หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า kankokub ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ สมชัย ฑีฆาอุตมากร ผู้บรรยาย , ผู้ก่อตั้ง lawsiamgooglegroups และ คุณแบ่งปัน ที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า
ครั้งที่ 3
เกี่ยวกับการถอนฟ้องก่อนยื่นคำให้การ การที่ศาลอนุญาต ตาม ม.175ว1 เป็นดุลพินิจศาล เป็นปัญหาข้อเท็จจริง มีแนวคำพิพากษาฎีกาวางไว้เยอะเลยว่า เป็นสิทธิโจทก์ ( ความเห็นอาจารย์ ว่า การใช้อำนาจของศาลนั้น เป็นดุลพินิจศาลไม่ใช่บทบังคับ )
สำหรับจำเลยที่ไม่ได้ยื่นคำให้การ การที่โจทก์ที่ 1 ทำเป็นคำขอ ก็เป็นการทำเกินไป ศาลชอบที่จะอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง ( การที่ศาลสั่งให้สำเนานั้นเป็นการไม่ชอบ )
แท้จริงแล้วคำพิพากษาตามวรรค 1 ก็อนุญาตทั้งนั้น ที่อาจารย์ตีความว่าไม่ได้บังคับโจทก์ เพราะจะเป็นการได้เปรียบเสียเปรียบ เพราะถ้าจำเลยขาดนัด แล้วเกิดมีข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเกิดขึ้นมาแล้ว อย่างไร ศาล ก็ต้องยกฟ้อง ( ตามหลักเรื่องการขาดนัดยื่นคำให้การ ที่ศาลมีสิทธิยกข้อกฎหมายความสงบวินิจฉัยได้ ) ก็จะทำให้เกิดความๆได้เปรียบเสียเปรียบอย่างมากหากจะบังคับศาลให้ต้องอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง
สรุป ม.175 วรรค 1 จึงเป็นเรื่องดุลพินิจศาล ทำให้เป็นข้อเท็จจริง ถ้าคู่ความอุทธรณ์ในข้อกฎหมายที่ว่าเมื่อเป็นสิทธิของโจทก์แล้วศาลจะใช้ดุลพินิจไม่ได้จะต้องอนุญาตอย่างเดียวอย่างนี้อุทธรณ์ข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมาย
ฎ.3443/2545 ( เป็นฎีกาที่ออกข้อสอบ เนฯแล้ว เมื่อ 2 ปีก่อน )
การยื่นคำร้องขอถอนฟ้องเป็นสิทธิของโจทก์ เพียงแต่ถ้าจำเลยยื่นคำให้การแล้วประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 175 วรรคสอง(1) ห้ามมิให้ศาลอนุญาตโดยมิได้ฟังจำเลยก่อน การที่โจทก์ไม่ดำเนินการส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องขอถอนฟ้องให้จำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้ศาลไม่อาจสอบถามจำเลยที่ 1 ซึ่งได้ยื่นคำให้การแล้วได้นั้น ศาลก็ชอบที่จะยกคำร้องขอถอนฟ้องในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 เสียได้ แต่จะยกคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ซึ่งยังไม่ได้ยื่นคำให้การไม่ได้เพราะมาตรา 175 วรรคหนึ่งได้บัญญัติไว้ว่า ถ้าเป็นการถอนฟ้องก่อนจำเลยยื่นคำให้การ โจทก์อาจถอนคำฟ้องโดยยื่นเป็นคำบอกกล่าวเป็นหนังสือต่อศาล ดังนั้น คำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นต้องสั่งอนุญาตเพราะเป็นคนละส่วนกับจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นจึงไม่มีอำนาจที่จะสั่งยกคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์เสียทั้งหมดและสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์เพราะเหตุทิ้งฟ้อง
สำหรับในวรรค 2 เป็นเรื่องที่หลังจากจำเลยยื่นคำให้การแล้ว ให้ทำเป็นคำร้อง ( ปัจจุบัน ค่าธรรมเนียม เล็กๆน้อยๆพวกนี้ยกเลิกหมดแล้ว ) ศาลจะอนุญาตหรือไม่ก็ได้วิธีการต่างๆก็เป็นวิธีการทำคำร้อง
ตามที่เห็นสมควร เท่ากับเป็นดุลพินิจของศาลเกี่ยวกับกระบวนพิจารราถือว่าเป็นปัญหาข้อเท็จจริง
คำสั่งไม่อนุญาต นี้จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา และเป็นปัญหาข้อเท็จจริงด้วย ( ตามม. 226 + 224 )
การที่อาจารย์ไม่ได้ไล่ตามมาตรา หลังๆอาจารย์จะไล่ตามมาตรานะ แต่ 2-3 ชั่วโมงแรกจะวางหลักกว้างๆก่อน
ดูอีกมาตราหนึ่ง
มาตรา 229 การอุทธรณ์นั้นให้ทำเป็นหนังสือยื่นต่อศาลชั้นต้นซึ่งมีคำพิพากษาหรือคำสั่งภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น และผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์นั้นด้วย ให้ผู้อุทธรณ์ยื่นสำเนาอุทธรณ์ต่อศาล เพื่อส่งให้แก่จำเลยอุทธรณ์ (คือฝ่ายโจทก์หรือจำเลยความเดิมซึ่งเป็นฝ่ายที่มิได้อุทธรณ์ความนั้น) ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๓๕และ ๒๓๖
พูดถึงหลักเกณฑ์การยื่นอุทธรณ์มีข้อสำคัญคือ ผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์นั้นด้วย จะเอาตรงนี้มาพูดก่อน
หนึ่งเดือน เน้นตรงจุดนี้ด้วย หากไปใช้คำว่า 30 วันโดนตัดคะแนนทันที 1 เดือน นับตามปฏิทินเลย อาจเป็น 28 29 หรือ 30 วันก้ได้
เราเรียกกันว่า ค่าธรรมเนียมใช้แทน ตามมาตรา 169 เคยจะออกข้อสอบเนฯแต่ตกสนามไปแต่ไปออกสนามผู้ช่วย
ค่าฤชาธรรมเนียมนี้ก็คือ เงินที่บัญชีค่าฤชาธรรมเนียม ที่อยู่หน้าสำนวน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นที่สุดที่ศาลชั้นต้นกำหนดมาจามมาตรา 161 โดยปกติก็จะให้ฝ่ายที่แพ้ใช้แทนฝ่ายที่ชนะคดี
หรือบางกรณีก็เป็นพับไป อันนี้ก็จะไม่มี ฉะนั้นค่าฤชาธรรมเนียมนี้อาจจะมีหรือไม่มีก็ได้ตามแต่คำสั่งศาล ตามม.161
มันจึงแยกต่างหากจากค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ตามมาตรา 149
ถ้าหากมีค่าฤชาธรรมเนียมและ ผู้อุทธรณ์เป็นผู้ต้องจ่าย ก็เป็นหน้าที่ของผู้อุทธรณ์ จะต้องปฏิบัติเพื่อให้เป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมาย และใช้บังคับแต่เฉพาะในกรณีที่อุทธรณ์นั้นอาจจะมีผลทำให้คำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดของศาลชั้นต้น เป็นอันยกเลิกหรือสิ้นสุดไปเท่านั้นหากการอุทธรณ์ไม่มีผลกระทบต่อคำพิพากษาที่อุทธรณ์นั้นแล้วผู้อุทธรณ์ก็ไม่จำต้องวางค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนตามมาตรา 229 เช่นการอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ไม่อยู่ในบังคับ ต้องวางค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทน ( คร.1811/2547 (ญ) )แต่ทั้งนี้ จะต้องอยู่ในบังคับของมาตรา 224 ( ฎ.4517/2547 )
ถ้าไม่วางเงินตาม 229 สามารถยกได้ทันทีเลย
ถ้าเราหวนไปพิจารณาพร้อมกับมาตรา 228 ( 3 )
(๓) ไม่รับหรือคืนคำคู่ความตามมาตรา ๑๘ หรือวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นตามมาตรา ๒๔ ซึ่งมิได้ทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่อง หากเสร็จไปเฉพาะแต่ประเด็นบางข้อ
ที่ว่าสามารถอุทธรณ์ได้ 2 ระยะ จึงไม่ต้องวางค่าธรรมเนียมใช้แทน ( กรณีเลือกอุทธรณ์ก่อนมีคำพิพากษา ) แต่ถ้าเลือกอุทธรณ์หลังมีคำพิพากษาแล้วก็จะต้องวางค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทน เพราะได้มีการกำหนดจากคำพิพากษาแล้ว ( ที่ไม่เน้นอธิบาย 228 ( 1) (2 ) เพราะมันเป็นสาขาแห่งคดีชัดเจนแน่นอนอยู่แล้ว )
ในการวินิจฉัย มาตรา227 ก็ชัดเจนเช่นเดียวกันใช้หลักเดียวกัน การอุทธรณ์ตามมาตรา 227 228 ต้องวางค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนตามมาตรา 229 เสมอ
สำหรับ 226 การอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาที่ต้องโต้แย้งไว้ ( 226 ก็ต้องวางเสมอเช่นกัน ) การอุทธรณ์เฉพาะคำสั่งระหว่างพิจารณาแล้ว ผู้อุทธรณ์ต้องนำค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนมาวางเสมอ เพราะมีผลกระทบโดยตรงต่อคำพิพากษาที่ตนอุทธรณ์แล้ว