หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า kankokub ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ไกรสร บารมีอวยชัย ผู้บรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า ขอบคุณ. http://www.muansuen.com และคุณ admin ที่นำ flie เสียงมาลงแบ่งปันให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
สรุปคำบรรยาย สัปดาห์ที่ 2 ชั่วโมงที่ 1 – 2 พฤ 3/12/52
สำหรับวิชาที่อาจารย์รับผิดชอบก็คือ กฎหมายล้มละลายซึ่งบรรยายคู่กับอาจารย์เอื้อน ขุนแก้ว อาจารย์บรรยายในส่วนล้มละลาย อาจารย์เอื้อน สอนในส่วนฟื้นฟูกิจการ ก็มีความคิดให้เนฯ เชิญ อาจารย์หลายท่านมาร่วมสอน จะได้หลายความคิด ดูหน้าดูตาอาจารย์ก็คุ้น เคยได้สอนในชั้นปริญญาตรี หวังว่าคงไม่มีการซ้ำชั้นในการเรียนที่นี่
เวลาเรียนกฎหมายทุกฉบับอยากให้เข้าใจวัตถุประสงค์ ว่ามีความจำเป็นที่จะต้องบัญญัติกฎหมายมาจากอะไร กฎหมายล้มละลาย มีความจำเป็น ต้องนำกฎหมายมาใช้ เช่นคนโทรศัพท์ในรถ อาจจะยังไม่มีกฎหมาย ก็เริ่มจากการเชิญชวน แล้วไม่มีคนเชื่อ ก็มีปัญหาเกิดอุบัติเหตุก็เลยต้องออกกฎหมายมาใช้ โดยมีวัตถุประสงค์ให้คนขับรถ ไม่ใช้มือถือ เช่นเดียวกับกฎหมายล้มละลาย เมื่อลูกหนี้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ มันก็เกิดปัญหาขึ้นกับใครบ้าง แน่นอนเมื่อชำระหนี้ไม่ได้ไปทำงานได้มาเจ้าหนี้ก็มาบังคับฟ้องคดีแพ่งก็มายึดไปหมดลูกหนี้ก็ไม่มีกำลังใจที่จะมาทำงาน อย่างในช่วงหลังวิกฤษต้มยำกุ้ง ก็มีคนฆ่าตัวตายก็เป็นปัญหาสังคม
ไม่ใช่เฉพาะแต่ปัญหาของลูกหนี้ เจ้าหนี้ก็มีปัญหาที่จะต้องไปแย่งชิงให้ได้รับชำระหนี้เต็มจำนวน แย่งชิงที่ได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ แน่นอนเจ้าหนี้หลายรายก็ต้องได้ทรัพย์เพียงคนเดียว คนมีกำลังก็จะได้ไป ก็อาจมีการต่อสู้ระหว่างเจ้าหนี้ด้วยกัน รัฐก็ต้องเข้ามาดูแลในจุดนี้เพื่อให้ทุกคนมีสิทธิได้รับชำระหนี้ในส่วนที่เหมาะสมทุกคน
ในพรบล้มละลายมีบทบัญญัติอะไรบ้างที่ให้ได้รับชำระหนี้ทุกคน เช่นกระบวนการในการขอรับชำระหนี้ ไม่ใช่คนฟ้องได้เพียงคนเดียวทุกคนมีสิทธิได้ทุกคน กฎหมายไม่ยอมให้คนหนึ่งคนใดได้รับชำระหนี้ไปก่อน จำมาตรา 115 ได้หรือไม่ครับ ถ้ามีเจ้าหนี้คนใดได้เปรียบเจ้าหนี้คนอื่น จพทมีสิทธิเพิกถอน
มาตรา 13 ให้นั่งพิจารณาเป็นการด่วน นอกจากนี้ยังต้องกันให้เจ้าหนี้ทุกรายได้รับชำระหนี้ให้ได้มากที่สุดกฎหมายล้มละลายมีกระบวนการให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ได้มากที่สุด คือให้ค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด ค่าขึ้นศาลก็ถูกกว่าคดีแพ่งสามัญ ค่าขึ้นศาลเพียง ห้าร้อยบาท
ค่าใช้จ่าย พอลูกหนี้แพ้คดีลูกหนี้ก็ต้องรับผิดชอบ กองทรัพย์สินก็น้อยลง เลยมีการสร้างกฎหมายให้ง่ายรวดเร็ว ประหยัด การรวบรวมทรัพย์แทนที่จะให้ไปฟ้องเรียกร้องเอง ก็เป็นการ ให้จพท ที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐรวบรวม
นอกจากการประนอมหนี้แล้วมีอะไรอีกหล่ะ การปลดจากล้มละลาย หนี้หลุดไปหมดไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ หนี้ต่างๆก็หลุดพ้นไป นี่คือมาตรการในกฎหมายล้มละลาย
ต่อไปการแตกต่างคดีแพ่งกับคดีล้มละลาย
1.ดูจากผลของคดีที่มีต่อเจ้าหนี้ คดีล้มละลายให้สิทธิเจ้าหนี้ทุกรายได้ประโยชน์ มีสิทธิมาขอชำระหนี้ได้ แต่คดีแพ่งให้สิทธิเฉพาะเจ้าหนี้ที่ฟ้องเท่านั้น
2.ผลต่อลูกหนี้ คดีล้มละลายลูกหนี้ถูกบังคับกับทรัพย์สินทั้งหมด ไม่ดูว่าเจ้าหนี้ฟ้องในทรัพย์สินชิ้นใด ซึ่งต่างกันกับคดีแพ่งเมื่อเจ้าหนี้ฟ้องลูกหนี้ ไม่เกินหนี้ที่ฟ้อง หรือหนี้ตามคำพิพากษาเท่านั้น
กระบวนพิจารณาคดีล้มละลายก็บางครั้งก็นำคดีแพ่งมาใช้ไม่ได้ เช่นในเรื่องลักษณะพยาน
ต่อไปก็คือกระบวนล้มละลาย
เริ่มจากเจ้าหนี้ ฟ้อง ลูกหนี้ต่อศาล กฎหมายล้มละลาย ไม่มี โจทก์ หรือ จำเลยเฉยๆ
เพราะกฎหมายไม่มีและตอนเราวินิจฉัยคดี แล้วอ้างมาตรา มันก็เขียนคัดกัน คำก็อ้างผิด อันนี้ก็เล่าถึงสาเหตุให้ฟัง
เมื่อเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ศาลก็พิจารณาตัดสินคดี ถ้าให้ลูกหนี้ชนะก็พิพากษายกฟ้อง ถาลูกหนี้แพ้ก็สั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด
แล้วมาดำเนินคดีกันที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เพราะฉะนั้นกระบวนพิจารณามีทั้งที่ศาล และ จ.พ.ท จ.พ.ท. ก็จะทำการนัดประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรก จ.พ.ท.ก็รายงานให้ศาลพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย
อีกหน้าที่หนึ่งคือรวบรวมเจ้าหนี้ กฎหมายก็ให้เจ้าหนี้ยื่นขอรับชำระหนี้ จพทก็ทำการสอบสวน ให้ศาลสั่งว่าแต่ละรายมีสิทธิเท่าไหร่
หน้าที่ประการที่สามคือรวบรวมทรัพย์สิน แล้วต่อมาก็คือชายทรัพย์สิน พอแบ่งเสร็จไม่มีทรัพย์รวบรวมได้อีกก็รายงานศาลสั่งปิดคดี เพื่อได้ยุติหน้าที่ ถ้าลูกหนี้มีทรัพย์สินอะไรขึ้นมาก็รายงานศาลของให้เปิดคดี ให้ขายต่อ ถ้ารวบรวมแล้วไม่ได้อะไรอีกแล้ว จพทก็รายงานศาลสั่ง เลิกล้มละลาย
ในขณะเดียวกันถ้าเป็นบุคคลธรรมดา สามปีก็ได้รับการปลดจากคนล้มละลาย จพทก็ตามมาแบ่งได้หมด
คดีล้มละลายก็จบลง เพราะฉะนั้นการสั่งปลดล้มละลายไม่จบนะครับ ให้ลูกหนี้หลุดไปแต่ทรัพย์สินต่อไป ก็ให้จพท รวมรวม จะจบก็ต่อเมื่อศาลสั่งยกเลิก นอกจากนี้ก็อยากให้ทราบ ให้สิทธิลูกหนี้เพื่อจะหลุกพ้นจากคดีล้มละลาย โดยผลของคำสั่งศาล ประการที่สอง คือ โดยตามกฏหมาย ซึ่งเราก็ว่ากันต่อไป
ต่อไปก็เข้าเนื้อหาของขอบกฎหมายเพื่อว่าเรามาเรียนก็คงเอาต่อบทมาด้วย
เริ่มต้น กฎหมายล้มละลายเราต้องทราบว่าเค้าเรียกว่ากฎหมายอะไร ชื่อว่าอะไรดูที่ไหน เปิดดูที่หน้าปก แล้วถ้าเล่มเก่าหล่ะ ไม่มีปกจะทำอย่างไร ก็ดูที่สันปกสิ แต่อย่าไปตอบอย่างนี้นะครับถ้ามีใครถาม ตอบแบบนี้เฉิ่ม กฎหมายทุกกฎหมายมีชื่ออยู่ในมาตรา 1 นะครับ เราไปเปิดดู พรบ จัดตั้งศาล ก็มีบัญญัติชื่อเขาอยู่ในมาตรา 1 เหมือนกัน ต้องตอบให้ถูกต้องนะครับ กฎหมายสองฉบับที่กล่าวนั้นมีความแตกต่าง ที่ 2483 ใช้ พุทธศักราช 2542 ใช้คำว่า พ ศ ทำไมต่างกัน ทำไมใช้ไม่เหมือนกัน ต่างกันเพราะว่า ช่วง 2483 ไม่ใช้คำว่า พ ศ ใช้คำว่าพุทธศักราช เช่นเดียวกับช่วงที่ใช้ รศ ก็จะออก รศ นี่เป็นข้อสังเกตเฉยๆ อย่าไปย่อนะครับ เหมือนเรียกชื่อคนผิดเหมือนกันเลยนะครับ แต่เวลาสอบข้อสอบ อย่าไปกังวลนะครับ เกิดจำผิด คะแนนหายอีกนะครับ
ใช้คำว่าตามหลักกฎหมายได้บัญญัติเรื่องนี้ว่า ก็ได้ ข้อสำคัญอย่าไปเขียนผิดก็แล้วกัน มีความเป็นไปได้นะครับ เพราะล้มละลายสอบพร้อมกับ วิแพ่ง อาจเสียหายได้นะครับ
มาตรา 1 – 5 จะผ่านนะครับ
มาตรา 6 เป็นวิเคราะห์ศัพท์ ผมจะให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะวิเคราะห์ศัพท์ นักศึกษาไม่สนใจ พอเข้าไปในเนื้อหา แล้ว ไม่รู้เรื่อง ส่วนใหญ่ถามนักศึกษาแล้วตอบไม่ได้ งง
โดยเฉพาะเรียนวิแพ่ง วิเคราะห์ศัพท์ สำคัญทุกตัวเลยนะครับ ถ้าเราไม่รู้เราก็จะไม่เข้าใจกฎหมายที่แท้จริง
วิเคราะห์ศัพท์ในล้มละลายก็มีความสำคัญ เวลามีปัญหาข้อพิพาทกันก็ต้องเอากฎหมายมาใช้ ต้องตามกฎหมาย ไม่ใช่มาเน้นฏีกา อาจารย์ไม่อยากเป็นตู้ฏีกาเคลื่อนที่ อยู่ๆไปแบกตู้ฏีกา เรียนกฎหมายเราต้องเข้าใจ ถ้าเข้าใจก็ตอบได้หมด
เริ่มต้นนะครับ คือ รัฐมนตรี ดูตัวบท แล้วเหนื่อยนะครับ บัญญัติไม่เหมือนประมวลกฎหมาย ที่อ่านแล้วเข้าใจง่าย พรบ อ่านแล้วจะงง
แล้วตกลงเป็น รัฐมนตรีกระทรวงไหน ล่ะครับ ถ้าเราจะให้คำตอบจะอยู่ในมาตรา 5 คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ทำไมไม่ใช้กลาโหม ทำไมกฎหมายต้องมีรัฐมนตรีรักษาการ ที่ต้องมีเพื่อให้รัฐมนตรีที่ว่ามาออกกฎระเบียบต่างๆให้เจ้าพนักงานปฏิบัติไม่ให้ จพง เลือกปฏิบัติ เช่นเวลาลูกหนี้ขอเดินทางออกต่างประเทศ ก็มีดุลพินิจจะให้หรือไม่ก็ได้ ซึ่งกฏหมายก็ไม่ได้บัญญัติว่ามีหลักเกณฑ์ อะไรบ้าง ซึ่งแน่นอนด้วยตัวดุลพินิจไม่เหมือนกัน ด้วยเหตุนี้จึงต้องมีรมต มาดูแลออกกฎระเบียบต่างๆ เพื่ออกไปแนวเดียวกัน และมีรมต รักษาการ ดูว่าให้กระทรวงไหน ก็ดูว่าเจ้าพนักงานสังกัดกระทรวงใดก็ยุติธรรมนี่คือที่มาของรัฐมนตรีรักษาการนะครับ
ต่อไปคือคำว่า เจ้าพนังงานพิทักษ์ทรัพย์ เขาจะแต่งตั้งใคร เราก็ดู พรบ ล้มละลาย ว่าจพท ตอบคำถามได้หรือไม่ ก็ตอบไม่ได้ ทำให้คน งง เล่น เปิดมาตราเดียวตอบไม่ได้หรอกครับ เวลาอยากรู้ว่า จพท เป็นใคร พลิกดู มาตรา 139 ก็ต้องไปดู 139 ดูวิเคราะห์ศัพท์ตอบไม่ได้
ที่บัญญัติก็เพื่อคุ้มครอง บุคคล ที่จพท มอบหมายให้ไปทำหน้าที่แทน มีอำนาจเหมือน จพท นั่นเอง หรือ อาจพูดง่ายๆคือ ตัวการที่เป็น จพท ตั้งใครเป็นตัวแทน คนนั้นคือ จพท ด้วย ถ้าไปทำความผิดอาญา ก็รับผิด ที่เจ้าพนักงานกระทำความผิด ใครไปดูหมิ่นเขา ก็เป็นการดูหมิ่น เจ้าพนักงาน
ต่อไป เจ้าพนักงานบังคับคดี อยู่ใน 110 -112 ก็จะมีความหมายๆถึง จพท ในประมวลกฎหมายวิแพ่งนั่นเอง คือ จพท สังกัด กรมบังคับคดี ให้เป็นไปตาม ป วิ พ
ต่อไปคำว่าเจ้าหนี้มีประกัน ก็เป็นคำนิยามที่เราจะต้องเข้าใจ เพราะว่าในกฎหมายล้มละลายจะแบ่งเจ้าหนี้ธรรมดากับเจ้าหนี้มีประกันไว้ สิทธิหน้าที่ต่างๆมีความต่างกัน ซึ่งกฎหมายล้มละลายคุ้มครอง เจ้าหนี้มีประกันสูง ที่จะบังคับเอาแก่หลักประกันเสมอ เจ้าหนี้อื่นมายุ่งไม่ได้ จากวิเคราะห์ศัพท์อันนี้ เริ่มต้นจะต้องเป็นผู้ที่มีสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้เสียก่อน ยึดถือไว้และมีสิทธิเหนือทรัพย์ตนเองได้ แต่ว่ามีสัญญาที่บังคับกับทรัพย์นั้นได้ก่อนคนอื่น และทรัพย์สินที่ว่านี้ต้องเป็นทรัพย์สินของลูกหนี้ด้วย ถ้าไม่ใช่ของลูกหนี้ เจ้าหนี้รายนั้นก็ไม่ใช่เจ้าหนี้มีประกัน เช่น ลูกหนี้มากู้เงินจากเจ้าหนี้แล้วนำทรัพย์ของแฟนมาให้ยึดถือเป็นประกัน ทรัพย์อันนั้นเป็นของคนอื่นไม่ใช่ของเจ้าหนี้
ฎ. 737/2542
โจทก์นำมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งที่ถึงที่สุดมาฟ้อง ขอให้จำเลยล้มละลายโดยมูลหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวเกิดจากจำเลยผิดสัญญาประกันผู้ต้องหาต่อโจทก์และ ในการประกันผู้ต้องหานั้น จำเลยได้นำที่ดินตาม น.ส.3 ของบุคคลภายนอกวางเป็นหลักประกันไว้ ขณะที่จำเลยยื่น คำร้องขอประกันและทำสัญญาประกันผู้ต้องหาโดยมิได้จดทะเบียน จำนอง โจทก์จึงไม่ใช่ผู้มีสิทธิเหนือทรัพย์สินของจำเลย ในที่ดินที่เป็นหลักประกันถือไม่ได้ว่าโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตาม คำพิพากษาเป็นเจ้าหนี้มีประกัน ดังนั้นโจทก์จึงสามารถฟ้องจำเลยให้ล้มละลายได้ตาม พระราชบัญญัติล้มละลายฯมาตรา 9 โดยมิต้องปฏิบัติตามความในมาตรา 10 จำเลยได้รับหนังสือทวงถามจากโจทก์ให้ชำระหนี้แล้วไม่น้อยกว่าสองครั้ง มีระยะห่างกันไม่น้อยกว่าสามสิบวันจำเลยไม่ชำระหนี้ และไม่ปรากฏว่าจำเลยมีทรัพย์สินอย่างใดอย่างหนึ่งที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้ พฤติการณ์ของจำเลยจึงเข้าข้อสันนิษฐานว่าเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 8(5)(9)
ทรัพย์อันนั้นเป็นของจำเลยหรือเปล่าไม่ใช่เป็นของนายประกันเค้า หรือกรณีที่สามีไปกู้เงิน ภริยาเอาที่ดินไปจำนอง เจ้าหนี้รายนี้ก็ไม่ใช่เจ้าหนี้มีประกัน เพราะทรัพย์ที่มาจำนองเป็นของภริยา ถ้าทรัพย์เป็นของลูกหนี้ สิทธินั้นเป็นอะไรได้บ้าง
ก็คือ จำนอง จำนำ สิทธิยึดหน่วง หรือบุริมสิทธิที่ได้ทำนองเดียวกับจำนำ จริง ๆแล้วแยกได้เป็นสองส่วน
หนึ่งคือเหนือทรัพย์ลูกหนี้ จำนอง จำนำ สิทธิยึดหน่วง จะต้องเหนือทรัพย์ของลูกหนี้
สองคือ เจ้าหนี้ผู้มีบุริมสิทธิบังคับได้ทำนองเดียวกับผู้รับจำนำ จริงๆแล้วถ้าเราดู ในพาวเวอร์พ้อยย์อาจารย์ก็ทำอย่างทั่วไป
เรามาดู เจ้าหนี้จำนองก็ต้องทำให้ชอบด้วยกฎหมาย ลำพังเอาทรัพย์มาให้ยึดถือไว้เฉยๆก็ไม่ใช่เจ้าหนี้จำนอง จำนำก็เช่นเดียวกันต้องมีการส่งทรัพย์ที่จำนำ สิทธิยึดหน่วงจะเกิดขึ้นได้โดยเฉพาะกฎหมายบัญญัติ เช่นตามกฎหมายลักษณะหนี้ เช่น เอารถยนต์ไปให้ ซ่อม แล้วไม่จ่ายค่าซ่อม หรือ กฎหมายตัวแทน ยึดหน่วงทรัพย์สินของตัวการ
ก็มีฏีกาเกี่ยวกับเรื่องลูกหนี้สั่งให้ตัวแทน ซื้อหุ้นแล้วลูกหนี้เบี้ยวค่าหุ้น บริษัทตัวแทนก็เป็นเจ้าหนี้ผู้มีสิทธิยึดหน่วง หุ้นที่ซื้อมาจนกว่าลูกหนี้ชำระหนี้ให้
ฎ.1725/2529
ตามสัญญาประกันภัยมีเงื่อนไขระบุว่าเมื่อรถยนต์ที่เอาประกันภัยไว้เกิดความเสียหายผู้รับประกันภัยมีสิทธิซ่อมเปลี่ยนหรือใช้รถยนต์สภาพเดียวกันนั้นผู้รับประกันภัยจะต้องเลือกซ่อมโดยช่างซ่อมที่มีฝีมือด้วยการที่ผู้เอาประกันภัยไม่ยอมส่งมอบรถยนต์ให้ซ่อมเพราะยังไม่พอใจว่าช่างซ่อมของผู้รับประกันภัยจะซ่อมรถได้ดีหรือไม่และไม่ปรากฏว่าผู้เอาประกันภัยจะไม่ส่งมอบรถยนต์ให้ผู้รับประกันภัยโดยเด็ดขาดจึงถือไม่ได้ว่าผู้เอาประกันภัยผิดเงื่อนไขในสัญญา. การที่ผู้เอาประกันภัยฟ้องเรียกค่าเสียหายจากผู้ที่อ้างว่าทำละเมิดนั้นเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายของผู้เอาประกันภัยจะถือว่าผู้เอาประกันภัยสละสิทธิที่จะให้ผู้รับประกันภัยปฏิบัติตามสัญญาหาได้ไม่.
คำต่อไปกระบวนพิจารณาคดีล้มละลาย ก็ทำต่อ ศาล และต่อ จพท ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงที่สุด ก็บัญญัติวิเคราะห์ศัพท์ รองรับไว้ เหตุผลก็เพื่อให้การทำหน้าที่ของ จพท เป็นกระบวนการพิจารณาคดีล้มละลาย ใครไม่พอใจไปร้องเรียน ผู้บังคับบัญชา จพทไม่ได้ จะไปเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นไม่ได้ เพราะนี่คือกระบวนพิจารณา เรื่องทางบริหารมายุ่งเกี่ยวไม่ได้
ต่อไปคำว่าพิพากษา ตลอดถึงการชี้ขาดคดีเป็นคำสั่ง เราอ่านแล้วเราเข้าใจหรือไม่ ว่าล้มละลายบัญญัติคำพิพากษาไว้เพื่ออะไร เวลาอ่านกฎหมายแล้วต้องถาม แล้วหาคำตอบ คำตอบที่ตอบต้องถูก ถ้าตอบไม่ได้ ก็ถามผู้รู้ ถ้างง ก็ถามผู้รู้คนอื่นๆ ทำไมต้องบัญญัติไว้ เพื่ออะไร คำนี้มีประโยชน์มากที่สุด คนร่างกฎหมายเยี่ยมมากๆ ที่บัญญัติคำว่าพิพากษาเป็นวิเคราะห์ศัพท์ไว้ ประโยชน์เพื่ออะไรรู้ไม๊ครับ กรณีที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ลูกหนี้ไม่พอใจ ต้องอุทธรณ์ภายในหนึ่งเดือน
เวลาตอบปัญหาต้องเอากฎหมายมาตอบ ว่า คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเป็นคำวินิจฉัยชี้ขาดคดี เป็นคำสั่งซึ่ง มาตรา 6 บัญญัติไว้ว่าเป็นคำพิพากษา ดังนั้นลูกหนี้อุทธรณ์ต้องภายในหนึ่งเดือนนับแต่มีคำพิพากษา ซึ่งคำตอบอยู่ในวิเคราะห์ศัพท์ คนยกร่างเห็นว่าการพิจารณาคดีล้มละลายมีกรณีที่ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเป็นคำสั่งอยู่เพื่อไม่ให้มีปัญหาในการอุทธรณ์ในการที่จะว่าคำสั่งนั้นเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาหรือเปล่าให้คำสั่งชี้ขาดคดีนั้นเป็นคำพิพากษาเลย ต้องอุทธรณ์ภายในหนึ่งเดือน ก็มาดูว่าอะไรเป็นคำชี้ขาดคดี ต้องอุทธรณ์ภายในหนึ่งเดือนนับแต่มีคำพิพากษานั้น มีอะไรบ้าง เช่น คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด
คำสั่งคำขอรับชำระหนี้ เป็นคำชี้ขาดตัดสินคดี มีการแพ้การชนะในประเด็นแห่งคดี คำสั่งตามมาตรา 118 119 146 เพราะฉะนั้นคนที่ไม่พอใจก็ต้องอุทธรณ์ภายในหนึ่งเดือน นับแต่ศาลมีคำสั่ง แต่ถ้ากฎหมายไม่ได้วิเคราะห์ ศัพท์ คำนี้ไว้ ยุ่งเลยนะครับ กรณีศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด จะอุทธรณ์ทันทีไม่ได้ นะครับ เพราะศาลยังไม่มีคำพิพากษา แต่มีคำว่าพิพากษาไว้ปุ๊ป แก้ปัญหาได้หมด
ต่อไปคือคำว่าพิทักษ์ทรัพย์ เหตุผลก็คือว่า กฎหมายไม่ต้องการบัญญัติคำซ้ำๆไว้ในแต่ละมาตรา มาตรานั้นใช้บังคับไว้ชั่วคราวหรือเด็ดขาดก็ได้ มันจะได้ไม่ฟุ่มเฟือย
ยกตัวอย่างมาตรา 24 คำว่าพิทักษ์ทรัพย์ตรงนี้ก็คือไม่ว่าชั่วคราวหรือเด็ดขาดก็ตามลูกหนี้กระทำการอย่างใดๆเกี่ยวกับทรัพย์สินไม่ได้เลย
คำต่อไปคือคำว่ามติ ไม่มีคำว่าธรรมดาต่อท้ายนะครับ ก็หมายถึงมติของเจ้าหนี้ฝ่ายที่มีจำนวนหนี้ข้างมาก กระบวนการพิจารณาคดีล้มละลาย จพท ก็อาจมีการประชุมเพื่อขอ มติจากเจ้าหนี้ ส่วนมากก็เป็นการจากจำนวนหนี้มาก แต่มีข้อสังเกต การดูมติ เจ้าหนี้ฝ่ายที่มีจำนวนหนี้ข้างมาก ที่เข้าประชุมและออกเสียงลงคะแนนในการประชุมนั้นด้วย เข้าประชุมและออกเสียงนะครับ ต้องทั้งสองอย่าง จากเจ้าหนี้ที่มาประชุมและออกเสียงลงคะแนน ถามว่ากรณีได้มติหรือไม่ ก็ตอบว่าได้ เพราะการรับมติ มาสี่ราย อีกหกรายตัดเป็นศูนย์ พอเวลาลงมติ มีหนึ่งรายไม่ออกเสียง ก็ตัดออกอีก
มติพิเศษก็เช่นกัน ดูจากเจ้าหนี้ที่มาประชุมและออกเสียงเช่นกัน แต่เพิ่มเติมเจ้าหนี้ฝ่ายข้างมาก คือดูจำนวนคนด้วย และ ต้องมีหนี้อย่างน้อย สามในสี่ คือดูจำนวนหนี้ด้วย ในวันประชุมมีเจ้าหนี้มาประชุมกี่ราย และมีออกเสียงทั้งหมดกี่ราย ก็ดูจำนวน เอานี่แหละเป็นวง จำนวนหนี้เท่ากับสามในสี่หรือไม่ จริงๆแล้วคำอาจจะคราดเคลื่อนนิดหนึ่ง เพราะถ้าเกิดว่าประชุมเจ้าหนี้ให้ได้มติพิเศษ มันไม่มีโอกาสที่จะเปรี้ยเท่า คือไม่น้อยกว่าสามในสี่ มันไม่มีทางได้เลยที่จะเข้าลงตัว
มติพิเศษจะใช้กรณีคำขอประนอมหนี้เท่านั้น
คำต่อไปคือ คำว่าบุคคลภายใน มีที่ใช้มาตรา 115 มาตราเดียว ก็คือคนที่ใกล้ชิดกับลูกหนี้ มีหลายคนมากลองดูในตัวบท คือใช้ในเรื่องเจ้าหนี้กระทำการใดๆที่ให้เปรียบเจ้าหนี้รายอื่น ถ้าเป็นบุคคลภายใน สามเดือนจะขยายเป็นภายในหนึ่งปี ที่ จพทขอให้ศาลเพิกถอนได้
คำต่อไปคือ บุคคลล้มละลายทุจริต เราจะเห็นได้ว่า บุคคลล้มละลายที่ถูกศาลพิพากษาแสดงว่าจะต้องถูกศาลพิพากษาว่าเป็นบุคคลล้มละลายเสียก่อน ในทางอาญา ในทางปฏิบัติ เกิดได้ยาก มักนำไปใช้ในกรณีการปลดจากล้มละลาย ไม่ต้องการให้ได้รับประโยชน์จากการปลดล้มละลาย แล้วก็ไม่ได้รับประโยชน์จากการประนอมหนี้ด้วย
มาตราต่อไป คือ มาตรา 7 อาจารย์จะพยายามเรียงตามมาตรานะครับ แต่ถ้าไม่สามารถเรียงได้ ก็เน้นการเรียงตามเนื้อหาเป็นหลัก
บทบัญญัติว่าด้วยลูกหนี้ที่ถูกฟ้องให้ล้มละลาย หรือว่าจะบอกว่าเป็นคุณสมบัติลูกหนี้ในศาลล้มละลาย ถ้าลูกหนี้ไม่มีคุณสมบัติตามมาตรา 7 เจ้าหนี้จะฟ้องในศาลล้มละลายไม่ได้ ประการแรก บุคคลทุกประเภท ได้ทั้งสิ้น เราไปเปรียบเทียบกับคดีฟื้นฟูกิจการ ที่เฉพาะ ลูกหนี้ที่เป็น บริษัทจำกัด หรือ บริษัทมหาชนจำกัดเท่านั้น ที่ขอฟื้นฟูกิจการ ลูกหนี้ที่ว่านั้นอาจเป็นคนไทย คนต่างชาติ ถูกฟ้องล้มละลายได้หมด เข้าองค์ประกอบมาตรา 7 ก็เข้าฟ้องได้
มีหนี้สินล้นพ้นตัว คือ มีทรัพย์สินน้อยกว่าหนี้สิน ความจริงไม่มีบัญญัติ ใน วิเคราะห์ทรัพย์ อย่าไปตอบว่าตามพรบ ล้มละลายให้ความหมายนะครับ เกิดจาก วิเคราะห์ของศาลฏีกา
องค์ประกอบข้อที่สองคือ มีภูมิลำเนา คือกฏหมายต้องการให้ลูกหนี้มีความเกาะเกี่ยวกับหลักดินแดนของเรา ถ้าเคยมีภูมิลำเนาก็ฟ้องได้ ก็ดูตามมาตรา 37 ของ ปพพ คือถิ่นที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ต้องมีเจตนาที่จะอยู่ที่นั่นด้วยนะครับ หรือประกอบธุรกิจ เขาอาจจะอยู่ต่างประเทศ แต่มีตัวแทนประกอบธุรกิจอยู่ในไทยก็ฟ้องตัวเขาได้ อันนี้เป็นองค์ประกอบในส่วนของลูกหนี้ที่จะถูกฟ้องให้ล้มละลาย บุคคลที่มีสิทธิฟ้องคดีล้มละลาย กฎหมายของเราก็ให้สิทธิเจ้าหนี้ ที่ยกมาก็เปรียบเทียบคดีฟื้นฟูกิจการเช่นกัน กฎหมายฟื้นฟูกิจการเราให้สิทธิเจ้าหนี้ นอกจากเจ้าหนี้แล้ว ก็คือหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจกำกับดูแล แต่ล้มละลายเราให้สิทธิเฉพาะเจ้าหนี้ คือ ที่มีประกันหรือไม่มีประกัน ก็เบรกไว้แค่นี้ก่อนนะครับเราจะได้ไปพักกันบ้าง
สรุปคำบรรยาย สัปดาห์ที่ 4 ชั่วโมงที่ 3 – 4 พฤ 3/12/52
เราก็จะมาด้วยหลักเกณฑ์ในการฟ้องล้มละลาย ครั้งที่แล้วได้พูดให้ฟังว่าลูกหนี้ที่ถุกฟ้องมีคุณสมบัติอย่างไร ก็คือบุคคลธรรมดาก็ได้ นิติบุคคลประเภทใดก็ได้ ซึ่งต่างจากคดีฟื้นฟูกิจการ
และต้องมีการเกี่ยวข้องกับหลักเขตแดนในไทย
ให้สิทธิทั้งเจ้าหนี้มีประกันและเจ้าหนี้ไม่มีประกัน กฎหมายบัญญัติหลักเกณฑ์ไว้โดยเฉพาะ ก็คือ มาตรา 9 และ มาตรา 10 ซึ่งกฎหมายแยกหลักเกณฑ์ได้ว่ากรณีที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว ซึ่ง องค์ประกอบทั้งสามหลักเกณฑ์ก็เอามาจากมาตรา 9 นั่นเอง มีหลักเกณฑ์เช่นเดียวกับมาตรา 7 คือทรัพย์สินน้อยกว่าหนี้สิน เท่ากับกฎหมายล้มละลายพยายามเน้นว่าคนที่ถูกฟ้องได้ คือ มีหนี้สินล้นพ้นตัว ประการที่สองเน้นในจำนวนหนี้ เป็นหนี้เจ้าหนี้ในจำนวนที่มากพอสมควร ไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านบาท ถ้าเจ้าหนี้นั้นเป็นเจ้าหนี้รายเดียว ต้องมีจำนวนหนี้ไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านบาท เจ้าหนี้ดังกล่าวต้องไปร่วมกับเจ้าหนี้อื่นๆ ให้มีจำนวนหนี้ไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านบาท ถ้าเจ้าหนี้เป็นนิติบุคคลก็ต้องเป็นหนี้ไม่น้อยกว่าสองล้านบาท ซึ่งอันนี้ก็คงไม่มีประเด็นปัญหา มันมีความชัดเจนของตัวบทอยู่แล้ว แต่ประเด็นหนึ่งล้านบาทนั้นแล้วเจ้าหนี้เอาดอกเบี้ยมารวม ซึ่งศาลฏีกาได้วินิจฉัยว่า ล้านบาทคือ ขณะฟ้องรวมต้นเงินและดอกเบี้ยด้วย หนี้นั้นต้องอาจกำหนดได้จำนวนแน่นอน ซึ่งจะอธิบายว่า เป็นคดีแพ่งคงทราบกันดีนะครับว่า ถ้าหนี้ไม่ถึงกำหนดเจ้าหนี้ฟ้องไม่ได้ เหตุที่ฟ้องไม่ได้เพราะอะไร เราต้องเอากฎหมายมาตอบนะครับ ก็ย้อนคำถามนะครับ ว่าทำไมในคดีแพ่งหนี้ยังไม่ถึงกำหนด ยังฟ้องไม่ได้ ต่างกับคดีล้มละลาย
เพราะคดีแพ่งการที่จะฟ้องคดีได้ ต้องอ้างกฎหมาย มาตรา 55 เป็นบทบัญญัติว่าด้วยการนำคดีขึ้นสู่ศาลจะต้อง ถูกโต้แย้งสิทธิ ก็ฟ้องคดีแพ่งได้ หรืออีกกรณีหนึ่งคือมีความจำเป็นต้องใช้สิทธิทางศาลตามมาตรา 55 ถ้ายังไม่ถึงกำหนดก็ยังไม่ถูกโต้แย้งสิทธินะครับ ซึ่งอันนั้นเป็นทางแพ่ง
แต่ทางล้มละลายนี้ฟ้องได้เลยยังไม่ต้องผิดนัดยังไม่ต้องมีการโต้แย้งสิทธิด้วย เพราะอยู่ในภาวะชำระหนี้ไม่ได้แล้วมีหนี้สินล้นพ้นตัวถ้าต้องรอให้ถึงกำหนด ทรัพย์สินที่ต้องการอาจหมดไปแล้ว นี่คือเหตุผล
อีกประเด็นคือ ต้องเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน มันหมายถึงอะไร เรามักจะคิดย้อนกลับว่าหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนฟ้องในคดีล้มละลายได้ ยกตัวอย่างได้แก่หนี้อะไร เราจะคิดในมุมกลับว่ามันเข้าหลักเกณฑ์ว่าอย่างไร เราก็มักจะตอบกันว่าหนี้ละเมิด เราก็จำอันนี้ไป จำแต่หลักเลย คือจะจำกันอย่างนี้แล้วก็มีคนถามว่ามันหมายถึงอะไร
ก็ถามต่อไปว่าต้องฟ้องเป็นคดีแพ่งก่อน หนี้นั้นอาจถึงกำหนดจำนวนได้แน่นอนอย่างไร ซึ่งก็งง ที่ว่าเหตุผลเนื่องจากคำพิพากษาผูกพันคู่ความ จริงๆเราเรียนกฎหมายต้องดูหลักของมัน แล้วเราจะตอบได้หมด เพราะเราไม่เข้าใจหลัก ซึ่งพวกนี้เป็นข้อยกเว้น เราก็ตอบไม่ได้ ประการแรกเราต้องดูกฎหมายว่ามันหมายถึงอะไร หมายถึงว่า จำนวน อาจกำหนดจำนวนไม่ได้หมายความว่าหนี้ดังกล่าวเป็นหนี้ที่แน่นอน กฎหมายใช้คำว่าหนี้ดังกล่าวอาจกำหนดจำนวน ได้โดยแน่นอนไม่ใช่ว่าหนี้นั้นต้องแน่นอน มันยังดิ้นได้แปลว่าจำนวนที่ศาลชั้นต้นตัดสินมามันแน่นอนแล้ว แม้อุทธรณ์อยู่ก็มีดอกเบี้ยเดินต่อ จำนวนที่ศาลชั้นต้นตัดสินนี้มันแน่นอนอยู่แล้ว
มันหมายถึงว่าจำนวนหนี้ที่เจ้าหนี้กล่าวอ้างว่าเป็นหนี้มันคำนวณมาได้โดยแน่นอนแต่ว่าจะเป็นหนี้กันจริงหรือไม่ อีกเรื่องหนึ่ง
หรือหนี้ภาษีอากร คำนวณออกมาได้จำนวนแน่นอน หรือหนี้ตามสัญญาจ้างสัญญาซื้อขายซึ่งมันเป็นจำนวนหนี้ที่ชัดเจน หรือละเมิด เราถูกจำเลยขับรถยนต์เราเสียค่ารักษาพยายบาลไปสองล้าน เราก็ตอบไม่ได้ว่าจำนวนค่าเสียหายมันเท่าไหร่นี่คือจำนวนที่ไม่แน่นอน
แสดงว่าค่าเสียหายต่างๆศาลลดได้บรรดาจำนวนหนี้ต่างๆ แสดงว่าอาจกำหนดได้แน่นอนแม้จำเลยไม่ต่อสู้ศาลยังกำหนดได้เองเลยนะครับ นี่คือหนี้ที่กฏหมายล้มละลายก็ไม่ต้องการให้นำหนี้พวกนี้มาฟ้องเราอาจถูกจำเลยสะกิดมาหน่อย ซึ่งถ้าได้อ่านที่ศาลกำหนดเราก็คงตอบไม่ได้ ระหว่างสะกิดเราเป็นแผล กับเด็กอ่อนเป็นแผล
นี่คือหลักเกณฑ์ในการคิดเพราะฉะนั้นหนี้ตามคำพิพากาษาที่ศาลกำหนดจำนวนหนี้ไปได้ จากนั้นฟ้องคดีล้มละลายฟ้องได้ ต่อมาศาลในคดีล้มละลายอาจยกให้อาศัยมาตรา 14 ตอนท้าย อาจจะยกฟ้องหรือลดจำนวนหนี้ลง กรณีเช่นนี้ถือว่ามีเหตุอื่นที่ไม่ควรล้มละลาย เวลาเราตอบกฎหมายก็ตอบให้ตรงกฎหมาย ถามว่าฟ้องได้หรือไม่ ศาลจะพิจารณาคดีอย่างไร ศาลก็จะถือว่ามีเหตุอื่นที่ไม่สมควรล้มละลาย ที่พูดนี้คือหลักที่สามารถวิเคราะห์ได้ในกฎหมาย แต่ มีบางกรณีมันไม่ตรงหลัก ต้องจำ เพราะส่งที่ไม่ตรงหลักก็เกิดจากศาลฏีกาวินิจฉัย เรื่องแรกคือกรณีที่เจ้าหนี้ภาษีนำหนี้ภาษีมาฟ้องเป็นคดีล้มละลายในขณะที่ยังไม่ประเมินให้ลูกหนี้ทราบ ศาลถือว่า ไม่อาจกำหนดจำนวนหนี้เป็นจำนวนแน่นอน ไม่อาจฟ้องคดีล้มละลายได้ ต้องจำฏีกาเป็นเรื่องๆไป เรื่องต่อไปต้องเป็นเรื่องค่าเสียหายกรณีที่โจทก์นำหนี้ค่าเสียหาย ที่จำเลยรับจ้างขนน้ำมัน โดยสัญญาจ้างขนน้ำมันหนี้มีจำนวนว่าลดหายไปเป็นจำนวนเท่านั้นเท่านี้บาท เป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน ต้องจำเป็นพิเศษ ต้องเป็นค่าเสียหายที่แท้จริง
ซึ่งฏีกาในข้อเท็จจริงเมื่อสักครู่ก็ต้องอาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนก็เป็นเรื่องนำหนี้ตามคพิพากษา ที่ฟ้องให้ส่งมอบให้โจทก์หากคืนม่ได้ให้ชำระราคา 2 ล้านบาทพอชนะคดีแพ่งก็นำมาฟ้องคดีล้มละลายเลย เป็นหนี้ที่ไม่อาจกำหนดจำนววนได้โดนแน่อนน เนื่องจากมีการยึดราคา เพราะฉะนั้นหนี้ที่นำมาฟ้องจึงไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่อนน เป็นการผิดพลาดทางฟ้องนะครับ ถ้าเราอยากจะฟ้องเป็นคดีล้มละลายเราต้องทำให้เหลือหนี้บังคับดคีเพียงอย่างเดียว เมื่อจำเลยส่งไม่ได้ก็ให้ชำระราคาได้ เข้าใจว่าทางทนายโจทก์คงจะรีบร้อนเกินไป จากฏีกานี้ก็คงได้หลักกฎหมายเพิ่มเติม กรณีหนี้เงินถ้ามีเงื่อนไข ก็ไม่อาจกำหนดได้โดยแน่นอนเพราะเงื่อนไขจะเกิดหรือไม่ก็ไม่รู้ ซึ่งก็คงเป็นหลักในแนวเดียวกัน
หนี้สินล้นพ้นตัวนี้พิสูจน์ยาก เพราะต้องพิสูจน์ว่าแต่ละคนมีทรัพย์เท่าไหร่ หนี้สินเท่าไหร่ กมีตัวช่วยเป็นข้อสันนิฐานกฎหมายในมาตรา 8 ซึ่งในมาตรา 8 กฏหมายก็บัญญัติเหตุไว้หลายอย่าง ในมาตรา 8 ก็มีสังเกตว่าให้สันนิฐานไว้ก่อนว่า คือลูกหนี้มีสิทธินำสืบหักล้างได้ ว่าจริงๆแล้วลูกหนี้ไม่ได้มีหนี้สินล้นพ้นจัว กรณีในมาตรา 8 ( 4 )
การกระทำในข้อ ก หรือ ข เพื่อเป็นการประวิงการชำระหนี้หรือไม่ให้ได้รับชำระหนี้ด้วย การระบุเช่นนี้ยังไม่เข้าข้อสันนิฐานตามกฎหมาย เพื่อประวิงการชำระหนี้ด้วยที่ใช้บ่อยๆคือนุมาตรา 5 อีกอันหนึ่งคือถ้าลูกหนี้เป้นลูกหนี้ตามคำพิพากษาเมื่อไหร่ คือลูกหนี้ไม่มีทรัพย์อย่างหนึ่งอย่างใด มีกรณีที่ไม่พบว่ามีทรัพย์สินอยู่ที่ใด ปัญหาขึ้นสู่ศาลฏีกา
ในกรณีนี้ศาลฏีกาก็แปลกฎหมาย ว่ากรณีลูกหนี้ไม่มีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่าง ลำพังเจ้าหนี้ที่ไม่เคยฟ้องลูกหนี้ จะมาฟ้องโดยอาศัยวงเล็บห้าไม่ได้ต้องฟ้องเสียก่อน ชนะคดีมาแล้วถ้าเจ้าหนี้ติดตามกรณีนี้ถึงจะต้องด้วยข้อกฎหมายว่าลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว เจ้าหนี้ต้องทำอย่างไรบ้างเจ้าหนี้สืบที่สำนักงานที่ดิน ถ้ายืนยันมาลูกหนี้ไม่มีในจังหวัด แล้วกรณีนี้ศาลฏีกาฟังได้แล้ว ด้วยความเคารพในทางปฏิบัติไปสืบในที่ดินแล้วเห็นว่าไม่มีทรัพย์อันนี้ไม่พอ เค้าอาจจะมีรถยนต์ มีหุ้นก็ได้ เราก็คงจะเห้นได้นะครับว่าเวลาที่ เศรษฐีเมืองไทยทรัพย์อยู่ในรูปหุ้นเป็นส่วนใหญ่
ปัญหาศาลฏีกาอีกเรื่องหนึ่งมีภูมิลำเนาในอยุธยา ก่อนฟ้องเป็นคดีแพ่ง ขณะที่ฟ้องย้ายมาอยู่ลพบุรี
เจ้าหนี้ต้องฟ้องคดีแพ่งก่อน ถึงจะใช้ (5 ) มาใช้ได้
ศาลลพบุรีตัดสินให้ลูกหนี้แพ้คดี ก็สืบทรัพย์ที่ที่ดินจังหวัดลพบุรี ปรากฏว่าไม่พบ ก็ฟ้องลูกหนี้เป็นคดีล้มละลาย ว่าลูกหนี้ไม่มีทรัพย์สินที่พึงยึดได้ ลูกหนี้ต่อสู้ว่าไม่เข้าข้อสันนิฐานดังกล่าว ศาลฏีกา ว่าไง บอกว่ากรณีเช่นนี้ เมื่อเจ้าหนี้ยังไม่ได้สืบทรัพย์ จึงฟังไมได้ว่าต้องด้วยข้อสันนิฐานตาม ( 5 ) อันนี้ก็เป็นเรื่องในทางปฏิบัติที่เล่าให้ฟังนะครับ
ข้อสันนิฐานที่นำมาใช้อีกอันหนึ่ง คือ ได้หนังสือทวงถาม ไม่น้อยกว่าสองครั้งและห่างไม่น้อยกว่าสามสิบวัน ซึ่งลุกหนี้ไม่ชำระหนี้ ในทางปฏิบัติ ก็มักใช้วิธีนี้ มันก็มีประเด็นปัญหาว่า มาตรา 8 ( 9 ) ได้รับหนังสือทวงถามจากเจ้าหนี้ คือ ต้องเจ้าหนี้ไปถึงลูกหนี้ ประเด็นที่มีคือ เจ้าหนี้มอบอำนาจให้ทนายความทวงถาม ลูกหนี้ ลูกหนี้ต่อสุ้ว่ากรณีที่เจ้าหนี้กล่าวอ้างมานั้นไม่เข้า มาตรา8 ( 9 ) เพราะว่าเจ้าหนี้ไม่ได้มีหนังสือมอบอำนาจในการทวงถาม การทวงถามต้องมีหนังสือทวงถามการตั้งตัวแทนต้องทำเป็นหนังสือ ศาลฏีกาวินิจฉัยว่าการทวงถามกฏหมายบัญญัติว่าได้รับประโยชน์เมื่อการทวงถามเป็นหนังสือ แต่ตามกฎหมายไม่ได้มีบัญญัติว่าการทวงถามต้องทำเป็นหนังสือ ดังนั้นการตั้งตัวแทนก็ไม่จำต้องทำเป็นหนังสือแต่อย่างใด
ฎ.3958/2527
การทวงหนี้ไม่มีกฎหมายบังคับว่าต้องทำเป็นหนังสือหรือมีหลักฐานเป็นหนังสือ การตั้งตัวแทนเพื่อให้ทวงถามหนี้สินจึงไม่จำเป็นที่จะต้องทำเป็นหนังสือหรือทำหลักฐานเป็นหนังสือ
การทวงถามหนี้สินตามพระราชบัญญัติล้มละลาย มาตรา 8(9)เป็นการทวงถามหนี้สินตามปกติประการหนึ่ง แต่กรณีที่เจ้าหนี้จะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมาย การทวงถามจะต้องทำเป็นหนังสือ โดยไม่จำเป็นจะต้องเป็นหนังสือของเจ้าหนี้โดยตรง อาจเป็นหนังสือของตัวแทนเจ้าหนี้ก็ได้ และการที่เจ้าหนี้มอบหมายให้ตัวแทนทวงถามลูกหนี้ก็ไม่ต้องทำเป็นหนังสือหรือทำหลักฐานเป็นหนังสือ
การตั้งตัวแทนไปทวงถาม อาจโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายก็ได้ กฎหมายไม่ได้บัญญัติแบบ หรือหลักฐานการตั้งตัวแทนก็ไม่ต้องทำเป็นหนังสือเช่นกันเพียงแต่กฏหมายล้มละลายต้องการหลักฐานในการทวงถามเท่านั้นเอง
ทีนี้กรณีที่เจ้าหนี้ฟ้องลูกหนี้โดยอาศัยขอสันนิฐานของกฎหมาย ว่าลูกหนี้ไม่มีทรัพย์สินที่พึงยึดได้ก็ตาม เมื่อเจ้าหนี้ฟ้องแล้วนำสืบได้ตามข้อสันนิบานกฎหมายเช่นนี้ต้องถือว่ามีหนี้สินล้นพ้นตัว
ฎ.3141/2543 - ค้นไม่พบ
ฎ.422/2543
โจทก์ทั้งแปดได้ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทกับจำเลยที่ 1 โจทก์ที่ 1 ชำระราคาที่ดินแก่จำเลยที่ 1 ครบถ้วนในวันทำสัญญา และได้ติดตามทวงถามให้จำเลยที่ 1 ทำการแบ่งโฉนดโอนให้แก่จำเลยที่ 1 ตลอดมา แต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉย ส่วนโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 8 ก็ได้ผ่อนชำระที่ดินพิพาทที่จะซื้อแก่จำเลยที่ 1 ตลอดมา แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ได้ย้ายไปเสียจากภูมิลำเนาไม่มีใครทราบว่าไปอยู่ ณ ที่ใด และไม่แจ้งให้โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 8 ทราบ โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 8 จึงไม่ได้ผ่อนชำระ ราคาที่ดินแก่จำเลยที่ 1 อีกต่อไป กรณีจะถือว่าสัญญาสิ้นสุดโดยปริยายเพราะโจทก์ทั้งแปดไม่นำพาปฏิบัติตามสัญญา อันมีผลเป็นการยกเลิกสัญญากันโดยปริยายไม่ได้ ฉะนั้นด้วยอำนาจแห่งมูลหนี้ตามสัญญาระหว่างโจทก์ทั้งแปดและจำเลยที่ 1 จึงทำให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทขายให้แก่โจทก์ทั้งแปด ผู้เป็นเจ้าหนี้ตามสัญญา
จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับซื้อฝากที่ดินพิพาทดังกล่าวจากจำเลยที่ 1 ทั้งรู้อยู่ว่าที่ดินดังกล่าวได้ทำเป็นที่ดินจัดสรรและมีผู้มาซื้อแล้ว ย่อมแสดงว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 รับซื้อฝากที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 โดยไม่สุจริต เมื่อจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ได้จดทะเบียนขายฝากที่ดินพิพาทจนหลุดเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ได้ที่ดินพิพาทไป โดยรู้ข้อความจริงอันเป็นการให้โจทก์ทั้งแปดผู้เป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ โจทก์ทั้งแปดผู้เป็นเจ้าหนี้จึงฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนการจดทะเบียนขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้
โจทก์ทั้งแปดเพิ่งได้ทราบว่าจำเลยที่ 1 นำที่ดินพิพาทไปขายฝากแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 เมื่อเดือนสิงหาคม 2537 ฉะนั้น เมื่อโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2537 โจทก์ที่ 4 ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2537 และโจทก์ที่ 5 ถึงที่ 8 ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2537 จึงหาพ้นกำหนดหนึ่งปี นับแต่เวลาที่โจทก์ทั้งแปดได้รู้ถึงเรื่อง การขายฝากซึ่งเป็นต้นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอนไม่ คดีโจทก์ทั้งแปดไม่ขาดอายุความหนึ่งปีตาม ป.พ.พ. มาตรา 240
ก่อนหน้านี้ศาลฏีกาวินิจฉัยว่าลำพังเจ้าหนี้ฟ้องว่าลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัวยังไม่พอ ซึ่งด้วยความเคารพอาจารย์ไม่เห็นด้วย เมื่อนำสืบแล้วเป็นการสันนิฐาน ถ้านำสืบหักล้างไม่ได้ จะมาฟังว่าไม่มีหนี้สินล้นพ้นตัวไม่ได้
จะเป็นเรื่องเฉพาะตัวของลูกหนี้ คนไหนมีหนี้สินล้นพ้นตัวก็ยันคนนั้น
418/2538
การพิจารณาว่าลูกหนี้ร่วมคนใดมีหนี้สินล้นพ้นตัวไม่สามารถชำระหนี้ได้หรือไม่หรือมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลายหรือไม่เป็นเรื่องเฉพาะตัวของลูกหนี้ร่วมแต่ละคนเมื่อจำเลยที่1และที่2เป็นลูกหนี้ร่วมของโจทก์แม้จำเลยที่1มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สินพอจะชำระหนี้ให้แก่โจทก์ได้ย่อมเป็นเรื่องเฉพาะตัวของจำเลยที่1เมื่อจำเลยที่2ถูกบังคับยึดทรัพย์ออกขายทอดตลาดและไม่มีทรัพย์สินอื่นใดที่สามารถชำระหนี้แก่โจทก์ได้จำเลยที่2จึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่าเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวตามพระราชบัญญัติ ล้มละลายฯมาตรา8(5)การที่จำเลยที่1มีทรัพย์สินพอที่จะชำระหนี้แก่โจทก์ได้ถือไม่ได้ว่าเป็นเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยที่2ล้มละลายตามมาตรา14ด้วย
จากฏีกานี้ก็ได้หลักว่าในการพิสูจน์ว่าลูกหนี้ที่ถูกฟ้องในคดีล้มละลายหลายคนการพิจารณาเป็นรายๆ ไม่ได้เอามารวมกัน ถ้าฟังว่าลูกหนี้คนไหนมีหนี้สินล้นพ้นตัว ก็ยกฟ้องเฉพาะลูกหนี้ที่นำสืบได้ว่าเค้ามีหนี้สินล้นพ้นตัว
จำเลยอื่นพิสูจน์หักล้างเจ้าหนี้ การพิจารณาว่าลูกหนี้คนไหนมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่พิจารณาเป็นกรณีๆไป
ซึ่งกฎหมายบางครั้งก็เอาตรรกะมาใช้ไม่ได้ทุกเรือง เราต้องดูในแง่มุมเดียว ที่จำเลยที่สองที่ สาม จะไม่ล้มละลาย ก็คือถ้ายกฟ้องให้จำเลยที่สอง ที่สามแล้วต่อมาจำเลยที่หนึงไม่จ่าย แล้วหลังจากนั้นเกิดมีปัญหาธุรกิจสะดุดขึ้นมา แล้วเกิดอะไร เกิดปัญหาแฮมเบอร์เกอร์ ยี่สิบล้านอาจอันตฐานหายไปก็ได้ เกิดไปยกฟ้อง เจ้าหนี้ก็ตายสิครับ บางครั้งเราเห็นปัญหาแล้วดูในภาพรวมให้ครบแล้วจะได้คำตอบว่าเรื่องนี้จะยกฟ้องให้จำเลยที่สองที่สาม ไม่ได้หรอก
ก็คงจะมีประเด็นที่อยากจะยกให้เราฟังเกี่ยวกับมาตรา 8 และผ่านมาตรา 9 ต่อไปเป็นการฟ้องคดีล้มละลายของเจ้าหนี้มีประกัน กฎหมายบัญญัติหลักเกณฑ์ไว้ในมาตรา 10 ประการแรก คืออยู่ภายใต้บังคับมาตรา 9 ให้ดูกฎหมายเป็นหลักและให้เข้าใจกฎหมาย จะมีความหมายว่า มาตรา 10 ที่จะพิจารณากันต่อไปต้องอยู่ภายใต้บังคับมาตรา 9 คือต้องเอามาตรา 9 มาเป็นหลักเกณฑ์อยู่กับมาตรา 10 ด้วย คือผู้ร่างไม่อยากจะเขียนข้อความในมาตรา 9 ซ้ำ
เขาเลยใช้คำรวบหรือคำที่ดึงข้อความในมาตรา 9 มาอยู่ในมาตรา 10 ซะ เจ้าหนี้มีประกัน ต้องไม่ถูกต้องห้ามเกินหลักประกัน เราเรียนมาแล้ว ว่าเจ้าหนี้ที่ถูกห้ามก็มีเจ้าหนี้จำนองเท่านั้น ตามประมวลแพ่งมาตรา 733
ผมมีความชื่นชมมาก มันแฟร์มันเป็นธรรมคนที่เอาทรัพย์ไปประกันหนี้ ก็คงจะอยู่ในตัวทรัพย์ที่เอาไปให้ อย่างชาวบ้านมีที่ดินสองแปลง อีกแปลงก็เก็บไว้ทำมาหากิน ก็ดีเป็นธรรมแต่ มาตรา 733 มันเป็นกฎหมายที่ไม่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยคู่สัญญาตกลงเป็นอย่างอื่นได้ มาตรา 733 ไม่มีที่ใช้ ไปแก้ประมวลแพ่งมาตรา 733 ภาคธุรกิจจะสะดุด ดูแล้วก็มีเหตุผลว่าก็เป็นสิทธิของผู้จำนองที่จะไม่เซ็นต์ก็ได้ ก็เป็นเหตุผลทางวิชาการ แต่ในทางปฏิบัติแล้ว ก็มีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ ซื้อบ้านแล้วจำนอง ก็โอเคพอรับได้เพราะว่าธนาคารเองเวลารับจำนองก็ดูราคาบ้านอยู่แล้ว แต่ว่าถ้าเป็นเรื่องทำธุรกิจแล้ว ก็ต้องห้ามก็เป็นเจ้าหนี้มีประกันประเภทจำนอง เว้นแต่สัญญาจำนองจะมีตกลงยกเว้นมาตรา 733 เหตุผลที่กฎหมายบัญญัติ
ทรัพย์ที่เป็นหลักประกัน เพราะมิฉะนั้นแล้ว ก็ไม่ทำให้ได้รับชำระหนี้ก็คือการบรรยายคำฟ้องในกรณีเจ้าหนี้มีประกัน ก็อาจจะสละหลักประกันเพื่อประโยชน์เจ้าหนี้ทุกราย นี่คือสละหลักประกัน อีกกรณีหนึ่งคือตีราคาหลักประกันไปในฟ้อง แต่ในกรณีที่ตีราคา หลักประกันมาแล้วลูกหนี้ยังต้องเป็นหนี้ส่วนที่เหลืออีกไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านหรือสองล้านบาท ซึ่งเราดูในประเด็นมาตรา 10 ก็มีหลักชัดเจน ในแต่ละเรื่องถ้าเจ้าหนี้จำนอง มีประกัน เวลาฟ้องคดีล้มละลาย คำฟ้องนั้น ไม่ชอบด้วยกฎหมายศาลก็จะยกฟ้องก็มีความชัดเจน เจ้าหนี้มีประกันเขาไม่รู้ว่าเค้าเป็นเจ้าหนี้มีประกัน พอไม่รู้ก็เลยฟ้องคดีตามมาตรา 9 คือไม่บรรยายฟ้องว่ามีการตีราคาหลักประกัน เหตุที่เค้าบรรยายฟ้องอย่างนี้คือเขาไม่รู้ว่าตัวเองเป็นเจ้าหนี้มีประกัน
บริษัทเหล่านี้พอซื้อได้แล้วก็เรียกให้ลูกหนี้จ่าย พอมาเรียกหุ้นมันตกลุกหนี้ไม่จ่ายแล้วมีหนี้สินล้นพ้นตัว บริษัทพวกนี้ก็ฟ้องลุกหนี้เป็นคดีล้มละลาย เหตุที่ไม่บรรยายก็เป็นเจ้าหนี้มีประกันตามความในมาตรา 6 ก็ต้องบรรยายตามมาตรา 10 ปัญหาที่เกิดขึ้นก็มักมีประเด็นพวกนี้ แต่ถ้ารู้ก็คงไม่มีพลาดแน่นอน
อาจารย์จะขออนุญาตผ่านไปแล้วนะครับ ก่อนจะผ่านมีข้อสังเกตคือการพิสูจน์ว่าลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัวนั้นมีประเด็นที่ถ้าปรากฏว่าลูกหนี้ที่ถูกฟ้องมีหนี้สินล้นพ้นตัวขึ้นมาลูกหนี้อีกคนอาจจะต่อสู้ไม่ได้ ถ้าปรากฏว่าคดีที่ฟ้องนั้นลูกหนี้ที่หนึ่งมีหนี้สินล้นพ้นตัวจะผูกพันไปที่ลูกหนี้ที่สองด้วย มีข้อยกเว้นกรณีที่สองคือกรณีที่ฟ้องห้าง หรือ ฟ้องหุ้นส่วนที่จำกัดความรับผิดที่ไม่ล้มละลายมาเป็นคดีเดียวกัน ประเด็นที่ลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัวนั้น เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ห้างขึ้นมา จะมาต่อสู้ว่าตัวเองไม่มีหนี้สินล้นพ้นตัวไม่ได้ เนื่องจากว่าบุคคลที่เป็นหุ้นส่วนก็ต้องผูกพันในหนี้ของห้างแล้วพิสูจน์ว่าตัวเองไม่มีหนี้สินล้นพ้นตัวไม่ได้
ศาลฏีกาวินิจฉัยว่า ห้างมีหนี้สินล้นพ้นตัวแล้วบุคคลที่มีหนี้สินล้นพ้นตัวประเภทไม่จำกัดความรับผิดต้องล้มละลายตามห้าง จะมาอุทธรณ์ว่า ไม่มีหนี้สินล้นพ้นตัวไมได้ ก็จะได้หลักว่าถ้าห้างล้มละลายหุ้นส่วนต้องล้มละลายด้วย จะต่อสู้ได้ประเด็นเดียวว่า ไม่ใช่หุ้นส่วน หรือเป็นหุ้นส่วนแต่เป็นประเภท ที่จำกัดความรับผิด
เจ้าหนี้ประเภทใดฟ้องล้มละลายได้บ้าง ต่อไปในการฟ้องคดีล้มละลายเจ้าหนี้ที่จะฟ้องก็ต้องทำคำฟ้อง แต่กฎหมายล้มละลายไมได้บัญญัติไว้ ข้อกำหนดก็ไม่ได้กำหนดไว้ วิแพ่งมาตรา 172 บัญญัติการทำคำฟ้องในคดีแพ่ง ข้อสำคัญต้องทำเป็นหนังสือ ฟ้องด้วยวาจาได้หรือไม่
แล้วจะต้องบรรยายคำฟ้องให้เข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 172 ด้วย ที่จะไม่ใช่เคลือบคลุม คือข้อหา ข้ออ้างที่เป็นหลักของข้อหา
คำขอเพียงขอให้พิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็ดขาด คำสั่งที่ให้ล้มละลายเกินคำขอ
อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ ในทางปฏิบัติขอให้ครบเพื่อให้มีประเด็นเวลาทำงานเป็นนักกฎหมายมีให้ครบ ในทางปฏิบัติ ถ้าเราไปทำแค่นี้ก็เสียเวลา มีประเด็นที่เจ้าหนี้โต้แย้ง จริงอยู่ที่แค่นี้ชนะคดีแต่คดีมันจะช้าเสียเวลา แต่เนี่ยการบรรยายคำฟ้องคดีล้มละลายใครเป็นทนาย ก็ไม่เสียเวลา
พอยื่นฟ้องไปแล้วการพิจารณาคำฟ้อง ก็เป็นคำคู่ความอย่างหนึ่ง กฎหมายให้ศาลต้องดูแล คำฟ้อง แต่ไอ้บกพร่องนั้นต้องไม่บกพร่องจนเป้นฟ้องเคลือบคลุมเป็นกติกาอันนี้ก็ฝากพวกเราเหมือนกันนะครับ แก้ไขคำให้การก็เช่นเดียวกันก็เป้นคำคู่ความพอยื่นมาศาลก็ต้องตรวจตามมาตรา 18
ถ้าเป็นคำคู่ความกรณีศาลสั่งคำฟ้องไว้พิจารณาแล้วนะครับ ไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน ก็เป็นสาระสำคัญถ้าน้อยกว่าเจ็ดวันถือว่ากระบวนพิจารณานี้ไม่ชอบ
| ขอบพระคุณมากๆ --- เมื่อ พฤ., 24/12/09, nobita kwang <nobita...@gmail.com> เขียน:
|
|
|
|
|
|
|