานในข้อเท็จจริงว่านักศึกษาที่นั่งนี้รู้จักการแปลความแล้ว

            กฎหมายเป็นวิชาชีพ คือการนำกฎหมายไปใช้รู้อย่างเดียวไม่พอ วิชาชีพอย่างอื่นรู้ไม่ไปประกอบวิชาชีพก็ได้ แต่วิชาที่มาใช้กับใคร ใช้กับมนุษย์ใช้กับสังคมมนุษย์กฎหมายก็เช่นกันเมื่อเป็นวิชาชีพสภาวิชาชีพก็มาควบคุม เขาก็มาดูแลว่าความรู้ทางกฎหมายสามารถเอาไปปรับใช้กับสังคมมนุษย์ได้ถูกต้องหรือไม่ ดังนั้น เนฯก็ดี สภาทนายความก็ดี มีหน้าที่ดูแลว่าความรู้ของนักศึกษาใช้ได้หรอืไม่ ความมั่นใจอย่างน้อยสองอย่างคือ มาอบรม โดยเน้นไปในเรื่องของการนำไปใช้ การนำกฎหมายไปใช้ ก็เน้นอย่างนั้น อบรมเพื่อเพิ่มความรู้ในขณะเดียวกันก็ทดสอบเพื่อความมั่นใจ

            อาจารย์สอนหลายแห่ง นะครับที่ปริญญาตรีอาจารย์ท่านเน้นหลักการและเหตุผล มาสอนที่นี้ การแปลความ สอนแต่ฏีกา ไม่เห็นมีความรู้ เป็นคนละอย่าง ถ้าสอนแบบเดียวกันผิดวัตถุประสงค์ของเนฯ วัตถุประสงค์ประการที่สามคือการเรียนการสอนในระบบทั่วโลก เมื่อนำไปใช้ได้แล้ว ต้องพัฒนา ดังนั้นไม่ใช่สอบเนฯได้แล้วจะเท่ โลกเราต้องมีการพัฒนาไม่อย่างนั้นจะมีเครื่องคอมพิวเตอร์ได้อย่างไร ในสมัยอาจารย์มีชั้นเรียนตอนเย็น อาจารย์ไปเล่นรักบี้เพื่อนเล็คเชอร์ อาจารย์ก็ทำได้แค่ไปถ่ายเอกสารเล็คเชอร์เพื่อน หน้าละสามบาท เท่ากับก๋วยเตี๊ยวหนึ่งชาม ปัจจุบันนี้ อาจารย์มีอะไรก็มีเวปไซต์ของอาจารย์ พัฒนาไปอาจารย์ก็ต้องพัฒนาตาม อาจารย์ก็เข้าไป www.thaijustice.com ก็ดูว่ามีนักศึกษามีคำถามหรือไม่ ก็เป็นเวปสาธารณะ ก็อย่าไปทำให้เสียแล้วกัน ก็เป็นสื่ออย่างหนึ่ง เพื่อช่วยให้นักศึกษา สื่อสารกับอาจารย์ได้ เพราะฉะนั้นก็ถามเข้ามาได้นะครับ ถ้าใครยังเข้าอินเตอร์เน็ต ไม่เป็นก็ให้พัฒนาตัวเองนะครับ อาจารย์อายุ 61 ยังพัฒนาได้

            ทำไมต้องพัฒนา ตอนนี้กฎหมายก็มีการเรียนการสอน กฎหมายเป็นวัฒนธรรมของมนุษย์แบบเดียวกับที่เราไม่เอาใบไม้ มาห่ม เราใส่เสื้อ  ถ้าเราไม่พัฒนา เราก็คงต้องไปลุยไฟพิสูจน์ความบริสุทธิ์

            ตะวันตกไม่แย่กว่าเหรอครับ ให้ไปสู้กับสิงโต ยิ่งร้ายไปกว่านั้นพ่อมดหมอผี เราอาจบอกว่าเราไม่จำเป็นแล้ว บางครั้งเราก็ลืมว่าทำไมกฎหมายเป็นอย่างนี้ เราต้องมีมุมมองที่กว่างขึ้น

            ดังนั้นถ้าเราเรียนสูงขึ้นมุมมองในการเป็นนักกฎหมายจะกว้างขึ้นการเรียนเพื่อพัฒนาก็เรียนเพิ่มในชั้นปริญญาโทก็ได้ อาจารย์ก็สอนสองชั่วโมงติดต่อกัน ส่วนคนที่ มาช้าหรือว่า ระหว่างเรียนติดต่อกันนั้นอยากไปเข้าห้องน้ำก็ออกไปเบาๆ เข้ามาเบาๆ ไม่รบกวนคนอื่นเขา ไม่มีปัญหาอะไรสำหรับอาจาย์ สำหรับการอัดเทปอาจารย์ไม่ได้ห้ามก็ทำได้ แต่ว่าไม่รู้บางคนก็เอาไปขายเลย มีหน่วยบริการขายอาจารย์ก็ไม่รู้จะพูดว่าอย่างไร เนฯก็ไม่ชอบใจ สำหรับอาจารย์ไม่มีปัญหา แต่ว่าบางอาจารย์ท่านถือ เพราะเป็นการบันทอนเสรีภาพในการสอน ก็อย่าถือสา ในการหลุดวิพากษ์วิจารย์ เพราะฉะนั้นก็อัดได้ เผยแพร่ได้ ถ้ามีปัญหาขึ้นมาก็คงไม่ไปชนกับใคร

            กฎหมายเราตัวบทที่สำคัญ ก็เป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายวิธีพิจารณาความที่เราเรียกว่ากฎหมายวิธีสบัญญัติโดยเฉพาะกลุ่มซิวิลลอว์ เขาไม่ได้แยกกฎหมายพยานหลักฐาน เกือบทั่วโลก ซิวิวลอว์ ก็ถือว่ากฎหมายขึ้นอยู่กับการดำเนินคดีแต่ละประเภท ตรงกันข้ามกับคอมมอนลอว์ที่เห็นว่ากฎหมายพยานหลักฐานเป็นกฎหมายเฉพาะ ถ้าเราไปเรียนคอมม่อนลอว์จะเห็นกฎหมายลักษณะพยานหลักฐานมากมายเหลือเกิน ในยุโรป ในคดีอาญา อยู่ในส่วนหนึ่งของวิธีพิจารณาคดี ไปดูวิแพ่งวิอาญา แต่ไทยเรานี้ได้รับอิทธิพลคอมม่อนลอว์อย่างมาก เวลาสอนมีข้อยกเว้น เรื่องนี้ก็ยุ่งเข้าไปอีก ในคดีผู้บริโภค การศึกษากฎหมายลักษณะภยานหลักฐานเริ่มยุ่งยากขึ้นไปทุกวัน แล้ว ว่าอะไรกันทั้งแพ่งและอาญา ก็ไม่เป็นไร เราเรียนตามที่อาจารย์สอน กฎหมายลักษณะพยานหลักฐานคือกฎหมายที่วางระเบียบข้อปฏิบัติกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการวินิจฉัยข้อเท็จจริง เพราะฉะนั้นถ้าพูดอีกนัยหนึ่งคือกฎหมายลักษณะพยานเป็นกฎหมายที่กำหนดหลักเกณฑ์ก็นำไปสู่ปัญหาต่อไปที่เราต้องจำหลักไว้ มันเป็นหลัก แต่กฎหมายนั้นมันมี องค์ประกอบดังนี้ กฎหมายเมื่อมีหลักก็มีข้อยกเว้น ก็คือ

            หลักการของกฎหมาย เมื่อเราพูดถึงการวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงกฎเกณฑ์ที่สำคัญคือ ข้อเท็จจริงต้องพิสูจน์ด้วยพยานหลักฐาน นี่เป็นกฎเบื้องต้น เปลี่ยนแปลงไมได้ ทำไมอาจารย์พูดอย่างนี้หละเปิดดูตัวบทมาตรา 84 ที่ว่า

มาตรา ๘๔[1]  การวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงในคดีใดจะต้องกระทำโดยอาศัยพยานหลักฐานในสำนวนคดีนั้น เว้นแต่

(๑) ข้อเท็จจริงซึ่งรู้กันอยู่ทั่วไป

(๒) ข้อเท็จจริงซึ่งไม่อาจโต้แย้งได้ หรือ

(๓) ข้อเท็จจริงที่คู่ความรับหรือถือว่ารับกันแล้วในศาล

             เป็นสิ่งที่ต้องตอบในทาง โพซิทีพ เราไม่ค่อยนึกถึงกันหรอก การวินิจฉัยคดีใด เราดูแต่โพซิทีพการวินิจฉัยข้อเท็จจริงต้อง รู้ได้อย่างไรว่าอะไรเป็นพยานหลักฐาน ก็เถียงว่าอะไรคือปัญหาข้อเท็จจริงอะไรเป็นปัญหาข้อกฎหมาย แล้วก็วินิจฉัยไม่ถูกต้อง มันง่าย นะครับ อะไรเป็นปัญหาข้อเท็จจริง เราตอบได้เอง เราสงสัยเหลือเกินว่าแฟนเรารักเราหรือไม่ หรือเราไม่มีปัญหา เผอิญเพื่อนมาพูด เราจะตอบคุณแม่ได้อย่างไร เราก็ตอบได้เพียงว่าเขารักหนู ดังนั้นปัญหาว่าเขารักเราหรือไม่เป็นปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อเราเป็นนักกฎหมาย เรามีพยานหลักฐานอะไรบ้างมาพิสูจน์

            เวลาเราสงสัยว่าไอ้ที่เขายิงปืนแล้วทำให้คนตายนี่ เขามีเจตนาหรือไม่ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเขามีเจตนาหรือไม่ เราก็ต้องฟังจากพยานหลักฐาน ว่าการกระทำของเขาทำไปโดยรู้สำนึก ต้องเอาพยานหลักฐานมาแสดงให้เห็นว่ามันเข้าองค์ประกอบของกฎหมายหรือไม่ เช่นเดียวกับการกระทำของเขา แค่นี้ก็ตอบแล้ว

            ดังนั้น จะวินิจฉัยได้อีก ไม่รู้มันเป็นแบบอย่างได้อย่างไร ทุกอย่างก็ต้องวินิจฉัยข้อกฎหมายอยู่แล้ว ถ้าการวินิจฉัยข้อกฎหมายโดยอาศัยพยานหลักฐานมันคือข้อเท็จจริง ก็ง่ายนิดเดียว ฟ้องเคลือบคลุม หรือไม่ เป็นปัญหาข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย ฟ้องเคลือบคลุมหรือไม่ ศาลตรวจดูได้จากคำฟ้องก็ย่อมเป็นปัญหาข้อกฎหมาย ก็ง่ายนิดเดียว ก็ไม่มีอะไรยาก แต่อาจารย์เห็นตำราต่างๆพยายามอธิบาย แต่ฏีกาจำนวนมาก อุทธรณ์หรือฏีกาที่โต้แย้งดุลพินิจพยานหลักฐานคือการอุทธรณ์หรือฏีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ดังนั้นถ้าทำความเข้าใจและยึดมั่นในสิ่งที่อาจารย์บอก ก็รู้ว่านี่คือปัญหาข้อเท็จจริงหรือปัญหาข้อกฎหมาย กฎหมายจึงเป็นหมายเหตุกฎหมายที่วางกฎเกณฑ์โดยมีวัตถุประสงค์ที่พิสูจน์ความจริง ว่าข้อเท็จจริงที่ว่านั้น จริงๆคืออะไร หลายคนที่ไม่ใช่นักกฎหมายลักษณะพยานหลักฐานที่แท้จริง มัวคิดแต่กฎหมายตัดพยานและข้อยกเว้น จริงๆแล้วสิ่งที่เป็นบทตัดพยาน มันคือการปฏิเสธความจริง ถูกหรือไม่ครับ ด้วยเหตุต่างๆ ดังนั้นโดยหลักแล้วพยานหลักฐานทุกอย่างย่อมนำมาพิสูจน์ความจริงได้ แต่ที่จะมีข้อยกเว้นไม่ให้พิสูจน์ มันต้องมี เหตุผลสนับสนุน เหตุผลนั้นเกิดขึ้นด้วยสิ่งต่างๆนาๆ ที่เขาเห็นว่ามันแตกต่างจากความจริง

            ดูประมวลรัษฐากรณ์มาตรา 118  ในคดีต่างๆ แสดงว่าประมวลรัษฏากรณ์เป็นการตัดความจริง ในการพิสูจน์ ในการกำกับของเขาก็เฉพาะในคดีแพ่ง เขาทำไปด้วยวัตถุประสงค์อะไรก็เพื่อ เก็บภาษีอากร ระบบตัดพยานหลักฐานไม่เกี่ยวกับการน่าเชื่อถือในพยานหลักฐาน ดังนั้น ข้อยกเว้นก็คือก็ไปชำระอากรให้ถูกต้องสิ เพราะเปิดช่องทางในประมวลรัษฏากรณ์ พอชำระแล้วเสียค่าปรับเงินเพิ่ม

            ปัญหาข้อกฎหมายอาจารย์ก็อธิบายว่า คือการที่ต้องรู้ว่ากฎหมายคืออะไร มีกฎหมายบัญญัติว่าอย่างไร ศาลรู้เองไม่ต้องนำสืบ ท่านครับมาตรานี้ว่าอย่างนี้ ก็ไม่ว่ากัน รวมทั้งการตีความ ท่านครับประมวลกฎหมายแพ่ง ตีความหมายความว่าอย่างนี้ครับ ว่าไม่พอ ในนัดหน้าจะขอเรียนเชิญท่านอาจารย์ประสพสุข บุญเดชมาตีความ ไม่ได้ศาลตีความอย่างนั้น ก็เชี่ยวชาญไปสิ ศาลก็อนุญาตให้นำสืบ ขืนอนุญาตเข้าปรมาจารย์ทั้งหลายก็มาเต็มศาลสิ ไม่ได้กฎหมายมีอย่างไร ก็เป็นเรื่องที่ศาลรู้ แต่กฎหมายว่าอย่างไร กฎหมายต่างประเทศจะไปรู้ได้อย่างไร มีปัญหาว่าจะส่งผู้ร้ายข้ามประเทศได้หรือไม่ ศาลไทยจะมาบอกว่า ผู้พิพากษาท่านนี้เรียนที่เยอรมันมาเก่งมากไม่ต้องสืบไม่ได้ ถ้าเราพิจารณาจากสามัญสำนึก แต่ตามกฎหมายลักษณะพยานเห็นว่าข้อเท็จจริงที่นอกเหนือกฎหมายภายในนั้น เป็นข้อเท็จจริง ก็ต้องนำพยานหลักฐานมานำสืบ

            ข้อเท็จจริงต้องพิสูจน์ด้วยพยานหลักฐาน

            และพยานหลักฐานต้องมีการนำสืบ พยานหลักฐานมีอยู่ในโลกมากมาย แต่ จะมาใช้ได้ต้องเป็นไปตามมาตรา 84 คือพยานหลักฐานในสำนวน

            เมื่อเป็นพยานหลักฐานต้องมีการนำสืบ เป็นพยานหลักฐานในสำนวน ระบบของกฎหมายลักษณะพยานหลักฐาน จะเป็นระบบไต่สวนหรือกล่าวหาก็ช่างมัน เมื่อก่อนนี้ไม่มีความสำคัญ แต่ที่วันนี้มีเพราะบ้านเมืองมันยุ่งไปหมดเพราะมีหลายอย่าง เราเข้าใจง่ายๆว่าระบบไต่สวนคือระบบที่ศาลต้องหาข้อเท็จจริงเอง กับระบบกล่าวหาคือหน้าที่ของคู่ความ

            ก็ยกตัวอย่างเปาปุ้นจิ้น ที่เป็นระบบไต่สวนที่ให้จันเจาไปหาพยาน ส่วนระบบของศาลคือภาระการพิสูจน์เป็นของคู่ความ แต่สองระบบนี้ ชัดเจนตามหลักการไม่มี ต่างยอมรับจุดอ่อน เพียงแต่หลักใหญ่คืออะไร

            ที่มันยุ่งเพราะมีหลายศาล นักกฎหมายไทยก็เคยชินในการยื่นพยานหลักฐานไปสืบพยาน ข้อเท็จจริงยุติแล้ว นัดฟังคำพิพากษา ในศาลปกครอง คู่ความก็งง ว่าตัดสินได้อย่างไร

            มันจะเป็นอย่างไรเพราะหลักกฎหมายแรกเริ่ม ส่วนของเดิมก็ไม่ไปเปลี่ยนแปลงเขา ที่ร้ายเลย

มาตรา 219 วรรคสาม ระบบไต่สวนและระบบกล่าวหามีแต่อยู่ในตำรส  แต่ยังไม่เห็นมีกฎหมายเขียนเลยว่าระบบกล่าวหาหรือแต่สวนพอรัฐธรรมนูญฉบับปี 50 อาจารย์ไปพูดที่รามคำแหง พอบอกว่า วิธีพิจารณาวินิจฉัยคดีให้เป็นไปตามระบบไต่สวน ก็งง เลย

            ก็สงสัยสัมนาไปกี่เที่ยวแล้ว ก็ว่ากันไป กฎหมายส่วนใหญ่เข้าใจว่า ระบบไต่สวนมีอำนาจค้นหาข้อเท็จจริง ดังนั้นจะไปโยนภาระการพิสูจน์ให้คู่ความไม่ได้ ไม่เหมือนระบบกล่าวหาในคดี แต่ที่น่าพิจรณาและน่าจะมีอิทธิพลก็คือวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค ซึ่งออกมาปี 2551 วิผู้บริโภคก็ไม่ได้บอกว่ตนเองเป็นระบบ ไต่สวนหรือกล่าวหา แล้วมีวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคเมื่อตรวจแล้ว เป็นระบบไต่สวนหรือกล่าวหา ก็เพราะว่าตรวจดูจาก พรบ .และข้อกำหนด ฟ้องคดีพิจารณาผู้บริโภค โดยศาลมีอำนาจ กำหนดภาระการพิสูจน์

            แต่ว่าหลักใหญ่ บอกว่าให้ศาลวินิจฉัยข้อเท็จจริง ความหมายของวิผู้บริโภคคือ คดีความผู้มีส่วนยกร่างกฎหมายนี้  ถ้าศาลอยากกำหนดข้อพิพาทการพิสูจน์ ศาลกำหนด ของประธานศาลฏีกา ข้อ 19 ก็คือ พิสูจน์ ภาระการพิสูจน์ ควรเป็นเจ้าของสินค้าหรือบริการ ข้อ 19 ของประธานศาลฏีกา ข้อกำหนดแล้ว

ในขณะเดียวกันวิผู้บริโภคให้ศาลค้นหาความจริงผ่านเจ้าพนักงานของศาล ซึ่งอาจารย์เห็นว่าเป็นแบบอย่างที่ควรนำไปใช้ เป็นการผสมผสานที่ดี ศาลยอมรับที่จะค้นหาความจริงด้วยตนเอง นี่เป็นหลักการวิผู้บริโภคซึ่งอาจารย์มีส่วนยกร่าง ก็มีการยกเว้นมาตรา 94 ไม่แน่ใจว่าจะมีการสอนวิผู้บริโภคต่างหากหรือไม่ ก็อยากให้สอนวิผู้บริโภคต่างหากเพราะได้ยกเว้นกฎหมายหลายเรื่อง เช่นมาตรา 94 อันนี้ก็ คงจะข้ามไปคือความหมายและประเภทของพยาน การพิสูจน์ความจริงต้องกระทำด้วยพยานหลักฐาน

            เราก็ต้องเข้าใจ พอมาฟ้องมีคำกล่าวหาว่าเขาเรียกเงินเราไม่ใช่ คำกล่าวหาที่ว่าเขายืมเงินเราไปแล้วไม่ใช้ไม่ใช่พยานหลักฐาน เป็นเพียงคำฟ้อง ไม่ใช่คำคู่ความ แล้วก็ยืมเงินเราไปแล้วเขามีหน้าที่ต้องใช้หรือไม่ ก็ไม่ใช่พยานหลักฐาน เพราะมันเป็นข้อกฎหมาย ก็บอกว่า ถ้าเป็นมูลหนี้ก็ต้องใช้เป็นต้น

            พยานหลักฐานไม่มีการนิยามไว้ในกฎหมายไทย ไม่มีนะครับ แต่การศึกษากฎหมายเปรียบเทียบแล้ว มักจะมีนิยามของพยานหลักฐาน คำนิยาม ของกฎหมายในประเทศอื่นๆในเชิงกฎหมายเปรียบเทียบก็ดีในทางปรัชญากฎหมายก็ดี บอกว่าสิ่งที่เป็นพยานหลักฐานได้นั้นต้องมีคุณค่าในการพิสูจน์ความจริงจะเห็นคุณค่าเขียนไว้ในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานจะมีการเขียนคุณค่าของพยานหลักฐาน อาจารย์บอกแล้วว่าเราไม่เคยเขียนความหมายของพยานหลักฐาน ถ้าเขียนแล้วก็หมายความว่าพยานหลักฐานต้องมีคุณค่าในการพิสูจน์ก็แสดงในทางอ้อมว่า พยานหลักฐานนั้นคุณสมบัติอย่างหนึ่งก็คือต้องมีคุณค่า กฎหมายไทยก็ไม่เคยจำแนกประเภทไว้ว่ามีอะไรบ้าง แต่ก็รวมกันไปอย่างเช่น ป.วิ.อ. มาตรา 226 จำแนกไว้เพียงสองประเภทพยานบุคคล พยานวัตถุ พยานหลักฐาน ตามคำพิพากษาฏีกาที่ได้วางหลักก็ไม่ได้บอกว่ามีสามอย่างนี้เท่านั้น อาจจะมีอย่างอื่นก็ได้ แต่ไม่ว่าจะเรียกอย่างไร ต้องอยู่ในสามประเภทนี้ ในสามประเภทนี้สิ่งที่เป็นปัญหาขึ้นมาก็เช่น พยานผู้เชี่ยวชาญ ถามว่ารับฟังได้หรือไม่ ทำไมจะรับฟังไม่ได้ ก็เป็นพยานหลักฐานประเภทหนึ่ง แล้วพยานประเภทไหนละ พยานบุคคลพยานวัตถุ พยานเอกสาร ก็ตรวจดู เราก็จะเห็นได้ว่า พยานผู้เชี่ยวชาญ จะต้องมานำสืบ เราก็สามารถเทียบเคียงได้ว่า ถ้าเป็นพยานผู้เชี่ยวชาญ ก็ต้องเป็นพยานบุคคล เพราะว่าความรู้ของท่านก็จะถูกตรวจสอบ ในรูปแบบของความเห็น เป็นความเห็นทางวิชาการ ท่านก็จะถูกตรวจสอบแล้ว อันนี้ก็คือว่า จะทำอย่างไร ดังนั้น พยานผู้เชี่ยวชาญก็ต้องตรวจสอบกับพยานบุคคล เพราะว่า คุณหมอพรทิพย์ก็ดี ดร.อะไรก็ดี ก็ถูกตรวจสอบแบบพยานบุคคล ถูกตรวจสอบว่ามีความรู้หรือไม่ มีข้อสังเกตนิดหนึ่ง ว่าเวลาเราพูดถึงพยานผู้เชี่ยวชาญถ้าเรายกกฏหมายต่างประเทศ พยานผู้เชี่ยวชาญ

            คำว่าพยานหลักฐานจึงมีความหมายกว้างหมายถึงพยานหลักฐานทุกประเภท ดังนั้นเวลาเราเรียนกฎหมายไทย คำภาษาไทยแยกแยะเป็น วิสเนท กับ อิวิเดท คำภาษาไทยเวลาพูดถึงพยานบุคคลต้องสาบานตนแต่เวลาเราพูดรวมเรียกว่าพยานหลักฐาน การชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานตามมาตรา 227 วิอาญาจึงเป็นเรื่องของพยานหลักฐานทั้งปวง อาจารย์ก็อยากจะเสริมสร้างการใช้ภาษาของเนฯให้ถูกต้อง เพื่อเราจะใช้กฎหมายให้ถูกต้อง เวลาเราพูดถึงพยานทั้งหมด ก็เรียกว่าพยานหลักฐาน เวลาเราเรียกพยานบุคคลก็เรียกว่าพยาน คำตอบเวลาเราเขียนกฎหมาย ก็ใช้ให้ถูกต้อง การใช้ให้ถูกต้องเป็นการแสดงว่าเราเข้าใจกฎหมายพยานหลักฐาน ต่อไปนี้เราก็จูนการใช้ภาษาให้ถูกต้อง พยานบุคคลสาบานตน พยานหลักฐาน ก็รวมยื่น ต่อไปอาจารย์ตั้งข้อสังเกตคือ ผู้เชี่ยวชาญในคดีอาญา ป.วิ.อ. 243  ก็ใช้ประมวลกฎหมายเก่า ก็เป็นผู้ชำนาญการพิเศษนะครับ ก็แก้ไขกฎหมายผู้ชำนาญการพิเศษก็เปลี่ยนเป็นผู้เชี่ยวชาญ แค่นั้นแหละ เวลาอ่านฏีกาเก่าก็เปลี่ยนซะ ว่ากฎหมายใหม่แก้ไขแล้ว อย่างนี้เรียกว่าการทำความเข้าใจแบบบูรณาการ อ่านก็รู้ว่าฏีกาเก่าถูกกระทำอย่างไร

            กฎหมายแก้ไขใช้เฉพาะคดีที่เกิดขึ้นหลัง ประมวลกฎหมายมีผลบังคับใช้ ดังนั้นกฎหมายลักษณะพยานก็ยากอย่างนี้แหละ ก็ไม่ยากอะไรเพราะอาจารย์บูรณาการให้เสร็จแล้วก็ทำให้เราเกิดทักษะ หลักกฎหมายแม่นแล้วเข้าใจทันที ก็เป็นไปตามหลักกฎหมายที่เราเข้าใจ ถ้าเราทำได้อย่างนี้ ตอบข้อสอบร้อยข้อก็ทำได้ร้อยข้อ เข้าใจหลักกฏหมายแม่นหลักกฎหมาย  ต้องจำคำสำคัญ และรู้ฏีกา อ่านฏีกาแล้วบอกว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร ถ้าเป็นฏีกาที่ตรงตามตัวบทก็ไม่ต้องไปจำ แต่ถ้าแตกต่างจากตัวบท เพราะมีข้อตกลงพิเศษต่างจากสัญญาอย่างนี้เราต้องสนใจแล้ว เช่น เอกสารปลอม นำพยานบุคคลนำสืบได้สิ ไม่ต้องอ่านฏีกาก็นำมาพิสูจน์ได้ เพราะฏีกาบางฏีกาก็เริ่มต้น ก็โอเค พยานหลักฐาน กฎหมายจำแนกประเภทไว้ ก็เกิดปัญหา ปัญหาที่เกิดขึ้นมากก็คือสิ่งที่บันทึกไว้ อาจารย์ตรวจดูกฎหมายหลายประเภท เขาเปลี่ยนหมดแล้ว ว่าพยานหลักฐานอย่างไรจะพิสูจน์ได้ การแก้ไข ปัญหาเรื่องนี้กฎหมายหลายประเทศทำง่ายๆ ก็กฎหมายสหรัฐอเมริกาบอกว่า สิ่งที่บันทึกไว้ ก็ให้ใช้กฎว่าด้วยการนำสืบพยานเอกสาร พยานเอกสาร ต้องสืบอย่างไร ต้องสืบอย่างไร เช่น มันมีกฎหมายเด่นในกฎหมายคอมม่อนลอว์เรียกว่าการรับรองความถูกต้องแท้จริงของเอกสาร สิ่งที่ยกเว้น เขาก็ต้องนำกฎหมายมา คือ มีความถูกต้องแท้จริงไม่ได้ถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไขเหมือนคลิปศาลรัฐธรรมนูญ

            ถามว่าต้นฉบับคืออะไร ถ้าเป็นเอกสารมนก็ชัดเจน สิ่งที่บันทึกไว้ว่าเป็นพยานหลักฐาน ปฏิเสธได้อย่างไร แต่ศาลฏีกาบอกว่าเป็นพยานวัตถุ ไม่มีการนำสืบ คือการส่งให้ศาลตรวจสอบ วัตถุพยานให้ศาลตรวจสอบส่งศาล ต้องห้ามสืบพยานแน่นอน หรือให้ศาลไปตรวจ เช่นถนนหนทางก็เป็นพยานวัตถุก็ให้ศาลไปนำสืบ ตอนนี้พวกที่เขาลงภาพและเสียงเขาไม่รู้จะพิสูจน์อย่างไร เขาก็เอาวีซีดีมาวางไว้ที่ศาล

            ข้อมูลคอมพิวเตอร์และข้อมูลอิเลคโทรนิค

            ห้ามปฏิเสธการรับฟังข้อมูลอิเลคโทรนิค เป็นพยานหลักฐาน ปี 51 ก็มาเขียนอีกครั้งหนึ่งให้ชัดเจน ทั้งในคดีแพ่งคดีอาญา ห้ามมิให้ปฏิเสธการรับฟัง อ่านตัวหนังสือก็รู้แล้ว เขาเขียนไว้ก็แปลเขามาทั้งในคดีแพ่งคดีอาญาหรือคดีอื่นใด กฎหมายฉบับนี้จึงใช้ยันได้ มาตรา 11 แต่อาจารย์จนด้วยเกล้าว่าด้วยการพิสูจน์ข้อมูลอิเลคโทนิคจะทำอย่างไร เนื่องจากอาจารย์ไม่ได้เชี่ยวชาญในเรื่องคอมฯ เขียนวรรคสองไว้ว่าในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานข้อมูลอิเลคโทรนิคจะเชื่อถือได้เพียงไรหรือไม่ ลักษณะหรือวิธีการ การแสดงตัวเพื่อส่งข้อมูล ก็ชี้ให้เห็นว่าวิธีการสืบพยานหลักฐานจะต้องคำนึงถึงความถูกต้องของการจัดเก็บ นี่คือสิ่งที่สืบไปแล้ว นักคอมพิวเตอร์เข้าใจ ต้องใช้นักคอมฯ มาเป็นผู้เชี่ยวชาญในการพิสูจน์

            พอ 103 วรรคสองและวรรคสาม 103/3 ก็ต้องเกี่ยวข้องกับการนำสืบไม่ค้านกับตัวบท ก็จะเห็นได้ว่านี่คือความเป็นมาของกฎหมายพยานหลักฐาน คงหมดบทที่หนึ่ง ก็เริ่มบทที่สองในคราวหน้า พยานหลักฐานในสำนวน ก็จะพูดนำไว้ เพื่อให้เราไปเตรียมอ่าน ว่าพยานหลักฐานในสำนวนไม่ปรากฎในวิแพ่งวิอาญา แต่ปรากฎในหนังสือพยานหลักฐานของอาจารย์จรัล

           



[1] มาตรา ๘๔ แก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ๒๓) พ.ศ. ๒๕๕๐

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages