สรุปคำบรรยาย เนติภาคค่ำ ละเมิด ชั่วโมงที่ 8-10 05/06/09,07/08/09

581 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
Aug 13, 2009, 10:04:17 PM8/13/09
to LAWSIAM

หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า  kankokub  ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์วิชัย อริยะนันทกะ ผู้บรรยาย   , คุณchetsadaphong ผู้uploadfile , ผู้มีน้ำใจส่ง flie เสียงที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า

            มาตรา 10 เราได้ว่าไปแล้ว มาตรา 11 ก็สำคัญอีกมาตรา หนึ่ง นอกจากมาตรา 5 เป็นเรื่องของค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิด นอกจากจะใช้ในเรื่อง ปพพ แล้ว ศาลอาจกำหนดตามกฎหมายฉบับนี้อีกด้วย ประการแรกก็คือความเสียหายต่อจิตใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความโศกเศร้าเสียใจอันเกิดจากความเสียหายสุขภาพอนามัยของผู้เสียหาย

            สุขภาพต่างกับอนามัยอย่างไร มันต้องต่างถ้าไม่ต่างจะเขียนไว้ทำไม สุขภาพ ตรงนี้ก็เหมือนกับ 446 และหากผู้เสียหายถึงแก่ความตายตรงนี้ต่างจาก 446 และ สามารถเรียกค่าเสียหายต่อจิตใจได้ในกรณีที่ผู้เสียหายถึงแก่ความตาย สามี ภริยา หรือผู้บุพการี ก็เรียกได้ ผู้สืบสันดานก็เรียกได้ ในกรณีเกิดความตายขึ้นมา ค่าเสียหายต่อจิตใจ มันน่าจะเป็นก้อนเดียว มันน่าจะเป็นจำนวนเดียวที่ให้เท่ากัน กับกรณีเสียชีวิต ก้อนเดียวกัน ที่เท่ากัน 

( 1 ) เป็นค่าเสียหายต่อจิตใจ

(2) เป็นค่าเสียหายเชิงลงโทษ

(3) ได้รู้ แล้วไม่ดำเนินการใดๆพอสมควร เช่น รู้ว่าเป็นสินค้าที่ไม่ปลอดภัยแล้วยังไม่เรียกเก็บคืนอีก  กฎหมายนี้มีผลอย่างมากที่ให้ มีการรับผิดชอบเรียกคืน คือหากรู้แล้วไม่รีบดำเนินการให้ยุติ ศาลก็อาจมีสิทธิให้คุณจ่ายเพื่อลงโทษ แต่ไม่เกินสองเท่าหมายความว่าค่าเสียหายที่โจทก์พิสูจน์ได้เท่าไหร่ ศาลให้ทวีคูณ คือก้อนหนึ่ง และอีกก้อนหนึ่งที่ทวีคูณคือสองเท่าโดยคำนึงถึงพฤติการณ์ต่างๆ ระยะเวลาที่ผู้ประกอบการปกปิด คือไม่เปิดเผย พฤติการณ์เหล่านี้ควรที่จะลงโทษหรือไม่

ตรงนี้ในการคำนวณค่าเสียหายเพื่อการละเมิดเราต้องดูพฤติการณ์ของผู้ต้องเสียหายด้วย ต้องดู ว่าผู้เสียหายต้องเกิดขึ้นยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงใด 442 + 223 อายุความก็ต่างกับ 448 ก็จะผ่านเมื่อ อายุความสามปี และตัวผู้ประกอบการ ที่จะต้องรับผิด

            ไม่ใช่อายุความหนึ่งปี แต่เป็นสามปีนับแต่เสียหายหรือ รู้ตัวผู้ประกอบการอย่างไรก็ตามไม่เกิดสิบปีนับแต่ มีการนั้น ความเสียหายนั้นมันใช้เวลา ศาลนั้นเช่นสารนิโครติน ศาลพันธุกรรมตกแต่งแล้วกว่าที่การสะสมในร่างกายนั้นจะแสดงอาการนั้น ตรงนี้ ผู้เสียหายก็สามารถใช้สิทธิเรียกร้องนับแต่มีอาการนั้น คือ

            ตรงนี้ไม่ใช่ 10 ปีนับแต่ขายยาตัวนั้นแล้ว แต่ใช้ สิบปีนับแต่ไม่การเกิด ก็เป็นอายุความที่มากกว่าประมวลแพ่ง อายุความสะดุดหยุดอยู่ คือไม่นับแต่การเจรจา จนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีการเลิกการเจรจา

            บทบัญญัติในมาตรา 13 ก็อยู่ในพรบ คุ้มครองผู้บริโภคเช่นกัน ตรงนี้ก็เป็นจุดเริ่มต้น มาตรา 15 ก็ไม่มีผลย้อนหลัง นี่คือพรบที่เกิดจากสินค้าไม่ปลอดภัย เข้ามาในคดีละเมิด       

            กฎหมายฉบับนี้จะให้ช่องทางเยียวยามากกว่าประมวลแพ่งพาณิชย์

            เรามาดูอีกฉบับหนึ่งคือ ข้อสัญญาไม่เป็นธรรม  ความจริงต้องศึกษาในเรื่องนิติกรรม เพราะมีเจตนายกเว้นความศักดิ์สิทธิ์ของสัญญา ที่มีผลตามกฎหมาย ผ่านมาตรา 150 มาแล้ว

            แต่เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี

            มาตรา แรกก็คือมารตรา 8 เป็นเรื่องข้อตกลง ประกาศ ที่แจ้งไว้ล่วงหน้าเพื่อยกเว้นการละเมิด ในชีวิต ร่างกาย อนามัย จะมาอ้างหรือยกเว้นไม่ได้ กล่าวคือเป็นโมฆะ

            ก็คือให้สัญญาที่ยกเว้น ในเรื่องชีวิต ร่างกาย หรืออนามัย เป็นโมฆะ

            แต่ว่าบทนิยามของกฎหมายฉบับนี้เป็นข้อสัญญาที่เป็นธรรม วรรคแรก ที่เกี่ยวกับประกาศ เช่น สระว่ายน้ำ ไม่รับผิดชอบทั้งหลายแหล่ ใครมาว่ายน้ำแล้วมาติดโรคตาแดงหรือ ติดโรคต่างๆ อันไม่สามารถบังคับได้ แม้ว่าจะกำหนดในสัญญาตั้งแต่ตอนมาสมัคร

            คำพิพากษาเก่าๆที่ว่าเป็นการยินยอมไม่ก่อให้เกิดละเมิดนั้นไม่นำมาใช้แล้ว

            หรือไอ้ที่ จำกัดความรับผิดเช่นไม่เกิน หนึ่งแสนบาทอันนี้ก็เช่นกันก็เป็นโมฆะเช่นกัน

            หรือเข้ามารักษาในโรงพยาบาลแล้วติดเชื้อไป ก็โมฆะ หรือ สำนักอบรมกฎหมายแห่งเนฯ ไม่รับผิดชอบหาก

            วรรคสองความเสียหายอย่างอื่น เช่นความเสียหายต่อทรัพย์สิน อันนี้เข้าวรรคสอง คือใช้บังคับได้เท่าที่เป็นธรรมคือพอสมควรแก่กรณี

            ก็เป็นเรื่องการยกเว้นหลัก ความยินยอมไม่เป็นเหตุละเมิด ก็มีคำพิพากษาศาลฏีกา 248/2523 เรื่องของฏีกาขายพระ แล้วจะมาเรียกค่าเสียหายในฐานละเมิดไม่ได้

            มาตรา 9 เลยบอกว่า ไอ้การตกลงดังกล่าว ขัดต่อกฎหมายอาญา ขัดต่อความสงบ จะมาอ้างหรือยกเว้นจำกัดความรับผิดไม่ได้ก็มีอำนาจฟ้อง ก็กลับหลักฏีกาอันนี้

            แต่เราก็ต้องมามองว่าก็เป็นของผิดของผู้ต้องเสียหายอยู่ด้วย ความเสียหายที่เกิดขึ้นก็เพราะผู้ต้องเสียหายอยู่ด้วย ดังนั้นก็ต้องดูพฤติการณ์มาคำนวณด้วย

            มาตรา 10 ก็เป็นเรื่องอะไรเป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี

            มาตรา 11 เป็นบทบัญญัติที่ว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย

            นี่คือพรบ ว่าด้วยข้อสัญญาไม่เป็นธรรม มาประกอบเรื่องละเมิด

            แต่หลังที่กฎหมายฉบับนี้ เรื่องทะเลาะวิวาท ศาลก็ยังยกฟ้องอยู่เรื่องสมัครใจทะเลาะวิวาทไม่มีอำนาจฟ้อง

            ก็มีการอ้างกฎหมายนี้มาก ก็สำเร็จบ้างไม่สำเร็จบ้าง

            กฎหมายฉบับสุดท้ายที่เราดูกันก็คือ พรบ ความรับผืดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่

เจ้าหน้าที่คือใคร หน่วยงานของรัฐคืออะไร

            มาตราหลักของกฎหมายนี้คือมาตรา 5 คือหน่วยงานของรัฐต้องรับผิดโดยตรง จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้ ต้องเขียน เทียบกับ มาตรา 425

            ต้องฟ้องหน่วยงานของรัฐ ถ้าฟ้องเจ้าหน้าที่ ก็ต้องยกฟ้อง

            วรรคสองถ้าละเมิด ถ้าเจ้าหน้าที่ไม่จำกัดหน่วยงานของรัฐ ก็ฟ้องกระทรวงการคลัง

            ถ้าหน่วยงานของรัฐเช่นกระทรวงสาธารณสุขใช้เงินไปแล้วจะมาไล่เบี้ยเอาจากหมอได้หรือไม่ ก็สามารถได้เฉพาะในการประมาทเลินเล่อ อย่างร้ายแรงเท่านั้น

            อายุความก็เพียงปีเดียวนับแต่จ่ายให้ผู้เสียหาย

            สิ่งที่สำคัญที่สุดในกฎหมายฉบับนี้คือรอการพัฒนาการของคำพิพากษา ของศาล ว่าอะไรคือประมาทเลินเล่อ ธรรมดาและอะไรคือ ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง

             ชั่วโมงที่ 9-10  . () 07-08-52

            ถ้าเราจำได้เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาเวลาไปซื้อของที่ศูนย์การค้า เช่น โลตัส มักมีบริการฝากรถ และสมัยก่อน ก็จะมีการแจกบัตร ถ้ารถหายไปปัญหาข้อกฎหมายที่เกิดขึ้น ก็คือเป็นการประมาทเลินเล่อ

 จะใช้ได้ไม๊สมัยนี้ที่ไม่มีการแจกบัตรแล้ว มีเพียงกล้องวงจรปิดมีการบันทึกภาพ คำพิพากษาเกี่ยวกับบัตรจอดรถก็ใช้ไม่ได้แล้ว หรือในกรณีที่มีการสูญหาย เราจะพัฒนาหลักเรื่องละเมิดได้อย่างไร

มาดูคำพิพากษาฏีกาที่พัฒนาถึงขีดสุด และวิธีการฟ้องคดี ส่วนมากคือบริษัทผู้รับประกันภัย เพราะเจ้าของรถก็ไปเรียกร้องเอาจากบริษัทผู้รับประกันภัย แล้วก็รับช่วงสิทธิของผู้รับประกันภัยไปว่ากล่าวเอาแก่ผู้ทำละเมิด ฟ้องใครได้บ้าง  ศูนย์การค้าก็มักจะจ้าง รปภ มาดูแล สมัยนี้คงไม่ฟ้อง รปภ แล้ว เพราะ คงบังคับคดีไม่ค่อยได้ ไม่มีประโยชน์อะไร ก็ฟ้องบริษัทที่เป็นนายจ้างเลยก็ได้ประโยชน์มากกว่า และซับซ้อนไปกว่านั้น รปภก็อาจมีการประกันภัยความรับผิด อีก ก็เรียกให้เข้ามาในคดีได้

            ก็อยากให้ลองคิดถ้าเราสร้างหน้าที่ของบริษัทที่เป็นสูญการค้า ให้บริการแก่ลูกค้าในสูญการค้า การให้ที่จอดรถก็เป็นการอำนวยความสะดวกแก่ลูกค้า ก็เป็นหน้าที่โดยปริยายที่จะต้องดูแลทรัพย์สินของลูกค้า บริเวณที่จอดรถ

            ประเด็นแรกอย่างนี้เป็นสัญญารับฝากหรือไม่ ก็ไม่ ก็ต้องมาดูว่าเป็นเรื่องละเมิดหรือไม่ ก็ละเมิดโดยการละเว้น ในหน้าที่ โดยประมาทเลินเล่อ ไม่ว่าวิธีการรักษาความปลอดภัยจะโดยแจกบัตรหรือโดยกล้องวงจรปิดก็ตาม

            ตรงนี้ก็อาจเป็นเรื่องฝ่ายใดเป็นผู้ทำให้เกิดยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เรามาดูว่า คำพิพากษาศาลฏีกาที่พัฒนาสูงสุดในเรื่องบัตรจอดรถ

            .1936 /2549

            จำเลยที่หนึ่งก็คือ บริษัท รปภ นั่นเอง จำเลยที่สองก็คือบริษัท ผู้รับประกันภัย การที่จำเลยที่สองซึ่งเป็นศูนย์การค้า

            การสร้างหน้าที่โดยปริยายของศูนย์การค้า พิสูจน์ได้ง่ายมาก จำเลยสู้มาหลายเรื่อง  ประเด็นหลายเรื่องก็คือมีการส่งมอบการครอบครองไปยังผู้รับฝาก แต่เวลาการขับรถจอดไม่มีการส่งมอบ ขับจอดเอง เลือกที่จอดเอง เก็บกุญแจเอง ก็ไม่ใช่เรื่องการรับฝากรถ

            กรณีที่เจ้าของรถประมาทเลินเล่อ วางจอดรถไว้ในรถ แสดงว่า อย่างนี้เจ้าของรถ ก็ประมาทเลิ่นเล่อ ด้วย เป็นปัญหาข้อเท็จจริง

            บรรทัดฐานในเรื่องรถหายนี้ การใช้วงจรปิดน่าจะได้ใช้ความระมัดระวังเพียงพอแล้ว แต่หากโจทก์พิสูจน์ได้ ก็คือ 442 + 223 ก็คือมีการประมาทอยู่บ้าง  

            อยากให้ดูฏีกาอีกเรื่อง อาจมีการวิพากษ์กันบ้างแต่ก็ถือว่าถูก 3076/2522

อันนี้ก็คือเรื่อง มาตรา 437 เป็นความรับผิดของผู้ที่ครอบครองหรือควบคุม เป็นเรื่องบทสันนิฐานความรับผิด

            การครอบครองต้องเป็นลักษณะมีคุณภาพมีอิทธิพล ต่อการเคลื่อนไหว การครอบครองนี้ไม่ใช่เรื่องตามกฎหมายลักษณะทรัพย์ เรื่องนี้เจ้าของรถยนต์เมาสุราแล้วก็หลับไป  เจ้าของรถก็ถูกฟ้องว่าเป็นผู้ครอบครอง แน่นอนเรื่องนี้คนขับรถเป็นผู้ควบคุมดูแลอย่างแน่นอน การครอบครองตาม 437 คือเป็นการครอบครองในลักษณะที่สามารถสั่งการให้รถเคลื่อนไหวไปอย่างไร ฏีกานี้น่าจะถูกต้องแล้ว

            มีฏีกาทำนองเดียวกันก็คือโจทก์ไปฟ้องเจ้าของรถ คือเจ้าของตามทะเบียน แน่นอนเจ้าของรถ เป็นเจ้ากรรมสิทธิ์ เจ้าของสิทธิครอบครอง ศาลบอกไม่ใช่การครอบครองคือ การครอบครอง ที่มีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวของรถ

            แต่พอ 437 วรรคสองเป็นเรื่องทรัพย์อันตรายกับต้องตีความว่า วรรคสอง นี้เป็นการครอบครองตาม 1367 คือเป็นผู้มีทรัพย์อยู่ในครอบครองเพื่อตน เช่นกระแสไฟฟ้าเป็นทรัพย์อันตราย เช่นปี 46 กระแสไฟฟ้าที่มาจากการไฟฟ้า มาจากแหล่งผลิต และลดความดันลงมาเรื่อยๆ ถ้ากระแสไฟเข้ามาในบ้านก็มีความเสียหายจากทรัพย์อันตราย ผู้ที่ครอบครองไม่จำต้องมาอยู่กับทรัพย์อันตราย การไฟฟ้าก็เป็นเจ้าของ ไม่ว่ากระแสไฟฟ้านั้นจะไหลไปที่ใดไม่ว่าในหรือนอกราชอาณาจักร

            กฎหมายก็ใช้คำต่าง ว่า ผู้มีไว้ในครอบครองซึ่งทรัพย์ อันตราย โจทก์ไม่ต้องพิสูจน์ว่าการไฟฟ้าจงใจหรือประมาทเลินเล่อ

            รถเบรกแตกก็สามารถป้องกันได้ การอ้างเหตุสุดวิสัยในเรื่องละเมิดนั้นค่อนข้างอ้างยากมาก

            แต่เดี๊ยวนี้เวลาที่ความเสียหายเกิดจากกระแสไฟฟ้านั้นไม่ใช้ 437 แล้ว ใช้ พรบความรับผิดจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัยจะได้ประโยชน์กว่าสำหรับ โจทก์  ในเรื่องของค่าเสียหาย สามารถเรียกได้มากกว่า เพราะเจตนารมณ์ของพรบดังกล่าวเป็นลักษณะป้องกัน คือเรียกค่าเสียหายต่อจิตใจได้ แล้ว การใช้กฎหมายที่ได้ประโยชน์กว่า เป็นเรื่องที่ทนายความฝ่ายโจทก์ต้องแสวงหา เพราะไม่มีประโยชน์อะไรที่ชนะคดีแล้วเรียกค่าเสียหายได้เพียงเล็กน้อย

            เรามาเริ่มเรื่อง ค่าสินไหมทดแทนกันดีกว่า หลักในเรื่องการเรียกค่าสินไหมทดแทน ดูมาตรา 438 วรรคสอง ได้แก่การคืนทรัพย์สินที่เสียไปเพราะละเมิด และการใช้ราคา รวมทั้งการเรียกคืนทรัพย์ หรือ การเรียกค่าเสียหาย

            เราควรแยกเป็นสองส่วน เพราะเรื่องอายุความก็มีความต่างเช่น การติดตามเอาคืนทรัพย์นั้นเป็นการใช้สิทธิในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ย่อมไม่มีอายุความการพรากไปซึ่งทรัพย์โดยวิธีการใดๆไม่ใช่การพรากการเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ดังนั้นเจ้าของสามารถใช้สิทธิติดตามเอาคืนได้ไม่มีอายุความ 1336

            บางเรื่องตีความว่ารวมถึง ติดตามเอาเงินคืน ด้วย เช่นเรื่องหน่วยงานของรัฐฟ้องเจ้าหน้าที่การเงินที่ยักยอกเงิน สมมุติว่ายักยอกสักห้าสิบล้านบาท แล้วฟ้องเกินหนึ่งปี จำเลยก็ต่อสู้ว่าขาดอายุความศาลก็มองว่า เป็นเรื่องของการติดตามเอาคืนไปซึ่งทรัพย์

            ก็ใช้ได้ซึ่งการยักยอกเงินแผ่นดิน แล้วก็อาจนำไปใช้ได้กับบริษัทเอกชน ก็เป็นได้ แต่ยังไม่มีฏีกา ดังนั้นในพรบความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ก็มีเรื่องหน่วบงานของรัฐฟ้องเรื่องละเมิด ถ้ามีการฟ้องเรื่องอายุความจะใช้หลักเดียวกันนี้ ก็แก้ปัญหาเรื่องอายุความ ก็ตั้งกรรมการสอบสวนก็ยาวก็แก้ปัญหานี้ได้

            การฟ้องเรียกค่าเสียหาย ก็มีอายุความหนึ่งปี นับแต่รู้เหตุหรือ รู้ตัว หรือ สิบปีนับแต่ทำ เหตุใดเหตุหนึ่งเกิดขึ้นก่อน ก็ เป็นอันขาดอายุความ

            การเรียกค่าเสียหายในมูลละเมิด ฐานที่คิดคืออะไร ฐานที่คิดในกฎหมายต่างประเทศ หลักก็คือ ทำให้ผู้เสียหาย หรือ ผู้ต้องเสียหายนั้นกลับไปสู่ฐานะ เสมือนหนึ่งไม่มีการละเมิด เท่าที่การคืนทรัพย์หรือการใช้ราคาจะพึงเยียวยาได้ ตรงนี้ก็เป็นทฤษฎีกฎหมาย การเรียกค่าเสียหายมูลละเมิด ต่างกับเรื่อง ทางแพ่ง

            คำถามละเมิดทุกคำถาม คือ จะพึงใช้ค่าสินไหมทดแทนเพียงใด สถานใด ต้องพิเคราะห์ถึงการร้ายแรงแห่งการละเมิด มันคือวลีที่ได้คะแนน มันคือตัวบท 438 ซึ่งเราไม่มีทางเขียนได้ดีกว่าตัวบทอีกแล้ว

            ปัจจุบันนี้การเยียวยาที่สำคัญมากกว่าไม่ใช่การใช้ค่าสินไหมทดแทน แต่เป็นการให้จำเลยหยุดกระทำการอันเป็นละเมิด ต้องใช้วิแพ่งภาค 4 คือการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา และสานการ์ณ ล่าสุดที่ดีกว่า คือการคุ้มครองก่อนฟ้อง คือ พรบ กักเรือ หรือ พรบ ศาลทรัพย์สินทางปัญญา และล่าสุดก็คือ ศาลคุ้มครองผู้บริโภค

            ก็มีอยู่ทุกศาลเลย การเรียกค่าเสียหายผิดสัญญาหรือเรียกค่าเสียหายในฐานละเมิดสมมุติว่ามีสัญญากับจำเลย แล้วจำเลยทำให้ขาดทุนผิดทางเทคนิค โจทก์เรียกค่าขาดทุนและเรียกค่าขาดกำไร

            คือเรียกค่าขาดทุนได้ แต่จะมาเรียกค่าขาดกำไรไม่ได้ ปัจจุบันบริษัทที่ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการลงทุนนั้น ข้อที่ยกเว้นนั้นทำได้แค่ไหน ก็ดูพรบข้อสัญญาไม่เป็นธรรมกับ พรบความรับผิดต่อความเสียหายที่ไม่ปลอดภัย ก็โมฆะเฉพาะ ความเสียหายที่เกิดแก่ชีวิต ร่างกายอนามัย ส่วนทรัพย์สินนั้น ก็เฉพาะที่ใช้ได้แก่กรณี จุดต่างคือ ยกเว้นเลย กับ การจำกัดความรับผิด

            ค่าเสียหายก็คือ ค่าที่ขาดประโยชน์จากการละเมิด ค่าเสื่อมราคาของรถ สิ่งต่างๆเหล่านี้เรียกได้ ซ่อมเสร็จมันก็ไม่มีทางดังเดิม หากการคืนทรัพย์ในคดีละเมิดเป็นพ้นวิสัย เพราะถูกทำลาย ผู้ทำละเมิดก็ต้องรับผิดเว้นแต่การทำละเมิดความเสียหายก็ต้องเกิดขึ้นนั้นเอง ก็คือ มาตรา 439

            ปัจุบันกรณีฟ้องว่าทรัพย์ที่สถานีตำรวจเสียหาย เราต้องร้อง สำนักงานตำรวจแห่งชาติตามพรบความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ก็คือมาตรา 5 ก็ยืนยันออกสอบเนฯมาหลายครั้งแล้ว ว่าหน่วยงานของรัฐก็ต้องรับผิด หน่วนงานของรัฐจะไล่เบี้ยเอาแก่เจ้าหน้าที่ได้หรือไม่ ก็ต้องดูว่าเจ้าหน้าที่จงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือไม่ ตามมาตรา 8 ตรงนี้ก็ต่างจากการไล่เบี้ยตามมาตรา 426  เราจึงต้องแยกว่าอะไรเป็นการประมาทเลินเล่อธรรมดาอะไรเป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ก็เป็นปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งก็คงออกสอบแยก เส้นแบ่งตอนนี้คำพิพากษาฏีกาก็ยังไม่มี เราก็ต้องดูว่าเวลาที่เราเถียงแทนเจ้าหน้าที่ นี่คือประมาทเลินเล่ออย่างธรรมดา กฎหมายฉบับนี้มีไว้คุ้มครองผู้ต้องเสียหาย ได้รับการคุ้มกันจากการรับผิด จากการถูกฟ้องร้อง จากการถูกไล่เบี้ย  จงใจในทางแพ่ง ก็คือการกระทำโดยรู้หรือควรรู้ถึงความเสียหายที่เกิดขึ้น ซึ่งบุคคลอยู่ในฐานะหรือวิสัยนั้นใช้ความระมัดระวังต่างจากวิญญูชน อันนี้คือความประมาทเลินเล่อ

            ต่างกับ ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงก็คือ ใช้ความระมัดระวังเพียงเล็กน้อย ก็ป้องกันได้

คำสำคัญ ก็เช่น ได้ใช้ความระมัดระวังอยู่บ้าง อันนี้ก็ไม่ใช่ประมาทเลินเล่อ อย่างร้ายแรง

            ตรงนี้เวลาฟ้องประมาทเลินเล่อ โจทก์ก็ใช้พยานผู้เชี่ยวชาญมาเบิกความ แล้วหากจำเลยไม่รู้จักถามค้านวิญญูชนต้องดูพฤติการณ์ว่ามาตรฐานอย่างนั้นใช้ได้หรือไม่ บางทีความไม่เชี่ยวชาญของทนาย ก็ทำความเดือนร้อนแก่จำเลยได้ การเรียกดอกเบี้ย ใช้ในกรณีการใช้ราคาทรัพย์ก็เรียกดอกเบี้ยโดยคิดจากฐานที่ตั้งแห่งการประมาณราคา คือเวลาที่เกิดละเมิด ก็คือวันที่ทรัพย์ถูกทำลายทำให้บุบสลาย วันนั้นทรัพย์มีมูลค่าเท่าไหร่ แล้วก็ใช้อัตราร้อยละเจ็ดจุดห้าต่อปี ณ วันที่ถูกทำละเมิด การใช้ค่าสินไหมทดแทนโดยสุจริต แก่ผู้ครองสังหาริมทรัพย์ ดูมาตรา 441 กับ 316 ตรงนี้ เวลาที่ใช้ค่าสินไหมทดแทนโดยสุจริตย่อมทำให้หลุดพ้นการรับผิด พอชนกันแล้วก็ลงมาตกลงกันแล้วก็จ่ายกัน ไป แยกกันไป ก็จ่ายโดยสุจริต แล้วใครเป็นคนครอบครอง อย่างนี้ก็พ้นความรับผิด เว้นแต่ รู้เลยในขณะจ่ายว่าคนขับรถเป็นคนยึดถือไม่ได้เป็นเจ้าของแท้จริง อย่างนี้ไม่หลุดพ้น

            หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงมาจ่ายโดยชอบ  คราวนี้ในทางละเมิดก็ไล่ลงมาเลยว่าค่าสินไหมทดแทนกรณีใดบ้างเริ่มจากชีวิตก่อนเลย เพื่อความเสียหาย แก่ชีวิต กรณีทำให้เขาถึงตายเรียกค่าสินไหมทดแทนใดได้บ้างก็ค่าปลงศพ ได้แก่  คือเท่านี้เท่านั้น ไม่มีเรียกอีกแล้ว แม้ตอนยกร่าง นั้น ใช้คำว่า แชลวีคูท หรือ แปลว่าหมายรวมถึงหรือได้แก่ แต่เราก็ต้องเอาตัวบทที่แปลเป็นไทยแล้วเป็นหลัก ทำให้ศาลฏีกาตีความว่าความโศกเศร้าเสียใจพวกนี้ความเสียหายแก่จิตใจในกรณีความตายเรียกไม่ได้เพราะ 443 ไม่ให้เรียก เพราะ 443 บอกว่า ได้แก่ ค่าปลงศพ ดังนั้นความเสียหายต่อจิตใจ คือการเสียใจเรียกไม่ได้

            จนกระทั่งพรบความรับผิดต่อสินค้าไม่ปลอดภัย 2551 มีผลบังคับ ค่าเสียหายต่อจิตใจเรียกได้แล้ว แต่ต้องเป็นกรณีที่เกิดขึ้นจากสินค้าไม่ปลอดภัย เช่นแม่ซื้อนมผงเด็กทารกที่ปนเปื้อน มินลานิน พ่อเสียใจก็เรียกได้ แม่เสียใจก็เรียกได้เป็นครั้งแรกในไทย แต่ต้องเรียกเฉพาะสินค้าที่ไม่ปลอดภัยเท่านั้น เช่นนมผงมินลานิน หรือ กระแสไฟฟ้า

            แต่ถ้าเด็กถูกหมากัด อันนี้คงไม่ใช่สินค้าไม่ปลอดภัย

            ค่าปลงศพก็เรียกก่อนปลงศพจริงได้ อะไรที่เรียกได้บ้าง เช่น ค่าปลงศพเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการปลงศพ ไม่ต้องนำเงินซองช่วยเหลือมาหักออก แม้จำเลยแสดงตนเป็นเจ้าภาพ มาช่วยก็ตาม มันเป็นเรื่องของประเพณี แยกต่างหากจากกัน

            อันนี้เป็นหน้าที่ตามกฎหมาย แม้ทายาทจะทำการเผาเองก็ยังมีสิทธิเรียกค่าปลงศพ

            ค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอื่นๆ ตาม 443 ก็คือค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการปลงศพ เพราะข้อความนี้ปรากฏต่อท้าย ค่าปลงศพตามหลักการตีความลักษณะทั่วไปต้องตีความตามบริบทที่ปรากฏก่อนหน้านั้น

            ค่าใช่จ่ายที่เรียกได้ ก็คือค่าใช้จ่ายในการส่งศพกลับภูมิลำเนา ค่าซื้อที่ฮวงซุ้ย คำสำคัญ คือ ประเพณี กับ ฐานานุรูป ประเพณีก็อิงกับผู้ตายนับถือศาสนาอะไร

            ฐานานุรูป ก็ต้องคำนึง ของผู้ตาย ค่าเดินทางไปจัดการงานศพ ของผู้ที่มีอำนาจหน้าที่ในการจัดการศพ เท่านั้นถึงเรียกได้ คือใคร ไปดูกฎหมายลักษณะมรดก

            ค่าใช้จ่ายในการเดินทางของญาติเรียกไม่ได้เพราะญาติไม่มีหน้าที่ เป็นค่าใช้จ่ายที่ไกลเกินเหตุ

            สิ่งซึ่งเรียกค่าสินไหมทดแทนต่อไปก็เช่น ข้าราชการก็เรียกได้ก็เป็นเหตุส่วนตัวไม่นำมาปลดเปื้องส่วนราขการรัฐวิสาหกิจไม่ได้รับช่วงสิทธิ เป็นเรื่องใครมีหน้าที่ ตามกฎหมาย

            การได้รับการลดค่ารักษาพยาบาลเป็นเหตุส่วนตัวจำเลยจะนำมายกเว้นไม่ได้ วันนี้พอแค่นี้ครับ

 

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages