สรุปคำบรรยาย เนติภาคกลางวัน ครอบครัว สัปดาห์ที่3 ชั่วโมงที่ 3- 4สอนเมื่อ อัง 09/06/09

694 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
Jun 22, 2009, 10:45:02 PM6/22/09
to LAWSIAM, aaaaคุณกองเชียร์ ไทยจัสติส

หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า  kankokub  ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ ศ.(พิเศษ) ประสพสุข บุญเดช ผู้บรรยาย   , ผู้มีน้ำใจส่ง flie เสียงที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า

ชั่วโมงที่ 3 . ( 09/06/09 )

            คราวนี้เป็นเรื่องเลิกสัญญาหมั้นมีสามกรณี

            1.ทั้งสองฝ่ายยินยอมเลิกสัญญา สัญญาหมั้นก็เหมือนสัญญาอื่นทั่วๆไปคือตกลงเลิกกันได้ ตกลงด้วยวาจาก็ได้ เมื่อเลิกแล้วคู่กรณีทั้งสองก็ต้องกลับคืนสู้ฐานะเดิม การเลิกต้องยินยอมทั้งสองฝ่าย

                            มาตรา 1441 ถ้าคู่หมั้นฝ่ายหนึ่งตายก่อนสมรส อีกฝ่ายหนึ่งจะเรียกร้องค่าทดแทนมิได้ ส่วนของหมั้นหรือสินสอดนั้น ไม่ว่าชายหรือหญิงตายหญิงหรือฝ่ายหญิงไม่ต้องคืนให้แก่ฝ่ายชาย

กรณีนี้ก็เป็นการระงับโดยอัตโนมัติ กรณีนี้ก็เรียกค่าทดแทนไม่ได้เพราะไม่ใช่การผิดสัญญาหมั้น

            หญิงก็ไม่ต้องคืนของหมั้น

            ตายในที่นี้เฉพาะตายโดยธรรมชาติไม่รวมถึงการตายโดยสาบสูญ

            กรณีที่สามนั้นคือ หมั้นกันแล้วชอบซ้อมหญิงคู่หมั้นเป็นประจำก็ต้องมีสิทธิบอกเลิกได้ เพราะฉะนั้นกฎหมายก็ให้สิทธิบอกเลิกสัญญาหมั้นได้ แต่ต้องมีเหตุสำคัญคืออีกฝ่ายหนึ่งมีข้อบกพร่อง เหตุสำคัญหมายถึงอะไรหมายถึงเหตุที่หากมีแล้ว จะทำให้สมรสกันไมได้

            หรือคิดง่ายๆว่าเป็นเหตุหย่าเป็นสำคัญ อย่างน้อยมาตรา  1516  แต่เหตุสำคัญนั้น กว้างกว่านั้น

                มาตรา 1442  ในกรณีมีเหตุสำคัญอันเกิดแก่หญิงคู่หมั้น ทำให้ชายไม่สมควรสมรสกับหญิงนั้น ชายมีสิทธิบอกเลิกสัญญาหมั้นได้และให้หญิงคืนของหมั้นแก่ชาย

 

            640/2494

ชายหญิงทำพิธีแต่งงานกันตามประเพณี แต่หญิงไม่ยอมหลับนอนร่วมประเวณีกับชายฉันสามีภริยาโดยแยกไปนอนเสียคนละห้องกับชายอยู่มาประมาณ 10 วัน มารดาของหญิงบอกให้ชายพาหญิงเข้าห้องเอาเองชายจึงเข้าไปจับเอวหญิงออกมาจากห้องที่หญิงนอน หญิงฉวยแจกันตีศีรษะชายแตกโลหิตออกแจกันหักแล้วยังใช้แจกันตีชายถูกโหนกแก้มเป็นบาดแผลต้องเย็บถึง 7 เข็ม ชายจึงกลับบ้านและไม่ยอมจดทะเบียนสมรสกับหญิงดังนี้ถือว่าการกระทำของหญิงเป็นเหตุผลสำคัญอันพอที่จะทำให้ชายปฏิเสธไม่ยอมสมรสด้วยหญิงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1441 ได้ ชายจึงมีสิทธิเรียกของหมั้นคืนจากหญิงได้

โจทก์จำเลยร่วมกันนำสัมภาระและลงทุนปลูกสร้างเรือนขึ้น 1หลัง แต่ไม่ได้ความพอจะชี้ได้ว่าสัมภาระชิ้นใดเป็นของผู้ใดได้ทุกชิ้น ทั้งไม่ได้ความว่าแต่ละฝ่ายได้มีส่วนเป็นเจ้าของอยู่เกินกว่าครึ่ง ดังนี้ ต้องถือว่า โจทก์และจำเลยมีส่วนเป็นเจ้าของเรือนรายนี้เท่าๆกัน

 

1036/2524

โจทก์เป็นโรคจิตประสาทอย่างอ่อน มีอาการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ สามารถรักษาให้หายได้ และผู้ที่เป็นโรคนี้สามารถแต่งงานได้ จำเลยเคยพาโจทก์ออกไปเที่ยวนอกบ้านทั้งในเวลาก่อนและหลังหมั้นและกว่าโจทก์จำเลยจะแต่งงานกันก็เป็นเวลาภายหลังหมั้นถึง 5 เดือนเศษ เมื่อจำเลยแต่งงานและอยู่กินกับโจทก์เป็นเวลา 3 เดือนเศษแล้วจำเลยปฏิเสธไม่ยอมไปจดทะเบียนสมรสกับโจทก์ ดังนี้ ถือไม่ได้ว่าเหตุที่ไม่มีการสมรสนั้นมีเหตุผลสำคัญอันเกิดแต่โจทก์ โจทก์จึงไม่ต้องคืนของหมั้น

โจทก์ฟ้องเรียกของหมั้นที่จำเลยเก็บไว้จำเลยให้การว่าโจทก์ไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้องเพราะคดีขาดอายุความตามกฎหมาย โดยมิได้แสดงเหตุแห่งการขาดอายุความมาด้วยนั้นเป็นคำให้การที่ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 177 วรรคสอง จึงไม่มีประเด็นในเรื่องฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่

 

ต่อไปมาตรา 1443 เหตุสำคัญอันเกิดแก่ชาย ก็คล้ายๆกับกรณี เมื่อสักครู่แต่เปลี่ยนจากหญิงเป็นขาย นั่นเอง มาตรา 1443  ในกรณีมีเหตุสำคัญอันเกิดแก่ชายคู่หมั้น ทำให้หญิงไม่สมควรสมรสกับชายนั้น หญิงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาหมั้นได้โดยมิต้องคืนของหมั้นแก่ชาย

            สมัยก่อนเรื่องการไปรวมประเวณีกับหญิงอื่นไม่เสียหาย แต่เดี๊ยวนี้ถือส่าเสียหายแล้ว ถือว่าเป็นเหตุสำคัญแล้ว หากมาตรา 1445

มาตรา 1445  ชายหรือหญิงคู่หมั้นอาจเรียกค่าทดแทนจากผู้ซึ่งได้ร่วมประเวณีกับคู่หมั้นโดยรู้หรือควรจะรู้ถึงการหมั้นนั้น เมื่อได้บอกเลิกสัญญาหมั้นแล้วตามมาตรา 1442 หรือมาตรา 1443 แล้วแต่กรณี            แก้ไข 12 กันยายน 2550

            ให้สิทธิเท่าเทียมกัน

1235/2506

ชายคู่หมั้นตั้งรังเกียจหญิงคู่หมั้น โดยหญิงคู่หมั้นนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานซึ่งชายอื่นขี่เพื่อไปดูภาพยนตร์ในเวลากลางคืน มีเพื่อนไปด้วยกันรวม 7 คน แล้วชาวบ้านคิดเดาและลือกันว่าหญิงนั้นมีความสัมพันธ์ทางชู้สาวกับชายที่ขี่จักรยานนั้น การที่หญิงคู่หมั้นกระทำเพียงเท่านี้ แล้วต่อมาหญิงนั้นไม่ยอมสมรสกับชายคู่หมั้น ก็จะถือว่าเพราะมีเหตุผลสำคัญอันเกิดแต่หญิงนั้นหาได้ไม่ หญิงนั้นจึงมิต้องคืนของหมั้นเพราะเหตุเช่นนี้

ชายคู่หมั้นหมิ่นประมาทหญิงคู่หมั้นซึ่งเป็นการร้ายแรงตามความหมายในมาตรา 1500(2) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ย่อมเป็นเหตุผลอันสำคัญอันเกิดแต่ชายคู่หมั้นซึ่งหญิงคู่หมั้นจะไม่ยอมสมรสกับชายนั้นโดยมิต้องคืนของหมั้นได้

ถ้อยคำที่ถือว่าเป็นการหมิ่นประมาทซึ่งเป็นการร้ายแรงตามความหมายในมาตรา 1500(2)

 

3731/2533

โจทก์ได้หญิงรับใช้ในบ้านโจทก์เป็นภริยามาเป็นเวลานาน ถือได้ว่าโจทก์อุปการะเลี้ยงดูและยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาอยู่ จึงมีเหตุสำคัญอันเกิดแก่โจทก์ทำให้จำเลยซึ่งเป็นคู่หมั้น ของโจทก์ไม่สมควรสมรสกับโจทก์ จำเลยมิใช่เป็นฝ่ายผิด สัญญาหมั้น จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาหมั้นได้โดยไม่ต้องคืนของหมั้นให้แก่โจทก์

ค่าทดแทนในการเลิกสัญญา ก็คือ ชายหญิงต่างเรียกค่าทดแทนกันเองกรณีหนึ่งกับเรียกจากคนอื่น เป็นกรณีที่สอง

มาตรา 1444  ถ้าเหตุอันทำให้คู่หมั้นบอกเลิกสัญญาหมั้น เป็นเพราะการกระทำชั่วอย่างร้ายแรงของคู่หมั้นอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งได้กระทำภายหลังการหมั้นคู่หมั้นผู้กระทำชั่วอย่างร้ายแรงนั้นต้องรับผิดใช้ค่าทดแทนแก่คู่หมั้นผู้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาหมั้นเสมือนเป็นผู้ผิดสัญญาหมั้น

เป็นหลักยกเว้น ต้องเป็นการกระทำชั่วอย่างร้ายแรงเช่น การทำผิดอาญา การไปเป็นชู้กับคนอื่น

                            มาตรา 1445  ชายหรือหญิงคู่หมั้นอาจเรียกค่าทดแทนจากผู้ซึ่งได้ร่วมประเวณีกับคู่หมั้นโดยรู้หรือควรจะรู้ถึงการหมั้นนั้น เมื่อได้บอกเลิกสัญญาหมั้นแล้วตามมาตรา 1442 หรือมาตรา 1443 แล้วแต่กรณี         แก้ไข 12 กันยายน 2550

            เหตุฟ้องหย่า หญิงไปกิ๊กกับชายอื่นครั้งเดียว ชายฟ้องหย่าได้เลยนะครับ แต่กับชาย หญิงฟ้องไม่ได้นะครับ ต้องเป็นอาจิณ

            การที่บุคคลอื่นข่มขืนหรือพยายามข่มขืน มาตรา 1446  ชายหรือหญิงคู่หมั้นอาจเรียกค่าทดแทนจากผู้ซึ่งได้ข่มขืนกระทำชำเราหรือพยายามข่มขืนกระทำชำเราคู่หมั้นของตนโดยรู้หรือควรจะรู้ถึงการได้หมั้นนั้นได้โดยไม่จำต้องบอกเลิกสัญญาหมั้นแก้ไข 12 กันยายน 2550

                แต่จะเรียกค่าทดแทนจากคู่หมั้นไม่ได้ เพราะว่าเขาก็โดนกระทำมามากแล้ว จะไปเรียกเขาอีกคงไม่ได้นะครับ

มาตรา 1447 ค่าทดแทนอันจะพึงชดใช้แก่กันตามหมวดนี้ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์

                            สิทธิเรียกร้องค่าทดแทนตามหมวดนี้ นอกจากค่าทดแทนตามมาตรา 1440 (2) ไม่อาจโอนกันได้และไม่ตกทอดไปถึงทายาท เว้นแต่สิทธินั้นจะได้รับสภาพกันไว้เป็นหนังสือหรือผู้เสียหายได้เริ่มฟ้องคดีตามสิทธินั้นแล้ว  กำหนดในเรื่องค่าทดแทนแล้ว

เมื่อไหร่ที่บอกเรื่องวันเดือนปี แปลว่าจะให้เราวินิจฉัยเรื่องการหมั้น นะครับ อันนี้จำไว้

อายุความก็ หกเดือนนะครับ

            ต่อไปก็คือเรื่องการสมรส มีหลักเกณฑ์อยู่ 4 ประการ

1.      ฝ่ายหนึ่งเป็นชายฝ่ายหนึ่งเป็นหญิง เพศเดียวกันสมรสกันไม่ได้ หลักการนี้ต่อไปมีปัญหาว่า ถ้าไปแปลงเพศได้หรือไม่ ปัญหาก็คือเพศเปลี่ยนได้หรือไม่ ก็ปัจจุบันในไทยยังเปลี่ยนไม่ได้

157/2524

 

2.      ต้องเป็นการกระทำโดยสมัครใจของชายและหญิง ถ้าไม่สมัครใจแล้วการสมรสเป็นโมฆะ

3.      การมาอยู่กินด้วยกันฉันท์สามีภริยาต้องมีเจตนาในขณะทำการสมรส คืออยู่ด้วยกัน ชั่วชีวิต แต่ต่อมาจะหย่าก็ได้

4.      มีคู่สมรสเพียงคนเดียว สมรสซ้อนก็เป็นโมฆะ

ต่อไปเป็นเงื่อนไข

มาตรา 1448  การสมรสจะทำได้ต่อเมื่อชายและหญิงมีอายุสิบเจ็ดปีบริบูรณ์แล้ว แต่ในกรณีที่มีเหตุอันสมควร ศาลอาจอนุญาตให้ทำการสมรสก่อนนั้นได้

      เงื่อนไขทางด้านอายุ หากฝ่าฝืนก็เป็นโมฆะ

การขออนุญาต คนที่อายุยังไม่ครบต้องเป็นผู้ขอ 2269/2544

เงื่อนไขข้อที่สอง คนวิกลจริต หรือไร้ความสามารถ                มาตรา 1449  การสมรสจะกระทำมิได้ถ้าชายหรือหญิงเป็นบุคคลวิกลจริตหรือเป็นบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ

เพราะไม่มีความรู้สึกนึกคิดในการ เป็นครอบครัว บุตรที่เกิดมาก็มีโอกาสสูงที่จะเป็นคนวิกลจริต

วิกลจริตเป็นพักๆ ทำพินัยกรรมได้ แต่จะสมรสได้หรือไม่

                มาตรา 1450  ชายหญิงซึ่งเป็นญาติสืบสายโลหิตโดยตรงขึ้นไปหรือลงมาก็ดี เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาหรือร่วมแต่บิดาหรือมารดาก็ดี จะทำการสมรสกันไม่ได้ ความเป็นญาติดังกล่าวมานี้ให้ถือตามสายโลหิต โดยไม่คำนึงว่าจะเป็นญาติโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ญาตในที่นี้คือ โดยสายโลหิต

      เงีอนไขข้อที่สี่คือ มาตรา 1451  ผู้รับบุตรบุญธรรมและบุตรบุญธรรมจะสมรสกันไม่ได้

เงื่อนไขข้อที่ห้า มาตรา 1452  ชายหรือหญิงจะทำการสมรสในขณะที่ตนมีคู่สมรสอยู่ไม่ได้

สมรสซ้อนไม่ได้การสมรสครั้งที่สองเป็นโมฆะ หญิงก็ไม่ได้ชายก็ไม่ได้ คนที่ไปสมรสซ้อนก็มีความผิดทางอาญา ฐานแจ้งความเท็จด้วย

การไปจดวันเดียวกันมันต้องเป็นการซ้อน นายทะเบียนจดให้ก็ต้องถูกไล่ออก  

1221/2527

พ.จดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่1ขณะที่ พ. มีโจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายก่อนใช้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 5 อยู่แล้ว เป็นการฝ่าฝืนเงื่อนไขแห่งการสมรสและเป็นโมฆะตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1452 และ 1496 โจทก์คงเป็นภริยาของ พ. แต่ผู้เดียวเดิมที่พิพาทมีชื่อพ. ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับบิดาก่อนสมรสกับโจทก์จึงเป็นสินเดิมของ พ. กึ่งหนึ่ง ซึ่งตกเป็นสินส่วนตัวตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ที่ตรวจชำระใหม่ อีกกึ่งหนึ่ง พ. ได้รับมรดกของบิดาหลังสมรส จึงตกเป็นสินสมรสของโจทก์และ พ. สามีเมื่อที่พิพาทเป็นสินสมรสและสินส่วนตัวจึงเป็นสินบริคณห์ตาม มาตรา1462 เดิม สิ่งปลูกสร้างบนที่พิพาทย่อมตกเป็นส่วนควบ พ. ทำหนังสือมอบอำนาจให้ขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรายพิพาทซึ่งเป็นสินบริคณห์ ให้จำเลยทั้งห้า ต้องถือว่าโจทก์ยินยอมให้ขาย

การสมรสซ้อนก็เป็นโมฆะ

1053/2537

โจทก์บรรยายฟ้องโดยระบุว่าโจทก์จำเลยได้ร่วมกันซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลเมื่อ วันที่อะไร ประจำงวดใด และได้ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลขณะที่โจทก์จำเลยเป็นสามีภรรยากันโดยชอบด้วย กฎหมายและอ้างเหตุจำเป็นในการที่โจทก์ขอเป็นผู้จัดการเงินรางวัลที่จำเลยถูก สลากกินแบ่งรัฐบาลแต่ผู้เดียวเอาไว้ ฟ้องโจทก์ได้บรรยายโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับแล้ว ส่วนการที่โจทก์จำเลยจะซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ไหนจากใคร เป็นเพียงรายละเอียดที่สามารถนำสืบในชั้นพิจารณาได้ และจำเลยเองก็เข้าใจข้อหาโจทก์ดีสามารถต่อสู้คดีโจทก์ได้ถูกต้อง ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม แม้ภรรยาเดิมของจำเลยจะฟ้องเพิกถอนการหย่า และศาลมีคำพิพากษาตามยอมให้เพิกถอนการจดทะเบียนหย่าแล้วก็ตาม แต่เป็นการทำภายหลังจากที่โจทก์จำเลยจดทะเบียนสมรสกันถูกต้องตามกฎหมายแล้ว การสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงไม่เป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. 2519มาตรา 1496 ประกอบด้วยมาตรา 1452 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น จำเลยใช้เงินของจำเลยซื้อสลากกินแบ่งฯ ก่อนสมรสกับโจทก์สลากกินแบ่งฯ ออกรางวัลหลังจากที่โจทก์จำเลยสมรสกันแล้ว และถูกรางวัล เงินรางวัลที่จำเลยได้รับมาจากการถูกสลากกินแบ่งรัฐบาลระหว่างสมรสถือว่า เป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสย่อมเป็นสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ บรรพ 5 ที่ได้ตรวจชำระใหม่พ.ศ. 2519 มาตรา 1474(1) ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ที่ได้ตรวจชำระใหม่พ.ศ. 2519 มาตรา 1485 บัญญัติว่าสามีหรือภริยาอาจร้องขอต่อศาลให้ตนเป็นผู้จัดการสินสมรสโดยเฉพาะ อย่างใดอย่างหนึ่งหรือเข้าร่วมจัดการในการนั้นได้ ถ้าการที่จะทำเช่นนั้นจะเป็นประโยชน์ยิ่งกว่าเป็นข้อยกเว้นจากหลักทั่วไป เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์จำเลยทำสัญญาก่อนสมรสกันไว้ เงินรางวัลที่เหลือฝากในธนาคารซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสินสมรส โจทก์จำเลยย่อมเป็นผู้จัดการสินสมรสร่วมกันอยู่แล้วกรณีจึงไม่มีเหตุจำเป็น ใด ๆ ที่โจทก์จะเป็นผู้จัดการเงินรางวัลดังกล่าวเพียงผู้เดียวแต่อย่างใด

ฎีกานี้เป็นเรื่องชายไปหย่ากับหญิงแล้วไปเพิกถอนการหย่า กับภริยาเก่า ศาลก็บอกว่าแม้การเพิกถอนการหย่า ดังกล่าว ก็ไม่ได้อยู่แล้ว

6077/2537 ขณะจำเลยจดทะเบียนสมรสกับ น. เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2522น. จดทะเบียนสมรสกับโจทก์อยู่ก่อนแล้ว ฉะนั้นการสมรสระหว่างจำเลยกับ น. จึงฝ่าฝืนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1452ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1496 เดิมซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น การตกเป็นโมฆะดังกล่าวมีผลเท่ากับว่าจำเลยและ น. มิได้ทำการสมรสกัน ดังนั้นการจดทะเบียนสมรสระหว่างโจทก์และ น. ในครั้งหลังจึงกระทำในขณะที่จำเลยไม่มีฐานะเป็นคู่สมรสของ น. การสมรสระหว่างโจทก์และ น. จึงชอบด้วยกฎหมายโจทก์จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์มาตรา 133 เดิม และมาตรา 1497 เดิม มีอำนาจฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสระหว่างจำเลยกับ น. เป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1496 เดิมได้  อันนี้มีภริยาหลายคน

เพราะการหย่าแล้วไม่ได้เลื่อนคนที่สองมา เมื่อมาจดทะเบียนให้ ก็สมบูรณ์

1237/2544

ขณะที่จำเลยจดทะเบียนสมรสกับ ส. ในวันที่ 10 สิงหาคม2531 จำเลยไม่มีคู่สมรสเพราะจำเลยจดทะเบียนหย่ากับ ค. แล้วตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม 2515 จึงไม่เป็นการฝ่าฝืนเงื่อนไขการสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1452 การที่จำเลยไม่มีคู่สมรสอยู่ในขณะที่จดทะเบียนสมรส แม้จำเลยจะแจ้งว่าจำเลยเคยสมรสแต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสก็มีผลอย่างเดียวกัน ว่าจำเลยไม่มีคู่สมรสในขณะที่จำเลยจดทะเบียนสมรสกับ ส. นั่นเองการที่นายทะเบียนจดทะเบียนสมรสให้จำเลยกับ ส. โดยเชื่อว่าจำเลยไม่เคยสมรสมาก่อนจึงไม่อาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย และไม่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน จำเลยจึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และมาตรา 267

ชิงหย่ากับคู่สมรสเดิมแล้วรีบมาสมรสใหม่

เคยหรือไม่ไม่สำคัญ ที่สำคัญคือมีคู่สมรสหรือไม่

      เงื่อนไขข้อที่ 6 คือยินยอมเป็นสามีภริยากันถ้าทั้งคู่ไม่ยินยอมการสมรสเป็นโมฆะ ก็เคยมีเหมือนกันนะครับ สมัยก่อน ที่ดินบูมมากก็มีผู้หญิงอายุ 18 อยากขาย แต่ขายไม่ได้เพราะต้องขออนุญาตศาลก่อน อย่างน้อย 5 -6 เดือนนู่นแหละ ทนายความก็เก่ง ก็ให้ไปจดทะเบียนสมรส ก็บรรลุนิติภาวะ ก็เป็นสินส่วนตัว อันนี้นี่แหละ คือกรณีเป็นโมฆะเพราะชายหญิงไม่ยินยอมกัน

      หรือ กรณีนายร้อยจะไปอยู่แฟลตตำรวจ ต้องมีคู่สมรส ก็เป็นการสมรสที่เป็นโมฆะ ในการยินยอม ต้องแสดงความยินยอมให้ปรากฏโดยเปิดเผยต่อหน้านายทะเบียน

      คนใบ้ก็สมรสได้ เวลาไปจดทะเบียนสมรส ก็ไปทำได้ แต่ถ้าคนพูดได้ ไปทำสัญลักษณ์ เช่นจดทะเบียนใต้น้ำ นั่นเป็นการแสดงละคร ที่จริงเขาจดทะเบียนกันบนบกให้เสร็จพิธีก่อนแล้ว

      จะไปแต่งตั้งตัวแทนก็ไม่ได้

      5280/2544

โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสระหว่างจำเลยกับนาง ส. มารดาโจทก์เป็นโมฆะ โดยอ้างว่า จำเลยจดทะเบียนสมรสกับหญิงอื่น โดยหญิงนั้นแอบอ้างชื่อว่าเป็นนาง ส. เป็นการกล่าวอ้างว่ามีการจดทะเบียนสมรสไม่ถูกต้องตามกฎหมายโดยนาง ส. ไม่ได้ให้ความยินยอมอันเป็นการฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1458 ย่อมตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 ซึ่งจะต้องมีคำพิพากษาของศาลเท่านั้นที่จะแสดงว่าการสมรสเป็นโมฆะ โดยคู่สมรส บิดามารดา หรือผู้สืบสันดานของคู่สมรสอาจร้องขอให้ศาลพิพากษาว่า การสมรสเป็นโมฆะได้ตามมาตรา 1496 ดังนั้น แม้นาง ส. ถึงแก่ความตายทำให้การสมรสสิ้นสุดลงก่อนโจทก์ฟ้อง แต่เมื่อยังปรากฏความเป็นโมฆะอยู่โดยยังไม่มีคำพิพากษาให้เป็นโมฆะ ย่อมกระทบกระเทือนสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นผู้สืบสันดาน โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้การสมรสเป็นโมฆะได้

      อันนี้ไม่ได้ยินยอม เอานาง ข ไปแล้ว บอกว่านาง ข คือ นาง ก ก็คือ เป็นโมฆะ บุตรก็มาฟ้องว่าการสมรสเป็นโมฆะได้ เพราะบุตรก็เป็นผู้มีส่วนได้เสีย

1067/2545

การสมรสจะทำได้ต่อเมื่อชายและหญิงยินยอมเป็นสามีภริยากัน โดยทั้งสองคนตกลงจะเป็นบุคคลในครอบครัวเดียวกัน ต้องอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาทั้งในทางธรรมชาติและกฎหมาย ได้ดูแลความทุกข์สุข เจ็บป่วยซึ่งกันและกันต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันตามความสามารถและฐานะ ของตน การที่จำเลยจดทะเบียนสมรสกับ ช. แต่ไม่ได้พักอาศัยอยู่ด้วยกัน เมื่อ ช. ป่วย โจทก์เป็นผู้พา ช. ไปโรงพยาบาลและเสียค่ารักษาพยาบาลให้ และยังให้ ช. ไปพักอาศัยอยู่ด้วย ส่วนจำเลยยังคงพักอาศัยอยู่กับน้องสาวและไม่เคยออกค่ารักษาพยาบาลทั้งไม่เคย มาเยี่ยมเยียน ช. เลย เห็นได้ชัดว่าจำเลยกับ ช. มิได้อยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาแต่อย่างใด จำเลยเองก็ยังรับว่าไม่อยากไปจดทะเบียนสมรส แต่ ช. เป็นผู้พาไปโดยบอกว่าถ้าไม่จดทะเบียนสมรสแล้วจะไม่มีผู้ใดมีสิทธิรับเงิน บำเหน็จตกทอด ซึ่งก็ปรากฏว่าเมื่อ ช. ถึงแก่กรรมจำเลยเป็นผู้ได้รับเงินบำเหน็จตกทอดมาจริง แสดงว่าจำเลยจดทะเบียนสมรสกับ ช. โดยมิได้มีเจตนาที่จะเป็นสามีภริยากันมาแต่แรก หากแต่เป็นการกระทำเพื่อให้มีสิทธิรับเงินบำเหน็จตกทอดเท่านั้น การสมรสของจำเลยจึงฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1458 ตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1495

อันนี้คือจดทะเบียนสมรสเพื่อได้รับบำเหน็จตกทอด

หญิงม่าย จะทำการสมรสใหม่ได้ต่อเมื่อทำการสมรสเดิมสิ้นสุดไม่น้อยกว่า 310 วัน ทำไมต้องรอนานขนาดนั้น เพราะเป็นระยะเวลาที่นานที่สุดที่ จะปฏิสนธิได้ แต่มีข้อยกเว้นว่า หญิงนั้นได้คลอดบุตรแล้ว หรือ สมรสกับคู่สมรสคนเก่า หรือ มี ใบรับรองแพทย์ หรือ ศาลอนุญาต

      แต่หมอนั้นต้องสาขาเวชกรรมนะครับ

      ศาลอนุญาตนั้นก็อาจเป็นกรณี มีทารกในครรภ์ก็ได้

กฎหมายห้ามหญิงม่าย แต่ถ้าฝ่าฝืนก็สมบูรณ์แต่มีบทสันนิฐานเพียงว่า บุตรที่เกิดขึ้นนั้นเป็นของชายคู่สมรสคนใหม่

      1454 – 1456 เรื่องผู้เยาว์ที่จะทำการสมรส ต้องอยู่ภายใต้อำนาจบิดามารดา ถ้ามีทั้งสองคนก็ต้องได้รับความยินยอมจากทั้งสองคน กรณีก็เทียบได้กับเรื่องการหมั้น

      ความยินยอมได้หลายวิธี

1 คือลงลายมือชื่อในทะเบียนสมรส

2 ทำหนังสือแสดงความยินยอม

3. มีเหตุจำเป็นก็ลงลายมือชื่อต่อหน้าพยานได้ อันนี้ไม่นิยมแล้ว ทำเป้นหนังสือง่ายกว่า

ปัญหาต่อไปคือ ความยินยอมนั้นจะถอนไม่ได้ ให้ความยินยอมแล้ว บิดาตาย ก่อนเอาไปจดก็เอาหนังสือไปจดได้นะครับ

      แต่ถ้าตายทั้งคู่ก็ไม่ได้แล้วต้องตั้งผู้ปกครอง

ฝ่าฝืนก็เป็นโมฆียะ อายุความ 1 ปีนับแต่วันที่ทราบการสมรส

ปัญหาต่อไปจะทำการสมรสไม่ยินยอม ลูกสาวก็จะทำการสมรสให้ได้จะทำอย่างไร หรือว่ากรณี บิดาอยู่ห้องไอซียู หรือ บิดาไปทำงานไต้หวันห้าปีแล้วไม่ได้ข่าวคราวก็ ยื่นต่อศาลขออนุญาตทำการสมรสได้

      บุคคลที่บรรลุนิติภาวะแล้วสมรสได้เพียงลำพัง

ทั้งแปดกรณีก็เป็นเงื่อนไขในการสมรส

      ต่อไปก็คือแบบการสมรส 1450 กำหนดแบบไว้คือการสมรสต้องจดทะเบียนสมรส มาอยู่กินด้วยกันฉันท์สามีภริยา ยังไม่ได้จดทะเบียน ก็ยังไม่ถือว่าเป็นการสมรสที่ชอบ

      วันและเวลาที่จดทะเบียน นายทะเบียนผู้มีอำนาจก็ นายอำเภอ หรือในกรุงเทพก็คือนายทะเบียนที่เขต

      นายทะเบียนก็ต้องตรวจแค่ แปดเหตุนี้เท่านั้น ในการตรวจว่าจะจดได้หรือไม่

      นอกจากนี้แล้วการสมรสทำนอกอำเภอก็ได้

      จดทะเบียนสมรสแล้วก็เป็นสามีภริยากัน แม้จะร้างกันไปนานเท่าไหร่ ตราบใดที่ยังไม่ได้ จดทะเบียนหย่าก็เป็นการสมบูรณ์อยู่

      3740/2525

ผู้ร้องเป็นบุคคลสัญชาติไทยได้ไปยื่นคำร้องขอจดทะเบียนสมรสกับนางสาว ด. บุคคลสัญชาติญวนซึ่งเกิดในประเทศไทย บิดามารดาของนางสาว ด. อพยพเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย นายอำเภอเห็นว่านางสาว ด. มีเชื้อชาติสัญชาติญวน ไม่มีบัตรประจำตัวประชาชนมีแต่บัตรคนญวนอพยพ จึงไม่รับจดทะเบียนสมรสให้ โดยถือปฏิบัติตามคำสั่งของกระทรวงมหาดไทย แต่คำสั่งของกระทรวงมหาดไทยก็มิได้อาศัยอำนาจตามกฎหมายฉบับใดอันจะใช้บังคับ เป็นกฎหมายแก่บุคคลทั่วไป นายอำเภอซึ่งมีหน้าที่ตามกฎหมายให้รับจดทะเบียนสมรสแก่ผู้ร้องและนางสาว ด. จะอ้างคำสั่งดังกล่าวเพื่อไม่ยอมปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายที่ตนมีอยู่หาได้ ไม่ (อ้างคำพิพากษาฎีกาที่ 720/2505)

      4152/2532

โจทก์ไปยื่นคำร้องขอจดทะเบียนสมรสโดยระบุด้วยว่าเอาหนังสือรับรองความเป็น โสดจากสถานทูตมาแสดงไม่ได้ ขอให้จำเลยทำหนังสือถามข้อเท็จจริงเกี่ยวกับตัวโจทก์ไปที่สถานทูตเพื่อใช้ ประกอบการจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายไทย การที่จำเลยซึ่งเป็นนายทะเบียนออกหนังสือสอบถามให้และรอหนังสือรับรองจาก สถานทูตประเทศที่โจทก์มีสัญชาติ เพื่อประกอบการพิจารณาว่าโจทก์เป็นโสดไม่ต้องห้ามสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ มาตรา 1452 นั้น ถือไม่ได้ว่าจำเลยปฏิเสธไม่ยอมรับจดทะเบียนสมรสให้แก่โจทก์ กรณีจึงยังไม่มีการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง.

2616/2543

แม้ใบทะเบียนการสมรสมิได้ประทับตรานายทะเบียน ก็หาทำให้ทะเบียนการสมรสไม่สมบูรณ์หรือเป็นโมฆะ เพราะพระราชบัญญัติการจดทะเบียนครอบครัวฯ กำหนดเพียงให้นายทะเบียนลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญ มิได้มีบทบัญญัติว่าต้องประทับตรานายทะเบียนแต่อย่างใด

 ไม่ประทับตราเนื่องจากความผิดพลาดนายทะเบียนเอก

มีลายมือชื่อเฉพาะด้านหลังเท่านั้นเป็นข้อบกพร่องของนายทะเบียนเอง เป็นการสมรสที่สมบูรณ์

      การสมรสในต่างประเทศ ถ้าเป็นฝรั่งสมรสกับฝรั่งที่เมือง ฝรั่งก็ไม่อยู่บังคับ บรรพ 5

ชั่วโมงที่ 4 . ( 09/06/09 )

      ก็มาต่อกันในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยา ส่วนใหญ่ก็พิพาทกันในเรื่องทรัพย์สิน ความสัมพันธ์ในทางส่วนตัวก่อน

อันแรกคือการอยู่กินกันฉันท์สามีภริยา 1461

      อยู่กินด้วยกันฉันท์สามีภริยาก็คืออยู่บ้านเรือนเดียวกัน ร่วมประเวณีต่อกันด้วย แต่ทั้งนี้ก็คำนึงถึงฐานะ อาชีพ อายุด้วย ถ้าสามีเป็นคนขับรถสิบล้อ สี่ห้าวันกลับบ้านที ก็ถือเป็นการอยู่กินแล้ว ถ้าทำผิดหน้าที่ ฟ้องบังคับให้อยู่กินกันไม่ได้

      สามีข่มขืนภริยาไม่ได้แล้วนะครับ แต่ก่อนได้เดี๊ยวนี้ไม่ได้แล้วนะครับ แต่อย่างไรก็ดี อาจจะฟ้องได้ ว่า เป็นการกระทำการเป็นปฏิปักษ์ ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง หรือเป็นการจงใจทิ้งร้าง

      ถ้าเป็นการหนีมาอยู่บ้านเรา สามีมีสิ่ทธิตามเข้าไปหาได้ ไม่ใช่บุกรุ

ช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกัร ช่วยเหลือคือช่วยกันปฏิบัติหน้าที่ในการดำรงอยู่ของครอบครัว

เลี้ยงดูก็ต้องสมฐานะของครอบครัวด้วย ถ้ายากจน ก็ให้ข้าวสามมื้อ ไข่มือละลูก

      แต่ถ้าสามีได้เงินเดือนๆละแสน ก็คงไม่เหมาะสม

      สามีเป็นข้าราชการ ซีสาม เก้าพันบาท ภริยาบอกอยากได้รองเท้าคู่หนึ่ง ให้เงินไปสามร้อย ไปซื้อรองเท้า ได้

      ภริยาบอกไม่เอาหรอกจะเอารองเท้าไฮโซ อันนี้ก็ไม่ได้  สามีภริยามีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกัน

      ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ให้การอุปการะพอสมควรก็เรียนกค่าอุปการเลี้ยงดูได้ ภริยา โกรธ สามีเลยบอกว่าไม่เอาหรอก ทำสัญญาเลยว่าไม่เอา ต่อมาหายโกรธก็จะมาเอา ภริยาก็ยังมีสิทธิอยู่เพราะสิทธิดังกล่าว สละไม่ได้ โอนไม่ได้และไม่อยู่ในขอบการบังคับคดี

      ถ้าภริยาทำผิดหน้าที่ไม่ยอมอยู่กินด้วยกัน ก็ไม่มีสิทธิได้ค่าอุปการะเลี้ยงดู การที่สามีภริยาต้องอุปการะเลี้ยงดูกันก็มีผลถึงกรณีบุคคลภายนอกมาทำละเมิด คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งก็มีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทน

      ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการขาดแรงงาน กับขาดไร้อุปการะทางกฎหมายก็ได้ ไม่มีคนทำกับข้าว ซักผ้ารีดผ้า

      แต่ถ้ากับถึงตาย ก็เรียกค่าทดแทนกรณีขาดไร้ได้

3822/2524

จำเลยใช้มีดจะแทงโจทก์ตั้งแต่ก่อนโจทก์จำเลยจะมีบุตร ด้วยกัน ต่อมาโจทก์เห็นว่าจำเลยเป็นภริยาและมีบุตรด้วยกัน จึงไม่ร้องทุกข์กล่าวโทษจำเลย แสดงว่าโจทก์ได้ให้อภัยจำเลยแต่แรกแล้ว ถือได้ว่าสิทธิฟ้องหย่าในข้อนี้ย่อมหมดไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1518

โจทก์จำเลยต่างสมัครใจแยกกันอยู่ โจทก์จะกล่าวหาว่าจำเลยจงใจละทิ้งร้างโจทก์ไม่ได้

ความ สามารถและฐานะของโจทก์ดีกว่าจำเลย โจทก์ผู้เป็นสามีจึงต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูจำเลยซึ่งเป็นภริยาตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 ประกอบด้วยมาตรา1598/38

 

4987/2537 – ค้นไม่พบ

 

ภริยามีเงินเดือนใช้แล้วสามีก็ไม่ต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดู

369/2540  - ค้นไม่พบ

กรณีทีสองคืออยู่ด้วยกันแล้วก็ซ้อมภริยาเป็นประจำ ภริยาก็ไม่อยากหย่า เพราะกลัวลูกมีปมด้วย ทางแก้ก็คือการแยกกันอยู่เป็นการชั่วคราว

การแยกกันอยู่อาจได้สองกรณี

หนึ่งการทำข้อตกลงกันอยู่ต่างหาก

      การคุกคาม แล้วรู้สึกไม่ปลอดภัยก็ขอได้เหมือนกัน ภริยาโกรธ แกล้งทำลาย สิ่งของก็ถือว่าไม่อาจอยู่กินกันโดยปกติสุขแล้ว

เรื่องความรุนแรงในครอบครัวก็ไปฟ้องศาลครอบครัวได้

เทียบเคียงได้กับเหตุฟ้องหย่า

ต่อไปก็การเป็นผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์ของคู่สมรส 1463

5827/2520ค้นไม่พบ  การตั้งบุตรเป็นผู้อนุบาล

939/2537   

แม้สัญญารับทุนจะใช้แบบตามที่กระทรวงการคลังกำหนดให้ใช้กับข้าราชการผู้รับ ทุน โดยที่จำเลยที่ 1 มิได้เป็นข้าราชการหรือได้ลาออกจากการเป็นลูกจ้างชั่วคราวแล้วก็ตาม แต่เมื่อจำเลยที่ 1 สมัครใจทำสัญญาที่มีข้อความตามแบบดังกล่าว อันเป็นการมุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1เพื่อจะก่อให้เกิดสิทธิตามข้อความในสัญญาซึ่งชอบด้วยกฎหมาย และไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนแล้ว สัญญาดังกล่าวย่อมผูกพันจำเลยที่ 1 จึงผูกพันจำเลยที่ 2 ที่ได้ทำสัญญาค้ำประกันไว้ด้วย ศูนย์เอกสารทางหลวงเอเชียอยู่ในสังกัดของโจทก์ น.เป็นข้าราชการของโจทก์ได้รับแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการศูนย์ ดังกล่าว น.ทำสัญญากับจำเลยที่ 1 ตามที่ได้รับมอบหมายจากโจทก์ถือได้ว่าเป็นตัวแทนของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง องค์การสหประชาชาติเป็นผู้ออกค่าเดินทางระหว่างประเทศรัฐบาลอังกฤษภายใต้แผน โคลัมโบออกค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ระหว่างการฝึกอบรม ณ ประเทศอังกฤษ และต่อมารัฐบาลอังกฤษยินยอมขยายเวลาให้จำเลยที่ 1 ศึกษาขั้นปริญญาโททางบรรณารักษศาสตร์อีก 1 ปีด้วยทุนภายใต้แผนโคลัมโบ ผ่านกรมวิเทศสหการ จึงถือได้ว่าเป็นทุนที่รัฐบาลต่างประเทศและองค์การระหว่างประเทศมอบให้ รัฐบาลไทยและรัฐบาลไทยตกลงรับทุนนั้น โจทก์เป็นกรมในรัฐบาลไทยที่จะได้รับประโยชน์จากทุนดังกล่าว และได้ให้ตัวแทนทำสัญญากับจำเลยทั้งสองจึงถือได้ว่าเป็นทุนของโจทก์ แม้ทุนที่จำเลยที่ 1 ได้รับไปฝึกอบรมกับทุนศึกษาต่อขั้นปริญญาโท จะเป็นวิชาบรรณารักษศาสตร์เช่นเดียวกันก็ตาม แต่การศึกษาต่อขั้นปริญญาโทแตกต่างจากการฝึกอบรม มิใช่เรื่องที่ต่อเนื่องจากการฝึกอบรม ถือไม่ได้ว่าการศึกษาต่อขั้นปริญญาโทอยู่ภายในขอบของสัญญาค้ำประกันที่จำเลย ที่ 2 ทำไว้แก่โจทก์ ดังนี้ แม้สัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 2 ทำไว้แก่โจทก์จะมิได้กำหนดอายุของสัญญาไว้ก็ดี แต่เมื่อจำเลยที่ 2 มิได้ตกลงค้ำประกันจำเลยที่ 1ต่อโจทก์ใหม่ในการที่จำเลยที่ 1 ได้รับทุนไปศึกษาต่อขั้นปริญญาโทจำเลยที่ 2 จึงหาต้องรับผิดในการที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญารับทุนไปศึกษาต่อขั้นปริญญาโทไม่ คงรับผิดเพียงเฉพาะการไปฝึกอบรมของจำเลยที่ 1 ก่อนศึกษาต่อขั้นปริญญาโท ตามสัญญารับทุนถ้าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาจะต้องชดใช้ทุนและค่าเดินทางให้แก่โจทก์ตามส่วนเฉลี่ยที่ทำงานชดใช้ ทุนคืนไม่ครบและเบี้ยปรับอีก 1 เท่า ตลอดทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของจำนวนที่ต้องชดใช้คืนภายในกำหนดตามสัญญาด้วย เงินที่จะต้องชดใช้คืนทั้ง 3 ประเภทและดอกเบี้ยดังกล่าวมานี้เป็นเบี้ยปรับที่ลูกหนี้สัญญาแก่เจ้าหนี้ว่า จะชดใช้ให้เมื่อตนไม่ชำระหนี้ หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควร เมื่อลูกหนี้ผิดนัดก็ให้เจ้าหนี้ริบและเรียกเอาเบี้ยปรับได้ดังที่บัญญัติ ไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 379 แต่แม้เมื่อลูกหนี้ผิดนัดก่อให้เกิดสิทธิแก่เจ้าหนี้ที่จะเรียกเอาเบี้ยปรับ ได้ก็ตาม ลูกหนี้จะต้องชำระเบี้ยปรับก็ต่อเมื่อเจ้าหนี้เรียกเอาเบี้ยปรับนั้นก่อนดัง ที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 380 วรรคแรก,381 วรรคแรก เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ทำงานชดใช้ทุนคืนให้ถูกต้องตามสัญญา แม้โจทก์จะมีหนังสือถึงจำเลยที่ 1 ให้ชดใช้เงินทุนคืนและเบี้ยปรับอีก 1 เท่าเป็นเงินจำนวนหนึ่งต่ำกว่าเงินทุนและเบี้ยปรับที่จำเลยที่ 1 ต้องชดใช้คืนตามจำนวนที่ถูกต้องเพราะการคำนวณผิดพลาด ทั้งมิได้ทวงถามค่าเดินทางและเบี้ยปรับ 1 เท่าด้วยก็ตามก็ต้องถือว่าเบี้ยปรับในส่วนของเงินทุนนี้โจทก์ได้ทวงถามให้ชด ใช้ทั้งหมดตามจำนวนที่ถูกต้องแล้ว หาใช่เพียงเรียกให้ชดใช้ตามจำนวนที่ผิดพลาดดังกล่าวไม่ สำหรับเบี้ยปรับในส่วนของค่าเดินทางแม้โจทก์จะมิได้ทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระด้วย แต่การฟ้องเรียกเอาเบี้ยปรับในส่วนนี้ก็คือการทวงถามหรือการเรียกเอาเบี้ย ปรับนั่นเองจำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระเบี้ยปรับในส่วนของเงินทุนจำนวนที่ถูกต้องพร้อมดอกเบี้ยใน อัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ครบกำหนดตามหนังสือทวงถามเป็นต้นไป และเบี้ยปรับในส่วนของค่าเดินทางพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ สำหรับความรับผิดของจำเลยที่ 2 เฉพาะในการค้ำประกันจำเลยที่ 1 ไปฝึกอบรมนั้น ทางพิจารณาไม่ปรากฏชัดว่ารัฐบาลอังกฤษได้ออกทุนให้เฉพาะการฝึกอบรมเป็นเงิน จำนวนเท่าใด คงได้ความว่าทุนที่ให้ทั้งการฝึกอบรมและการศึกษาต่อขั้นปริญญาโทรวมเป็นเงิน จำนวนหนึ่งสำหรับการไปฝึกอบรมและศึกษาต่อนาน 2 ปี 45 วัน หรือเท่ากับ 775 วัน จำเลยที่ 1 จะต้องทำงานใช้ทุนอีก 424 วัน ตามคำของจำเลยที่ 2 ก็คงอ้างลอย ๆ มาว่า เท่าที่ทราบมาค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมของจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 9 เดือน เป็นเงินจำนวนที่น้อยกว่าเท่านั้น ศาลฎีกากำหนดให้คิดเงินทุนในการฝึกอบรมโดยเฉลี่ยตามระยะเวลา โดยคำนวณจากเงินทุนในการฝึกอบรมและการศึกษาต่อขั้นปริญญาโท คูณด้วยระยะเวลาในการไปฝึกอบรม หารด้วยระยะเวลาในการไปฝึกอบรมและศึกษาต่อ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 196 วรรคสอง บัญญัติว่า "การเปลี่ยนเงินนี้ ให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ สถานที่และในเวลาที่ใช้เงิน" อัตราแลกเปลี่ยนเงินตามมาตรานี้จึงหมายถึงอัตราที่จะแลกเปลี่ยนกันได้โดย เสรี ซึ่งตามปกติจะคิดตามอัตราแลกเปลี่ยนเงินโดยเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์ที่ทำการ ขายเงินตราต่างประเทศในกรุงเทพมหานครเป็นเกณฑ์ และเพื่อความสะดวกแก่การบังคับคดี จึงให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนของธนาคารพาณิชย์ในวันที่อ่านคำพิพากษาของศาลฎีกา ถ้าไม่มีอัตราการขายในวันนั้นก็ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราการขายเช่นว่า นั้นก่อนวันมีคำพิพากษา

ผู้อนุบาลอาจมีหลายคนก็ได้

      ต่อไปความสัมพันธ์ในทางส่วนตัวคือต้องสื่อสัตย์ต่อกันหากทำผิดหน้าที่ก็ต้องถูกฟ้องหย่าและเรียกค่าทดแทนได้

      ต่อไปชื่อสกุลก็ใช้ปี 48 สรุปได้ง่ายๆ หญิงสมรสแล้วไม่ต้องใช้สกุลของสามีก็ได้

นอกจากนี้มีสิทธิอนุญาตใช้สกุลภริยาได้

646/2539 – ค้นไม่พบ

การเฆียนตีก็ทำไม่ได้ได้เฉพาะในลักษณะผัวเมียเท่านั้นแหละครับ ส่วนเรื่องการลักทรัพย์เป็นการรับโทษ

ต่อไปเรื่องทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา เป็นเรื่องสำคัญส่วนมากพิพาทกันเรื่องนี้ทั้งสิ้น

      เรื่องแรกคือเรื่องสัญญาก่อนสมรส 1465  ระบบทรัพย์สินของเราก็มีเรื่องสินส่วนตัวกับสินสมรส สามีภริยาจะไม่ต้องการระบบนี้ก็ได้  จะเป็นเฉพาะสินส่วนตัวก็ได้

ยกเว้นได้หมด 1465 – 1493 ได้หมด แต่ถ้าไม่ทำก็ต้องนำมาตราเหล่านี้มาใช้

เช่นการทำสัญญาก่อนสมรสที่ว่าที่ดินสินสมรส สามารถขายได้ตามลำพัง ก็ทำได้ แต่ในทางปฏิบัติน้อยคู่มากที่จะทำสัญญาก่อน สมรส

      ในการทำสัญญาก่อนสมรสข้อความในสัญญาต้องไม่ขัดต่อความสงบ หรือระบุให้นำกฎหมายต่างประเทศมาใช้ ถ้ามีข้อความเหล่านี้เป็นโมฆะ

      สรุปได้ว่าต้องเกี่ยวกับระบบทรัพย์สิน  จะไปทำสัญญาในเรื่องอื่นก็ไม่ได้อีก เพราะไม่เกี่ยวกับทรัพย์สิน นอกจากนี้จะให้นำกฎหมายประเทศอื่นมาใช้ก็ตกเป็นโมฆะเช่นกัน ปัญหาต่อไปคือทำสัญญาก่อนสมรสในเรื่องหนี้สิน ไม่ได้นะครับ

1466 กำหนดวิธีการทำสัญญาก่อนสมรส คือ การจดแจ้งไว้ในทะเบียนสมรส หรือทำเป็นหนังสือ ลงลายมือชื่อก็ได้ วิธีการที่ดีที่สุดไปอำเภอ นายอำเภอจะมีแบบฟอร์มให้

      6711/2537

การที่โจทก์จำเลยทำความตกลงในเรื่องทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา โดยจำเลยให้สัญญาว่าบ้านพร้อมที่ดินซึ่งเป็นสินส่วนตัวของจำเลยให้เป็นสิน สมรส จึงเป็นกรณีที่คู่สมรสจดแจ้งข้อความอันเป็นสัญญาก่อนสมรสไว้ในทะเบียนสมรส พร้อมกับการจดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1466 เมื่อไม่ปรากฏว่ามีข้อความขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของ ประชาชน ย่อมมีผลใช้บังคับได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1465 วรรคสอง

อยากเปลี่ยนแปลงก็ได้ แต่ต้องมาขออนุญาตศาลเพราะว่าอาจมีการกลัวกัน แล้วทำให้ครอบงำ

      ผลของสัญญาก่อนสมรสที่มีต่อบุคคลภายนอก 1468

      ตัวอย่างเมื่อสักครู่ มีตัวอย่าง เช่น เงินเดือนของแต่ละคนให้เป็นสินส่วนตัว ก็มีผลเฉพาะระหว่างกันเท่านั้น แต่ ถ้าเป็นเจ้าหนี้แล้วต้องถือที่ดินแปลงนี้เป็นสินสมรส เจ้าหนี้เป็นบุคคลภายนอกไม่ถูกบังคับในบังคับดังกล่าว

      มาตรา 1469 ให้สิทธิไว้ที่จะมาเอาคืนได้

      บอกล้างได้ไม่ต้องมีเหตุเนรคุณก็บอกล้างได้ ปัญหาต่อไปคือว่าสัญญาระหว่างสมรสเกินสิบปีแล้วบอกล้างได้หรือไม่

      คำตอบก็คือได้ ยี่สิบปีก็ได้ เพียงแต่ให้อยู่ในระยะเวลา 1 ปี นับแต่หย่าขาดจากกัน

วิธีการบอกล้างก็คือไปบอกกับคู่สมรสอีกฝ่ายว่าต้องการกลับคืนมาดังเดิม

ถ้าได้ใช้สิทธิแล้ว

7978/2542

จำเลยที่ 1 นำทรัพย์พิพาทซึ่งเป็นสินสมรสไปจำนองแก่ธนาคารจำเลยที่ 2 โดยปราศจากความยินยอมของโจทก์ซึ่งเป็นภริยาที่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1476(1) แต่จำเลยที่ 2 กลับรับจำนองไว้ โดยอ้างว่า ว. ซึ่งเป็นภริยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสของจำเลยที่ 1 ให้ความยินยอมแล้ว ย่อมถือได้ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันทำนิติกรรมจำนองโดยไม่สุจริตและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งเป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมจำนองดังกล่าวได้ตามมาตรา 1480 วรรคหนึ่ง

บันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับการจัดแบ่งทรัพย์สินที่ให้จำเลยที่ 1 มีกรรมสิทธิ์ ในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทนั้นเป็นสัญญาระหว่างสมรสตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ยังไม่ได้จดทะเบียนหย่า โจทก์ย่อมมีสิทธิบอกล้างสัญญาระหว่างสมรสแก่ จำเลยที่ 1 ได้ตามมาตรา 1469 ซึ่งการที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อ ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ขอหย่า และขอแบ่งสินสมรส และศาลแพ่งกรุงเทพใต้เห็นว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจของศาลดังกล่าว ย่อมถือได้ว่าโจทก์ได้ใช้สิทธิ บอกล้างสัญญาระหว่างสมรสแล้ว อันเป็นการใช้สิทธิบอกล้างในขณะที่ โจทก์และจำเลยที่ 1 ยังเป็นสามีภริยากัน ดังนั้น เมื่อโจทก์บอกล้างสัญญา ระหว่างสมรสแล้ว ย่อมทำให้สัญญาดังกล่าวสิ้นความผูกพัน ทำให้ ทรัพย์พิพาทกลับเป็นสินสมรสดังเดิม และเมื่อโจทก์นำคดีนี้มาฟ้อง ต่อศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาใหม่ภายในกำหนดระยะเวลาตามประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคสอง จึงต้องถือว่าขณะฟ้องคดีนี้ข้อตกลงเกี่ยวกับการจัดแบ่งทรัพย์สิน ซึ่งเป็นสัญญาระหว่าง สมรสระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้สิ้นผลแล้ว ทรัพย์พิพาทจึงเป็นสินสมรส อยู่ขณะฟ้อง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ได้

การขอให้เพิกถอนนิติกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 คู่สมรสต้องขอเพิกถอนนิติกรรมทั้งหมดจะเพิกถอนเฉพาะส่วนหาได้ไม่

 

แม้จะเขียนไว้ชัดเจนว่าจะไม่บอกล้างก็ตาม

สละสิทธิบอกล้างสัญญาระหว่างสมรสไม่ได้

วันอังคารหน้าอาจารย์ไม่อยู่นะครับก็บรรยายวันนี้แล้ว  วันนี้ก็ขอไว้แค่นี้นะครับ

 

 

 

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages