สรุปคำบรรยาย เนติภาคค่ำ ตั๋วเงิน สัปดาห์ที่ 5 ชั่วโมงที่ 4-5 พฤ 25/06/52

1,587 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
Jun 27, 2009, 3:30:29 AM6/27/09
to LAWSIAM
หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า  kankokub  ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ ประเสริฐ เสียงสุทธิวงศ์ ผู้บรรยาย   ,  ผู้มีน้ำใจส่ง flie เสียงที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า

ครั้งที่ 3 . ชั่วโมงที่ 4 - 5 ( 25/06/09 ลงลายมือชื่อต้องรับผิด และข้อยกเว้น )

            สำหรับการสอนในสองคาบ กรรมการบางท่าน ถ้ามีเพื่อนที่สอบได้ในสมัยที่ผ่านมา ปีนี้ เป็นวันที่ 7 สิงหาคม บ่ายสามโมง ซึ่งตรงกับวันรพี

            วันที่ 11 12 ก็จะมีการอบรมหลักสูตรภาคจริยธรรม ตั้งแต่ครั้งต่อไปการบรรยายก็จะเข้าที่ ชั่วโมงอาจารย์ใดก็วิชานั้น คราวที่แล้วได้พูดถึงบุคคลที่เป็นลูกหนี้ในตั๋วเงิน มาตรา 900 ซึ่งตั๋วเงินคือตราสารเปลี่ยนมือการเข้ามาผูกพันทำได้โดยการลงลายมือชื่อ ใครบ้างที่ต้องรับผิด ก็ดูแค่ว่าใครลงลายมือชื่อบ้าง

            ต่อไปคือต้องรับผิดในฐานะใดก็ขึ้นอยู่ว่าลงลายมือชื่อฐานใดก็รับผิดฐานนั้น

            อาจจะนึกตัวอย่างไม่ออก ที่ไม่มีฐานะ ในการรับผิด

            เรื่องเป็นอย่างนี้สมมุตินาย ก ออกเช็ค ชำระหนี้ นาย ข แต่ ข ไม่ประสงค์ ไม่เชื่อใจ ก็เลยให้นายหนึ่งมาลงลายมือชื่อไว้ด้านหลังเช็ค สรุปความคือ นาย ก ลงลายมือชื่อสั่งจ่าย แล้วนาย หนึ่ง ลงลายมือชื่อ เฉยๆ ปรากฏว่าธนาคารปฏิเสธ ถามว่านาย ข จะฟ้องให้ใครรับผิดได้ตามเช็คฉบับนี้

            มีคนลงลายมือชื่อสองคน คือ นาย ก กับ นายหนึ่ง

นาย ก ก็รับผิดในฐานะผู้สั่งจ่าย

นายหนึ่งรับผิดฐานะใดก็ตอบไม่ได้

            บุคคลที่รับผิดอย่างลูกหนี้ ก็มีผู้สั่งจ่าย ผู้สลักหลัง ผู้รับอาวัล เมื่อพิจารณาแล้ว ไม่ใช่ไม่เข้าในข้อกฎหมายนั้นๆเลย  เป็นผู้รับอาวัลหรือไม่

            ดูมาตรา 939 วรรค 2 เพียงแต่ลงลายมือชื่อด้านหน้าอย่างเดียว ก็เป็นการรับอาวัล แต่นี่นายหนึ่งไปลงด้านหลัง ก็ไม่เข้ามาตรา 939 วรรคที่ 2

            เปิดไปอีกมาตรา หนึ่ง มาตรา 921 การสลักหลังเช็คชนิดผู้ถือบุคคลนั้นต้องรับผิดฐานะผู้รับอาวัล

            ศาลฏีกาก็แปลความเลยว่าสมัครใจยินยอมรับผิด ด้วยการลงลายมือชื่อ ในเรื่องตั๋วเงินก็ได้หลักว่าบุคคลที่ลงลายมือชื่อก็ต้องรับผิดในเนื้อความในตั๋วเงิน ไม่ว่าไม่มีฐานะใด

            3788/2524

การที่จำเลยลงลายมือชื่อไว้ด้านหลังของเช็ค โดยไม่ปรากฏถ้อยคำสำนวนว่าใช้ได้เป็นอาวัลหรือสำนวนอื่นใดทำนองเดียวกันไม่เป็นการลงลายมือชื่อเป็นผู้รับอาวัลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 939 วรรค 1 และ 2 ประกอบด้วยมาตรา 989

จำเลยลงลายมือชื่อด้านหลังของเช็คแม้เช็คดังกล่าวระบุชื่อโจทก์ เป็นผู้รับเงินขีดฆ่าคำว่าหรือผู้ถือ และที่มุมซ้ายบนด้านหน้ามีข้อความ ว่าเข้าบัญชีผู้รับเงินเท่านั้น ห้ามเปลี่ยนมือก็ตามแต่ด้วยความสมัครใจ ของจำเลยยอมผูกพันตนต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรงในอันที่จะรับผิดเป็นอย่างเดียวกับผู้สั่งจ่าย ด้วยการลงลายมือชื่อของตนในตั๋วเงิน ยอมรับผิดตามเนื้อความในตั๋วเงินดังบทบัญญัติแห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 900 ดังนั้น เมื่อธนาคาร ปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คดังกล่าว จำเลยย่อมต้องรับผิดชำระเงิน ตามเช็คให้แก่โจทก์ (ข้อวินิจฉัยในวรรคสองวินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ ครั้งที่12/2524)

 

            ในกรณีเช็ค ที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินแล้วมีการสลักหลังไปต่ออีกผู้ที่ลงลายมือชื่อต้องรับผิดใน เช็คฉบับนั้นอีกหรือไม่

            เช็คที่ได้รับการปฏิเสธการจ่ายเงินแล้ว ก็ยังมีสภาพเป็นเช็คอยู่ดี ดังนั้นแม้ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินแล้ว ก็ยังมีสภาพเป็นเช็คอยู่ บุคคลที่ลงลายมือชื่อก็ต้องรับผิดตามมาตรา 900

313/2521

เมื่อเช็คพิพาทมีรายการครบถ้วนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 988 แม้ธนาคารจะปฏิเสธการจ่ายเงินแล้วก็ยังเป็นเช็คตามความหมายแห่งมาตรา 987 อันจำเลยที่ 1 ผู้สั่งจ่ายต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็คนั้นตาม มาตรา 900 เมื่อจำเลยที่ 2 เอาเช็คดังกล่าวมาแลกเงินจากโจทก์และสลักหลังมอบเช็คนั้นให้โจทก์โจทก์ย่อมเป็นผู้มีเช็คไว้ในความครอบครองในฐานเป็นผู้รับสลักหลัง โจทก์จึงเป็นผู้ทรงเช็คพิพาทตามมาตรา 904 และเมื่อเช็คดังกล่าวเป็นเช็คซึ่งสั่งให้ใช้เงินแก่ผู้ถือจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้สลักหลังย่อมเป็นประกัน(อาวัล) สำหรับจำเลยที่ 1 ผู้สั่งจ่ายมี ความรับผิดอย่างเดียวกับบุคคลซึ่งตนประกันตาม มาตรา 921,940 ประกอบด้วยมาตรา 989 และจะต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ผู้สั่งจ่ายรับผิดตามเช็คพิพาทต่อโจทก์ ตามมาตรา 967 ประกอบด้วย 989 แม้จำเลยที่ 2 จะสลักหลังเช็คหลังจากที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คนั้นแล้ว ก็ไม่ทำให้จำเลยที่ 2 หลุดพ้นจากความรับผิดตามเช็คพิพาทต่อโจทก์

 

5766/2531ค้นไม่พบ

            อีกเรื่องคือมีกรรมการนักศึกษามาทวงต้นฉบับอาจารย์ ไปทำหนังสือวันรพี แล้วในอดีตถือเป็นหนังสือที่ขายดี เพราะราคาถูก และมีประเพณีอย่างหนึ่งคือทำเป็นของแถม เช่น ตัวบท พรบใหม่ๆ  ก็คงออกจำหน่ายวันที่ 7 สิงหาคม

            เราก็แปลความกลับกัน พวกที่ไม่ได้ลงลายมือชื่อก็ไม่ต้องรับผิด อาจสงสัยว่าไปตั้งปัญหาข้อนี้ทำไม มันไม่ได้มีปัญหาอะไร เกี่ยวกับเรื่องนี้เลย แต่ว่าเรื่องนี้จำต้องตั้งไว้ เพราะอาจมีการเผลอ วินิจฉํยเลยไป

            เช่น กรณีแรก เรื่องตัวแลกเงิน ถามว่า นายก ออกตั๋วแลกเงิน สั่งนายข ให้จ่ายเงินแก่ นายค  ตั๋วถึงกำหนด นายค ก็เอาตั๋วไปยื่นให้จ่าย นาย ข ไม่จ่าย ถามว่าใครบ้างต้องรับผิดในเรื่องนี้ ก็มีผู้ที่หลงผิดไปว่า นาย ข ต้องรับผิด ซึ่ง ก็ตามมาตรา 900 ตีทางในทางกลับเท่านั้นเอง คือไม่ได้ลงชื่อก็ไม่ต้องรับผิด

            ผู้จ่าย จะต้องรับผิดเมื่อได้ รับรอง แล้ว

            การรับรองมาตรา 937 ก็เขียนไว้ชัดเจน ว่า และลงลายมือชื่อของผู้จ่าย ก็ติดหลักมาตรา 900 มาตราเดียวเลย

            3675/2534

ธนาคารจำเลยไม่ได้ลงลายมือชื่อในเช็คพิพาท โจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรงเช็คจึงฟ้องจำเลยให้ใช้เงินตามเช็คพิพาทตามกฎหมายเรื่องตั๋วเงินไม่ได้ สิทธิของโจทก์ในฐานะผู้ทรงเช็คพิพาทเมื่อจำเลยปฏิเสธการจ่ายเงินก็ได้แต่จะฟ้องไล่เบี้ยเอาแก่บุคคลที่ลงลายมือชื่อในเช็คพิพาทเท่านั้น ป.พ.พ. มาตรา 991 มีวัตถุประสงค์เพื่อปลดเปลื้องความรับผิดของธนาคารที่มีต่อผู้เคยค้าเท่านั้น เมื่อกรณีต้องด้วยข้อยกเว้น ตาม(1) หรือ (2) หรือ (3) ของมาตรา 991 ก็ให้สิทธิแก่ธนาคารที่ จะไม่จ่ายเงินตามเช็คได้โดยไม่ต้องรับผิดต่อผู้เคยค้าหรือผู้สั่งจ่ายหรือธนาคารจะจ่ายเงินตามเช็คนั้นก็ได้ แต่จะหักเงินจากบัญชีของผู้เคยค้าได้หรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งต้องพิจารณาจากมูลเหตุ ที่ธนาคารจ่ายเงินตามเช็คเป็นราย ๆ ไป สัญญาระหว่างธนาคารกับผู้เคยค้าไม่มีลักษณะเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอกตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 374และมาตรา 375.

 

            ธนาคารถ้าไม่ได้ลงลายมือชื่อในเช็ค ก็ไม่ต้องรับผิด จะรับผิดต่อเมื่อได้ลงลายมือขื่อ ในเช็ค

            กรณีแรกคือการรับรองเช็ค 993 ปพพ  ที่ธนาคารต้องรับผิดเมื่อ ธนาคารเขียนข้อความลงในเช็ค

            อีกกรณีหนึ่งคือกรณีที่ธนาคารออกแคชเชียร์เช็ค หรือแคชเชียร์ออเดอร์ ที่ต่างตรงที่ว่าผู้สั่งจ่ายก็คือธนาคาร เป็นผู้สั่งจ่าย

            สัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอกก็เช่น สัญญาประกันวินาศภัย ถ้าเกิดขึ้น บุคคลภายนอกมีสิทธิเรียกเอาประโยชน์นั้นได้

            หัวข้อต่อไปคือบุคคลผู้ลงลายมือชื่อในตั๋วเงินแต่ไม่ต้องรับผิดตามตั๋วเงิน เป็นการสวนทางจากตัวบท ถามว่ามีหรือไม่

            กรณีแรกดูมาตรา 901 เลยว่า บุคคลที่ลงลายมือชื่อแล้วไม่ได้เขียนว่ากระทำการแทน ต้องรับผิดตามตั๋วเงินนั้น ก็สืบเนื่องมาจากมาตรา 900 นั่นเอง

            มาตรา 901 เป็นเรื่องตัวแทน ลงลายมือชื่อของเขาเองถ้าเขียนแถลงว่าเป็นตัวแทน นาย ก อย่างนี้คนที่มาเกี่ยวข้องก็ทราบทันที

            ดังนี้ถ้าเขียนระบุไว้ก็ไม่ต้องมารับผิดในตั๋วเงินผู้ทรงจะฟ้องต้องฟ้องตามกฎหมายตัวแทน ตามมาตรา 820

3803/2547 ค้นไม่พบ มาตรา 901 ก็ไม่เคยออกข้อสอบมาเลยนะครับเท่าที่ตรวจมา

            กรณีที่สอง มาตรา 902 คือลงลายมือชื่อหลายคน มีทั้งบุคคลที่ไม่อาจเป็นคู่สัญญานั้นเลยหรือเป็นได้แต่ไม่เป็นผล

            ตอนนี้ทราบแล้วว่าเป็นตราสารเปลี่ยนมือ โอนได้ไม่จำกัดจำนวนบุคคลที่ผูกพัน

            อันนี้ก็คือลายมือชื่อคนหนึ่งเสีย จะเสียไปถึงบุคคลอื่นๆด้วยหรือไม่

            ถ้าใช้ไม่ได้ก็เสียไปแค่คนนั้น มาตรา 1006

            เจ้าของลายมือชื่อที่ถูกปลอมก็ไม่ต้องรับผิดเพราะไม่ได้ลงลายมือชื่อ

มาตรา 902 เป็นเรื่องลายมือชื่อจริง แต่บกพร่องอย่างอื่น

            เช่นบริษัท ที่ทำนอกวัตถุประสงค์ หรือ คนไร้ความสามารถทำนิติกรรมไม่ได้ เลย

อีกตัวอย่าง 4991/2531  - ค้นไม่พบ

            ฏีกานี้ก็ยังไม่เคยออกสอบเพราะกลัวว่าจะทำไม่ได้ ข้อสอบเนฯ ใครแต่งยาวๆไม่ได้รับเลือก

            ศาลฏีกาตัดสินอย่างนี้เช็ค พิพาทเป็นเช็คส่วนตัวของจำเลยที่สอง

                        แต่ถ้าตราประทับยังไม่ได้จดทะเบียน บริษัทจำกัดก็ไม่อาจเป็นคู่สัญญาได้ แต่ไม่กระทบความรับผิดจำเลยทั้งสอง จึงตัดสินให้จำเลยทั้งสองต้องรับผิด

            กรณีที่สาม  กรณีที่ลงลายมือชื่อในฐานะผู้แทนนิติบุคคล เป็นบุคคลที่กฎหมายสมมุติขึ้นมา  

            กรณีของบริษัทผู้แทนคือกรรมการผู้จัดการ ตาม มาตรา 1144

            ก็มีแนวฏีกาหลายเรื่องว่าการที่กรรมการไปลงลายมือชื่อ ถ้าถูกต้องตามข้อบังคับ  และตามขอบวัตถุประสงค์  ก็ถือว่าบริษัทผูกพัน ตามที่ผู้แทนกระทำ ( ผู้แทนต่างกับตัวแทน )

            ดังนั้นผู้แทนไม่ต้องรับผิด โดยไม่ต้องไปเขียนว่าในฐานะผุ้แทนก็ได้

457/2543

ธนาคารตามเช็คได้มอบเช็คพิพาทให้แก่บริษัทจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกค้าประเภทบัญชีกระแสรายวัน จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 1 แต่ผู้เดียว เป็นผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาท ส่วนการที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการที่มีอำนาจได้ลงลายมือชื่อและประทับตราจำเลยที่ 1 ในช่องผู้สั่งจ่าย ก็เป็นไปตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ต้องตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 70 วรรคสอง และมาตรา 900 ต้องถือว่าจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในฐานะผู้แทนของจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดตามเช็คต่อผู้ทรงเป็นส่วนตัวหากจำเลยที่ 2 กระทำการให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยที่ 1 เพราะปฏิบัติหน้าที่บกพร่องก็เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 หรือผู้ถือหุ้นจะใช้สิทธิตามกฎหมายดำเนินการให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อจำเลยที่ 1 ต่อไป

 

341/2540

โจทก์ประสงค์จะติดต่อค้าขายกับจำเลยที่1และที่2โดยให้จำเลยที่1และที่2ไปจดทะเบียนตั้งบริษัทเมื่อจำเลยที่1และที่2จัดตั้งบริษัทจำเลยที่3ขึ้นจำเลยที่2ก็ได้ออกเช็คพิพาทชำระหนี้ให้โจทก์โดยประทับตราจำเลยที่3แม้ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาทจำเลยที่1และที่2ซึ่งเป็นกรรมการของจำเลยที่3ก็ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นการส่วนตัว ที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยที่1ลงลายมือชื่อสลักหลังเช็คพิพาทจึงต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นส่วนตัวนั้นคดีนี้โจทก์ตั้งรูปเรื่องในฟ้องว่าจำเลยทั้งสามรับสินค้าของโจทก์ไปจำหน่ายโดยจำเลยทั้งสามจะต้องชำระค่าสินค้าตามราคาและเวลาที่ตกลงกันไว้ส่วนการจำหน่ายสินค้าจำเลยทั้งสามจะจำหน่ายในราคาเท่าใดก็ได้เป็นเรื่องของจำเลยทั้งสามโจทก์มิได้เกี่ยวข้องด้วยรูปเรื่องตามฟ้องโจทก์ดังกล่าวมีลักษณะเป็นเรื่องของสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดส่วนที่ฟ้องโจทก์บรรยายถึงเช็คพิพาทมาด้วยก็เพื่อแสดงให้เห็นพฤติการณ์ที่จำเลยทั้งสามนำเช็คพิพาทมาชำระหนี้ค่าสินค้าแล้วโจทก์ยังไม่ได้รับเงินเท่านั้นไม่มีผลทำให้ฟ้องโจทก์เป็นเรื่องตั๋วเงินไปด้วยแม้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าที่โจทก์นำสืบว่าเช็คมีจำเลยที่1ลงชื่อสลักหลังก็ไม่ปรากฎลายมือชื่อจำเลยที่1ตามที่พยานโจทก์อ้างโจทก์ก็อุทธรณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้เพียงว่าเป็นการวินิจฉัยที่ฝ่าฝืนต่อพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบทั้งๆที่โจทก์ได้ชี้ตำแหน่งที่จำเลยที่1ลงลายมือชื่อด้านหลังเช็คให้ศาลทราบแล้วจำเลยไม่สืบพยานจึงต้องฟังตามที่โจทก์นำสืบว่าจำเลยที่1และที่2เป็นผู้ค้ากับโจทก์ส่วนจำเลยที่3เป็นเพียงเครื่องมือที่เชิดออกมาให้เป็นผู้เสียภาษีกำไรที่ได้เป็นของจำเลยที่1และที่2เมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าได้ตรวจดูเช็คทั้ง7ฉบับแล้วไม่ปรากฎว่ามีชื่อจำเลยที่1เป็นผู้สลักหลังดังนั้นที่โจทก์ฎีกาในทำนองขอให้จำเลยที่1รับผิดต่อโจทก์เป็นส่วนตัวในฐานะผู้สลักหลังเช็คพิพาทนั้นจึงเป็นเรื่องนอกประเด็นตามคำฟ้องศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

 

            ในทางตรงกันข้าม ถ้าการลงลายมือฃื่อในตั๋วนั้นไม่ถูกต้องตามข้อบังคับ  การลงลายมือชื่อไม่ถูกต้อง คนที่ลงลายมือชื่อไม่ใช่เป็นกรรมการ หรือไม่ได้ ประทับตราของบริษัท ก็ถือไม่ได้ว่าบริษัทเป็นผู้ต้องรับผิดในตั๋วเงินนั้น

            ก็ไม่ผูกพันนิติบุคคลแล้วใครต้องรับผิด ตรงนี้แหละศาลฏีกาวินิจฉัยออกเปืดสองอย่าง

ว่าผู้ลงลายมือชื่อต้องรับผิดเป็นส่วนตัว

5846/2534

            ดูมาตรา 967 ก็จะเห็นได้ชัดเจนเลยว่าตัวผู้ทรงมีสิทธิฟ้องทุกคนที่ลงชื่อในตั๋วเงินจะฟ้องเรียงตัวก็ได้ หรือเลือกฟ้องบางคนไม่ต้องเรียงชื่อตามลำดับก็ได้

ดูที่มาตรา 1070 อยู่ในห้างฯสามัญและใช้ห้างฯจำกัดด้วยตามมาตรา 1080

8350/2548ค้นไม่พบ

            มีเรื่องผู้ค้าก็ไปเปิดบัญชีแล้วก็จะมอบตัวอย่างลายมือชื่อไว้กับธนาคาร บางที่ลูกค้าก็ให้ตัวแทนลงลายมือชื่อแทนได้ สมมุติมีการมอบอำนาจ ให้ตัวแทน มีอำนาจลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเงินในเช็คได้ด้วย เรื่องนี้เป็นเรื่อง

2473/2516

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้เงินที่ยังค้างชำระตามเช็คพร้อมกับแนบรูปถ่ายเช็คมาท้ายฟ้อง โดยกล่าวอ้างในฟ้องว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ออกเช็คสั่งจ่ายเงินให้แก่โจทก์มิได้กล่าวถึงจำเลยที่ 2 ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องอย่างใดกับเช็คด้วย ฟ้องของโจทก์จึงแสดงให้เห็นอยู่แล้วว่าจำเลยที่ 2 มิได้มีลายมือชื่อในเช็ค ทั้งรูปถ่ายเช็คท้ายฟ้องก็ไม่มีลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 ฉะนั้น การที่ศาลวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 มิได้ลงลายมือในเช็คไม่ว่าในฐานะผู้สั่งจ่ายหรือฐานะอื่นใด อันเป็นการแสดงว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเช็คนั้น จึงมิใช่เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นเพราะเป็นการกล่าวถึงข้อเท็จจริงตามที่ได้ความจากคำฟ้องของโจทก์เอง

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นสามีภริยากัน ได้ก่อหนี้ร่วมกันโดยจำเลยที่ 1 ออกเช็คแลกเงินสดจากโจทก์ ดังนี้ เช็คหาใช่หลักฐานแห่งหนี้หรือแสดงว่าจำเลยเป็นหนี้ไม่ แต่เป็นการสั่งธนาคารให้ใช้เงิน กรณีนี้ต้องถือว่าเป็นการชำระหนี้โดยใช้เช็คแทนเงิน เกิดความผูกพันระหว่างกันในลักษณะตั๋วเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 900 ซึ่งบุคคลที่ลงลายมือชื่อในเช็คเท่านั้นที่จะต้องรับผิดตามข้อความในเช็ค แม้โจทก์จะอ้างว่า ฟ้องเรียกเงินตามมูลหนี้เดิมก็ไม่ทำให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดตามฟ้อง เพราะจำเลยที่ 2 มิได้มีลายมือชื่อในเช็คหากจะถือว่ามูลหนี้เดิมเป็นหนี้กู้ยืมเงิน โจทก์ก็ไม่มีหลักฐานการกู้ยืมเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยที่ 2 มาแสดง โจทก์จึงฟ้องร้องบังคับจำเลยที่ 2 หาได้ไม่

 

สรุปคือ เจ้าของบัญชีไม่ได้ลงลายมือชื่อในเช็คไม่ต้องรับผิด เช่น นักศึกษาไปยืมเช็คเพื่อนมาเขียน เพื่อนไม่ต้องรับผิด

ที่จะพูดคือถ้าฟ้องตามตั๋วเงินคงฟ้องไม่ได้ แต่เรื่องนี้ทนายพอมีความรู้ ก็เลยฟ้องในลักษณะตัวการ ตามมาตรา 820

            มาตราต่อไป มาตรา 903  ในการใช้เงินตามตั๋วเงิน ท่านมิให้ให้วันผ่อน

สั้นที่สุดในตั๋วเงิน ส่วนมาตราที่เป็นแชมป์สั้นที่สุดคือมาตรา 137

                เพราะการปกติการชำระหนี้ด้วยตั๋วเงินมันเท่ากับเป็นการผ่อนเวลากันอยู่แล้ว  ถ้าไปผ่อนนี้หลุดพ้นไปเลยนะครับ

แล้วถ้าเป็นตั๋วสัญญาใช้เงินหล่ะ ลองดูมาตรา 985 ในเรื่องตั๋วสัญญาใช้เงินสิ ว่าให้นำมาตรา 903 เรื่องผ่อนเวลา มาใช้ ก็คือ                   มาตรา 948  ถ้าผู้ทรงตั๋วแลกเงินยอมผ่อนเวลาให้แก่ผู้จ่ายไซร้ ท่านว่าผู้ทรงสิ้นสิทธิที่จะไล่เบี้ยเอาแก่ผู้เป็นคู่สัญญาคนก่อน ๆ ซึ่งมิได้ตกลงในการผ่อนเวลานั้น  มาใช้กับตั๋วสัญญาใช้เงิน ไม่นำมาใช้

                ผู้ค้ำฯต่างกับผู้รับอาวัล  422/2521

การที่ผู้ทรงตั๋วสัญญาใช้เงินยอมผ่อนเวลาให้กับผู้ออกตั๋วนั้นไม่เป็นเหตุให้ผู้รับอาวัลหลุดพ้นจากความรับผิด เพราะผู้รับอาวัลย่อมต้องผูกพันเป็นอย่างเดียวกันกับบุคคลซึ่งตนประกันจึงอยู่ในฐานะเป็นลูกหนี้ชั้นต้นเช่นเดียวกับผู้ออกตั๋ว และไม่อยู่ในฐานะเป็นผู้ค้ำประกันตามหลักทั่วไปในเรื่องค้ำประกัน

ผู้รับอาวัลสั่งจ่ายเช็คจำนวนหนึ่งผ่อนชำระหนี้ให้แก่ผู้ทรงตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นการรับสภาพหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินนั้น และย่อมเป็นเหตุให้อายุความสดุดหยุดลง

 

                1083/2517

การลงลายมือชื่อของตนที่ด้านหลังเช็คต้องถือว่าเป็นการสลักหลังตั๋วแลกเงินโดยสมบูรณ์. ตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 919 อันมีผลให้ผู้สลักหลังต้องรับผิดต่อผู้ทรงตามมาตรา 914 และมาตรา989 ให้นำบทบัญญัติดังกล่าวมาใช้ในเรื่องเช็คด้วยผู้สลักหลังจึงต้องรับผิดใช้เงินที่ค้างชำระให้แก่ผู้ทรง ในเมื่อธนาคารไม่ยอมจ่ายเงินตามเช็คนั้น

ผู้สลักหลังมีฐานะเป็นลูกหนี้ต้องร่วมกับผู้สั่งจ่ายรับผิดต่อผู้ทรงมิได้มีฐานะเป็นผู้ค้ำประกัน จึงนำมาตรา 700 มาใช้บังคับกรณีนี้มิได้

 

242/2520ค้นไม่พบ

                ผู้ทรงผ่อนเวลาแล้วผุ้สลักหลังไม่หลุดพ้น เหตุผลเดียวกันคือไม่นำมาตรา 700 และ 948 มาใช้ในเรื่องเช็ค

                เพราะฉะนั้นผู้สลักหลังเช็คจึงมีฐานะเป็นหนี้ร่วม

               

 

         

 

 

nobita kwang

unread,
Jun 27, 2009, 3:30:31 AM6/27/09
to LAWSIAM

BOON SI

unread,
Jun 27, 2009, 9:22:16 AM6/27/09
to nobita kwang, LAWSIAM, kani...@hotmail.com, ta...@yahoo.com


สรุปคำบรรยาย เนติภาคค่ำ ตั๋วเงิน สัปดาห์ที่ 5 ชั่วโมงที่ 4-5 พฤ 25-06-52

หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า  kankokub  ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ ประเสริฐ เสียงสุทธิวงศ์ ผู้บรรยาย   ,  ผู้มีน้ำใจส่ง flie เสียงที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า

ครั้งที่ 3 . ชั่วโมงที่ 4 - 5 ( 25/06/09 ลงลายมือชื่อต้องรับผิด และข้อยกเว้น )

            สำหรับการสอนในสองคาบ กรรมการบางท่าน ถ้ามีเพื่อนที่สอบได้ในสมัยที่ผ่านมา ปีนี้ เป็นวันที่ 7 สิงหาคม บ่ายสามโมง ซึ่งตรงกับวันรพี

            วันที่ 11 12 ก็จะมีการอบรมหลักสูตรภาคจริยธรรม ตั้งแต่ครั้งต่อไปการบรรยายก็จะเข้าที่ ชั่วโมงอาจารย์ใดก็วิชานั้น คราวที่แล้วได้พูดถึงบุคคลที่เป็นลูกหนี้ในตั๋วเงิน มาตรา 900 ซึ่งตั๋วเงินคือตราสารเปลี่ยนมือการเข้ามาผูกพันทำได้โดยการลงลายมือชื่อ ใครบ้างที่ต้องรับผิด ก็ดูแค่ว่าใครลงลายมือชื่อบ้าง

            ต่อไปคือต้องรับผิดในฐานะใดก็ขึ้นอยู่ว่าลงลายมือชื่อฐานใดก็รับผิดฐานนั้น

            อาจจะนึกตัวอย่างไม่ออก ที่ไม่มีฐานะ ในการรับผิด

            เรื่องเป็นอย่างนี้สมมุตินาย ก ออกเช็ค ชำระหนี้ นาย ข แต่ ข ไม่ประสงค์ ไม่เชื่อใจ ก็เลยให้นายหนึ่งมาลงลายมือชื่อไว้ด้านหลังเช็ค สรุปความคือ นาย ก ลงลายมือชื่อสั่งจ่าย แล้วนาย หนึ่ง ลงลายมือชื่อ เฉยๆ ปรากฏว่าธนาคารปฏิเสธ ถามว่านาย ข จะฟ้องให้ใครรับผิดได้ตามเช็คฉบับนี้

            มีคนลงลายมือชื่อสองคน คือ นาย ก กับ นายหนึ่ง

นาย ก ก็รับผิดในฐานะผู้สั่งจ่าย

นายหนึ่งรับผิดฐานะใดก็ตอบไม่ได้

            บุคคลที่รับผิดอย่างลูกหนี้ ก็มีผู้สั่งจ่าย ผู้สลักหลัง ผู้รับอาวัล เมื่อพิจารณาแล้ว ไม่ใช่ไม่เข้าในข้อกฎหมายนั้นๆเลย  เป็นผู้รับอาวัลหรือไม่

มาตรา 939  อันการรับอาวัลย่อมทำให้กันด้วยเขียนลงในตั๋วเงินนั้นเอง หรือที่ใบประจำต่อ

                ในการนี้พึงใช้ถ้อยคำสำนวนว่า "ใช้ได้เป็นอาวัล" หรือสำนวนอื่นใดทำนองเดียวกันนั้น และลงลายมือชื่อผู้รับอาวัลอนึ่งเพียงแต่ลงลายมือชื่อของผู้รับอาวัลในด้านหน้าแห่งตั๋วเงินท่านก็จัดว่าเป็นคำรับอาวัลแล้ว เว้นแต่ในกรณีที่เป็นลายมือชื่อของผู้จ่ายหรือผู้สั่งจ่าย

                ในคำรับอาวัลต้องระบุว่ารับประกันผู้ใด หากมิได้ระบุ ท่านให้ถือว่ารับประกันผู้สั่งจ่าย

            ดูมาตรา 939 วรรค 2 เพียงแต่ลงลายมือชื่อด้านหน้าอย่างเดียว ก็เป็นการรับอาวัล แต่นี่นายหนึ่งไปลงด้านหลัง ก็ไม่เข้ามาตรา 939 วรรคที่ 2

            เปิดไปอีกมาตรา หนึ่ง มาตรา 921 การสลักหลังเช็คชนิดผู้ถือบุคคลนั้นต้องรับผิดฐานะผู้รับอาวัล

มาตรา 921  การสลักหลังตั๋วแลกเงินซึ่งสั่งให้ใช้เงินแก่ผู้ถือนั้นย่อมเป็นเพียงประกัน (อาวัล)สำหรับผู้สั่งจ่าย

 

            ศาลฎีกาก็แปลความเลยว่าสมัครใจยินยอมรับผิด ด้วยการลงลายมือชื่อ ในเรื่องตั๋วเงินก็ได้หลักว่าบุคคลที่ลงลายมือชื่อก็ต้องรับผิดในเนื้อความในตั๋วเงิน ไม่ว่าไม่มีฐานะใด

4872/2533

จำเลยที่ 2 ปฏิเสธว่าลายมือชื่อด้านหลังเช็คพิพาทมิใช่ของตนโจทก์นำสืบพยานบุคคลว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ลงลายมือชื่อด้านหลังเช็คพิพาท และในสำนวนมีลายมือชื่อแท้จริงของจำเลยที่ 2 ในสัญญาจำนอง ใบแต่งทนาย และคำให้การ เมื่อเป็นพยานหลักฐานที่เกี่ยวกับประเด็นโดยตรง ศาลมีอำนาจอาศัยลายมือชื่อดังกล่าวตรวจเปรียบเทียบ เพื่อชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานว่า เพียงพอให้เชื่อฟังได้หรือไม่

มูลหนี้คดีนี้เป็นหนี้กู้ยืมเงิน 1,000,000 บาท มิได้ทำสัญญากู้กันไว้ แต่มีการจดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันและให้ถือสัญญาจำนองเป็นหลักฐานในการกู้ยืมเงิน หลังจากนั้นจำเลยที่ 1สั่งจ่ายเช็คพิพาทเป็นเงิน 1,000,000 บาท มอบให้โจทก์อีกโดยตกลงว่าเพื่อเป็นประกัน เช็คพิพาทจึงออกเพื่อประกันการกู้ยืมเงินด้วย โจทก์มีสิทธิฟ้องได้โดยไม่จำต้องบอกกล่าวบังคับจำนองก่อน

การที่จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อไว้ด้านหลังเช็คที่สั่งจ่ายระบุชื่อ โจทก์ขีดฆ่าคำว่าหรือผู้ถือออก และมุม ซ้ายบนของด้านหน้ามีข้อความว่าเข้าบัญชีผู้รับเงินเท่านั้นห้ามเปลี่ยนมือ และในเช็คไม่ปรากฏว่ามีถ้อยคำสำนวนว่าใช้ได้เป็นอาวัล หรือสำนวนอื่นใดทำนองเดียวกัน จำเลยที่ 2 จึงมิใช่ผู้ลงลายมือชื่อเป็นผู้รับอาวัลแต่การที่จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อด้านหลังเช็คที่จำเลยที่ 1เป็นผู้สั่งจ่ายโดยระบุชื่อโจทก์เป็นผู้รับเงินและจำเลยทั้งสองนำเช็คไปมอบให้โจทก์ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อด้านหลังเช็คด้วยความสมัครใจที่จะผูกพันต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรง ในอันที่จะรับผิดตามข้อความในเช็คอย่างเดียวกับจำเลยที่ 1 ผู้สั่งจ่ายด้วยการลงลายมือชื่อของตนในเช็คตามมาตรา 900 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ชำระเงินตามเช็คพิพาทพร้อมดอกเบี้ย

            3788/2524

การที่จำเลยลงลายมือชื่อไว้ด้านหลังของเช็ค โดยไม่ปรากฏถ้อยคำสำนวนว่าใช้ได้เป็นอาวัลหรือสำนวนอื่นใดทำนองเดียวกันไม่เป็นการลงลายมือชื่อเป็นผู้รับอาวัลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 939 วรรค 1 และ 2 ประกอบด้วยมาตรา 989

จำเลยลงลายมือชื่อด้านหลังของเช็คแม้เช็คดังกล่าวระบุชื่อโจทก์ เป็นผู้รับเงินขีดฆ่าคำว่าหรือผู้ถือ และที่มุมซ้ายบนด้านหน้ามีข้อความ ว่าเข้าบัญชีผู้รับเงินเท่านั้น ห้ามเปลี่ยนมือก็ตามแต่ด้วยความสมัครใจ ของจำเลยยอมผูกพันตนต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรงในอันที่จะรับผิดเป็นอย่างเดียวกับผู้สั่งจ่าย ด้วยการลงลายมือชื่อของตนในตั๋วเงิน ยอมรับผิดตามเนื้อความในตั๋วเงินดังบทบัญญัติแห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 900 ดังนั้น เมื่อธนาคาร ปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คดังกล่าว จำเลยย่อมต้องรับผิดชำระเงิน ตามเช็คให้แก่โจทก์ (ข้อวินิจฉัยในวรรคสองวินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ ครั้งที่12/2524)

 

            ในกรณีเช็ค ที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินแล้วมีการสลักหลังไปต่ออีกผู้ที่ลงลายมือชื่อต้องรับผิดใน เช็คฉบับนั้นอีกหรือไม่

            เช็คที่ได้รับการปฏิเสธการจ่ายเงินแล้ว ก็ยังมีสภาพเป็นเช็คอยู่ดี ดังนั้นแม้ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินแล้ว ก็ยังมีสภาพเป็นเช็คอยู่ บุคคลที่ลงลายมือชื่อก็ต้องรับผิดตามมาตรา 900

313/2521

เมื่อเช็คพิพาทมีรายการครบถ้วนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 988 แม้ธนาคารจะปฏิเสธการจ่ายเงินแล้วก็ยังเป็นเช็คตามความหมายแห่งมาตรา 987 อันจำเลยที่ 1 ผู้สั่งจ่ายต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็คนั้นตาม มาตรา 900 เมื่อจำเลยที่ 2 เอาเช็คดังกล่าวมาแลกเงินจากโจทก์และสลักหลังมอบเช็คนั้นให้โจทก์โจทก์ย่อมเป็นผู้มีเช็คไว้ในความครอบครองในฐานเป็นผู้รับสลักหลัง โจทก์จึงเป็นผู้ทรงเช็คพิพาทตามมาตรา 904 และเมื่อเช็คดังกล่าวเป็นเช็คซึ่งสั่งให้ใช้เงินแก่ผู้ถือจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้สลักหลังย่อมเป็นประกัน(อาวัล) สำหรับจำเลยที่ 1 ผู้สั่งจ่ายมี ความรับผิดอย่างเดียวกับบุคคลซึ่งตนประกันตาม มาตรา 921,940 ประกอบด้วยมาตรา 989 และจะต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ผู้สั่งจ่ายรับผิดตามเช็คพิพาทต่อโจทก์ ตามมาตรา 967 ประกอบด้วย 989 แม้จำเลยที่ 2 จะสลักหลังเช็คหลังจากที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คนั้นแล้ว ก็ไม่ทำให้จำเลยที่ 2 หลุดพ้นจากความรับผิดตามเช็คพิพาทต่อโจทก์

 

5766/2537

เมื่อเช็คพิพาทมีรายการครบถ้วนตาม ป.พ.พ.มาตรา 988 แม้ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินแล้วก็ยังคงเป็นเช็คตามมาตรา 987 จำเลยที่ 1 ผู้สั่งจ่ายและจำเลยที่ 2 ที่ 3 ผู้สลักหลังยังคงต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็คพิพาทตาม มาตรา900 เช็คพิพาทเป็นเช็คสั่งจ่ายให้แก่โจทก์หรือผู้ถือ จำเลยที่ 4 สลักหลังเช็คพิพาทย่อมเป็นประกัน (อาวัล) สำหรับจำเลยที่ 1 และมีความรับผิดอย่างเดียวกับจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 921, 940 ประกอบด้วยมาตรา 989 ทั้งต้องร่วมกับจำเลยที่ 1ซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายและจำเลยที่ 2 และที่ 3 ผู้รับอาวัลรับผิดตามเช็คพิพาทต่อโจทก์ตามมาตรา 967 ประกอบด้วยมาตรา 989 แม้จำเลยที่ 4 สลักหลังเช็คพิพาทหลังจากธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินก็ไม่ทำให้จำเลยที่ 4 หลุดพ้นจากความรับผิดตามเช็คพิพาท

 

            อีกเรื่องคือมีกรรมการนักศึกษามาทวงต้นฉบับอาจารย์ ไปทำหนังสือวันรพี แล้วในอดีตถือเป็นหนังสือที่ขายดี เพราะราคาถูก และมีประเพณีอย่างหนึ่งคือทำเป็นของแถม เช่น ตัวบท พรบใหม่ๆ  ก็คงออกจำหน่ายวันที่ 7 สิงหาคม

         

           เราก็แปลความกลับกัน พวกที่ไม่ได้ลงลายมือชื่อก็ไม่ต้องรับผิด อาจสงสัยว่าไปตั้งปัญหาข้อนี้ทำไม มันไม่ได้มีปัญหาอะไร เกี่ยวกับเรื่องนี้เลย แต่ว่าเรื่องนี้จำต้องตั้งไว้ เพราะอาจมีการเผลอ วินิจฉัยเลยไป

            เช่น กรณีแรก เรื่องตัวแลกเงิน ถามว่า นายก ออกตั๋วแลกเงิน สั่งนายข ให้จ่ายเงินแก่ นายค  ตั๋วถึงกำหนด นายค ก็เอาตั๋วไปยื่นให้จ่าย นาย ข ไม่จ่าย ถามว่าใครบ้างต้องรับผิดในเรื่องนี้ ก็มีผู้ที่หลงผิดไปว่า นาย ข ต้องรับผิด ซึ่ง ก็ตามมาตรา 900 ตีทางในทางกลับเท่านั้นเอง คือไม่ได้ลงชื่อก็ไม่ต้องรับผิด

            ผู้จ่าย จะต้องรับผิดเมื่อได้ รับรอง แล้ว

            การรับรองมาตรา 937 ก็เขียนไว้ชัดเจน ว่า และลงลายมือชื่อของผู้จ่าย ก็ติดหลักมาตรา 900 มาตราเดียวเลย

มาตรา 937  ผู้จ่ายได้ทำการรับรองตั๋วแลกเงินแล้วย่อมต้องผูกพันในอันจะจ่ายเงินจำนวนที่รับรองตามเนื้อความแห่งคำรับรองของตน

มาตรา 991  ธนาคารจำต้องใช้เงินตามเช็คซึ่งผู้เคยค้ากับธนาคารให้ออกเบิกเงินแก่ตน เว้นแต่ในกรณีดั่งกล่าวต่อไปนี้ คือ

                (1) ไม่มีเงินในบัญชีของผู้เคยค้าคนนั้นเป็นเจ้าหนี้พอจะจ่ายตามเช็คนั้น หรือ

                (2) เช็คนั้นยื่นเพื่อให้ใช้เงินเมื่อพ้นเวลาหกเดือนนับแต่วันออกเช็คหรือ

                (3) ได้มีคำบอกกล่าวว่าเช็คนั้นหายหรือถูกลักไป

            3675/2534

ธนาคารจำเลยไม่ได้ลงลายมือชื่อในเช็คพิพาท โจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรงเช็คจึงฟ้องจำเลยให้ใช้เงินตามเช็คพิพาทตามกฎหมายเรื่องตั๋วเงินไม่ได้ สิทธิของโจทก์ในฐานะผู้ทรงเช็คพิพาทเมื่อจำเลยปฏิเสธการจ่ายเงินก็ได้แต่จะฟ้องไล่เบี้ยเอาแก่บุคคลที่ลงลายมือชื่อในเช็คพิพาทเท่านั้น ป.พ.พ. มาตรา 991 มีวัตถุประสงค์เพื่อปลดเปลื้องความรับผิดของธนาคารที่มีต่อผู้เคยค้าเท่านั้น เมื่อกรณีต้องด้วยข้อยกเว้น ตาม(1) หรือ (2) หรือ (3) ของมาตรา 991 ก็ให้สิทธิแก่ธนาคารที่ จะไม่จ่ายเงินตามเช็คได้โดยไม่ต้องรับผิดต่อผู้เคยค้าหรือผู้สั่งจ่ายหรือธนาคารจะจ่ายเงินตามเช็คนั้นก็ได้ แต่จะหักเงินจากบัญชีของผู้เคยค้าได้หรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งต้องพิจารณาจากมูลเหตุ ที่ธนาคารจ่ายเงินตามเช็คเป็นราย ๆ ไป สัญญาระหว่างธนาคารกับผู้เคยค้าไม่มีลักษณะเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอกตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 374และมาตรา 375.

 มาตรา 374  ถ้าคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งทำสัญญาตกลงว่าจะชำระหนี้แก่บุคคลภายนอกไซร้ ท่านว่าบุคคลภายนอกมีสิทธิจะเรียกชำระหนี้จากลูกหนี้โดยตรงได้

                ในกรณีดังกล่าวมาในวรรคต้นนั้น สิทธิของบุคคลภายนอกย่อมเกิดมีขึ้นตั้งแต่เวลาที่แสดงเจตนาแก่ลูกหนี้ว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญานั้น

 

              มาตรา 375  เมื่อสิทธิของบุคคลภายนอกได้เกิดมีขึ้นตามบทบัญญัติแห่งมาตราก่อนแล้ว คู่สัญญาหาอาจจะเปลี่ยนแปลงหรือระงับสิทธินั้นในภายหลังได้ไม่

 

            ธนาคารถ้าไม่ได้ลงลายมือชื่อในเช็ค ก็ไม่ต้องรับผิด จะรับผิดต่อเมื่อได้ลงลายมือขื่อ ในเช็ค

            กรณีแรกคือการรับรองเช็ค 993 ปพพ  ที่ธนาคารต้องรับผิดเมื่อ ธนาคารเขียนข้อความลงในเช็ค

มาตรา 993  ถ้าธนาคารเขียนข้อความลงลายมือชื่อบนเช็ค เช่น คำว่า "ใช้ได้" หรือ "ใช้เงินได้" หรือคำใด ๆ อันแสดงผลอย่างเดียวกัน ท่านว่าธนาคารต้องผูกพันในฐานเป็นลูกหนี้ชั้นต้นในอันจะต้องใช้เงินแก่ผู้ทรงตามเช็คนั้น

                ถ้าผู้ทรงเช็คเป็นผู้จัดการให้ธนาคารลงข้อความรับรองดั่งว่านั้น ท่านว่าผู้สั่งจ่ายและผู้สลักหลังทั้งปวงเป็นอันหลุดพ้นจากความรับผิดตามเช็คนั้น

                ถ้าธนาคารลงข้อความรับรองดั่งนั้นโดยคำขอร้องของผู้สั่งจ่าย ท่านว่าผู้สั่งจ่ายและปวงผู้สลักหลังก็หาหลุดพ้นไปไม่

 

            อีกกรณีหนึ่งคือกรณีที่ธนาคารออกแคชเชียร์เช็ค หรือแคชเชียร์ออเดอร์ ที่ต่างตรงที่ว่าผู้สั่งจ่ายก็คือธนาคาร เป็นผู้สั่งจ่าย

            สัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอกก็เช่น สัญญาประกันวินาศภัย ถ้าเกิดขึ้น บุคคลภายนอกมีสิทธิเรียกเอาประโยชน์นั้นได้

            หัวข้อต่อไปคือบุคคลผู้ลงลายมือชื่อในตั๋วเงินแต่ไม่ต้องรับผิดตามตั๋วเงิน เป็นการสวนทางจากตัวบท ถามว่ามีหรือไม่

            กรณีแรกดูมาตรา 901 เลยว่า บุคคลที่ลงลายมือชื่อแล้วไม่ได้เขียนว่ากระทำการแทน ต้องรับผิดตามตั๋วเงินนั้น ก็สืบเนื่องมาจากมาตรา 900 นั่นเอง

มาตรา 901  ถ้าบุคคลคนใดลงลายมือชื่อของตนในตั๋วเงิน และมิได้เขียนแถลงว่ากระทำการแทนบุคคลอีกคนหนึ่งไซร้ ท่านว่าบุคคลคนนั้นย่อมเป็นผู้รับผิดตามความในตั๋วเงินนั้น

            มาตรา 901 เป็นเรื่องตัวแทน ลงลายมือชื่อของเขาเองถ้าเขียนแถลงว่าเป็นตัวแทน นาย ก อย่างนี้คนที่มาเกี่ยวข้องก็ทราบทันที

            ดังนี้ถ้าเขียนระบุไว้ก็ไม่ต้องมารับผิดในตั๋วเงินผู้ทรงจะฟ้องต้องฟ้องตัวการตามกฎหมายตัวแทน ตามมาตรา 820

มาตรา 820  ตัวการย่อมมีความผูกพันต่อบุคคลภายนอกในกิจการทั้งหลายอันตัวแทนหรือตัวแทนหรือตัวแทนช่วงได้ทำไปภายในขอบอำนาจแห่งฐานตัวแทน

3803/2547 ค้นไม่พบ มาตรา 901 ก็ไม่เคยออกข้อสอบมาเลยนะครับเท่าที่ตรวจมา

            กรณีที่สอง

มาตรา 902  ถ้าตั๋วเงินลงลายมือชื่อของบุคคลหลายคน มีทั้งบุคคลซึ่งไม่อาจจะเป็นคู่สัญญาแห่งตั๋วเงินนั้นได้เลย หรือเป็นได้แต่ไม่เต็มผลไซร้ ท่านว่าการนี้ย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงความรับผิดของบุคคลอื่น ๆ  นอกนั้นซึ่งคงต้องรับผิดตามตั๋วเงิน

 มาตรา 902 คือลงลายมือชื่อหลายคน มีทั้งบุคคลที่ไม่อาจเป็นคู่สัญญานั้นเลยหรือเป็นได้แต่ไม่เป็นผล

            ตอนนี้ทราบแล้วว่าเป็นตราสารเปลี่ยนมือ โอนได้ไม่จำกัดจำนวนบุคคลที่ผูกพัน

            อันนี้ก็คือลายมือชื่อคนหนึ่งเสีย จะเสียไปถึงบุคคลอื่นๆด้วยหรือไม่

            ถ้าใช้ไม่ได้ก็เสียไปแค่คนนั้น มาตรา 1006

มาตรา 1006  การที่ลายมือชื่ออันหนึ่งในตั๋วเงินเป็นลายมือปลอมย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงความ สมบูรณ์แห่งลายมือชื่ออื่น ๆ ในตั๋วเงินนั้น

            เจ้าของลายมือชื่อที่ถูกปลอมก็ไม่ต้องรับผิดเพราะไม่ได้ลงลายมือชื่อ

มาตรา 902 เป็นเรื่องลายมือชื่อจริง แต่บกพร่องอย่างอื่น

            เช่นบริษัท ที่ทำนอกวัตถุประสงค์ หรือ คนไร้ความสามารถทำนิติกรรมไม่ได้ เลย

อีกตัวอย่าง ***4991/2536  -

        เช็คพิพาทเป็นเช็คส่วนตัวของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการบริษัท จำเลยที่ 1 เป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายและประทับดวงตราสำคัญแบบใหม่ของจำเลยที่ 1 ซึ่งยังมิได้จดทะเบียนการใช้ จึงไม่ผูกพันจำเลยที่ 1 ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่าย แต่การที่เช็คพิพาทลงลายมือชื่อบุคคลหลายคน มีทั้งบุคคลซึ่งไม่อาจเป็นคู่สัญญาแห่งตั๋วเงินนั้นได้เลย หรือเป็นได้แต่ไม่เต็มผลย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงความรับผิดของบุคคลอื่น   นอกนั้นซึ่งคงต้องรับผิดตามตั๋วเงินตาม ป.พ.พ. มาตรา 902  ดังนั้นจำเลยที่ 2 จึงยังคงต้องรับผิดตามเช็ค

        จำเลยทั้งสองรับว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทเพียงแต่อ้างว่าไม่ต้องรับผิดตามเช็ค ดังนี้แม้เช็คพิพาทจะปิดอากรแสตมป์ไม่ถูกต้องข้อเท็จจริงก็รับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้สั่งจ่ายเช็คพิพาท

 

            ฎีกานี้ก็ยังไม่เคยออกสอบเพราะกลัวว่าจะทำไม่ได้ ข้อสอบเนฯ ใครแต่งยาวๆไม่ได้รับเลือก

            ศาลฎีกาตัดสินอย่างนี้เช็ค พิพาทเป็นเช็คส่วนตัวของจำเลยที่สอง

                        แต่ถ้าตราประทับยังไม่ได้จดทะเบียน บริษัทจำกัดก็ไม่อาจเป็นคู่สัญญาได้ แต่ไม่กระทบความรับผิดจำเลยทั้งสอง จึงตัดสินให้จำเลยทั้งสองต้องรับผิด

            กรณีที่สาม  กรณีที่ลงลายมือชื่อในฐานะผู้แทนนิติบุคคล เป็นบุคคลที่กฎหมายสมมติขึ้นมา  

            กรณีของบริษัทผู้แทนคือกรรมการผู้จัดการ ตาม มาตรา 1144

มาตรา 1144  บรรดาบริษัทจำกัด ให้มีกรรมการคนหนึ่งหรือหลายคนด้วยกันจัดการตามข้อบังคับของบริษัท และอยู่ในความครอบงำของที่ประชุมใหญ่แห่งผู้ถือหุ้นทั้งปวง

            ก็มีแนวฎีกาหลายเรื่องว่าการที่กรรมการไปลงลายมือชื่อ ถ้าถูกต้องตามข้อบังคับ  และตามขอบวัตถุประสงค์  ก็ถือว่าบริษัทผูกพัน ตามที่ผู้แทนกระทำ ( ผู้แทนต่างกับตัวแทน )

            ดังนั้นผู้แทนไม่ต้องรับผิด โดยไม่ต้องไปเขียนว่าใน ฐานะผู้แทนก็ได้

457/2543

ธนาคารตามเช็คได้มอบเช็คพิพาทให้แก่บริษัทจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกค้าประเภทบัญชีกระแสรายวัน จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 1 แต่ผู้เดียว เป็นผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาท ส่วนการที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการที่มีอำนาจได้ลงลายมือชื่อและประทับตราจำเลยที่ 1 ในช่องผู้สั่งจ่าย ก็เป็นไปตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ต้องตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 70 วรรคสอง และมาตรา 900 ต้องถือว่าจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในฐานะผู้แทนของจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดตามเช็คต่อผู้ทรงเป็นส่วนตัวหากจำเลยที่ 2 กระทำการให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยที่ 1 เพราะปฏิบัติหน้าที่บกพร่องก็เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 หรือผู้ถือหุ้นจะใช้สิทธิตามกฎหมายดำเนินการให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อจำเลยที่ 1 ต่อไป

 

341/2540

โจทก์ประสงค์จะติดต่อค้าขายกับจำเลยที่1และที่2โดยให้จำเลยที่1และที่2ไปจดทะเบียนตั้งบริษัทเมื่อจำเลยที่1และที่2จัดตั้งบริษัทจำเลยที่3ขึ้นจำเลยที่2ก็ได้ออกเช็คพิพาทชำระหนี้ให้โจทก์โดยประทับตราจำเลยที่3แม้ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาทจำเลยที่1และที่2ซึ่งเป็นกรรมการของจำเลยที่3ก็ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นการส่วนตัว ที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยที่1ลงลายมือชื่อสลักหลังเช็คพิพาทจึงต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นส่วนตัวนั้นคดีนี้โจทก์ตั้งรูปเรื่องในฟ้องว่าจำเลยทั้งสามรับสินค้าของโจทก์ไปจำหน่ายโดยจำเลยทั้งสามจะต้องชำระค่าสินค้าตามราคาและเวลาที่ตกลงกันไว้ส่วนการจำหน่ายสินค้าจำเลยทั้งสามจะจำหน่ายในราคาเท่าใดก็ได้เป็นเรื่องของจำเลยทั้งสามโจทก์มิได้เกี่ยวข้ องด้วยรูปเรื่องตามฟ้องโจทก์ดังกล่าวมีลักษณะเป็นเรื่องของสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดส่วนที่ฟ้องโจทก์บรรยายถึงเช็คพิพาทมาด้วยก็เพื่อแสดงให้เห็นพฤติการณ์ที่จำเลยทั้งสามนำเช็คพิพาทมาชำระหนี้ค่าสินค้าแล้วโจทก์ยังไม่ได้รับเงินเท่านั้นไม่มีผลทำให้ฟ้องโจทก์เป็นเรื่องตั๋วเงินไปด้วยแม้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าที่โจทก์นำสืบว่าเช็คมีจำเลยท ี่1ลงชื่อสลักหลังก็ไม่ปรากฏลายมือชื่อจำเลยที่1ตามที่พยานโจทก์อ้างโจทก์ก็อุทธรณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้เพียงว่าเป็นการวินิจฉัยที่ฝ่าฝืนต่อพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบทั้งๆที่โจทก์ได้ชี้ตำแหน่งที่จำเลยที่1ลงลายมือชื่อด้านหลังเช็คให้ศาลทราบแล้วจำเลยไม่สืบพยานจึงต้องฟังตามที่โจทก์นำสืบว่าจำเลยที่1และที่2เป็นผู้ค้ากับโจทก์ส่วนจำเลยที่3เป็ นเพียงเครื่องมือที่เชิดออกมาให้เป็นผู้เสียภาษีกำไรที่ได้เป็นของจำเลยที่1และที่2เมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าได้ตรวจดูเช็คทั้ง7ฉบับแล้วไม่ปรากฏว่ามีชื่อจำเลยที่1เป็นผู้สลักหลังดังนั้นที่โจทก์ฎีกาในทำนองขอให้จำเลยที่1รับผิดต่อโจทก์เป็นส่วนตัวในฐานะผู้สลักหลังเช็คพิพาทนั้นจึงเป็นเรื่องนอกประเด็นตามคำฟ้องศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

 

            ในทางตรงกันข้าม ถ้าการลงลายมือชื่อในตั๋วนั้นไม่ถูกต้องตามข้อบังคับ  การลงลายมือชื่อไม่ถูกต้อง คนที่ลงลายมือชื่อไม่ใช่เป็นกรรมการ หรือไม่ได้ ประทับตราของบริษัท ก็ถือไม่ได้ว่าบริษัทเป็นผู้ต้องรับผิดในตั๋วเงินนั้น

            ก็ไม่ผูกพันนิติบุคคลแล้วใครต้องรับผิด ตรงนี้แหละศาลฎีกาวินิจฉัยออกเป็นสองอย่าง

ว่าผู้ลงลายมือชื่อต้องรับผิดเป็นส่วนตัว

5846/2534

แม้มูลหนี้ตามเช็คพิพาทเกิดจากการหักทอนบัญชีหนี้สินระหว่างโจทก์กับบริษัท ป. แต่เมื่อเช็คพิพาทเป็นเช็คผู้ถือที่จำเลยออกให้โจทก์โดยมิได้ประทับตราของบริษัท ป. จำเลยต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็คพิพาทเป็นส่วนตัว   การที่จำเลยออกเช็คพิพาทให้โจทก์เพื่อชำระหนี้แทนบริษัทป. โดยมิได้ประทับตราบริษัท ป. ถือว่าจำเลยจ่ายเช็คพิพาทชำระหนี้โจทก์ในฐานะส่วนตัว มิใช่ในฐานะตัวแทนบริษัท ป. จำเลยต้องรับผิดตามเช็คนั้น เมื่อจำเลยไม่มีทรัพย์สินที่จะชำระหนี้โจทก์ และ ยังเป็นลูกหนี้เจ้าหนี้อื่นอยู่อีกหลายล้านบาท รวมทั้งจำเลย ได้ บอก กับอ.ว่า ไม่มีเงินชำระ ยอมติดคุก จำเลยจึงเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว และไม่มีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลาย.

250/2541

เช็คพิพาทเป็นเช็คออกให้แก่ผู้ถือ ผู้ทรงคนเดิม มีสิทธิโอนต่อให้บุคคลอื่นได้และย่อมโอนให้แก่กันได้โดยการส่งมอบ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 918ประกอบมาตรา 989 เมื่อโจทก์เป็นผู้รับโอนเช็คพิพาทโดยการส่งมอบ โจทก์ย่อมเป็นผู้ครอบครองเช็คในฐานเป็นผู้รับเงินโจทก์เป็นผู้ทรงเช็คพิพาทโดยชอบตามมาตรา 904 และมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ผู้สั่งจ่ายให้รับผิดใช้เงินตามเช็คพิพาทได้   เช็คพิพาทนั้นไม่ปรากฏข้อความในเช็คว่าจำเลยที่ 2ได้เขียนระบุว่าได้กระทำการแทนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ทั้งจำเลยที่ 2 ก็ไม่ได้เป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 อีกด้วย แม้จำเลยที่ 2 ประทับตราของจำเลยที่ 1ในเช็คพิพาท แต่จำเลยที่ 2 ไม่มีอำนาจกระทำแทนจำเลยที่ 1 ได้กรณีจึงไม่ผูกพันจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคล และถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาท ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ลงลายมือชื่อในเช็คพิพาทโดยมิได้เขียนแถลงว่ากระทำแทนจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ย่อมต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็คพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 900วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 901

 

            ดูมาตรา 967 ก็จะเห็นได้ชัดเจนเลยว่าตัวผู้ทรงมีสิทธิฟ้องทุกคนที่ลงชื่อในตั๋วเงินจะฟ้องเรียงตัวก็ได้ หรือเลือกฟ้องบางคนไม่ต้องเรียงชื่อตามลำดับก็ได้

มาตรา 967  ในเรื่องตั๋วแลกเงินนั้น บรรดาบุคคลผู้สั่งจ่ายก็ดีรับรองก็ดี สลักหลังก็ดี หรือรับประกันด้วยอาวัลก็ดี ย่อมต้องร่วมกันรับผิดต่อผู้ทรง

                ผู้ทรงย่อมมีสิทธิว่ากล่าวเอาความแก่บรรดาบุคคลเหล่านี้เรียงตัว หรือรวมกันก็ได้ โดยมิพักต้องดำเนินตามลำดับที่คนเหล่านั้นมาต้องผูกพัน

                สิทธิเช่นเดียวกันนี้ ย่อมมีแก่บุคคลทุกคนซึ่งได้ลงลายมือชื่อในตั๋วเงินและเข้าถือเอาตั๋วเงินนั้น ในการที่จะใช้บังคับเอาแก่ผู้ที่มีความผูกพันอยู่แล้วก่อนตน

                การว่ากล่าวเอาความแก่คู่สัญญาคนหนึ่ง ซึ่งต้องรับผิดย่อมไม่ตัดหนทางที่จะว่ากล่าวเอาความแก่คู่สัญญาคนอื่น ๆ แม้ทั้งจะเป็นฝ่ายอยู่ในลำดับภายหลังบุคคลที่ได้ว่ากล่าวเอาความมาก่อน

 

ดูที่มาตรา 1070 อยู่ในห้างฯสามัญและใช้ห้างฯจำกัดด้วยตามมาตรา 1080

มาตรา 1070  เมื่อใดห้างหุ้นส่วนซึ่งจดทะเบียนผิดนัดชำระหนี้ เมื่อนั้นเจ้าหนี้ของห้างหุ้นส่วนนั้นชอบที่จะเรียกให้ชำระหนี้เอาแต่ผู้เป็นหุ้นส่วนคนใดคนหนึ่งก็ได้

มาตรา 1080  บทบัญญัติว่าด้วยห้างหุ้นส่วนสามัญข้อใด ๆ หากมิได้ ยกเว้นหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงไปโดยบทบัญญัติแห่งหมวด 3 นี้  ท่านให้นำมาใช้บังคับแก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดด้วย 

                ถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดนั้นมีอยู่หลายคนด้วยกัน  ท่านให้ใช้บทบัญญัติสำหรับห้างหุ้นส่วนสามัญเป็นวิธีบังคับในความเกี่ยวพันระหว่างคนเหล่านั้นเอง และความเกี่ยวพันระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนเหล่านั้นกับห้างหุ้นส่วน 

 

8350/2548 ค้นไม่พบ

            มีเรื่องผู้ค้าก็ไปเปิดบัญชีแล้วก็จะมอบตัวอย่างลายมือชื่อไว้กับธนาคาร บางที่ลูกค้าก็ให้ตัวแทนลงลายมือชื่อแทนได้ สมมุติมีการมอบอำนาจ ให้ตัวแทน มีอำนาจลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเงินในเช็คได้ด้วย เรื่องนี้เป็นเรื่อง

2473/2516

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้เงินที่ยังค้างชำระตามเช็คพร้อมกับแนบรูปถ่ายเช็คมาท้ายฟ้อง โดยกล่าวอ้างในฟ้องว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ออกเช็คสั่งจ่ายเงินให้แก่โจทก์มิได้กล่าวถึงจำเลยที่ 2 ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องอย่างใดกับเช็คด้วย ฟ้องของโจทก์จึงแสดงให้เห็นอยู่แล้วว่าจำเลยที่ 2 มิได้มีลายมือชื่อในเช็ค ทั้งรูปถ่ายเช็คท้ายฟ้องก็ไม่มีลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 ฉะนั้น การที่ศาลวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 มิได้ลงลายมือในเช็คไม่ว่าในฐานะผู้สั่งจ่ายหรือฐานะอื่นใด อันเป็นการแสดงว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเช็คนั้น จึงมิใช่เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นเพราะเป็นการกล่าวถึงข้อเท็จจริงตามที่ได้ความจากคำฟ้องของโจทก์เอง

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นสามีภริยากัน ได้ก่อหนี้ร่วมกันโดยจำเลยที่ 1 ออกเช็คแลกเงินสดจากโจทก์ ดังนี้ เช็คหาใช่หลักฐานแห่งหนี้หรือแสดงว่าจำเลยเป็นหนี้ไม่ แต่เป็นการสั่งธนาคารให้ใช้เงิน กรณีนี้ต้องถือว่าเป็นการชำระหนี้โดยใช้เช็คแทนเงิน เกิดความผูกพันระหว่างกันในลักษณะตั๋วเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 900 ซึ่งบุคคลที่ลงลายมือชื่อในเช็คเท่านั้นที่จะต้องรับผิดตามข้อความในเช็ค แม้โจทก์จะอ้างว่า ฟ้องเรียกเงินตามมูลหนี้เดิมก็ไม่ทำให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดตามฟ้อง เพราะจำเลยที่ 2 มิได้มีลายมือชื่อในเช็คหากจะถือว่ามูลหนี้เดิมเป็นหนี้กู้ยืมเงิน โจทก์ก็ไม่มีหลักฐานการกู้ยืมเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยที่ 2 มาแสดง โจทก์จึงฟ้องร้องบังคับจำเลยที่ 2 หาได้ไม่

 

สรุปคือ เจ้าของบัญชีไม่ได้ลงลายมือชื่อในเช็คไม่ต้องรับผิด เช่น นักศึกษาไปยืมเช็คเพื่อนมาเขียน เพื่อนไม่ต้องรับผิด

ที่จะพูดคือถ้าฟ้องตามตั๋วเงินคงฟ้องไม่ได้ แต่เรื่องนี้ทนายพอมีความรู้ ก็เลยฟ้องในลักษณะตัวการ ตามมาตรา797+ 820

2109/2543

จำเลยได้ทำหนังสือมอบหมายให้ ผ. ลงชื่อสั่งจ่ายเงินในเช็ค การที่ ผ. ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทจึงอยู่ในขอบอำนาจของตัวแทนตามที่ได้รับมอบหมายจากจำเลย เมื่อธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาท โจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรงเช็คย่อมฟ้องบังคับให้จำเลยในฐานะตัวการรับผิดใช้เงินตามเช็คพิพาทที่ ผ. ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายในฐานะตัวแทนของจำเลยได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 797, 820

            มาตราต่อไป

มาตรา 903  ในการใช้เงินตามตั๋วเงิน ท่านมิให้ให้วันผ่อน

สั้นที่สุดในตั๋วเงิน ส่วนมาตราที่เป็นแชมป์สั้นที่สุดคือมาตรา 137

                เพราะการปกติการชำระหนี้ด้วยตั๋วเงินมันเท่ากับเป็นการผ่อนเวลากันอยู่แล้ว  ถ้าไปผ่อน  หนี้หลุดพ้นไปเลยนะครับ

921/2501

ผู้ทรงตั๋วแลกเงินไปยอมผ่อนเวลาการจ่ายเงินให้แก่ผู้จ่ายเงินตามตั๋วแลกเงินโดยมิได้ตกลงกับผู้สั่งจ่ายเสียก่อน ผู้ทรงตั๋วนั้นย่อมสิ้นสิทธิที่จะไล่เบี้ย และผู้สั่งจ่ายก็พ้นจากความรับผิดอย่างใด  ตามกฎหมายต่อผู้ทรง

ในกรณีดังกล่าวข้างต้น ถ้าผู้สั่งจ่ายยอมทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้แก่ผู้ทรง ก็ย่อมถือได้ว่าเป็นการสำคัญผิดในสาระสำคัญแห่งนิติกรรม เพราะขณะนั้นไม่มีหนี้อะไรเหลืออยู่แล้วแม้หนี้เดิมตาม ป.พ.พ.มาตรา 1005 ก็ไม่ต้องรับผิด หนังสือรับสภาพหนี้นั้นจึงเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ.มาตรา 119

แล้วถ้าเป็นตั๋วสัญญาใช้เงินหล่ะ ลองดูมาตรา 985 ในเรื่องตั๋วสัญญาใช้เงินสิ ว่าให้นำมาตรา 903+948 เรื่องผ่อนเวลา มาใช้หรือไม่  ก็คือ 

มาตรา 985  บทบัญญัติทั้งหลายในหมวด 2 ว่าด้วยตั๋วแลกเงินดั่งจะกล่าวต่อไปนี้ ท่านให้ยกมาบังคับในเรื่องตั๋วสัญญาใช้เงินเพียงเท่าที่ไม่ขัดกับสภาพแห่งตราสารชนิดนี้ คือบทมาตรา 911,913,916,917,919,920,922 ถึง 926, 938 ถึง 947,949,950,954 ถึง 959,967 ถึง 971

            ถ้าเป็นตั๋วสัญญาใช้เงินที่ออกมาแต่ต่างประเทศ ท่านให้นำบทบัญญัติต่อไปนี้มาใช้บังคับด้วย คือบทมาตรา 960 ถึง 964,973,974

   

               มาตรา 948  ถ้าผู้ทรงตั๋วแลกเงินยอมผ่อนเวลาให้แก่ผู้จ่ายไซร้ ท่านว่าผู้ทรงสิ้นสิทธิที่จะไล่เบี้ยเอาแก่ผู้เป็นคู่สัญญาคนก่อน ๆ ซึ่งมิได้ตกลงในการผ่อนเวลานั้น  

948ไม่นำมาใช้ ในตั๋วสัญญาใช้เงิน

 

                ผู้ค้ำประกันฯต่างกับผู้รับอาวัล   ผู้ทรงฟ้องผู้รับอาวัลได้เลย

 422/2521

การที่ผู้ทรงตั๋วสัญญาใช้เงินยอมผ่อนเวลาให้กับผู้ออกตั๋วนั้นไม่เป็นเหตุให้ผู้รับอาวัลหลุดพ้นจากความรับผิด เพราะผู้รับอาวัลย่อมต้องผูกพันเป็นอย่างเดียวกันกับบุคคลซึ่งตนประกันจึงอยู่ในฐานะเป็นลูกหนี้ชั้นต้นเช่นเดียวกับผู้ออกตั๋ว และไม่อยู่ในฐานะเป็นผู้ค้ำประกันตามหลักทั่วไปในเรื่องค้ำประกัน

ผู้รับอาวัลสั่งจ่ายเช็คจำนวนหนึ่งผ่อนชำระหนี้ให้แก่ผู้ทรงตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นการรับสภาพหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินนั้น และย่อมเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลง

 

  1083/2517

การลงลายมือชื่อของตนที่ด้านหลังเช็คต้องถือว่าเป็นการสลักหลังตั๋วแลกเงินโดยสมบูรณ์. ตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 919 อันมีผลให้ผู้สลักหลังต้องรับผิดต่อผู้ทรงตามมาตรา 914 และมาตรา989 ให้นำบทบัญญัติดังกล่าวมาใช้ในเรื่องเช็คด้วยผู้สลักหลังจึงต้องรับผิดใช้เงินที่ค้างชำระให้แก่ผู้ทรง ในเมื่อธนาคารไม่ยอมจ่ายเงินตามเช็คนั้น

ผู้สลักหลังมีฐานะเป็นลูกหนี้ต้องร่วมกับผู้สั่งจ่ายรับผิดต่อผู้ทรงมิได้มีฐานะเป็นผู้ค้ำประกัน จึงนำมาตรา 700 มาใช้บังคับกรณีนี้มิได้

มาตรา 989  บทบัญญัติทั้งหลายในหมวด 2 อันว่าด้วยตั๋วแลกเงินดังจะกล่าวต่อไปนี้ ท่านให้ยกมาบังคับในเรื่องเช็คเพียงเท่าที่ไม่ขัดกับสภาพแห่งตราสารชนิดนี้ คือบทมาตรา 910,914 ถึง 923,925,926,938 ถึง 940,945, 946,959,967,971

                ถ้าเป็นเช็คที่ออกมาแต่ต่างประเทศ ท่านให้นำบทบัญญัติดังต่อไปนี้ มาใช้บังคับด้วย คือบทมาตรา 924,960 ถึง 964,973 ถึง 977,980

 

 1595/2509

จำเลยที่ 1 ออกเช็คให้โจทก์เพื่อชำระหนี้ จำเลยที่ 3 เป็นผู้สลักหลัง เมื่อเช็คถึงกำหนดและโจทก์นำไปเข้าบัญชี แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ผู้สั่งจ่ายและจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้สลักหลังต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 967 จำเลยที่ 3 จึงมีฐานะเป็นลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 มิได้มีฐานะเป็นผู้ค้ำประกัน จะนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 700 และ 948 มาบังคับไม่ได้(อ้างฎีกาที่ 1034/2507)

 

3242/2530

จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทให้โจทก์แม้จำเลยสั่งจ่ายเพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้ของ พ. ที่มีต่อโจทก์ แต่เมื่อ พ. ยังไม่ได้ชำระหนี้ต่อโจทก์ หนี้ตามเช็คพิพาทจึงยังคงมีอยู่จำเลยซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายย่อมจะต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็คนั้น ทั้งจะนำบทบัญญัติในเรื่องการผ่อนเวลาของเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะค้ำประกันมาใช้บังคับเพื่อให้จำเลยพ้นจากความรับผิดหาได้ไม่

ความเสียหายอันเกิดจากผู้ทรงเช็คไม่นำเช็คไปขึ้นเงินต่อธนาคาร ภายในกำหนดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 990 นั้นหมายถึงผู้สั่งจ่ายเสียเงินที่มีอยู่ในธนาคารเพราะการที่ผู้ทรงไม่นำเช็คไปขึ้นเงินภายในกำหนด เช่นธนาคารล้มละลาย เป็นต้น ดังนั้น แม้จะฟังได้ว่าการที่โจทก์นำเช็คพิพาทไปยื่นต่อธนาคารเพื่อให้ใช้เงินล่าช้า จน พ.หลบหนีไปแล้วจึงดำเนินการ ทำให้จำเลยเสียหาย ไม่สามารถใช้สิทธิไล่เบี้ยจาก พ. ได้ กรณีก็ไม่ต้องด้วยบทกฎหมายดังกล่าวจำเลยจึงไม่พ้นความรับผิดตามเช็คพิพาท.

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages