ฎีกาที่ 3583/2555
ข้อเท็จจริง
1. อัยการโจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 16
เมษายน 2547 เวลากลางวัน
จำเลยบันดาลโทสะเห็นภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของตนนอนหนุนตักนายชัยยาชายชู้และกอดจูบกัน
จำเลยจึงใช้มีดปลายแหลมไม่ทราบชนิดและขนาด 1 เล่มแทงนายชัยยาหลายครั้งโดยมีเจตนาฆ่าจนถึงแก่ความตาย
ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 72, 288
1.1 อัยการมีอำนาจฟ้องคดีนี้ได้เป็นไปตาม
ป.วิ.อ. มาตรา 28(1) และคดีนี้ได้ผ่านการสอบสวนตาม มาตรา 120
แล้ว และการบรรยายฟ้องคดีนี้เป็นไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158(5) ซึ่งมีหลักการบรรยายฟ้องว่า ต้องบรรยายให้ครบองค์ประกอบความผิดฐานฆ่าคนตาม
ป.อ. มาตรา 288
1.2 เมื่ออัยการยื่นฟ้อง
อัยการต้องนำตัวจำเลยมาส่งศาลพร้อมกับคำฟ้อง ศาลก็จะสั่งประทับฟ้องของอัยการทำนองว่า
“ประทับฟ้อง หมายขังจำเลยไว้”
1.3 ถ้าจำเลยอยู่ต่อหน้าศาลแล้วในคดีอาญา
ศาลจะดำเนินการตาม ป.วิ.อ. มาตรา 173 คือ
ถามเรื่องทนายจำเลยก่อน จากนั้นจึงจะได้อ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง ตาม ป.วิ.อ.
มาตรา 172 และถามจำเลยว่าจะให้การอย่างไร
2. คดีนี้ จำเลยให้การรับสารภาพ
2.1 การรับสารภาพของจำเลยนั้นส่งผลถึง
ป.วิ.อ. มาตรา 176 ซึ่งบัญญัติว่า “ในชั้นพิจารณาถ้าจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง
ศาลจะพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้ เว้นแต่
คดีที่จำเลยรับสารภาพนั้นกฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ 5 ปีขั้นไป หรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น
ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยกระทำผิดจริง”
2.2 เมื่อพิจารณาโทษตาม ป.อ. มาตรา 288
แล้ว คดีนี้อัยการโจทก์ต้องนำพยานมาสืบประกอบคำรับสารภาพของจำเลย
3. เมื่อสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพแล้ว
ปรากฏว่า ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
3.1 การยกฟ้องของศาลชั้นต้นนั้นเป็นไปตาม
ป.วิ.อ. มาตรา 185 บัญญัติไว้ว่า “ถ้าศาลเห็นว่าจำเลยไม่ได้กระทำผิดก็ดี
การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดก็ดี คดีขาดอายุความแล้วก็ดี
มีเหตุตามกฎหมายที่จำเลยไม่ควรต้องรับโทษก็ดี ให้ศาลยกฟ้องโจทก์ปล่อยจำเลยไป”
3.2 การพิพากษายกฟ้องโจทก์เช่นนี้
ส่งผลไปยัง ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ ซึ่งพิจารณาอัตราโทษตาม
ป.อ. มาตรา 288 แล้ว
อัยการโจทก์จึงสามารถอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้ว่าจำเลยกระทำผิด
3.3 อัยการโจทก์จะต้องยื่นอุทธรณ์ภายใน
1 เดือน ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 198
3.4 ในทางปฏิบัติเมื่ออัยการโจทก์ยื่นอุทธรณ์ถูกต้องแล้ว
ศาลจะสั่งอุทธรณ์ของอัยการโจทก์ทำนองว่า “รับอุทธรณ์สำเนาให้อีกฝ่าย”
หรือสั่งทำนองว่า “รับอุทธรณ์ของโจทก์
สำเนาให้จำเลยแก้”
3.5 คดีนี้
ฝ่ายจำเลยเมื่อได้รับอุทธรณ์ของอัยการแล้ว หากประสงค์จะแก้อุทธรณ์ต้องยื่นแก้อุทธรณ์ภายใน
15 วัน ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 200
4. ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้พิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์แล้ว ปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 290 วรรคแรก
ประกอบมาตรา 72 จำคุก 3 ปี
คำให้การรับสารภาพและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา
มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก
1 ปี 6 เดือน
4.1 ผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
ทำให้คดีนี้ไม่ต้องห้ามคู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218
วรรคแรก เพราะศาลอุทธรณ์มิได้พิพากษายืนหรือแก้ไขเล็กน้อย
แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ดังนั้น คู่ความจึงฎีกาในข้อเท็จจริงได้
4.2 จำเลยจึงฎีกาว่า
ไม่ได้กระทำผิดเนื่องจากจำเลยกระทำการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย
4.3 การฎีกาของจำเลย ที่ว่า
จำเลยไม่ได้กระทำผิดเพราะเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายนั้น
ประเด็นทางกฎหมายมีว่า การฎีกาของจำเลยเช่นนี้เป็นปัญหาข้อเท็จจริงไม่ต้องห้ามตาม
ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคแรก แต่มีประเด็นปัญหาต่อมาว่า
เมื่อจำเลยมิได้เป็นผู้ยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นว่าในชั้นอุทธรณ์เหตุใดจึงฎีกาในปัญหาข้อนี้ได้
ข้อนี้อธิบายได้ว่าเป็นการนำ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ประกอบ
ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคแรก มาใช้
จะเห็นได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหรือไม่นั้น
โจทก์ได้ยกขึ้นในชั้นศาลอุทธรณ์แล้ว ดังนั้น
จำเลยจึงยกขึ้นในชั้นฎีกาได้เพราะถือว่ามีการว่ากล่าวกันมาแล้วในชั้นอุทธรณ์โดยโจทก์เป็นผู้ยกขึ้นมา
5. ประเด็นตามประมวลกฎหมายอาญา
สำหรับฎีกานี้ ขึ้นสู่ศาลฎีกามีว่า
5.1 ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติในเบื้องต้นว่า
จำเลยเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของนางจันสี ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดั่งฟ้อง
จำเลยไปพบนางจันสีนอนหนุนตักนายชัยยาผู้ตายและกอดจูบกัน
จำเลยจึงเข้าไปชกต่อยผู้ตายและจำเลยใช้มีดปอกผลไม้แทงผู้ตายหลายครั้งเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย
คดีมีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า
การที่จำเลยใช้มีดแทงผู้ตายเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
(1) ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า ตาม
ป.อ. มาตรา 68 บัญญัติว่า
ผู้ใดจำต้องกระทำการใดเพื่อป้องกันสิทธิของตนหรือของผู้อื่นให้พ้นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง
ถ้าได้กระทำพอสมควรแก่เหตุ การกระทำนั้นเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า
นางจันสีเป็นภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยซึ่งจำเลยย่อมมีสิทธิตามกฎหมายที่จะกระทำการป้องกันเกียรติยศชื่อเสียงของตน
โดยมิให้ชายอื่นมามีความสัมพันธ์ฉันท์ชู้สาวกับภรรยาของตนได้
แต่ขณะเกิดเหตุจำเลยพบเห็นนางจันสีนอนหนุนตักผู้ตายและกอดจูบกันเท่านั้นโดยยังไม่มีการร่วมประเวณีกันและการที่ผู้ตายกระทำต่อนางจันสีดังกล่าวก็เป็นไปโดยนางจันสีสมัครใจยินยอม
พฤติการณ์เช่นนี้ยังถือไม่ได้ว่ามีภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง
ซึ่งจำเลยจำต้องกระทำเพื่อป้องกันสิทธิแต่อย่างใด
(2) ศาลฎีกามีความเห็นเพิ่มเติมว่า
แต่การที่ผู้ตายกับนางจันสีกอดจูบกันเช่นนี้ นับเป็นการกระทำที่ข่มเหงจิตใจจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมเมื่อจำเลยเห็นเหตุการณ์เช่นนี้ย่อมเหลือวิสัยของจำเลยที่จะอดกลั้นโทสะไว้ได้จึงเข้าไปชกต่อยผู้ตายแล้วใช้มีดปลอกผลไม้ที่วางอยู่ใกล้ตัวแทงผู้ตายเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา
การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ ตาม ป.อ. มาตรา 72 ไม่ใช่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายดังที่จำเลยฎีกา
(3) ศาลฎีกาได้พิจารณาต่อไปว่า
การที่จำเลยเข้าไปชกต่อยผู้ตายและใช้มีปลอกผลไม้แทงทำร้ายผู้ตายนั้นแม้จำเลยจะอ้างว่ามิได้มีเจตนาฆ่าก็ตาม
แต่ปรากฏว่าจะเลยใช้มีดแทงผู้ตายหลายแห่งโดยเฉพาะบาดแผลที่หน้าอกขวาซึ่งเป็นที่ตั้งของอวัยวะสำคัญมีขนาดบาดแผล
3.5 x 18 ซม.
แสดงว่าเป็นการถูกแทงโดยแรงซึ่งจำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าบาดแผลดังกล่าวอาจทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตายได้
เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตาย จำเลยจึงมีความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยเจตนา หาใช่เป็นเรื่องที่จำเลยไม่มีเจตนาฆ่าผู้ตายดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค
4 วินิจฉัยไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามาในส่วนนี้ไม่ชอบ
ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย
ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง
ประกอบมาตรา 225 แต่เมื่อโจทก์มิได้ฎีกา
ศาลฎีกาจึงปรับบทลงโทษจำเลยให้ถูกต้องได้ แต่ไม่อาจเพิ่มโทษของจำเลยได้ ตาม
ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225
Credit : รพี ๕๖//ทบทวนหลักกฎหมายกับ อ.ประยุทธ
.............................................................................................................................................................
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++