สรุปคำบรรยาย เนติภาคกลางวัน วิชาหนี้ ชั่วโมงที่ 3 - 6

478 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
Aug 4, 2009, 2:49:01 AM8/4/09
to LAWSIAM

หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า  kankokub  ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารยไพโรจน์  วายุภาพ ผู้บรรยาย   , ผู้มีน้ำใจส่ง flie เสียงที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า ขอบคุณ. http://www.muansuen.com และคุณ admin ที่นำ flie เสียงมาลงแบ่งปันให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

ชั่วโมงที่3 . w4.(16/06/09)

            วิธีการอ่านข้อสอบให้อ่านเร็วๆหนึ่งครั้งก่อนแล้วจึงมาเริ่มต้น ใหม่ช้า ทันที ก็อาจอ่านด้วยวิธีการที่ถามว่าถามเรื่องอะไรเลยก่อนก็ได้

            เช่นถามว่าเพิกถอนการฉ้อฉลได้หรือไม่ อย่างนี้เราก็รู้แล้วว่าคือการเพิกถอนการฉ้อฉล เพราะฉะนั้นปัญหานี้ ก็มีแค่เรื่องการไร้ผลไปหรือ การเกิดผล

            อ่านเร็วอ่านรอบแรกแล้วก็ย้อนต้น วิธีที่สองอ่านบรรทัดสุดท้าย ก่อน เพื่อเราจะได้ทราบก่อนว่าถามเรื่องอะไร อย่างนี้เป็นต้น วิธีที่สองนี้ก็ได้ผลดีมาก

            การเพิกถอนฉ้อฉลได้หรือไม่ ข้อสอบถ้าถามตรงๆอย่างนี้ก็ต้องยากมาก

            ไอ้การวิเคราะห์ พวกเราทำไม่ได้ สติไม่พอ อ่านคำถามแล้ว อีกรูปแบบหนึ่ง ก็คือ ขณะที่อ่านต้องมีองค์ประกอบการเพิกถอนการฉ้อฉล 7 8 ข้ออยู่ในหัว นอกจากนี้ดูอะไร มีความรู้อยู่

            มีความรู้ทางสิทธิเวลาอ่านคำถามต้องดูว่าในนี้มีอะไรเกี่ยวข้อง คนที่เกี่ยวข้องต้องมีประเด็นทั้งสิ้น ดูตัวคน แล้วสร้างตัวคน สองดูตัววัตถุแห่งสิทธิ

            การทำหรือไม่กระทำ เขียนด้วยมือเลยครับทุกวัน จะได้ทราบว่าคำนี้ได้หรือไม่ได้ ลอกไปเลยครับสามสี่วัน ปัญหาสำคัญคือการสอบแล้วเขียนคำตอบไม่ออกนั่งทำทุกวันลอกทุกวัน ทำทุกวัน สังเกตแม้กระทั่งคำเชื่อม คำเริ่มต้นคำปิดท้ายของคำตอบ

            คำตอบมักเริ่มต้นด้วยคำว่าการที่ เราตอบเหมือนคำพิพากษา

            ต่อจากคราวที่แล้ว เน้นที่ความหมายของคำว่าหนี้ เพราะกฎหมาย ทั้งหมดไม่ใช่มีความสัมพันธ์เรื่องหนี้ทั้งหมด มันมีความสัมพันธ์เรื่องทรัพย์สิน เรื่องครอบครัว แต่ส่วนมาก ความสัมพันธ์มันเป็นเรื่องหนี้ เราก็ต้องรู้ว่าหนี้คืออะไร

            ต่อไปก้คืออะไรทำให้เกิดหนี้ เราเรียนกฏหมายทรีพย์สินอะไรทำให้เกิดทรัพย์สิน ทรัพยสิทธิเกิดมาได้อย่างไร ทรัพย์ไม่มีเจ้าของ ถ้าเราไปก็เป็นเจ้าของทรัพย์นั้น เราก็ต้องดูแบบนั้น กฎหมายทรัพย์ไม่มีความสัมพันธ์แบบนั้นไอ้ที่ไปเข้าป่าล่าสัตว์แล้วได้มาไม่ค่อยมีแล้ว ต่อไปก็มูลแห่งหนี้ มีอะไรบ้าง

            ทีนี้ถ้าเราดูจากหนี้นั่นคืออะไร เราก็จะไปดูมูลแห่งหนี้ต่อไปคือสิ่งที่ทำให้เกิดหนี้ สิ่งที่ไม่ทำให้เกิดหนี้ก็ไม่เป็นมูลแห่งหนี้

            เช่นสัญญาก่อให้เกิดหนี้ แต่สัญญาบางตัวไม่ก่อให้เกิดหนี้ เช่นสัญญาสมรส ไม่ก่อให้เกิดหนี้ เป้นความสัมพันธ์ในทางครอบครัว

            จึงต้องระวังว่าตัวนั้นทำให้เกิดหนี้รหือไม่ หรือมูลแห่งหนี้ที่เป็นกฎหมาย ต้องเป็นกฎหมายที่ก่อให้เกิดหนี้

            เช่นกฎหมายมรดก เมื่อเจ้ามรดกตายสิทธิและหน้าที่ตกแก่ทายาท เจ้ามรดกไม่ได้เป็นหนี้ เพราะฉะนั้นคู่กรณีด้วยกันเองฟ้องไม่ใช่หนี้เว้นแต่ตัวมรดกนั้นเป็นหนี้

            ในทางตำราหรือในการสอบเราสามารถเห็นได้ว่ามูลแห่งหนี้นั้นมีห้าประการ คือ สัญญา ละเมิด จัดการงานนอกสั่ง ลาภมิควรได้ กฎหมาย

            ในลํกษณะ สอง หรือ ห้าได้บอกไว้ แต่กฎหมายหนี้นั้นไม่ได้อบู่ในบรรพสอง

            ในมูลแห่งหนี้ที่เรามาเรียนนอกจากเพื่อประโยชน์ว่ามีหนี้หรือไม่ ต้องถามต่อไปว่า มีอะไรเป็นมูลแห่งหนี้ ทีนี้ เมื่อมันต้องการใช้นิติสัมพันธ์ในลักษณะหนี้ แก่ปัญหานั้นก็ต้องถามก่อนว่ามีหนี้หรือไม่ ไม่มีทางรู้ได้นอกจากจะรู้ว่าอะไรเป็นมูลแห่งหนี้ อันนี้เป็นเหตุผลอันหนึ่ง เหตุผลอันที่สองคือมูลแห่งหนี้แต่ละตัวให้ผล ในกฎหมายลักษณะหนี้ที่แตกต่างกัน การออกข้อสอบอาจจะหลอกเราในการทดสอบด้าน  ถ้าคนไหนไม่เห็น  

            ละเมิดก็มีหลักชดใช้ค่าเสียหาย ตามมาตรา 438 เป็นต้นไป แต่ถ้ามูลหนี้เป็นสัญญา จะเป็นตามมาตรา 222 -223 แต่แตกต่างกัน ตามพฤติการณ์และความร้ายแรงแก่หนี้

            ตัวอย่างอีกตัวอย่าง ถ้าทายาทโอนทรัพย์มรดกให้แก่ บุคคลภายนอกโดยไม่มีอำนาจ ทายาทคนอื่นจะฟ้องให้เพิกถอน โดยอ้างการฉ้อฉลตาม 237 ก็ไม่ได้

            ผลแห่งการเพิกถอนกลฉ้อฉล กับ การติดตามเอาทรัพย์ต่างกันนะครับ

            ในห้าอย่างนี้เรามาดู

            สัญญาเป็นนิติกรรมสองฝ่าย อาจจะเป็นสัญญาที่เข้าในลักษณะเอกเทศสัญญาในบรรพ 3 ก็ได้ หรือจะเป็นสัญญาในเอกเทศสัญญาในบรรพ 3 ก็ได้ เป็นหนี้ก็ได้ สัญญานั้นจะมีสัญญาที่ก่อให้เกิดหนี้อย่างเดียว ที่ก่อให้เกิดหนี้ต่างตอบแทน ก็คือสัญญาต่างตอบแทนก็ได้ ทีนี้เวลาดูเรื่องสัญญา เขาก็บอกว่าในบรรพ 2 ลักษณะหนึ่งนี้ ใช้กับมูลหนี้อะไร ก็ตอบว่าใช้กับมูลหนี้ที่เป็นผิดสัญญาไม่นำมาใช้กับมูลละเมิด

            อันนี้ก็ต้องระมัดระวัง ต่อมาเมื่อมันเป็นสัญญา สัญญาก่อให้เกิดหนี้ก็ต้องมาดูว่าสัญญาเกิดได้อย่างไรก็ต้องมาดูนิติกรรมสัญญา

            ดูสองอันถ้าเป็นเอกเทศสัญญาต้องไปดูบรรพ 3 เพราะฉะนั้นผลของสัญญาที่เป็นเบ็ดเสร็จทั่วไป ยังมีผลที่เป็นบรรพสองลักษณะสองที่เป็นสัญญาต่างตอบแทน

            ยิ่งถ้าหากว่าสัญญาเหล่านั้นเข้ามาในเอกเทศสัญญา ก็อาจมีที่ไม่เข้ามาในบทเบ็ดเสร็จทั่วไปก็ได้

            สมมุติว่าเราไปดูค้ำประกัน ทำสัญญากู้กับทำสัญญาค้ำประกัน

            เพราะฉะนั้นกรณีกู้ยืมเงินไม่มีกำหนดเวลา ลูกหนี้ไม่ชำระหนี้นั้น  ยังไม่ผิดนัดจนกว่าเจ้าหนี้จะได้เตือนแล้ว

            ถ้าเขาเตือนผิดคน ผู้ค้ำก็ไม่จำเป็นต้องรับผิด เพราะในบทบัญญัติของค้ำประกันได้ว่าไว้โดยเฉพาะ

            คำถามต่อไปบอกว่านิติกรรมฝ่ายเดียวก่อให้เกิดหนี้หรือไม่ อย่าลืมว่าหนี้ต้องมีสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเจ้าหนี้อีกฝ่ายหนึ่งลูกหนี้ ดังนั้นถ้าเป็นนิติกรรมฝ่ายเดียว ก็ไม่ก่อให้เกิดหนี้ แต่ผลสุดท้ายมันก็อาจจะเกิดหนี้ได้

            หนี้อาจพูดได้หลายความหมาย หนี้ทางความหมายอย่างแคบกับความหมายอย่างกว้าง

ไม่ใช่หนี้ทุกตัวจะสมบูรณ์

            การประกวดราคาหน่วยราชการก็ดีไม่ใช่หน่วยงานก็ดี ก็ประกาศออกไปนั้น การประกาศออกไปไม่ใช่นิติกรรมเป้นการเชื้อเชิญ ผู้เข้าประกวดราคาต่างหากที่เป็นผู้เสนอ มันเกิดเป็นสัญญาต่อเมื่อคนที่ประกาศประกวดราคายอมรับผลนั้นแล้วมาทำสัญญา เป้นสัญญาซื้อขายหรือสัญญาจ้างอีกที ขั้นตอนประกวดราคาไม่มีหนี้ ถ้าผู้เข้าสู้ราคาไม่มาทำสัญญา จะหาว่าเขามีหนี้จะต้องมาขำระค่าเสียหายเพราะผิดสัญญาไม่ได้

            คำมั่นไม่ใช่นิติกรรม

            ต่อไปมูลละเมิด อยู่ในบรรพสองลักษณะห้า  ละเมิดเป็นมูลแห่งหนี้ 

            คล้ายกันคล้ายสัญญา ต่อไปเรื่องลาภมิควรได้ ก็ใกล้เคียงกับเรื่องติดตามเอาทรัพย์คืน

ติดตามเอาทรัพย์คืนตามมาตรา 1336 ต้องคืนเสมอ แต่ลาภมิควรได้อาจมีกรณีที่ไม่ต้องคืน

            มรดกไม่ก่อให้เกิดหนี้   

            การฟ้องละเมิดที่เป็นคดีผิดอาญาจะได้อายุความที่ยาวกว่านะ  ละเมิดนี้ไปซ้อนกับอะไรได้อีก ไปซ้อนกับทรัพยสิทธิ ซ้อน กับหนี้ เมื่อกี้ที่เล่าให้ฟังเป็นข้อในรูปแบบ เป็นการติดตามเอาทรัพย์ คืน

            มาดูสัญญามูลละเมิด มูลสัญญาซ้อนกัน ซ้อนกับลาภมิควรได้ ไม่ค่อยมี อย่าลืมว่าเจ้าพนักงานยักยอกทรัพยืเป็นทั้งลาภมิควรได้และติดตามเอาทรัพย์ ให้ดูการตั้งรูปคดี

            พวกที่ขาดอายุความก็ใช้ชื่อเรื่องลาภมิควรได้ หรือละเมิด  อันนี้เป็นเรื่องคดี แต่ถ้าอยู่ข้างนอก ก็อธิบาย

            897/2551

          ตามคำฟ้องโจทก์มิได้กล่าวอ้างว่าจำเลยทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งการที่จำเลยได้รับคืนเงินค่าภาษีสรรพสามิตและภาษีเก็บเพิ่มเพื่อกระทรวงมหาดไทยไปจากโจทก์ก็เนื่องจากจำเลยอ้างว่าได้นำน้ำมันที่ชำระค่าภาษีอากรแล้วเติมให้แก่เรือที่มีขนาดเกินกว่า 500 ตันกรอสส์และพนักงานศุลกากรได้ปล่อยเรือดังกล่าวให้ไปต่างประเทศแล้ว จำเลยจึงใช้สิทธิขอรับภาษีที่ชำระแล้วคืนตามมาตรา 102 (4) แห่ง พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 ซึ่งเป็นกรณีที่จำเลยได้รับคืนเงินค่าภาษีไปโดยมีมูลเหตุอันจะอ้างกฎหมายได้ จึงมิใช่เรื่องลาภมิควรได้ แต่เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยชำระค่าภาษีที่จำเลยมีหน้าที่ต้องชำระตามกฎหมาย ซึ่งสิทธิเรียกร้องของรัฐที่จะเรียกเอาค่าภาษีอากรมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/31 โดยอายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/12 ซึ่งได้แก่วันที่จำเลยได้รับหักคืนภาษีไปโจทก์ได้อนุมัติให้คืนเงินภาษีและจำเลยนำไปหักคืนภาษีแล้วในช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 24 กันยายน 2535 เรื่องมาจนถึงวันที่ 1 กันยายน 2538 อันเป็นครั้งสุดท้าย โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 18 กันยายน 2545 ยังไม่เกิน 10 ปี จึงไม่ขาดอายุความ

โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยชำระค่าภาษีซึ่งตาม พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 137 บัญญัติให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีที่ไม่ชำระภาษีภายในกำหนดเวลาหรือชำระขาดจากจำนวนภาษีที่ต้องเสีย ให้เสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 1.5 ต่อเดือน เมื่อจำเลยรับคืนเงินภาษีที่ชำระไว้แล้วจึงเป็นการไม่ชำระภาษีหรือชำระภาษีไม่ครบถ้วนจึงต้องเสียเงินเพิ่มตามกฎหมาย

            บทบัญญัติว่สาด้วยหนี้บรรพ 2 มาตรา 203 -225  บุริมสิทธิ์ส่วนมากไม่มีในละเมิด

แต่ถ้าละเมิดเป็นการผิดหน้าที่ ที่มีอยู่ทั่วไป

            พูดอีกอย่างก็เป็นหน้าที่ในทางงดเว้น

            ค่าสินไหมทดแทนเรียกอะไรได้บ้าง 223

            พอมาตรงนี้ก็มานั่งคิดว่ามาตรา 223 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน หนี้อาจมีการชำระหนี้โดยเฉพาะเจาะจง

            สัญญาใช้หลักปกติ คือผลธรรมดาค่าเสียหายต้องคาดหมายได้

            ส่วนละเมิดไม่ได้ใช้หลักขาดหมายได้ คุณพิสูจน์ไว้เถอะว่าค่าเสียหายนั้นเกิดจากการกระทำละเมิด

            ค่าสินไหมทดแทนของสัญญา  ไม่ต้องระบุในสัญญา แต่ตามปกติมักจะระบุในสัญญา ก้เลยทำให้เข้าใจผิดกัน ก็ใช้หลักหนี้ไง ในการบังคับ

            ค่าสินไหมทดแทนของละเมิดง่าย คือตามพฤติการณ์แห่งละเมิด และเรียกให้คืนทรัพย์ได้ด้วยนะ

            น่าสนใจคือว่าละเมิดใช้หลักคาดหมายได้หรือไม่ ก็เพราะว่าละเมิดไม่ได้มีนิติสัมพันธ์กันมาก่อน

            ก็จะไปเขียนคำพิพากษาว่า ค่าเสียหายนี้ ต้องรับผิดเท่านี้เพราะคุณพึงขาดหมายได้ เขียนอย่างนี้ไม่ได้

            ค่าสินไหมทดแทนคือ ขาดทุน แต่ในด้านขาดกำไร นี้ ในเรื่องละเมิด จะเรียกได้หรือไม่

ก็ดูแล้วกันว่าเป็นผลธรรมดาหรือไม่ ถ้าเป็นค่าเสียหายพิเศษ ก็ต้องขาดหมายได้ หลักตรงนี้สำคัญคือ ค่าสินไหมทดแทนในละเมิด เป็นหนี้โดยตรง

            แต่ 222 ไม่ใช่หนี้เงินเป็นมาตรการเยียวยาอันเกิดจากการไม่ชำระหนี้ พิสูจน์ มาตรา 420 ก็ได้ แล้ว แต่อันนี้ไม่ใช่ มันเป็นมาตรการที่สอง ที่ลูกหนี้ไม่ชดใช้แล้ว มันไม่ใช่ตัวหนี้เดิม มีหมายเหตุเป็นหนี้โดยตรงมีไหม มีสิ ประกันภัย ก็เป็นหนี้เหมือนกัน แต่ค่าสินไหมทดแทนไม่มีความสัมพันธ์ต่อการเกิดหนี้

            ต่อไปความสมบูรณ์ของหนี้ ผิดนัดกับการไม่ชำระหนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน ผิดนัด อาศัยการไม่ผิดชำระหนี้

            ผิดนัดอาจเป็นการผิดนัด ทั้งที่เกี่ยวกับเวลาและไม่เกี่ยวกับเวลา กับการผิดนัดตั้งแต่ทำละเมิด ผิดนัดความเข้าใจตรงนี้

             

ชั่วโมงที่4 . (16/06/09)

            ค่าสินไหมทดแทน มาตรา 438 ของเราเหมือนกับต่างประเทศหรือไม่ ก็ต่างนะครับ เพราะต่างประเทศเป็นในเชิงลงโทษ และเป็นค่าสินไหมทดแทนที่ผู้เสียหายไม่ต้องขอ สิ่งนี้ก็ศึกษาในเรื่อง วิฯ ผู้บริโภคได้

            ข้อที่ห้า อายความ ละเมิดหนึ่งปี ส่วนในมูลสัญญาก็หลากหลาย มาตรา 193/30 ก็คือหนี้

ส่วนใหญ่เกิดจากมูลสัญญา

            ถามว่าถ้าเกิดจากมูลอย่างอื่นหล่ะใช้ได้หรือไม่

            อยุ่ในเซ็ทของสิทธิเรียกร้องที่เป็นหนี้ ลองดูมาตรา 193/9 ลักษณะหก อายุความ สิทธิเรียกร้องใดไม่ใช้ในกำหนดก็ขาดอายุความ ต่อมาเขาก็พูดเรื่องสิทธิแต่ละลาย ก็จะตีความว่าคือหนี้

            193/30 ก็คือหนี้ ก็คืออายุความเสียสิทธิก็คือหนี้  

            คำบรรยายของอาจารย์เสนีย์สิทธิเรียกร้อง ที่ว่าอายุความไปผูกติดกับ สิทธิเรียกร้องแล้วทำไมฟ้องหย่ามีอายุความได้หล่ะ แล้วเราก็เรียนว่าไม่ใช่อายุความ

8738/2550

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 วรรคสอง เป็นกำหนดระยะเวลาให้ใช้สิทธิเรียกร้อง ถ้ามิได้ใช้บังคับภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด สิทธิเรียกร้องนั้นเป็นอันขาดอายุความจึงเป็นเรื่องอายุความฟ้องร้องตามมาตรา 193/9

ปัญหาเรื่องอายุความไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มิได้ยกปัญหานี้ขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในคำให้การ ส่วนจำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ คดีจึงไม่มีประเด็นเรื่องอายุความมาตั้งแต่ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์จะเอาอายุความมาเป็นเหตุยกฟ้องไม่ได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/29

 

             ศาลฏีกาก็พยายามตีเข้ามาหาคำว่าสิทธิเรียกร้องแต่ถามว่ามันใช่หนี้หรือไม่ พอดีมาตรา 1480 บอกอายุความไว้ ถามว่าถ้าไม่มี แล้วจะใช้กับ 193/30 ได้หรือไม่ ไม่แน่อาจจะไม่ได้ด้วยนะเพราะว่า มาตรา 193/30 ใช้กับอายุความสิทธิเรียกร้อง  อายุความไม่ใช้กับสิทธิเรียกร้อง

แต่ต้องไม่ใช้กับทรัพย์สิทธินะ

            ดังนั้นถ้านี้ประธานระงับพวกหนี้จำนองพวกนี้ก็จะระงับไปด้วย ถ้ามูลแห่งหนี้ของเงินกู้ หรือค้ำประกัน นั้น ระงับไป หนี้อุปกรณ์ก็จะระงับ การเช็คเรื่องมูลแห่งหนี้ก็มีปัญหา

            ดูเรื่องจำนองมาตรา 733 ดูนิดหนึ่งนะครับ เพราะว่า 733 มีการเข้าประชุมใหญ่

            932/2550

          การจำนองเป็นสัญญาเอาทรัพย์สินตราไว้เป็นการประกันหนี้โดยมีหนี้ประธานและจำนองอันเป็นอุปกรณ์ของหนี้นั้น ซึ่งอาจแยกออกเป็นคนละส่วนต่างหากจากกันได้ เจ้าหนี้จึงชอบที่จะใช้สิทธิเรียกร้องอย่างหนี้สามัญ คือ บังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินทั่วไปของลูกหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 213 หรือจะบังคับจำนอง คือ ใช้บุริมสิทธิ์บังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองตามมาตรา 728 ก็ได้ ทั้งไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายบังคับว่าในกรณีซึ่งเป็นหนี้จำนองแล้ว ผู้เป็นเจ้าหนี้จะฟ้องร้องบังคับลูกหนี้อย่างหนี้สามัญตามมาตรา 214 ไม่ได้ เป็นแต่เพียงกฎหมายบังคับว่า ในกรณีที่โจทก์ใช้สิทธิบังคับจำนองสิทธิของโจทก์ย่อมตกอยู่ภายใต้บังคับแห่งมาตรา 733 เท่านั้น ประกอบกับมาตรา 733 มิได้บังคับว่าโจทก์มีสิทธิฟ้องบังคับจำนองได้แต่ทางเดียว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินได้ เมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษา โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะบังคับคดีแก่ทรัพย์สินอื่น ๆ ของจำเลยรวมทั้งทรัพย์ที่จำนองได้ มิใช่โจทก์มีสิทธิบังคับคดีได้แต่เฉพาะที่ดินที่จดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้เงินกู้เท่านั้น

 

            คือจำนองนี้มันแบ่งออกเป็นลูกหนี้จำนองตนเอง คือเป็นเจ้าของทรัพย์สิน กับอีกกรณีหนึ่งคือบุคคลภายนอกเป็นเจ้าของมาจำนองทรัพย์สินของลูกหนี้ ถ้ามีการจำนอง ได้เงินจำนวนหนึ่งที่ค้าชำระก็ดีขาดเท่าไหร่ ลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดในเงินนั้น ดังนั้นถ้าตนเองเป็นคนจำนอง ถูกบังคับให้ไปยึดทรัพย์สินบังคับไม่ได้ทั้งๆที่บอกว่าเป็นประกันหนี้ทั้งปวง

            เปลี่ยนใหม่ คือฟ้องลูกหนี้และฟ้องผู้จำนองหากได้เงินไม่พอจะเอากับลูกหนี้ได้หรือไม่ ฟ้องสองคนแล้วนะเป็นจำเลยที่หนึ่งที่สองเพราะต้องการบังคับเอากับทรัพย์สินที่จำนอง ถ้าได้ทั้งหมดก็โชคดีแต่คราวนี้ปรากฏว่าแกได้ไม่หมด

            ยึดได้ไหม ยึดไม่ได้ ก็ไปเข้ามาตรา 214  เข้า 733ไหม

            มันอยู่ที่เทคนิคการฟ้อง

            ต่อมาดูข้อสังเกต ในเวลาตอนฟ้องเรื่องหนี้ที่เกิดจากละเมิด ตัวหนี้ ละเมิดนั้น มันเกิดขึ้นพร้อมกับการทำละเมิด
            สัญญากู้ไม่ชำระหนี้ตามสัญญากู้มัน ไม่ใช่ผิดสัญญาไม่เป็นละเมิด อันนี้ออกข้อสอบข้อเขียนสนามจิ๋ว

            จะเห็นได้อย่างหนึ่งคือไม่ชำระหนี้เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายหรือไม่ผิดสัญญาเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

            ผิดสัญญาเป็นเรื่องเอาสัญญามาอ้าง อันนี้คู่กรณีนะครับ คู่กรณีในสั่ญญามาอ้าง ว่าเป็นละเมิดไม่ได้ แต่จะไปกล่าวหาว่าคนนอกมาทำละเมิดได้

            ตัวอย่างเช่นโรงละคร นักร้องโอเปร่าเรียกลูกค้าให้ดี โรงละครอีกโรงก็มาดึงตัวไป เพราะฉะนั้นก็ฟ้องหนี้ไม่ได้ ก็ฟ้องเป็นการกระทำละเมิด

            ทีนี้ต่อมาเราผ่านเรื่องของ ความสัมพันธ์ระหว่างละเมิดกับทรัพยสิทธิในแง่ของเรื่องทรัพย์สิทธิ ความสัมพันธ์ยังมีอีก ถ้าเราฟ้องในมาตรา 1336 ไม่ได้เรื่องค่าสินไหมทดแทน ดังนั้นเวลาเราฟ้องเราต้องอ้างกรรมสิทธิ์ตั้งเป็นสิทธิเฉยๆแล้วนำเรื่องละเมิดมาใช้ในการเรียกค่าสินไหมทดแทน การฝ่าฝืน มาตรา 1336 เป็นละเมิด แล้วการฝ่าฝืนสิทธิรับน้ำต่างๆ

            ก็มีเรื่องบุตรโจทก์ไปเล่นน้ำ ในสระน้ำแล้วตาย ถ้าฟ้องแทนบุตรก็คือสัญญา ก็นึกถึงว่าสัญญาทำกับใคร พ่อหรือว่าบุตร

            เราก็ดูว่าสระว่ายน้ำทำละเมิดอะไรไม่ได้มีการกระทำอะไรเลย เด็กจมน้ำตาย เราก็คิดเลยว่าไม่ทำเหรอ การไม่ทำก็คือการละเว้น หรือ งดเว้นการกระทำได้

            เอารถไปจอด ห้างฯก็เป็นการประมาทเลินเล่อทำให้รถหาย ก็หามูลหนี้ ให้ต้องรับผิด ก็ได้จากมูลละเมิด

            ก็ต้องหาสิทธิ สิทธิทั้งหลายต้องมีวัตถุแห่งสิทธิ มีผู้ทรงสิทธิ วัตถุแห่งสิทธิ

            หนี้กระทำการมีสามอย่าง คือ กระทำการ งดเว้นกระทำการ และส่งมอบทรัพย์สิน

            ถ้าเป็นสังหามองไม่ค่อยมีประเด็น แต่อสังฯมันต้องจดทะเบียน ดังนั้นเวลายึดทรัพย์

            วัตถุแห่งหนี้ต้องมีคำขอท้ายฟ้อง ระบุวัตถุแห่งหนี้ธรรมดากลายเป็นว่าในตอนฟ้องต้องระบุให้ตรงกับหนี้เป็นรายกรณี เหตุที่ต้องให้ตรง

            วิธีการบังคับคดีเกิดนอกวัตถุแห่งหนี้แล้ว  มี 3อย่าง ทรัพย์ไม่ใช่วัตถุแห่งหนี้ ทรัพย์ไม่ใช่วัตถุแห่งสิทธิในหนี้ ทรัพยสิทธิในตัวทรัพย์นั้นต่างหากคือฐานแห่งสิทธิ ในหนี้นั้นหนี้ใดที่มีทรัพย์เข้ามาเกี่ยวข้องทรัพย์นั้นไม่มีก็ได้

            แม้มีทรัพย์มาเกี่ยวข้อง ยกตัวอย่างทรัพย์สินที่มีการขายฝาก พอเอาไปขายฝากกรรมสิทธิ์ในบ้านหลังนั้นก็ตกแก่ผู้รับซื้อ ต่อมารือ้เรือนไปสร้างเป็นกรรมสิทธิ์ใหม่ก็กลายเป็นบ้านหลังใหม่ผุ้ซื้อฝากไม่อาจฟ้อง คืนได้มันเปลี่ยนไปแล้วแต่พูดถึงมีหนี้อยู่ไหม ก็ยังมีหนี้อยู่เมื่อฟ้องคืนไม่ได้ก็ต้องฟ้องให้ใช้ราคา

            ก็มีเรื่องฏีกา เอสโอเอส รูปเรื่องคือมีคนหัวใสเปิดบริการ รับแจ้งสัญญาเตือนภัยไปโรงพักกรณีเกิดเหตุร้าย หนี้ของเขาคืออะไร วัตถุแห่งหนี้คืออะไร ทางฝ่ายผู้ใช้บริการคือจ่ายเงินพันกว่าบาท ทางฝ่ายผู้ให้บริการ ก็คือการแจ้งสัญญาณไปโรงพักเมื่อกรณีเกิดเหตุร้าย ก็ถูกปล้นไป ทางธนาคารก็ฟ้องละเมิด  ตามจริงตั้งได้คือประมาทเลินเล่อทำให้เสียหาย แต่คดีนี้ไม่ตั้งมูลละเมิดไปตั้งมูลสัญญา แล้วฟ้องเงินสี่ล้านที่ถูกปล้น สัญญานี้ไม่ได้มีหนี้ในการรับผิดในเงินหาย หนี้ของเขามีเพียงคือรับผิดใน การส่งสัญญาณ

            ตัวอย่างนี้คือเรื่องวัตถุแห่งหนี้ บริษัทประกันภัยมาฟ้อง โดยใช้สิทธิไล่เบี้ย จากธนาคารมา

            การทำให้เป็นทรัพย์เฉพาะสิ่งเสียก่อน

            ชั่วโมงที่5 . (23/06/09)

            เราจะมาต่อที่มาตรา 196 197 ก็ยังอยู่ที่เรื่องของวัตถุแห่งหนี้ ทรัพย์ที่เป็นเงินตรา ก็เป็นเรื่องของหนี้เงิน

            ความหมายของหนี้เงินก็คือหนี้ที่ต้องชำระด้วยเงิน อันนี้จะต้องดูนิดหนึ่งคือชำระด้วยเงินโดยเป็นตัวหนี้นั้นเอง เช่น ยืม ต้องคืนเงิน ซื้อขายต้องใช้ราคา ตั๋วเงินได้รับชำระเงิน เงินพวกนี้เป็นตัวหนี้โดยแท้ อีกพวกหนึ่งคือเงินที่เป็นมาตรการเยียวยา ที่เราเรียกว่าค่าสินไหมทดแทน อันเกิดจากละเมิดหรือการไม่ชำระหนี้ และยังมีค่าสินไหมทดแทนจากการกระทำผิดผิดของอีกฝ่าย มีปํญหาว่า ใช้กับหนี้เงินที่เป็นการใช้ราคาได้หรือไม่ คืนไม่ได้ให้ใช้ราคา พวกนี้เป็นหนี้เงินทั้งหมด ทีนี้เมื่อเป็นหนี้เงินแล้ว เราจะเก็บไว้ก่อน เพราะบางมาตราไม่ใช้กับหนี้เงินที่เป็นทรัพย์สิน เช่นมาตรา 214

            ผิดนัดในหนี้เงินแท้หรือหนี้เงินที่ไม่ใช่ค่าสินไหมทดแทน หรือเป็นหนี้ที่เป็นเบี้ยปรับที่ไม่ใช่เงิน นักกฎหมายจะมีการคิดของคำว่าหนี้เงิน ว่าแบ่งออกเป็นอย่างไรมีที่มาอย่างไร มาตรา 196 ได้บอกว่าหนี้เงินถ้าเป็นเงินตราต่างประเทศจะใช้เป็นเงินไทยก็ได้

            เพราะฉะนั้นในเรื่องของหนี้เงินจะมีปัญหาอะไร ในบทเรียนเรื่องวัตถุแห่งหนี้นี้

มีอยู่สี่ประการที่ต้องพูดว่าเป็นขอบเขตของวัตถุแห่งหนี้ เพราะมองในแง่นี้ ไม่ใช่มองในแง่ดอกเบี้ย เช่นมาตรา 224 ก็มีสี่ปัญหา

ปัญหาแรกได้พูดไปแล้วมาตรา 196

สอง หนี้เงินที่แสดงไว้เป็นเงินตราต่างประเทศ

สาม อัตราแลกเปลี่ยน

สี่ เงินเลิกใช้ไปแล้ว

            หนึ่งต่างกับสองตรงที่หนึ่งแสดงไว้ไม่ได้ระบุไว้ชัดแจ้งว่าต้องใช้ด้วยเงินตราต่างประเทศเท่านั้น การระบุไว้ก็คือการเป็นหนี้เงินที่เกิดจากอะไร ต้องเป็นหนี้เงินที่เกิดจากมูลสัญญา เช่นซื้อขายเป็นต้น แล้วระบุว่าให้ซื้อขายกันด้วยเงิน เยน สกุลเงินของญี่ปุ่น ก็ต้องจ่ายกันตามที่ตกลงไว้ จะใช้เป็นเงินบาทไม่ได้

            ส่วนอันที่สองหนี้เงินที่แสดงไว้เป็นเงินตราต่างประเทศ แสดงไว้นะครับไม่ได้ระบุนะครับ เช่นป้ายขายของที่พารากอน ก็กำหนดไว้เป็น สองยูเอสดอลล่าร์ เราจะไปซื้อจะใช้เป็นเงินบาทได้หรือไม่ ก็ตอบว่าได้ แล้วเป็นหนี้ที่เกิดจากสัญญาหรือไม่ หรือเป็นหนี้เงินแท้ หรือเป็นหนี้ค่าสินไหมทดแทน กรณีหนี้ค่าสินไหมทดแทนก็สามารถกำหนดได้นะครับ เช่นหากมีค่าเสียหาย ให้ชดใช้ สิบดอลล่าห์ ก็นำมาใช้กับเบี้ยปรับได้

            หนี้ละเมิดตกลงล่วงหน้าได้

            ในกรณีที่ต้องไปใช้ในเงินตราต่างประเทศหรือเงินไทยก็มีปัญหาในแง่ของอัตราแลกเปลี่ยน ไม่เท่ากัน

            กฎหมายเลยวางหลักว่าให้ใช้สถานที่และเวลาที่ใช้เงินอัตราแลกเปลี่ยน ใช้เงินก็ใช้เงินจริง ทำอย่างไรที่ต้องยึดตรงนี้ สถานที่ในประเทศ ก็ ณ สถานที่คืน ส่วนเวลาก็ ณ เวลาที่ใช้เงินจริง ก็เป็นหนี้ที่คุณไปซื้อด้วยเงินสด แต่เวลาไปซื้อเงินเชื่อ เป็นเวลาในอนาคต ชำระเงินเมื่อไหร่ ก็คิดในอัตรานั้น ถ้าเป็นคดีสู้ศาลก็เป็นเวลาที่มีการใช้เงินตามคำพิพากษา

            ในตอนที่จะจ่ายเงินหรือบัญชี ในกรณีอย่างนี้ก็เกิดมีปัญหาขึ้นมาอัตรานี้มันมีอยู่สองอัตรา คืออัตราเสรีกับอัตราของตลาดมืด ขณะนี้ใช้เรตของอัตราแห่งประเทศ ไม่ใช่ตลาดเยาวราช

            ก็เกิดมีปัญหาขึ้นมาในกรณีที่เป็นหนี้ตามคำพิพากษา ในกรณีที่เป็นการฟ้องคดี ปัญหาก็เป็นเรื่องเวลา ในกรณีที่เป็นกรณีสู่ศาลอันแรกสุดถามว่า การฟ้อง ให้เป็นเงินต่างประเทศได้หรือไม่ แม้ตัวบทมาตรานี้เป็นบทให้สิทธิ อันนี้เป็นสิทธิของลูกหนี้นะครับ ไม่ใช่สิทธิของเจ้าหนี้ ส่วนตัวลูกหนี้ ถ้าประสงค์จ่ายเป็นเงินไทยก็เป็นเรื่องของลูกหนี้

            เพราะฉะนั้นเวลาฟ้องคดีควรฟ้องเป็นเงินตราต่างประเทศจะดีที่สุด

            ถ้าไม่ได้ฟ้องเป็นเงินตราต่างประเทศจะทำอย่างไร ก็ตอน ส่งหนังสือทวงถาม ก็ควรมีการแจ้งให้ทราบ ซึ่งขณะส่งหนังสือทวงถาม ก็อัตรา หนึ่ง เวลายื่นฟ้องก็อัตราหนึ่ง ตรงนี้ปกติแล้ว จะทำเพื่อประโยชน์ในการคำนวณค่าขึ้นศาล แต่หากไม่ฟ้องเป็นเงินตราต่างประเทศ ก็ฟ้องเป็นเงินไทยเจ้าหน้าที่ก็จะคำนวณให้ คำขอท้ายฟ้องก็จะถูกล็อคด้วยทุนทรัพย์ พวกนี้จะเสียเปรียบดังนั้นศาลพิพากษาก็จะพิพากษาให้ไม่เกินคำขอ เพราะหากในวันพิพากษาเรตสูงกว่า ยื่นฟ้อง ก็จะได้เพียงเท่าที่ยื่นฟ้อง

            อย่างนี้เจ้าหนี้ก็ค่อนข้างเสียเปรียบ เนื่องจากกระบวนพิจารณา ผลสุดท้ายคนที่ไประบุก็เลยไม่มี ก็มีข้อแนะนำให้เขียนว่า ให้ใช้อัตราในวันที่ชำระหนี้

            อัตราแลกเปลี่ยน ถ้าปลอดภัยที่สุดก็คือฟ้องเป็นเงินตราต่างประเทศไว้ก่อน ในตัวคำฟ้องก็บอกว่าทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการคำนวณค่าขึ้นศาล เพื่อป้องกันการพิพากษาไม่เกินคำขอ

            ต่อมาเกิดมีปัญหาขึ้นมาคืออัตราแรกเปลี่ยน มีหลายทอดได้หรือไม่ เงินกีบ กลายเป็นเงินเยน ก่อนเป็นเงินไทย ปัญหาคือเงินตราที่เป็นอัตราต่างประเทศนั้นก็ยังมีฏีกาเหลือๆอยู่

            คือตอนต้องคำพิพากษา เป็น ฟรัง ฝรั่งเศส พอเป็นเงินฟรัง เลิกใช้ กลายเป็น อียูแล้ว ในการพิพากษา ศาลฏีกาก็พิพากษา เทียบ ฟรังเป็นยูโร ก่อน แล้วค่อยเทียบเป็นเงินไทย การที่ศาลพิพากษากำหนดอัตราแน่นอน เพื่อไม่ให้เกิดการโต้เถียงในการบังคับคดี แต่ปัจจุบันไม่นิยมป้องกันแบบนั้น

            ในการฟ้องพยานต้องเบิกความหรือไม่ ว่าในขณะที่ฟ้องใช้อัตราเท่าไหร่ และวันใช้เงินน่าจะมีอัตราเท่าไหร่ เพราะหากไม่เบิกจะเป็นการที่อัตราแลกเปลี่ยนอยู่นอกคำพิพากษาหรือไม่ เงินบาทยังไงก็ต้องสืบพยาน ว่า บาทที่ขอมาเป็นบาท ณ จุดใด ถ้าเก่งมากขึ้นก็สืบเพิ่มว่า ถ้าสืบได้เป็นเงินบาทมากขึ้นแล้ว ก็ให้ใช้เป็นเงินบาทที่ใช้เงิน มากที่สุด

            ถ้าคดีของเขาดำเนินการมาหลายปี ในวันที่ใกล้ๆวันตัดสินกรุณาสืบพยานเพิ่มเติมด้วยว่าอัตรามันเพิ่มไปเท่าไหร่แล้วเพื่อให้ศาลใช้ดุลพินิจ

            ประเด็นต่อไปการเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากอัตราแลกเปลี่ยน เรากำหนดราคาไป เรามีหนี้ต้องจ่ายเท่าไหร่ เราขายสินค้าให้ต่างประเทศเรามีเงินที่จะได้เท่าไหร่ มันเป็นความเสี่ยงในอนาคต จำเป็นต้องมาตกลงกันว่าใครรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดจากการแลกเปลี่ยน ทางการค้าก็นิยมนำอัตราแลกเปลี่ยนไปประกันภัย

            ต่อมาคือหนี้เงินที่เป็นเงินตราที่เลิกใช้แล้ว 568/2548

แม้คดีนี้จะมีการสืบพยานบุคคลของโจทก์และจำเลยเพียงฝ่ายละ 1 ปาก แต่จำเลยได้ฟ้องแย้งไว้ด้วย คดีมีทุนทรัพย์ตามคำฟ้องจำนวน 1,883,931.97 บาท และทุนทรัพย์ตามคำฟ้องแย้งจำนวน 994,076.66 บาท ศาลมีอำนาจกำหนดค่าทนายความตามอัตราค่าทนายความตามตาราง 6 ท้าย ป.วิ.พ. ขั้นสูงร้อยละ 5 ของทุนทรัพย์ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดค่าทนายความจำนวน 40,000 บาท นั้น ไม่ถือว่าสูงเกินไป

โจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยชำระหนี้เป็นเงินต่างประเทศ ซึ่งหากจำเลยจะชำระหนี้เป็นเงินไทยก็ได้ แต่การเปลี่ยนเงินต้องใช้อัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่และเวลาใช้เงินตาม ป.พ.พ. มาตรา 196 วรรคสอง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษากำหนดให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนในวันฟ้องเท่ากับการพิพากษานอกเหนือหรือเกินไปกว่าคำฟ้องจึงไม่ชอบ และเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน

หนี้เงินต่างประเทศสกุลฟรังก์ฝรั่งเคสที่โจทก์ขอให้บังคับจำเลยชำระแก่โจทก์ตามคำฟ้องเป็นเงินตราของประเทศสาธารณรัฐฝรั่งเศส ซึ่งอยู่ในทวีปยุโรปที่มีการจัดตั้งสหภาพยุโรป ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงสกุลเงินที่ใช้ในประเทศดังกล่าวจึงเห็นสมควรกำหนดวิธีการคิดคำนวณมูลค่าเงินไว้เพื่อความสะดวกในการบังคับคดีด้วย

หากในเวลาใช้เงินจริงนั้นเงินฟรังก์ฝรั่งเคสเป็นเงินตราชนิดที่ยกเลิกไม่ใช้กันแล้ว ให้จำเลยชำระหนี้ด้วยเงินสกุลที่ใช้แทนเงินฟรังก์ฝรั่งเคสที่มีมูลค่าเท่ากับจำนวนหนี้ต้นเงินฟรังก์ฝรั่งเศสพร้อมดอกเบี้ยดังกล่าวข้างต้นโดยคิดดอกเบี้ยถึงวันก่อนวันคำนวณเปลี่ยนจำนวนหนี้เงินฟรังก์ฝรั่งเศสเป็นเงินสกุลที่ใช้แทน ทั้งนี้ โดยการคำนวณเปลี่ยนจำนวนหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยที่เป็นเงินฟรังก์ฝรั่งเศสเป็นเงินสกุลที่ใช้แทนนั้นให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ วันสุดท้ายที่มีอัตราแลกเปลี่ยนเงินฟรังก์ฝรั่งเศสเป็นเงินสกุลที่ใช้แทนที่สามารถแลกเปลี่ยนได้ในขณะหรือก่อนเวลาใช้เงินจริง และคิดดอกเบี้ยของต้นเงินที่เปลี่ยนเป็นเงินสกุลที่ใช้แทนนั้นนับแต่วันเปลี่ยนเงินดังกล่าวจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์

 

            หนี้เงินที่เป็นเงินตราเลิกใช้แล้วมาตรา 197  ถ้าหนี้เงินจะพึงส่งใช้ด้วยเงินตราชนิดหนึ่งชนิดใดโดยเฉพาะ อันเป็นชนิดที่ยกเลิกไม่ใช้กันแล้วในเวลาที่จะต้องส่งเงินใช้หนี้นั้นไซร้ การส่งใช้เงินท่านให้ถือเสมือนหนึ่งว่ามิได้ระบุไว้ให้ใช้เป็นเงินตราชนิดนั้น

            หลักการจำไว้ก่อนว่าการระบุไว้ให้ใช้เงินตรา ชนิดใด หากชนิดนั้นเลิกใช้แล้วหนี้ก็ไม่ระงับ ส่วนใหญ่เวลายกเลิก ก็มักกำหนดว่าใช้เป็นเงินสกุลใดทดแทน

            การใช้เงินชนิดใดต้องมีความรู้นิดหนึ่งเวลาใช้เงินมีเรื่องของธนบัตรกับเหรียญ เราเป็นหนี้เงิน จะใช้ธนบัตรหรือเหรียญไปชำระก็ได้เขาไม่อาจปฏิเสธได้

            ไม่เหมือนกับการปฏิเสธ เช็ค หรือบัตรเครดิตร

            หัวข้อต่อไปคือวัตถุแห่งหนี้ที่เลิกได้วัตถุแห่งหนี้มีสามอย่าง ในหนี้ที่เกิดขึ้น ในสามอย่างนั้น ก็มีให้เลือกได้จากหลายๆอย่าง สิทธิในการเลือกจะเป็นของใคร หลักเกณฑ์ หนี้นั้นต้องมีการคำนวณเพื่อการชำระหนี้หลายอย่าง ถ้าอย่างเดียวไม่เข้า มาตรา 198

            หลักเกณฑ์ที่สอง ลูกหนี้ต้องทำการเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง

            ดังนั้นกรณีที่ไม่ใช่ มาตรา 198  /1 คือการชำระหนี้หลายอย่างตามลำดับ หรือ กรณีที่ไม่ชำระหนี้ก็เสียค่าปรับ ก็ไม่ใช่กรณีนี้

            พอมีปัญหาเรื่องการเลือกเมื่อเข้าองค์ฯสองประการแล้ว สิทธิในการเลือกเป็นของใคร ผู้มีสิทธิเลือก สิทธิในการเลือก ก็จะมี

1.      ลูกหนี้เป็นผู้เลือก

2.      ถ้าตกลงก็ให้เจ้าหนี้เป็นผู้เลือก

3.      ถ้าตกลงไว้ก็ให้บุคคลภายนอกเป็นผู้เลือก

ใฃ้การแสดงเจตนาไม่จำเป็นต้องทำเป็นหนังสือ มาตรา 201 วรรค 1 พอแสดงเจตนาไปลุกหนี้ ไม่ใช่เป็นการเลือก แล้ว

เวลาปฏิบัติจริงๆมันอาจไม่ได้ทำโดยคนมีสิทธิเลือกเป็นคนเริ่มเสมอไป สมมุติว่าเราเป็นผุ้มีสิทธิเลือก พอไปเลือกจริงๆแล้วเจ้าหนี้เป็นคนเลือก เวลาค้าขายกัน ต้องการสัตว์เลี้ยง แมวก็ได้ สุนักก็ได้ ไม่ใช่ว่าเจ้าหนี้เป็นตัวเลือกอย่างเดียว ผลสุดท้ายคือลูกหนี้เป็นคนเลือก ก็ถ้าจะเปลี่ยนก็ต้องขอความยินยอมกลับ ถ้าไม่เลือกก็ 321

ดังนั้นถ้าสภาพของปัญหาที่เกิดขึ้นเขาก็ทดสอบเราว่าเข้าใจเรื่องเลือกหรือไม่ ถ้าวิเคราะห์อีกอย่างหนึ่งคือการเลือกยังไม่สำเร็จ  การชำระหนี้คราวนี้จะสำเร็จได้หรือไม่เรื่องนี้สำคัญ ตราบใดที่ยังไม่มีการเลือก ตราบนั้นมีการชำระหนี้ไมได้ มาตรา 199 วรรค สอง บอกว่าผลของการเลือก อย่างนั้นอย่างเดียวเป็นการกำหนดให้กระทำแต่ต้นเงิน บังคับเลยว่าการชำระหนี้เท่านั้นที่ทำได้ โดยกำหนดให้กระทำมาแต่ต้น

            ทำไมมาตรา นี้จึงพูดอย่างนี้ก็เพราะว่าวัตถุแห่งหนี้ต้องมีแต่เมื่อเป็นวัตถุแห่งหนี้ที่เลือกได้ ก็ต้องมีการรับรองว่าเป็นวัตถุแห่งหนี้มาตั้งแต่ต้น ตราบใดที่ยังไม่มีการเลือกไม่มีการชำระหนี้ได้

            ก็มีปัญหาข้อที่สี่ กำหนดเวลาที่ต้องเลือก

            ก็แบ่งเป็นการเลือกที่มีกำหนดเวลากับ การเลือกที่ไม่มีกำหนดเวลา ( ไม่ต้องเป็นกำหนดเวลาตามปฏิทินก็ได้ )

            ถ้าไม่มีกำหนดเวลา คนไม่มีสิทธิเลือก ก็กำหนดภายในกำหนดเวลาสมควรก่อน

และต้องตัวหนี้ต้องถึงกำหนดแล้ว

            กลายเป็นพ้นวิสัยภายหลังกับการเป็นพ้นวิสัยตั้งแต่ต้น ถ้าเราคิดถึงผลแห่งหนี้กับสัญญา ถ้าพ้นวิสัยทั้งหมด มันจะเข้ามาตรา 150 คือการชำระหนี้ที่มีวัตถุประสงค์เป็นพ้นวิสัยก็ไม่มีหนี้เลย ไม่มีปัญหาเรื่องการชำระหนี้ ที่เราพูดถึงนี่คือปัญหาของการชำระหนี้ เพราะจะว่าไปกฎหมายลักษณะหนี้ก็คือกฎหมายว่าด้วยการชำระหนี้ ถ้าไม่มีหนี้ก็พ้นวิสัยมาแต่ต้นทั้งหมด แสดงว่าพ้นวิสัยมาแต่ต้นหมายความว่าไม่ใช่การพ้นวิสัยทั้งหมด

            ทีนี้ถ้าไม่ใช่การพ้นวิสัยทั้งหมดมาแต่ต้น หมายความว่าตั้งแต่ต้นนี้มีการพ้นวิสัยบางส่วนเข้ามา ตอนแรกยังไม่รู้ว่าสุนักตายแล้ว อย่างนี้ไม่เป็นโมฆะ ก็ยังใช้ได้อยู่ เรื่องการเลือก ก็ต้องใช้มาตรา นี้ คง เลือก แต่สิ่งที่ยังมีอยู่ หรือสิ่งที่มีอยู้มีอันเดียวก็ไม่ต้องเลือก

            แต่ถ้าเป็นการพ้นวิสัยในภายหลังก็คล้าย 217-19

            หมายความว่าเวลากลายเป็นพ้นวิสัยเราจะตื้อ เลือกของที่พ้นวิสัยได้หรือไม่ เขาก็บอกว่าเราจะเลือกก็ได้ถ้าเป็นการพ้นวิสัยโดยการแกล้ง เช่น ฆ่าแมว อยากให้เราเลือกสุนัก ต้องสมมุติว่ามีแมว ผมก็เลยเลือกแมว พอพ้นวิสัย คุณก็ต้องชดใช้ค่าเสียหาย

            พอมาตรา 202 เป็นวัตถุแห่งหนี้จำเดิมก็มีปัญหาเรื่อง 218 219 เข้ามาได้

            กรณีเป็นหนี้ตามคำพิพากษา หากไม่ชำระให้อย่างนั้น หากไม่ชำระให้อย่างนี้ก็เลือกได้หมดมันก็จะไม่เข้า

            เราคงตีความกันเรื่องการแสดงเจตนากับการแจ้งความ จริงๆแล้วการแจ้งความก็คือการแสดงเจตนาเหมือนกัน การเลือกอีกอย่างหนึ่งคือการเลือกโดยอัตโนมัติ

            ต่อไปเรื่องผลแห่งหนี้ ในหมวดสอง แบ่งเป็นหกส่วน

            ก็มีสิทธิสถาพบุคคล สิทธิทรัพย์สิน สิทธิที่เป็นหนี้ มีลักษณะอย่างไร ก็เป็นความผูพันธ์ระหว่างคนสองฝ่าย อันมีหนี้เป็นการกระทำการหรือส่งมอบทรัพย์สิน

            ต้องมีตัวทรัพย์จะเกิดสิทธิถ้าไม่มีทรัพย์ก็ไม่เกิดสิทธิ

            มีฏีกาปี 51 ดีอยู่ฏีกาหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับเรื่องทรัพย์ 

ก็มีการให้ นาย ข มีสิทธิอาศัย ในบ้านของตน สิทธิอาศัยนี้ไม่มีกำหนดเวลา และก็ไม่ได้จดทะเบียน ต่อมานาย ข รื้อบ้านแล้วก็ปลูกลงไปใหม่โดยซื้อเพิ่มหรืออะไรก็แล้วแต่ นะครับ พอเสร็จแล้วแกสร้างบ้านไป แกก็อยู่ต่อ

            สิทธิอาศัยที่ดินไม่มี ในปัจจุบันนี้แล้วนะครับ แต่ในโบราณมีทั้งอาศัยบ้านและที่ดิน คือมีทั้งคู่

            ถามว่าแกมีสิทธิเหนือพื้นดินไหม ก็ไม่มีสิทธิอาศัยมีได้แต่บ้าน โรงเรือนเท่านั้น การที่นาย ข รื้อบ้านออกไปจึงทำให้สิทธิอาศัยระงับ อันนี้ประเด็นที่สองแล้วนะครับ

            ต่อมาแกสร้างบ้านลงไปใหม่ ถามว่าบ้านเป็นของแกหรือเป็นของผู้อาศัย

            การฟ้องให้ขับไล่ในบ้านกับที่ดิน นั้น ก็คือเขาต้องออกไป คดีนี้ศาลฏีกาตีความว่าประสงค์เอาบ้านไว้ ต้องจ่ายค่าที่ดินที่เพิ่ม ไม่มีสิทธิอาศัย เพราะถ้าออกโดยอ้างว่า ไม่มีสิทธิอาศัยไม่ได้ เมื่อสักครู่มีเรื่องของหนี้ สิทธิอาศัยที่ไม่จดทะเบียน

            ก็เป็นฏีกาที่ดี ผลที่บอกไว้ ใน หก ประการเป็นผลของการชำระหนี้ทั้งหมดหรือเป่า

            ในนี้มีผลอยู่นิดหนึ่ง คือกลุ่มที่เจ้าหนี้มีสิทธิให้ชำระหนี้ 213 -214

            ผลของการเรียกค่าเสียหายได้ ผลประการที่สามคือเจ้าหนี้ได้รับการคุ้มครองให้ชำระหนี้ แสดงว่า ผลของตัวนี้เป็นผลที่ดีกว่าทรัพยสิทธิ คุ้มครองด้วย

            เราเรียนมาแล้วเราก็จะได้รู้ว่า ผลตามกฎหมายลักษณะหนี้ หนี้ก่อให้เกิดผลตามลักษณะหนี้

            ถ้าไม่มีมูลแห่งหนี้ก็จะไม่มีผลอันนี้ ดังที่ได้ยกตัวอย่างในชั่วโมงแรกๆแล้ว คือถ้าไม่ใช่หนี้ ก็เพิกถอนการฉ้อฉลไม่ได้

            ในนี้ มีผลที่ ไม่ใช่เกิดจากการที่ลูกหนี้ไม่ชำระหนี้อยู่ประการหนึ่งคือการชำระหนี้เป็นพ้นวิสัย การชำระหนี้ที่เราถือว่าเป็นการไม่ชำระหนี้นั้น ต้องอยู่ในวิสัยที่จะชำระได้หมายความว่าถ้าการชำระหนี้เป็นพ้นวิสัยเราก็จะไปกล่าวหาเขาไมได้

            ผลการพ้นวิสัยมันก็มีขีดของมัน เป็นการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเกิดจากความผิดของคุณ เราอย่าไปคิดว่าเป็นการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแบบแคบ หนี้ก็มี

            อย่าคิดแคบมันเกิดจากอะไรได้อีกเยอะ ทั้งที่เลิกสัญญาไปแล้ว ผลของการเลิกสัญญามันเขียนไว้แล้ว ทั้งนี้ยังมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทน ผลแห่งหนี้ในนี้ก็จะเป็นแบบนี้ ผลตัวหนึ่งแปลกมาก คือเรื่องของการรับช่วงสิทธิเกิดจากการชำระหนี้ ไม่ใช่เกิดจากการไม่ชำระหนี้ ดังนั้นเรื่องของการรับช่วงสิทธิน่าจะไปอยู่ในเรื่องของการไม่ชำระหนี้

            อันนี้ก็คือภาพรวมของมัน ซึ่งอันนี้เวลาเราคิดก็คือคิดในแง่ว่ามูลแห่งหนี้การนี้ใช่ผลองมันหรือไม่ หรือเกิดจากผลแห่งมูลสัญญา

            หัวข้อแรกที่เราจะพูดถึงคือการไม่ชำระหนี้ อันนี้ก็จะชี้ให้ดูนิดหนึ่งเพื่อจะได้ทราบทั้งระบบ ฐานะของบุคคลเมื่อเป็นบุคคลขึ้นมาย่อมมีสิทธิในสภาพบุคคล

            ทีนี้คน ฐานะของบุคคลมันขาดตัวนี้ไม่ได้หรอกครับเพราะคนต้องมีหนี้ ก็เกิดฐานะ บุคคลที่เป็นลูกหนี้ ดูแค่นี้ว่าโดนอะไรบ้าง ถ้าจำหน่ายจ่ายโอนทำให้เจ้าหนี้เสียเปรียบก็โดนได้ กระเถิบมานิดหนึ่ง หากเป็นลูกหนี้ที่ไม่ชำระหนี้ ก็โดนอีก

            ดูศัพท์ตัวที่หนึ่งก็คือลูกหนี้ ตัวที่สอง ก็คือลูกหนี้ที่ไม่ชำระหนี้ ฐานะที่สามก็คือลูกหนี้ที่ผิดนัด

            อันที่สี่ เป็นลูกหนี้ที่มีหนี้สินล้มพ้นตัว เป็นลูกหนี้ที่ตามคำพิพากษา แย่เลย จะถูกบังคับคดีได้ ยึดทรัพย์ได้

            อันที่หก เป็นลูกหนี้ที่อยู่ในเรื่องบุคคล มองภาพให้ออก อันแรกก่อน ข้อที่พูดอยู่ในฐานะที่เป็นลูกหนี้ก็ดูไม่ยาก หามูลแห่งหนี้ให้เจอ ทีนี้เป็นลูกหนี้ที่ไม่ชำระหนี้ต้องมีลํกษณะอย่างไร หนึ่งต้องมีหนี้ ถ้าไม่มีหนี้ก็มาใช้บทบัญญัติบังคับให้ชำระหนี้ไมได้ สองคือต้องมีมูลแห่งหนี้อย่างใดอย่างหนึ่ง คือมีความผูกพันที่เป็นหนี้

            ประการที่สามเป็นหนี้ที่บังคับได้ตามศาล มีหลายคนที่ไม่ได้ชำระหนี้ ลูกหนี้ต้องละเลยที่ไม่ชำระหนี้ ถ้าหนี้มีกำหนดเวลาไม่ว่าปีปฎิทินหรือไม่

            หรือเป็นอันค้าง ถึงกำหนดชำระหนี้ หนี้ที่มีกำหนดเวลา

 203 กำหนดเวลาชำระหนี้ นี่เป็นอีกสถานะหนึ่ง แต่ฐานะของการไม่ชำระหนี้ ก็คือมาตรา 203 เมื่อหนี้นั้นเป็นอันค้าง คุณถูกฟ้องได้

            ตรงจุดนี้ถ้าดูจากคำพิพากษาฏีกาหัวข้อ 203 หมายถึงการไม่ชำระหนี้ดังนั้นแตกต่างจากการผิดนัด เพราะการผิดนัดยิ่งกว่าการไม่ชำระหนี้ ถ้าเกิดภาวะนี้ ซึ่งการผิดนัดต้องดูตามตัวบท ตัวบทที่ใดใช้คำว่าไม่ชำระหนี้จะเอาคำว่าผิดนัดไปแทนไม่ได้ แต่ถามว่าการผิดนัดไม่ชำระหนี้ใช่หรือไม่ ก็ใช่ คนที่ไม่ขำระหนี้อาจจะไม่ผิดนัดก็ได้

            ตัวบทที่ใช้ 378 มัดจำเขาก็ใช้คำว่าผิดนัด เลิกสัญญาสังเกต 387 ใช้คำว่าไม่ชำระหนี้ ไม่ได้ใช้คำว่าลูกหนี้ผิดนัด

            กำหนดเวลาชำระหนี้ มาตรา 203 กับกลายเป็นองค์ประกอบหนึ่งของการผิดนัดเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ ในมาตรา 203 ก็แบ่งออกเป็นหนี้ที่ไม่มีกำหนดเวลากับหนี้ที่มีกำหนดเวลา สังเกตว่าไม่มีคำว่าปฏิทินนะครับ

            ในแง่ของการผิดนัดจะแบ่งเป็น ปฏิทินหรือไม่ตามปฏิทิน ถ้าไม่มีกำหนดเวลา หนี้ถึงกำหนดชำระโดยพลัน ทีนี้หนี้ที่ถึงกำหนดชำระโดยพลันเมื่อลูกหนี้ไม่ฃำระหนี้ลูกหนี้ก็อยู่ในภาวะที่ถุกฟ้องได้ เมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ที่ถึงกำหนดชำระหนี้ หนี้นั้นเป็นอันค้าง คือหนี้ที่ถึงกำหนดชำระแล้วลูกหนี้ไม่ชำระ ก็เกิดมาปัญหาเกี่ยวกับหนี้แต่ละประเภท หนี้ที่ไม่มีกำหนดเวลาทุกอย่าง ถ้าไม่ชำระ

            แต่ถ้าเป็นหนี้ยืมใช้สิ้นเปลืองจะว่าอย่างไร เขามีสิทธิที่จะใช้ทรัพย์ พอเรายืมปั๊ปเขาเรียกคืนได้ทันทีแต่เราไม่ต้องคืนทันที ก็คือหนี้ไม่ถึงกำหนดชำระโดยพลันเนื่องจากว่าเจ้าหนี้จะเรียกให้ชำระโดยพลันไม่ได้ ฝ่ายลูกหนี้ มีสิทธิที่จะให้คืนทรัพย์ได้ ตามมาตรา 65 2

            มีผลอย่างนั้นการถูกฟ้องให้คืนทรัพย์กรรมสิทธ์โอน เมื่อไม่จำเป็นต้องเป็นทรัพย์อันเดิมก็สามารถหาทรัพย์อันใหม่ได้  พอมาต่อตามคำพิพากษาต่อสู้ว่า ฟ้องทันทีไม่ได้ ไม่มีอำนาจฟ้อง กลับไปตอบมาตรา 203 ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องได้ ตามมาตรา 203 ไม่ตอบ 652 แล้วเป็นเช่นนี้มาตลอด เพราะการฟ้องคดี เมื่อลูกหนี้ เกิดการ ฟ้องคดี เมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้อายุความก็เดินทันที

            ก็มานั่งคิด 203 กับ 252 ทำไมมันเป็นเช่นนั้นตลอดเลย เพราะว่าพุดในประเด็นเดียวคือเรื่องโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ก็ถูกที่ใช้ 203 ถ้าคิดแบบโบราณคือหนี้นั้นเป็นอันค้างเขาฟ้องได้ แต่ 652 น่าจะมีที่ใช้ คือมีอำนาจฟ้องแต่จะเรียกค่าเสียหายที่เกิดจากการส่งล่าฃ้าไม่ได้

                        ทีนี้ถ้าหนี้นั้นมีกำหนดเวลาชำระ อาจตามวันปฏิทินหรือไม่ก็ได้ ต้องถึงกำหนดเวลาชำระแล้วลูกหนี้ไม่ชำระหนี้

            กำหนดเวลานั้นอาจเป็นตามวันปฏิทินก็ได้ เป็นวันที่ก็ได้ เช่นกำหนดว่าต้องใช้เงินคืนในวันที่ .... ก่อนถึงวันนั้นหนี้นั้นยังไม่ถึงกำหนดเวลาชำระ

            กำหนดเวลาชำระก็เช่นตามฤดูกาล เช่นนี้ก็ถือว่ามีกำหนด ตราบใดที่ยังไม่ถึงเวลานั้นจะถือว่าถึงกำหนดไม่ได้ กำหนดเวลานั้นจะโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายก็ได้

            ในเรื่องของตัวที่ซ้อนอยู่คือตัวที่มีกำหนดเวลาชำระหนี้ เช่นของใช้ บริการโทรศัพท์หรือ น้ำประปา การไฟฟ้า ว่าตามจริงแล้วมันน่าจะถึงกำหนดเวลาชำระทันที แต่มันไม่รู้ไงว่าใช้ไปเท่าไหร่ ก็มีการจดมิเตอร์แล้วเก็บเงิน แต่ความจริงแล้วไม่ใช่วันนั้น การเราไปทำสัญญาต้องดูว่าเขากำหนดว่าการใช้จะชำระเมื่อวันที่ 15 แม้เขายังไม่แจ้งตัวเลขก็ถือว่าถึงแล้วให้ใช้ตามมาตรา 15

            เมื่อใช้ปุ๊ปก็เป็น 203 วรรคแรก อันนี้ไม่ใช่หนี้ที่กำหนดแน่นอน บอกตัวเลขแล้วชำระเท่าไหร่ หนี้นั้นถึงกำหนดชำระเมื่อไหร่ จริงๆแล้วใช้ไปก็ถึงแล้วพวกนี้ต้องระมัดระวังและก็ดูสัญญาให้เป็นว่าสัญญามันกำหนดให้ชำระหเมื่อไหร่ ถามว่าอายุความเดินตั้งแต่เมื่อไหร่จริงๆเดินตั้งแต่ต้นแล้วครับ วันนี้พอแค่นี้นะครับ

 

 

ชั่วโมงที่6 . (02/07/09)

            เดือนกันยาทั้งเดือนก็ไม่มีหนี้แล้วนะครับ คราวที่แล้วก็ถึงกำหนดเวลาชำระหนี้ หนี้นั้นเป็นอันค้าง อันนี้ไม่มีคนพูด ไม่พูดกันแล้วเป็นคำพูดสมัยโบราณ

            ก็มีความหมายคือหนี้ถึงกำหนดชำระแล้วไม่ชำระ ก็ตามพลัน หรือ ตามปฏิทินหรือไม่ปฏิทิน

            คือเป็นผู้ไม่ชำระหนี้กับเป็นผู้ผิดนัดตรงนี้ก็จะสับสน ต้องการเอาสถานะตัวใดก็เป็นผู้ไม่ชำระหนี้ แต่หากว่าเป็นหนี้ที่ไม่ใช่ตามปฏิทิน เขาอยู่ในภาวะไม่ชำระหนี้เท่านั้น ลำดับมันจะตามกันไม่ซ้อนกัน

            ต้องดูตัวบท ว่ามาตราใดต้องการลักษณะใด 213 เป็นผู้ไม่ชำระหนี้

214 ต้องการผู้ผิดนัด หรือดูในเอกเทศสัญญาเช่น ในค้ำฯ ผู้ค้ำฯต้องรับผิดเอาอะไรเป็นตัวกำหนดไม่ได้เอาการที่ลูกหนี้ไม่ชำระหนี้มากำหนด  แต่เอาตอนที่ลูกหนี้ผิดนัดต่างหากมากำหนด

            สัญญาในบทบัญญัติเลิกสัญญา 387 386 เอาสถานะลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ไม่ได้เอาสถานะลูกหนี้ผิดนัด

            ไม่ต้องมีคำว่าลูกหนี้ผิดนัด เข้าใจว่าการผิดนัดของลูกหนี้ ถ้าจะให้เข้าใจว่าเจ้าหนี้ผิดนัดต้องเติมเข้าไปให้ครบ การผิดนัดมีความผิด เราเรียนหลักเรื่องความรับผิดแล้วเราก็เรียนว่าการรับผิดต้องมีความผิด ละเมิดต้องมีการจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ผิดนัดต้องมีการผิดเช่นหนี้เงินต้องเสียดอกเบี้ย 217 ผิดนัดแล้วการชำระหนี้เป็นพ้นวิสัยจะทำอย่างไร ก็มีผลผิดนัดไปอีกเยอะมาตราเด่นๆก็เช่น มัดจำใช้ผิดนัดไม่ได้ใช้คำว่าไม่ชำระหนี้ ทีนี้ ค้ำประกันผิดนัดใช้คำว่าผิดนัด

            หุ้นส่วนฯมีใช้คำว่าผิดนัดเมื่อห้างฯผิดนัดหุ้นส่วนต้องรับผิด ถ้าใคร เขาใช้ผิดนัดคุณไปใช้คำว่าไม่ชำระหนี้ก็ผิดไป แล้วเติมนิดหนึ่งคืออยู่ในวิสัยที่ยังชำระหนี้ได้ พูดกลับคือการชำระหนี้เป็นพ้นวิสัยเราจะกล่าวหาว่าลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ไม่ได้

            ผลของการชำระหนี้ที่เป็นพ้นวิสัยก็มีอยู่ด้วย การชำระหนี้ต้องอยุ่ในวิสัยที่ชำระได้แล้วเขาไม่ชำระ ก็เลยเริ่มเขียนขึ้นมา 217 219

            การไม่ชำระหนี้ก็เป็นการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เพราะเป็นมาตรการเยียวยา สังเกตเห้นได้ชัดในแง่ตัวบท

            มีผลยิ่งกว่าไม่ชำระหนี้คืออย่างไรโดยหลักการแล้วการผิดนัดนั้น ต้องมีการเตือน จะมาบอกว่าเมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระแล้วลูกหนี้ไม่ชำระลูกหนี้เป็นผิดนัด ส่วนการไม่ต้องเตือนเป็นข้อยกเว้น เตือนแล้วเขาไม่ชำระหนี้จึงถือว่าผิดนัด เรื่องแรกคือเหตุที่ทำให้ลูกหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัดมีอะไรบ้าง การที่ลูกหนี้ผืดนัดเป็นเรื่องล่าช้าเป้นเรื่องเวลา นั้นเป็นหลักอันหนึ่งของการผิดนัดซึ่งอยู่ในบทเบ็ดเสร็จทั่วไปแต่มีหลักการผิดนัดในเรื่องอื่นอีก

            เช่นการผิดนัดด้วยการละเมิด ปัจจุบันมีการผิดนัดด้วยเหตุอื่นนอกจากเวลาเป็นพฤติการณ์อย่างอื่นเช่นการปรับโครงสร้างหนี้ พอลูกหนี้ได้ปรับโครงสร้างหนี้ก็จะมาพูดว่า โครงสร้างหนี้ที่ตกลงเนี่ย ร้อยล้านเหลือสิบล้านจะเอาอย่างไร ก็จะเขียนต่อมาว่าสิบล้านจะจ่ายอย่างไร

            มีสองตัวนี้เท่านั้นไม่มีตัวอื่น แสดงว่ามาตรา 206 นี้เอามาแทรก

เหตุผิดนัดตามมาตรา 204 หนี้ต้องถึงกำหนดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นหนี้ ปฏิทินหรือไม่ก็ตาม หนี้ที่มีกำหนด กับหนี้ที่ไม่มีกำหนด หนี้ที่ไม่มีกำหนดย่อมถึงภาวะชำระโดยพลันแม้กระทั่งเป็นหนี้คืนทรัพย์ที่ใช้สิ้นเปลือง ประเด็นที่เราพูดถึงมาตรา 652

            ทีนี้เมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระแล้วไม่ใช่หนี้ตามปฏิทิน จะตกเป็นผู้ผิดนัดเพราะเตือนแล้ว องค์คือหนี้ถึงกำหนดชำระ แล้วได้เตือนแล้วไม่ฃำระหนี้ ลูกหนี้ก็ตกเป็นผิดนัดเพราะเขาเตือนแล้ว ตัวบทข้ามตัวที่ว่าถ้าถึงกำหนดเวลาชำระหนี้ แล้วลูกหนี้ไม่ชำระหนี้

            จึงตกเป็นผู้ผิดนัดองค์ประกอบก็เป็นเช่นนี้ เพราะฉะนั้นถ้าหนี้มีกำหนดเวลาชำระจะเป็นเช่นไร ซึ่งมิใช่เวลาตามปฏิทิน เมื่อถึงกำหนดชำระดังกล่าว เช่น สิ้นฤดูทำนา ก่อนสิ้นระยะเวลาดังกล่าวไม่เป็นผู้ที่ต้องชำระหนี้ เพราะต้องผ่านฤดูทำนาไปแล้วลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ ลูกหนี้ต้องเตือน

            จึงจะทำให้เขาเป็นผู้ผิดนัดการเตือนเป็นการให้โอกาสที่หาเตือนแล้วเขาไม่ฃำระหนี้ก็ผืดนีด ถ้าเตือนแล้วชำระหนี้ก็ไม่ตกเป็นผู้ผิดนัดทั้งที่คุณไม่ชำระหนี้

            การเตือนไม่ต้องทำเป็นหนังสือ  เตือนถึงลูกหนี้ ในคัวบทมีข้อหน้าที่คิดที่ว่าลูกหนี้ไม่ชำระหนี้แล้วจึงเตือนจึงตกเป็นผู้ผิดนัด หนี้โดยพลันไม่ค่อยมีปัญหาอะไร

            การเตือนต้องเตือนหลังจากหนี้ถึงกำหนดชำระ การเตือนล่วงหน้าไม่มีผลอะไร เป็นการเตือนตามกฎหมาย

            เตือนต้องมีกำหนดเวลาพอสมควร การเตือนเป็นจุดเวลาสำคัญ

            การเตือนคือเป็นการต้องการให้แน่นอน ว่าให้ชำระหนี้

            ประเภทแรกคือประเภทที่เตือน ก็เป็นหนี้ที่ไม่มีกำหนดตามปฏิทิน ถ้าเป็นหนี้ตามกำหนดเวลาปฏิทินตกเป็นผู้ผิดนัดโดยไม่ต้องเตือน

            เกิดมีปํญหาขึ้นมาคือว่าหนี้ที่ถึงกำหนดชำระไม่ว่าโดยพลันหรือตามปฏิทิน การฟ้องคดีไม่ต้องมีหนังสือทวงถาม แต่ที่มีหนังสือทวงถามเพื่ออะไรเพราะอย่างได้ดอกเบี้ยก่อนฟ้อง จึงมีหนังสือทวงถาม

            ก็มีปัญหาว่าการฟ้องคดีโดยไม่มีหนังสือทวงถาม มีสิทธิได้ดอกเบี้ยหรือไม่ การฟ้องคดีก็เท่ากับทวง ดังนั้นมีสิทธิได้ดอกเบี้ยตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไป

            กู้ยืมไม่มีกำหนดเวลาค้ำฯเงินกู้ที่ไม่มีกำหนดเวลา ฟ้องลูกหนี้ชั้นต้นและฟ้องผู้ค้ำประกันไปด้วยกัน ถามว่าฟ้องได้หรือไม่เท่ากับไม่ผิดนัดฟ้องได้ แต่หนี้นั้นต้องถึงกำหนดเวลาชำระนะ

            อันนี้ไม่เอาฟ้องจำเลยที่หนึ่งที่สองเลย ผู้ค้ำฯ กับลูกหนี้ชั้นต้น

            อันนี้ก็ฟ้องทันทีไม่ได้เลย เพราะว่ายังไม่ผิดนัด ก็เถียงกลับว่า การฟ้องคดีคือการเตือนนะ

            แต่ถ้านับหลักผิดนัดตั้งแต่วันฟ้องฟ้องผู้ค้ำฯได้

            แต่ถ้าหากว่าเป็นหนี้ตามปฏิทินอย่างนี้ไม่ต้องส่งหนังสือ เพราะหนี้ตามปฏิทินผิดนัดนับแต่ถึงกำหนด ก็ฟ้องลูกหนี้ชั้นต้น กับผู้ค้ำฯได้

            กรุณาตอบด้วยว่า ที่เรียกดอกเบี้ยได้นับแต่วันฟ้องเพราะการฟ้องเป็นการเรียกให้ชำระหนี้

            ต่อมาดูหนี้ที่ไม่ต้องเตือน มีสองกรณีที่เจ้าหนี้ไม่ต้องเตือน แสดงว่าถ้าใช้ระบบไม่ต้องเตือนลูกหนี้ไม่มีโอกาสได้แก้ตัว เพาะฉะนั้นไม่มีทางรอดเลยเพราะเค้าไม่เตือน

            กำหนดตามปฏิทิน พวกนี้ ทำไมไม่เตือน ทำไมโยนหลักเรื่องเตือนทิ้งหล่ะเพราะเค้าถือกำหนดหลักว่าเป็นการแน่นอน จึงโยนหลักเรื่องเตือนทิ้ง

            กรณีที่หนึ่งก่อน กรณีตกเป็นผู้ผิดนัดโดยไม่ต้องเตือ

1.เป็นหนี้ที่มีกำหนดชำระหนี้ตามวันแห่งปฏิทิน ก็ต้องเป็นหนี้ที่เกิดจากสัญญา วันแห่งปฏิทิน อย่าง งง ว่าเป็นสุริยคติ หรือจันทรคติ หนี้ตามปฏิทินกำหนดอย่างไร ก็กำหนดไว้ในสัญญา หรือได้กำหนดไว้ในกฎหมาย ถ้าเป็นหนี้กฎหมาย เช่น พวกภาษี ก็กำหนดไว้ในกฎหมาย

กำหนดในที่นี้อาจกำหนดในเชิงจำนวนก็ได้ ภายใน 3 วัน 5 วัน 7 วัน สองเดือน สามเดือน ก็ได้

อันนี้พูดจากจำนวนที่เป็นปริมาณ ทีนี้ภายในวันที่อย่างนี้ก็ใช่ วันที่ 7 สิงหาคมต้องชำระ ก็เกิดมีปัญหาแล้ว เราศึกษาย้อนไป การกำหนดเวลาชำระตามวันแห่งปฏิทินโดยปริยายได้ ที่พบก็ที่เช่น ตกลงว่าจะไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2551

คือเป็นหนี้ต่างตอบแทน การกำหนดเวลาด้านหนึ่งก็ถือว่าเป็นกำหนดเวลาของอีกด้านหนึ่งด้วย การกำหนดตามปฏิทินนี้ไม่ต้องคำนึงว่า เวลาเป็นสำคัญหรือไม่ ถ้าครบกำหนดแล้วลูกหนี้ไม่ชำระผิดนัด ส่วนจะบอกเลิกสัญญาได้หรือไม่ต้องดูว่าวันที่กำหนดไว้ตามปฏิทินเป็นการบอกเลิกสัญญาได้หรือไม่

            ถ้ากำหนดเวลาไม่เป็นสาระสำคัญต้องบอกกล่าวก่อน จึงจะเลิกสัญญาได้ เช่นการไปซื้อบ้านหลังหนึ่ง การกำหนดเวลาไว้บางที่เป็นสาระสำคัญนะครับ แต่ถ้าเรามีบ้านอยู่แล้ว มีหลายหลัง วันที่หนึ่งไม่เสร็จก็บอกเลิกสัญญาไม่ได้ เพราะไม่ใช่สาระสำคัญ

            เพราะฉะนั้นกำหนดเวลาตามปฏิทินไม่ต้องดูว่าเป็นสาระสำคัญหรือไม่ ต่างกับเรื่องเลิกสัญญานะครับ

            แต่เรื่องนี้ไม่มี วันที่กำหนด แล้วเป็นหมัน มีได้ อันนี้คือฏีกาที่อยู่เรื่องสัญญา

            คือกำหนดเวลาแต่ไม่ใช่วันแห่งปฏิทินก็มี เท่ากับไร้ผล ทีนี้ยังคำนึงถึงอีกนิดหนึ่งคือมีกำหนดเวลาแล้วกำหนดเวลานั้นผ่านพ้นไป กำหนดเวลาตามปฏิทินนี้มี พอผ่านพ้นไปตกเป็นผู้ผิดนัดการที่ตกเป็นผู้ผิดนัดนั้นยังเป็นลูกหนี้หรือไม่ ก็ยังต้องอยู่ หนี้ที่กำหนดตามวันแห่งปฏิทินแล้วไม่ชำระหนี้ นี้ ตกเป้นผู้ผิดนัดยังไม่หลุดพ้นจากหนี้ และหนี้นี้เวลาที่โอเวอร์ไปแล้วเป็นหนี้มีกำหนดเวลาหรือไม่ อย่าลืมเรื่องของกำหนดเวลาที่บอกเมื่อสักครู่นี้เป้นอันไร้ผลและอาจไร้ผลในกรณีหนึ่งได้คือ เป็นหนี้ไม่มีกำหนดเวลา ที่ต้องเตือน ถ้าไม่เตือนก็ไม่ตกเป็นผู้ผิดนัด

            การกำหนดวันแห่งปฏิทินกำหนดอย่างไร ก็บอกแล้วว่าต้องกำหนดเชิงปริมาณ กำหนดวันที่แน่นอน ก็ใช้ แม้ไม่ใช่วันที่ก็ใช่ คือ กำหนดว่าไปโอนกรรมสิทธิ์ในทะเบียน ในวันแรงงานแห่งชาติปี 2551 คุณว่าเป็นวันแห่งปฏิทินหรือไม่ เจอบ่อยๆกำหนดไว้เลย วันรพี ปีนี้ อันนี้ก้รู้กันเลย

ฝ่ายที่เห็นว่าเป็นวันแห่งปฏิทินไม่ต้องเตือน ก็มีปัญหาแต่ตกข้อสอบแล้ว

            ในความเห็นอาจารย์ว่า วันแรงงานแห่งชาติมันยังมีเปลี่ยนกันได้นะ แต่ถ้าไปเปลี่ยนจุดเวลามันไม่ได้นะ การกำหนดวันแรงงานแห่งชาติเป็นการโอนกรรมสิทธิ์ต้องเตือน

            เมื่อไม่ต้องเตือนลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ก็เป็นผู้ผิดนัดก็มาโต้เถียงเพียงชำระแล้วหรือไม่เท่านั้นเอง

 เรื่องนี้คืออะไร ก็คือ คุณหน่ะไป ที่สำนักงานที่ดินตกลงกันว่าจะไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในวันนี้ ผู้ขายไป ผู้ซื้อไป ถือแคชเชียร์เช็คไปร้อยล้าน เถียงว่าเป็นการชำระหนี้อย่างอื่นไม่รับ อย่างนี้ในแง่ผิดนัดผิดนัดนะครับ แต่ในแง่สัญญาผิดสัญญาหรือไม่

ต่อไปตัวที่สองนี่แหละยาก ตัวที่สองก็คือ หนี้ที่มีกำหนดเวลาชำระหนี้ตามคำนวณ เวลาตามปฏิทินนับแต่เวลาบอกกล่าว ตัวนี้แปลกครับไม่ปฏิทินแท้ เป็นปริมาณนับแต่ก็ได้ เช่น ชำระหนี้สองเดือนนับแต่กู้ยืม หรือชำระวันที่เท่าไหร่ก็ได้ แต่อันนี้มันเป็นแบบใด อันนี้คือจำนวนนับแต่วันบอกกล่าว คือต้องมีการบอกกล่าวเสียก่อนนะครับ

ที่เราพบหนี้ประเภทนี้เป็นหนี้ประเภทที่ให้โอกาสแต่ไม่ได้ให้ในลักษณะเตือน เป็นการให้โอกาสให้มีการเตือน

อีกประเภทหนึ่งคือไม่รู้จำนวน เช่นไฟฟ้าเราก็ไม่รู้ว่าใช้ไปเท่าไหร่แล้ว ประปาเราก็ไม่รู้ว่าใช้ไปเท่าไหร่ หนี้ประเภทนี้ก็นับแต่เมื่อได้แจ้งยอดนั่นเอง

ต่อไปก็เป็นหนี้แบบประเภทเตรียมตัวถ้าเป็นหนี้กระทำการ ก็เป็นการกำหนดอย่างการต้องการทั้งสองฝ่ายนะครับ เนื่องจากการชำระหนี้ต้องใช้เวลา หากต้องการชำระหนี้เมื่อไหร่ให้บอกมา อันนี้ก็เกิดมีปัญหาว่าหนี้ประเภทนี้เป็นประเภทที่มีกำหนดเวลาตั้งแต่ต้นหรือไม่ ก็ไม่ใช่นะครับ

อีกวิธีหนึ่งก็คือว่า อย่าบอกกล่าวก่อนวันที่กำหนด หนี้ที่ไม่มีกำหนดเวลาก็นั่งนึกเลย ว่าหนี้นั้นย่อมถึงกำหนด นัดโดยพลัน อันนี้คือการบวกว่าจะให้ชำระหนี้โดยพลันไม่ได้นะ จะต้องมีการบอกกล่าวนะ หนังสือที่ไปถึงไม่ใช่หนังสือเตือน แต่เป็นากรให้ชำระหนี้นับแต่วันที่บอกกล่าว ดูจากใบเก็บค่าโทรศัพท์ค่าไฟฟ้า คำพิพากษาฏีกาก็มีปัญหาเรื่องการคำนวณ ก็มาดูที่ใบแจ้งหนี้มีลงวันที่ แล้วระบุให้ชำระภายในสิบห้าวันนับแต่ได้มีการแจ้งหนี้

เช่นหนังสือออกระบุวันที่หนึ่ง ก็ไปถึงวันที่ยี่สิบ ก็คิดอย่างไรก็ไม่ทราบ ก็เอาวันที่ยี่สิบนั่นแหละเป็นวันผิดนัด ไปดูองค์ประกอบมาตรานี้ให้ดี พวกหนี้มือถือ โทรศัพท์ ถึงกำหนดโดยพลัน อายุความเดินทันทีแม้จะมีใบแจ้งหนี้มาให้ชำระภายในกี่วันก็นับทันที ในนี้บอกว่ากำหนดเวลาชำระหนี้ ในวันปฏิทินนับแต่วันบอกกล่าว

คำนวณตามปฏิทินนับแต่วันบอกกล่าวไม่ได้นับจากวันที่ได้รับหนังสือบอกกล่าวจึงเข้ามาตรานี้ ที่พูดไปเมื่อสักครู่ไม่เข้ามาตรานี้

ผิดนับนับแต่วันทำละเมิด คือกระทำบวกเสียหาย นับแต่วันลงมือหรือนับแต่วันเกิดผลละเมิด วันทำละเมิด

การเกิดความเสียหายซ้อนเข้าไปความเสียหายใดๆที่เกิดขึ้น ลูกหนี้ต้องรับผิดด้วย แม้เกิดจากการประมาทเลินเล่อก็ต้องรับผิด หรือแม้จะพ้นวิสัยก็ต้องรับผิดเพราะอะไร ก็เพราะคุณผิดมาตั้งแต่ต้นแล้วนิ  ก็แก้ตัวไม่ได้  อย่าลืมนะครับว่ามันจะต้องมีความเสียหายซ้อนเข้ามาอีก อันนี้จะอธิบายอีกครั้งในเรื่องการชำระหนี้เป็นพ้นวิสัย

 ต่อไปคือเจ้าหนี้บอกปัดไม่รับชำระหนี้  ความเสียหายจากการไม่ชำระหนี้ก็ยังมีอยู่ การตกเป็นผู้ผิดนัดต้องเกิดจากการไม่ชำระหนี้มาก่อน ผลในการผิดนัดนั้นผมนั้นยังมีอยู่ อันนี้ก็คือเนื่องจากว่าลูกหนี้ไม่ชำระหนี้แล้วลูกหนี้ผิดนัดไม่หลุดพ้นจากหนี้ก็เลยมาชำระหนี้เจ้าหนี้ก็บอกปัดไม่รับชำระหนี้ได้หรือไม่ ก็แล้วกันไป แต่ยังมีหนี้หรือไม่ บอกปัดก็ยังไม่มีอะไรผลสุดท้ายต้องใช้วิธีการเลิกสัญญา ถ้าเหตุผิดนัดการชำระหนี้เป็นอันไรประโยชน์แก้การชำระหนี้ หากเรียกค่าสินไหมทดแทนหนี้เป็นอันเลิกกัน

จบครับ แต่ไม่ใช่หนี้ระงับนะ จบด้วยวิธีการเช่นนี้ แต่หากหนี้ไม่อาจไร้ประโยชน์แก่เจ้าหนี้เจ้าหนี้ต้องรับ

อันนี้เป็นวิธีการเปลี่ยนจากการชำระหนี้โดยเจาะจงมาเป็นบอกปัดเรียกชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่คุณ มาตรา 216

ต่อไปหนี้เงินต้องเสียดอกเบี้ยตามมาตรา 224 หลักการก็คือให้คิดดอกเบี้ยผิดนัดร้อยละเจ็ดจุดห้าต่อไป อันนี้ไม่ต้องใช้มาตรา 7 นะครับ เป็นหนี้เงิน เกิดมีปัญหาสิครับ ที่เราเคยบอกว่าหนี้เงินแบ่งได้สองประเภทคือเป็นหนี้เงินแท้คือหนี้กู้ยืม  กับหนี้เงินที่เป็นมาตรการเยียวยา คือค่าเสียหายต่างๆ

การคืนเงิน เป็นหนี้เงินการคืนเงินในลาภมิควรได้เป็นหนี้เงิน หนี้เงินแท้ด้วย ไม่ใช่มาตรการเยียวยา ศาลฏีกาไม่ได้คิดอย่างนั้น ศาลฏีกาให้คิดในหนี้เงินแท้และหนี้เงินที่เป็นค่าเสียหาย ดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งเป็นดอกเบี้ยตามหน้าที่

ดูตัวบทนะครับที่ว่าถ้าเจ้าหนี้สามารถเรียกดอกเบี้ยได้มากกว่าที่กฎหมายกำหนด ก็สามารถเรียกได้ตามนั้นหมายความว่าถ้าตามสัญญากำหนดไว้ว่าให้คิดดอกเบี้ยปกติได้ร้อยละสิบห้าแล้ว ตอนผิดนัดก็เรียกได้ร้อยละสิบห้าไม่ใช่เจ็ดจุดห้า

เกิดมีปัญหาว่าถ้าร้อยละหนึ่ง เขาผิดนัดต้องเสีย ร้อยละเจ็ดครึ่งตามกฎหมายนะครับ อันนี้คือตัวอย่างของพระยาเทพวิทูญ คิดมาแต่โบราณแล้วนะครับ

ทีนี้ ต่อมา ร้อยละเจ็ดครึ่งนับแต่วันผิดนัดอย่าลืมเรื่องกรณีที่ไม่มีการเตือนก่อนฟ้อง ประเด็นร้อยละเจ็ดครึ่งมีกรณีได้มากกว่า คือกรณีวิแพ่ง 142 ในเรื่อง ของการสู้คดีไม่สุจริต

หนี้เงินจะคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดอีกไม่ได้ ทำไมหล่ะจึงห้ามก็เพราะว่าเราตั้งหลักไว้ร้อยละเจ็ดครึ่งหากไม่ห้ามมันจะไม่เป็นตัวเลขร้อยละเจ็ดครึ่งแล้ว ก็เลยห้าม

การพิสูจน์ค่าเสียหายอย่างอื่นนอกจากนั้นก็อนุญาตให้พิสูจน์ได้

 ต่อไปหนี้เงินกลายไม่ใช่หนี้เงินแท้ คือเดิมเป็นหนี้ส่งมอบแล้วลูกหนี้ผิดนัดไม่ส่งมอบมันจะมี การกำหนดให้ชำระค่าสินไหมทดแทนก็เป็นฐานคิดดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งเช่นกัน ปัญหาคือฐานตัวนี้คิดตั้งแต่วันใด ก็คิดตั้งแต่วันที่เป็นฐานที่ตั้งแห่งการกะ ประมาน ราคา

อันนี้ต้องผิดนัดและเป็นหนี้ส่งมอบแล้วมันเสียหายบุบสลายไป เปลี่ยนเป็นค่าสินไหมทดแทนแล้วเป็นหนี้เงินที่มันผันแปรเช่นยืมรถไป รถคันนี้ตกถนน ก็มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนเป็นตัวเงินอันเท่ากับราคารถที่ตกถนน นับแต่ยื่นฟ้อง หรือนับแต่วันอะไร

เอาวันราคาทองผิดนัด หรือวันที่ทองหาย

4844/2545 คราวนี้พอแค่นี้นะครับคราวหน้าเป็นเจ้าหนี้ผิดนัด

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages