ครั้งที่ 3 . (แบบ หรือ หลักฐานการฟ้องร้อง 11/06/09 )
คราวนี้เป็นการบรรยายครังที่สามนะครับ เมื่อสองครั้งที่ผ่านมาได้อธิบายให้ทราบแล้วว่าสัญญาซื้อขายมีลักษณะอย่างไร และจะตกลงซื้อขายได้กี่ประเภทอย่างไรบ้าง
สิ่งที่อธิบายวันนี้คือถ้าผิดสัญญา ลำพังเพียงสัญญาซื้อขายเกิดขึ้นแล้วจะเป็นข้ออ้างในการฟ้องหรือปฏิเสธอย่างหนึ่งอย่างใดได้หรือไม่
เพราะถ้าดูแค่ว่าเกิดสัญญาซื้อขายหรือไม่ ก็ดูตามหลักนิติกรรมสัญญา คือแค่มีคำเสนอ คำสนอง อย่างนี้ก็เป็นสัญญาซื้อขาย เกิดแล้ว หรือถ้าดูที่ว่าคำสนองสอดคล้องกับคำเสนอหรือไม่ สัญญาเกิดขึ้นหรือยัง ลำพังการเกิดของสัญญานั้น จะถือว่าถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดสัญญาก็ฟ้องกันได้ทันที หรือไม่
แต่เราไม่ได้ดูแค่ตรงจุดนั้น เราดูว่า ผลของสัญญาซื้อขายนั้นเป็นอย่างไร
วันนี่ที่จะพูดคือเรื่องแบบ หรือ หลักฐาน ต้องแยกสองเรื่องนี้ไป
เมื่อใดที่กฎหมายบังคับให้ทำตามแบบ คือเป็นเรื่องที่กฎหมายเอาจริงเอาจัง
การที่สัญญาเกิดเด็กคลอดแล้ว สัญญาโมฆะคือคลอดแล้วตาย อันนี้คือนำการเกิดของเด็กมาอุปมานะครับ
เราพูดเรื่องแบบคือถ้าบังคับให้มีแบบ ไม่ทำตามแบบก็โมฆะ ผลของโมฆะก็ยาวเลย คือต้องคืนอย่างลาภมิควรได้
ส่วนสัญญาฟ้องร้องบังคับคดีมันไม่ใช่แบบ สมบูรณ์ทุกอย่าง ถ้าไม่มีใครคิดจะฟ้องใครก็เหมือนอยู่ได้ทุกประการ เพียงแต่ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งบิดพลิ้ว การจะฟ้องร้อง ก็ทำไม่ได้ เช่นกู้เงินเกิดจำนวนที่กฎหมายกำหนดต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อ ส่วนจะเป็นชื่อใครก็แล้วแต่เรื่องนั้นกฎหมายกำหนดไว้ว่าเป็นใคร
ในบางกรณีกฎหมายบังคับว่า ลงนามโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เข่นสัญญาจะซื้อจะขาย ที่เราจะเรียนต่อไป
ผู้ที่ถูกฟ้องคือผู้ที่ลงนาม คือผู้ที่ลงลายมือชื่อ
เป็นหลักว่า ถ้ากฎหมายบังคับให้ลงลายมือชื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็เป็นหลักว่าใครลงนามคนนั้นต้องรับผิด
พอมาถึงเรื่องสัญญาซื้อขาย เป็นเรื่องที่กฎหมายระบุไว้ชัดเลย
มีทั้งแบบ มีทั้งหลักฐานแล้วเราจะรู้ได้อย่างไร ก็ดูตามมาตรา 456 สิครับ
เริ่มที่แบบ คือ กรอบพิธีที่กฎหมายกำหนด ถ้าเป็นแบบกฎหมายไม่ยอมให้เลือกหรอก กฎหมายกำหนด วิธีไว้ แบบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คือให้ทำเป็นหนังสือ บางอย่างก็มีสร้อยคำว่าให้ ไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้า
มีบางอย่างที่เป็นแบบ แต่แค่ทำเป็นหนังสือก็มี
แต่ในส่วนของเรา ก็คือทำเป็นหนังสือ และ จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที
มีคำถามว่า ทำเป็นหนังสือ อย่างเดียว ไม่จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่มีผลเป็นอย่างไร คำตอบก็คือ โมฆะ
คำถามว่า ถ้า จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ไม่ทำเป็นหนังสือหล่ะ ผลเป็นอย่างไร คำตอบในทางทฤษฏีก็คือเป็นโมฆะ แต่ในทางปฏิบัติไม่มีทางเกิดได้เพราะเจ้าหน้าที่ก็ต้องมาบังคับให้ทำเป็นหนังสือให้ถูกต้องอยู่แล้ว ไม่งั้นเจ้าหน้าที่ที่ไหนจะรับจดทะเบียน
สัญญาซื้อขายที่ต้องจดทะเบียนกับพนักงานเจ้าหน้าที่ จำไว้เลยว่า มีเฉพาะสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด และต้องผูกติดกับ อสังหาริมทรัพย์เท่านั้น และผูกติดกับ สังหาริมทรัพยืพิเศษ
เฉพาะสองประเภทนี้เท่านั้น
รวมความแล้วเราเรียนว่า สัญญาซื้อขายมีห้าประเภท เฉพาะ ประเภทเดียว คือ เสร็จเด็ดขาดเท่านั้นที่ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียน
และไม่ใช่เสร็จเด็ดขาดทุกชนิด เฉพาะ อสังหาริมทรัพย์ และ สังหาริมทรัพย์พิเศษเท่านั้น
ที่รัฐต้องควบคุมทางทะเบียน และรัฐก็ได้ค่าธรรมเนียมด้วย และ จดกับใคร ก็ต้องเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจจดทะเบียนเรื่องนั้นๆด้วย
การทำตามแบบ ต้องเป้นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด
เราได้พูดมาแล้วว่า สัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข มีเงื่อนเวลา ก็เป็นสร้อยของ สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดเหมือนกัน
คำว่าอสังหาฯ เราก็เรียนมาในเรื่องกฎหมายทรัพย์แล้ว ก็คือ 1. ที่ดิน 2. ทรัพย์ติดที่ดิน 3. ทรัพยืประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดิน 4. ทรัพยสิทธิอันเดียวกับที่ดิน
โดยมากที่เราจะจำได้ดี ก็คือ บ้าน สวน ที่ดิน อาคารชุด
มีข้อที่น่าสังเกต คือ มีบางกรณีที่ ดูเผินๆ นึกว่าเป็นเรื่องซื้อขายอสังฯ และต้องไปจดทะเบียน ซึ่งความจริง มันไม่ใช่อสังฯ หรือเป็นแต่ไม่ต้องไปจดทะเบียน
หลักซื้ออสังฯต้องจด มันง่าย ไม่ออกสอบหรอก แต่ที่น่าออกคือไอนี่ ไอ้นั่นเป็นไหม มันน่าออก
สังเกต การซื้อขายหุ้นในอสังฯ ไม่ใช่อสังไม่ต้องจดทะเบียน
สอง การซื้อขายสิทธิบางอย่างซึ่งเป็นบุคคลสิทธิ แม้เกี่ยวกับอสังฯ ก็ไม่ถือเป็นการซื้อขายอสังฯ
5466/2539 (ญ )
จำเลยตกลงขายสิทธิการเช่าซื้อที่ดินพร้อมอาคารที่จำเลยทำสัญญาเช่าซื้อจาก การเคหะแห่งชาติแก่โจทก์โดยจำเลยตกลงให้โจทก์ผ่อนส่งเงินในกำหนดระยะเวลา หนึ่งซึ่งโจทก์ได้ผ่อนชำระให้จำเลยแล้วจำนวน62,000บาทข้อตกลงดังกล่าวไม่ได้ ทำเป็นหนังสือแม้ข้อตกลงดังกล่าวจะเป็นการตกลงเพื่อให้โจทก์เข้าไปสวมสิทธิ ของจำเลยที่มีอยู่ต่อการเคหะแห่งชาติในการที่จะรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อม อาคารต่อไปก็ตามแต่โจทก์ก็มิได้ฟ้องบังคับให้การเคหะแห่งชาติโอนที่ดินพร้อม อาคารให้แก่โจทก์อันจะต้องอยู่ในบังคับเรื่องการโอนสิทธิโจทก์ฟ้องบังคับให้ จำเลยปฏิบัติตามข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยเกี่ยวกับสิทธิเช่าซื้อที่ดิน พร้อมอาคารของการเคหะแห่งชาติซึ่งสิทธิเช่าซื้อดังกล่าวเป็นทรัพย์สินชนิด หนึ่งที่สามารถซื้อขายกันได้ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นการซื้อขายสิทธิแม้ไม่ทำ เป็นหนังสือแต่ก็ได้มีการชำระหนี้เนื่องในการซื้อขายนี้กันบ้างแล้วอันมีผล ผูกพันระหว่างจำเลยผู้ขายกับโจทก์ผู้ซื้อโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องตามข้อตกลงดัง กล่าว (วินิจฉัยโดยมติที่ประชุมใหญ่ครั้งที่3/2539)
เพราะทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังฯ ก็เป็นอสังฯ เหมือนกันนะครับ แต่เรื่องนี้มันเป็น บุคคลสิทธิ ไม่ใช่ทรัพยสิทธิ
ข้อสังเกตประการต่อไปสมัยก่อนออกสอบมากแต่ออกจนไม่ออกอีกแล้ว
คือการซื้ออสังหา แต่ให้รื้อออกไปอย่างสังหา ตอนที่เป็นเรื่อนติด มันเป็นอสัง แต่เมื่อซื้อเพื่อรือ้เอาไป เป็นการซื้ออย่างสังหา จึงไม่ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียน
แต่ถ้าซื้อเพื่อรือ้เอาไป แต่ไม่ได้พูดว่าจะรือ้เมื่อไหร่
2356/2518
ซื้อเรือนที่ปลูกในที่เช่า เจตนารื้อไปในภายหน้าซึ่งไม่กำหนดแน่นอน เป็นการซื้ออสังหาริมทรัพย์ ถ้าไม่ทำตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 เรือนยังเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าของเดิม เจ้าหนี้ของเจ้าของเดิมยึดเรือนบังคับคดีได้
หลักมันก็เลยเป็นว่าถ้าซื้อแล้วรื้อทันที ก็เป็นสังหา ซื้อแล้วอีกสามวันรื้อ ก็เป็นสังหา แต่ถ้าซื้อแล้วเมื่อไหร่ไม่รู้จะรื้อก็เป็นอสังฯ มันจะยุ่งยากในการคุ้มครองบุคคลภายนอก
สังเกตข้อต่อไป คือซื้อจากทางราชการ แม้ไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียน ก็ไม่เป็นโมฆะ
ก็แปลกไหมครับ ถ้าเป็นเอกชนกับเอกชน ถ้าไม่จดทะเบียนในการซื้อขายก็เป็นโมฆะถ้าภายหลังมานึกแล้วไปจดก็ไม่ใข่ไม่โมฆะนะครับ มันโมฆะอันแรกไปแล้ว แล้วค่อยสมบูรณ์อันหลัง
แต่ถ้าเป็นรัฐสมมุติว่า พรบ เวนคืน อสังฯ คือเจรจาซื้อไม่ได้ผล แล้วจึงออกกฎหมายเวนคืน
ถ้าถือตามหลัก 456 ก็เป็นโมฆะ แต่คำตอบสุดท้ายที่บอกว่าบังคับใช้ได้ มัน คือกฎหมายมหาชน ที่ว่าเมื่อได้แล้วเป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดิน
โดยทางปฏิบัติก็ไม่จดทะเบียนด้วย ขอให้มีหลักฐานแค่ว่า มีการซื้อขายแล้ว ก็พอ
อย่าว่าแต่ซื้อขายเลย รวมถึงแลกเปลี่ยนให้ ด้วย
ไม่ต้องจดทะเบียนเฉพาะกรณีรัฐเป็นฝ่ายซื้อนะ ถ้าเปลี่ยนเป็น นาย ก ไปซื้อจากรัฐ ต้องไปจดทะเบียนเท่านั้นนะ
แต่ก็ยาก ที่รัฐจะไปขายที่ให้ใคร ฟังดูเหมือนเอาเปรียบ แต่สาธารณะต้องมาก่อน ประโยชน์ส่วนบุคคล
ข้อสังเกตต่อไปอีกข้อคือ การซื้อขายอสังฯ จากการขายทอดตลาด ตามคำสั่งศาลหรือ จพท ไม่ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
5137/2537
โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินและตึกแถวพิพาทโดยอ้างว่าอาจให้เช่าได้ เดือนละ 20,000 บาท ศาลชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้เดือนละ 3,000 บาท โจทก์มิได้อุทธรณ์ จึงฟังได้ว่าที่ดินและตึกแถวพิพาทอาจให้เช่าได้เดือนละ 3,000 บาท แม้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหายที่โจทก์ถูกผู้ ซื้อที่ดินและตึกแถวพิพาทปรับอีก 100,000 บาท ทุนทรัพย์ที่พิพาทในส่วนนี้ก็ไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 ที่จำเลยฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์จึงเป็น ฎีกาในข้อเท็จจริง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1330 กำหนดเรื่องการขายทอดตลาดทรัพย์สินตามคำสั่งศาลหรือคำสั่งของเจ้าพนักงาน พิทักษ์ทรัพย์ไว้เป็นกรณีพิเศษไม่อยู่ในข่ายของการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ทั่วไปที่บัญญัติเรื่องแบบนิติกรรมไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 ดังนั้น แม้จำเลยซื้อที่ดินและตึกแถวพิพาทมาจากลูกหนี้เมื่อลูกหนี้ถูกศาลมีคำสั่ง พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดก่อนจดทะเบียนการโอนที่ดินและตึกแถวพิพาทให้แก่จำเลย กรรมสิทธิ์ในที่ดินและตึกแถวพิพาทยังเป็นของลูกหนี้อยู่ โจทก์ซื้อที่ดินและตึกแถวพิพาทจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งของเจ้าพนักงาน พิทักษ์ทรัพย์ โจทก์จึงมีสิทธิในที่ดินและตึกแถวพิพาทดีกว่าจำเลย
คือมันยังสมบูรณ์แม้ยังไม่ได้ไปจด มันเป็นข้อยกเว้น แต่มีความเห็นต่างในเรื่องของเหตุผล ว่าอย่าไปบอกว่าเป็นข้อยกเว้นเลย พูดใหม่ว่ายังไม่ต้องจด ดีกว่า เพียงแต่มีฐานะเป็นผู้มีสิทธิจดทะเบียนได้ก่อนเท่านั้น ถ้าเป็นข้อยกเว้นจริง มันต้องชนะคนทั้งหมด แต่เอาเข้าจริงถ้ามีคนอื่นมา ก็ต้องเช็คว่าสุจริตหรือไม่ จดทะเบียนหรือไม่
แต่ก็เป็นอันรู้คำตอบแล้วกันว่าการซื้อทรัพย์จากทอดตลาดแม้ยังไม่จดทะเบียน ก็ยังไม่เป็นโมฆะ
ข้อยกเว้น ข้อที่ 6. คือแม้การซื้อขายอสังฯต้องจดทะเบียน แต่มันมีช่วงเวลาที่เป็นช่องว่าง เช่น อยู่ระหว่างรอจดทะเบียน ปกติมันก็คือสัญยาไม่จดทะเบียน ถ้าเราไปทึกทักว่าโมฆะมันก็ไม่ยุติธรรม
เช่นจะไปซื้อที่ รถชนกัน ระหว่างนั่งรอนานๆเกิดอยากเปลี่ยนใจ ก็จะมาอ้างว่า มันยังไม่จดทะเบียนเป็นโมฆะ
ไอ้ครั้น จะบอกว่าเป็นสัญญาจะซื้อจะขายก็ไม่มีหนังสือหรือหลักฐานใดๆเลย เพราะ กะว่าจะไปทำที่ที่ดิน
ไอ้อย่างนี้จะบอกให้โมฆะมันก็ไม่ยุติธรรม ศาลก็บอกว่า ก็สมบูรณ์ ในลักษณะ จะซื้อขายและการที่คู่กรณีเดินทางมา ประสงค์จดทะเบียน ก็ตีความให้เพื่อความเป็นธรรมว่า ไม่จำต้องมีหลักฐานอย่างวรรคสอง เป็นการสันนิฐานจากการประพฤติ
ต่อไปก็เป็นสัญยาซื้อขายสังหาริมทรัพย์พิเศษ ที่ต้องจดทะเบียน เพราะขณะร่างประมวลแพ่งขึ้นนั้น เขาเห็นว่าสังหาฯนี้สำคัญในสมัย ร 6 นั่นก็คือ เรือระวางห้าตัน ขึ้นไป แพ และก็สัตว์พาหนะ
มาวันนี้ ปี 52 เราอาจเห็นว่า เรือไม่สำคัฐแล้ว แพคืออะไร จะมาสำคัญกว่ารถเฟอรรารี่สิบกว่าล้านได้อย่างไร
จดตามพรบ รถยนต์เพื่อให้รู้ว่าเป็นของใครอยู่ที่ดิน เป็นเพื่อประโยชน์มหาชนไม่ได้เพื่อโอนกรรมสิทธิ์อย่าง กฎหมายเอกชน
มันจึงมีกรณีโอนลอย คือ ผมเป็นเจ้าของรถ พอขายไปลงทะเบียนมันก็เป็นมือสอง ราคารถก็ตกทันที แต่ถ้าผม โอนลอย คือส่งทะเบียนและเก็บหนังสือมอบอำนาจการจดทะเบียน อันนี้ก็ถือว่าเป็นการโอนลอย พอต่อมาห้าปี มีคนมาซื้อ จะเอาใบมอบอำนาจนั้น ให้มือที่สามไปเลย
แต่ระวังนะ อย่าไปทำอย่างนี้กับ ที่ดิน หรือ สังหาพิเศษเข้า โดยมากพวกนี้มักทำกับ บ้านจัดสรร เพราะจะเป็นโมฆะ เพราะเป็นการโกงภาษี
เรือ ก็ตั้งแต่ห้าตันขึ้นไป
แพ ก็เฉพาะเรือนแพ เท่านั้น
สัตว์พาหนะก็มีพรบสัตว์พาหนะ ปี 2482 ว่ามี 6 ชนิดคือ ช้าง ม้า โค กระบือ ล่อ ลา
ก็มีกรณีคนสั่งซื้ออูฐ จากอียิบ เกิดทะเลาะกันว่าต้องไปจดทะเบียนหรือไม่ ก็ไม่ใช่สัตว์พาหนะตาม กฎหมายไทย
อย่าพาซื่อว่าซื้อช้างซื้อม้า ซื้อโค ซื้อกระบือต้องจดทะเบียนทั้งหมด ให้จำว่าต้องจดทะเบียนต่อเมื่อ มีตั๋วรูปพรรณ ไม่ใช่ว่านึกจะมีก็ทำเองได้ ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ต้องให้เจ้าหน้าที่ทำให้ เวลาจะขายกันก็ต้องโอนตั๋ว
กฎหมายกำหนด อายุของสัตว์ชนิดนั้นๆด้วยเช่นกัน ในการทำตั๋วรูปพรรณ เพราะกลัวตายเสียก่อน เสียเวลาเปล่าๆ
ข้อสังเกตประการที่สอง เคยออกสอบเนฯมาแล้ว ว่าสัตว์บางชนิดแม้เป็นสัตว์พาหนะไปแล้ว เช่น มีตั๋ว หรือ อายุถึง หรือใช้งานอย่างสัตว์พาหนะแล้ว แต่ซื้ออย่างไม่ใช่สัตว์พาหนะก็หลักคล้ายๆ ซื้อเรือนแบบรือ้เอาไป
ข้อสอบก็มีออกว่า ก จัดงานวันเกิด ให้ล้มวัวแล้วชำแหละ ให้มาเพื่อทำแกงมัสมัน คำตอบ เป็นการซื้อสังหาริมทรัพย์ทั่วไปธรรมดา
ถ้าไม่ทำตามแบบก็โมฆะ โมฆะสัญญาก็สิ้นผลผูกพัน ไม่ใช่เลิกสัญญานะ เมื่อสิ้นผลผูกพัน ก็ต้องคืนทรัพย์กัน อย่างลาภมิควรได้ ไม่ใช่คืนสู่ฐานะเดิมนะ คือวันที่ทำสัญญามีเท่าไหร่ ก็เอามาคืนให้ครบ ใช้ไปแล้ว ก็ไปหามาคืนให้ได้
การคืนอย่างลาภมิควรได้ คือ คืนเท่าที่สุจริต
ต่อมา มาถึงเรื่องหลักฐานการฟ้องร้องคดี สัญญาที่ต้องการ หลักฐานนี้คือ
1. สัญญาจะซื้อจะขาย อสังฯ หรือ สังหาฯพิเศษ
2. คำมั่นซื้อจะขาย อสังฯ หรือ สังหาฯพิเศษ
3. สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดสังหา ที่มีมูลค่า สองหมื่นบาทเป็นต้นไป
หลักฐานการฟ้องร้อง ถ้าไม่มี สัญญาก็สมบูรณ์แต่อย่ามีเรื่องกันก็แล้วกัน
เช่นซื้อแหวนเพชรวงหนึ่งสิบล้าน ส่งมอบก็จบ ไม่มีปัญหาก็อยู่กันไปตลอด
หลักฐานการฟ้องร้องคดี มีอะไรบ้าง สัญญาซื้อขายให้เลือกตั้งสามอย่าง
1. หลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้รับผิด ผู้รับผิดก็คือคนที่จะถูกฟ้องนั้นเอง ใครลงชื่อคนนั้นก็ต้องรับผิด ถ้าให้มันแฟร์ เวลาทำสัญญาก็พยายาม ทำให้มันมีสองคน
มันต่างกับทำเป็นหนังสือไง ครับ ทำเป็นหนังสือมันต้องลงชื่อทั้งคู่ แต่ถ้าแค่หลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้รับผิด ใครเซ็นต์คนนั้นซวย
และก็ไม่ใช่แค่นี้ มีทางเลือก
2. วางมัดจำ คือเงิน ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งวางไว้เป็นประกันว่ามีการทำสัญญา มันก็ยากที่มีกรณีผู้ขายวางมัดจำ มีแต่เรื่องผู้ซื้อวางมัดจำ จำไว้เลยว่าเรื่องการวางมัดจำเนี่ย พิเศษทั้งสองฝ่ายผลัดกันฟ้องซึ่งกันและกันได้ ต่างคนต่างฟ้องได้ อย่าไปเอาหลัก การมีหลักฐานเป็นหนังสือเมื่อสักครู่มาใช่นะ
3. ถ้าไม่มีสองอย่างข้างบน ก็ยังมีทางเลือก คือ การชำระหนี้บางส่วน คือใครชำระหนี้บางส่วนก๋ได้ ผู้ซื้อ หรือ ผู้ขายก็ได้ ส่งมอบ ล้อไปก่อน ก็ได้ จ่ายเงินไปก่อน สิบบาทก็ได้
ไม่ว่าใครเป็นฝ่ายชำระหนี้บางส่วน ทั้งสองฝ่ายต่างฟ้องกันได้
กรุณาเข้าใจเลยไปอีกว่า ชำระหนี้บางส่วนได้ ดังนั้นหากชำระหนี้ เต็มส่วนเลย ก็ย่อมถือเป็นหลักฐานได้
เคยมีกรณีที่น่าสนใจ คือซื้อขายสังหา เกินสองหมื่น ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ มีแต่มัดจำ เรื่องแปลกคือศาลฏีกาตัดสินว่าการวางมัดจำไม่อาจเป็นหลักฐานได้ มันก้งง สิ ถ้าฟังแค่นี้
1541/2509
เอกสารมีว่า ".....ได้รับเงินวางมัดจำค่าที่ดิน.....เป็นเงิน 5,000 บาท.....เพื่อทำสัญญาซื้อขาย ในวันที่ 10 พฤษภาคม 2504(ในระยะนี้ข้าพเจ้าจะทำการขายให้ใครไม่ได้) ขายในราคาไร่ 35,000 บาท....." โจทก์อ้างว่าเอกสารนี้เป็นสัญญาจะซื้อขาย กำหนดไปจดทะเบียนทำการซื้อขายตามกฎหมายในวันที่ 10 พฤษภาคม 2504 จำเลยสู้ว่า เอกสารนี้เป็นเพียงใบรับเงินค่ามัดจำคำว่า เพื่อทำสัญญาซื้อขายในวันที่ 10 พฤษภาคม 2504 หมายถึงการทำหนังสือสัญญาซื้อขายกันเองอีกชั้นหนึ่ง โดย โจทก์จะต้องผ่อนชำระราคาที่ดินล่วงหน้า ได้มีการพูดจากันก่อนทำเอกสารนี้แล้วว่า ในการที่จะทำหนังสือสัญญาซื้อขายกันเองในวันที่กำหนดนั้น จะต้องมีรายละเอียดตามที่พูดกันไว้ ดังนี้ ข้อต่อสู้ของจำเลยเป็นการโต้เถียงความหมายของถ้อยคำในเอกสารว่า คู่ความอีกฝ่ายคือโจทก์ตีความหมายผิด จำเลยย่อมนำสืบแสดงถึงพฤติการณ์และข้อตกลงเพื่อเป็นเหตุผลแสดงความหมายแห่ง ถ้อยคำในเอกสารได้ ไม่เป็นการสืบข้อความเพิ่มเติมในเอกสาร
แม้ วิธีที่จะทำสัญญาจะซื้อขายกัน กฎหมายกำหนดไว้หลายวิธีก็ตาม เมื่อคู่สัญญากำหนดจะทำกันโดยวิธีทำเป็นหนังสือสัญญาให้มีข้อตกลงทุกข้อตาม ที่พูดกัน ก็ต้องเป็นไปตามเจตนาของคู่สัญญา จะนำเอาวิธีอื่นเช่นการวางเงินมัดจำมาวินิจฉัยว่าเป็นข้อตกลงจะซื้อขายกัน แล้วโดยบริบูรณ์หาได้ไม่
การวางเงินมัดจำซึ่ง กำหนดไว้ว่าจะต้องทำสัญญาจะซื้อขายเป็นหนังสือขึ้นอีกฉบับหนึ่งในวันที่ กำหนด (ตามเอกสารดังกล่าวในวรรคต้น) นั้น ผูกพันต่อกันเพียงถึงวันที่กำหนดไว้ว่าจะทำหนังสือสัญญาขึ้นใหม่เท่านั้น และผูกพันเท่าที่มีข้อความในวงเล็บกำกับไว้ว่า "ในระยะนี้ข้าพเจ้าจะทำการขายให้ใครไม่ได้" ซึ่งแปลความหมายได้ว่า ถ้าพ้นระยะนี้และไม่มีการทำหนังสือสัญญาขึ้นตามที่กำหนดกันไว้ จึงขายให้คนอื่นได้
คู่กรณีพูดกันว่า ข้อสัญญาจะต้องตกลงกันโดยทำเป็นหนังสือจึงถือว่ายังมิได้มีสัญญาต่อกันจน กว่าจะได้ทำขึ้นเป็นหนังสือ และการที่ได้ทำความเข้าใจกันไว้โดยพูดกันว่าโจทก์จะต้องชำระเงินในวันทำ หนังสือสัญญาจะซื้อขาย และต้องชำระราคาล่วงหน้างวดที่ 2ในวันอื่นต่อไปนั้น ก็หาเป็นการผูกพันไม่ จนกว่าข้อตกลงเช่นว่านี้จะได้ทำเป็นหนังสือขึ้น
5331/2538
คู่สัญญากำหนดจะทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโดยวิธีทำเป็นหนังสือตามประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 366 วรรคสอง ก็ต้องเป็นไปตามเจตนาของคู่สัญญาเมื่อยังไม่ได้ทำเป็นหนังสือ สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินจึงยังไม่เกิด จะนำเอาวิธีอื่น เช่น การวางเงินมัดจำมาวินิจฉัยว่าเป็นข้อตกลงจะซื้อจะขายกันแล้วโดยบริบูรณ์หา ได้ไม่
เป็นเรื่อง ที่น่าออกข้อสอบจริงๆนะ คนออกก็รู้ว่าเก็ง ก็ไม่ออก ก็อ่านใจถูก ก็รอให้เลือนหายความสนใจไปสักพัก แล้วค่อยออก ฏีกาสองเรื่องนี้ข้อเท็จจริงตรงกัน ว่าแม้วิธีที่ ทำสัญญาทำได้ อย่างใดอย่างหนึ่งใน สามอย่าง แต่เมื่อได้ตกลงกันว่า จะมีผลเมื่อ มีหลักฐานเป็นหนังสือ ครอบคลุมทุกประการ ดังนั้นเมื่อฝ่ายหนึ่ง วางมัดจำจึงถือว่ายังไม่มีหลักฐาน
คือเป็นเรื่องการร่างสัญญา โดยมีการเจรจากันว่าจะมีผลต่อเมื่อลงนามในสัญญา เจรจาว่าจะให้ฝ่ายหนึ่งยกร่างแล้วส่งมาให้ตรวจ ถ้าตกลงแล้วก็จะลงนาม แล้วค่อยปฏิบัติตามสัญญา
เรื่องก็เกิดคือ ได้มีการส่งสัญญามาให้ตรวจแล้ว ไม่ยอมลงนาม แต่ได้ทำการซื้อขายกัน ต่อไป เพื่อเป็นหลักฐานก็ได้มีการวางมัดจำ หรืออาจเปลี่ยนเป็นชำระหนี้บางส่วนก็ได้นะ ต่อมาได้มีการฟ้องกัน
แสดงว่าทั้งสองฝ่ายได้สละหลักฐานอย่างอื่นไปแล้ว เมื่อไม่มีหลักฐานชนิดนั้น การที่เลือกวางมัดจำ หรือ ฃำระหนี้บางส่วน ก็ไม่มีผล
แต่ก็ใช่ได้เฉพาะล็อตนั้นเท่านั้น
รวมความแล้วก็คือ จะอาศับเป็นหลักฐานของ ทุกครั้งไม่ได้
เรื่องนี้มีเหตุเกิดขึ้นได้เยอะเพราะการทำสัญญาในโลกปัจจุบันนี้ มีข้อตกลงมากมายหลายข้อกัน
3046/2537
การที่โจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลมีภูมิลำเนาอยู่ในต่างประเทศตกลงซื้อขายข้าว นึ่งกับจำเลยที่ 1 ซึ่งภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทยโดยทางโทรพิมพ์ และโจทก์ได้เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตมายังเครดิตธนาคาร ก. เพื่อชำระเงินค่าข้าวนึ่งตามที่มีการติดต่อกันไว้ทางโทรพิมพ์แล้วก็ตาม เมื่อการตกลงซื้อขายข้าวนึ่งดังกล่าวไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อ จำเลยทั้งสองผู้ต้องรับผิดหรือได้วางประจำหรือได้ชำระหนี้บางส่วนแล้ว ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคสอง โจทก์จึงไม่สามารถฟ้องร้องบังคับแก่จำเลยทั้งสองได้
เป็นฏีกาที่ กล่าวถึงกันมาก ว่าศาลไทยล้าหลังหรือไม่ ศาลฏีกาวินิจฉัยว่า ซื้อขายสังหาทั่วไป มีราคาเกินที่กฎหมายกำหนด ไม่มีการชำระหนี้บางส่วน เพราะการเปิด l/c ไม่ใช่การชำระหนี้บางส่วน เพราะเงินอยู่ที่ธนาคาร
ที่วิจารณ์คือ ศาล ไม่เห็นว่าแฟกซ์ เป็นหลักฐานที่ใช้กันไม่ได้ เหรอ โลกนี้ก้าวไปถึงขนาด สั่งซื้อกันทางอินเตอร์เน็ต แล้ว
สิ่งนี้แหละที่มี พรบ ธุรกรรมทางอิเลคโทรนิค ที่ยินยอมให้ การเจรจาทาง อีคอมเมิซ สามารถใช้ได้
แต่เราก็เสียรังวัดไปเยอะเช่นกันนะครับ ก็เลยมีการคิดกันว่าถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราควรแยกกฎหมายแพ่งออกจากพาณิชย์
วันนี้ก็พอแค่นี้ก่อน