สรุปกฎหมายแพ่ง ( จำนอง ) เฉพาะเรื่อง

2,184 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
Jul 21, 2010, 1:24:56 AM7/21/10
to LAWSIAM

หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า  kankokub  ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ ประเสริฐ เสียงสุทธิวงศ์ ผู้บรรยาย   ,  ผู้มีน้ำใจส่ง flie เสียงที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า ขอบคุณ. http://www.muansuen.com และคุณ admin ที่นำ flie เสียงมาลงแบ่งปันให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

วันพุธ ที่ 14 กรกฏาคม 2553

            เพื่อไม่ปล่อยเวลาว่างไปโดยเสียเปล่า อาจจะมีประโยชน์ด้วยซ้ำสำหรับผู้บรรยายในกฎหมายแพ่ง เป็นการบรรยายโดยกระทันหัน

            เมื่อตอนบ่ายมีการประชุมคณะกรรมการเนฯ ในระยะเวลาไม่กี่สัปดาห์สำนักอบรมก็มีกิจกรรมที่สำคัญมากมาย

            ปีนี้วันจันทร์ที่ 9 สิงหาคม มีการพระราชทานประกาศนียบัตร ปีนี้ต้องมีการเช่าเต้นท์ติดแอร์

            ในวันนี้ อาจารย์ก็ได้นำบทกฎหมายในลักษณะจำนอง ซึ่งเป็นประเด็นที่สำคัญแล้วก็ไม่เคยออกสอบมาก่อนมาสรุปให้ฟัง โดยเฉพาะ บทบัญญัติใน 214 กับ 733 คือ เป็นกฎหมายแพ่งในลักษณะหนี้ บอกว่าเจ้าหนี้มีสิทธิที่จะให้ชำระหนี้ รวมทั้งบุคคลอื่นที่ลูกหนี้ค้าง เราก็ได้หลักกฎหมาย ว่าเมื่อมีหนี้เกิดแล้วหนี้จะผูกพันกองทรัพย์สินของลูกหนี้ด้วย คือหลักประกันของลูกหนี้อย่างหนึ่ง ก็ต้องได้รับชำระหนี้โดยสิ้นเชิง นอกจากกองทรัพย์สินแล้ว กรณีที่ลูกหนี้มีสิทธิได้รับเงินหรือทรัพย์สิน ในกรณีที่ค้างไว้ ลูกหนี้ก็มีสิทธิที่ รวมถึงการที่ค้างไว้ด้วย คือเจ้าหนี้มีสิทธิอายัดเงินหรือทรัพย์สินที่ค้างไว้ด้วย กฏหมายยกเว้นไว้เรื่องเดียวคือจำนอง มีหลักประกันแห่งหนี้คือจำนองกฎหมายบัญญัติไว้เป็นพิเศษเลยใน 733 กล่าวคือหนี้ที่จำนองถ้ามีการฟ้องคดีบังคับจำนอง กรณีแรกคือเอาทรัพย์จำนองหลุด ก็คือเอาทรัพย์สินที่จำนองหลุดเป็นของผู้รับจำนองเอง

            อีกกรณีคือเอาทรัพย์สินออกขายทอดตลาดหนี้ที่มีจำนองเป็นประกันนั้น กฎหมายบังคับว่าต้องมีการบอกกล่าวบังคับจำนองเสียก่อน เราแบ่งออกเป็นสองกรณี กรณีแรกแบ่งกับผู้จำนองเอง ต้อง ตาม 728 คือกำหนดให้ชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควรกรณีที่สองบอกกล่าวแก่ผู้รับโอนทรัพย์สินที่จำนอง ต่างกันตรงไหนคือถ้าบอกแก่ผู้จำนองโดยตรงต้องให้ระยะเวลาพอสมควร แต่ถ้าให้แก่ผู้รับโอนทรัพย์สินผู้จำนอง ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าเสียก่อนแล้วจึงบังคับจำนองได้ กรณีที่เจ้าหนี้ฟ้องบังคับจำนองไม่ว่าเอาทรัพย์จำนองหลุดก็ดี เอาออกขายทอดตลาดก็ดี

            มาตรา 733 บัญญัติว่า ถ้าทรัพย์สินที่จำนองมีประมาณต่ำกว่าจำนวนหนี้ทีค้าง หรือเอาทรัพย์จำนองขายทอดตลาดได้เงินสุทธิน้อยกว่าที่ค้างอยู่หลักกฎหมายมีว่าเงินขาดเท่าไหร่ลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดในเงินนั้น

            มีมาจากกรณีที่สูญเสียที่ดิน เป็นทรัพย์ชิ้นใหญ่ มีความสำคัญที่สุดของบุคคล ก็ควรจะพอแล้วสำหรับเขา หนี้ที่ค้างอยู่เท่าใดก็หมดไป

            ซึ่งจะมีฏีกา 2905/2540 วินิจฉัยไว้

            ในปัจจุบันเนื่องจาก ฏีกาได้แปลว่า เป็นบทบัญญัติที่ไม่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน

            ก็เข้าหลัก 151 เลยนั่นคือคู่สัญญาสามารถที่จะตกลงเป็นอย่างอื่นได้ ปัจจุบันสัญญาจำนองบางฉบับก็มีข้อตกลงยกเว้นไว้เลย ว่าถ้ามีการบังคับจำนองแล้วได้เงินสุทธิขาดอยู่เท่าใดลูกหนี้ถือว่าผู้รับจำนองไม่ต้องรับผิดในส่วนที่ขาด โดยเฉพาะกรณีที่ มีการกู้เงินในส่วนที่ค้าง ในแบบฟอร์มสัญญาของธนาคารมีเขียนไว้เลย ได้เงินไม่พอชำระหนี้ลูกหนี้หรือู้จำนองต้องรับผิดในส่วนท่าด ในทางปฏิบัติเจ้าหนี้

            เหตุที่กฎหมายบังคับก็เพราะว่าอาจมีกรณีที่บังคับจำนอง ถ้าไม่ได้รับสิทธิก็อาจ มีการบังคับว่าการจำนองนอกจากผู้เป็นเจ้าของแล้วใครคนอื่นจะจำนองหาได้ไม่

            ที่เป็นปัญหาคือ การจำนองหลักคือผู้จำนองต้องเป็นเจ้าของ แต่ก็ไม่ได้บังคับ ว่าต้องเป็นลูกหนี้ด้วยมีคดีเรื่องหนึ่ง ที่เข้าที่ประชุมใหญ่

            ก กู้ ข นาย ค เอาที่ดินมาจำนอง และมีข้อตกลงยกเว้นมาตรา 733 คือว่าถ้ามีการฟ้องบังคัจำนองได้เงินไม่พอ ผู้จำนองไม่ต้องชำระส่วนที่ขาด ก็มีการฟ้องจริง ยึดที่ขายทอดตลาดได้เงินไม่พอชำระหนี้เกิดปัญหาว่า ข จะบังคับจากทรัพย์สินที่เหลือของ ก ได้หรือไม่

            ข้อตกลงที่ยกเว้น 733 นี้ จะมีผลถึงลูกหนี้ได้หรือไม่ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยได้เงินสุทธิไม่พอ ส่วนคนเป็นหนี้คือจำเลยที่หนึ่ง สัญญาจำนอง

            จะต้องรับผิดหรือไม่ในหนี้ส่วนที่ขาดอยู่ เรื่องนี้ สัญญาจำนองระหว่างโจทก์กับจำเลยที่สองเพื่อเป็นการผ่อนชำระหนี้ค่าภาษีอากรค้างถ้าไม่มีข้อตกลงว่า ได้เงินสุทธิน้อยกว่าจำนวนที่ค้าง เงินขาดเท่าใดต้องรับผิดชอบในเงินนั้น ก็คือโจทก์กับจำเลยที่หนึ่งไม่มีข้อตกลงยกเว้น มีแต่เฉพาะโจทก์กับจำเลยที่สองผู้จำนอง

            เรื่องนี้ผลสุดท้ายศาลฏีก็ตัดสินและวางแนวว่า ตามมาตรา 733 หาได้มีข้อจำกัดการบังคับเฉพาะกรณีที่ลูกหนี้จำนองทรัพย์สินของตนเองเท่านั้น ถึงแม้ว่าเป็นกรณีที่บุคคลอื่นจำนองทรัพย์สินเพื่อประกันหนี้ของลูกหนี้ก็ตาม ถ้าหากว่ามีข้อตกลงยกเว้น 733 ลูกหนี้ก็พลอยไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ในส่วนที่ขาดอยู่เท่านั้นเอง

            ถ้ามีข้อตกลงยกเว้นมาตรา 733 แล้วถึงแม้เป็นกรณีที่บุคคลอื่นจำนองทรัพย์สินของตนไว้ประกันหนี้ก็ตามลูกหนี้ก็ไม่ต้องรับผิดในส่วนที่ขาดเหมือนกัน

            3535/2550 ซึ่งยังไม่เคยเสนอเป็นข้อสอบมาก่อนเลย ตอนนี้ทราบแล้วว่าบทบัญญัติมาตรา 733 คู่สัญญาสามารถตกลงเป็นอย่างอื่นได้ ก็เกิดประเด็นว่าสัญญาจำนองที่มีข้อตกลงยกเว้นมาตรา 733 แล้วถ้าหนี้ประธานขาดอายุความอย่างนี้ลูกหนี้ยังต้องชำระผิดในส่วนที่ขาดหรือไม่ เพื่อความเข้าใจดูเป็นตัวอย่างสมมุติว่านาย ก กู้ยืมเงิน ข หนึ่งล้านบาท สัญญาจำนองมีข้อตกลงว่าถ้าบังคับจำนองได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ ก ลูกหนี้ยอมรับผิดในส่วนที่ขาดอยู่ นักศึกษาก็ทราบแล้วว่าถ้ายึดที่ดินจำนองออกขายทอดตลาด ก ต้องรับผิดอยู่ ถ้า ตอนที่ ข ถ้าสมมุติว่าหนี้ตามสัญญากู้ ก กับ ข ขาดอายุความแล้ว เกินสิบปี ประเด็นข้อแรก หนี้เงินกู้ระหว่าง ก กับ ข เกินสิบปี กำหนดอายุความฟ้องขาดอายุความแล้ว ข้อแรก ข ผู้ให้กู้ยังมีสิทธิฟ้องบังคับจำนองได้หรือไม่

            ผู้รับจำนองจะบังคับจำนองในเมื่อหนี้ขาดอายุความก็ได้ แต่จะบังคับเอาดอกเบี้ยเกินกว่า ห้า ปี ไม่ได้

            คือ แม้หนี้ที่ประกันขาดอายุความแล้วก็ตาม ข ก็ยังฟ้องบังคับจำนองได้ ข้อนี้ง่าย แต่ถามต่อไปว่าสมมุติว่าฟ้องบังคับจำนองเสร็จมีการขายทอดตลาดแล้วขาดอีกสองแสน ซึ่งตามสัญญาจำนอง ก ยังต้องรับผิดอีก สองแสน กรณีนี้ ข ยังมีสิทธิอีกหรือไม่ คำตอบคือไม่มีแล้วนะครับ เพราะข้อตกลงยกเว้น 733 เป็นบุริมสิทธิเพราะฉะนั้นก็ไม่อาจบังคับได้กันอีกต่อไปแล้ว เพราะฉะนั้นก็บังคับได้เฉพาะทรัพย์สินที่จำนองเท่านั้นจะไปบังคับกับทรัพย์สินอื่นอีกไม่ได้

            460/2550

            ประเด็นต่อมา ถามว่า กรณีที่สัญญาจำนอง ไม่มีข้อตกลงพิเศษ ยกเว้น 733 ซึ่งเราทราบดีอยู่แล้วว่า ถ้าเป็นกรณีอย่างนี้ ลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดส่วนที่ขาด ถ้าสัญญาจำนองไม่มีข้อยกเว้นให้ลูกหนี้รับผิดส่วนที่ขาด เจ้าหนี้จะมีหนทางอย่างไรที่จะฟ้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้อย่างสิ้นเชิงจะต้องทำอย่างไร กรณีนี้จำหลักไว้อย่างหนึ่งว่า หนี้ที่มีจำนองเป็นประกันแห่งหนี้ มีกฎหมายบังคับหรือไม่ ว่า ฟ้องบังคับจำนองแต่ทางเดียว เมื่อไม่มีกฎหมายบังคับ แม้ว่าหนี้นั้นจะมีจำนองเป็นประกัน ไม่ต้องฟ้องจำนองก็ได้ ฟ้องอย่างมูลหนี้สามัญอย่างเดียว เมื่อเจ้าหนี้เลือกฟ้องอย่างมูลหนี้สามัญมาตรา 733 ก็ไม่ได้นำมาใช้ แต่กระนั้นถ้าสมมุติผู้รับจำนองฟ้องอย่างหนี้สามัญาเจ้าหนี้สามารถบังคับจำนอง

            อย่างนี้แล้วสามารถบังคับคดี ถ้าไม่พอก็ยึดทรัพย์สินอื่นๆได้อีกโดยสิ้นเชิง ตัวเจ้าหนี้ก็ต้องคิดเองว่าคุ้มหรือไม่ ก็เป็นเรื่องที่เจ้าหนี้ต้องพิจารณาเองว่าจะเลือกฟ้องบังคับจำนอหรือหนี้สามัญ

            ประเด็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องจำนองยังมีอีกประเด็นที่เกือบๆได้รับเลือกให้เป็นข้อสอบ แต่แพ้ หนี้ถึงกำหนดชำระ ก ไม่ชำระ ข ก็มีหนังสือบอกกล่าวแล้ว ก ก็เพิกเฉย  ข ก็เป็นโจทก์ฟ้องบังคับจำนอง ถ้าตามตัวอย่างนี้ สมมุติว่าเมื่อมีการฟ้องคดีต่อศาลแล้ว ปรากฏว่า ก ก็ตกลงกับ ข ได้ ว่าเอาที่ดินที่จำนองตีใช้หนี้ไปเลย ถามว่ากรณีอย่างนี้ ที่ดินที่ตีใช้หนี้ไม่คุ้มกับจำนวนหนี้ที่ค้างชำระ ผู้จำนองต้องรับผิดเพิ่มหรือไม่ เพิ่มข้อเท็จจริงว่า เมื่อหนี้ถึงกำหนดแล้ว ลูกหนี้ผู้จำนองขอเอาที่ดินตีใช้หนี้เลย แล้ว เทียบราคาแล้วขาดอยู่อย่างนี้ ยังต้องรับผิดในส่วนที่ขาดหรือไม่ ถ้าสัญญาไม่มีข้อยกเว้นมาตรา 733

            เคยมีฏีกา 298/2517

300/2506

            วินิจฉัยว่าไม่ใช่การเอาทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดตามมาตรา 728 จึงนำมาตรา 733 มาบังคับไม่ได้ เพราะฉะนั้นโจทก์หรือผู้รับจำนอง ยังมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลย หรือลูกหนี้เงินกู้รับผิดในทรัพย์ส่วนที่ขาดได้ เป็นเรื่องมาตรา 321 ถ้าเจ้าหนี้ยอมรับชำระหนี้อย่างอื่นแทนที่ได้ตกลงกันไว้ ก็ระงับสิ้นไป เพียงเท่าส่วนที่ตกลงไว้ แต่ที่เกี่ยวกับเรื่องจำนอง การเอาทรัพย์จำนองตีใช้หนี้เมีอหนี้ถึงกำหนดแล้วไม่ใช่เป็นเอาทรัพย์จำนองหลุด เมื่อไม่ใช่เป็นการบังคับจำนอง แต่เป็นการที่เจ้าหนี้ยอมรับชำระหนี้อย่างอื่น ตามมาตรา 321 อย่างนี้หลักเกณฑ์ของมาตรา 733 ก็นำมาใช้ไม่ได้เพราะมาตรา 733 จะเอามาใช้เมื่อมีการนำทรัพย์จำนองขายทอดตลาด แต่ที่มีปัญหาคือมาตรา 711 กฎหมายบัญญัติว่า การตกลงไว้ก่อนระยะเวลาหนี้ถึงกำหนดชำระ ให้ผู้รับจำนองเข้าเป็นเจ้าอง นอกจากบทบัญญัติทั้งหลายนอกจากการบังคับจำนอง ข้อตกลงนั้นหนี้ที่มีการจำนอง นั้น จะไปตกลงกันไว้ล่วงหน้าก่อนหนี้ถึงกำหนดชำระว่าลูกหนี้ผู้จำนองไม่ชำระ ก็ให้เป็นเจ้าของที่จำเลยไปเลย ไม่เป็นไปตามบทบัญญัติเรื่องบังคับจำนอง กฎหมายบอกว่าข้อตกลงอย่างนี้ไม่สมบูรณ์ บังคับไม่ได้ ก็อาจสงสัยว่า แล้วเรื่องเมื่อสักครู่นี้ที่พูดว่าผู้จำนองเอาทรัพย์จำนองตีใช้หนี้ไม่ขัดกับ 711 หรือ คำตอบคือไม่ขัด เพราะเป็นบทที่ห้ามตกลงก่อนหนี้ถึงกำหนด แต่ตัวอย่างเมื่อสักครู่หนี้ถึงกำหนดแล้ว ผู้กู้ไม่มีเงินชำระหนี้ จึงตกลงเอาตีใช้หนี้ไปเลย นี่มันตกลงเมื่อหนี้ถึงกำหนดแล้ว ที่มาตรา 711 ห้ามไว้ คือห้ามไปตกลงกันล่วงหน้า

            คำว่าข้อตกลงเช่นนั้นท่านว่าไม่สมบูรณ์ก็คือไปบังคับตามข้อตกลงนั้นไม่ได้นะครับ สมมุติว่าหนี้ถึงกำหนดชำระผู้รับจำนองจะเอาหนังสือมอบอำนาจไปโอนที่ดินเป็นของตนไม่ได้ ถ้าโอนไปแล้วผู้จำนองหรือลูกหนี้ก็มาฟ้องขอให้เพิกถอนโดยอ้าง 711 นี้

            สมมุติว่าผู้รับจำนองยินยอมประเมินราคาแล้วไม่ครบจำนวนหนี้ ก็ยังต้องรับผิดอยู่ กรณีไม่ต้องด้วย 733 เพราะไม่ใช่การบังคับจำนอง

            ทีนี้เรามาดูประเด็นสุดท้ายนิดหนึ่ง เมื่อตอนต้นอาจารย์ได้พูดให้ฟังแล้วประเด็นหนึ่งกรณีที่ผู้รับจำนองประสงค์จะฟ้องบังคับจำนองไม่ว่าจะฟ้องเอาทรัพย์จำนองหลุดเป็นของผู้รับจำนองเองหรือการขายทอดตลาด กฎหมายกำหนดให้ต้องบอกกล่าวบังคับจำนองก่อน ทีนี้เราพูดไปแล้วว่ากรณีที่จะมีการบอกกล่าวบังคับจำนองก่อน จะมีบทบัญญัติกฎหมายสองมาตราคือ 728 กับ 735 ถ้าบอกกล่าวบังคับผู้จำนองโดยตรงก็ 728 บอกให้ชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควร เวลาแค่ไหนสมควรก็อาศัยหลัก ฏีกา ปกติก็เจ็ดวัน

            แต่ถ้าไปออกหนังสือบอกกล่าว ว่าให้ชำระหนี้โดยเร็วที่สุดอย่างนี้ไม่ชอบนะครับ เพราะว่าไม่แน่นอนว่าจะบังคับกี่วัน

            การจำนองผู้จำนองยังคงเป็นเจ้าของอยู่ก่ารจำนองไม่ใช่การโอนกรรมสิทธิที่จำนอง เจ้าของทรัพย์สินที่จำนองก็อาจจำหน่ายจ่ายโอนไปได้ เพียงแต่ว่า จำนองจะติดไปกับตัวทรัพย์เสมอไป ผู้รับจำนองชอบที่จะได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้สามัญ มิพักต้องพิเคราะห์ว่ากรรมสิทธิจะได้โอนไปไม่

            ใครที่ซื้อทรัพย์สินที่จำนองไป จำนองก็ติดไปกับทรัพย์เสมอ

            ตามมาตรา 735 การบอกกล่าวนี้ กฎหมายกำหนดระยะเวลาแน่นอนเลย คือต้องมีจดหมายบอกกล่าวแก่ผู้รับโอนล่วงหน้า หนึ่งเดือนก่อน จะไปบออกกล่าวล่วงหน้าสิบห้าวันไม่ได้ ซึ่งประเด็นมาตรา 735 นี้ก็เคยมี คำพิพากษาฏีกาปี 42

            จุดประสงค์หลักก็คือต้องการชี้ให้เห็นว่าหลักเรื่องใดสำคัญในเรื่องนั้นๆ

            ตัวผู้จำนองตาย หนึ้ถึงกำหนดชำระแล้วตัวเจ้าหนี้ก็ติดตามทวงถามให้ชำระหนี้ ฝ่ายลูกหนี้ก็ไม่ชำระ เจ้าหนี้ก็ประสงค์ฟ้องจำนอง ก็มีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังผู้จำนอง ส่งได้ด้วยแต่ปรากฎว่าผู้จำนองตายไปแล้ว ทายาทก็รับหนังสือบอกกล่าวไว้แทน ในหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองก็ปฏิบัติตาม 738 คือกำหนดให้ชำระหนี้ภายในเวลาสมควรคือให้รับชำระหนี้ภายในเจ็ดวัน ครบเจ็ดวันแล้วก็เพิกเฉยก็เอาคดีมาบังคับจำนอง แต่ทราบภายหลังว่าตัวผู้จำนองตายแล้วก็ฟ้องทายาท ก็เกิดปัญหาข้อกฎหมายว่า กรณีนี้จะถือว่า มีการบอกกล่าวบังคับจำนองหรือไม่ ข้อกฎหมายก็ขึ้นมาสู่ศาลฏีกา การบออกล่าวโดยหลักก็ต้องบอกไปยังผู้จำนองแต่ตอนบอกเขาตายไปแล้ว ก็เหมือนกับไม่มีผู้รับการแสดงเจตนา ก็ถือว่าบอกกล่าวไม่ชอบ ก็เป็นการฟ้องอย่างหนี้สามัญ ก็แปลข้อกฎหมายว่า ถ้าผู้บังคับจำนองจะฟ้อง ต้องบอกกล่าวไปยังทายาท บังเอิญคดีนี้หนังสือบอกกล่าวมีไปถึงผู้จำนองโดยตรง

            ถ้าจะฟ้องต้องบอกกล่าวไปยังทายาทของผู้จำนองซึ่งเปรียบเสมือนผู้รับโอน นั่นก็คือต้องบอกกล่าวล่วงหน้าหนึ่งเดือนก่อนตาม 735 เราก็ได้หลักกฎหมายว่า กรณีผู้จำนองถึงแก่ความตายไปก่อนที่โจทก์มีหนังสื่อบอกกล่าวบังคับจำนอง อย่างนี้ต้องบอกกล่าวไปยังทายาท ซึ่งเป็นเสมือนผู้รับโอนก็คือต้องบอกกล่าวล่วงหน้าหนึ่งเดือนแล้วจะบังคับได้ เรื่องนี้สำคัญนะครับ บางคดีมีการบอกกล่าวจริง แต่ในกำหนดระยะเวลาพอสมควรตาม 728 ซึ่งถ้ามีปัญหาข้อกฎหมายมาก็ยุ่งเหมือนกันนะครับ

           

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages