สรุปคำบรรยาย เนติภาคกลางวัน วิชาหนี้ อาจารย์ประเสริฐ สอนเมื่อ พฤ02/07/09

912 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
Jul 9, 2009, 3:56:35 AM7/9/09
to LAWSIAM
หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า  kankokub  ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ ประเสริฐ เสียงสุทธิวงศ์ ผู้บรรยาย   ,  ผู้มีน้ำใจส่ง flie เสียงที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า

ชั่วโมงที่7 . อาจารย์ประเสริฐสอนแทน (02/07/09)มาตรการทางกฎหมายที่บัญญัติเพื่อคุ้มครองสิทธิของเจ้าหนี้

              ก็มีการงดบรรยายกะทันหันไปสองวัน สำนักอบรมก็จะมีการชดเชย สองวันคือ วันจันทร์ ที่ 6 กรกฏาคม 2552 แล้วอาจารย์ก็จะมาสอนในเรื่องประกันภัย

            ชั่วโมงนี้ก็เหมือนกัน อาจารย์ก็จะสรุปเรื่องกฎหมายลักษณะหนี้ให้นักศึกษาฟัง

            ถามว่ากฎหมายมีมาตรการใดที่คุ้มครองสิทธิของเจ้าหนี้ เรื่องใดบ้าง เรื่องแรกคือเราดูมาตรา 194  ด้วยอำนาจแห่งมูลหนี้ เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิจะเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้ อนึ่งการชำระหนี้ด้วยงดเว้นการอันใดอันหนึ่งก็ย่อมมีได้  ซึ่งเป็นแม่บทเสียก่อน

            คือบุคคลที่เป็นเจ้าหนี้มีสิทธิเรียกให้ลูกหนี้ชำระได้ ถ้าลูกหนี้ละเลยเสียไม่ชำระ

            มาตรา 212 ก็ให้สิทธิเจ้าหนี้มาฟ้องเรียกร้องให้ชำระได้ โดยหลักก็คือต้องมาใช้สิทธิทางศาลเสียก่อน จะไปบังคับเสียเองไม่ได้ ไม่งั้นจะเป็น กรรโชก หรือลักทรัพย์ไปเสีย

            มาตรา 214 จึงบัญญัติว่าหนี้ที่เกิดขึ้นนั้นผูกพันกองทรัพย์สินของลูกหนี้ด้วย

ยกเว้นแต่หนี้จำนองอย่างเดียว ที่มีบัญญัติไว้เฉพาะ

            คือมีสิทธิให้ได้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้โดยสิ้นเชิง กล่าวอีกนัยคือกองทรัพย์สินของลูกหนี้เป็นหลักประกัน ของเจ้าหนี้

            แต่ลูกหนี้ก็อาจได้รับเงินจากบุคคลภายนอกซึ่งเป็นลูกหนี้ตน กฎหมายก็เพิ่มอีกคือ ทรัพย์สินอื่น ที่เป้นสิทธิของลูกหนี้ก็ได้ เช่นกัน

            เราจึงเห็นหมายศาลที่บอกไปบุคคลภายนอกห้ามชำระเงินให้แก่ลูกหนี้

            บุคคลที่อยู่ในฐานะของลูกหนี้ เป็นบุคคลในการบกพร่องในการทำนิติกรรม หรือไม่ ก็ไม่ใช่ ลูกหนี้ก็ยังมีสิทธิในกองทรัพย์สินต่างๆของตนตามมาตรา 1336 สุดท้ายถ้าไม่มีมาตรการทางกฎหมายคุ้มครอง ลูกหนี้ก็อาจจะจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์ของตนหมดไป ถ้าไม่มีมาตรการทางกฎหมายแพ่งคุ้มครองไว้ ก็ไม่มีประโยชน์อะไร ที่จะไปฟ้องศาลบังคับ

            ด้วยเหตุผลนี้ ประมวลกฎหมายจึงมีมาตรการป้องกันสิทธิของเจ้าหนี้ ไว้ เช่น ป.อ. 349 350 เรื่อง โกงเจ้าหนี้ ในทางแพ่งก็มีการคุ้มครองเจ้าหนี้ ในมาตรา 214

            นั้นก็คือเรื่องเพิกถอนการฉ้อฉล มาตรา 237 นื่คือมาตรการแรก

มาตรการที่สอง ก็สืบเนื่องจากมาตรา 214 เงินหรือทรัพย์สินอื่นๆที่บุคคลภายนอกค้างลูกหนี้ ก็เป็นหลักประกันหนี้ เช่นกัน  ถ้าลูกหนี้เห็นว่า ไปเรียกร้องมาก็โดนเจ้าหนี้ยึดไป ก็เลยมีการใช้สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้

            วันนี้เนื่องจาก ระยะเวลาจำกัด และฉุกเฉิน ก็จะสรุปในหัวข้อนี้

คือ เรื่องมาตรการทางกฎหมายที่บัญญัติเพื่อคุ้มครองสิทธิของเจ้าหนี้

คือ1. เพิกถอนการฉ้อฉล 2. การใช้สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้

            ดูมาตรา 237 ก่อนนะครับ การเพิกถอนการฉ้อฉล

            มาตรา 237  เจ้าหนี้ชอบที่จะร้องขอให้ศาลเพิกถอนเสียได้ซึ่งนิติกรรมใด ๆ อันลูกหนี้ได้กระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ  แต่ความข้อนี้ท่านมิให้ใช้บังคับ ถ้าปรากฏว่าในขณะที่ทำนิติกรรมนั้น บุคคลซึ่งเป็นผู้ได้ลาภงอกแต่การนั้นมิได้รู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้เจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบนั้นด้วย แต่หากกรณีเป็นการทำให้โดยเสน่หาท่านว่าเพียงแต่ลูกหนี้เป็นผู้รู้ฝ่ายเดียวเท่านั้นก็พอแล้วที่จะขอเพิกถอนได้

            บทบัญญัติดังกล่าวมาในวรรคก่อนนี้ ท่านมิให้ใช้บังคับแก่นิติกรรมใดอันมิได้มีวัตถุเป็นสิทธิในทรัพย์สิน

            กฎหมายก็ให้สิทธิเจ้าหนี้ฟ้องคดีต่อศาลฟ้องคดีดังกล่าวได้ เมื่อเพิกถอนแล้วทรัพย์สินก็คืนสู่ลูกหนี้ตามเดิม

            แต่อย่างใดก็ดีการ เพิกถอน นั้นก็จะกระทบต่อบุคคลที่ทำนิติกรรม กับ ลูกหนี้ ซึ่งกฏหมายเรียกว่าผู้ได้ลาภงอก

            จากการอ่านตัวบท ก็ไม่ใช่ว่าเจ้าหนี้จะได้ไปเพิกถอนเสมอไป ต้องคำนึงถึงบุคคลผู้ทำนิติกรรมกับลูกหนี้ด้วย ต้องคุ้มครองเขา ถ้าเขาไม่รู้ ก็ไปเพิกถอนไม่ได้

            มาตรา 237 ถ้าอ่านกฎหมายดู ผู้ที่มีสิทธิฟ้องก็คือเจ้าหนี้

ดังนั้นหลักเกณฑ์ประการแรกผู้ที่จะฟ้องได้ต้องเป็นเจ้าหนี้เสียก่อน  ถ้าไม่มีนิติสัมพันธ์ระหว่างกันก็จะมา ฟ้องเพิกถอนการฉ้อฉลก็ไม่ได้

            เหมือนกับเรื่องเราไปครอบครองที่ดินคนอื่นจนได้การครอบครองปรปักษ์แล้ว จะไปฟ้องให้เจ้าของที่ดินให้ไปจดเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนไม่ได้ เพราะเจ้าของที่ดินเดิมไม่มีหนี้อะไรกับผู้ครอบครองปรปักษ์

            1400/2551

          อำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 เป็นอำนาจของเจ้าหนี้ โจทก์ที่ 1 อ้างว่าโจทก์ที่ 1 ได้ภาระจำยอมโดยอายุความในทางเดินผ่านที่ดินของจำเลยที่ 1 อันเป็นการกล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิในทรัพย์ของผู้อื่นในลักษณะของทรัพยสิทธิ เมื่อเป็นเรื่องของทรัพยสิทธิ โจทก์ที่ 1 จึงไม่อาจฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลตามมาตรา 237 แต่ต้องไปว่ากล่าวเอาตาม ป.พ.พ. บรรพ 4 ในส่วนที่ว่าด้วยภาระจำยอม ส่วนโจทก์ที่ 2 นั้นได้ความเพียงว่าเป็นผู้เช่าที่ดินจากโจทก์ที่ 1 โดยไม่ปรากฏว่ามีนิติสัมพันธ์ใดๆ กับจำเลยที่ 1 โจทก์ที่ 2 จึงไม่ใช่เจ้าหนี้ที่จะมีสิทธิฟ้องให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เพิกถอนการฉ้อฉลได้เช่นกัน

 

            แต่เรื่องการเพิกถอนนิติกรรม ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ลูกหนี้ทำนิติกรรมใดๆไม่ได้เลยนะครับ ไม่ใช่ยังทำได้อยู่ แต่ต้องดูว่านิติกรรมนั้น เป็นทางทำให้เจ้าหนี้เสียเปรียบหรือไม่ แล้ว ลูกหนี้ได้รู้หรือไม่

            คือแม้เจ้าหนี้ทำการจ่ายโอนทรัพย์สินของตน แต่ ก็ยังมีกองทรัพย์สินที่ พอชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้อยู่ อย่างนี้ก็จะไปเพิกถอนการฉ้อฉลไม่ได้

            แล้วเราจะมาดูตัวอย่างว่านิติกรรมในที่นี้หมายถึงนิติกรรมใดบ้าง

            มีหลักเกณฑ์พิเศษอยู่เรื่องนึงต้องจำเป็นพิเศษ คือ นายก มีที่ดิน 10 .แปลงก็ทำสัญญาจะซื้อขาย ที่ดิน แปลงเลขที่ 1. ให้นาย ข กำหนด โอน 1 ธันวาคม 2552 หลังจากทำสัญญาแล้วนาย ค ทราบเรื่องอยากได้ที่ดินแปลงนี้ เสนอราคาให้นาย ก ห้าเท่าตัว นาย ก ก็ยอม ขายไป ถามว่านาย ข จะมาฟ้องให้เพิกถอนการฉ้อฉลได้หรือไม่

            ถ้าจำตัวอย่างแรก นาย ข ก็ไม่ใช่จะเสียหาย ก็เอาที่ดินแปลงอื่นก็ได้  เรื่องนี้ไม่ใช่นะครับ เป็นเรื่องทรัพย์เฉพาะสิ่ง แล้ว ย่อมถือว่า เจ้าหนี้เสียเปรียบแล้ว

1392/2545 ***

ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะทำสัญญาซื้อขายและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ทราบว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทต่อกันไว้ก่อนแล้วการที่จำเลยที่ 2 ทำสัญญาซื้อขายและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 จึงเป็นการทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 เสียเปรียบ ถือว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันทำการฉ้อฉลโจทก์ โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยทั้งสองได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237

จำเลยที่ 1 ให้การรับว่าจำเลยที่ 1 ได้ทำหนังสือสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำไว้กับโจทก์จริงจึงไม่ต้องนำสัญญาจะซื้อขายมาแสดงฉะนั้นแม้หนังสือสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำจะมิได้ปิดอากรแสตมป์ก็ฟังได้ว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทกันไว้จริง

 

4388/2544 ***

สหภาพแรงงานได้ยื่นข้อเรียกร้องต่อจำเลยที่ 8 ซึ่งเป็นนายจ้างขอให้พิจารณาจัดเงินช่วยเหลือค่าดำรงชีพแก่พนักงานและจำเลยที่ 8ยืนยันความมั่นคงในเรื่องโบนัส เปอร์เซ็นต์การขึ้นเงิน อัตรากำลังคนกับปรับปรุงสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลด้วยที่ประชุมใหญ่สมาชิกสหภาพแรงงาน ท. ได้ให้การรับรองและแต่งตั้งให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7เป็นตัวแทนเข้าร่วมเจรจากับจำเลยที่ 8 จึงเป็นการดำเนินการที่ชอบด้วยพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 103(2)มาตรา 13 วรรคสามและมาตรา 15 วรรคหนึ่ง แล้ว เมื่อจำเลยที่ 1ถึงที่ 7 ได้เข้าร่วมเจรจากับจำเลยที่ 8 ตามมาตรา 16 จนทั้งสองฝ่ายสามารถตกลงเกี่ยวกับข้อเรียกร้องตามมาตรา 13 ได้ โดยเฉพาะเงินโบนัส ซึ่งถือได้ว่าเป็นเรื่องที่อยู่ในขอบอำนาจที่ได้รับมอบหมายให้ไปเจรจาย่อมทำข้อตกลงเกี่ยวกับเงินโบนัสกับจำเลยที่ 8 ได้ตามมาตรา 18 โดยมิจำต้องให้ที่ประชุมใหญ่ของสหภาพแรงงานท. มีมติให้การรับรองอีกครั้ง ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างดังกล่าวจึงมีผลบังคับและผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน ท. ตามมาตรา 19 วรรคสอง

 

            ถ้าเป็นเรื่องการซื้อขายทรัพย์เฉพาะสิ่งถึงแม้ลูกหนี้ยังมีทรัพย์หลงเหลืออยู่ก็ตาม ก็ถือว่าเป็นนิติกรรมที่ทำให้เจ้าหนี้เสียเปรียบแล้ว

            เรื่องการเพิกถอนการฉ้อฉลนั้นกฏหมายคุ้มครอง ในการทำนิติกรรมกับลูกหนี้ด้วย

            คือถ้าผู้ได้ลาภงอกไม่รู้ ว่าที่ไปทำนิติกรรมกับลูกหนี้นั้นทำให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ  อย่างนี้กฎหมายคุ้มครอง จะมาเพิกถอนไม่ได้ บุคคลผู้ได้ลาภงอกจะต้องประกอบด้วยหลักเกณฑ์สองหลักนี้

            ข้อสองอันนี้สำคัญ คือต้อง เสียค่าตอบแทนด้วย เหตุใดจึงพูดแบบนี้ เพราะในตัวบทวรรคหนึ่งไม่มีเขียนไว้เลย ว่าต้องเสียค่าตอบแทน

            อันนี้เราเอามาจากข้อความตอนท้ายของวรรคหนึ่ง เป็นการตีความกลับ และประกอบ แต่หากกรณีเป็นการทำให้โดยเสน่หาท่านว่าเพียงแต่ลูกหนี้เป็นผู้รู้ฝ่ายเดียวเท่านั้นก็พอแล้วที่จะขอเพิกถอนได้  หมายความถ้าเป็นนิติกรรมให้โดยเสน่ห์หา นั้น คือได้ฟรีๆไม่ต้องเสียเงิน ถ้าเป็นนิติกรรมให้โดยเสน่ห์หา ถึงแม้ว่าผู้ได้ลาภงอกจะสุจริต เพียงเท่านี้เจ้าหนี้ก็เพิกถอนได้แล้ว เพราะไม่เสียหายอะไรนิ ได้ของฟรี

            1875/2521

            ในทางปฏิบัติข้อเท็จจริงที่ว่าผู้ได้ลาภงอกรู้หรือไม่ เป็นปํญหาข้อเท็จจริงส่วนใหญ่จะดูความสัมพํนธ์ ระหว่าง ลูกหนี้ กับ ผู้ได้ลาภงอก ว่ามีความสัมพันธ์กันหรือไม่

            ดูตอนท้าย มาตรา 237 คำว่านิติกรรมใดๆที่ลูกหนี้ได้กระทำลง แน่นอนว่าถ้าไปในลักษณะจำหน่ายจ่ายโอนอย่างนี้เข้าใจง่าย ถ้ารู้ว่าลูกหนี้ไม่มีทรัพย์สินเหลือแล้วนิติกรรมโอนขายนี้ก็ทำให้ถูกฟ้องได้

            ถ้าเป็นนิติกรรมที่ตัวลูกหนี้ได้กระทำไปก่อนเป็นหนี้โจทก์ สมมุติว่านาย ก มีที่ดินแปลงเดียว โอนขายให้นายข ไป ต่อมานาย ก ไปกระทำละเมิดนาย ค อย่างนี้นาย ค เป็นเจ้าหนี้แล้ว ละเมิดเป็นบ่อเกิดแห่งหนี้อย่างหนึ่ง ถามว่า นาย ค จะไปฟ้องเพิกถอนการฉ้อฉลได้หรือไม่ ไม่ได้เพราะกรณีเป็นนิติกรรมที่โอนขายไปก่อนที่ตนจะมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ ลูกหนี้กัน

378/2535

โจทก์เป็นเจ้าหนี้จำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาในคดีอื่นที่พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยอื่นชำระหนี้เป็นเงินจำนวนหนึ่งให้โจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ที่ 3 โดยจำเลยที่ 2 ที่ 3 รู้ว่าจำเลยที่ 1เป็นหนี้โจทก์ขณะทำการรับโอนที่ดินพิพาทและจำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินอื่นพอชำระหนี้ให้โจทก์ เมื่อโจทก์เป็นเจ้าหนี้จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิบังคับชำระหนี้เอาแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1ได้โดยสิ้นเชิง แม้จำเลยที่ 1 จะมีลูกหนี้ร่วมคนอื่นก็ตาม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 291 เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินอื่นที่จะบังคับชำระหนี้ได้นอกจากที่ดินพิพาท การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 ไว้ จึงทำให้กองทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ลดน้อยลงไม่พอที่จะใช้หนี้แก่โจทก์ อันเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ โจทก์ขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมอันเป็นการฉ้อฉลได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 237

 

1821/2548

บริษัทจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลของรอบปีบัญชี 2539 จำนวน 18,779 บาท ซึ่งต่ำกว่าการประเมินของพนักงานโจทก์ถึง 8,000,000 บาทเศษ จำเลยที่ 1 ต้องชำระภาษีเพิ่มเติมไม่รวมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มเป็นเงิน 2,817,028.21 บาท เมื่อโจทก์มีหมายเรียกให้จำเลยที่ 1 ไปให้ถ้อยคำเพื่อการไต่สวนตรวจสอบจำเลยที่ 1 จึงต้องทราบแล้วว่าเจ้าพนักงานจะต้องประเมินภาษีของจำเลยที่ 1 ใหม่ และจำเลยที่ 1 ต้องมีหนี้ค่าภาษีอากรที่ต้องชำระเพิ่มเติมต่อโจทก์ แม้หนี้ดังกล่าวจะยังไม่ทราบจำนวนแน่นอนจากการประเมินของเจ้าพนักงาน การที่จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมโอนขายที่ดินแก่จำเลยที่ 2 จึงเป็นการกระทำเพื่อหลีกเลี่ยงให้ที่ดินดังกล่าวพ้นจากการถูกยึดบังคับชำระหนี้ค่าภาษีอากรแก่โจทก์อันเป็นการกระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ และจำเลยที่ 2 ได้ทราบถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้โจทก์ต้องเสียเปรียบแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินระหว่างจำเลยทั้งสองได้

กรมสรรพากรโจทก์เป็นนิติบุคคลโดยเป็นกรมในรัฐบาล ผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์หรือฟ้องคดีแทนโจทก์คืออธิบดี พนักงานเจ้าหน้าที่อื่นของโจทก์ทุกระดับแม้จะมีหน้าที่ปฏิบัติงานให้แก่โจทก์แต่ก็ไม่มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์หรือฟ้องคดีแทนโจทก์ได้ เมื่อนิติกรของโจทก์ได้ทำบันทึกข้อความเสนอให้อธิบดีโจทก์ทราบเรื่องการโอนที่ดินเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2540 จึงถือได้ว่าโจทก์ได้รู้ถึงการฉ้อฉลระหว่างจำเลยทั้งสองในวันที่ 17 มีนาคม 2540 โจทก์ฟ้องคดีวันที่ 25 มิถุนายน 2540 ยังไม่พ้น 1 ปี นับแต่เวลาที่โจทก์รู้มูลเหตุให้เพิกถอน จึงไม่ขาดอายุความ

 

            นิติกรรมตาม 237 ง่าย จำหน่าย จ่ายโอน ทีนี้ถ้าเป็นคำถามขึ้นมานักศึกษาต้องมีไหวพริบ ถ้านาย ก ลูกหนี้ มีแปลงเดียวให้นาย ข และนาย ข ก็รู้ด้วย ว่า มีเหลือแปลงนี้แปลงเดียว ถ้าในคำถามบอกโอนขาย ถือว่าเป็นนิติกรรม ที่เสียค่าตอบแทนอยู่ในตัวแล้ว

            นิติกรรมอีกอันหนึ่ง คือทำให้เจ้าหนี้เสียเปรียบหรือไม่ อันนี้แปลก สมมุติว่า 1 เป็นหนี้ 2 และ 3 คนละหนึ่งล้านบาท และหนี้ก็ถึงกำหนดชำระแล้วทั้งคู่ นาย 1 มี รถยนต์คันเดียว ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้รายเดียวก็ไม่พอแล้ว แต่ นาย 1 สนิทกับนาย 2 มากกว่านาย 3 เลยเลือกชำระหนี้ให้แก่ นาย 2 ไป โดยนำรถนั้นตีใช้หนี้

            เรื่องนี้เราต้องจำหลักไว้ก่อน ว่าโดยหลักแล้ว เจ้าหนี้สามัญทุกคน มีสิทธิในทรัพย์สินของลูกหนี้เท่ากันทุกคน ดังนั้นการที่ลูกหนี้ไปเลือกชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้เฉพาะราย ถือว่าเจ้าหนี้รายที่ไม่ได้รับชำระหนี้นั้น เสียเปรียบ

870/2509

ในกรณีที่ลูกหนี้มิได้ถูกฟ้องคดีล้มละลาย หากลูกหนี้เลือกชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่ก็ตาม ซึ่งเจ้าหนี้รู้แล้วว่าเป็นการทำให้เจ้าหนี้อื่นเสียเปรียบ เจ้าหนี้อื่นอาจขอให้ศาลเพิกถอนได้ ตามฎีกาที่ 1130,1131/2505

ในกรณีที่ลูกหนี้ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด การที่ลูกหนี้เลือกชำระหนี้แก่เจ้าหนี้คนหนึ่งคนใด แม้จะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและมีคำบังคับให้ชำระหนี้แล้วก็ตามโดยลูกหนี้ไม่มีทรัพย์พอจะชำระหนี้รายอื่นได้ อันทำให้เจ้าหนี้ที่ได้รับชำระหนี้ได้เปรียบเจ้าหนี้รายอื่นแล้วก็อยู่ในบังคับแห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 115(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 9/2509)

 

6939/2540 ***

เมื่อโจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่ 1 โจทก์ย่อมมีสิทธิบังคับชำระหนี้เอาแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ได้โดยสิ้นเชิง เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินอื่นนอกจากเรือพิพาท แต่จำเลยที่ 1 กลับตกลงโอนเรือดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้อีกรายหนึ่งของตนไป โดยจำเลยที่ 2 รู้อยู่แล้วในขณะรับโอนว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้ของโจทก์ และจำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินอื่นที่จะชำระหนี้ให้แก่โจทก์ได้ นิติกรรมการโอนเรือพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 จึงเป็นการกระทำที่ทำให้โจทก์เสียเปรียบ อันเป็นการฉ้อฉลซึ่งโจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนได้

โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนเรือระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ได้ เพราะมิใช่เป็นการฟ้องขอให้ยกเลิกหรือเพิกถอนคำพิพากษาตามยอมของศาลในคดีที่พิพาทกันระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 หากแต่เป็นการฟ้องเพื่อแสดงให้เห็นว่าคำพิพากษาตามยอมของศาลดังกล่าวไม่ผูกพัน และไม่มีผลกระทบต่อสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาของศาลในอีกคดีหนึ่ง

ระยะเวลาจากวันที่จำเลยที่ 2 รับโอนเรือและโจทก์ทราบเรื่องจนถึงวันที่โจทก์นำคดีมาฟ้องเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งให้เพิกถอนนิติกรรมอันเป็นการฉ้อฉล ยังไม่พ้นกำหนด1 ปี นับแต่วันที่โจทก์รู้ต้นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอน ฟ้องของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

 

            มาต่อให้จบนะครับ คำว่านิติกรรมใดๆอันลูกหนี้กระทำลง หมายรวมถึงว่าลูกหนี้เลือกชำระหนี้ให้แก่ลูกหนี้บางราย อีกอันหนึ่งที่อยากให้ดูเป็นตัวอย่าง คือนิติกรรมที่ลูกหนี้กระทำลงนั้น เคยมีปัญหาว่าถ้าเป็นนิติกรรมในลักษณะก่อหนี้หละ เช่น ทรัพย์สินที่มีอยู่ก็ไม่พอแล้ว กลับไปกู้ยืมเงินนาย ข อีก แล้วนาย ข รู้ทั้งรู้ ก็ยังให้กู้ยืมไปอีก อย่างนี้เจ้าหนี้จะมาฟ้องเพิกถอนนิติกรรมการกู้ยืมเงินได้หรือไม่ เพราะว่าถ้าสมมุติเพิกถอนไม่ได้ใครเป็นลูกหนี้ก็อาจจะไปสมยอม หรือ ไปกู้ยืมเงินคนอื่นๆอีกไม่ได้ อย่างนี้ลูกหนี้ก็เสียเปรียบ

1910/2514

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองสมยอมกันทำสัญญากู้เงินย้อนหลังว่าจำเลยที่ 2 กู้เงินจำเลยที่ 1 แล้วทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาลจนศาลพิพากษาตามยอม ขอให้เพิกถอนคำพิพากษาหรือให้ถือว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินของจำเลยที่ 2ตามคำขอดังกล่าวหมายความว่า ถ้าเพิกถอนคำพิพากษาไม่ได้ก็ขออย่าให้มีหรืออ้างสิทธิตามคำพิพากษานั้น ซึ่งศาลอาจพิพากษาให้ได้ โดยไม่จำต้องเพิกถอนสัญญาและคำพิพากษาตามยอมเพราะสัญญาและคำพิพากษานั้นเป็นเรื่องระหว่างจำเลย

 

2728/2550 ค้นไม่พบ

            แต่ทีนี้ประเด็นสุดท้าย เรื่องการเพิกถอนการฉ้อฉลเป็นเรื่องที่ลูกหนี้กับผู้ได้ลาภงอก ทำนิติกรรมกันจริงๆ เพียงแต่ว่ารู้อยู่ว่าทำให้ลูกหนี้เสียเปรียบ จึงเป็นการเพิกถอนการฉ้อฉล ที่พูดอย่างนี้เพื่อไม่ให้นักศึกษาไปสับสนกับเรื่องการแสดงเจตนาลวง

            มาตราที่สำคัญคือ 237 กับ 238

            เราได้บอกแล้ว นาย ก ไม่พอชำระหนี้ก็ไปขอร้องนาย ข เพื่อนให้ช่วยซื้อที่ดินหน่อย ข สงสารก็ซื้อไว้ สมมุคิว่า ผู้ได้ลาภงอก คือ ข นั้น นำที่ดินดังกล่าวไปขายให้ ค  ค ไม่รู้อิโหน่อิเหน่เลย อันนี้เป็นเรื่องมาตรา 238 แล้ว

                มาตรา 238  การเพิกถอนดังกล่าวมาในบทมาตราก่อนนั้นไม่อาจกระทบกระทั่งถึงสิทธิของบุคคลภายนอก อันได้มาโดยสุจริตก่อนเริ่มฟ้องคดีขอเพิกถอน

             อนึ่งความที่กล่าวมาในวรรคก่อนนี้ ท่านมิให้ใช้บังคับ ถ้าสิทธินั้นได้มาโดยเสน่หา

            คนที่ทำนิติกรรมกับผู้ได้ลาภงอก คือคู่หลังนั้น เรียกว่า บุคคลภายนอก

            นี่คือบทสรุปในเรื่องการเพิกถอนการฉ้อฉล

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages