หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า kankokub ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์สมพงษ์ เหมวิมล ผู้บรรยาย , ผู้ก่อตั้ง lawsiamgooglegroups และ คุณแบ่งปัน ที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า
ครั้งที่ 1( ชั่วโมงที่ 1-2 )( 17/12/51 )
นักศึกษาภาคค่ำส่วนใหญ่ทำงานแล้ว แนวโน้มก็เหมือนต่างประเทศคือจบทางด้านอื่นมาก่อนแล้วจึงมาเรียนกฎหมายทีหลัง เนื่องจากปัจจุบันวิชาชีพด้านกฎหมายเป็นที่นิยม
เป็นชั่วโมงแรกที่พบกัน อาจารย์ ชื่อ สมพงษ์ เหมวิมล ปัจจุบันเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าคณะ ภาค 8 ที่เดียวกับอาจารย์ทวี สอนหนังสือก็สอนที่เนฯ และสถาบันพัฒนาตุลาการ ทำงานมาหลายอย่างหลายศาล ปัจจุบันมีหน้าที่พิเศษคืออบรมและสอบผู้ช่วยผู้พิพากษาด้วยก็มีความยินดีที่ได้มาแนะนำนักศึกษา
พบกันในชั่วโมงแรกก็อยากจะแนะนำ วิธีการเรียนในชั้นเนฯ คือเรียนในภาคปฏิบัติมากขึ้น ปริญญาตรีให้เป็นพื้นฐานในวิชาหลัก เรียนกฎหมายเรียนง่ายเพราะมีโน้ตย่อให้เสร็จอย่างเป็นทางการ โน้ตย่อที่ว่าคือประมวลกฎหมายนั่นเอง เพียงแต่เรามาเรียนขยายความจากโน้ตย่อนั้น คำพิพากษาที่ตีความออกไปนั่นแหละคือ สิ่งที่ชอบออกข้อสอบเพราะเป็นสิ่งที่ขยายความตัวบทออกไป
สิ่งสำคัญในการเรียนกฎหมายคือ ตัวบทต้องมีติดมือเสมอ ประมวลที่ดีคืออ่านง่าย มีพื้นที่ว่างด้านข้างเพื่อโน้ตย่อได้และให้เล่มเล็กเพื่อพกพาไปไหนมาไหนได้ กฎหมายเรียนง่ายแต่ลำบากตลอดชีวิต เช่นปัจจุบันก็มีการแก้ไขในเดือนกุมภาพันธ์ 2551
สำรวจง่ายๆ ดูม.149 เพราะมีการแก้เรื่องค่าฤชาธรรมเนียม แก้กระทบไปทั้งหมวดที่ 3 ท่านใดเป็นประมวลเก่าก็ต้องไปซื้อมาเพิ่มเติม
ได้มาแล้วก็ต้องเปิดบ่อยๆจะได้คล่องมือ นอกจากประมวลแล้วยังต้องมีการอ่านหนังสือ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องเฉพาะบุคคลว่าจะอ่านตอนไหนก็ได้ที่จะมีสมาธิที่สุด การเรียนเนฯเน้นภาคปฎิบัติจึงเป็นการใช้งานที่ศาล ต้องเรียนรู้คำพิพากษาของศาลฎีกามากขึ้น สังเกตุได้ว่าผู้ที่สอบได้จะเป็นผู้ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับกฎหมาย เช่น เป็นทนายความ เป็นหน้าบัลลังค์เป็นต้น เพราะว่าเค้ารู้ขั้นตอนในศาล ว่าเรื่องในปัญหานั้นอยู่ในขั้นตอนใด
วิธีตอบข้อสอบมีหลายท่านน่าเสียดายคือมีความรู้ดีแต่ว่า ตอบข้อสอบไม่ดี อยากจะแนะนำว่า การตอบข้อสอบนั้น ไม่จำเป็นต้องลอกคำถาม วิธีตอบคำถามให้ได้คะแนนคือการวางหลักกฎหมาย ไม่ทราบตัวบทไม่เป็นอะไรที่สำคัญคือต้องวางหลักสำคัญ ปรับตัวบท และบทสรุป ก็จะเป็นสามท่อนด้วยกัน ประโยชน์ ในการวางหลักกฎหมายคือไม่มีทางได้ศูนย์คะแนนแน่นอน ( ถ้าเป็นหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคำถามนั้นอย่างแท้จริง ) เรื่องที่แนะนำอีกอย่างหนึ่งคือเรื่องลายมือ และประการสุดท้ายขอให้ตอบให้ตรงประเด็น ไม่ต้องตอบครอบแบบหว่านแหอย่างปริญญาตรี ตอบให้ตรงจุดที่ถามเท่านั้น เพราะคำถามเนฯปัจจุบันนี้ไม่มีถามอย่างอัตนัยแล้ว เพราะเป็นคำถามที่ส่วนใหญ่แต่งมาจากฎีกา
ในกรณีที่มีตัวละครหลายๆตัว ต้องไม่ตอบตัวละครสับสนกันให้เขียนเลขดูพฤติการณ์ให้ชัดเจน ตอบประเด็นหนึ่งหรือของตัวละครหนึ่งแล้วให้ย่อหน้าเพื่อตอบคำถามใหม่ จะได้ตรวจทานได้ง่ายและอาจารย์ก็จะประทับใจ ว่ารู้จักแยกแยะรู้จักประเด็น
( จบนาทีที่ 28 )
..............................................................................................................................................
สำหรับภาค 4 นี้ก็ตกลงกับอาจารย์ทวีว่าผลัดกันคนล่ะ 2 ครั้งสลับกันไปถ้าไม่ติดราชการหรืองานอื่น เรามาพูดถึงวิธีชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา อยู่ในภาค 4 มาตรา 253-270
เป็นเรื่องที่จำเลยใช้สิทธิขอให้ศาลให้โจทก์วางเงินประกันค่าใช้จ่าย อันนี้คือ 253 , 253 ทวิ
เรื่องต่อไปคือเรื่องที่โจทก์ขอให้ยึดหรือห้ามยักย้ายขอให้ศาลห้ามยักย้าย ม.254
เรื่องที่สามก็คือเรื่องการขอคุ้มครองประโยชน์ตามมาตรา 264 อันนี้คือโครงสร้างใหญ่ๆ สามเรื่องด้วยกัน
เรามาพูดถึงกรณีแรกก่อน คือจำเลยขอให้ศาลวางเงินหรือประกันค่าใช้จ่าย ดูตัวบท
มาตรา 253 ถ้าโจทก์มิได้มีภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานอยู่ในราชอาณาจักรและไม่มีทรัพย์สินที่อาจถูกบังคับคดีได้อยู่ในราชอาณาจักร หรือถ้าเป็นที่เชื่อได้ว่าเมื่อโจทก์แพ้คดีแล้วจะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย จำเลยอาจยื่นคำร้องต่อศาลไม่ว่าเวลาใด ๆ ก่อนพิพากษาขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์วางเงินต่อศาลหรือหาประกันมาให้เพื่อการชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายดังกล่าวได้
ถ้าศาลไต่สวนแล้วเห็นว่า มีเหตุอันสมควรหรือมีเหตุเป็นที่เชื่อได้ แล้วแต่กรณีก็ให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์วางเงินต่อศาลหรือหาประกันมาให้ตามจำนวนและภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ตามที่เห็นสมควรก็ได้
ถ้าโจทก์มิได้ปฏิบัติตามคำสั่งศาลตามวรรคสอง ให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ เว้นแต่จำเลยจะขอให้ดำเนินการพิจารณาต่อไป หรือมีการอุทธรณ์คำสั่งศาลตามวรรคสอง
สังเกตนะครับว่า ทำไมกฎหมายถึงบังคับให้โจทก์มาวางเงิน เนื่องจากการฟ้องร้องคดีแพ่งบางทีก็เป็นเรื่องเท็จ ถ้าไม่มีอะไรเป็นเรื่องป้องกันการแกล้งฟ้องจำเลยกว่าจำเลยจะชนะคดีก็เดือดร้อนฟ้องชนะแล้วก็ไม่อาจบังคับให้จำเลยได้ ม.253 ให้สิทธิจำเลย จำเลยเท่านั้นนะครับ มองผิวเผินก็ธรรมดา แต่มีกรณีที่อาจเข้าใจยากอยู่นะครับ
ผู้ที่อยุ่ในฐานะจำเลยก็มีหลายคน
ฎ.500/2504
ในกรณีที่โจทก์ ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาใช้สิทธิบังคับคดีขอยึดทรัพย์ของจำเลยลูกหนี้ ผู้ร้องขัดทรัพย์ยื่นคำร้องกล่าวอ้างว่าทรัพย์ที่โจทก์นำยึดเป็นของตนนั้นผู้ร้องขัดทรัพย์มีฐานะเสมือนเป็นโจทก์ ส่วนโจทก์เจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีฐานะเสมือนเป็นจำเลย ฉะนั้นผู้ร้องขัดทรัพย์จะร้องขอให้โจทก์เจ้าหนี้วางเงินประกันค่าฤชาธรรมเนียมฯลฯ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 253 ไม่ได้
เรื่องร้องขัดทรัพย์ ขอให้ศาลสั่งให้โจทก์วางเงินหรือค่าใช้จ่าย เห็นว่า ผู้ร้องขัดทรัพย์มีฐานะเป็นโจทก์(ในคดีร้องขัดทรัพย์ ฉะนั้นจะขอให้โจทก์คดีเดิมวางเงินตามมาตรา 253 ไม่ได้
ปัญหาว่าโจทก์ในคดีเดิมซึ่งตกเป็นจำเลยในคดีร้องขัดทรัพย์ จะร้องตาม 253 ได้หรือไม่ ยังไม่มีฎีกาแต่ต้องพิจารณาพร้อมเรื่อง มาตรา 288
ถ้าดูรายละเอียดจะเห็นได้ว่าแตกต่างกัน
มาตรา 288 ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งมาตรา ๕๕ ถ้าบุคคลใดกล่าวอ้างว่าจำเลยหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ใช่เจ้าของทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้ ก่อนที่ได้เอาทรัพย์สินเช่นว่านี้ออกขายทอดตลาด หรือจำหน่ายโดยวิธีอื่น บุคคลนั้นอาจยื่นคำร้องขอต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดีให้ปล่อยทรัพย์สินเช่นว่านั้น ในกรณีเช่นนี้ ให้ผู้กล่าวอ้างนั้นนำส่งสำเนาคำร้องขอแก่โจทก์หรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา และจำเลยหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาและเจ้าพนักงานบังคับคดีโดยลำดับ เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีได้รับคำร้องขอเช่นว่านี้ให้งดการขายทอดตลาด หรือจำหน่ายทรัพย์สินที่พิพาทนั้นไว้ในระหว่างรอคำวินิจฉัยชี้ขาดของศาล ดังที่บัญญัติไว้ต่อไปนี้
เมื่อได้ยื่นคำร้องขอต่อศาลแล้ว ให้ศาลพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีนั้นเหมือนอย่างคดีธรรมดา เว้นแต่
(๑) เมื่อเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้อง ไม่ว่าเวลาใด ๆ ก่อนวันกำหนดชี้สองสถานหรือก่อนวันสืบพยาน หากมีพยานหลักฐานเบื้องต้นแสดงว่าคำร้องขอนั้นไม่มีมูลและยื่นเข้ามาเพื่อประวิงให้ชักช้า ศาลมีอำนาจที่จะมีคำสั่งให้ผู้กล่าวอ้างวางเงินต่อศาลภายในระยะเวลาที่ศาลจะกำหนดไว้ในคำสั่งตามจำนวนที่ศาลเห็นสมควรเพื่อเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาสำหรับความเสียหายที่อาจได้รับ เนื่องจากเหตุเนิ่นช้าในการบังคับคดีอันเกิดแต่การยื่นคำร้องขอนั้น ถ้าผู้กล่าวอ้างไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของศาล ให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ
เห็นไหมครับว่าโจทก์คดีเดิมหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ก็ใช้สิทธิตาม 288 ( 1) ได้อยู่แล้วไม่จำเป็นต้องใช้สิทธิตามมาตรา 253 อีก แต่ตามคำบรรยาย อ. สมิทธ์ ได้เปลี่ยนแปลงว่าก็สามารถใช้สิทธิตาม 253 ได้อีกเพราะเป็นจำเลยนั่นเอง
สรุปก็คือว่าเป็นเจ้าหนี้ในคดีเดิมหรือเป็นลูกหนี้ในคดีร้องขัดทรัพย์ก็สามารถใช้มาตรา 253 ได้เพราะมีฐานะเป็นจำเลยนั่นเอง
สังเกตนะครับว่า 253 ใช้คำว่าจำเลยโดยตรงเลยนะครับ แต่ตาม 288 นั้นใช้คำว่าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหมายความว่า จะใช้สิทธิตาม 288 ได้ศาลต้องพิพากษาแล้วคือจะได้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ก็คือศาลได้พิพากษาแล้ว หากเราไปตีความว่า ซ้ำซ้อนไม่ให้สิทธิตาม 253 นั้น ก็จะทำให้เจ้าหนี้ที่ศาลยังไม่พิพากษาไม่สามารถใช้สิทธิได้
จริงๆ 288 ( 1 ) กับ 253 ก็มีข้อแตกต่างเยอะพอสมควร
ข้อแตกต่าง 253 กับ 288
1.ชั้นศาลในการยื่น เป็นเรื่องเกี่ยวกับการยื่นคำขอ 253 จำเลยขอก่อนศาลมีคำพิพากษาจะเป็น ศาลชั้นต้น อุทธรณ์ ฎีกาแล้ว แต่ ส่วน 288 ต้องก่อน ชี้สองสถานหรือก่อนวันสืบพยานจะเห็นได้ว่าเป็นกระบวนชั้นต้นเท่านั้น ฉะนั้นยื่นได้เฉพาะศาลชั้นต้น
2.เหตุการยื่นคำขอ เหตุตาม 253 คือโจทก์ไม่มีภูมิลำเนาและไม่มีทรัพย์สิน หรือ มีเหตุอันสมควรหรือมีเหตุแน่นแฟ้นอันเชื่อได้ว่าปัจจุบันปี 38 แก้ไขว่า มีเหตุอันสมควรหรือมีเหตุอันเชื่อได้ว่า ถ้าโจทก์แพ้คดีแล้วจะไม่ชำระค่าใช้จ่าย
แต่ถ้าเป็น 288 คือคำร้องขัดทรัพย์ไม่มีมูลและยื่นมาเพื่อประวิงเวลาให้ชักช้า
3. วัตถุประสงค์ที่ให้วางเงินหรือประกัน ม.253 ประกันค่าฤชาธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่าย ม.288 เป็นเรื่องค่าสินไหมทดแทน
4. การจำหน่ายคดี ม.253 วรรค 3 หากโจทก์ไม่วางเงินหรือหาหลักประกัน กำหนดให้ศาลจำหน่ายคดีออกจากสารบบความโดยไม่ต้องถามโจทก์
แต่ถ้าเป็นเรื่อง 288 ( 1 ) ถ้าจำเลยคัดค้านจะจำหน่ายคดีไม่ได้หรือถ้ามีการอุทธรณ์ฎีกาคำสั่งจะจำหน่ายคดีทันทีไม่ได้ หรือถ้ามีการอุทธรณ์ฎีกาคำสั่งจะจำหน่ายคดีไม่ได้
5.คำสั่งศาล ม.253 อุทธรณ์ฎีกาคำสั่งได้ตาม 228 ( 2 )
แต่ถ้าเป็นเรื่อง 288 ( 1 ) คำสั่งศาลเป็นที่สุด อุทธรณ์ฎีกาไม่ได้
6. อำนาจศาล หากเป็นกรณี 253โจทก์ต้องขอให้โจทก์วางประกันด้วย
แต่ถ้าเป็นกรณี 288 ( 1 ) เพียงยื่นว่าคำร้องขัดทรัพย์ไม่มีมูลก็วางประกันได้ไม่จำต้องขอให้วางประกันโดยตรงตาม ฎีกา 1293/2514
ฎ.1293/2514
ผู้ร้องยื่นคำร้องขัดทรัพย์ โจทก์ให้การต่อสู้คดีแล้วยื่นคำร้องว่าคำร้องของผู้ร้องขัดทรัพย์ไม่มีมูล ขอให้งดสืบพยาน หากศาลเห็นว่าคำร้องของผู้ร้องขัดทรัพย์ยื่นเข้ามาเพื่อประวิงคดีให้ชักช้า โดยมีหลักฐานสนับสนุนอยู่ในสำนวนแล้ว ศาลย่อมมีอำนาจสั่งให้ผู้ร้องขัดทรัพย์วางเงินเพื่อเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 288(1) ได้
(วินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 13/2514)
เท่าที่ตรวจแล้วไม่เคยออกข้อสอบในประเด็นนี้เลย
เวลาเข้าห้องสอบเข้าไม่บอกนะว่าจะถามเรื่องอะไร อย่างข้อสอบในประมวลกฎหมายแพ่งอาญาที่เพิ่งตรวจข้อสอบไปนักศึกษาไม่แม่น นำเรื่องนิติกรรมมาตอบโดยตรง ไม่ยอมตอบเรื่องความชำรุดบกพร่อง แต่ถ้านำข้อสอบเก่ามาเปิดดูจะทราบเลยว่าไม่มีทางผิด แต่ละข้อออกแนวทางที่ซ้ำอยู่แล้วเช่นข้อ หนึ่งแพ่งต้องเป็นเรื่องทรัพย์ตลอดอยู่แล้ว ไม่มีทางปนกัน ต้องหมั่นสังเกตนำข้อสอบเก่ามาดู นี่คือเรื่องเทคนิคต่างๆ
ที่กล่าวหกข้อคือข้อแตกต่างระหว่าง 253 และ 288 ที่เหมือนกันก็คือศาลอาจจำหน่ายคดีได้ทั้งคู่ เราพูดถึงจำเลยในความหมายพิเศษไปแล้ว 1 คน
ฎ.500/2504
ในกรณีที่โจทก์ ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาใช้สิทธิบังคับคดีขอยึดทรัพย์ของจำเลยลูกหนี้ ผู้ร้องขัดทรัพย์ยื่นคำร้องกล่าวอ้างว่าทรัพย์ที่โจทก์นำยึดเป็นของตนนั้นผู้ร้องขัดทรัพย์มีฐานะเสมือนเป็นโจทก์ ส่วนโจทก์เจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีฐานะเสมือนเป็นจำเลย ฉะนั้นผู้ร้องขัดทรัพย์จะร้องขอให้โจทก์เจ้าหนี้วางเงินประกันค่าฤชาธรรมเนียมฯลฯ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 253 ไม่ได้ ( ก็ตัวเองไม่ได้มีฐานะเป็นจำเลยในคดีร้องขัดทรัพย์นี่น่า )
นอกจากผู้ร้องขัดทรัพย์แล้วใครที่จะเป็นจำเลยได้อีกครับ มี คือ ผู้ร้องสอด ตามมาตรา 57 ( 2 )
( ชั่วโมงที่ 2 )
โจทก์ในคดีเดิมอาจตกเป็นจำเลยในคดีร้องสอดได้ ร้องสอดแล้วแต่ไปก็คือ
การฟ้องแย้งถ้าจำเลยฟ้องแย้งมาตรา 177 โจทก์เดิมก็เป็นจำเลยฟ้องแย้งก็ใช้สิทธิตาม 253 ได้เช่นกัน
โจทก์หลายคน ม. 162 ได้บัญญิตเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมไว้
มาตรา 162 บุคคลที่เป็นโจทก์ร่วมกันหรือจำเลยร่วมกันนั้น หาต้องรับผิดร่วมกันในค่าฤชาธรรมเนียมไม่ หากต้องรับผิดเป็นส่วนเท่า ๆ กัน เว้นแต่จะได้เป็นเจ้าหนี้ร่วมหรือลูกหนี้ร่วมหรือศาลได้มีคำสั่งเป็นอย่างอื่น
แปลว่าโดยหลักไม่ต้องรับผิดอย่างหนี้ร่วมเพียงแต่รับผิดเป็นส่วนเท่าๆกันเท่านั้น อย่างนี้ถ้าโจทก์ร่วมคนไหนมีพฤติการณ์ตามมาตรา 253 นี้ เฉพาะคนที่จะต้องวางเงินหรือหาหลักประกันมาวางตาม ม.253 คือดูเป็นรายคนไปเพราะโจทก์หลายคนกฎหมายบอกให้รับผิดเท่าๆกันไม่ได้เป็นหนี้ร่วมฉะนั้นใครบกพร่องก็เฉพาะคนนั้น
แต่ถ้าเป็นกรณีที่โจทก์ต้องรับผิดร่วมกันคือศาลพิพากษา ให้รับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมอย่างนี้ร่วม ก็ต้องดู 162 ประกอบ
จบเรื่องผู้เป็นจำเลยแล้ว + กรณีโจทก์หลายคนแล้ว
หลักเกณฑ์ต่อไปคือหลักเกณฑ์ที่จำเลยต้องกระทำ
ประการแรกคือจำเลยต้องยื่นคำร้องขอต่อศาลให้โจทก์วางเงินหรือหาหลักประกันแตกต่างกับ 288 ( 1 )ตรงที่ 253 ต้องพูดตรงไปตรงมา ( ยื่นคำร้องบรรยาย ) โดยตรง หากไม่พูดศาลก็ไม่อาจสั่งได้ ตาม ฎ.1293/2514 ( อ้างแล้ว ) ศาลตัดสินโดยที่ประชุมใหญ่มีผู้ร้องขัดทรัพย์เข้ามาว่าไม่มีมูลขอให้งดสืบพยานแต่ ไม่ได้ขอให้วางประกัน ศาลเห็นว่าถ้าหากศาลเห็นว่าคำร้องของผู้ร้องยื่นเข้ามาเพื่อประวิงให้ล่าช้าศาลย่อมสั่งให้วางเงินได้ตาม 288 ( 1 )
สังเกต เรื่องนี้โจทก์ไม่ได้ขอศาลก็สั่งได้ ต่างกับ 253 เหตุผลดู 288 ( 1 ) บัญญัติว่าศาลมีอำนาจสั่ง เท่ากับเห็นเองได้
253 ถ้าไม่ขอศาลต้องยกคำร้อง
ปัญหาคือจำเลย ( ทนายความ ) ต้องบรรยายคำร้องอย่างไรบ้าง ศาลฎีกาวางหลักไว้ ว่า ไม่จำต้องระบุรายละเอียดของค่าฤชาธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่าย
ฎ. 1106/2530
ข้อที่อ้างว่าคำร้องของจำเลยไม่มีรายละเอียดว่าต้องเสียอะไรบ้างเป็นคำร้องที่ไม่ชอบนั้น ศาลเห็นว่าบทบัญญัติดังกล่าวไม่จำเป็นต้องบรรยายรายละเอียดแค่มีสาระเพียงว่า โจทก์ไม่มีภูมิลำเนาในราชอาณาจักรหรือมีเหตุควรเชื่อว่าโจทก์จะไม่ชำระ + คำขอให้โจทก์ชำระเงินดังกล่าวก็เพียงพอแล้ว
คำสั่งศาลให้โจทก์วางเงินประกันค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายตาม ป.วิ.พ. มาตรา 253 เป็นคำสั่งอันเกี่ยวด้วยคำขอเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของคู่ความในระหว่างการพิจารณาตามป.วิ.พ. มาตรา 228(2) ย่อมอุทธรณ์ฎีกาได้โดยไม่จำต้องโต้แย้งคำสั่งไว้ก่อน
คดีมีทุนทรัพย์ 18,739,895.67 บาท ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์วางเงินประกันค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย 30,000 บาท ตามป.วิ.พ.มาตรา 253 ศาลฎีกาเห็นว่าเมื่อคำนึงถึงทุนทรัพย์ในคดีนี้แล้วเป็นจำนวนต่ำไป จึงให้โจทก์วางเงินประกันจำนวน 50,000บาท.(ที่มา-ส่งเสริม)
อธิบายว่าไม่จำต้องบรรยายถึงค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายที่ จำเลยต้องเสียไปอย่างใดไม่
ปัญหาว่าหากจำเลยขอ แล้วศาลไม่ได้ให้เต็มจำนวน หรือ โจทก์อุทธรณ์ว่ามากไป ถามว่าเกณฑ์ในการมองว่ามากไปหรือน้อยไปนั้น จะทำอย่างไร
ศาลฎีกาตัดสินว่าเห็นว่า ศาลมีอำนาจกำหนดจำนวนที่สมควรและอาจหาเงื่อนไขใดๆไว้ก็ได้ตามมาตรา 253 นั้น เป็นดุลพินิจของศาลโดยแท้ โดยคำนึงถึงเหตุสมควรการสุจริตในการดำเนินคดี ตามมาตรา 161 วรรค 1 และคำนึงถึงจำนวนทุนทรัพย์
เมื่อพูดถึงค่าฤชาธรรมเนียมผู้ไม่เคยปฏิบัติ ก็จะงง แต่ ดีที่กฎหมาย ได้แก้ไขแล้วใน เดือนกุมภาพันธ์ 2551 ในมาตรา 149 ได้บัญญัตินิยามของค่าฤชาธรรมเนียมไว้
ดูตาม 149 แบ่งได้เป็นทั้งหมด 8 ประเภท
1.ค่าธรรมเนียมศาล ค่าขึ้นศาล ดูตาราง 1 ท้ายวิแพ่ง ตาราง 1 ค่าขึ้นศาล ( ค่าธรรมเนียมศาล ) โดยได้มีการแก้ไขในส่วนของตาราง 1 โดยไม่มีการอั้นแล้ว อาจเสียค่าขึ้นศาลเกิน 2 แสนด้วย ในส่วนที่เกิน 50 ล้าน คิด ร้อยล่ะ 0.1 หมายถึงว่าตั้งต้นที่ 2 แสนบาท ในส่วนที่ เกินห้าสิบล้านแรก ก็คิดเพิ่มร้อยล่ะ0.1 ฉะนั้นในยุคเดิมๆจึงมีการฟ้องขู่กัน ปัจจุบันนี้มีการคิดแล้วนะครับ
2.ค่าสืบพยานหลักฐานนอกศาล ตามวิแพ่งมาตรา 102 ก็ต้องไปดูตาราง 3 ท้ายวิแพ่ง ผู้ที่จะเป็นทนายความต้องศึกษา ตารางทั้งหกตารางให้คล่อง ไหนลองดูสิว่าผู้พิพากษาให้ไปเดินกลางทุ่งแพงไหม ก็คนล่ะ 300 บาท เท่ากับนวดแผนโบราณเลย ให้เจ้าหน้าที่ศาลด้วยนะครับ คนล่ะ 150 บาท เอารถไปรับผู้พิพากษาด้วย ถ้าไม่มีก็ต้องชดใช้ค่าพาหนะที่เสียไป เรื่องตาราง 3 เวลาไปบรรยายก็มักถามเพราะอาจารย์ทราบดีว่าไม่ค่อยเปิดตารางกัน น้อยคนนักที่จะเปิดตาราง 3 ท้ายวิแพ่งกันและจะจดจำ ค่าเดินเผชิญสืบ
3. ค่าป่วยการ พยานจะแบ่งเป็นพยานนำ พยานหมาย อย่างนี้พยานหมายก็จะได้ค่าป่วยการเพราะเค้ามีหน้าที่การงาน ค่าป่วยการลองดูตาราง 4 ท้ายวิแพ่ง ให้ศาลกำหนดโดยคำนึงรายได้ ไม่เกินวันล่ะ 400
4.ค่าพาหนะเดินทาง
5 ค่าที่พัก ( ตามที่เห็นสมควร ) โดยทั่วไปจะเกษียณสั่งรวมกันไป โดยปกติศาลจะสั่งให้ผู้อ้างพยานไปนั้นเป็นผู้จ่าย ของ ล่าม ของพยาน
6. ค่าทนายความ ( ก็มีตารางท้ายเช่นกัน ตาราง 6 วงเล็บ 1 ) เป็นตารางไม่ใช่มาตรา โดยค่าทนายความก็คือที่ศาลต้องสั่งในคำพิพากษาไม่ใช่ที่ต้องไป จ่ายกันเองตามที่จ้างทนายที่มีชื่อเสียง ) ต้องไม่ต่ำกว่าคดีล่ะ สามพันบาท
7. ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี
ที่กล่าวไปทั้งหมดคือมาตรา 149 ที่กล่าวในเรื่องของค่าฤชาธรรมเนียม
ในส่วนของมาตรา 253 ก็คงไม่ต้องลงลายละเอียดเพราะ ศาลตัดสินว่าไม่ต้องอธิบายลงลายละเอียด
มีข้อสังเกตอีกประเด็นหนึ่งเกี่ยวกับค่าฤชาธรรมเนียม คือ ค่ารักษาทรัพย์คือค่าฤชาธรรมเนียมด้วย
ฎ.1566/2524
ค่ารักษาทรัพย์ (ที่ยึดไว้ในคดี) เป็นค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีซึ่งศาลอาจจะพิจารณาสั่งให้ได้ตามที่เห็นสมควร ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 161 ศาลใช้ดุลพินิจกำหนดค่ารักษาทรัพย์ให้ผู้ร้องต่ำกว่าจำนวนที่ระบุในหนังสือสัญญารักษาทรัพย์จึงเป็นอำนาจที่จะกระทำได้ หาเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่เมื่อค่ารักษาทรัพย์เป็นค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ศาลอาจสั่งให้ได้ การที่ผู้ร้องไม่พอใจคำสั่งกำหนดค่ารักษาทรัพย์ของศาลชั้นต้นและอุทธรณ์ต่อมาก็เป็นการฟ้องคดีต่อศาลอุทธรณ์ ให้กำหนดค่ารักษาทรัพย์เช่นเดียวกัน หาใช่เรื่องเรียกร้องค่ารักษาทรัพย์ไม่ จึงเป็นคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้
ฎ. 1106/2530
ถ้าเป็นค่าใช้จ่ายในการแปลเอกสาร ค่าใช้จ่ายในการเดินทางของคู่ความในการไปดำเนินคดี ไม่ใช่ค่าธรรมเนียมศาล
คำสั่งศาลให้โจทก์วางเงินประกันค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายตาม ป.วิ.พ. มาตรา 253 เป็นคำสั่งอันเกี่ยวด้วยคำขอเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของคู่ความในระหว่างการพิจารณาตามป.วิ.พ. มาตรา 228(2) ย่อมอุทธรณ์ฎีกาได้โดยไม่จำต้องโต้แย้งคำสั่งไว้ก่อน
คดีมีทุนทรัพย์ 18,739,895.67 บาท ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์วางเงินประกันค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย 30,000 บาท ตามป.วิ.พ.มาตรา 253 ศาลฎีกาเห็นว่าเมื่อคำนึงถึงทุนทรัพย์ในคดีนี้แล้วเป็นจำนวนต่ำไป จึงให้โจทก์วางเงินประกันจำนวน 50,000บาท.(ที่มา-ส่งเสริม)
– ค่าแปลเอกสาร ค่าเดินทางไปว่าความ ไม่ใช่ค่าฤชาธรรมเนียม
เป็นที่น่าสังเกตว่าคำร้องตาม 253 ไม่ใช่คำร้องฝ่ายเดียว จึงจำเป็นต้องให้โจทก์คัดค้านเสียก่อน
หลักเกณฑ์ต่อไป แบ่งเป็น 2 กรณีใหญ่ๆ
1. โจทก์มิได้มีภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานอยู่ในราชอาณาจักรและไม่มีทรัพย์สินที่อาจถูกบังคับคดีได้อยู่ในราชอาณาจักร
หรือ
2. เชื่อได้ว่าเมื่อโจทก์แพ้คดีแล้วจะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย
มาดูกรณีที่ 1. เสียก่อน
สังเกตดูว่ากฎหมายดูแค่สถานที่ คือ สำนักการงาน หรือภูมิลำเนาเท่านั้นไม่ได้ดูสัญชาติของโจทก์เลย แม้เป็นคนไทยแต่ไม่มีภูมิลำเนา ไม่มีสำนักทำการงาน ไม่มีทรัพย์สิน ก็เข้าหลักเกณฑ์ที่กำหนดนี้ อันนี้ก็เป็นประเด็นที่นำมาหลอกในการออกข้อสอบได้ เช่น นายสมปอง ชื่อไทยๆเลย ไม่มีที่อยู่ในไทย ก็เข้าเป็นตาม 253 ( เช่นเดียวกับเรื่อง น้อยกว่า มากกว่า ที่ได้นำมาหลอกออกข้อสอบ ) และถ้อยคำใน 253 นี้ก็เพิ่งแก้ไขเมื่อปี 2548 นี้เอง ถ้าไปดูคำพิพากษาเก่าๆงงได้ กฎหมายเก่าใช้คำว่า ไม่ใช่ผู้อยู่ในอำนาจศาล แก้เป็น มิได้เป็นผู้มิได้มีภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานอยู่ในราชอาณาจักร นั่นเอง
โดยข้อ 1 และ ข้อ 2 แยกพิจารณาเป็นข้อๆไปไม่จำเป็นต้องเข้าทั้งสองข้อ เข้าข้อใดข้อหนึ่งก็ถือว่าครบหลักเกณฑ์แล้ว
ฎ.3155/2526
ป.วิ.พ. มาตรา 253 ใช้คำว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้อยู่ใน อำนาจศาล 'หรือ' ถ้ามีเหตุแน่นแฟ้นอันเป็นที่เชื่อได้ว่าเมื่อโจทก์แพ้คดีแล้วจะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายทั้งหลาย หาได้ใช้คำว่า 'และ' ไม่ จึงอาจเป็นกรณีหนึ่งกรณีใดก็ได้ ข้อเท็จจริงปรากฏตามคำฟ้องและคำร้องของโจทก์ว่าตัวโจทก์อยู่ที่ประเทศซาอุดิอาราเบียจึงฟังได้ว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้อยู่ในอำนาจศาล ( ปัจจุบันคือ มิได้เป็นผู้มิได้มีภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานอยู่ในราชอาณาจักร ) ดังนั้นแม้จำเลยมิได้นำสืบว่า โจทก์แพ้คดีแล้วจะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย ศาลก็มีคำสั่งให้โจทก์วางประกันตามคำร้องของจำเลยได้
(ไม่ใช่ผู้อยู่ในอำนาจศาล ปัจจุบันแก้ไขเป็นคำว่า มิได้มีภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานอยู่ในราชอาณาจักร
ฎ.1107/2530
การไต่สวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 253 วรรคสอง(คือกรณีที่ต้องไต่สวนก่อนที่จะสั่งตามวรรคแรกนั่นเอง )นั้นหมายถึงการไต่สวนถึงเหตุที่ทำให้มีการร้องขอให้โจทก์วางเงินซึ่งมีอยู่ 2 เหตุ คือโจทก์ไม่ใช่ผู้อยู่ในอำนาจศาลเหตุหนึ่ง( เหตุที่ว่า มิได้เป็นผู้มิได้มีภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานอยู่ในราชอาณาจักร นั่นเอง ) หรือถ้ามีเหตุอันเป็นที่เชื่อได้ว่าเมื่อโจทก์แพ้คดีแล้วจะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายอีกเหตุหนึ่ง เมื่อจำเลยร้องขอให้โจทก์วางเงินประกันโดยอ้างเหตุว่าโจทก์มีภูมิลำเนาในประเทศอังกฤษ ไม่ใช่ผู้อยู่ในอำนาจศาล และโจทก์ยอมรับในคำแถลงคัดค้านแล้วว่าโจทก์มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศอังกฤษ จึงไม่มีความจำเป็นที่ศาลชั้นต้นจะต้องทำการไต่สวนอีก
จำนวนเงินที่ศาลจะสั่งให้โจทก์วางประกันนั้น ตามมาตรา253วรรคสองดังกล่าว บัญญัติให้ศาลกำหนดจำนวนเงินที่จะให้โจทก์วางประกันรวมตลอดทั้งระยะเวลาและเงื่อนไขตามที่เห็นสมควรจึงไม่จำเป็นต้องทำการไต่สวนอีกเช่นกัน ศาลชอบที่จะกำหนดจำนวนเงินประกันไปตามที่เห็นสมควร โดยคำนึงถึงความรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 161 และอัตราค่าทนายความท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
เพราะที่ศาลต้องไต่สวนนั้นเพราะต้องการให้แน่ชัดว่าเข้าหลักเกณฑ์ใดหลักเกณฑ์หนึ่งนั่นเองเมื่อได้ตามคำรับแล้วก็ไม่ต้องไปไต่สวนอีก
ถ้ามีสำนักงานสาขาก็ถือว่ามีสำนักทำการงานในราชอาณาจักรแล้ว
มาดูกรณีที่ 2 บ้าง
คือกรณี เชื่อได้ว่าเมื่อโจทก์แพ้คดีแล้วจะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย กรณีนี้มีฎีกาอยู่หลายเรื่องเช่น
ฎ. 937/2499 ศาลฎีกาวางหลักตรงกับตัวบทได้เลย
แม้โจทก์เป็นผู้ที่อยู่ในอำนาจศาล ( ได้เป็นผู้มิได้มีภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานอยู่ในราชอาณาจักร )ถ้ามีเหตุอันแน่นแฟ้น( มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า )อันเป็นที่เชื่อได้ว่า เมื่อโจทก์แพ้คดีแล้วจะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายทั้งหลาย ศาลก็มีอำนาจสั่งให้โจทก์วางเงินประกันได้
เหตุใดเหตุหนึ่งก็พอแล้ว
ก็เป็นหลักเดียวกับ ฎีกา ที่ 1107/2530 เช่นเดียวกัน
อย่าลืมว่าหลักเกณฑ์ กรณีที่ 2 เป็นกรณีที่หลีกเลี่ยง ฝ่ายจำเลยต้องแสดงให้เห็นเช่นนั้นว่าจำเลยไม่จ่าย ( สัญญาณตัดเพียงเท่านี้ )
ครั้งที่ 2( ชั่วโมงที่ 3 -4 )( 24/12 /51 )
วันนี้ต่อจากคราวก่อนหวังว่านักศึกษาจะกลับไปทบทวน คราวที่แล้วถึง 253 ที่เป็นสิทธิของจำเลยที่ขอให้ศาลให้โจทก์วางเงินหรือค่าฤชาธรรมเนียมเป็นการประกัน คราวที่แล้วจบที่คำพิพากษาปี 51 เป็นตัวอย่างที่ดีว่าถ้าเป็นทนายความ ต้องไต่สวนว่ามีข้อมูลที่ศาลสั่งให้วางเงินหรือหลักประกันได้ถ้าไต่สวนแล้วได้ความธรรมดา ไม่เด่นชัดศาลก็จะไม่สั่งให้นะครับ จำเลยนำสืบต่างๆนานา ในที่สุดศาลฎีกาก็ให้ว่ายังไม่เข้าหลักเกณฑ์
ฎ.178/2551
จำเลยตั้งโจทก์เป็นตัวแทนประสานงานเพื่อผลประโยชน์ของจำเลยในการได้รับจ้างงานในโครงการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ต่อมาจำเลยได้เข้าเป็นคู่สัญญากับกิจการร่วมค้าไอทีโอโดยเป็นผลจากการดำเนินการของโจทก์ตามสัญญาตั้งตัวแทน โจทก์มีสิทธิเรียกร้องอันเป็นมูลหนี้ตามสัญญาดังกล่าวที่จะฟ้องร้องจำเลยได้ คดีของโจทก์จึงมีมูลที่จะฟ้องร้อง ส่วนปัญหาว่า โจทก์ไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาตั้งตัวแทน หรือจำเลยได้รับการจ้างเหมาช่วงงานดังกล่าวโดยไม่ได้เป็นผลจากการปฏิบัติตามสัญญาของโจทก์หรือไม่ ยังเป็นที่โต้เถียงกันซึ่งต้องนำสืบพยานหลักฐานกันในชั้นพิจารณาต่อไป แม้จำเลยไม่ตั้งใจยักย้ายทรัพย์สินของตนไปให้พ้นจากอำนาจศาล ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 255 (1) (ก) แต่การที่จำเลยไม่มีภูมิลำเนาในประเทศไทย ไม่มีสำนักงานสาขาในประเทศไทยแม้เคยมีก็ปิดสำนักงานสาขาไปแล้วเพราะใบอนุญาตประกอบกิจการของคนต่างด้าวไม่ถูกต้อง และการที่จำเลยไม่มีทรัพย์สินใดในประเทศไทย ทั้งจำเลยไม่มีทรัพย์สินอยู่ในประเทศไทยพอที่โจทก์จะบังคับคดีได้ ย่อมเป็นเหตุจำเป็นอื่นที่เป็นการยุติธรรมและสมควรที่จะคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ในระหว่างพิจารณาตามมาตรา 255 (1) (ข) จึงนำวิธีคุ้มครองชั่วคราวตามที่โจทก์ขอมาใช้ในการสั่งให้อายัดเงินค่าจ้างที่กิจการร่วมค้าไอทีโอบุคคลภายนอกจะชำระให้แก่จำเลยได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 254 (1)
- จำเลยอุส่าห์นำสืบต่างๆนาๆ แต่ศาลก็ยังเห้นว่ายังไม่ถึงขนาดที่จะให้คุ้มครองจำเลย
เราเข้าสู่ประเด็นที่ 4 ว่าในกรณีที่ศาลชั้นต้นสั่งคำร้องตามมาตรานี้แล้วไม่ว่าจะสั่งประการใด แม้จะเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาก็สามารถอุทธรณ์ฎีกาได้ ตาม 228
ทั้งนี้เพราะเข้าเรื่อง 228( ๒) มีคำสั่งอันเกี่ยวด้วยคำขอเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของคู่ความในระหว่างการพิจารณาและคำสั่งอย่างนี้ไม่จำต้องโต้แย้งไว้ก่อน (253 253ทวิ 254 264 ) เป็นต้นหรือมีคำสั่งอันเกี่ยวด้วยคำขอเพื่อจะบังคับคดีตามคำพิพากษาต่อไป
จึงสามารถอุทธรณ์คำสั่งได้ทันที
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1106/2530
คำสั่งศาลให้โจทก์วางเงินประกันค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายตาม ป.วิ.พ. มาตรา 253 เป็นคำสั่งอันเกี่ยวด้วยคำขอเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของคู่ความในระหว่างการพิจารณาตามป.วิ.พ. มาตรา 228(2) ย่อมอุทธรณ์ฎีกาได้โดยไม่จำต้องโต้แย้งคำสั่งไว้ก่อน
คดีมีทุนทรัพย์ 18,739,895.67 บาท ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์วางเงินประกันค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย 30,000 บาท ตามป.วิ.พ.มาตรา 253 ศาลฎีกาเห็นว่าเมื่อคำนึงถึงทุนทรัพย์ในคดีนี้แล้วเป็นจำนวนต่ำไป จึงให้โจทก์วางเงินประกันจำนวน 50,000บาท
นอกจากนี้ยังมีฎีกาและคำสั่งคำร้อง ว่า 228 รวม 254 ด้วยซึ่งจะศึกษาต่อไป
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 562/2490
การยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งคุ้มครองชั่วคราวนั้น ถ้าศาลอุทธรณ์ยังมิได้รับสำนวนลงสารบบก็เป็นเรื่องอยู่ในอำนาจและหน้าที่ของศาลชั้นต้น
การที่ศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยเรื่องใดอย่างน้อยจะต้องมีคำฟ้องคำแก้ซึ่งศาลชั้นต้นส่งขึ้นมา
ศาลที่มีอำนาจออกหมายบังคับคดีหรือทำคำวินิจฉัยเกี่ยวกับการบังคับคดีคือศาลที่พิจารณาคดีนั้นในชั้นต้น "ฯลฯ"
การที่กฎหมายบัญญัติ มาตรา 240 และ 302 ไว้ก็เพื่อจะมิให้มีการก้าวก่ายสับสนหน้าที่กัน
คดีนี้ศาลแพ่งสั่งยึดทรัพย์จำเลยไว้ก่อนคำพิพากษา เมื่อศาลแพ่งพิพากษายกฟ้องโจทก์แล้ว จึงสั่งถอนการยึดทรัพย์
โจทก์อุทธรณ์ และยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งให้ยึดทรัพย์จำเลยต่อไป ศาลแพ่งสั่งยกคำร้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์สั่งให้ยึดทรัพย์
จำเลยฎีกา ศาลฎีกาพิพากษาให้ยกคำร้องศาลอุทธรณ์
โจทก์จึงยื่นคำร้องตรงต่อศาลอุทธรณ์ ขอให้สั่งคุ้มครองชั่วคราวโดยยึดทรัพย์จำเลย และยื่นคำร้องขอให้ศาลอุทธรณ์สั่งในกรณีฉุกเฉิน
ศาลอุทธรณ์ฟังคำแถลงของโจทก์ประกอบคำร้องแล้ว สั่งให้ยึดทรัพย์จำเลยต่อไป
จำเลยฎีกา ศาลฎีกาตัดสินว่า คำขอให้ยึดทรัพย์ก่อนคำพิพากษาเช่นนี้เมื่อพิจารณาตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254แล้วจะเห็นว่าให้ยื่นต่อศาลชั้นต้นและศาลชั้นต้นมีอำนาจสั่งอนุญาตหรือยกตลอดเวลาที่ยังมิได้ส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์ส่วนข้อความที่ว่าไปจนถึงเวลาที่ศาลได้รับอุทธรณ์หรือฎีกานั้นคำว่าศาลในที่นี้ จะต้องแปลว่าศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาได้รับสำนวนมิได้หมายความว่าเมื่อศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์หรือฎีกา แล้วก็หมดอำนาจหน้าที่ของศาลชั้นต้นที่จะสั่งคำร้องนั้น เพราะมิฉะนั้นศาลชั้นต้นจะไม่มีโอกาสสั่งคำร้องตามมาตรานี้เลย เพราะก่อนที่จะสั่งอนุญาตให้ยึดทรัพย์ก่อนคำพิพากษา จะต้องมีคำฟ้องและศาลสั่งรับอุทธรณ์ที่เป็นมูลกรณีเสียก่อน ฉะนั้นการที่ศาลอุทธรณ์พิจารณาคำร้องโดยที่สำนวนยังมิได้สู่ศาลอุทธรณ์ และลงสารบบแล้วนั้นจึงเป็นการฝ่าฝืนกระบวนวิธีพิจารณา
อนึ่งตาม มาตรา 240 ก็บัญญัติว่า การที่ศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยคดี อย่างน้อยจะต้องมีคำร้องคำแก้ ฯลฯ ซึ่งศาลชั้นต้นส่งขึ้นมาและ มาตรา 301 ก็บัญญัติว่า ศาลที่มีอำนาจออกหมายบังคับคดีหรือทำคำชี้ขาดเกี่ยวกับการบังคับคดี คือศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น การที่บัญญัติไว้เช่นนี้ก็เพื่อมิให้ก้าวก่ายสับสนหน้าที่กัน จึงพิพากษายกคำสั่งศาลอุทธรณ์
( ธรรมบัณฑิต - ลัดพลีธรรมประคัลภ์ - จำรูญเนติศาสตร์ )
คำสั่งคำร้องที่ 512/2514
คำสั่งเกี่ยวด้วยคำขอเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของคู่ความในระหว่างพิจารณา คู่ความย่อมฎีกาได้
วินิจฉัยว่า 228 รวมถึง 254 ด้วยเป็นการบอกว่ามีความหมายกว้างตามแนวคำพิพากษาฎีกา สองชุด
มาตรา ๒๕๓ ถ้าโจทก์มิได้มีภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานอยู่ในราชอาณาจักรและไม่มีทรัพย์สินที่อาจถูกบังคับคดีได้อยู่ในราชอาณาจักร หรือถ้าเป็นที่เชื่อได้ว่าเมื่อโจทก์แพ้คดีแล้วจะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย จำเลยอาจยื่นคำร้องต่อศาลไม่ว่าเวลาใด ๆ ก่อนพิพากษาขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์วางเงินต่อศาลหรือหาประกันมาให้เพื่อการชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายดังกล่าวได้
ถ้าศาลไต่สวนแล้วเห็นว่า มีเหตุอันสมควรหรือมีเหตุเป็นที่เชื่อได้ แล้วแต่กรณีก็ให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์วางเงินต่อศาลหรือหาประกันมาให้ตามจำนวนและภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ตามที่เห็นสมควรก็ได้
ต่อไปในประเด็นที่ หก เมื่อศาลมีคำสั่งถึงที่สุดให้วางเงินประกันค่าธรรมเนียมแล้วคำสั่งย่อมมีถึงคดีถึงที่สุด มาจากแนวคำพิพากษาศาลฎีกา ไม่ได้มาจากตัวบท แม้ในศาลต้นหรือศาลอุทธรณ์จำเลยจะเป็นฝ่ายแพ้คดีก็ตาม
สังเกตว่าใช้คำว่าคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ระหว่างพิจารณาดูเหมือนจะเป็นตาม 254อย่างเดียวแต่ศาลฎีกาได้วางหลักไว้แล้ว
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1487/2529
ศาลฎีกาพิพากษาให้โจทก์วางเงินประกันค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 253 ย่อมมีผลอยู่จนคดีถึงที่สุด ดังนั้น แม้ต่อมาศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ก็ตาม แต่เมื่อคดียังไม่ถึงที่สุด โจทก์ก็ต้องวางเงินตามที่ศาลกำหนด พอจะได้เป็นหลักว่าแม้โจทก์จะชนะคดีในศาลชั้นต้นก็ตามโจทก์ยังขอคืนไม่ได้ต้องรอให้คดีถึงที่สุดเสียก่อน มีฎีกาอีกเรื่องหนึ่งแม้คดีจะแพ้หรือชนะก็ไม่ต้องไปสนใจเพียงเข้าหลักเกณฑ์ตาม 253 ศาลก็มีอำนาจสั่งให้วางเงินหรือทรัพย์สินได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1715/2525
โจทก์เป็นคนสัญชาติอังกฤษ มิได้มีภูมิลำเนาในประเทศไทยฟ้องว่าจำเลยทำละเมิด จำเลยจึงขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์วางเงินประกันค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายได้ โดยไม่จำเป็นจะต้องพิจารณาว่าฝ่ายใดจะเป็นฝ่ายแพ้หรือชนะคดีเพราะศาลมีอำนาจที่จะพิพากษาให้คู่ความฝ่ายที่ชนะคดีเสียค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงได้ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161
โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหาย 100,269,743 บาท ซึ่งหากโจทก์แพ้คดี และศาลชั้นต้นให้โจทก์ชดใช้ค่าทนายความเพียงกึ่งหนึ่งของอัตราที่กฎหมายกำหนดคือร้อยละ 2 ครึ่ง โดยไม่คำนึงถึงค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ก็จะเป็นเงินค่าทนายความถึง 2,500,000 บาทเศษที่ศาลชั้นต้นให้โจทก์วางเงินประกันค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย 750,000 บาท จึงมิใช่จำนวนที่สูงเกินสมควร
ถ้าโจทก์ไม่วางเงินมาตรา253ก็บัญญัติไว้ถึงบทลงโทษโจทก์คือ ถ้าโจทก์มิได้ปฏิบัติตามคำสั่งศาลตามวรรคสอง ให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ เว้นแต่จำเลยจะขอให้ดำเนินการพิจารณาต่อไป หรือมีการอุทธรณ์คำสั่งศาลตามวรรคสอง
และยังวางหลักอีกว่าไม่ว่าโจทก์จะมีเจตนาหลีกเลี่ยงหรือไม่
อาจจะมีการสงสัยว่าจำหน่ายคดีก็เป็นเรื่องดีแล้วนี่ แต่การจำหน่ายคดีนั้นสามารถฟ้องใหม่ได้ในอายุความถ้าหากจำเลยคิดว่าโดยหลักฐานที่ปรากฎจะชนะคดีก็อาจไม่ได้ให้จำหน่ายคดีก็ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 271/2543
ศาลมีคำสั่งอันถึงที่สุดให้โจทก์วางเงินประกันค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 253 โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายเวลาวางเงิน และตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ไม่ได้บัญญัติไว้ว่าก่อนที่ศาลจะสั่งคำร้องจะต้องไต่สวนคำร้องดังกล่าวเสียก่อน ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจใช้ดุลพินิจว่าจะทำการไต่สวนคำร้องดังกล่าวหรือไม่ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 21(4) เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าข้ออ้างตามคำร้องของโจทก์ยังถือไม่ได้ว่ามีพฤติการณ์พิเศษ ต้องถือว่าโจทก์ไม่ได้ปฏิบัติตามคำสั่งศาลที่ให้วางเงินประกันค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย ชอบที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความตามมาตรา 253 วรรคสามได้ โดยศาลชั้นต้นไม่จำต้องวินิจฉัยว่าโจทก์มีเจตนาจะหลีกเลี่ยงไม่วางเงินประกันค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายตามคำสั่งศาลอีกหรือไม่
ทนายโจทก์อ้างในคำร้องขอขยายเวลาวางเงินว่า ตัวโจทก์อยู่ต่างประเทศ ทนายโจทก์ได้พยายามติดต่อตัวโจทก์ให้นำหลักประกันมาวางตามคำสั่งศาลหลายครั้ง ครั้งสุดท้ายตัวโจทก์แจ้งว่าโจทก์ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป แต่โจทก์ยังไม่สามารถหาเงินมาวางศาลได้ ขอเวลารวบรวมและหาเงินประมาณ 2 เดือน เนื่องจากเกิดปัญหาด้านเศรษฐกิจทำให้ไม่อาจจัดหาเงินได้ ข้อเท็จจริงดังที่อ้างมานี้ยังถือไม่ได้ว่าเป็นพฤติการณ์พิเศษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23
ศาลฎีกามีคำสั่งอันถึงที่สุดให้โจทก์วางเงินประกันค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายและศาลชั้นต้นให้เวลามากพอที่โจทก์จะหาเงินมาวางประกัน ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายแล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองไม่อนุญาตให้ขยายเวลาวางเงินดังกล่าวออกไปอีก จึงชอบแล้ว
มีเงื่อนไขว่าต้องถามจำเลย เสมอเพราะจำเลยอาจอยากให้ดำเนินคดีต่อไป
การจำหน่ายคดีบางทีก็ไม่ดีที่สุดสำหรับจำเลยเพราะหากรูปคดีโจทก์ไม่ดี หากดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปจะทำให้ศาลยกฟ้อง ซึ่งดีกว่าที่ให้จำหน่ายคดีเพราะยังไม่ได้วินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคดีซึ่งไม่ต้องห้ามนำคดีนั้นมาฟ้องใหม่
………………………………………………………………………………..
เป็นบทบัญญัติที่ใหม่ บัญญัติเมื่อปี 2548
มาตรา ๒๕๓ ทวิ ในกรณีที่โจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาคัดค้านคำพิพากษาถ้ามีเหตุใดเหตุหนึ่งตามมาตรา ๒๕๓ วรรคหนึ่ง จำเลยอาจยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาแล้วแต่กรณีไม่ว่าเวลาใด ๆ ก่อนพิพากษา ขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์วางเงินต่อศาลหรือหาประกันมาให้เพื่อการชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายดังกล่าวได้
ในระหว่างที่ศาลชั้นต้นยังมิได้ส่งสำนวนความไปยังศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาคำร้องตามวรรคหนึ่งให้ยื่นต่อศาลชั้นต้น และให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวน แล้วส่งคำร้องนั้นพร้อมด้วยสำนวนความไปให้ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาสั่ง
ให้นำความในมาตรา ๒๕๓ วรรคสองและวรรคสาม มาใช้บังคับแก่การพิจารณาในชั้นอุทธรณ์และฎีกาโดยอนุโลม
สังเกตว่า ในกรณีที่โจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาคัดค้านคำพิพากษา โจทก์ในที่นี้หมายถึงโจทก์เดิมในศาลชั้นต้นเท่านั้นไม่ใช่ผู้อุทธรณ์หรือผู้ฎีกา เพราะบางทีเราเรียกติดปากไปแต่ไม่ได้มีความหมายตามมาตรานี้
คำสั่งคำร้องที่ 573/2513 ค้นไม่พบ วางหลักเช่นอธิบายด้านบนเรื่องโจทก์
กรณีที่จะยื่นตาม 253 ทวิ ก็ต้องเข้าเหตุใดเหตุหนึ่งตาม 253 ด้วย
คำร้องนั้นต้องยื่นตาม 21(3) ลักษณะทำนองเดียวกับ253 หากดู253วรรค2จะเห็นได้ว่าศาลที่ใต่สวน 253 ทวิ มีได้2กรณี
ดู 253 วรรค 2 ก็จะทำให้เราเห็นได้ว่าศาลที่จะไต่สวนตาม 253 ทวิมี 2 กรณีด้วยกัน
1 ยังไม่ได้ส่งสำนวน ให้ยื่นศาลต้น ศาลชั้นต้นก็เป็นผู้สั่ง
2 ส่งสำนวนแล้วให้ยื่นต่อศาลสูง
นอกจากนี้ในเรื่องอื่นๆเราก็สามารถนำเรื่องมาตรา 253 มาใช้บังคับโดยอนุโลมได้
จบถึงสิทธิของจำเลย จริงๆมาตรา 253 และ 253 ทวิไม่ค่อยได้ใช้งานสักเท่าใดนัก
หลักสังเกตก็ได้แก่การเปิดดูคำพิพากษาศาลฎีกา ว่าเรื่องไหนมีเยอะเรื่องนั้นก็เป็นปัญหาสำคัญในการดำเนินคดี
.........................................................................................................................
ต่อไปคือสิทธิของโจทก์ ตามมาตรา 254 255 266
ตัวบทยาวต้องจำหลักเกณฑ์สำคัญได้ก็ถือว่าเป็นคนที่มีความสามารถ และเป็นมาตราสำคัญควรดูประกอบกันระหว่าง 254 , 255
มาตรา ๒๕๔ ในคดีอื่น ๆ นอกจากคดีมโนสาเร่ โจทก์ชอบที่จะยื่นต่อศาลพร้อมกับคำฟ้องหรือในเวลาใด ๆ ก่อนพิพากษา ซึ่งคำขอฝ่ายเดียว ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งภายในบังคับแห่งเงื่อนไขซึ่งจะกล่าวต่อไป เพื่อจัดให้มีวิธีคุ้มครองใด ๆ ดังต่อไปนี้
(๑) ให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจำเลยทั้งหมดหรือบางส่วนไว้ก่อนพิพากษา รวมทั้งจำนวนเงินหรือทรัพย์สินของบุคคลภายนอกซึ่งถึงกำหนดชำระแก่จำเลย
(๒) ให้ศาลมีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไป ซึ่งการละเมิดหรือการผิดสัญญาหรือการกระทำที่ถูกฟ้องร้อง หรือมีคำสั่งอื่นใดในอันที่จะบรรเทาความเดือดร้อนเสียหายที่โจทก์อาจได้รับต่อไปเนื่องจากการกระทำของจำเลยหรือมีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยโอน ขาย ยักย้ายหรือจำหน่ายซึ่งทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจำเลย หรือมีคำสั่งให้หยุดหรือป้องกันการเปลืองไปเปล่าหรือการบุบสลายซึ่งทรัพย์สินดังกล่าว ทั้งนี้ จนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น
(๓) ให้ศาลมีคำสั่งให้นายทะเบียน พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือบุคคลอื่นผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ระงับการจดทะเบียน การแก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน หรือการเพิกถอนการจดทะเบียนที่เกี่ยวกับทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจำเลยหรือที่เกี่ยวกับการกระทำที่ถูกฟ้องร้องไว้ชั่วคราวจนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ทั้งนี้ เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
(๔) ให้จับกุมและกักขังจำเลยไว้ชั่วคราว
ในระหว่างระยะเวลานับแต่ศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ได้อ่านคำพิพากษา หรือคำสั่งชี้ขาดคดีหรือชี้ขาดอุทธรณ์ไปจนถึงเวลาที่ศาลชั้นต้นได้ส่งสำนวนความที่อุทธรณ์หรือฎีกาไปยังศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา แล้วแต่กรณี คำขอตามมาตรานี้ให้ยื่นต่อศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นมีอำนาจที่จะสั่งอนุญาตหรือยกคำขอเช่นว่านี้
มาตรา254 ควรจะดูพร้อมกับ 255 ซึ่งพูดถึงเรื่องมาตราฐานหรือภาระซึ่งจะต้องให้ฝ่ายโจทก์เป็นผู้พิสูจน์เพื่อให้ศาลสั่งตาม 254
มาตรา 255 ในการพิจารณาอนุญาตตามคำขอที่ยื่นไว้ตามมาตรา ๒๕๔ ต้องให้เป็นที่พอใจของศาลว่า คำฟ้องมีมูลและมีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองตามที่ขอนั้นมาใช้ได้ตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้
(๑) ในกรณีที่ยื่นคำขอให้ศาลมีคำสั่งตามมาตรา ๒๕๔ (๑) ต้องให้เป็นที่พอใจของศาลว่า
(ก) จำเลยตั้งใจจะยักย้ายทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของตนทั้งหมดหรือแต่บางส่วนไปให้พ้นจากอำนาจศาล หรือจะโอน ขายหรือจำหน่ายทรัพย์สินดังกล่าวเพื่อประวิงหรือขัดขวางต่อการบังคับตามคำบังคับใด ๆ ซึ่งอาจจะออกบังคับเอาแก่จำเลยหรือเพื่อจะทำให้โจทก์เสียเปรียบ หรือ
(ข) มีเหตุจำเป็นอื่นใดตามที่ศาลจะพิเคราะห์เห็นเป็นการยุติธรรมและสมควร
(๒) ในกรณีที่ยื่นคำขอให้ศาลมีคำสั่งตามมาตรา ๒๕๔ (๒) ต้องให้เป็นที่พอใจของศาลว่า
(ก) จำเลยตั้งใจจะกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไปซึ่งการละเมิด การผิดสัญญา หรือการกระทำที่ถูกฟ้องร้อง
(ข) โจทก์จะได้รับความเดือดร้อนเสียหายต่อไปเนื่องจากการกระทำของจำเลย
(ค) ทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจำเลยนั้นมีพฤติการณ์ว่าจะมีการกระทำให้เปลืองไปเปล่าหรือบุบสลายหรือโอนไปยังผู้อื่น หรือ
(ง) มีเหตุตาม (๑) (ก) หรือ (ข)
(๓) ในกรณีที่ยื่นคำขอให้ศาลมีคำสั่งตามมาตรา ๒๕๔ (๓) ต้องให้เป็นที่พอใจของศาลว่า
(ก) เป็นที่เกรงว่าจำเลยจะดำเนินการให้มีการจดทะเบียน แก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน หรือเพิกถอนการจดทะเบียนเกี่ยวกับทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจำเลยหรือที่เกี่ยวกับการกระทำที่ถูกฟ้องร้อง ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือ
(ข) มีเหตุตาม (๑) (ข)
(๔) ในกรณีที่ยื่นคำขอให้ศาลมีคำสั่งตามมาตรา ๒๕๔ (๔) ต้องให้เป็นที่พอใจของศาลว่า เพื่อที่จะประวิงหรือขัดขวางต่อการพิจารณาคดีหรือการบังคับตามคำบังคับใด ๆซึ่งอาจจะออกบังคับเอาแก่จำเลย หรือเพื่อจะทำให้โจทก์เสียเปรียบ
(ก) จำเลยซ่อนตัวเพื่อจะไม่รับหมายเรียกหรือคำสั่งของศาล
(ข) จำเลยได้ยักย้ายไปให้พ้นอำนาจศาลหรือซุกซ่อนเอกสารใด ๆ ซึ่งพอจะเห็นได้ว่าจะใช้เป็นพยานหลักฐานยันจำเลยในคดีที่อยู่ในระหว่างพิจารณาหรือทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจำเลยทั้งหมดหรือแต่บางส่วน หรือเป็นที่เกรงว่าจำเลยจะจำหน่ายหรือทำลายเอกสารหรือทรัพย์สินเช่นว่านั้น หรือ
(ค) ปรากฏตามกิริยาหรือตามวิธีที่จำเลยประกอบการงานหรือการค้าของตนว่าจำเลยจะหลีกหนีหรือพอเห็นได้ว่าจะหลีกหนีไปให้พ้นอำนาจศาล
หลักเกณฑ์ ตาม 254 และ 255 สรุปได้ดังนี้
ต้องนึกวาดภาพให้ออกว่าเรื่องเหล่านี้อยู่ระหว่างใดของกระบวนวิธีพิจารณา
254 ก็เป็นบทบัญญัติว่าโจทก์มีสิทธิอะไรบ้าง 4 กรณี และวรรคสุดท้ายของ 254 ก็คือการที่ศาลใดมีอำนาจที่จะพิจารณาสั่ง
255 คือมาตราฐานการพิสูจน์ว่าต้องไต่สวนอย่างไร
ในตัวบทของแต่ล่ะมาตราก็ต้องจับให้ได้ว่าจุดไหนเป็นจุดสำคัญ
254 ขึ้นต้นก็จะบอกว่า ไม่ให้ใช้กับคดีมโนสาเร่ ในเรื่องมาตรา 254 และ 255 ตัวบทไม่ยากที่จะทำความเข้าใจ
ก่อนที่จะไปสู่เนื้อหาสาระก็ขอเกริ่นไว้ว่าตั้งแต่ 2 ปี ที่ผ่านมาการที่นำวิธีการชั่วคราวมาใช้อย่างแพร่หลายนี้เพราะการพิจารณาปัจจุบันนี้เป็นการพิจารณาอย่างต่อเนื่อง จะมีช่วงเวลาระหว่างการยื่นฟ้องจนถึงวันนัดพิจารณานั้นเป็นช่วงที่มีการนำเรื่องไกล่เกลี่ย หรือ วิธีการชั่วคราวมาใช้อย่างแพร่หลาย ( ส่วนมากเป็นเรื่องละเมิดที่ห้ามกระทำการ )
ประเด็นแรก ผู้ที่มีสิทธิยื่นคือใคร คำตอบ โจทก์
โจทก์คือใคร คำตอบ
1.ความหมายธรรมดาคือ ผู้ฟ้องคดีหรือ
2.ผู้ฟ้องแย้ง(จำเลยฟ้องแย้งโจทก์จำเลยก็เป็นโจทก์ฟ้องแย้ง ) และเช่นเดียวกัน ไม่รวมถึง จำเลยผู้ฟ้องอุทธรณ์ หรือ ฎีกา เนื่องจากตามอุทธรณ์ของจำเลยไม่ได้ขอบังคับโจทก์แต่อย่างใดเพราะคำขอของจำเลย ( โจทก์อุทธรณ์ หรือฎีกา ) ขอเพียงให้กลับหรือยกฟ้องโจทก์เท่านั้นจึงไม่มีอะไรให้คุ้มครองให้
( ชั่วโมงที่ 4 )
คำสั่งคำร้องที่ 583/2513 ค้นไม่พบ ผู้ที่จะยื่นคำสั่งคำร้องตาม(2)นี้ การห้ามต่างๆต้องเป็นโจทก์เดิมเท่านั้น จะเป็นจำเลยผู้ยื่นอุทธร์ไม่ได้
และต้องเป็นโจทก์ในคดีเท่านั้น บุคคลอื่นไม่มีอำนาจร้องขอ
เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีอื่นก็ไม่อาจขอได้และตอนท้ายฎีกานี้ยังเป็นการย้ำอีกว่าจะบังคับได้เฉพาะคู่ความในคดีนั้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 322/2502
ผู้ร้องเป็นแต่เพียงผู้ที่อ้างตนว่าเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยโดยผู้ร้องเป็นโจทก์ฟ้องเรียกเงินกู้จากจำเลยในคดีหนึ่ง ไม่มีสิทธิอย่างใดที่จะมาร้องขอให้งดการขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในอีกคดีหนึ่งได้นำยึดไว้เพื่อบังคับคดีของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้และผู้ร้องจะไปร้องในคดีที่ผู้ร้องเป็นโจทก์ขอยึดหรืออายัดทรัพย์ดังกล่าวนี้ก่อนคำพิพากษาตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 ก็ไม่ได้ เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290
คู่ความที่เกี่ยวข้องกับคดีเท่านั้นที่จะร้องขอขยายระยะเวลาตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ได้เมื่อผู้ร้องเป็นบุคคลนอกคดี ก็ไม่อาจจะขอให้ศาลสั่งขยายระยะเวลาการขายทอดตลาดเพื่อให้โอกาสผู้ร้องเข้าขอเฉลี่ยทรัพย์ที่ขายนั้นได้
การขอให้ศาลมีคำสั่งเพื่อคุ้มครองประโยชน์ตามวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค 4 ลักษณะ1หมวด 1 นั้น จะกระทำได้แต่เฉพาะผู้ที่เป็นคู่ความในคดีนั้น
คดีมโนสาเร่ ( ตั้งตามาตรา 189 ไป ) ก็คือคดีเล็กๆน้อยการพิจารณาก็รวบรัดโดยสภาพของคดีก็ไม่ต้องให้มาขอคุ้มครองชั่วคราวอีก
คดีที่จะขอตาม 254 โดยสภาพแห่งคำร้องต้องขอคุ้มครองชั่วคราวได้
254 กับ 264 เหมือนกันหมดว่า ผู้ขอต้องเป็นบุคคลในคดีนั้น
คดีที่จะขอตาม 254 ต้องเป็นคดีที่โดยสภาพแห่งเนื้อหาสามารถขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 173/2523
ผู้ร้องขอให้ศาลสั่งว่า ผู้เยาว์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของ ม.มิได้มีคำขอเกี่ยวกับทรัพย์สิน จึงไม่มีเหตุที่จะคุ้มครองประโยชน์ของผู้ร้องในระหว่างพิจารณา หรือเพื่อบังคับตามคำพิพากษา
ทั้งเมื่อศาลตัดสินให้ผู้ร้องชนะ ผู้คัดค้านก็ไม่มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาแต่อย่างใดไม่จำเป็นจะสั่งอายัดเงินบำเหน็จตกทอดและบำนาญพิเศษของ ม.
ต้องไม่เป็นคำขอที่ไม่เกินกว่าคำขอท้ายฟ้องหรือไม่เป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 952/2539
ประเด็นตามคำร้องของผู้คัดค้านมีเพียงว่า ผู้ร้องสมควรถูกถอนจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายหรือไม่เท่านั้น ดังนั้น การที่ผู้คัดค้านฎีกาขอให้ใช้วิธีการชั่วคราวโดยให้ผู้ร้องหยุดกระทำการขัดขวาง ขับไล่ ห้ามผู้คัดค้านกรีดยางพาราในที่พิพาท และห้ามผู้ร้องกรีดยางพาราในที่พิพาทโดยวิธีใช้ยาเร่งน้ำยางจึงเป็นการไม่ชอบ เพราะเป็นการขอใช้วิธีการชั่วคราวนอกประเด็นตามคำร้อง
ฉะนั้นการขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาต้องเกี่ยวกับคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องด้วย
เรื่องยางพาราอีกเรื่องหนึ่ง หลักเดียวกับฎีกาด้านบน หลักเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 900/2533
โจทก์ฟ้องขอให้ใส่ชื่อ โจทก์เป็นเจ้าของสวนยางพิพาทร่วมกับกองมรดกของ จ. เท่านั้น มิได้ฟ้องขอเรียกค่าเสียหายมาด้วย การที่โจทก์ยื่นคำขอคุ้มครองประโยชน์ ในระหว่างพิจารณาโดย ขอให้ตั้ง ผู้จัดการสวนยางพิพาทให้เข้ากรีดยางแล้วนำรายได้ 7 ใน 8 ส่วนมาวางศาล หรือมีคำสั่งให้โจทก์จำเลยประมูลรายได้จากการทำสวนยาง หากฝ่ายใดชนะให้ฝ่ายนั้นเข้าทำประโยชน์ในสวนยางแปลงพิพาทแล้วนำเงินรายได้ที่ประมูลมาวางศาล เป็นการยื่นคำขอคุ้มครองประโยชน์เกินกว่าคำขอในคำฟ้อง เป็นเรื่อง นอกฟ้องนอกประเด็น แม้โจทก์จะเป็นฝ่ายชนะคดีก็ไม่อาจขอให้ ศาลบังคับตาม คำขอได้
นอกฟ้อง นอกประเด็น หรือเกินคำขอนั่นเอง
นอกจากนี้ต้องดูว่าเป็นการกระทำที่จำเลยถูกฟ้องหรือไม่ ฎีกาเรื่องนี้หากมองผิวเผินแล้วคือการขอให้แสดงสิทธินั่นเอง
เราจะร้องขอตาม 254 ได้ต้องเป็นประเด็นวินิจฉันในศาลอู่แล้ว
เป็นเรื่องนอกคำขอท้ายฟ้องไม่อาจสั่งให้ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1678/2525
ฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาจะซื้อขายที่พิพาทระหว่างจำเลยทั้งสอง และเพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับที่พิพาทที่จำเลย ทั้งสองทำไว้ต่อศาล ให้โอนที่พิพาทให้โจทก์ตามสัญญาจะซื้อขาย ที่จำเลยที่ 1 ทำไว้กับโจทก์ เมื่อคำฟ้องของโจทก์ไม่เกี่ยวกับเหมืองแร่ ในที่พิพาทหรือสิทธิในประทานบัตรของจำเลยที่ 2 โจทก์จะร้องขอให้ ศาลมีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยทั้งสองและบริวารขุดแร่ในที่พิพาท หาได้ไม่ เพราะเป็นเรื่องที่ไม่ตรงกับการกระทำที่จำเลยถูกฟ้อง เป็นเรื่องนอกคำขอท้ายฟ้อง จำเลยย่อมขอให้ยกเลิกคำสั่งห้ามชั่วคราวของศาลได้
เรื่องนี้จำเลยยื่นได้เพราะจำเลยเป็นโจทก์ในส่วนฟ้องแย้งนั่นเอง แต่ไม่อาจสั่งให้ตามคำขอได้เพราะไม่เกี่ยวกัยเรื่องมี่ฟ้องแย้ง และยังไม่เข้าเรื่องใดๆเลยในมาตรา254 เลย
โดยเรื่อง254 (2) เป็นเรื่องที่ต้องท่องให้ได้เพราะน่าที่จะออกเป็นข้อสอบมากควรเน้น
ตามคำขอจำเลยบังเอิญไม่ตรงกับฟ้องแย้งเพราะตัวฟ้องแย้งขอให้โอนที่ดิน แต่ขอคุ้มครองให้ต่อน้ำ ไม่เกี่ยวเนื่องกับที่จำเลยฟ้องแย้งนอกเหนือฟ้องแย้งขอไม่ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3092/2524 *****
โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากตึกแถวของโจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งให้โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและตึกแถวพิพาทให้จำเลยและรับเงินค่าที่ดินและตึกแถวพิพาทจากจำเลยระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยยื่นคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวอ้างว่าหลังจากโจทก์ฟ้องแล้วโจทก์ได้กระทำละเมิดสิทธิและประโยชน์ของจำเลย โดยตัดท่อน้ำบาดาลไม่ให้มีการจ่ายน้ำบริโภคมายังตึกแถวพิพาทที่จำเลยอยู่อาศัยจำเลยในฐานะผู้เช่าไม่สามารถร้องขอให้การประปานครหลวงเดินท่อส่งน้ำให้ได้ เพราะโจทก์ไม่ยอมให้วางท่อผ่านที่ดินของโจทก์ ขอให้ศาลสั่งให้โจทก์ต่อท่อและจ่ายน้ำบริโภคให้ตึกแถวพิพาทโดยใช้น้ำบาดาลของโจทก์เช่นเดิม หรือให้โจทก์ดำเนินการยื่นคำร้องต่อการประปานครหลวงเพื่อติดตั้งประปาให้จำเลย คำร้องของจำเลยดังกล่าวหาได้ร้องขอให้ศาลสั่งการอย่างใดอย่างหนึ่งดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 ไม่ฉะนั้น จึงยกเอามาตรา 254 มาปรับสั่งให้เป็นประโยชน์แก่คดีของจำเลยตามที่จำเลยร้องขอไม่ได้
โดยเรื่องนี้เป็นคำพิพากษาที่น่าสนใจเปรียบเทียบกับฎีกาด้านบนเพราะฎีกานี้สามารถขอได้เนื่องจากเนื้อหาต่างกันจึงตัดสินต่างกัน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5294/2540
โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันปักเสาคอนกรีต 4 ต้น ลงในทางภารจำยอมและทำคานข้างบนห้ามรถของโจทก์เข้าออก ทั้งยังปิดป้ายห้ามนำรถบรรทุกเข้าออกห้ามไม่ให้ปักเสาไฟฟ้า วางท่อประปา วางท่อระบายน้ำ ฯลฯ และโจทก์ได้แก้ไขเพิ่มเติมคำขอท้ายฟ้องให้ชัดเจน ห้ามจำเลยขัดขวางการใช้ทางภารจำยอมของโจทก์ ไม่ว่าการใช้รถยนต์เข้าออกหรือปักเสาไฟฟ้า ทำท่อระบายน้ำ วางท่อประปาและสาธารณูปโภคอื่น ๆ ในทางภารจำยอม การที่โจทก์ฟ้องและขอคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวระหว่างการพิจารณาโดยขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์ทำการปักเสาไฟฟ้าวางท่อประปาและท่อระบายน้ำ ลงบนทางภารจำยอม จึงเป็นเรื่องเดียวกันและมีเหตุสมควรตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254(2) และมาตรา 255(1)และ (2)
ต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับที่โจทก์ฟ้อง ถ้าเป็นการขอโดยลักษณะหากศาลสั่งตามคำขอจะมีผลเหมือนเป็นการชนะคดี นั้นไปแล้ว ไม่สามารถสั่งได้ตามคำที่ขอ เนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ย้ายไปยังที่อีกแห่งหนึ่งแต่ยังเป็นที่ดินของโจทก์เรื่องนี้ยังไม่ถือว่ามีผลให้แพ้ชนะไป
ที่กล่าวไปก็เป็นหลักเกณฑ์ที่ว่าต้องเป็นคำขอที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องที่โจทก์ฟ้อง ถ้าจำเลยฟ้องแย้งก็เช่นเดียวกัน
มีบางหลักเกณฑ์ที่จะสั่งให้ไม่ได้เพราะการสั่งไปเท่ากับว่าโจทก์ได้ชนะคดีๆไปเลยทันที การให้ย้ายไปก็ยังเป็นที่ดินของโจทก์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1479/2520
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยใช้ค่าเสียหายฐานละเมิดและให้รื้อถอนเสาและสายไฟฟ้าแรงสูงที่ติดตั้งและเดินสายผ่านที่ดินของโจทก์ โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา อ้างว่าเสาไฟฟ้าดังกล่าวกีดขวางอยู่ ทำให้ก่อสร้างโรงภาพยนตร์และอาคารพาณิชย์ในที่ดินนั้นไม่ได้ โจทก์เสียหายขาดรายได้ ขอให้สั่งจำเลยย้ายเสาและสายไฟจากที่เดิมเพื่อติดตั้งใหม่ในที่ของโจทก์ส่วนที่ไม่กีดขวางการก่อสร้าง คำขอดังกล่าวเท่ากับเป็นการขอห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไปซึ่งการละเมิดตามที่ฟ้อง ศาลควรจะต้องทำการไต่สวนและฟังข้อเท็จจริงว่ามีเหตุสมควรและเพียงพอที่จะสั่งห้ามชั่วคราวดังกล่าวหรือไม่ ไม่ชอบที่จะสั่งยกคำร้องขอโดยไม่ทำการไต่สวน
เรื่องนี้แม้สั่งแล้วก็ไม่ถือว่าเป็นการที่โจทก์ชนะคดีไปเลยเพราะเป็นการขอให้งดหักเงินเดือนหลังฟ้องสิ่งที่หักเงินเดือนไว้ก่อนฟ้องก็ยังต้องพิพาทกันต่อไป
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 558/2528
การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ห้ามจำเลยหักเงินเดือนของโจทก์ไว้ก่อนมีคำพิพากษา เป็นการขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยกระทำต่อไปซึ่งการกระทำที่ถูกฟ้องร้อง อันโจทก์อาจยื่นคำร้องขอได้ตามกฎหมาย เมื่อคำฟ้องของโจทก์มีเหตุสมควรและเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 (2) มาใช้ได้ และตามคำฟ้อง คำให้การ คำร้องและคำคัดค้านของโจทก์จำเลยรับกัน ข้อเท็จจริงได้ความครบถ้วนตามมาตรา 255 (1) (2) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งแล้ว ศาลฎีกาสั่งห้ามจำเลยหักเงินเดือนโจทก์เพื่อชดใช้ค่าเสียหายเป็นการชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาได้ โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานกลางทำการไต่สวนพยานหลักฐานของคู่ความต่อไป
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1509/2504 ค้นไม่พบ โจทก์กับจำเลยจดทะเบียนหย่ากันโดยมีข้อสัญญาเลี้ยงบุตรจำเลยมาหลอกเอาบุตรไป สามารถสั่งให้ส่งบุตรคืนได้ชั่วคราว และบทบัญญัติ 254 ก็ไม่ใช่บทบัญญัติเกี่ยวกับทรัพย์เท่านั้น เรื่องการส่งบุตรคืนก่อนนั้นทำได้ เพราะไม่ใช่บทบัญญัติที่เกี่ยวกับทรัพย์เท่านั้น แต่นักศึกษาลองพิจารณาว่าขณะนี้บุตรอยู่ที่จำเลยเพราะจำเลยมาหลอกลวงไปแต่ถ้าให้บุตรมาอยู่กับโจทก์ก็คล้ายว่าโจทก์จะชนะคดีแต่ไม่ใช่อย่างนั้นเรื่องนี้เป็นสิทธิในตัวบุคคล ไม่เหมือนกับทรัพย์สิน เพราะทรัพย์สินนั้นสามารถทำให้เสื่อมเสียหายได้ง่าย ทำให้เสียเปรียบได้ แต่ในเรื่องสิทธิของบุคคลนั้น ไม่ทำให้จำเลยเสียหายแต่อย่างใด ไม่เหมือนกับได้บุครไปอยู่ในความดูแลของตนตลอดไป
ตัวอย่างที่ขอคุ้มครองชั่วคราวที่ไม่ถือว่านอกฟ้องนอกประเด็น เรื่องนี้อ่านตอนต้นอาจดูเหมือนว่าให้ลงนามหนังสือมอบอำนาจเท่านั้นแต่แท้จริงแล้วเป็นการจัดการเกี่ยวกับตัวทรัพย์ และได้เรียกค่าเสียหายไว้ด้วย ดังนั้นการขอให้อายัดไว้แล้ว เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับฟ้อง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1461/2530
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยลงนามในหนังสือมอบอำนาจให้โจทก์เข้าไปจัดการทรัพย์พิพาท ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่จำเลยทำไว้กับโจทก์และเรียกค่าเสียหาย เป็นคำฟ้องเกี่ยวกับตัวทรัพย์ หากจำเลยโอนทรัพย์พิพาทให้ผู้อื่นก่อนศาลพิพากษา โจทก์ย่อมไม่สามารถเข้าจัดการให้เป็นไปตามความประสงค์ที่ระบุไว้ในสัญญา และอาจไม่ได้รับชำระค่าเสียหาย โจทก์จึงขออายัดทรัพย์พิพาทไว้ชั่วคราวก่อนพิพากษาได้ เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการกระทำที่จำเลยถูกฟ้องร้อง
นักศึกษาไปทบทวนตัวบทมาตรา 254 และ 255 ให้แม่นยำ เพราะตัวบทในวิธีสบัญญัติเป็นสิ่งสำคัญข้อสอบอาจจะตัดตัวบทมาออกก็สามารถทำได้
ครั้งที่ 3( ชั่วโมงที่ 5 - 6 )(7/ 01 / 52 )
เหลืออีกเพียง สามเดือน จะสอบต้องเตรียมตัวให้พร้อม สิ่งที่สำคัญในการสอบนอกจากความรู้ คือ สุขภาพอนามัยที่สมบูรณ์
นักศึกษาในช่วงก่อนสอบ ต้องนอนให้เพียงพอ
คราวที่แล้ว กล่าว 253 , 253ทวิ เริ่มตอนต้น 254 ซึ่งได้กล่าวไปแล้วว่าต้องดูคู่ 255 โดย 254 คือผลที่ขอได้ 255 คือวิธีที่จะกระทำให้ได้ตามคำขอมาตรา 254
โดยต้องคำนึงถึงคำขอท้ายฟ้องด้วย
คราวที่แล้วจบตรงที่หากคำขอเหมือนทำให้ชนะคดีไปเลยไม่สามารถ ข้อคุ้มครองชั่วคราวตาม 254 ไม่ได้ และได้ยกคำพิพากษาเปรียบเทียบ 2 เรื่อง คือ หากเป็นเรื่องรื้อถอนเสาไฟจากที่ดินของโจทก์โดยสิ้นเชิงคือมีผลเป็นชนะคดีไปเลย ไม่สามารถขอได้
หรือหากเป็นการให้เปิดทางจำเป็นและร้องขอให้เปิดทางจำเป็นชั่วคราว จะต่างกรณีเสาไฟตรงเสาไฟหากจำเลยกลับมาเป็นฝ่ายชนะคดีจะกลับมาได้ยากเพราะโจทก์อาจปลูกสร้างโรงเรือนทับที่ดินนั้นเสีย ซึ่งต่างกับทางจำเป็นตรงที่ว่า หากจำเลยกลับมาเป็นฝ่ายชนะคดีก็สามารถที่จะปิดทางนั้นได้ทันที
มาตรา 254 ในคดีอื่น ๆ นอกจากคดีมโนสาเร่ โจทก์ชอบที่จะยื่นต่อศาลพร้อมกับคำฟ้องหรือในเวลาใด ๆ ก่อนพิพากษา ซึ่งคำขอฝ่ายเดียว ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งภายในบังคับแห่งเงื่อนไขซึ่งจะกล่าวต่อไป เพื่อจัดให้มีวิธีคุ้มครองใด ๆ ดังต่อไปนี้
(๑) ให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจำเลยทั้งหมดหรือบางส่วนไว้ก่อนพิพากษา รวมทั้งจำนวนเงินหรือทรัพย์สินของบุคคลภายนอกซึ่งถึงกำหนดชำระแก่จำเลย
(๒) ให้ศาลมีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไป ซึ่งการละเมิดหรือการผิดสัญญาหรือการกระทำที่ถูกฟ้องร้อง หรือมีคำสั่งอื่นใดในอันที่จะบรรเทาความเดือดร้อนเสียหายที่โจทก์อาจได้รับต่อไปเนื่องจากการกระทำของจำเลยหรือมีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยโอน ขาย ยักย้ายหรือจำหน่ายซึ่งทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจำเลย หรือมีคำสั่งให้หยุดหรือป้องกันการเปลืองไปเปล่าหรือการบุบสลายซึ่งทรัพย์สินดังกล่าว ทั้งนี้ จนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น
(๓) ให้ศาลมีคำสั่งให้นายทะเบียน พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือบุคคลอื่นผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ระงับการจดทะเบียน การแก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน หรือการเพิกถอนการจดทะเบียนที่เกี่ยวกับทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจำเลยหรือที่เกี่ยวกับการกระทำที่ถูกฟ้องร้องไว้ชั่วคราวจนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ทั้งนี้ เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
(๔) ให้จับกุมและกักขังจำเลยไว้ชั่วคราว
ในระหว่างระยะเวลานับแต่ศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ได้อ่านคำพิพากษา หรือคำสั่งชี้ขาดคดีหรือชี้ขาดอุทธรณ์ไปจนถึงเวลาที่ศาลชั้นต้นได้ส่งสำนวนความที่อุทธรณ์หรือฎีกาไปยังศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา แล้วแต่กรณี คำขอตามมาตรานี้ให้ยื่นต่อศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นมีอำนาจที่จะสั่งอนุญาตหรือยกคำขอเช่นว่านี้
มาตรา 255 ในการพิจารณาอนุญาตตามคำขอที่ยื่นไว้ตามมาตรา ๒๕๔ ต้องให้เป็นที่พอใจของศาลว่า คำฟ้องมีมูลและมีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองตามที่ขอนั้นมาใช้ได้ตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้
(๑) ในกรณีที่ยื่นคำขอให้ศาลมีคำสั่งตามมาตรา ๒๕๔ (๑) ต้องให้เป็นที่พอใจของศาลว่า
(ก) จำเลยตั้งใจจะยักย้ายทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของตนทั้งหมดหรือแต่บางส่วนไปให้พ้นจากอำนาจศาล หรือจะโอน ขายหรือจำหน่ายทรัพย์สินดังกล่าวเพื่อประวิงหรือขัดขวางต่อการบังคับตามคำบังคับใด ๆ ซึ่งอาจจะออกบังคับเอาแก่จำเลยหรือเพื่อจะทำให้โจทก์เสียเปรียบ หรือ
(ข) มีเหตุจำเป็นอื่นใดตามที่ศาลจะพิเคราะห์เห็นเป็นการยุติธรรมและสมควร
(๒) ในกรณีที่ยื่นคำขอให้ศาลมีคำสั่งตามมาตรา ๒๕๔ (๒) ต้องให้เป็นที่พอใจของศาลว่า
(ก) จำเลยตั้งใจจะกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไปซึ่งการละเมิด การผิดสัญญา หรือการกระทำที่ถูกฟ้องร้อง
(ข) โจทก์จะได้รับความเดือดร้อนเสียหายต่อไปเนื่องจากการกระทำของจำเลย
(ค) ทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจำเลยนั้นมีพฤติการณ์ว่าจะมีการกระทำให้เปลืองไปเปล่าหรือบุบสลายหรือโอนไปยังผู้อื่น หรือ
(ง) มีเหตุตาม (๑) (ก) หรือ (ข)
(๓) ในกรณีที่ยื่นคำขอให้ศาลมีคำสั่งตามมาตรา ๒๕๔ (๓) ต้องให้เป็นที่พอใจของศาลว่า
(ก) เป็นที่เกรงว่าจำเลยจะดำเนินการให้มีการจดทะเบียน แก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน หรือเพิกถอนการจดทะเบียนเกี่ยวกับทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจำเลยหรือที่เกี่ยวกับการกระทำที่ถูกฟ้องร้อง ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือ
(ข) มีเหตุตาม (๑) (ข)
(๔) ในกรณีที่ยื่นคำขอให้ศาลมีคำสั่งตามมาตรา ๒๕๔ (๔) ต้องให้เป็นที่พอใจของศาลว่า เพื่อที่จะประวิงหรือขัดขวางต่อการพิจารณาคดีหรือการบังคับตามคำบังคับใด ๆซึ่งอาจจะออกบังคับเอาแก่จำเลย หรือเพื่อจะทำให้โจทก์เสียเปรียบ
(ก) จำเลยซ่อนตัวเพื่อจะไม่รับหมายเรียกหรือคำสั่งของศาล
(ข) จำเลยได้ยักย้ายไปให้พ้นอำนาจศาลหรือซุกซ่อนเอกสารใด ๆ ซึ่งพอจะเห็นได้ว่าจะใช้เป็นพยานหลักฐานยันจำเลยในคดีที่อยู่ในระหว่างพิจารณาหรือทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจำเลยทั้งหมดหรือแต่บางส่วน หรือเป็นที่เกรงว่าจำเลยจะจำหน่ายหรือทำลายเอกสารหรือทรัพย์สินเช่นว่านั้น หรือ
(ค) ปรากฏตามกิริยาหรือตามวิธีที่จำเลยประกอบการงานหรือการค้าของตนว่าจำเลยจะหลีกหนีหรือพอเห็นได้ว่าจะหลีกหนีไปให้พ้นอำนาจศาล
เรื่อง คำขอต้องเกี่ยวข้องกับคำขอบังคับท้ายคำฟ้องด้วย เรื่องที่ อนุญาต ได้ยก ฎีกา ซึ่งหากมองผิวเผินอาจมองว่าไม่เกี่ยวกับคำขอท้ายฟ้องได้
การลงนามในหนังสือมอบอำนาจนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับการจัดการหนังสือมอบอำนาจด้วย จึงเกี่ยวกับคำฟ้องเดิม
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1461/2530
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยลงนามในหนังสือมอบอำนาจให้โจทก์เข้าไปจัดการทรัพย์พิพาท ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่จำเลยทำไว้กับโจทก์และเรียกค่าเสียหาย เป็นคำฟ้องเกี่ยวกับตัวทรัพย์ หากจำเลยโอนทรัพย์พิพาทให้ผู้อื่นก่อนศาลพิพากษา โจทก์ย่อมไม่สามารถเข้าจัดการให้เป็นไปตามความประสงค์ที่ระบุไว้ในสัญญา และอาจไม่ได้รับชำระค่าเสียหาย โจทก์จึงขออายัดทรัพย์พิพาทไว้ชั่วคราวก่อนพิพากษาได้ เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการกระทำที่จำเลยถูกฟ้องร้อง
อีกเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องที่มีในตำราทุกเล่ม ไม่เกี่ยวกับฟ้อง ยากแกการปฏิบัติ ฟ้องโจทก์ไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะนำเรื่องขอคุ้มครองมาใช้
จำเลยพยายามทำให้มันเป็นฟ้องร้องเรียกผิดสัญญา แต่ลองสังเกตว่าในคำฟ้องได้อ้างว่าจำเลยผิดสัญญาเข้าหุ้นด้วย คำขอท้ายฟ้องขอให้ส่งมอบกิจการด้วยและให้โจทก์เป็นผุ้เก็บเงิน จึงไม่เป็นนอกฟ้อง นอกประเด็น สามารถสั่งให้คุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4929/2540
โจทก์จำเลยเข้าหุ้นกันประกอบกิจการภัตตาคาร มีข้อตกลงให้โจทก์เก็บรายได้และจ่ายรายจ่ายจากการประกอบกิจการ ซึ่งโจทก์จำเลยได้ปฏิบัติตามข้อตกลงตลอดมา 6 เดือน การที่จำเลยห้ามโจทก์และพนักงานของโจทก์จัดเก็บรายได้ตามข้อตกลงดังกล่าวเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญาและเรียกค่าเสียหาย เป็นเรื่องที่ถือได้ว่าจำเลยตั้งใจกระทำซ้ำและกระทำต่อไปซึ่งเป็นการผิดสัญญา เป็นกรณีมีเหตุผลเพียงพอที่จะนำวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนคำพิพากษามาใช้บังคับ ทั้งเป็นกรณีที่มีเหตุผลเพียงพอที่จะสั่งกำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาเพื่อบังคับตามคำพิพากษาศาลจึงมีอำนาจสั่งและพิพากษาห้ามมิให้จำเลยหรือตัวแทนของจำเลยทำการจัดเก็บรายได้และจ่ายรายจ่ายเพียงฝ่ายเดียวในกิจการภัตตาคาร โดยให้โจทก์หรือตัวแทนของโจทก์และจำเลยหรือตัวแทนของจำเลยร่วมกันจัดเก็บรายได้และจ่ายรายจ่ายในกิจการภัตตาคาร และให้ร่วมกันทำบัญชีรายรับรายจ่ายเพื่อควบคุมรายได้และรายจ่ายในกิจการภัตตาคารในระหว่างพิจารณาคดีจนกว่าจะมีคำพิพากษาได้
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งมอบทรัพย์สินของโจทก์ที่ได้ลงทุนไปและการจัดเก็บรายได้จากการประกอบกิจการภัตตาคารเสวยแอร์พอร์ตให้แก่โจทก์ และให้จำเลยชำระเงิน 9,757,492.69 บาท พร้อมดอกเบี้ยกับให้จำเลยชำระค่าเสียหายวันละ 120,000 บาท โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างการพิจารณา จำเลยยื่นคำคัดค้านว่า คำร้องของโจทก์เป็นคำร้องที่ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 และ 264 ขอให้ยกคำร้อง
ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งห้ามมิให้จำเลยหรือตัวแทนของจำเลยทำการจัดเก็บรายได้และจ่ายรายจ่ายแต่เพียงฝ่ายเดียวในกิจการภัตตาคารเสวยแอร์พอร์ต ณ อาคารผู้โดยสารภายในประเทศ โดยให้โจทก์หรือตัวแทนของโจทก์และจำเลยหรือตัวแทนของจำเลยร่วมกันทำหน้าที่จัดเก็บรายได้และจ่ายรายจ่ายในกิจการภัตตาคารดังกล่าวและให้ร่วมกันทำบัญชีรายรับรายจ่ายเพื่อควบคุมรายได้และรายจ่ายในกิจการภัตตาคารดังกล่าวระหว่างการพิจารณาคดีจนกว่าจะมีคำพิพากษา
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาขอให้เพิกถอนคำสั่งและคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองที่มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาโดยอ้างว่า คำฟ้องของโจทก์เป็นคำฟ้องเรื่องผิดสัญญาและเรียกค่าเสียหาย ไม่มีเหตุจำเป็นที่จะห้ามจำเลยเก็บรายได้แล้วให้โจทก์เป็นฝ่ายเก็บ เพราะไม่ใช่เป็นการคุ้มครองชั่วคราวระหว่างพิจารณาคำสั่งศาลให้คุ้มครองชั่วคราวดังกล่าวเป็นเรื่องที่ยากต่อการปฏิบัติ โจทก์ฟ้องจำเลยเพื่อเรียกค่าเสียหาย หากโจทก์ชนะคดีก็สามารถบังคับคดีได้ ฟ้องโจทก์ไม่มีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษามาใช้บังคับนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์ในชั้นไต่สวนโดยจำเลยมิได้โต้แย้งว่า โจทก์จำเลยเข้าหุ้นกันประกอบกิจการภัตตาคาร โดยมีข้อตกลงให้โจทก์มีหน้าที่เก็บรายได้และจ่ายรายจ่ายจากการประกอบกิจการ ซึ่งโจทก์จำเลยก็ปฏิบัติตามข้อตกลงตลอดมาตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2537 จนถึงวันที่ 3 กันยายน2537 การที่จำเลยห้ามโจทก์และพนักงานของโจทก์จัดเก็บรายได้ตามข้อตกลงเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญาและเรียกค่าเสียหายเป็นคดีนี้ เป็นเรื่องที่ถือได้ว่า จำเลยตั้งใจกระทำซ้ำและกระทำต่อไปซึ่งเป็นการผิดสัญญา เป็นกรณีมีเหตุผลเพียงพอที่จะนำวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนคำพิพากษามาใช้บังคับ ทั้งเป็นกรณีที่มีเหตุผลเพียงพอที่จะสั่งกำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาเพื่อบังคับตามคำพิพากษาคำร้องขอของโจทก์ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาห้ามมิให้จำเลยหรือตัวแทนของจำเลยทำการจัดเก็บรายได้และรายจ่ายแต่เพียงฝ่ายเดียวในกิจการภัตตาคารเสวยแอร์พอร์ต ณ อาคารผู้โดยสารภายในประเทศโดยให้โจทก์หรือตัวแทนของโจทก์และจำเลยหรือตัวแทนของจำเลยร่วมกันทำหน้าที่จัดเก็บรายได้และจ่ายรายจ่ายในกิจการภัตตาคารดังกล่าว และให้ร่วมกันทำบัญชีรายรับรายจ่ายเพื่อควบคุมรายได้และรายจ่ายในกิจการภัตตาคารดังกล่าวในระหว่างพิจารณาคดีจนกว่าจะมีคำพิพากษานั้น ชอบด้วยเหตุผลและกฎหมายแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"
พิพากษายืน
( ปราโมทย์ ชพานนท์ - เหล็ก ไทรวิจิตร - สกนธ์ กฤติยาวงศ์ )
หมายเหตุ
เมื่อศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา ถ้าต่อมาศาลมีคำพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี โจทก์ย่อมสามารถบังคับคดีต่อเนื่องกันไปจากคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาได้ ซึ่งทำให้การบังคับคดีดำเนินไปได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ฉะนั้นคำขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาต้องเป็นคำขอที่ไม่เกินกว่าคำขอท้ายฟ้อง หรือไม่เป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 900/2533) หรือต้องเป็นคำขอที่เกี่ยวกับการกระทำที่จำเลยถูกฟ้อง (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1678/2525,1461/2530) เพราะหากไม่ใช้หลักเกณฑ์ดังกล่าวแล้ว แม้ต่อมาศาลจะมีคำสั่งให้คุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา แต่ในที่สุดแล้วศาลก็ต้องพิพากษาให้เฉพาะตามคำขอท้ายฟ้อง ซึ่งโจทก์ก็เพียงแต่บังคับคดีได้ตามคำพิพากษาเท่านั้น ไม่อาจบังคับคดีต่อเนื่องกับคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาได้
คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้คุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาตามคำขอของโจทก์ จำเลยฎีกาขอให้เพิกถอนคำสั่งศาลล่างทั้งสองโดยอ้างเหตุว่า คำฟ้องโจทก์เป็นคำฟ้องเรื่องผิดสัญญาเรียกค่าเสียหาย ไม่มีเหตุจำเป็นที่จะห้ามจำเลยเก็บรายได้แล้วให้โจทก์เป็นฝ่ายเก็บ เพราะไม่ใช่เป็นการคุ้มครองชั่วคราวระหว่างพิจารณา คำสั่งศาลให้คุ้มครองชั่วคราวดังกล่าวเป็นเรื่องที่ยากต่อการปฏิบัติ โจทก์ฟ้องจำเลยเพื่อเรียกค่าเสียหาย หากโจทก์ชนะคดีก็สามารถบังคับคดีได้ ฟ้องโจทก์ไม่มีเหตุพอเพียงที่จะนำวิธีคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษามาใช้บังคับ ผู้เขียนเข้าใจว่า จำเลยพยายามฎีกาเพื่อชี้ให้ศาลฎีกาเห็นว่าคำฟ้องโจทก์เป็นเรื่องผิดสัญญาเข้าหุ้นและเรียกค่าเสียหายจากการผิดสัญญาเท่านั้น ซึ่งหากโจทก์ชนะคดีโจทก์ก็สามารถบังคับคดีได้ ฉะนั้นการห้ามจำเลยเก็บรายได้แล้วให้โจทก์เป็นฝ่ายเก็บจึงไม่ใช่เป็นการคุ้มครองชั่วคราวระหว่างพิจารณาหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ คำขอคุ้มครองชั่วคราวไม่เกี่ยวกับการกระทำที่จำเลยถูกฟ้องหรือคำขอเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น ซึ่งตามคำฟ้องโจทก์นอกจากโจทก์จะฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญาและเรียกค่าเสียหายแล้ว โจทก์ยังอ้างว่าจำเลยผิดสัญญาเข้าหุ้นโดยจำเลยห้ามโจทก์จัดเก็บรายได้ตามข้อตกลงและตามคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยส่งมอบกิจการภัตตาคารให้แก่โจทก์และให้โจทก์เก็บรายได้จากกิจการดังกล่าว ฉะนั้นคำขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาจึงไม่ใช่เรื่องนอกฟ้องนอกประเด็นและยังเป็นคำขอที่เกี่ยวกับการกระทำที่จำเลยถูกฟ้องด้วย
ภุชพงศ์ จรัสทรงกิติ
หลักเกณฑ์สำคัญตาม 254 นั้น โจทก์จะขอในชั้นใด ชั้นต้น ชั้นอุทธรณ์ ชั้นฎีกา ก็ได้แต่ต้องขอก่อนชั้นนั้นมีคำพิพากษา สังเกตจากตัวบท 254 วรรค ท้าย
คำสั่งคำร้องที่ 1657/2535
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรื้อถอน สิ่งปลูกสร้าง ที่ปิดกั้นถนนและร่วมกันรื้อถอนแท่นซีเมนต์บนถนนที่ตัดผ่านที่ดิน ของโจทก์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกาและขอให้ ศาลฎีกามีคำสั่งห้ามจำเลยทั้งสองกระทำการใด ๆ อันเป็นการกีดขวาง หรือปิดกั้นทางพิพาทในระหว่างฎีกา ศาลฎีกาสั่งห้ามจำเลยกระทำ ตามที่โจทก์ขอ
มีบางเรื่องที่ดูเหมือน ศาลได้มีคำพิพากษาแล้ว คือกรณีที่จำหน่ายคดีชั่วคราวเพื่อรอผลคำพิพากษาคดีอื่น หลักเรื่องขอก่อนมีคำพิพากษาคดี อาจไม่ถามตรงๆ อาจจะมีการหลอกด้วยการเอาเรื่องจำหน่ายคดีชั่วคราวมาหลอก หากไม่ทราบคำพิพากษาและหลงลืมตัวบท ว่าต้องคดีเสร็จเด็ดขาดไปจากศาลชั้นๆ ก็อาจจะตอบผิดได้
ในเรื่องจำหน่ายคดีชั่วคราวเป็นวิธีปฎิบัติของศ่าล ต่าง จาก 132 คดีก็ยังอยู่ระหว่างพิจารณาอยู่ ขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 421/2524
คำว่า 'การพิจารณา' ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 1(8) หมายความว่า กระบวนการพิจารณาทั้งหมดในศาลใดศาลหนึ่งก่อนศาลนั้นชี้ขาดตัดสินหรือจำหน่ายคดีโดยคำพิพากษาหรือคำสั่ง และการจำหน่ายคดีนั้นหมายถึง การที่ศาลมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 132 ซึ่งมีผลให้คดีเสร็จเด็ดขาดไปจากศาลที่มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีนั้น
การที่คู่ความร้องขอให้ศาลชั้นต้นรอฟังผลของคำพิพากษาในคดีอื่นเพื่ออาศัยเป็นหลักในการชี้ขาดตัดสินคดีนี้เป็นการร้องขอให้ศาลเลื่อนการนั่งพิจารณาไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 39 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีนี้ชั่วคราวจึงมีผลเท่ากับมีคำสั่งให้เลื่อนการนั่งพิจารณาไปนั่นเอง หาใช่เป็นการสั่งจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 132 ไม่ คดีจึงยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ซึ่งศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งให้เริ่มการนั่งพิจารณาต่อไปในวันใด ๆ ตามที่เห็นสมควรก็ได้ดังนั้นโจทก์ย่อมมีสิทธิร้องขอในเวลาใด ๆ ก่อนคำพิพากษาเพื่อให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองอย่างใด ๆ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 และมีสิทธิร้องขอให้ศาลมีคำสั่งกำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264 ได้ด้วย
การยื่นก่อนคำพิพากษาแล้วจะเพียงพอแค่นี้หรือไม่ ศาลต้องตัดสินให้ทุกคดีเลยหรือไม่ คำตอบคือไม่ กล่าวคือต้องดูถึงความเสียหายที่จะเกิดกับจำเลยจากคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวนั้นด้วย จึงเป็นหลักว่าต้องเป็นการยื่นภายในเวลาที่สมควรด้วย
คดีนี้ปักป้ายตั้งนานแล้ว ประกอบกับ ถ้าให้ใช้วิธีการชั่วคราวก็จะทำให้จำเลยทั้งสามเสียหายเกินสมควร ( โจทก์ยังไม่ชนะคดีซักหน่อย )
หลักความเสียหายของจำเลยที่ต้องคำนึงถึงด้วย
รู้ตั้ง 5 เดือนเศษแล้ว จำเลยมาก่อสร้างก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายเยอะแล้ว โจทก์ปล่อยให้ดำเนินการถึงห้าเดือน ศาลฎีกาก็นำเรื่องนี้มาคำนึงถึงด้วย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 24/2540
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทห้ามจำเลยทั้งสามเกี่ยวข้อง กับให้จำเลยทั้งสามออกเอกสารสิทธิสำหรับที่ดินพิพาทให้โจทก์จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้และฟ้องแย้งว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตทุ่งทำเลเลี้ยงสัตว์เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันโจทก์ไม่มีสิทธิครอบครอง ขอให้ขับไล่โจทก์ออกไป คดีจึงมีประเด็นว่าที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน และโจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทหรือไม่ ขณะคดีอยู่ในระหว่างพิจารณาโจทก์เป็นผู้เข้าครอบครองที่ดินพิพาท ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสามใช้ให้ หจก.ค.เข้าไปปักป้ายโฆษณาไถปรับพื้นดินทำการก่อสร้างสวน และวิทยาลัยในที่ดินพิพาท ย่อมอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ได้โจทก์จึงชอบที่จะร้องขอให้ห้ามจำเลยทั้งสามมิให้กระทำการใด ๆในที่ดินพิพาทได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254(2)แต่ปรากฏว่าโจทก์เพิ่งยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาต่อศาล หลังจากที่จำเลยทั้งสามได้เข้าดำเนินการก่อสร้างในที่ดินพิพาทแล้ว เป็นเวลานานถึง 5 เดือนเศษ การยื่นคำขอของโจทก์จึงล่วงเลยเวลาอันสมควร ทั้งหากจะนำวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาใช้ก็ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยทั้งสามเช่นเดียวกัน ตามพฤติการณ์เช่นนี้จึงยังไม่สมควรที่จะนำวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254(2) มาใช้แก่จำเลยทั้งสาม ในการยื่นฎีกาคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาต้องเสียค่าขึ้นศาล 200 บาท เมื่อโจทก์เสียค่าขึ้นศาลเกินมา จึงต้องคืนเงินส่วนที่เกินให้โจทก์
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทเนื้อที่ประมาณ 105 ไร่ โจทก์ได้เข้าครอบครองอย่างเจ้าของสืบต่อมาจนปัจจุบันเป็นเวลาประมาณ 51 ปี ระหว่างที่โจทก์ครอบครองอยู่นั้นโจทก์ยกที่ดินส่วนหนึ่งทางด้านทิศตะวันตกเนื้อที่ 37 ไร่ ให้แก่หน่วยราชการเร่งรัดพัฒนาชนบทกับสถานีวิทยุกระจายเสียงการสื่อสารและแบ่งขายให้ผู้มีชื่อเนื้อที่ 18 ไร่คงเหลือเนื้อที่ดินในปัจจุบัน 60 ไร่เศษ ต่อมาโจทก์ได้ขอให้จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นนายอำเภอเมืองสุรินทร์ มีอำนาจหน้าที่ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินในท้องที่อำเภอเมืองสุรินทร์ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทให้โจทก์แต่จำเลยที่ 3 เพิกเฉย หลังจากนั้นโจทก์ได้ขอให้จำเลยที่ 1ซึ่งมีหน้าที่ปฎิบัติราชการให้เป็นไปตามตัวบทกฎหมายและจำเลยที่ 2ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุรินทร์ มีอำนาจหน้าที่ในการออกโฉนดที่ดิน ออกโฉนดที่ดินพิพาทให้โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 3ก็ไม่ออกให้ อ้างว่าที่ดินพิพาทอยู่เขตทำเลเลี้ยงสัตว์ แล้ววันที่25 พฤษภาคม 2530 จำเลยทั้งสามก็ร่วมกันออกหนังสือสั่งให้สามีและบุตรของโจทก์ซึ่งอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทรื้อถอนโรงเรือนที่โจทก์ปลูกสร้างไว้ออกไปจากที่ดินพิพาทภายในวันที่ 25 มิถุนายน2530 อ้างว่าจะนำที่ดินพิพาทไปทำเป็นสวนสมเด็จฯ เพื่อฉลองวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระชนมพรรษาครบ 5 รอบในวันที่ 5 ธันวาคม 2530 อันเป็นการโต้แย้งสิทธิและละเมิดต่อโจทก์ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ให้ขับไล่จำเลยทั้งสามและบริวาร ห้ามไม่ให้เกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท กับให้จำเลยทั้งสามออกเอกสารสิทธิหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินพิพาทให้โจทก์
จำเลยทั้งสามให้การและฟ้องแย้งว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตทุ่งทำเลเลี้ยงสัตว์ป่าหนองพลวง หนองโกตอง หนองโดนสุดเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันและได้ขึ้นทะเบียนเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกันนายแพงและนางอูไม่เคยเข้าจับจองครอบครอง ส่วนโจทก์เข้าครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต แม้จะครอบครองนานเท่าไรก็ไม่ทำให้ได้สิทธิ นอกจากนี้ศาลจังหวัดสุรินทร์ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าที่พิพาทคดีนี้เป็นทุ่งทำเลเลี้ยงสัตว์ ซึ่งเป็นสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน จำเลยทั้งสามมีหน้าที่ดูแลรักษาสาธารณสมบัติของแผ่นดิน มีอำนาจสั่งให้โจทก์ออกไปจากที่ดินพิพาทได้ ขอให้ยกฟ้องและพิพากษาขับไล่โจทก์และบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาท
โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยไม่เคยประกาศหรือขึ้นทะเบียนที่พิพาทเป็นทำเลเลี้ยงสัตว์ คำพิพากษาของศาลจังหวัดสุรินทร์ที่วินิจฉัยว่าที่พิพาทเป็นทำเลเลี้ยงสัตว์เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ที่พิพาทเป็นของโจทก์ มิใช่ทำเลเลี้ยงสัตว์ ขอให้ยกฟ้องแย้ง
ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ยื่นคำร้องว่าจำเลยทั้งสามใช้ให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด คูย่งฮวดสุรินทร์ ผู้รับเหมาก่อสร้างไปปักป้ายโฆษณา ไถปรับพื้นดินและทำการก่อสร้างสวนสมเด็จฯและวิทยาลัยสารพัดช่างสุรินทร์ในที่ดินพิพาทเป็นบริเวณ 19 ไร่19 ตารางวา ทำให้ที่ดินและต้นข้าวที่โจทก์ปลูกไว้เสียหายขอให้มีคำสั่งห้ามจำเลยทั้งสามกระทำการดังกล่าวไว้ในระหว่างการพิจารณาจนกว่าคดีจะถึงที่สุด
จำเลยทั้งสามคัดค้านว่า จำเลยทั้งสามมิได้กระทำการดังโจทก์อ้าง กรมอาชีวะศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งได้รับอนุญาตให้ใช้ที่ดินพิพาทตั้งวิทยาลัยสารพัดช่างสุรินทร์เป็นผู้ดำเนินการขอให้ยกคำร้อง
ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์และจำเลยต่างฟ้องและฟ้องแย้งแย่งการครอบครองที่ดินพิพาท และต่างขอให้ห้ามอีกฝ่ายหนึ่งเกี่ยวข้องกับที่พิพาท ดังนี้ยังไม่สมควรที่ศาลจะสั่งห้ามมิให้จำเลยครอบครองทำประโยชน์ในที่พิพาท กรณีตามคำร้องของโจทก์ไม่มีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองตามคำขอมาใช้ มีคำสั่งให้ยกคำร้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า แม้จำเลยทั้งสามจะได้สั่งให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดคูย่งฮวดสุรินทร์ เข้าไปปักป้ายโฆษณาไถปรับพื้นดินและก่อสร้างอาคารในที่ดินพิพาท ตามที่โจทก์อ้างจริงการกระทำดังกล่าวก็เป็นการกระทำที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ มิใช่เป็นการกระทำซ้ำหรือการกระทำต่อไปซึ่งการละเมิด การผิดสัญญาหรือการกระทำที่จำเลยทั้งสามถูกโจทก์ฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 255 วรรคสาม(ก)จึงมิอาจมีคำสั่งห้ามจำเลยทั้งสามได้ พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกาว่าโจทก์ชอบที่จะขอให้ศาลสั่งห้ามจำเลยทั้งสามมิให้เข้าไปกระทำการก่อสร้างสวนสมเด็จฯ และวิทยาลัยสารพัดช่างสุรินทร์ในที่ดินพิพาทเป็นบริเวณ 19 ไร่ 19 ตารางวา ตามที่โจทก์ร้องขอให้นำวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษามาใช้หรือไม่ พิเคราะห์แล้วประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 (เดิม) บัญญัติว่า"ในคดีอื่น ๆ นอกจากคดีมโนสาเร่โจทก์ชอบที่จะยื่นคำร้องต่อศาลพร้อมกับคำฟ้อง หรือในเวลาใด ๆ ก่อนพิพากษา ซึ่งคำขอฝ่ายเดียวร้องขอให้ศาลมีคำสั่งภายในบังคับแห่งเงื่อนไขซึ่งจะกล่าวต่อไปเพื่อจัดให้มีวิธีคุ้มครองอย่างใด ๆ ดังต่อไปนี้ (2) ให้ศาลมีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไปซึ่งการละเมิดหรือการผิดสัญญาหรือการกระทำที่ถูกฟ้องร้องหรือขอให้มีคำสั่งให้หยุดหรือป้องกันการเปลืองไปเปล่า การบุบสลาย ซึ่งทรัพย์สินใด ๆที่พิพาทจนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือมีคำสั่งศาลเป็นอย่างอื่น"คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ห้ามมิให้จำเลยทั้งสามเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทกับให้จำเลยทั้งสามออกเอกสารสิทธิหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินพิพาทให้โจทก์ แม้ตามคำฟ้องของโจทก์จะอ้างว่าจำเลยทั้งสามเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทซึ่งอ้างว่าเป็นของโจทก์ ด้วยการไม่ยอมออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือโฉนดที่ดินพิพาทให้โจทก์ รวมทั้งมีคำสั่งให้สามีและบุตรของโจทก์รื้อถอนโรงเรือนที่โจทก์ปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาทก็ตาม แต่เมื่อจำเลยทั้งสามให้การต่อสู้คดีและฟ้องแย้งว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตทุ่งทำเลเลี้ยงสัตว์ เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน โจทก์ไม่มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท คดีจึงมีประเด็นพิพาทกันว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตทุ่งทำเลเลี้ยงสัตว์ เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันหรือไม่ และโจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทหรือไม่ ซึ่งคดีอยู่ในระหว่างพิจารณาโดยยังไม่มีคำวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นดังกล่าว และตามคำฟ้องของโจทก์กับคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสามรับฟังได้ว่าโจทก์เป็นผู้เข้าครอบครองที่ดินพิพาทดังนั้น หากจำเลยทั้งสามได้ใช้ให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดคูย่งฮวดสุรินทร์ ผู้รับเหมาก่อสร้างเข้าไปปักป้ายโฆษณาไถปรับพื้นดินและทำการก่อสร้างสวนสมเด็จฯ และวิทยาลัยสารพัดช่างสุรินทร์ในที่ดินพิพาทเนื้อที่ 19 ไร่ 19 ตารางวา ซึ่งแม้จะเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นใหม่ก็ตาม ย่อมอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ได้หากศาลพิพากษาให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดี โจทก์จึงชอบที่จะร้องขอให้ห้ามจำเลยทั้งสามมิให้กระทำการใด ๆ ในที่ดินพิพาทตามคำร้องของโจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254(2)ดังกล่าวข้างต้น อย่างไรก็ตาม ปรากฎตามคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสามได้เข้าไปทำการบนที่ดินพิพาทของโจทก์กำหนดลงมือทำตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2537 โดยมอบให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดคูย่งฮวดสุรินทร์ เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างและลงมือปรับพื้นที่ทำการก่อสร้าง แต่โจทก์เพิ่งยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาต่อศาลเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2537 หลังจากที่โจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสามได้เข้าดำเนินการก่อสร้างสวนสมเด็จฯและวิทยาลัยสารพัดช่างสุรินทร์ไปแล้วเป็นเวลา 5 เดือนเศษ ดังนั้นการยื่นคำขอของโจทก์จึงล่วงเลยเวลาอันสมควร ทั้งหากจะนำวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาตามคำขอของโจทก์มาใช้แก่จำเลยทั้งสามในคดีนี้ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยทั้งสามเช่นเดียวกัน ศาลฎีกาเห็นว่า ตามพฤติการณ์ในกรณีเช่นนี้ยังไม่สมควรที่จะนำวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 254(2) มาใช้แก่จำเลยทั้งสามตามคำขอของโจทก์ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องของโจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
อนึ่ง เนื่องจากโจทก์เสียค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาเป็นเงิน1,000 บาท ซึ่งที่ถูกต้องโจทก์ควรเสียหายเพียง 200 บาท จึงเป็นกรณีที่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลเกินมา 800 บาท จึงให้คืนเงินค่าขึ้นศาลที่เสียเกินมาดังกล่าวให้โจทก์"
พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลเป็นเงิน 800 บาท ที่โจทก์เสียเกินมาให้โจทก์
( อรรถนิติ ดิษฐอำนาจ - สุทธิ นิชโรจน์ - สมพล สัตยาอภิธาน )
หมายเหตุ
ในการยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 ผู้ยื่นจะต้องพิจารณาหลักเกณฑ์ในการขอคุ้มครองชั่วคราว อย่างเช่น ประเภทของคดีที่จะขอได้ต้องไม่ใช่คดีมโนสาเร่ หรือคดีที่โดยสภาพแห่งคำฟ้องไม่อาจขอได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 236/2486,173/2523) ผู้มีสิทธิยื่นคำขอตามมาตรานี้ต้องเป็นโจทก์เท่านั้น (คำสั่งคำร้องที่583/2513(ประชุมใหญ่) ศาลที่จะยื่นคำขอได้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 กำหนดให้ขอได้ทั้งในศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกา เพียงแต่ต้องขอก่อนศาลนั้น ๆ มีคำพิพากษา (คำสั่งคำร้องที่ 1657/2535) นอกจากนี้ผู้ยื่นคำขอจะต้องพิจารณาหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการพิจารณาสั่งคำขอของศาลประกอบเป็นประการสำคัญด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 255 ซึ่งมาตราดังกล่าวนี้เป็นเรื่องศาลต้องไต่สวนว่าจะอนุญาตให้ใช้วิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาหรือไม่ เนื่องจากการสั่งคุ้มครองชั่วคราวตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 นี้ถือเป็นเรื่องสำคัญที่มีผลกระทบต่อคู่ความฝ่ายที่จะต้องถูกนำวิธีการคุ้มครองชั่วคราวใช้บังคับเป็นอย่างมาก กฎหมายในมาตรา 255 จึงบังคับให้ศาลต้องทำการไต่สวนก่อนมีคำสั่งอนุญาตเสมอ(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 444/2490,508/2492 และ 2385/2526)นอกจากนี้ในการไต่สวนของศาลเพื่อนำวิธีการคุ้มครองชั่วคราวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 มาใช้บังคับจะต้องให้ได้ความด้วยว่า คำฟ้องของโจทก์นั้นมีมูลและมีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีการคุ้มครองตามที่ขอนั้นมาใช้ได้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในมาตราดังกล่าว
สำหรับคำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้จะเห็นได้ว่า แม้การกระทำของจำเลยจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ และโจทก์ได้ยื่นคำขอตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในมาตรา 254 แล้วก็ตาม ศาลฎีกาก็ยังเห็นไม่สมควรนำวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษามาใช้บังคับแก่จำเลยทั้งสาม ทั้งนี้ เนื่องจากโจทก์ยื่นคำขอล่วงเวลาอันสมควร ซึ่งจากคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้จะเห็นได้ว่า ศาลฎีกาได้วางหลักไว้ประการหนึ่งว่า ในการยื่นคำขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 นั้น นอกจากจะต้องยื่นก่อนศาลนั้น ๆ มีคำพิพากษาแล้วโจทก์จะต้องยื่นภายในระยะเวลาอันสมควรด้วย ปัญหาว่าอย่างไรจึงจะถือว่าเป็นการยื่นภายในเวลาอันสมควรหรือไม่ ผู้หมายเหตุเห็นว่าคำว่าภายในเวลาอันสมควรนั้น น่าจะหมายถึงระยะเวลา หรือโอกาสแรกที่สามารถจะยื่นคำขอได้ภายหลังจากที่ทราบถึงเหตุที่จะร้องขอตามมาตรา 254 แต่คดีนี้ปรากฏว่าโจทก์ยื่นคำขอภายหลังจากที่จำเลยทั้งสามลงมือทำการก่อสร้างไปแล้วเป็นเวลา 5 เดือนเศษทั้ง ๆ ที่โจทก์สามารถยื่นได้ก่อนหน้านี้เนื่องจากข้อเท็จจริงในคดีปรากฏว่าโจทก์เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโจทก์จึงน่าจะทราบถึงเหตุดังกล่าวได้ตั้งแต่ต้น การที่โจทก์เพิ่งมายื่นคำขอภายหลังจากที่จำเลยลงมือก่อสร้างไปแล้วกว่า 5 เดือนจึงเป็นการล่วงเลยเวลาอันสมควรดังที่ศาลฎีกาวินิจฉัย
ดังนั้น ในการยื่นคำขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 ทุกครั้ง ผู้ยื่นควรคำนึงถึงระยะเวลาในการยื่นเป็นประการสำคัญด้วย มิใช่จะขอในเวลาใด ๆ ก็ได้ก่อนศาลมีคำพิพากษา เพราะมิฉะนั้นศาลอาจไม่อนุญาตดังเช่นคำพิพากษาศาลฎีกานี้ อันจะเป็นผลให้คู่ความฝ่ายนั้นได้รับความเสียหาย เนื่องจากหากมีคำพิพากษาให้ตนชนะคดีก็อาจมีปัญหายุ่งยากในการบังคับคดีได้
ไพศาล วานสูงเนิน
คำถามทดสอบความเข้าใจ เป็นข้อสอบสมัยที่57
นายรวยฟ้องสินชำระหนี้เงินกู้+ดอกเบี้ย ศาลต้นยกฟ้อง นายรวยอุทธรณ์+ขอคุ้มครองโดยการให้อายัดที่ดินที่กำลังจะขายไป
ก. นายรวย จะยื่นคำขอได้หรือไม่
ข. ศาลใดมีอำนาจพิจารณา
ธงคำตอบ การขอจะยื่นศาลใดก็ได้ โดยต้องยื่นก่อนศ่าลนั้นๆมีคำพิพากษา ต้องเอา 254 วรรค 1 เรื่อง ก่อนมีคำพิพากษา
และ วรรคท้าย มาตอบ
ขอ ข้อ หากศาลต้นยังไม่ส่งสำนวนความ ก็มีอำนาจพิจารณาแต่ถ้าส่งไปแล้วก็ยื่นต่อศ่าลชั้นต้นโดบศาลอุทธรณ์เป็นผู้มีอำนาจสั่ง มาตรา 254 วรรค 2
ดู 254 กำหนดเรื่องการอุทธรณ์ให้ดูว่าสำนวนอยู่ที่ใด ศาลนั้นก็เป็นผู้มีอำนาจพิจารณาสั่ง
หากไม่เห็นฎีกานี้ก็อาจเข้าใจว่า ศาลอุทธรณ์สั่งได้ แต่หากลองคิดถึง มาตรา 18 ป.วิ.พ ศาลอุทธรณ์ตอนนี้มีหน้าที่ทบทวนว่าควรรับฟ้องไว้พิจารณาหรือไม่เพียงเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องที่ศาลต้นตัดสิน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 225/2526
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องของโจทก์ แม้โจทก์จะอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ถ้าศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้รับฟ้องของโจทก์ คดีก็ต้องกลับไปสู่ศาลชั้นต้นที่จะต้องพิจารณาพิพากษาต่อไป ศาลอุทธรณ์ยังไม่อาจสั่งหรือพิพากษาให้เป็นไปตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ได้ ดังนั้น การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองก่อนพิพากษาต่อศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์จึงไม่อาจมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้โจทก์ได้
หลักเกณฑ์อีกเรื่องคือ 255 บังคับให้ศาลต้องไต่สวนก่อนสั่งเสมอ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2385/2526
การที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งอนุญาตตามคำขอที่ยื่นไว้ตามมาตรา 254 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งนั้น ศาลชั้นต้นจะต้องฟังพยานที่ผู้ขอนำมาสืบหรือที่ศาลเรียกมาสืบให้ได้ความตามที่มาตรา 255 บัญญัติไว้เสียก่อน จะมีคำสั่งอนุญาตตามคำขอโดยเพียงแต่สอบถามโจทก์จำเลยแล้วบันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาทั้งที่ยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงเพียงพอตามมาตรา 255 ไม่ได้
และต้องได้ความว่าคดีมีมูลและสั่งได้ คือได้ตามมารา 255 นั่นเอง หากเปรียบเทียบกับ 253 เรื่องของจำเลยนั้นเพียงได้ความ เข้าหลักเกณฑ์ไม่ต้องดูว่าจะชะหรือแพ้คดีเลย ก็เข้าหลักแล้วแต่ในมาตรา 255 นั้นต้องพิจารณาถึงสำนวนด้วยว่า โจทก์มีสิทธิชนะคดี คดีมีมูล และ คำขอมีเหตุผล
มาตรา 257 ให้ศาลมีอำนาจที่จะสั่งอนุญาตตามคำขอที่ได้ยื่นตามมาตรา ๒๕๔ได้ภายในขอบเขตหรือโดยมีเงื่อนไขอย่างใดก็ได้ แล้วแต่จะเห็นสมควร
โดยทั้วไปศาลมักวางเงื่อนไขในการวางเงินมาเป็นตัวกำหนด โดยการวางเงิน นั้นการคำนวนเงิน
มีเหตุจำเป็นและสมควรเพียงพอที่ศาลจะสั่งได้ คล้ายกับ 1461/2538
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 704/2545
โจทก์ฟ้องอ้างว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 20 และ จ. ตัวแทนเชิดของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 20 ได้ตกลงซื้อขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างรวม 272 โฉนดเนื้อที่ 49 ไร่ ให้แก่โจทก์ในราคา 90 ล้านบาท โจทก์ชำระเงินค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างบางส่วนและเข้าครอบครองเป็นเจ้าของทรัพย์สิน ต่อมาจำเลยที่ 1 ถึงที่ 20 สมรู้ร่วมคิดกับจำเลยที่ 21 แสดงเจตนาลวงบุคคลภายนอกทำนิติกรรมซื้อขายและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งหมดไปเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 21 จึงเห็นได้ว่าตามคำฟ้องของโจทก์ หากจำเลยที่ 21 โอนที่ดินพิพาททั้งหมดให้แก่บุคคลอื่นในระหว่างพิจารณาย่อมจะทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เพราะแม้โจทก์ชนะคดีก็ไม่อาจโอนที่ดินพิพาทกลับมาเป็นของโจทก์ได้ กรณีนับว่ามีเหตุจำเป็นและสมควรเพียงพอที่โจทก์จะขอให้ศาลมีคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254(2) ประกอบมาตรา 255(2) ห้ามมิให้จำเลยที่ 21 โอนที่ดินพิพาทแก่บุคคลอื่นจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงได้ แต่เมื่อได้ความว่าที่ดินพิพาทดังกล่าวตั้งอยู่ในย่านที่เจริญสิ่งปลูกสร้างในที่ดินเป็นบ้านจัดสรร มีตลาดพาณิชย์ มูลค่าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในขณะฟ้องมีราคาเกินกว่า 500 ล้านบาท การที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้โจทก์วางเงินประกันค่าเสียหายเพียง 1 แสนบาทจึงไม่เหมาะสม เพราะจำเลยที่ 21 ก็ต่อสู้คดีว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ไม่มีสิทธิใด ๆ ในที่ดินพิพาท และฟ้องโจทก์เป็นเท็จ ซึ่งหากทางพิจารณาได้ความในภายหลังว่าโจทก์นำคดีมาสู่ศาลโดยไม่มีมูลแล้ว เงินจำนวนดังกล่าวย่อมไม่อาจชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งได้ จึงเห็นสมควรให้โจทก์วางเงินประกันจำนวน 20 ล้านบาท
ฏ.1678/2525
ฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาจะซื้อขายที่พิพาทระหว่างจำเลยทั้งสอง และเพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับที่พิพาทที่จำเลย ทั้งสองทำไว้ต่อศาล ให้โอนที่พิพาทให้โจทก์ตามสัญญาจะซื้อขาย ที่จำเลยที่ 1 ทำไว้กับโจทก์ เมื่อคำฟ้องของโจทก์ไม่เกี่ยวกับเหมืองแร่ ในที่พิพาทหรือสิทธิในประทานบัตรของจำเลยที่ 2 โจทก์จะร้องขอให้ ศาลมีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยทั้งสองและบริวารขุดแร่ในที่พิพาท หาได้ไม่ เพราะเป็นเรื่องที่ไม่ตรงกับการกระทำที่จำเลยถูกฟ้อง เป็นเรื่องนอกคำขอท้ายฟ้อง จำเลยย่อมขอให้ยกเลิกคำสั่งห้ามชั่วคราวของศาลได้
ตัดสินทำนองเดียวกันในเรื่องเงินประกันว่าจะให้วางมากน้อยเพียงใด
ดูมาตรา 257 บอกว่าให้อนุญาตให้ตาม 254 ได้โดยวางเงื่อนไขก็ได้
เรื่องนี้ที่ดินอยู่ย่านเจริญมูลค่าทรัพย์ เกินกว่า 500 ล้านบาท การที่ให้วาง แค่แสนบาทไม่เหมาะสม
ในข้อที่ 2 ก็ได้พูดถึงว่าหากจะให้ยกเลิกก็ต้องมีเหตุผล ว่า มีเหตุ อย่างไรเปลี่ยนไปอย่างไร
อ้างในเนื้อหาก็ต้องไปยกในการสืบในเนื้อหา ไม่ใช่ในชั้นพิจารณาคุ้มครอง
ตอนแรกทำให้เห็นว่าการฟ้องให้เปิดทางโดยทั่วไปศาลก็สั่งให้เปิดทางชั่วคราวมาใช้ได้ โดยทั่วไปศาลยอมรับ
ศาลอาจยกเลิกโดยอาศัยมาตรา 261 ก็ได้
ตอนที่สอง ก็เป็นหลักที่ทนายความควรเรียนรู้ว่า ต้องอ้างว่าไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะนำวิธีการชั่วคราวมาใช้หรือมีเหตุอย่างอื่น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7024/2546
โจทก์ฟ้องจำเลยขอให้พิพากษาว่า ทางพิพาทในที่ดินของจำเลยเป็นทางภารจำยอมหรือทางจำเป็น ขอให้ห้ามจำเลยปิดกั้นหรือทำลายทางพิพาทเพื่อให้โจทก์ได้ใช้ทางพิพาทเข้าสู่ที่ดินของโจทก์ การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวก่อนพิพากษาโดยขอให้มีคำสั่งห้ามจำเลยปิดกั้นและทำลายทางพิพาทและให้โจทก์ใช้ทางพิพาทเป็นการชั่วคราวก่อนพิพากษา อันเป็นส่วนหนึ่งเพื่อบังคับตามคำพิพากษาตามคำขอท้ายฟ้อง จึงเป็นการขอให้ศาลมีคำสั่งในอันที่จะบรรเทาความเดือดร้อนเสียหายที่โจทก์อาจได้รับต่อไปเนื่องจากการกระทำของจำเลยจนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254(2)เมื่อศาลชั้นต้นพอใจว่า คำฟ้องมีมูลและมีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองตามที่ขอนั้นมาใช้ได้แล้ว จำเลยจะอุทธรณ์ขอให้ยกคำร้องของโจทก์ จำเลยจะต้องโต้เถียงว่า วิธีการที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้นั้น ไม่มีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองชั่วคราวดังกล่าวมาใช้หรือมีเหตุอันสมควรประการอื่นที่ศาลจะมีคำสั่งต่อไปตามมาตรา 261 วรรคสาม การที่จำเลยอุทธรณ์ยกเหตุโต้เถียงเพียงว่า ทางพิพาทไม่เคยมีมาก่อน หรือทางพิพาทกว้างประมาณ 3 วา และยาวประมาณ 15 วา นั้น เป็นเรื่องที่จะต้องว่ากล่าวกันต่อไปในชั้นพิจารณา ไม่ใช่ประเด็นที่ศาลจะต้องชี้ขาดในชั้นขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงไม่อาจเพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นได้
อันนี้ตัดสินตามตัวบท เรื่องนี้ไปรื้อป่าช้าจีน การทำกับพวกเป็นการกระทำรบกวนก่อตั้งป่าช้า การทำกิจการต่อไปเป้นการทำละเมิด อีกทั้งที่พิพาทเป็นที่ฝังศพจึงไม่เป็นเหตุบังควรให้ ตัดสินตาม 254, 255
มีมูล เกี่ยวข้องโดยตรง ในข้อที่สองก้เป้นเรื่องนำเรื่องความเหมาะสมของสถานที่มาวิเคราะห์ด้วย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4746/2541
ในชั้นขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา โจทก์จะต้องแสดงให้เห็นเป็นที่พอใจแก่ศาลว่าคำฟ้องที่โจทก์ยื่นและในโอกาสที่ยื่นคำขอนั้นมีเหตุสมควรและมีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองตามที่ขอนั้นมาใช้ดังที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ.มาตรา 255 วรรคหนึ่ง (1) (2) อีกทั้งโจทก์ยังต้องแสดงให้เป็นที่พอใจแก่ศาลว่าจำเลยที่ 1 ตั้งใจกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไปซึ่งการละเมิด การผิดสัญญา หรือการกระทำที่ถูกฟ้องร้องตามมาตรา 255 วรรคสาม อีกด้วย เมื่อปรากฏว่าจำเลยใช้ให้คนงานเข้ารื้อรั้วป่าช้าจีนบ้าบ๋าด้านติดถนน ทำให้รั้วป่าช้าจีนบ้าบ๋าเสียหาย และได้เข้าจัดตกแต่งสถานที่ในป่าช้าจีนบ้าบ๋าทำเป็นร้านขายอาหารและให้รถยนต์เข้าไปจอดโดยจำเลยเก็บค่าจอดรถเอาไปเป็นประโยชน์ส่วนตัว
การกระทำของจำเลยกับพวกดังกล่าวเป็นการรบกวนและโต้แย้งสิทธิของโจทก์ในฐานะทายาทของผู้ก่อตั้งทรัสต์ป่าช้าจีนบ้าบ๋า แม้จำเลยที่ 1 จะเปิดกิจการร้านขายอาหารมาก่อนโจทก์ฟ้องคดีก็ตาม แต่การประกอบกิจการดังกล่าวต่อไปย่อมเป็นการกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไปซึ่งการละเมิดตามที่ถูกฟ้องร้องนั้น อีกทั้งที่ดินพิพาทเป็นป่าช้าใช้ฝังศพ ย่อมไม่เหมาะสมและบังควรที่จะมาใช้เป็นร้านขายอาหารโต้รุ่งและที่จอดรถยนต์ กรณีมีเหตุสมควรและเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองชั่วคราวตามที่โจทก์ขอมาใช้ได้
แม้ตามคำร้องโจทก์อ้างเพียงว่าเหตุที่ขอคุ้มครองเนื่องจากการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการรบกวนความสงบของสถานที่และบรรดาศพที่ฝังอยู่ในป่าช้า มิได้อ้างเหตุว่าเกิดความเสียหายแก่สภาพสุสานและแก่โจทก์ก็ตามแต่การที่ศาลจะอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้คุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษานั้นต้องพิจารณาคำฟ้องของโจทก์ประกอบด้วย เมื่อตามคำฟ้องของโจทก์มีข้อความระบุไว้โดยชัดแจ้งว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการรบกวนและโต้แย้งสิทธิของโจทก์เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์หยิบยกเรื่องการทำรั้ว การปรับพื้นที่ส้วมและที่ทิ้งขยะ ว่าเป็นการกระทำอันก่อให้เกิดความเสียหายแก่สภาพสุสานและโจทก์ขึ้นวินิจฉัยจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว หาใช่ไม่ตรงกับเหตุผลที่โจทก์กล่าวอ้างและขอมาในคำร้องไม่
เป็นเรื่องโจทก์ครอบครองที่ดินแล้วให้จำเลยดำเนินกว่า 5 เดือนแล้วค่อยมายื่นคำขอ จึงไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะนำวิธีการชั่วคราวมาใช้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 24/2540
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทห้ามจำเลยทั้งสามเกี่ยวข้อง กับให้จำเลยทั้งสามออกเอกสารสิทธิสำหรับที่ดินพิพาทให้โจทก์จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้และฟ้องแย้งว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตทุ่งทำเลเลี้ยงสัตว์เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันโจทก์ไม่มีสิทธิครอบครอง ขอให้ขับไล่โจทก์ออกไป คดีจึงมีประเด็นว่าที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน และโจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทหรือไม่ ขณะคดีอยู่ในระหว่างพิจารณาโจทก์เป็นผู้เข้าครอบครองที่ดินพิพาท ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสามใช้ให้ หจก.ค.เข้าไปปักป้ายโฆษณาไถปรับพื้นดินทำการก่อสร้างสวน และวิทยาลัยในที่ดินพิพาท ย่อมอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ได้โจทก์จึงชอบที่จะร้องขอให้ห้ามจำเลยทั้งสามมิให้กระทำการใด ๆในที่ดินพิพาทได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254(2)แต่ปรากฏว่าโจทก์เพิ่งยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาต่อศาล หลังจากที่จำเลยทั้งสามได้เข้าดำเนินการก่อสร้างในที่ดินพิพาทแล้ว เป็นเวลานานถึง 5 เดือนเศษ การยื่นคำขอของโจทก์จึงล่วงเลยเวลาอันสมควร ทั้งหากจะนำวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาใช้ก็ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยทั้งสามเช่นเดียวกัน ตามพฤติการณ์เช่นนี้จึงยังไม่สมควรที่จะนำวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254(2) มาใช้แก่จำเลยทั้งสาม ในการยื่นฎีกาคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาต้องเสียค่าขึ้นศาล 200 บาท เมื่อโจทก์เสียค่าขึ้นศาลเกินมา จึงต้องคืนเงินส่วนที่เกินให้โจทก์
สองฎีกาต่อไปตัดสินแนวเดียวกัน ตามาตฐาน 255 เป็นเรื่องทางปฏิบัติที่ต้องล้อไปในคำขอเลย( ต้องท่องเลยเพราะเป็นขั้นตอนปฏิบัติที่สำคัญกในเรื่องนี้ )
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1479/2520
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยใช้ค่าเสียหายฐานละเมิดและให้รื้อถอนเสาและสายไฟฟ้าแรงสูงที่ติดตั้งและเดินสายผ่านที่ดินของโจทก์ โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา อ้างว่าเสาไฟฟ้าดังกล่าวกีดขวางอยู่ ทำให้ก่อสร้างโรงภาพยนตร์และอาคารพาณิชย์ในที่ดินนั้นไม่ได้ โจทก์เสียหายขาดรายได้ ขอให้สั่งจำเลยย้ายเสาและสายไฟจากที่เดิมเพื่อติดตั้งใหม่ในที่ของโจทก์ส่วนที่ไม่กีดขวางการก่อสร้าง คำขอดังกล่าวเท่ากับเป็นการขอห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไปซึ่งการละเมิดตามที่ฟ้อง ศาลควรจะต้องทำการไต่สวนและฟังข้อเท็จจริงว่ามีเหตุสมควรและเพียงพอที่จะสั่งห้ามชั่วคราวดังกล่าวหรือไม่ ไม่ชอบที่จะสั่งยกคำร้องขอโดยไม่ทำการไต่สวน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5273/2546
คำสั่งให้ใช้วิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาในคดีแรงงานอยู่ในบังคับ ป.วิ.พ. มาตรา 254 , 255 ประกอบด้วย พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน ฯ มาตรา 31 , 58 ซึ่งเจตนารมณ์ในการอนุญาตให้ใช้วิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาตามคำขอของโจทก์ ต้องเป็นกรณีจำเลยตั้งใจจะกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไปซึ่งการกระทำที่ถูกฟ้องร้อง และทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเสียหายต่อไปเนื่องจากการกระทำของจำเลย จำเลยที่ 1 มีคำสั่งพักงานโจทก์ก่อนโจทก์ยื่นฟ้อง และมีคำขอให้ใช้วิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาประมาณ 6 เดือน ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำการอันเป็นการกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไปที่จะทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเสียหายต่อไปอีกแต่อย่างใด เหตุที่อ้างว่าคำสั่งพักงานทำให้โจทก์เสียสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังคำสั่งพักงานเกือบ 7 เดือน ซึ่งไม่แน่ว่าโจทก์จะได้รับพิจารณาแต่งตั้งเพราะโจทก์ถูกตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยถึง 5 เรื่อง ประกอบกับคำขอคุ้มครองชั่วคราวตรงตามประเด็นข้อพิพาทในคดีที่จะต้องวินิจฉัยก่อน การยื่นคำขอก็ล่วงเลยเวลาอันควร หากนำวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาตามคำขอของโจทก์มาใช้ ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยที่ 1 เช่นกัน จึงยังไม่มีเหตุสมควรเพียงพอที่จะนำวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 254 (2) ประกอบด้วย พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน ฯ มาตรา 31 , 58 มาใช้ได้
ตาม 254 ( 2 ) ที่ว่าห้ามกระทำซ้ำกระทำต่อไป ใช้ได้ศาลฎีกาเคยตัดสินว่าใช้ได้ทุกเรื่องเลยไม่ได้เฉพาะแค่ทรัพย์สินเท่านั้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1509/2504 ค้นไม่พบ เป็นเรื่องฟ้องขอให้ส่งมอบบุตรแก่โจทก์ ชั่วคราวก่อนพิพากษาได้เพราะ 254 มิใช่บทบัญญัติที่ใช้กับทรัพย์เท่านั้น
การที่จะห้ามชั่วคราวต้องเป็นการกระทำที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ฟ้องร้อง
คำสั่งคำร้องที่ 164/2503 ค้นไม่พบ ฟ้องขับไล่ออกจาห้องพิพาท ต้น อุทธรณ์ยกฟ้องโจทก์ฎีกา ทำให้ห้องทรุดโทรมหลายปีมาแล้วใส่กุญแจห้อง
ให้จำเลยเข้าอยุ่หรือทำนบำรุง 2.ให้ชำระค่าเช่าที่ค้างจนกว่าคดีถึงที่สุด ค่าเช่าให้คุ้มครองตามที่สมควร ให้ยกคำร้องของโจทก์
......................................................
ที่กล่าวมาเป็นหลักเกณฑ์ที่สำคัญโดยรวม 254 255
ต่อไปเป็นบทบัญญัติที่น่าสนใจของ 254
1. กรณีตาม 254 ( 1 ) ทรัพย์ประเภทใดที่จะยึดหรืออายัด
ทรัพย์สินที่พิพาท
ฎีกานี้เป็นเรื่องการโต้แย้งเรื่องรถที่พิพาท จากฎีกาคือจะสื่อว่ารถยนต์นั้นเป็นทรัพย์ที่พิพาท ( คำขอท้ายฟ้องอย่างหนึ่งแน่นอนคือขอรถพิพาทคืนแน่นอน )
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1221/2509
เดิมรถยนต์อยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อ จำเลยที่ 1 ได้เอาประกันวินาศภัยโดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ชำระเบี้ยประกันภัย โจทก์เป็นผู้รับประโยชน์จากสัญญาประกันภัย ต่อมารถยนต์ถูกชนเสียหาย บริษัทรับประกันได้รับมอบไปจัดการซ่อมเมื่อโจทก์ร้องขอให้ศาลคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาโจทก์ได้นำยึดรถยนต์คันอื่นอีก 6 เว้นแต่รถยนต์คันนี้ซึ่งอยู่ในอู่ของบริษัทผู้รับประกันภัยโจทก์มิได้นำยึด ดังนี้เห็นว่ารถยนต์คันนี้อยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 มาแต่ต้น การที่โจทก์เป็นผู้รับประโยชน์จากสัญญาประกันภัยก็เพราะกรรมสิทธิ์ในรถยนต์คันนี้ยังเป็นของโจทก์ในฐานะผู้ให้เช่าซื้อเท่านั้น ไม่อาจถือได้ว่ารถยนต์คันนี้กลับมาอยู่ในความครอบครองของโจทก์ ต้องถือว่าในระหว่างรถยนต์ดังกล่าวได้รับการซ่อมแซมอยู่ในอู่ของบริษัทผู้รับประกันภัย อยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 ตลอดมาจนเสร็จคดี เมื่อศาลพิพากษาให้ส่งมอบจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องส่งมอบรถยนต์คันนี้ให้โจทก์
โจทก์ยื่นคำร้องขอให้มีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาและได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดรถยนต์ 4 คันจากจำเลยที่ 1 แล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีมอบรถยนต์ 4 คันนี้ให้โจทก์รักษาไว้ ต่อมาศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชนะคดีเฉพาะรถยนต์ 4 คันนี้โดยฟังว่าจำเลยที่ 1 ไม่ผิดสัญญาเช่าซื้อ โจทก์ไม่มีอำนาจบอกเลิกสัญญาได้ให้ยกฟ้องโจทก์ในคำพิพากษามิได้กล่าวไว้ซึ่งวิธีการชั่วคราวที่ศาลได้สั่งไว้ในระหว่างพิจารณา ฉะนั้นจึงต้องถือว่าคำสั่งของศาลที่ให้ยึดรถยนต์ 4 คันนี้ไว้ชั่วคราวเป็นอันยกเลิกไปในตัว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 260(1) จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิได้รับรถยนต์ 4 คันที่กลับคืนไปในฐานะผู้เช่าซื้อซึ่งมิได้ผิดสัญญา โจทก์ไม่มีสิทธิยึดหน่วงรถยนต์ 4 คันนี้ไว้ได้เพราะโจทก์มิใช่ผู้ครองรถยนต์ 4 คันนี้โดยมีหนี้อันเป็นคุณประโยชน์แก่โจทก์ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 241 โจทก์เป็นแต่เพียงผู้รับมอบหมายจากเจ้าพนักงานบังคับคดีให้รักษารถยนต์ 4 คันนี้ไว้ในระหว่างถูกยึดไว้ชั่วคราวเท่านั้น เมื่อการยึดทรัพย์ถูกยกเลิกไป โจทก์ในฐานะผู้รักษาทรัพย์ก็ต้องคืนรถยนต์ที่รับรักษาไว้แก่จำเลยที่ 1 ไปตามคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดี
1.2 ทรัพย์สินของจำเลย
หากเบสิคเห็นชัดก็ไม่เป็นปัญหาแต่ดูฎีกาต่อไปนี้ จะเป็นปัญหา เพราะเรื่องนี้ผู้ร้องเป็นบุคคลภายนอก ต้องดูกรรมสิทธิ์ว่าอยู่ที่ใคร เมื่อทรัพย์สินกรรมสิทธิอยู่ที่จำเลยไม่ใช่บุคคลภายนอก ถือว่า สามารถยึด ได้ ( จำเลยซื้อผ่อน ( ต่างกับเช่าซื้อ ) กรรมสิทธิ์จึงโอนแล้วแม้จะชำระราคาไม่ครบ แม้จำเลยจะนำไปจำนำต่อบุคคลภายนอกก็ตาม )
จักรแม้จะโอนไปให้ผู้ร้องแล้ว แต่กรรมสิทธิ์ยังเป็นของจำเลยอยู่ก็ คุ้มครองได้ เพราะฎีกานี้เป็นเรื่องซื้อขายเงินผ่อนไม่ใช่เหมือนเช่าซื้อนะ เพราะเช่าซื้อกรรมสิทธิ์ยังไม่โอน เมื่อชำระเงินไม่ครบ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 778/2503
โจทก์ฟ้องเรียกจักรคืนจากจำเลยเพราะจำเลยผิดสัญญาซื้อขาย
โจทก์ขอให้ยึดจักร ไว้ก่อนมีคำพิพากษาศาลอนุญาตเจ้าพนักงานจึงไปยึดจักรรายนี้จากผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับจำนำจักรไว้จากจำเลยเช่นนี้การที่ผู้ร้องร้องขอให้ปล่อยจักรที่ยึดกรณีจึงเป็นเรื่องผู้ร้องร้องขัดทรัพย์ หาใช่เป็นการร้องสอดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(1) ไม่เมื่อโจทก์ถือว่าทรัพย์ของจำเลยไปตกอยู่ที่ผู้ร้อง โจทก์ก็ย่อมดำเนินการบังคับคดีกับทรัพย์(จักร)นั้นได้หาจำต้องฟ้องร้องเรียกทรัพย์นั้นจากผู้ร้องแต่ประการใดไม่แม้ผู้ร้องจะเถียงว่าเป็นของผู้ร้องกฎหมายก็เปิดโอกาสให้มีการร้องขัดทรัพย์ได้อยู่แล้ว
แม้ผู้ร้องจะมีสิทธิครอบครอง จะเจตนาเป็นเจ้าของ จะรับจักรไว้โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนอย่างใดแต่เมื่อกรรมสิทธิ์ยังอยู่กับจำเลย ส่วนผู้ร้องไม่มีกรรมสิทธิ์เช่นนี้ โจทก์ก็ยังนำยึดจักรนั้นได้
เมื่อเป็นสัญญาต่างตอบแทนกัน เมื่อจำเลยยังไม่ชำระราคา ก็ยังไม่มีหนี้ที่จะให้บุคคลภายนอกที่จะโอนทรัพย์สินให้จำเลย
กรณีที่จะไปอายัดสิทธิเรียกร้องที่บุคคลภายนอกที่จะชำระให้จำเลยสิทธิเรียกร้องนั้นต้องถึงกำหนดชำระแล้วด้วย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2172/2519
ปัญหาที่ว่าผู้ร้องไม่ใช่เจ้าของที่ดิน ไม่มีอำนาจคัดค้านขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งอายัดที่ดินนั้น เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์จะมิได้ยกขึ้นว่ากันมาในศาลอุทธรณ์ก็ตาม โจทก์ชอบที่จะยกขึ้นว่าในชั้นฎีกาได้
ที่ดินมีโฉนดมีชื่อผู้ร้องเป็นเจ้าของอยู่ในขณะที่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้อายัดแม้ศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยว่าที่ดินนี้ยังคงเป็นของ ป. ตามผลของคำพิพากษาอีกคดีหนึ่งอยู่ก็ตาม ตราบใดยังไม่มีการบังคับคดีตามคำพิพากษาคดีนั้นผู้ร้องก็ยังมีสิทธิในที่ดินนั้นอยู่เมื่อสิทธิเช่นว่านี้ถูกโต้แย้งโดยการที่โจทก์ขอให้อายัดที่ดินดังกล่าวไว้ ผู้ร้องจึงมีสิทธิร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งอายัดนั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55
กรณีที่ศาลพิพากษาให้ ป. โอนขายที่ดินให้จำเลยนั้นจะถือว่าเป็นทรัพย์สินของบุคคลภายนอกซึ่งถึงกำหนดชำระแก่จำเลยยังไม่ได้ เพราะ ป. จะชำระหนี้ส่วนของตนคือโอนที่ดินให้จำเลยก็ต่อเมื่อจำเลยชำระหนี้ตอบแทนคือชำระราคาที่ดินให้ ป. ด้วย ฉะนั้นตราบใดที่จำเลยยังมิได้เสนอที่จะชำระราคาที่ดินและกำหนดเวลาให้ ป. โอนที่ดินนั้นให้ตนแล้ว จะถือว่าหนี้ที่ ป. จะต้องโอนที่ดินให้จำเลยถึงกำหนดชำระยังมิได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจขอให้อายัดที่ดินดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254(1)
อายัดไว้ชั่วคราวก่อนพิพากษาต่อมาขออายัดเงินที่ได้จากการโอนขายที่ดินแปลงเดียวกันเป็นเรื่องคนล่ะเหตุไม่ต้องห้ามอายัดซ้ำ ไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำด้วย
ศาลมักมองว่าหากเป็นการอายัดเงินนั้นสามารถโยกย้ายโดยง่าย จึงมักสั่งอนุญาตให้คุ้มครองชั่วคราว
ฎีกานี้ได้รับการแต่งมาเป็นข้อสอบแล้ว ธงคำตอบนี้เป็นไปตามฏีกาเลย
แบ่งเป็นสองตอนตอนแรกให้อายัดที่ดินชั่วคราว แล้วขายไป เงินจำนวนดังกล่าวก็มาที่ดินนั้น และเงินนั้นก็ยักย้ายได้ง่ายควร ยึดไว้เป็นการคุ้มครองก่อนพิพากษา
ศาลเห็นควรอนุญาต
เป็นเหตุการณ์เกิดขึ้นภายหลัง จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 692/2544 ในสมัยที่แล้วหรือก่อนหน้านี้ได้นำมาแต่งข้อสอบแล้ว
คำสั่งเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาของศาลชั้นต้น ครั้งแรก ที่ให้อายัดที่ดินของจำเลยที่ 1 กับคำสั่งครั้งที่สองที่ให้อายัดเงินที่ จำเลยที่ 1 มีสิทธิจะได้รับจากเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่ขอบังคับให้ จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินซึ่งศาลมีคำสั่งห้ามทำนิติกรรมชั่วคราว และคำสั่งให้อายัดเงินสุทธิที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิ จะได้รับจากการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าว คงมีผลบังคับเฉพาะแก่จำเลยที่ 1 เท่านั้น มิได้มีผลบังคับถึง จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกัน จำเลยที่ 4 จึงไม่มีสิทธิที่จะ อุทธรณ์ฎีกาคำสั่งดังกล่าว
เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาครั้งแรกดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 1 มิได้ยื่นคำขอให้ยกเลิกคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 267 วรรคสอง หรือ ใช้สิทธิอุทธรณ์ภายในกำหนดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 228 วรรคสอง คำสั่งดังกล่าวจึงถึงที่สุด ที่ดินที่ศาลชั้นต้น มีคำสั่งอายัดชั่วคราวจึงเป็นหลักประกันเบื้องต้นในการที่โจทก์ จะบังคับคดีได้ เมื่อต่อมาปรากฏว่าข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับตัวทรัพย์ ได้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากเจ้าพนักงานบังคับคดีตามคำพิพากษา ของจำเลยที่ 1 ได้ใช้สิทธิบังคับคดีแก่ที่ดินดังกล่าวจนทำให้คำสั่งอายัดที่ดินชั่วคราวไร้ผล และทำให้จำเลยที่ 1 มีสิทธิที่จะได้รับเงิน จากการบังคับคดีของเจ้าหนี้ จึงถือเสมือนว่าเงินจำนวนดังกล่าว เป็นทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 ได้มาแทนที่ที่ดินที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้อายัด ไว้ชั่วคราวก่อนพิพากษา ประกอบกับเงินเป็นทรัพย์ที่สามารถยักย้าย ถ่ายเทหรือปิดบังซ่อนเร้นโดยง่าย กรณีจึงมีเหตุสมควรที่ศาลจะมี คำสั่งให้อายัดเงินดังกล่าวไว้ชั่วคราวก่อนพิพากษา
การขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาครั้งแรก โจทก์ขอให้อายัดที่ดินของจำเลยที่ 1 ส่วนการขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาครั้งที่สอง โจทก์ขอให้อายัดเงินที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิจะได้รับจากการที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่ 1 บังคับคดีให้จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน ที่ถูกอายัดให้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งเป็นเหตุที่เกิดขึ้นใหม่ภายหลัง เป็นคนละประเด็นกัน จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ
เมื่อกี้พูดถึงเรื่องการขอคุ้มครองที่ดิน แล้วมาขอยึดเงินที่โอนที่ดินนั้นได้ไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ
ก็เป็นหลักให้จำว่า 259 ไมได้หมายรวมถึง 290 ด้วย ยึดหรืออายัดชั่วคราวแล้วมายึดหรืออายัดจริงอีกไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำที่ต้องห้าม
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6093/2534
การยึดทรัพย์สินของจำเลยไว้ชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาเป็นวิธีการตาม ป.วิ.พ. มาตรา 254(1) มิใช่เป็นกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทำการบังคับคดีโดยยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้แทนเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจึงไม่ต้องด้วยข้อห้ามมิให้ยึดหรืออายัดซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 290 บทบัญญัติใน ป.วิ.พ.ลักษณะ 2 แห่งภาค 4 ว่าด้วยการบังคับคดีที่มาตรา 259 ให้นำมาใช้บังคับแก่วิธีการชั่วคราวนั้นหา รวมถึงบทบัญญัติมาตรา 290 ไม่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9270/2547
การปฏิบัติตามคำสั่งอายัดชั่วคราวก่อนพิพากษาของศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 254 (1) มิใช่กรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทำการบังคับคดีโดยยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้แทนเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 290 วรรคหนึ่ง แม้หลังจากศาลชั้นต้นตัดสินให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดี คำสั่งอายัดชั่วคราวก่อนพิพากษาของศาลชั้นต้นยังคงมีผลบังคับต่อไปเท่าที่จำเป็นเพื่อบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง ตามมาตรา 260 (2) ก็ตาม แต่ก็เป็นวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา ไม่ใช่การบังคับคดีตามคำพิพากษา เมื่อโจทก์มิได้ขอออกหมายบังคับคดีอันเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาเพื่อบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษา จึงถือไม่ได้ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทำการบังคับคดีโดยยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้แทนโจทก์ ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว กรณีจึงไม่ต้องห้ามมิให้ยึดหรืออายัดซ้ำตาม มาตรา 290 วรรคหนึ่ง
290 วรรค 1 ไม่นำมาใช้กับเรื่องวิธีการชั่วคราว เมื่อยึดหรืออายัดไว้แล้ว ไม่ต้องห้ามคดีอื่นมายึดหรืออายัดซ้ำ
เมื่อผู้คัดค้าน ยอมส่งเงินให้แก่เจ้าพนังงานบังคับคัด ทำให้การอายัดไว้สิ้นผลไป ในตัว
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7001/2546 ค้นไม่พบ
การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้อายัดเงินในบัญชีทั้งสองบัญชีเป็นการอายัดเงินไว้ชั่วคราว ย่อมไม่ห้ามเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอื่นมาอายัดซ้ำ อันเป็นการบังคับคดีในคดีอื่นการบังคับคดีนี้จึงเป็นการสิ้นผลไปโดยปริยาย
ตัดสินในทำนองเดียวกัน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 321 - 323/2523
คำสั่งใด ๆ ของศาลเกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณา ศาลอาจเปลี่ยนแปลงได้
ผู้ร้องขออายัดเงินไว้ชั่วคราวก่อนคำพิพากษาในคดีเรื่องหนึ่งที่ผู้ร้องเป็นโจทก์ การอายัดชั่วคราวนี้ไม่ห้ามโจทก์ในคดีอีกเรื่องหนึ่งที่จะอายัดทรัพย์ของจำเลยนั้นเพื่อบังคับคดีตามคำพิพากษาได้ เมื่อได้ส่งเงินตามที่อายัดมายังเจ้าพนักงานบังคับคดีตามคำพิพากษาแล้ว การอายัดเสร็จสิ้น การอายัดชั่วคราวของผู้ร้องสิ้นผล ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในภายหลังไม่มีสิทธิโต้แย้งได้
ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีอื่นซึ่งยังไม่ถึงที่สุดไม่มีสิทธิร้องขอให้งดการบังคับคดีนี้
ยึดหรืออายัดชั่วคราวไม่ต้องห้ามเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ซ้ำอีก และในทางกลับกันก็คือหากยึดทรัพย์ลูกหนี้ในคดีหนึ่งแล้วก็ไม่ต้องห้ามยึดหรืออายัดชั่วคราวอีก
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 672/2514
ผู้ร้องเป็นโจทก์และเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 209/2511 และผู้ร้องได้ยึดที่ดินพิพาทในคดีนี้ไว้ในคดีที่กล่าวแล้วผู้ร้องชอบที่จะมีคำขอให้ขายทอดตลาดที่ดินพิพาทแต่ในคดีนั้นจะประกาศขายทอดตลาดได้หรือไม่ ต้องว่ากล่าวกันไปในคดีที่ผู้ร้องเป็นคู่ความผู้ร้องไม่มีสิทธิขอให้ศาลสั่งถอนอายัดในคดีที่ผู้ร้องมิได้เป็นคู่ความด้วยและกรณีไม่ต้องด้วยข้อห้ามมิให้ยึดซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290
วันนี้พักไว้เพียงเท่านี้ขอให้กลับไปทบทวนหลักเกณฑ์ตามมาตรา 255 และหลักยึดอายัดชั่วคราวไม่ห้ามยึดหรืออายัดซ้ำอีก
ครั้งที่ 4( ชั่วโมงที่ 7 - 8 )( 28/01/52 )
แมวสีขาวหรือสีดำก็จับหนูได้เหมือนกัน จะอ่านวิธีไหนก็ได้
ต้องร่างกายแข็งแรงเข้าไว้ ถ้าทำงานด้วยความสุขก็มีความสุข เมื่อใดก็ตามที่ทำตามหน้าที่ก็จะมีแต่ความทุกข์ ต้องทำอย่างลืมอายุ
เมื่อคราวที่แล้วได้กล่าวถึงวิธีการชั่วคราว 254 255ที่ต้องดูสองมาตรานี้ควบคู่กันไป ที่เน้นก็คือ 254 ( 1 ) ( 2 ) การยึดอายัดการห้ามกระทำต่อไปซึ่งเหตุละเมิด อนุอื่นมีแนวน้อย แต่ก็เป็นวิธีการชั่วคราวอย่างหนึ่ง
และได้กล่าวว่ายึดชั่วคราวไม่ห้ามยึดซ้ำก็ออกไปในคราวที่แล้วนี่เอง ที่จริงเป็นหลักการใหญ่เลยแต่ทำกันได้น้อย วันนี้เรามาดูต่อ
มาตรา ๒๕๔ ในคดีอื่น ๆ นอกจากคดีมโนสาเร่ โจทก์ชอบที่จะยื่นต่อศาลพร้อมกับคำฟ้องหรือในเวลาใด ๆ ก่อนพิพากษา ซึ่งคำขอฝ่ายเดียว ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งภายในบังคับแห่งเงื่อนไขซึ่งจะกล่าวต่อไป เพื่อจัดให้มีวิธีคุ้มครองใด ๆ ดังต่อไปนี้
(๑) ให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจำเลยทั้งหมดหรือบางส่วนไว้ก่อนพิพากษา รวมทั้งจำนวนเงินหรือทรัพย์สินของบุคคลภายนอกซึ่งถึงกำหนดชำระแก่จำเลย
(๒) ให้ศาลมีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไป ซึ่งการละเมิดหรือการผิดสัญญาหรือการกระทำที่ถูกฟ้องร้อง หรือมีคำสั่งอื่นใดในอันที่จะบรรเทาความเดือดร้อนเสียหายที่โจทก์อาจได้รับต่อไปเนื่องจากการกระทำของจำเลยหรือมีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยโอน ขาย ยักย้ายหรือจำหน่ายซึ่งทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจำเลย หรือมีคำสั่งให้หยุดหรือป้องกันการเปลืองไปเปล่าหรือการบุบสลายซึ่งทรัพย์สินดังกล่าว ทั้งนี้ จนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น
(๓) ให้ศาลมีคำสั่งให้นายทะเบียน พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือบุคคลอื่นผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ระงับการจดทะเบียน การแก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน หรือการเพิกถอนการจดทะเบียนที่เกี่ยวกับทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจำเลยหรือที่เกี่ยวกับการกระทำที่ถูกฟ้องร้องไว้ชั่วคราวจนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ทั้งนี้ เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
(๔) ให้จับกุมและกักขังจำเลยไว้ชั่วคราว
ในระหว่างระยะเวลานับแต่ศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ได้อ่านคำพิพากษา หรือคำสั่งชี้ขาดคดีหรือชี้ขาดอุทธรณ์ไปจนถึงเวลาที่ศาลชั้นต้นได้ส่งสำนวนความที่อุทธรณ์หรือฎีกาไปยังศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา แล้วแต่กรณี คำขอตามมาตรานี้ให้ยื่นต่อศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นมีอำนาจที่จะสั่งอนุญาตหรือยกคำขอเช่นว่านี้
มาตรา ๒๕๕ ในการพิจารณาอนุญาตตามคำขอที่ยื่นไว้ตามมาตรา ๒๕๔ ต้องให้เป็นที่พอใจของศาลว่า คำฟ้องมีมูลและมีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองตามที่ขอนั้นมาใช้ได้ตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้
(๑) ในกรณีที่ยื่นคำขอให้ศาลมีคำสั่งตามมาตรา ๒๕๔ (๑) ต้องให้เป็นที่พอใจของศาลว่า
(ก) จำเลยตั้งใจจะยักย้ายทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของตนทั้งหมดหรือแต่บางส่วนไปให้พ้นจากอำนาจศาล หรือจะโอน ขายหรือจำหน่ายทรัพย์สินดังกล่าวเพื่อประวิงหรือขัดขวางต่อการบังคับตามคำบังคับใด ๆ ซึ่งอาจจะออกบังคับเอาแก่จำเลยหรือเพื่อจะทำให้โจทก์เสียเปรียบ หรือ
(ข) มีเหตุจำเป็นอื่นใดตามที่ศาลจะพิเคราะห์เห็นเป็นการยุติธรรมและสมควร
(๒) ในกรณีที่ยื่นคำขอให้ศาลมีคำสั่งตามมาตรา ๒๕๔ (๒) ต้องให้เป็นที่พอใจของศาลว่า
(ก) จำเลยตั้งใจจะกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไปซึ่งการละเมิด การผิดสัญญา หรือการกระทำที่ถูกฟ้องร้อง
(ข) โจทก์จะได้รับความเดือดร้อนเสียหายต่อไปเนื่องจากการกระทำของจำเลย
(ค) ทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจำเลยนั้นมีพฤติการณ์ว่าจะมีการกระทำให้เปลืองไปเปล่าหรือบุบสลายหรือโอนไปยังผู้อื่น หรือ
(ง) มีเหตุตาม (๑) (ก) หรือ (ข)
(๓) ในกรณีที่ยื่นคำขอให้ศาลมีคำสั่งตามมาตรา ๒๕๔ (๓) ต้องให้เป็นที่พอใจของศาลว่า
(ก) เป็นที่เกรงว่าจำเลยจะดำเนินการให้มีการจดทะเบียน แก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน หรือเพิกถอนการจดทะเบียนเกี่ยวกับทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจำเลยหรือที่เกี่ยวกับการกระทำที่ถูกฟ้องร้อง ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือ
(ข) มีเหตุตาม (๑) (ข)
(๔) ในกรณีที่ยื่นคำขอให้ศาลมีคำสั่งตามมาตรา ๒๕๔ (๔) ต้องให้เป็นที่พอใจของศาลว่า เพื่อที่จะประวิงหรือขัดขวางต่อการพิจารณาคดีหรือการบังคับตามคำบังคับใด ๆซึ่งอาจจะออกบังคับเอาแก่จำเลย หรือเพื่อจะทำให้โจทก์เสียเปรียบ
(ก) จำเลยซ่อนตัวเพื่อจะไม่รับหมายเรียกหรือคำสั่งของศาล
(ข) จำเลยได้ยักย้ายไปให้พ้นอำนาจศาลหรือซุกซ่อนเอกสารใด ๆ ซึ่งพอจะเห็นได้ว่าจะใช้เป็นพยานหลักฐานยันจำเลยในคดีที่อยู่ในระหว่างพิจารณาหรือทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจำเลยทั้งหมดหรือแต่บางส่วน หรือเป็นที่เกรงว่าจำเลยจะจำหน่ายหรือทำลายเอกสารหรือทรัพย์สินเช่นว่านั้น หรือ
(ค) ปรากฏตามกิริยาหรือตามวิธีที่จำเลยประกอบการงานหรือการค้าของตนว่าจำเลยจะหลีกหนีหรือพอเห็นได้ว่าจะหลีกหนีไปให้พ้นอำนาจศาล
การยึดชั่วคราวบุคคลภายนอกจะอ้างบุริมสิทธิอิงทรัพยืไม่ได้บุริมสิทธิมีอยู่อย่างไรก็มีอยู่อย่างนั้น วิธีการชั่วคราวไม่ทำให้กระทบสิทธิ บุริมสิทธิ ก็เป็นการยึดไว้เฉยๆยังไม่ได้บังคับคดีจริงๆที่ผู้ร้องจะยื่นเข้ามาตาม 287 ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 974/2529
คดีปรากฏตามคำร้องว่า ผู้ร้องตั้งประเด็นแห่งคดีเพียงประเด็นเดียวว่า ผู้ร้องมีบุริมสิทธิเหนือข้าวเปลือกพิพาท แม้โจทก์จะให้การว่าโจทก์ทราบว่าผู้ร้องได้ตวงข้าวเปลือกทำเป็นค่าเช่านาไปแล้ว คำให้การของโจทก์ไม่ยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าว คำให้การในส่วนนี้จึงเคลือบคลุม และแม้ชั้นไต่สวนคำร้องผู้ร้องจะนำสืบว่าเป็นเรื่องผู้ร้องฝากข้าวเปลือกพิพาทซึ่งเท่ากับค่าเช่านาไว้กับจำเลย ข้าวเปลือกที่โจทก์นำยึดจะเป็นของผู้ร้องก็ตาม ก็ไม่ทำให้ประเด็นที่ผู้ร้องตั้งมาเปลี่ยนแปลงไปที่ผู้ร้องฎีกาว่า ผู้ร้องในฐานะผู้ให้เช่ายังไม่ได้รับชำระข้าวเปลือกเป็นค่าเช่านาไปจากจำเลย จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น แม้ศาลอุทธรณ์จะได้วินิจฉัยในปัญหานี้ก็ไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา ถือว่าไม่ได้ว่ากล่าวกันมาแต่ในศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249
ในชั้นที่โจทก์เพียงนำยึดข้าวเปลือกของจำเลยไว้ชั่วคราวก่อนคำพิพากษา โจทก์ยังไม่ได้ดำเนินการบังคับชำระหนี้เอากับทรัพย์ดังกล่าวแต่อย่างใดผู้ร้องอ้างว่ามีบุริมสิทธิเหนือข้าวเปลือกที่ยึดไว้นั้น บุริมสิทธิของผู้ร้องมีอยู่อย่างไรก็คงมีอยู่อย่างนั้น การนำยึดข้าวเปลือกไว้ชั่วคราวก่อนคำพิพากษาของโจทก์ หาได้มีผลทำให้บุริมสิทธิของผู้ร้องเหนือข้าวเปลือกไว้ชั่วคราวก่อนคำพิพากษาของโจทก์ หาได้มีผลทำให้บุริมสิทธิของผู้ร้องเหนือข้าวเปลือกเปลี่ยนแปลงไปไม่ หากมีการดำเนินการบังคับคดีกับทรัพย์นั้นในชั้นคดีถึงที่สุด ผู้ร้องย่อมมีสิทธิร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์ดังกล่าวได้ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 ดังนั้นในชั้นนี้ผู้ร้องหามีความจำเป็นจะต้องอ้างบุริมสิทธิตามคำร้องไม่ ผู้ร้องจึงยังไม่มีสิทธิจะขอคืนข้าวเปลือกพิพาท
การห้ามกระทำ
ไม่เกี่ยวกับฟ้อง คำขอท้ายฟ้อง นอกฟ้องนอกประเด็นไม่สามารถขอได้
การฟ้ามชั่วคราวตามอนุมาตรา 2 มีหลายอย่าง กรณีที่ 1 คือห้ามทำละเมิ 2.คือห้ามนิติกรรม และจะห้ามบุคคลอื่นไม่ได้ นอกจากจำเลย
ต้องเกี่ยวเนื่องกับฟ้องไม่นอกฟ้องนอกประเด็นด้วยหลักเดิมที่เคยกล่าวมาแล้ว
จะขอให้ห้ามบุคคลอื่นนอกจากจำเลยอย่างนี้ขอไม่ได้ หลักที่เพิ่มในชั่วโมงนี้
คำสั่งคำร้องที่ 75/2546
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งไม่รับจดทะเบียนของจำเลย และให้จำเลยรับจดทะเบียนคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ของสภาองค์การลูกจ้างสภาแรงงานแห่งประเทศไทย ซึ่งได้รับเลือกตั้งจากที่ประชุมใหญ่วิสามัญ ศาลฎีกาพิพากษาตามคำขอของโจทก์ ต่อมาโจทก์อุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งศาลแรงงานกลางเกี่ยวกับการรับจดทะเบียนของจำเลยว่าจะเริ่มนับตั้งแต่เมื่อใด ขณะคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ห้าม ป. กับพวก ซึ่งแอบอ้างว่าเป็นประธานและกรรมการสภาฯ กระทำซ้ำหรือกระทำต่อไปซึ่งกิจการของสภาฯ และห้ามมิให้นายทะเบียนกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานรับจดทะเบียนไว้ชั่วคราว กรณีจึงเป็นการนอกเหนือคำฟ้องกับเป็นเรื่องที่ขอให้ห้ามบุคคลอื่นซึ่งมิใช่จำเลยไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 254(2) ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 31 ต้องยกคำร้อง
ส่วนเรื่องห้ามทำนิติกรรมเป็นการปกป้องผลประโยชน์ของเจ้าหนี้และเป็นการห้ามชั่วคราว
เรื่องนี้ดูคล้ายมีคำสั่งไปถึงนายอำเภอด้วย แต่เป็นคำสั่งชั่วคราวไม่ได้ห้ามนายอำเภอที่จะโอนหรือทำนิติกรรมกระทำอย่างอื่น ไม่ได้ห้ามใช้กฎหมายอื่นกระทำกับทรัพย์นี้
เวลาเราอ่านฎีกาย่อยาวจะทราบถึงแนวคิดที่ตัดสินคดีนั้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 257 - 258/2513
คำสั่งห้ามชั่วคราวของศาลมิให้ทำนิติกรรมใด ๆ เกี่ยวกับตึกของจำเลยนั้น เป็นวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาเพื่อคุ้มครองป้องกันผลประโยชน์ของเจ้าหนี้ให้ได้รับผลตามคำพิพากษา โดยบริบูรณ์ที่สุดเท่าที่จะทำได้ มิใช่เป็นส่วนหนึ่งของการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง
คำสั่งห้ามชั่วคราวดังกล่าวแล้วมีผลเพียงห้ามจำเลยมิให้ทำนิติกรรมใด ๆ เกี่ยวกับตึกของจำเลย การที่ศาลแจ้งคำสั่งให้นายอำเภอทราบก็เพื่อมิให้รับจดทะเบียนนิติกรรมใด ๆ ที่จำเลยจะลักลอบกระทำโดยไม่สุจริต มิได้หมายความว่า เป็นการห้ามยึดหรืออายัดตามบทบัญญัติว่าด้วยการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งหรือกฎหมายอื่นเสียเลย
ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 นายอำเภอมีอำนาจยึดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ต้องรับผิดเสียภาษีอากรเพื่อชำระค่าภาษีอากรค้างได้โดยไม่จำเป็นต้องฟ้องร้องแม้ศาลจะมีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้ทำนิติกรรมใด ๆ เกี่ยวกับตึกของจำเลย และแจ้งคำสั่งให้นายอำเภอทราบแล้ว แต่เมื่อจำเลยค้างชำระค่าภาษีอากร นายอำเภอก็มีอำนาจยึดตึกของจำเลยมาขายทอดตลาดชำระค่าภาษีอากรค้างนั้นได้ โดยชอบด้วยกฎหมาย
ผู้ร้องเป็นผู้ซื้อตึกของจำเลยได้จากการขายทอดตลาดของนายอำเภอ และได้ชำระราคาครบถ้วนแล้ว การขายทอดตลาดบริบูรณ์ชอบด้วยกฎหมายแล้ว นายอำเภอจะสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดมิได้ แม้อำเภอจะยังมิได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ตึกให้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องก็อยู่ในฐานะจดทะเบียนสิทธิได้ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 เมื่อการขายทอดตลาดตึกได้กระทำก่อนโจทก์บังคับคดี โจทก์บังคับคดีเอาแก่ตึกดังกล่าวให้เป็นการกระทบถึงสิทธิของผู้ร้อง ซึ่งอาจบังคับเหนือตึกนั้น หาได้ไม่
ผู้ร้องคนเดียวยื่นคำร้องขัดทรัพย์แยกกันเป็น 2 คดี คดีแรกร้องขัดทรัพย์เฉพาะตึก ส่วนคดีหลังร้องขัดทรัพย์เฉพาะเตียงโต๊ะเก้าอี้ และเครื่องที่นอน แม้ศาลจะร่วมพิจารณาพิพากษาและผู้ร้องฎีการวมกันมา ก็ต้องถือทุนทรัพย์แต่ละคดีเป็นเกณฑ์พิจารณาในการใช้สิทธิฎีกา เมื่อคดีหลังเป็นคดีมีทุนทรัพย์ไม่เกินห้าพันบาท และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ย่อมต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แม้ศาลชั้นต้นจะสั่งรับฎีกามา ศาลฎีกาก็ไม่วินิจฉัยให้
จะขอคุ้มครองชั่วคราวในเรื่องคดีอาญาไม่ได้
เป็นเรื่องจำเลยมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายอื่น และเป็นเรื่องคำขอคุ้มครองชั่วคราวไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมด้วย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5509/2539
การที่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ควบคุมและรักษาป่าสงวนแห่งชาติ อาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ออกคำสั่งจังหวัด โดยอ้างว่าโจทก์ครอบครองที่ดินอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ และสั่งให้โจทก์ทำการรื้อถอน แก้ไขหรือกระทำประการอื่นใดแก่สิ่งที่เป็นอันตรายหรือสิ่งที่ทำให้เสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติภายใน 30 วัน แม้ต่อมาโจทก์จะฟ้องจำเลยขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวและห้ามมิให้จำเลยเข้ามาเกี่ยวข้องหรือกระทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายหรือขาดประโยชน์จากที่ดินของโจทก์อีกต่อไปโดยโต้แย้งว่าเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะโจทก์ครอบครองที่ดินอยู่คนละตำบลและคนละอำเภอก็ตาม แต่การที่จำเลยมีหนังสือแจ้งให้อำเภอแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีอาญาแก่โจทก์ในความผิดตาม ป.อ. มาตรา 368 ป.ที่ดินมาตรา 9, 108, 108 ทวิ ฐานไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานนั้น เป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายและเป็นการใช้สิทธิในขั้นตอนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรมทางอาญา โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิที่จะฟ้องร้องหรือขอให้ศาลสั่งห้ามมิให้จำเลยใช้สิทธิดังกล่าว ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวโดยห้ามมิให้จำเลยใช้สิทธิดำเนินคดีอาญาแก่โจทก์ต่อไปอีกเช่นกัน
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานผู้ควบคุมและรักษาป่าสงวนแห่งชาติ ป่าดงมุล จังหวัดขอนแก่นที่ได้อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507ออกคำสั่งจังหวัดขอนแก่นที่ 3920/2535 โดยอ้างว่าโจทก์ครอบครองที่ดินอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าดงมูล บริเวณหนองลุมพุกและบริเวณหนองฝาง เนื้อที่ 50 ไร่และ 59 ไร่ ตามลำดับและสั่งให้โจทก์ทำการรื้อถอนแก้ไขหรือกระทำประการอื่นใดแก่สิ่งที่เป็นอันตรายหรือสิ่งที่ทำให้เสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติภายใน 30 วัน ซึ่งเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะที่ดินโจทก์ดังกล่าวมิได้อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าดงมูล ขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวและห้ามมิให้จำเลยเข้ามาเกี่ยวข้องหรือกระทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายหรือขาดประโยชน์จากที่ดินของโจทก์อีกต่อไป ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นโจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวว่า หลังจากโจทก์ฟ้องจำเลยแล้วจำเลยได้มีหนังสือแจ้งให้อำเภอน้ำพองร้องทุกข์ดำเนินคดีอาญาแก่โจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 368 ประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 9, 108, 108 ทวิ ขอให้ห้ามมิให้จำเลยกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไปซึ่งการละเมิดหรือการกระทำที่ถูกฟ้องร้องเกี่ยวกับคำสั่งจังหวัดขอนแก่นที่ 3920/2535 จนกว่าคดีจะถึงที่สุด
ศาลชั้นต้น มี คำสั่ง ยกคำร้อง ของ โจทก์
โจทก์ อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ ภาค 1 พิพากษายืน
โจทก์ ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "โจทก์ฎีกาขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว โดยห้ามมิให้จำเลยกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไปซึ่งการละเมิดหรือการกระทำที่ถูกฟ้องร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 254(2) โดยฎีกาว่า เมื่อศาลชั้นต้นยังมิได้วินิจฉัยว่าคำสั่งของจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ แต่จำเลยมีหนังสือขอให้อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น แจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีอาญาแก่โจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 368ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108, 108 ทวิ ซึ่งความผิดตามที่จำเลยแจ้งให้อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น ดำเนินการนั้นเป็นความผิดฐานไม่ปฎิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงาน การกระทำใด ๆอันเกิดจากหรือต่อเนื่องกับคำสั่งจังหวัดขอนแก่นที่ 3920/2535 นั้นเป็นการกระทำที่ถือได้ว่าเป็นการกระทำซ้ำหรือการกระทำที่ถูกฟ้องร้องทั้งสิ้น เพราะถ้าคำสั่งจังหวัดขอนแก่นที่ 3920/2535 เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะไม่ปฎิบัติตามคำสั่งดังกล่าว เห็นว่า การที่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ควบคุมและรักษาป่าสงวนแห่งชาติ ป่าดงมูล จังหวัดขอนแก่น อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ออกคำสั่งจังหวัดขอนแก่นที่ 3920/2535 โดยอ้างว่าโจทก์ครอบครองที่ดินอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าดงมูล บริเวณหนองลุมพุก ตำบลบ้านฝางอำเภอกระนวน จังหวัดขอนแก่น เนื้อที่ 50 ไร่ และบริเวณหนองฝาง ตำบลบ้านฝาง อำเภอกระนวน และตำบลบัวเงินอำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น เนื้อที่ 59 ไร่ และสั่งให้โจทก์ทำการรื้อถอน แก้ไขหรือกระทำประการอื่นใดแก่สิ่งที่เป็นอันตรายหรือสิ่งที่ทำให้เสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติภายใน 30 วันแม้ต่อมาโจทก์จะฟ้องจำเลยขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวและห้ามมิให้จำเลยเข้ามาเกี่ยวข้องหรือกระทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายหรือขาดประโยชน์จากที่ดินของโจทก์อีกต่อไป โดยโต้แย้งว่าเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะโจทก์ครอบครองที่ดินอยู่คนละตำบลและคนละอำเภอก็ตาม แต่การที่จำเลยมีหนังสือแจ้งให้อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น แจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีอาญาแก่โจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108, 108 ทวิ ฐานไม่ปฎิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานนั้นเป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายและเป็นการใช้สิทธิในขั้นตอนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรมทางอาญา เพราะเมื่อโจทก์ไม่ปฎิบัติตามคำสั่งของจำเลยแล้ว ย่อมอาจเป็นความผิดต่อกฎหมายได้ โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิที่จะฟ้องร้องหรือขอให้ศาลสั่งห้ามมิให้จำเลยใช้สิทธิดังกล่าว ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะร้องขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวโดยห้ามมิให้จำเลยใช้สิทธิดำเนินคดีอาญาแก่โจทก์ต่อไปอีกเช่นกัน ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"
พิพากษายืน
หลักเกณฑ์คำขอคุ้มครองชั่วคราว ในเรื่องการฟังคู่ความของศาล
คำขอฝ่ายเดียว เคร่งครัดก็คือ 254 ( 1 ) และ ( 4 ) เพีราะถ้าไปรอเกี่ยวกับคำสั่งเหล่านี้ก็ยักย้ายทรัพย์หนีหรือ หนีการจับกุมไปหมด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2632/2546 ค้นไม่พบ คำขอให้คุ่มครองชั่วคราวตาม 254 ( 1 ) ให้ทำเป็นคำขอฝ่ายเดียวและงดเว้นไม่ให้ฟังคู่ความฝ่ายอื่นเสียก่อน ที่ให้งดสืบพยานจำเลย ถูกต้องแล้ว เป็นเรื่องฝ่ายเดียวเคร่งครัดนั้นเอง เป็นสิทธิของโจทก์
ตามมาตรา 255 ต้องเป็นที่พอใจแก่ศาลว่าคำฟ้องมีมูลและ ได้ไต่สวนคำสั่งนั้นแล้ว โดยเป็นบทบังคับศาลที่จะต้องไต่สวนอยู่เสมอ
อันนี้ก็แถมข้อเท็จจริงเพิ่มอีกว่าได้มีการยึดทรัพยืไต่สวนกันในชั้นบังคับคดีมาแล้วก็ตาม
อันนี้ต้องแยกแยะให้ออกเรื่องไต่สวนกับเคร่งครัด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 508/2492
ศาลชั้นต้นสั่งให้หอทะเบียนที่ดินโอนโฉนดให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาหอทะเบียนจัดการแล้ว จำเลยยื่นอุทธรณ์และได้ยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์ ขอให้สั่งอายัดที่ดินพิพาทมิให้โจทก์โอนขายหรือเพิ่มจำนวนเงินจำนองดังนี้ เป็นการยื่นตามมาตรา 254 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ศาลอุทธรณ์สั่งอนุญาตตามคำขอโดยมิได้มีการไต่สวน จึงเป็นการไม่ชอบตามมาตรา 255 (อ้างฎีกา 444/2490)
การร้องขอให้ยึดทรัพย์ก่อนพิพากษาต้องไต่สวนแม้เป็นการยึดทรัพย์ชั้นอุทะรณืที่ได้ยึดทรัพย์ไว้อยู่แล้วก็ตาม ก็ต้องไต่สวนตาม 255 อีก เพราะเหตุในชั้นอุทธรณ์อาจเปลี่ยนแปลงไป ดูได้ชัดจาก 254+255 ตัวบทเขียนไว้ชัดว่าต้องไต่สวนตลอด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 444/2490
เมื่อศาลพิพากษาคดี และสั่งให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดไว้ชั่วคราวก่อนคำพิพากษาแล้ว โจทก์จะขอทุเลาการบังคับขอให้ยึดทรัพย์จำเลยไว้ต่อไปในระหว่างอุทธรณ์ไม่ได้
คำร้องขอให้ยึดทรัพย์ชั่วคราว อาจยื่นได้ในกระบวนพิจารณาชั้นอุทธรณ์ก่อนศาลอุทธรณ์พิพากษา
เมื่อมีคำร้องขอให้ยึดทรัพย์ชั่วคราว ศาลต้องไต่สวนก่อนมีคำสั่งอนุญาตจะสั่งอนุญาตไปทีเดียวโดยไม่มีการไต่สวนย่อมไม่ชอบด้วยวิธีพิจารณา
ในกรณีที่จะขอให้ศาลยึดทรัพย์ชั่วคราวก่อนคำพิพากษาในเหตุฉุกเฉินนั้นโจทก์จะต้องยื่นคำร้องแสดงให้เห็นว่าคดีมีเหตุฉุกเฉินขอให้ศาลสั่งเป็นกรณีฉุกเฉินด้วย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2385/2526
การที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งอนุญาตตามคำขอที่ยื่นไว้ตามมาตรา 254 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งนั้น ศาลชั้นต้นจะต้องฟังพยานที่ผู้ขอนำมาสืบหรือที่ศาลเรียกมาสืบให้ได้ความตามที่มาตรา 255 บัญญัติไว้เสียก่อน จะมีคำสั่งอนุญาตตามคำขอโดยเพียงแต่สอบถามโจทก์จำเลยแล้วบันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาทั้งที่ยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงเพียงพอตามมาตรา 255 ไม่ได้
กรณีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ห้ามจำเลยนำรถโดยสารมารับส่งคนโดยสารในเส้นทางเดินรถซึ่งโจทก์ได้รับอนุญาต และยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยทำการขนส่งในเส้นทางเดินรถของโจทก์ จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๕๔ (๒)
จำเลยรับสำเนาคำร้องแล้วไม่ยื่นคำแถลงคัดค้าน
ในวันนัดไต่สวน ศาลชั้นต้นสอบถามโจทก์จำเลยแล้วมีคำสั่งห้ามชั่วคราวตามคำขอของโจทก์
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกาว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งห้ามจำเลยตามคำขอของโจทก์โดยมิได้ทำการไต่สวนพยานก่อน ไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่ศาลชั้นต้นจะสั่งตามคำขอของโจทก์นั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๕๕ บัญญัติไว้ว่า "ห้ามมิให้ศาลอนุญาตตามคำขอที่ยื่นไว้ตามมาตรา ๒๕๕ เว้นแต่ศาลจะเป็นที่พอใจจากพยานที่ผู้ขอนำมาสืบ หรือที่ศาลได้เรียกมาสืบ ฯลฯ" เมื่อมีบทกฎหมายบัญญัติไว้เช่นนี้ ศาลชั้นต้นจะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย กล่าวคือจะต้องฟังจากพยานซึ่งผู้ขอนำมาสืบหรือซึ่งศาลเรียกมาสืบให้ได้ความตามที่มาตรา ๒๕๕ บัญญัติไว้เสียก่อน การที่ศาลชั้นต้นสอบถามโจทก์และจำเลยแล้วบันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาเพียงว่าจำเลยที่ ๑ ยังมิได้รับอนุญาตจากโจทก์ที่ ๑ ให้นำรถโดยสารเข้ามาร่วมรับส่งคนโดยสาร และยังกระทำอยู่เท่านั้น ยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงเพียงพอตามมาตรา ๒๕๕ ที่ศาลจะสั่งได้ ฎีกาจำเลยทั้งสองฟังขึ้น
พิพากษากลับ ให้ยกคำสั่งดังกล่าวของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนพยานแล้วสั่งตามรูปคดี
ถ้าข้อเท็จจริงเพียงพอก็ไม่ต้องไต่สวนเพิ่มเติมอีกแล้วสามารถอนุญาตได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6/2534
ขณะคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โจทก์ยื่นคำร้องขอให้อายัดที่ดินของจำเลยไว้ชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา การร้องขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาก็เพื่อจะได้ความคุ้มครองไว้จนกว่าศาลอุทธรณ์จะมีคำพิพากษา หรือเพื่อสะดวกในการที่จะบังคับคดีตามคำพิพากษา แม้ศาลชั้นต้นจะวินิจฉัยว่า สัญญาภาระจำยอมระหว่างโจทก์กับจำเลยได้เลิกไปแล้วและพิพากษายกฟ้องโจทก์ก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงนี้หาได้ยุติไม่ เพราะศาลอุทธรณ์อาจวินิจฉัยว่าสัญญาภาระจำยอมยังบังคับได้ และพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีก็ได้ ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์เห็นสมควรก็ชอบที่จะสั่งอายัดที่ดินของจำเลยไว้ชั่วคราวได้
เมื่อตามคำฟ้อง คำให้การ คำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวและคำคัดค้าน ข้อเท็จจริงรับกันได้ความว่า ตามคำฟ้องและโอกาสที่โจทก์ยื่นคำร้องขอนั้น มีเหตุสมควรและเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษามาใช้ ซึ่งได้ความครบถ้วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 255 (1) และ (2) แล้ว ศาลอุทธรณ์ชอบที่จะมีคำสั่งอนุญาตตามคำร้องขอของโจทก์ได้ โดยไม่จำเป็นต้องไต่สวนพยานหลักฐานของคู่ความก่อนแต่อย่างใด
ฉะนั้นที่ต้องไต่สวนอีกนั้นคือข้ออ้างตามคำร้องต้องเข้าหลักเกณฑ์ที่คุ้มครองชั่วคราวจึงต้องไต่สวนก่อนแต่ถ้าโดยคำร้องไม่เข้าหลักเกณฑ์เลย นั้นก็สามารถยกคำร้องโดยไม่ต้องไต่สวนก่อน
3 ฎีกาต่อไปตัดสินเหมือนกันเลยตามหลักข้างต้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 461/2507
โจทก์ฟ้องว่า ป. ทำพินัยกรรมยกที่นาพิพาทให้โจทก์เมื่อ ป. ตายแล้ว จำเลยลอบไปขอรับมรดกที่นานั้นเจ้าพนักงานหลงเชื่อจึงทำนิติกรรมโอนที่พิพาทให้จำเลยขอให้ศาลแสดงว่าการโอนมรดกที่พิพาทนั้นเป็นโมฆะ และแสดงว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่พิพาท ห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้อง ต่อมาในระหว่างการพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ห้ามชั่วคราวก่อนพิพากษา ความว่า โจทก์เคยให้ ช. เช่าทำนาในที่พิพาท แต่จำเลยให้ผู้อื่นเข้าไถหว่านในนาพิพาททำให้โจทก์เสียหายขาดรายได้เปลืองไปเปล่าปีละ 2,500 บาท ขอให้ศาลไต่สวนและสั่งห้ามจำเลยและบริวารเข้าครอบครองทำนาพิพาท หรือมิฉะนั้นก็ให้จำเลยวางเงินประกันการเสียหายปีละ2,500 บาท คำขอของโจทก์ดังนี้ไม่เข้ากรณีแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254(2) และมาตรา 264 ศาลอาจยกคำร้องโจทก์เสียได้โดยไม่ต้องไต่สวน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2149/2516
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 255 วรรคแรก เป็นบทบัญญัติบังคับไว้ว่า ศาลจะสั่งอนุญาตตามคำร้องขอ โดยไม่ไต่สวนฟังข้อเท็จจริงให้ได้ความตามอนุมาตรา (1)(2)ของมาตรา 255 เสียก่อนไม่ได้ ส่วนในกรณีที่ศาลพิเคราะห์คำร้องแล้วเห็นว่า ไม่มีเหตุสมควรก็ดี ไม่มีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองตามคำขอมาใช้ก็ดี ศาลย่อมมีอำนาจสั่งยกคำร้องเสียได้โดยหาจำต้องไต่สวนฟังพยานผู้ร้องขอเสียก่อนไม่
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองเหนือที่ดินพิพาทห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้อง จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่าเป็นที่ของจำเลย ขอให้ห้ามโจทก์เกี่ยวข้องเป็นกรณีที่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการครอบครองที่พิพาทคู่ความยังโต้แย้งฟ้องและฟ้องแย้งขอบังคับมิให้อีกฝ่ายหนึ่งเกี่ยวข้อง และอยู่ระหว่างสืบพยานหลักฐานเกี่ยวกับข้อเท็จจริงนี้อยู่ จึงยังไม่มีเหตุสมควร และไม่มีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองตามคำขอของโจทก์ ที่ขอให้ศาลสั่งห้ามจำเลยและบริวารขัดขวางการครอบครองของโจทก์อ้างว่าเป็นการกระทำซ้ำในเรื่องที่ถูกฟ้องไว้ก่อนมีคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 มาใช้ ศาลชอบที่จะสั่งยกคำร้องของโจทก์เสียได้โดยไม่จำต้องไต่สวนพยานของโจทก์ก่อน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 970/2519
โจทก์ได้ยื่นคำร้องเป็นกรณีมีเหตุฉุกเฉินขอให้ยึดหรืออายัดการทำเหมืองแร่ของจำเลย และทรัพย์สินต่าง ๆ ตามบัญชีท้ายฟ้องไว้ก่อนคำพิพากษาแล้วถึง 4 ครั้ง แต่ละครั้งก็อ้างเหตุผลทำนองเดียวกันว่า จำเลยกำลังจะจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์ตามบัญชีท้ายฟ้องตลอดจนอุปกรณ์การทำเหมืองแร่และรถยนต์ ในการไต่สวนคำร้องดังกล่าวครั้งแรกนั้น คำเบิกความของโจทก์เป็นเพียงการกล่าวอ้างลอย ๆ ปราศจากพยานหลักฐานสนับสนุน กล่าวคลุม ๆ ไม่ได้ความแน่ชัดว่าจำเลยกำลังจะจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์ใดตามคำร้องให้แก่ผู้ใด เมื่อใด ยังไมได้ว่าคำขอนี้มีเหตุผลสมควรอันแท้จริงที่จะสั่งอนุญาตตามที่โจทก์ขอ เมื่อโจทก์มายื่นคำร้องขออย่างเดียวกันนั้นอีก (แต่ไม่อ้างกรณีฉุกเฉิน) โดยอ้างเหตุผลในการขอทำนองเดียวกับการร้องขอครั้งแรกที่ศาลได้เคยไต่สวนไว้แล้ว โดยไม่มีเหตุผลพิเศษอื่นใดนอกเหนือไปกว่าเดิม ศาลจึงชอบที่จะสั่งยกคำร้องโดยไม่จำเป็นต้องไต่สวนคำร้องอีกได้
เป็นอุทธาหรณ์ที่ดีว่า แต่ละมาตราก็มีหลักการนำสืบต่างกันมตรา 264 เค้าก็มีมาตรฐานของเค้าและก็ไม่ได้นำสืบให้เห็นถึเจตนาทุจริตของจำเลยด้วย ไปนำสืบว่าสินค้าคงเหลือน้อยกว่าหนี้สินแค่นี้อย่างนี้ไม่พอ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 920/2524
โจทก์ร้องขอให้ยึดทรัพย์สินของจำเลยไว้ชั่วคราวก่อนพิพากษาเป็นการยื่นคำขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 254(1) ซึ่งโจทก์มีหน้าที่จะต้องนำสืบจนเป็นที่พอใจของศาลว่า จำเลยตั้งใจจะโอนขาย หรือจำหน่ายทรัพย์สินของจำเลยเสียทั้งหมดหรือบางส่วน หรือยักย้ายไปเสียให้พ้นจากอำนาจศาล ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 255 วรรคสอง (ก) ไม่ใช่กรณีตามมาตรา 264โจทก์นำสืบแต่เพียงว่าจำเลยมีหนี้สินมากกว่าทรัพย์สินอันเป็นสินค้าที่จำเลยมีอยู่ในร้านค้าของจำเลยเท่านั้นยังไม่มีเหตุเพียงพอที่ศาลจะสั่งให้ยึดทรัพย์สินจำเลยตามคำขอได้
คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าเสียหายอันเกิดจากมูลละเมิดและได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้มีคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์โดยการยึดทรัพย์สินของจำเลยไว้ชั่วคราวก่อนพิพากษา จำเลยให้การปฏิเสธความรับผิดและคัดค้านคำร้องขอให้มีคำสั่งยึดทรัพย์สินของจำเลยไว้ชั่วคราว
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลทำการยึดทรัพย์สินของจำเลยไว้ชั่วคราวก่อนพิพากษา เป็นการยื่นคำขอตามบทบัญญัติของมาตรา 254(1) ซึ่งโจทก์มีหน้าที่จะต้องนำสืบจนเป็นที่พอใจของศาลว่า จำเลยตั้งใจจะโอน ขาย หรือจำหน่ายทรัพย์สินของจำเลยเสียทั้งหมดหรือบางส่วน หรือยักย้ายไปเสียให้พ้นจากอำนาจศาล ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 255 วรรคสอง (ก) ส่วนการยื่นคำร้องขอตามมาตรา 264 นั้น เป็นกรณีที่ให้สิทธิแก่คู่ความที่จะมีคำขอเพื่อให้ศาลมีคำสั่งกำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของผู้ร้องขอในระหว่างการพิจารณาหรือเพื่อบังคับตามคำพิพากษา เพื่อให้ทรัพย์สิน สิทธิหรือประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งที่พิพาทกันในคดีได้รับการคุ้มครองไว้จนกว่าศาลจะได้มีคำพิพากษาหรือเพื่อการบังคับคดีตามคำพิพากษา กรณีของโจทก์ในคดีนี้ โจทก์นำสืบแต่เพียงว่าจำเลยมีหนี้สินมากกว่าทรัพย์สินอันเป็นสินค้าที่จำเลยมีอยู่ในร้านของจำเลยเท่านั้น โดยไม่ได้ความว่าจำเลยตั้งใจจะโอน ขาย จำหน่าย หรือยักย้ายทรัพย์สินไปเสียให้พ้นจากอำนาจศาล จึงยังไม่มีเหตุเพียงพอที่ศาลจะสั่งให้ยึดทรัพย์สินของจำเลยตามคำขอได้
พิพากษายืน
คำสั่งคำร้องที่ 261/2515 ค้นไม่พบ เรื่องนี้ศาลฎีกาอนุญาตให้ทุ้ลาและวางหลักประกัน ต่อมาจำเลยถูกฆ้าตายขออายัดไว้ชั่วคราวเพราะเกรงว่าทายาทจะยักย้าย ศาลบอกไม่จำเป้นต้องยึดทรัพยืไว้ชั่วคราวให้บังคับคดีได้เลย ให้ยกคำร้อง
คำสั่งคำร้องที่ 1247/2550 ค้นไม่พบ ศาลฎีกามีคำสั่งให้หาประกันเป็นเงินให้แก่โจทก์ไม่เช่นนั้นให้ยกคำร้อง ถ้าปฏิบัติตามเงื่อนไขก็คือโจทก์ไม่เสียหาย
ศาลไม่ได้หลงแต่ศาลไม่รู้ การอายัดเงินต้องอยู่ที่ลูกหนี้ของจำเลย เมื่อเงินไม่ได้อยุ่ที่ลูกหนี้แล้วก็ไม่ใช่เรื่องของการอายัด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4743/2543
การที่โจทก์ฟ้องจำเลยพร้อมกับยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งห้ามจำเลยจำหน่ายจ่ายโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและให้อายัดเงินในบัญชีเงินฝากประจำหลายบัญชี แต่ก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งอายัดเงินในบัญชีเงินฝากไปยังธนาคาร จำเลยถอนเงินจากบัญชีและปิดบัญชีดังกล่าวทั้งหมดแล้วนำเงินฝากไปเปิดบัญชีเงินฝากประจำใหม่ที่ธนาคารอื่นนั้นเมื่อการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอายัดเงินในบัญชีเงินฝากของธนาคารซึ่งปิดบัญชีแล้วเกิดจากการกระทำของจำเลยที่ทำให้ศาลชั้นต้นสั่งไปโดยหลงผิด ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะเพิกถอนคำสั่งเดิมและมีคำสั่งใหม่ให้ตรงกับความเป็นจริงเพื่อให้คำสั่งนั้นสัมฤทธิผลในทางปฏิบัติได้โดยโจทก์ทั้งสามหาจำต้องยื่นคำร้องขอให้คุ้มครองชั่วคราวอีกครั้งหนึ่งไม่ทั้งศาลชั้นต้นก็ไม่จำต้องไต่สวนแต่ประการใดอีก
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1434/2538 ค้นไม่พบ
แล้วเรื่องที่เหมือนชนะคดีไปเลยเช่น โรงภาพยนตร์
ก็ตัดสินว่ามีเหตุผลเพียงพอที่จะนำวิธีการคุ้มครองชั่วคราวของโจทก์มาใช้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 768/2520
การที่จำเลยได้ขุดหาแร่ในที่พิพาท และยังขุดหาอยู่ต่อมา ซึ่งหากจำเลยขุดต่อไปอาจเป็นการเสียหายแก่โจทก์นั้นนับว่ามีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองชั่วคราวโดยการสั่งห้ามมิให้จำเลยเข้าไปขุดแร่หรือเข้าไปกระทำการใดๆ ในที่ดินพิพาทอีกจนกว่าคดีจะเสร็จได้ และที่ศาลสั่งให้โจทก์วางประกันค่าเสียหายเพียง 50,000 บาท นับเป็นการใช้ดุลพินิจที่เหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว จำเลยอุทธรณ์ฎีกาคำสั่งนี้ได้ในระหว่างพิจารณา
เรื่องป่าช้าจีน อันนี้มีเหตุผลเพียงพอที่จะนำวิธีการชั่วคราวมาใช้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4746/2541
ในชั้นขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา โจทก์จะต้องแสดงให้เห็นเป็นที่พอใจแก่ศาลว่าคำฟ้องที่โจทก์ยื่นและในโอกาสที่ยื่นคำขอนั้นมีเหตุสมควรและมีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองตามที่ขอนั้นมาใช้ดังที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ.มาตรา 255 วรรคหนึ่ง (1) (2) อีกทั้งโจทก์ยังต้องแสดงให้เป็นที่พอใจแก่ศาลว่าจำเลยที่ 1 ตั้งใจกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไปซึ่งการละเมิด การผิดสัญญา หรือการกระทำที่ถูกฟ้องร้องตามมาตรา 255 วรรคสาม อีกด้วย เมื่อปรากฏว่าจำเลยใช้ให้คนงานเข้ารื้อรั้วป่าช้าจีนบ้าบ๋าด้านติดถนน ทำให้รั้วป่าช้าจีนบ้าบ๋าเสียหาย และได้เข้าจัดตกแต่งสถานที่ในป่าช้าจีนบ้าบ๋าทำเป็นร้านขายอาหารและให้รถยนต์เข้าไปจอดโดยจำเลยเก็บค่าจอดรถเอาไปเป็นประโยชน์ส่วนตัว การกระทำของจำเลยกับพวกดังกล่าวเป็นการรบกวนและโต้แย้งสิทธิของโจทก์ในฐานะทายาทของผู้ก่อตั้งทรัสต์ป่าช้าจีนบ้าบ๋า แม้จำเลยที่ 1 จะเปิดกิจการร้านขายอาหารมาก่อนโจทก์ฟ้องคดีก็ตาม แต่การประกอบกิจการดังกล่าวต่อไปย่อมเป็นการกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไปซึ่งการละเมิดตามที่ถูกฟ้องร้องนั้น อีกทั้งที่ดินพิพาทเป็นป่าช้าใช้ฝังศพ ย่อมไม่เหมาะสมและบังควรที่จะมาใช้เป็นร้านขายอาหารโต้รุ่งและที่จอดรถยนต์ กรณีมีเหตุสมควรและเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองชั่วคราวตามที่โจทก์ขอมาใช้ได้
แม้ตามคำร้องโจทก์อ้างเพียงว่าเหตุที่ขอคุ้มครองเนื่องจากการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการรบกวนความสงบของสถานที่และบรรดาศพที่ฝังอยู่ในป่าช้า มิได้อ้างเหตุว่าเกิดความเสียหายแก่สภาพสุสานและแก่โจทก์ก็ตามแต่การที่ศาลจะอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้คุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษานั้นต้องพิจารณาคำฟ้องของโจทก์ประกอบด้วย เมื่อตามคำฟ้องของโจทก์มีข้อความระบุไว้โดยชัดแจ้งว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการรบกวนและโต้แย้งสิทธิของโจทก์เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์หยิบยกเรื่องการทำรั้ว การปรับพื้นที่ส้วมและที่ทิ้งขยะ ว่าเป็นการกระทำอันก่อให้เกิดความเสียหายแก่สภาพสุสานและโจทก์ขึ้นวินิจฉัยจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว หาใช่ไม่ตรงกับเหตุผลที่โจทก์กล่าวอ้างและขอมาในคำร้องไม่
เรื่องนี้ตัดสินตรงกันข้ามว่ายังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะนำวิธีการชั่วคราวมาใช้
วางหลักว่าถึงแม้จะยื่อคำร้องชั่วคราวมาก่อนศาลพิพากษาแล้วก็ตามแต่ถ้าเป็นการล่วงพ้นที่จะนำวิธีการชั่วคราวมาแล้วศาลจะไม่สั่งอนุญาตเสียก้ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 24/2540
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทห้ามจำเลยทั้งสามเกี่ยวข้อง กับให้จำเลยทั้งสามออกเอกสารสิทธิสำหรับที่ดินพิพาทให้โจทก์จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้และฟ้องแย้งว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตทุ่งทำเลเลี้ยงสัตว์เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันโจทก์ไม่มีสิทธิครอบครอง ขอให้ขับไล่โจทก์ออกไป คดีจึงมีประเด็นว่าที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน และโจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทหรือไม่ ขณะคดีอยู่ในระหว่างพิจารณาโจทก์เป็นผู้เข้าครอบครองที่ดินพิพาท ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสามใช้ให้ หจก.ค.เข้าไปปักป้ายโฆษณาไถปรับพื้นดินทำการก่อสร้างสวน และวิทยาลัยในที่ดินพิพาท ย่อมอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ได้โจทก์จึงชอบที่จะร้องขอให้ห้ามจำเลยทั้งสามมิให้กระทำการใด ๆในที่ดินพิพาทได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254(2)แต่ปรากฏว่าโจทก์เพิ่งยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาต่อศาล หลังจากที่จำเลยทั้งสามได้เข้าดำเนินการก่อสร้างในที่ดินพิพาทแล้ว เป็นเวลานานถึง 5 เดือนเศษ การยื่นคำขอของโจทก์จึงล่วงเลยเวลาอันสมควร ทั้งหากจะนำวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาใช้ก็ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยทั้งสามเช่นเดียวกัน ตามพฤติการณ์เช่นนี้จึงยังไม่สมควรที่จะนำวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254(2) มาใช้แก่จำเลยทั้งสาม ในการยื่นฎีกาคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาต้องเสียค่าขึ้นศาล 200 บาท เมื่อโจทก์เสียค่าขึ้นศาลเกินมา จึงต้องคืนเงินส่วนที่เกินให้โจทก์
หมายเหตุ
ในการยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 ผู้ยื่นจะต้องพิจารณาหลักเกณฑ์ในการขอคุ้มครองชั่วคราว อย่างเช่น ประเภทของคดีที่จะขอได้ต้องไม่ใช่คดีมโนสาเร่ หรือคดีที่โดยสภาพแห่งคำฟ้องไม่อาจขอได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 236/2486,173/2523) ผู้มีสิทธิยื่นคำขอตามมาตรานี้ต้องเป็นโจทก์เท่านั้น (คำสั่งคำร้องที่583/2513(ประชุมใหญ่) ศาลที่จะยื่นคำขอได้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 กำหนดให้ขอได้ทั้งในศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกา เพียงแต่ต้องขอก่อนศาลนั้น ๆ มีคำพิพากษา (คำสั่งคำร้องที่ 1657/2535) นอกจากนี้ผู้ยื่นคำขอจะต้องพิจารณาหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการพิจารณาสั่งคำขอของศาลประกอบเป็นประการสำคัญด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 255 ซึ่งมาตราดังกล่าวนี้เป็นเรื่องศาลต้องไต่สวนว่าจะอนุญาตให้ใช้วิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาหรือไม่ เนื่องจากการสั่งคุ้มครองชั่วคราวตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 นี้ถือเป็นเรื่องสำคัญที่มีผลกระทบต่อคู่ความฝ่ายที่จะต้องถูกนำวิธีการคุ้มครองชั่วคราวใช้บังคับเป็นอย่างมาก กฎหมายในมาตรา 255จึงบังคับให้ศาลต้องทำการไต่สวนก่อนมีคำสั่งอนุญาตเสมอ(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 444/2490,508/2492 และ 2385/2526)นอกจากนี้ในการไต่สวนของศาลเพื่อนำวิธีการคุ้มครองชั่วคราวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 มาใช้บังคับจะต้องให้ได้ความด้วยว่า คำฟ้องของโจทก์นั้นมีมูลและมีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีการคุ้มครองตามที่ขอนั้นมาใช้ได้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในมาตราดังกล่าว
สำหรับคำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้จะเห็นได้ว่า แม้การกระทำของจำเลยจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ และโจทก์ได้ยื่นคำขอตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในมาตรา 254 แล้วก็ตาม ศาลฎีกาก็ยังเห็นไม่สมควรนำวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษามาใช้บังคับแก่จำเลยทั้งสาม ทั้งนี้ เนื่องจากโจทก์ยื่นคำขอล่วงเวลาอันสมควร ซึ่งจากคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้จะเห็นได้ว่า ศาลฎีกาได้วางหลักไว้ประการหนึ่งว่า ในการยื่นคำขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 นั้น นอกจากจะต้องยื่นก่อนศาลนั้น ๆ มีคำพิพากษาแล้วโจทก์จะต้องยื่นภายในระยะเวลาอันสมควรด้วย ปัญหาว่าอย่างไรจึงจะถือว่าเป็นการยื่นภายในเวลาอันสมควรหรือไม่ ผู้หมายเหตุเห็นว่าคำว่าภายในเวลาอันสมควรนั้น น่าจะหมายถึงระยะเวลา หรือโอกาสแรกที่สามารถจะยื่นคำขอได้ภายหลังจากที่ทราบถึงเหตุที่จะร้องขอตามมาตรา 254 แต่คดีนี้ปรากฏว่าโจทก์ยื่นคำขอภายหลังจากที่จำเลยทั้งสามลงมือทำการก่อสร้างไปแล้วเป็นเวลา 5 เดือนเศษทั้ง ๆ ที่โจทก์สามารถยื่นได้ก่อนหน้านี้เนื่องจากข้อเท็จจริงในคดีปรากฏว่าโจทก์เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโจทก์จึงน่าจะทราบถึงเหตุดังกล่าวได้ตั้งแต่ต้น การที่โจทก์เพิ่งมายื่นคำขอภายหลังจากที่จำเลยลงมือก่อสร้างไปแล้วกว่า 5 เดือนจึงเป็นการล่วงเลยเวลาอันสมควรดังที่ศาลฎีกาวินิจฉัย
ดังนั้น ในการยื่นคำขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 ทุกครั้ง ผู้ยื่นควรคำนึงถึงระยะเวลาในการยื่นเป็นประการสำคัญด้วย มิใช่จะขอในเวลาใด ๆ ก็ได้ก่อนศาลมีคำพิพากษา เพราะมิฉะนั้นศาลอาจไม่อนุญาตดังเช่นคำพิพากษาศาลฎีกานี้ อันจะเป็นผลให้คู่ความฝ่ายนั้นได้รับความเสียหาย เนื่องจากหากมีคำพิพากษาให้ตนชนะคดีก็อาจมีปัญหายุ่งยากในการบังคับคดีได้
ไพศาล วานสูงเนิน
เวลาอันสมควรน่าจะหมายถึงระยะเวลาที่จะยื่นคำขอหลังจากทราบเหตุ ตาม 254 นั่นเอง
การขอทุเลานี้เป็นสิทธิเลยทีเดียว
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 178/2551
จำเลยตั้งโจทก์เป็นตัวแทนประสานงานเพื่อผลประโยชน์ของจำเลยในการได้รับจ้างงานในโครงการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ต่อมาจำเลยได้เข้าเป็นคู่สัญญากับกิจการร่วมค้าไอทีโอโดยเป็นผลจากการดำเนินการของโจทก์ตามสัญญาตั้งตัวแทน โจทก์มีสิทธิเรียกร้องอันเป็นมูลหนี้ตามสัญญาดังกล่าวที่จะฟ้องร้องจำเลยได้ คดีของโจทก์จึงมีมูลที่จะฟ้องร้อง ส่วนปัญหาว่า โจทก์ไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาตั้งตัวแทน หรือจำเลยได้รับการจ้างเหมาช่วงงานดังกล่าวโดยไม่ได้เป็นผลจากการปฏิบัติตามสัญญาของโจทก์หรือไม่ ยังเป็นที่โต้เถียงกันซึ่งต้องนำสืบพยานหลักฐานกันในชั้นพิจารณาต่อไป แม้จำเลยไม่ตั้งใจยักย้ายทรัพย์สินของตนไปให้พ้นจากอำนาจศาล ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 255 (1) (ก) แต่การที่จำเลยไม่มีภูมิลำเนาในประเทศไทย ไม่มีสำนักงานสาขาในประเทศไทยแม้เคยมีก็ปิดสำนักงานสาขาไปแล้วเพราะใบอนุญาตประกอบกิจการของคนต่างด้าวไม่ถูกต้อง และการที่จำเลยไม่มีทรัพย์สินใดในประเทศไทย ทั้งจำเลยไม่มีทรัพย์สินอยู่ในประเทศไทยพอที่โจทก์จะบังคับคดีได้ ย่อมเป็นเหตุจำเป็นอื่นที่เป็นการยุติธรรมและสมควรที่จะคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ในระหว่างพิจารณาตามมาตรา 255 (1) (ข) จึงนำวิธีคุ้มครองชั่วคราวตามที่โจทก์ขอมาใช้ในการสั่งให้อายัดเงินค่าจ้างที่กิจการร่วมค้าไอทีโอบุคคลภายนอกจะชำระให้แก่จำเลยได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 254 (1)
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า จำเลยซึ่งเป็นบริษัทจำกัด จดทะเบียนและมีภูมิลำเนาในประเทศสาธารณรัฐอิตาลี ทำสัญญาให้โจทก์ซึ่งเป็นบริษัทจำกัดตามกฎหมายไทย เป็นตัวแทนประสานงานเพื่อผลประโยชน์ของจำเลยในงานก่อสร้างท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยจำเลยจะจ่ายค่าตอบแทนให้แก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 13 ของมูลค่างานที่จำเลยเข้าเป็นคู่สัญญาจากการประสานงานของโจทก์ จากนั้นโจทก์ติดต่อประสานงานจนกลุ่มบริษัทกิจการร่วมค้าไอทีโอว่าจ้างจำเลยทำงาน 3 กลุ่มงาน คือ งานอุปกรณ์ตกแต่งอาคารและเครื่องหมายสัญลักษณ์ งานท่าเทียบเครื่องบินแอร์บัส และงานก่อสร้างสถานีรถไฟเชื่อมระหว่างสนามบินกับมักกะสันและพญาไทรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 735,000,000 บาท ซึ่งจำเลยต้องจ่ายค่าตอบแทนให้แก่โจทก์รวม 95,550,000 บาท แต่จำเลยไม่ชำระและบอกเลิกสัญญากับโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าบริการและค่าตอบแทนจำนวนดังกล่าวพร้อมค่าเสียหายและดอกเบี้ยแก่โจทก์
จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยทำสัญญาจ้างโจทก์เป็นตัวแทนประสานงานจริง แต่โจทก์จะมีสิทธิได้รับเงินค่าตอบแทนต่อเมื่อจำเลยได้รับค่าจ้างตามงวดงานที่จำเลยทำเสร็จและส่งมอบงานให้กิจการร่วมค้าไอทีโอ แต่จำเลยยังไม่ได้รับชำระค่างวดค่าจ้าง และโจทก์ไม่ได้ติดต่อประมานงานให้จำเลยได้งานรับจ้างดังกล่าวทั้งยังทำงานบกพร่อง ไม่รับผิดชอบ ขาดความรู้ จนทำให้จำเลยเสียหาย จำเลยจึงบอกเลิกสัญญาจ้างโจทก์ ขอให้ยกฟ้องและขอให้บังคับโจทก์ชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดจากการที่โจทก์ทำงานบกพร่องผิดพลาดรวมเป็นเงิน 321,311,566 บาท แก่จำเลย
โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง
ระหว่างพิจารณา (1) หลังจากยื่นฟ้อง โจทก์ยื่นคำร้องขอต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ขอให้ศาลมีคำสั่งอายัดเงินประกันสัญญาและเงินค่าจ้างตามสัญญาที่จำเลยจะได้รับจากกิจการร่วมค้าไอทีโอ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 (1) จำเลยยื่นคำคัดค้าน
(2) หลังจากจำเลยยื่นคำให้การและฟ้องแย้ง จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์วางเงินต่อศาลหรือหาประกันมาให้เพื่อการชำระค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 253 โจทก์ยื่นคำคัดค้าน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้อายัดเงินที่จำเลยมีสิทธิเรียกร้องต่อกิจการร่วมค้าไอทีโอไว้ชั่วคราวก่อนพิพากษาโดยห้ามมิให้กิจการร่วมค้าไอทีโอชำระเงินจำนวน 24,852,602.43 บาท แก่จำเลยและเงินในอัตราร้อยละ 13 ของเงินซึ่งกิจการร่วมค้าไอทีโอจะต้องชำระแก่จำเลยในงวดที่จะถึงกำหนดชำระต่อไปตามสัญญาซื้อขายอุปกรณ์ตกแต่งภายในสนามบิน (เอกสารหมาย ล.14 และ ล.15) กับตามสัญญาให้บริการติดตั้งทดสอบและส่งมอบอุปกรณ์ตกแต่งภายในสนามบิน (เอกหมาย ล.16 และ ล.17) (ฉบับลงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2547) แต่ให้กิจการร่วมค้าไอทีโอนำเงินดังกล่าวส่งมอบแก่เจ้าพนักงานบังคับคดีภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ถึงกำหนดชำระหนี้ โดยให้โจทก์วางเงินประกันจำนวน 3,000,000 บาท ก่อนออกหมายดังกล่าว และให้ยกคำร้องของจำเลยที่ขอให้โจทก์วางเงินต่อศาลหรือหาประกันมาให้เพื่อการชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย ค่าคำร้องเป็นพับ
จำเลยอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการแรกตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า สมควรที่ศาลจะมีคำสั่งอายัดเงินค่าจ้างที่กิจการร่วมค้าไอทีโอซึ่งเป็นบุคคลภายนอกจะชำระแก่จำเลยเมื่อถึงกำหนดชำระ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 (1) หรือไม่ ซึ่งในการพิจารณาอนุญาตตามคำขอต้องให้เป็นที่พอใจศาลว่า คำฟ้องมีมูลและมีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองตามที่โจทก์ขอมาใช้ได้ ตามมาตรา 255 (1) (ก) หรือ (ข) เห็นว่า คดีนี้โจทก์ได้นำสืบพยานหลักฐานในชั้นไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองโจทก์ชั่วคราว โดยยื่นบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของนายโจเอล โบเชอร์ กรรมการผู้จัดการบริษัทโจทก์ว่า จำเลยทำสัญญาตั้งโจทก์เป็นตัวแทนประสานงานเพื่อผลประโยชน์ของจำเลยในการได้รับการจ้างงานในโครงการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ตามหนังสือยืนยันการเปลี่ยนแปลงค่าตอบแทนเอกสารหมาย จ.5 ซึ่งต่อมาจำเลยได้เข้าเป็นคู่สัญญากับกิจการร่วมค้าไอทีโอโดยเป็นผลจากการดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพของโจทก์ตามสัญญาตั้งตัวแทน ซึ่งจำเลยก็ได้นำสืบรับในชั้นนี้ว่าจำเลยทำสัญญาตั้งโจทก์เป็นตัวแทนดำเนินการดังกล่าวจริงตามสัญญาตั้งตัวแทนเอกสารหมาย ล.12 ฉะนั้น พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบเบื้องต้นในชั้นไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวนี้รับฟังได้ว่าโจทก์มีสิทธิเรียกร้องอันเป็นมูลหนี้ตามสัญญาดังกล่าวที่จะฟ้องร้องจำเลยได้ ซึ่งโจทก์ยืนยันว่าตนปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาโดยติดต่อประสานงานกับกิจการร่วมค้าไอทีโอจนจำเลยได้รับการว่าจ้างงานช่วงตามสัญญาเอกสารหมาย จ.4 หาใช่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยโดยปราศจากมูลหนี้ที่จะเรียกร้องหรือฟ้องเพื่อกลั่นแกล้งจำเลยแต่อย่างใดไม่ คดีของโจทก์จึงมีมูลที่จะฟ้องร้อง ส่วนปัญหาว่า โจทก์ไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาตั้งตัวแทน หรือจำเลยได้รับการจ้างเหมาช่วงงานดังกล่าวโดยไม่ได้เป็นผลจากการปฏิบัติตามสัญญาของโจทก์หรือไม่ ยังเป็นที่โต้เถียงกันซึ่งต้องนำสืบพยานหลักฐานกันโดยละเอียดในชั้นพิจารณาสืบพยานต่อไป หาใช่ว่าจะต้องสืบพยานกันจนสิ้นกระแสความถึงขนาดรับฟังได้แล้วว่าโจทก์ในฐานะตัวแทนจำเลยได้ชี้ช่องให้จำเลยเข้าทำสัญญารับจ้างเหมาช่วงงานจากกิจการร่วมค้าไอทีโอดังที่จำเลยอุทธรณ์ไม่ เพราะหากต้องสืบพยานจนได้ความถึงขนาดนั้นก็ไม่มีประโยชน์อื่นใดที่โจทก์จะขอให้ศาลไต่สวนและมีคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ชั่วคราวในระหว่างพิจารณาเนื่องจากการพิจารณาคดีล่วงไปจนเสร็จสิ้นว่าโจทก์มีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามสัญญาตั้งตัวแทนจากจำเลยผู้ว่าจ้างหรือไม่ ทั้งก็เป็นการด่วนวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทในคดีไปในชั้นขอคุ้มครองชั่วคราวเสียก่อนที่จะสืบพยานในชั้นพิจารณาของคดีด้วย ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นก็ไม่มีประโยชน์ที่จะนำสืบพยานกันต่อไปอีกแล้ว ส่วนปัญหาว่ามีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองชั่วคราวตามที่โจทก์ขอมาใช้ได้หรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยไม่ตั้งใจยักย้ายทรัพย์สินของตนไปให้พ้นจากอำนาจศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 255 (1) (ก) เพราะจำเลยไม่มีทรัพย์สินอันใดในประเทศไทยที่จะยักย้ายหรือจะโอน การที่กิจการร่วมค้าไอทีโอชำระเงินค่าจ้างตามสัญญาขายเอกสารหมาย ล.14 และ ล.15 ให้จำเลยแล้ว 7 งวด โดยชำระเข้าบัญชีของจำเลยโดยตรงที่ประเทศสาธารณรัฐอิตาลีก็เป็นการปฏิบัติตามสัญญาจ้างเหมาช่วง จำเลยมิได้มีเจตนายักย้ายเงินค่าจ้างตามมาตรา 254 (1) (ก) แต่การที่จำเลยไม่มีภูมิลำเนาในประเทศไทย ไม่มีสำนักงานสาขาในประเทศไทยแม้เคยมีจำเลยก็ปิดสำนักงานสาขาไปแล้วเพราะใบอนุญาตประกอบกิจการของคนต่างด้าวไม่ถูกต้อง และการที่จำเลยไม่มีทรัพย์สินใดในประเทศไทย ทั้งมิได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยมีทรัพย์สินอยู่ในประเทศไทยพอที่โจทก์จะบังคับคดีในประเทศไทยได้ ย่อมเป็นเหตุจำเป็นอื่นที่เป็นการยุติธรรมและสมควรที่จะคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ในระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 255 (1) (ข) ที่จำเลยนำสืบอ้างว่าจำเลยมีกิจการและฐานะทางการเงินมั่นคงในประเทศสาธารณรัฐอิตาลี กิจการดังกล่าวก็ไม่อยู่ในอำนาจบังคับคดีของศาลไทย ส่วนที่จำเลยนำสืบว่ากิจการร่วมค้าไอทีโอจะต้องจ่ายเงินค่าจ้างตามสัญญาบริการเอกสารหมาย ล.16 และ ล.17 ให้แก่จำเลยในประเทศไทย จำเลยยังมิได้ยักย้ายหรือโอนหรือจำหน่ายทรัพย์สินไปให้พ้นอำนาจศาลไม่เป็นการยากที่จะบังคับเอากับค่าจ้างจำนวนนี้หากจำเลยแพ้คดี ก็หาได้เป็นหลักประกันว่าจำเลยจะนำเงินค่าจ้างที่ได้รับจากกิจการร่วมค้าไอทีโอส่วนนี้ไปชำระให้แก่โจทก์ หากโจทก์ชนะคดีไม่ ฉะนั้น จึงเห็นว่ากรณีมีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองชั่วคราวตามที่โจทก์ขอมาใช้ในการสั่งให้อายัดเงินค่าจ้างที่กิจการร่วมค้าไอทีโอบุคคลภายนอกจะชำระให้แก่จำเลยได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 (1) คำสั่งอายัดเงินของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการที่สองตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า สมควรที่ศาลจะสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้แก่จำเลยโดยสั่งให้โจทก์วางเงินต่อศาลหรือหาประกันมาให้เพื่อการชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 253 หรือไม่ เห็นว่า ตามบันทึกถ้อยคำของนางสาวโมนิกา โอแบติ กรรมการผู้มีอำนาจของจำเลย ไม่ปรากฏว่าโจทก์มีพฤติการณ์ใดที่จะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าฤชาธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายแทนจำเลยหรือแก่จำเลยในคดีนี้หากโจทก์แพ้คดี แม้โจทก์จะมีทรัพย์สินเป็นของบริษัทโจทก์ไม่มาก ตามงบการเงินปี 2546 เอกสารหมาย ล.30 แต่โจทก์ยังคงประกอบธุรกิจ และยังมีทรัพย์สินอยู่คือรถยนต์ อุปกรณ์เครื่องใช้ในสำนักงาน และเงินสด ซึ่งแม้มีจำนวนเพียงเล็กน้อยตามบันทึกถ้อยคำของนางสาวโมนิกา โอแบติ แต่ก็น่าจะเพียงพอชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายแทนจำเลยหรือแก่จำเลยในคดีส่วนที่โจทก์ฟ้องซึ่งจะมีจำนวนไม่มาก โดยไม่รวมถึงค่าฤชาธรรมเนียมที่จำเลยฟ้องแย้งซึ่งถือว่าจำเลยเป็นโจทก์ ส่วนการที่โจทก์ไม่ชำระค่าภาษีอากรแก่รัฐบาลตามที่จำเลยอ้างในอุทธรณ์ก็เพราะโจทก์ประกอบกิจการขาดทุน หาใช่เพราะหลีกเลี่ยงภาษี และการไม่ชำระภาษีก็ไม่เป็นเหตุที่จะแสดงให้เชื่อว่าโจทก์จะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าฤชาธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่าย นอกจากนี้การที่บริษัทโจทก์มีเพียงนายโจเอล โบเชอร์ กรรมการผู้จัดการที่บริหารงานเพียงผู้เดียวก็เป็นเรื่องปกติในการบริหารจัดการบริษัทที่นายโจเอล โบเชอร์ ไม่มีภูมิลำเนาในประเทศไทย ไม่มีทรัพย์สินอยู่ในประเทศไทยก็ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการหรือทรัพย์สินของบริษัทโจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากกรรมการผู้จัดการ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ขอให้สั่งให้โจทก์วางเงินหรือหาประกันสำหรับค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายจึงชอบแล้ว"
พิพากษายืน ให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ก็ขอทุเลาการบังคับได้เหมือนกัน ถ้าไม่ขอทุเลาคืออย่างไรครับก็
ไม่ขอทุเลาการบังคับก็แปลว่าต่อไปนี้โจทก์สามารถบังคับได้ทันทีเลยไม่ต้องชาคราวแล้ว
การยื่นอุทธรณ์ไม่เป็นเหตุให้ทุเลาการบังคับ แต่ศาลจะสั่งให้ก็ต่อเมื่อทำตามเงื่อนไขศาลก้คือการวางเงินนั่นเอง
การทุ้ลาการบังคับเกิดขึนได้เมื่อมีการบังคับคดี แต่ถ้าไม่มีการบังคับคดีจำเลยก็ไม่มีเหตุจำเป็นต้องยื่นขอทุเลา มี
คร. 1247/2550- ค้นไม่พบ ก็ตัดสินคล้ายฎีกาสักครู่เพียงแต่เริ่มต้นที่ อนุญาตให้ทุเลาโดยมีการวางเงิน
ถ้าไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขก็ยกคำร้องแค่นั้นเอง แต่โดยหลักก็เหมือนฎีกาข้างบน
ฎ.4743/2543
การที่โจทก์ฟ้องจำเลยพร้อมกับยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งห้ามจำเลยจำหน่ายจ่ายโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและให้อายัดเงินในบัญชีเงินฝากประจำหลายบัญชี แต่ก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งอายัดเงินในบัญชีเงินฝากไปยังธนาคาร จำเลยถอนเงินจากบัญชีและปิดบัญชีดังกล่าวทั้งหมดแล้วนำเงินฝากไปเปิดบัญชีเงินฝากประจำใหม่ที่ธนาคารอื่นนั้นเมื่อการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอายัดเงินในบัญชีเงินฝากของธนาคารซึ่งปิดบัญชีแล้วเกิดจากการกระทำของจำเลยที่ทำให้ศาลชั้นต้นสั่งไปโดยหลงผิด ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะเพิกถอนคำสั่งเดิมและมีคำสั่งใหม่ให้ตรงกับความเป็นจริงเพื่อให้คำสั่งนั้นสัมฤทธิผลในทางปฏิบัติได้โดยโจทก์ทั้งสามหาจำต้องยื่นคำร้องขอให้คุ้มครองชั่วคราวอีกครั้งหนึ่งไม่ทั้งศาลชั้นต้นก็ไม่จำต้องไต่สวนแต่ประการใดอีก
การที่โจทก์ฟ้องจำเลยฟพร้อมยื่นคำร้อง ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งไปธนาคารจำเลยถอนเงินทั้งหมดไปธนาคารอื่น ศาลชั้นต้นชอบที่เพิกถอนคำสั่งเดิม เพื่อให้สำริดผลโดยโจทก์ทั้งสองไม่ต้องยื่นคำขอและ ไม่ต้องมีการไต่สวนอีก
จริงๆศาลชั้นต้นไม่ผิดหลงแต่เป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นไม่รุ้ข้อเท็จจริง แต่เป็นเรื่องที่ไม่รู้เพราะการกระทำของจำเลย ที่จริงการอายัดก็คือห้ามลุกหนี้ส่งเงินให้แก่ บุคคลอื่น ฉะนั้นถ้าจะอายัดเงินต้องอยู่กับลุกหนี้เมื่อเงินไม่ได้อยู่ที่ลูกหนี้แล้วไม่ใช่เรื่องที่จะอายัดได้แล้ว
เหตุที่สั่งอย่างงี้ได้เพราะกฎหมายคุ้มครองโจทก์ผู้สุจริต จำเลยไม่สุจริตใช้เล่ห์กล มายักย้ายทรัพย์ จะให้ศาลมาเป็นเครื่องมืออาชญากรไม่ได้ศาลจึงต้องตีความให้ ตรงต่อความเป็นธรรม
เพิกถอนคำสั่งเดิมแล้วสั่งใหม่จะทำอย่างไรในทางปฏิบิติก็เป็นเรื่องที่โจทก์ต้องมาร้องขอต่อศาลเอง เป็นทางที่ศาลตามแก้ไขเพื่อคุ้มครองผู้สุจริต
หลักตาม 255 หลักสำคัยคือมีเหตุผลเพียงพอ ในเรื่องนี้มี
ฎ.1434/2538 - ค้นไม่พบ
โจทก็ฟ้องจำเลยทั้งสี่ฐานละเมิดปืดทางที่ใช้ปกติ จำเลยทั้งสี่ปิดทางเท้า มีทางเข้าออกโรงสีทางเดิมการก่อสร้างทางเท้าทำให้โจทก์เดือดร้อนไม่มีทางใช้ จึงนำวิธีการชั่วคราวได้ แม้ต้องรื้อถอนสิ่งก่อสร้างของจำเลยที่สร้างเสร์จแล้ว
เป็นข้อยกเงินโดยเอานำความเสียหายทั้งสองฝ่ายมาเปรียบเทียบ
เรื่องที่ผลเท่ากับชนะคดี ก็เช่นเรื่องนำสายไฟฟาดที่โจทก์ ( แต่อันนร่ไม่เท่ากับชนะคดีนะ ) กรณีพาดในที่ดินของโจทก์ แต่ถ้าให้ที่ดินพ้นที่โจทก์ก็เป็นเรื่องเท่ากับชนะคดีไปเลย
768/2520
การที่จำเลยได้ขุดหาแร่ในที่พิพาท และยังขุดหาอยู่ต่อมา ซึ่งหากจำเลยขุดต่อไปอาจเป็นการเสียหายแก่โจทก์นั้นนับว่ามีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองชั่วคราวโดยการสั่งห้ามมิให้จำเลยเข้าไปขุดแร่หรือเข้าไปกระทำการใดๆ ในที่ดินพิพาทอีกจนกว่าคดีจะเสร็จได้ และที่ศาลสั่งให้โจทก์วางประกันค่าเสียหายเพียง 50,000 บาท นับเป็นการใช้ดุลพินิจที่เหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว จำเลยอุทธรณ์ฎีกาคำสั่งนี้ได้ในระหว่างพิจารณา
เป็นเรื่องจำเลยขุดหาแร่ที่พิพาท เห็นว่ามีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีการชั่วคราวมาใช้มีเหตุร่วมพอสมควร ก้เป็นเหตุที่เพียงพอ ต้องดูขอเท็จจริงเป็นเรื่องๆไป
4746/2541
จำเลยที่ 1 ใช้ให้คนงานเข้ารื้อรั้วป่าช้าจีนบ้าบ๋าทำให้รั้วเสียหายและเข้าไปจัดตกแต่งสถานที่ทำเป็นร้านขายอาหารและให้รถยนต์เข้าไปจอดโดยเก็บค่าจอดรถการกระทำดังกล่าวของจำเลยเป็นการรบกวนและโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ที่ดินพิพาทเป็นป่าช้าใช้ฝังศพไม่เหมาะที่จะมาใช้เป็นร้านขายอาหารโต้รุ่ง และที่จอด รถยนต์ กรณีมีเหตุสมควรและเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองชั่วคราวตามที่โจทก์ขอมาใช้ได้ เหตุผลที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์หยิบยกมาวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 ก่อให้เกิดความเสียหายแก่สภาพสุสานและโจทก์แม้จะไม่ตรงกับเหตุผลตามคำร้องของ โจทก์ที่อ้างเฉพาะเรื่องการรบกวนความสงบของสถานที่แต่การที่ศาลจะอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้คุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาต้องพิจารณาคำฟ้องของโจทก์ประกอบด้วย เมื่อคำฟ้องของโจทก์มีข้อความระบุไว้โดยชัดแจ้งว่าการกระทำของจำเลยที่ 1เป็นการรบกวนและโต้แย้งสิทธิของโจทก์เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ เหตุผลที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์หยิบยกขึ้นวินิจฉัยดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมาย
เรื่องป่าช้าจีนเอามาทำเป้นร้ายอาหารที่จอดรถอย่างนี้ไม่ใช่มีเหตุผลเพียงพอที่นำวิธีการชั่วคราวมาใช่
24/2540
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทห้ามจำเลยทั้งสามเกี่ยวข้อง กับให้จำเลยทั้งสามออกเอกสารสิทธิสำหรับที่ดินพิพาทให้โจทก์จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้และฟ้องแย้งว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตทุ่งทำเลเลี้ยงสัตว์เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันโจทก์ไม่มีสิทธิครอบครอง ขอให้ขับไล่โจทก์ออกไป คดีจึงมีประเด็นว่าที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน และโจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทหรือไม่ ขณะคดีอยู่ในระหว่างพิจารณาโจทก์เป็นผู้เข้าครอบครองที่ดินพิพาท ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสามใช้ให้ หจก.ค.เข้าไปปักป้ายโฆษณาไถปรับพื้นดินทำการก่อสร้างสวน และวิทยาลัยในที่ดินพิพาท ย่อมอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ได้โจทก์จึงชอบที่จะร้องขอให้ห้ามจำเลยทั้งสามมิให้กระทำการใด ๆในที่ดินพิพาทได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254(2)แต่ปรากฎว่าโจทก์เพิ่งยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาต่อศาล หลังจากที่จำเลยทั้งสามได้เข้าดำเนินการก่อสร้างในที่ดินพิพาทแล้ว เป็นเวลานานถึง 5 เดือนเศษ การยื่นคำขอของโจทก์จึงล่วงเลยเวลาอันสมควร ทั้งหากจะนำวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาใช้ก็ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยทั้งสามเช่นเดียวกัน ตามพฤติการณ์เช่นนี้จึงยังไม่สมควรที่จะนำวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254(2) มาใช้แก่จำเลยทั้งสาม ในการยื่นฎีกาคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาต้องเสียค่าขึ้นศาล 200 บาท เมื่อโจทก์เสียค่าขึ้นศาลเกินมา จึงต้องคืนเงินส่วนที่เกินให้โจทก์
เรื่องนี้ตัดสินแปลกเรื่อง วางหลักเพิ่มเติมว่าถึงแม้จะยื่นคำร้องขอคุ้มครอง มาก็ตามแต่ถ้าหากยื่นล่วงเลยะยะเวลามาก็ไม่ได้
และ วิธีการชั่วคราวที่นำมาใช้จะต้องไม่ก่อนให้เกิดความเสียหายกับอีกฝ่ายด้วย
เรื่องนี้จำเลยทำโอดีกับธนาคารเสียค่าใช้จ่ายกู้เงินธนาคารมาปลุกตึกแถว
( นอกเรื่อง นายธนาคารจะให้เรากู้เงินเมื่อฝนตกแต่จะคิดดอกเบี้ยเราทุกครั้งที่แดดออก )
ก็เป็นเรื่องที่ไหนๆก็เอ้อระเหยมาห้าเดือนแล้วก็รอต่อไปจนเสร็จคดีแล้วกัน
เวลาสมควรไม่ได้กำหนดไว้ชัดแต่ก็คิดว่าคือเวลาที่สามารถร้องขอให้ใช้ได้ตาม 254 นั่นเอง
อย่างน้อยเอารถมาก่อสร้างโจทก์ต้องพอที่จะรู้ได้บ้าง ศาลฎีกาเลยบอกว่าล่วงเลยระยะเวลาอันสมควร 24/2540 จึงเป็นอุทธาหรณ์ที่ดีว่าอย่าลืมแนวฎีกาด้วยเพราะเรื่องนี้ถ้าเราไม่ดูฎีกาดูแต่ตัวบทก็อาจจะคิดว่าทำได้
การยึดหรืออายัด 254 ( 1 ) เราก้ต้องดูประกอบ 255 วรรคแรกข้อก หรือ ข้อ ข
กรณีข้อ ก. แลดูแล้วเป็นรูปธรรมเห็นได้ชัดแต่ข้อ ขอ เหตุจำเป็นอื่นใดอันยุติธรรม เป็นเรื่องอะไรบ้างเขียนกว้างๆแล้วแต่สมนวนไปแต่อย่างไรก็ดีมีตัวอย่างที่ดีเรื่องหนึ่ง
255 ( 1 ) ข.
ฎ178/2551 ใหม่ยังไม่เคยตั้งเป็นคำถามด้วย จิงเคยยกตัวอย่างมาครั้งหนึ่งแล้ว ได้พูดถึงมาตฐานในการนำสืบ 253
จำเลยตั้งโจทก์เป็นตัวแทนประสานงานเพื่อผลประโยชน์ของจำเลยในการได้รับจ้างงานในโครงการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ต่อมาจำเลยได้เข้าเป็นคู่สัญญากับกิจการร่วมค้าไอทีโอโดยเป็นผลจากการดำเนินการของโจทก์ตามสัญญาตั้งตัวแทน โจทก์มีสิทธิเรียกร้องอันเป็นมูลหนี้ตามสัญญาดังกล่าวที่จะฟ้องร้องจำเลยได้ คดีของโจทก์จึงมีมูลที่จะฟ้องร้อง ส่วนปัญหาว่า โจทก์ไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาตั้งตัวแทน หรือจำเลยได้รับการจ้างเหมาช่วงงานดังกล่าวโดยไม่ได้เป็นผลจากการปฏิบัติตามสัญญาของโจทก์หรือไม่ ยังเป็นที่โต้เถียงกันซึ่งต้องนำสืบพยานหลักฐานกันในชั้นพิจารณาต่อไป แม้จำเลยไม่ตั้งใจยักย้ายทรัพย์สินของตนไปให้พ้นจากอำนาจศาล ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 255 (1) (ก) แต่การที่จำเลยไม่มีภูมิลำเนาในประเทศไทย ไม่มีสำนักงานสาขาในประเทศไทยแม้เคยมีก็ปิดสำนักงานสาขาไปแล้วเพราะใบอนุญาตประกอบกิจการของคนต่างด้าวไม่ถูกต้อง และการที่จำเลยไม่มีทรัพย์สินใดในประเทศไทย ทั้งจำเลยไม่มีทรัพย์สินอยู่ในประเทศไทยพอที่โจทก์จะบังคับคดีได้ ย่อมเป็นเหตุจำเป็นอื่นที่เป็นการยุติธรรมและสมควรที่จะคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ในระหว่างพิจารณาตามมาตรา 255 (1) (ข) จึงนำวิธีคุ้มครองชั่วคราวตามที่โจทก์ขอมาใช้ในการสั่งให้อายัดเงินค่าจ้างที่กิจการร่วมค้าไอทีโอบุคคลภายนอกจะชำระให้แก่จำเลยได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 254 (1)
มีอยู่ 3 ท่อน ท่อนที่เกี่ยวกับเราวันนี้คือสองท่อนแรก ( แต่ที่หาได้เป็นย่อสั้น )
มีมูลเพราะว่ามีบันทึกยืนยันว่าตั้งโจทก์เป็นตัวแทนและงานทำสำเร็จแล้วและจำเลยก็ยอมรับว่าตั้งโจทก์เป็นตัวแทนจริง
มีเหตุเพียงพอ ที่จะใช้วิธีคุ้มครองชั่วคราว
ครั้งที่ 5( ชั่วโมงที่ 9 -10 )( 18/02/52 )
มาตรา ๒๕๔ ในคดีอื่น ๆ นอกจากคดีมโนสาเร่ โจทก์ชอบที่จะยื่นต่อศาลพร้อมกับคำฟ้องหรือในเวลาใด ๆ ก่อนพิพากษา ซึ่งคำขอฝ่ายเดียว ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งภายในบังคับแห่งเงื่อนไขซึ่งจะกล่าวต่อไป เพื่อจัดให้มีวิธีคุ้มครองใด ๆ ดังต่อไปนี้
(๑) ให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจำเลยทั้งหมดหรือบางส่วนไว้ก่อนพิพากษา รวมทั้งจำนวนเงินหรือทรัพย์สินของบุคคลภายนอกซึ่งถึงกำหนดชำระแก่จำเลย
(๒) ให้ศาลมีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไป ซึ่งการละเมิดหรือการผิดสัญญาหรือการกระทำที่ถูกฟ้องร้อง หรือมีคำสั่งอื่นใดในอันที่จะบรรเทาความเดือดร้อนเสียหายที่โจทก์อาจได้รับต่อไปเนื่องจากการกระทำของจำเลยหรือมีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยโอน ขาย ยักย้ายหรือจำหน่ายซึ่งทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจำเลย หรือมีคำสั่งให้หยุดหรือป้องกันการเปลืองไปเปล่าหรือการบุบสลายซึ่งทรัพย์สินดังกล่าว ทั้งนี้ จนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น
(๓) ให้ศาลมีคำสั่งให้นายทะเบียน พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือบุคคลอื่นผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ระงับการจดทะเบียน การแก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน หรือการเพิกถอนการจดทะเบียนที่เกี่ยวกับทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจำเลยหรือที่เกี่ยวกับการกระทำที่ถูกฟ้องร้องไว้ชั่วคราวจนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ทั้งนี้ เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
(๔) ให้จับกุมและกักขังจำเลยไว้ชั่วคราว
ในระหว่างระยะเวลานับแต่ศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ได้อ่านคำพิพากษา หรือคำสั่งชี้ขาดคดีหรือชี้ขาดอุทธรณ์ไปจนถึงเวลาที่ศาลชั้นต้นได้ส่งสำนวนความที่อุทธรณ์หรือฎีกาไปยังศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา แล้วแต่กรณี คำขอตามมาตรานี้ให้ยื่นต่อศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นมีอำนาจที่จะสั่งอนุญาตหรือยกคำขอเช่นว่านี้
มาตรา ๒๕๕ ในการพิจารณาอนุญาตตามคำขอที่ยื่นไว้ตามมาตรา ๒๕๔ ต้องให้เป็นที่พอใจของศาลว่า คำฟ้องมีมูลและมีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองตามที่ขอนั้นมาใช้ได้ตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้
(๑) ในกรณีที่ยื่นคำขอให้ศาลมีคำสั่งตามมาตรา ๒๕๔ (๑) ต้องให้เป็นที่พอใจของศาลว่า
(ก) จำเลยตั้งใจจะยักย้ายทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของตนทั้งหมดหรือแต่บางส่วนไปให้พ้นจากอำนาจศาล หรือจะโอน ขายหรือจำหน่ายทรัพย์สินดังกล่าวเพื่อประวิงหรือขัดขวางต่อการบังคับตามคำบังคับใด ๆ ซึ่งอาจจะออกบังคับเอาแก่จำเลยหรือเพื่อจะทำให้โจทก์เสียเปรียบ หรือ
(ข) มีเหตุจำเป็นอื่นใดตามที่ศาลจะพิเคราะห์เห็นเป็นการยุติธรรมและสมควร
(๒) ในกรณีที่ยื่นคำขอให้ศาลมีคำสั่งตามมาตรา ๒๕๔ (๒) ต้องให้เป็นที่พอใจของศาลว่า
(ก) จำเลยตั้งใจจะกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไปซึ่งการละเมิด การผิดสัญญา หรือการกระทำที่ถูกฟ้องร้อง
(ข) โจทก์จะได้รับความเดือดร้อนเสียหายต่อไปเนื่องจากการกระทำของจำเลย
(ค) ทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจำเลยนั้นมีพฤติการณ์ว่าจะมีการกระทำให้เปลืองไปเปล่าหรือบุบสลายหรือโอนไปยังผู้อื่น หรือ
(ง) มีเหตุตาม (๑) (ก) หรือ (ข)
(๓) ในกรณีที่ยื่นคำขอให้ศาลมีคำสั่งตามมาตรา ๒๕๔ (๓) ต้องให้เป็นที่พอใจของศาลว่า
(ก) เป็นที่เกรงว่าจำเลยจะดำเนินการให้มีการจดทะเบียน แก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน หรือเพิกถอนการจดทะเบียนเกี่ยวกับทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจำเลยหรือที่เกี่ยวกับการกระทำที่ถูกฟ้องร้อง ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือ
(ข) มีเหตุตาม (๑) (ข)
(๔) ในกรณีที่ยื่นคำขอให้ศาลมีคำสั่งตามมาตรา ๒๕๔ (๔) ต้องให้เป็นที่พอใจของศาลว่า เพื่อที่จะประวิงหรือขัดขวางต่อการพิจารณาคดีหรือการบังคับตามคำบังคับใด ๆซึ่งอาจจะออกบังคับเอาแก่จำเลย หรือเพื่อจะทำให้โจทก์เสียเปรียบ
(ก) จำเลยซ่อนตัวเพื่อจะไม่รับหมายเรียกหรือคำสั่งของศาล
(ข) จำเลยได้ยักย้ายไปให้พ้นอำนาจศาลหรือซุกซ่อนเอกสารใด ๆ ซึ่งพอจะเห็นได้ว่าจะใช้เป็นพยานหลักฐานยันจำเลยในคดีที่อยู่ในระหว่างพิจารณาหรือทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจำเลยทั้งหมดหรือแต่บางส่วน หรือเป็นที่เกรงว่าจำเลยจะจำหน่ายหรือทำลายเอกสารหรือทรัพย์สินเช่นว่านั้น หรือ
(ค) ปรากฏตามกิริยาหรือตามวิธีที่จำเลยประกอบการงานหรือการค้าของตนว่าจำเลยจะหลีกหนีหรือพอเห็นได้ว่าจะหลีกหนีไปให้พ้นอำนาจศาล
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 178/2551
จำเลยตั้งโจทก์เป็นตัวแทนประสานงานเพื่อผลประโยชน์ของจำเลยในการได้รับจ้างงานในโครงการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ต่อมาจำเลยได้เข้าเป็นคู่สัญญากับกิจการร่วมค้าไอทีโอโดยเป็นผลจากการดำเนินการของโจทก์ตามสัญญาตั้งตัวแทน โจทก์มีสิทธิเรียกร้องอันเป็นมูลหนี้ตามสัญญาดังกล่าวที่จะฟ้องร้องจำเลยได้ คดีของโจทก์จึงมีมูลที่จะฟ้องร้อง ส่วนปัญหาว่า โจทก์ไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาตั้งตัวแทน หรือจำเลยได้รับการจ้างเหมาช่วงงานดังกล่าวโดยไม่ได้เป็นผลจากการปฏิบัติตามสัญญาของโจทก์หรือไม่ ยังเป็นที่โต้เถียงกันซึ่งต้องนำสืบพยานหลักฐานกันในชั้นพิจารณาต่อไป แม้จำเลยไม่ตั้งใจยักย้ายทรัพย์สินของตนไปให้พ้นจากอำนาจศาล ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 255 (1) (ก) แต่การที่จำเลยไม่มีภูมิลำเนาในประเทศไทย ไม่มีสำนักงานสาขาในประเทศไทยแม้เคยมีก็ปิดสำนักงานสาขาไปแล้วเพราะใบอนุญาตประกอบกิจการของคนต่างด้าวไม่ถูกต้อง และการที่จำเลยไม่มีทรัพย์สินใดในประเทศไทย ทั้งจำเลยไม่มีทรัพย์สินอยู่ในประเทศไทยพอที่โจทก์จะบังคับคดีได้ ย่อมเป็นเหตุจำเป็นอื่นที่เป็นการยุติธรรมและสมควรที่จะคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ในระหว่างพิจารณาตามมาตรา 255 (1) (ข) จึงนำวิธีคุ้มครองชั่วคราวตามที่โจทก์ขอมาใช้ในการสั่งให้อายัดเงินค่าจ้างที่กิจการร่วมค้าไอทีโอบุคคลภายนอกจะชำระให้แก่จำเลยได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 254 (1)
มาตรา ๒๖๐ ในกรณีที่คำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีมิได้กล่าวถึงวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาที่ศาลได้สั่งไว้ในระหว่างการพิจารณา
(๑) ถ้าคดีนั้นศาลตัดสินให้จำเลยเป็นฝ่ายชนะคดีเต็มตามข้อหาหรือบางส่วนคำสั่งของศาลเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวในส่วนที่จำเลยชนะคดีนั้น ให้ถือว่าเป็นอันยกเลิกเมื่อพ้นกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง เว้นแต่โจทก์จะได้ยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนดเวลาดังกล่าว แสดงว่าตนประสงค์จะยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นและมีเหตุอันสมควรที่ศาลจะมีคำสั่งให้วิธีการชั่วคราวเช่นว่านั้นยังคงมีผลใช้บังคับต่อไปในกรณีเช่นว่านี้ ถ้าศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำขอของโจทก์ คำสั่งของศาลให้เป็นที่สุด ถ้าศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้วิธีการชั่วคราวยังคงมีผลใช้บังคับต่อไป คำสั่งของศาลชั้นต้นให้มีผลใช้บังคับต่อไปจนกว่าจะครบกำหนดยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาหรือศาลมีคำสั่งถึงที่สุดไม่รับอุทธรณ์หรือฎีกาแล้วแต่กรณี เมื่อมีการอุทธรณ์หรือฎีกาแล้ว คำสั่งของศาลชั้นต้นให้มีผลใช้บังคับต่อไปจนกว่าศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น
(๒) ถ้าคดีนั้นศาลตัดสินให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดี คำสั่งของศาลเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวยังคงมีผลใช้บังคับต่อไปเท่าที่จำเป็นเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1449/2531
คำว่า 'ศาล' ใน ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 260(1) มิได้หมายความถึงศาลที่มีคำพิพากษาชั้นที่สุด เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชนะคดีอันเป็นต้นเหตุแห่งการอายัดเงินรายนี้ และไม่ปรากฏว่าคำพิพากษานั้นได้กล่าวถึงวิธีการชั่วคราวที่ศาลได้สั่งไว้ในระหว่างการพิจารณาแต่อย่างใด คำสั่งอายัดนั้นจึงเป็นอันยกเลิกไปในตัว
จะใช้วิธีการชั่วคราวศาลใดก็ต้องร้องขอในศาลนั้น ชั้นศาลใดก็ได้เฉพาะชั้นศาลนั้นต้องนำไปเปรียบเทียบกับ 253 ที่ให้ โจทก์วางค่าธรรมเนียมที่คำสั่งนั้นจะมีถึงคดีถึงที่สุดไม่ว่าโจทก์จะแพ้หรือชนะคดีซึ่งต่างกับคำสั่งตาม 254
แม้ศาลชั้นต้นจะให้โจทก์ชนะคดี ก็ต้องวางจนถึงที่สุด ต้องแยกแยะให้ดี อย่านำไปปะปนในการเรียนหลายเรื่องเหมือนตอนสอบจะเอาข้อเท็จจริงสิบข้อมารวมกันไม่ได้ต้องรู้จักเปรียบเทียบ 260 แล้วแยกแยะกับ 253 ว่ามันต่างกัน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 512/2505
แม้ในคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ตัดสินให้จำเลยเป็นฝ่ายชนะคดีจะได้กล่าวไว้ว่า ให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายไปจนกว่า โจทก์จะได้ขอถอนคำสั่งห้ามชั่วคราวก็ตาม แต่ในคำพิพากษาศาลฎีกาได้พิพากษาว่า ให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายจนกว่าคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ห้ามชั่วคราวนั้นสิ้นสุดลง ดังนี้ ต้องถือตามคำพิพากษาศาลฎีกาและกรณีเช่นนี้ คำสั่งห้ามชั่วคราวนั้นย่อมสิ้นสุดลงวันวันอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้น ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 260 (1) โดยโจทก์ไม่ต้องร้องขอให้ถอนคำสั่งห้ามชั่วคราวนั้นแต่อย่างใด
ข้อสังเกตประการที่ 3 เมื่อโจทก์แพ้คดีคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวเป็นอันยกเลิกจะขอโอนไปอีกคดีไม่ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 192/2502
โจทก์ยึดทรัพย์ก่อนคำพิพากษาในคดีหนึ่ง คดีนั้นถึงที่สุดโดยจำเลยเป็นฝ่ายชนะคดี ต้องถือว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยึดทรัพย์ไว้ก่อนพิพากษานั้น เป็นอันยกเลิกไปในตัวโจทก์จะขอให้โอนการยึดทรัพย์เช่นว่านี้ไปจะขอให้โอนการยึดทรัพย์เช่นว่านี้ไปเป็นการบังคับคดีในอีกคดีหนึ่งซึ่งโจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีหาได้ไม่ การที่โจทก์จะขอให้บังคับคดีในคดีที่โจทก์เป็นฝ่ายชนะอย่างไร ก็จะต้องไปดำเนินการในคดีนั้นเอง
ข้อสังเกตประการที่สี่ คู่ความอาจตกลงกันให้คำสั่งยังมีผลต่อไปก็ได้ ที่จริงฎีกานี้เป็นเรื่องคำสั่งคุ้มครองประโยชน์
ในคดีแพ่งศาลมักคำนึงถึงเจตนาของคู่กรณีเป็นหลัก
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 168/2513
ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้ง ท. ปฏิบัติหน้าที่ผู้จัดการทรัพย์มรดกที่พิพาทได้จนกว่าคดีจะถึงที่สุดตามที่คู่ความตกลงกัน เว้นแต่ศาลจะสั่งเป็นอย่างอื่น คำสั่งของศาลชั้นต้นจึงเป็นการคุ้มครองประโยชน์ของคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264 การที่คู่ความตกลงกันให้มีการคุ้มครองประโยชน์จนกว่าคดีจะถึงที่สุดนั้น ไม่เป็นการฝ่าฝืนกฎหมายแต่ประการใด ข้อตกลงจึงใช้ได้จะนำบทบัญญัติมาตรา 260 มาใช้บังคับให้เป็นการขัดแย้งกับข้อตกลงของคู่ความไม่ได้
มาตรา 254 ก็ได้กล่าวว่ามีเรื่องที่ขอได้เท่าไหร่
ส่วนวิธีการก็ต้องดู 255 โดยเฉพาะ 254 ( 1 ) ( 2 ) มีฎีกาค่อนข้างมาก โดยศาลมักกำหนดเงื่อนไขควบคู่ไปด้วย
และอาจขอยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงได้ และมีผลต่อไปมากน้อยเพียงใด คือ 260
…………………………………………………………
กรณีพิเศษคือเรื่อง ฉุกเฉิน ก็เป็นเรื่องสำคัญในทุกระดับ มีรากฐานจากข้อคุ้มครองประโยชน์แหละ แต่เป็นตัวเร่งให้เร็วขึ้นเท่านั้นเอง
ดูกลุ่มมาตรา 266 – 270 เพราะ 271 ก็เป็นเรื่องบังคับคดีแล้ว ฉุกเฉินว่าจะไม่กล่าวถึงความหมายแล้วแต่ปัจจุบันก็เข้าใจผิดกันเยอะ
บทวิเคราะห์ศัพท์ไม่มี ต้องเป็นพจนานุกรมดู ฉุกเฉินหมายความว่า กรณีที่เป้นไปโดยปัจจุบันทันด่วนแล้วต้องรีบแก้ไขโดยฉับพลันหากปล่อยเนิ่นช้าจะเสียหาย
เสียหายแก่ใครก็เสียหายแก่โจทก์เพราะโจทก์เป็นผู้ที่ขอได้]
ปัจจุบันทนายขอเยอะ แต่ร้อยละ 95 ไม่ใช่เรื่องฉุกเฉินแต่เป็นเรื่องฉุกหุก มักมาในวันศุกร์ตอนเย็น
( ฉุกหุก เป็นกริยาหมายถึงตัวผู้กระทำ วุ่นวายอยู่ )
วิธีการไต่สวนฉุกเฉิน – เมื่อโจทก์ขอตาม 254 ก็ขอฉุกเฉินร่วมไปด้วย
266 วรรคแรกได้ยืนยันสิทธิของโจทก์โดยตรงเลยว่าโจทก์ใช้สิทธิตาม 266 ได้ เพราะฉะนั้น จึงต้องยื่นสองฉบับ คือฉบับ 1 ตาม 254 อีกฉบับเป็นคำร้องตาม 266
มาตรา ๒๖๖ ในกรณีที่มีเหตุฉุกเฉินเมื่อโจทก์ยื่นคำขอตามมาตรา ๒๕๔โจทก์จะยื่นคำร้องรวมไปด้วยเพื่อให้ศาลมีคำสั่งหรือออกหมายตามที่ขอโดยไม่ชักช้าก็ได้
เมื่อได้ยื่นคำร้องเช่นว่ามานี้ วิธีพิจารณาและชี้ขาดคำขอนั้น ให้อยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติมาตรา ๒๖๗ มาตรา ๒๖๘ และมาตรา ๒๖๙
มาตรา ๒๖๗ ให้ศาลพิจารณาคำขอเป็นการด่วน ถ้าเป็นที่พอใจจากคำแถลงของโจทก์หรือพยานหลักฐานที่โจทก์ได้นำมาสืบ หรือที่ศาลได้เรียกมาสืบเองว่าคดีนั้นเป็นคดีมีเหตุฉุกเฉินและคำขอนั้นมีเหตุผลสมควรอันแท้จริง ให้ศาลมีคำสั่งหรือออกหมายตามที่ขอภายในขอบเขตและเงื่อนไขไปตามที่เห็นจำเป็นทันที ถ้าศาลมีคำสั่งให้ยกคำขอ คำสั่งเช่นว่านี้ให้เป็นที่สุด
จำเลยอาจยื่นคำขอโดยพลัน ให้ศาลยกเลิกคำสั่งหรือหมายนั้นเสีย และให้นำบทบัญญัติแห่งวรรคก่อนมาใช้บังคับโดยอนุโลม คำขอเช่นว่านี้อาจทำเป็นคำขอฝ่ายเดียวโดยได้รับอนุญาตจากศาล ถ้าศาลมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งเดิมตามคำขอคำสั่งเช่นว่านี้ให้เป็นที่สุด
การที่ศาลยกคำขอในเหตุฉุกเฉินหรือยกเลิกคำสั่งที่ได้ออกตามคำขอในเหตุฉุกเฉินนั้น ย่อมไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะเสนอคำขอตามมาตรา ๒๕๔ นั้นใหม่
คำร้องฉบับที่สองมีความสำคัญโจทก์จะต้องยื่นคำร้องแสดงให้เห็นว่าคดีมีเหตุฉุกเฉินขอให้ศาลสั่งเป็นกรณีฉุกเฉินด้วย และต้องขอให้ศาลสั่งเป็นกรณีฉุกเฉินด้วย
ที่พบเป็นประจำก็คือว่า จำเลยจะจำหน่ายจ่ายโอนทำให้โจทก์ไม่อาจบังคับคดี แต่ในคำร้องอ้างลอยๆไม่ได้บอกว่าจะขายเมื่อไหร่ ไม่มีหลักฐานยืนยันศาลก็ต้องยกคำร้อง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 444/2490
เ มื่อศาลพิพากษาคดี และสั่งให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดไว้ชั่วคราวก่อนคำพิพากษาแล้ว โจทก์จะขอทุเลาการบังคับขอให้ยึดทรัพย์จำเลยไว้ต่อไปในระหว่างอุทธรณ์ไม่ได้
คำร้องขอให้ยึดทรัพย์ชั่วคราว อาจยื่นได้ในกระบวนพิจารณาชั้นอุทธรณ์ก่อนศาลอุทธรณ์พิพากษา
เมื่อมีคำร้องขอให้ยึดทรัพย์ชั่วคราว ศาลต้องไต่สวนก่อนมีคำสั่งอนุญาตจะสั่งอนุญาตไปทีเดียวโดยไม่มีการไต่สวนย่อมไม่ชอบด้วยวิธีพิจารณา
ในกรณีที่จะขอให้ศาลยึดทรัพย์ชั่วคราวก่อนคำพิพากษาในเหตุฉุกเฉินนั้นโจทก์จะต้องยื่นคำร้องแสดงให้เห็นว่าคดีมีเหตุฉุกเฉินขอให้ศาลสั่งเป็นกรณีฉุกเฉินด้วย
อย่างที่บอกว่าให้ยื่นสองฉบับ คำร้องตาม 254 เป็นการใช้ 254 คำร้องก็ต้องเข้าหลักเกณฑ์ 254 ต้องเป็นเหตุจำเป็นและศาลได้ไต่สวนตาม 255 แล้ว ฉะนั้นหลักเกณฑ์ตาม 255 เวลายื่น 266 ก็ต้องนำมาใช้เช่นกัน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2149/2516
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 255 วรรคแรกเป็นบทบัญญัติบังคับไว้ว่า ศาลจะสั่งอนุญาตตามคำร้องขอโดยไม่ไต่สวนฟังข้อเท็จจริงให้ได้ความตามอนุมาตรา (1) (2) ของมาตรา 255 เสียก่อนไม่ได้ ส่วนในกรณีที่ศาลพิเคราะห์คำร้องแล้วเห็นว่า ไม่มีเหตุสมควรก็ดี ไม่มีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองตามคำขอมาใช้ก็ดี ศาลย่อมมีอำนาจสั่งยกคำร้องเสียได้โดยหาจำต้องไต่สวนฟังพยานผู้ร้องขอเสียก่อนไม่
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองเหนือที่ดินพิพาทห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้อง จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่าเป็นที่ของจำเลย ขอให้ห้ามโจทก์เกี่ยวข้อง เป็นกรณีที่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการครอบครองที่พิพาทคู่ความยังโต้แย้งฟ้องและฟ้องแย้งขอบังคับมิให้อีกฝ่ายหนึ่งเกี่ยวข้อง และอยู่ระหว่างสืบพยานหลักฐานเกี่ยวกับข้อเท็จจริงนี้อยู่ จึงยังไม่มีเหตุสมควร และไม่มีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองตามคำขอของโจทก์ ที่ขอให้ศาลสั่งห้ามจำเลยและบริวารขัดขวางการครอบครองของโจทก์อ้างว่าเป็นการกระทำซ้ำในเรื่องที่ถูกฟ้องไว้ก่อนมีคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 254 มาใช้ ศาลชอบที่จะสั่งยกคำร้องของโจทก์เสียได้โดยไม่จำต้องไต่สวนพยานของโจทก์ก่อน
สังเกต ตัวอย่างฎีกาคล้ายกันว่าเป็นประเด็นว่าฝ่ายใดเป้นผู้มีสิทิที่ครอบครองในที่ดิน แต่ฎีกานี้ต่างตรงจำเลยได้มีกิจกรรมขึ้นใหม่คือให้คนไปเช่าที่พิพาททำร้านค้าถ้าจำเลยทำได้โจทก์ก็เสียหายมาก เริ่มต้นเหมือนกันลงท้ายต่างกันเพราะมีการกระทำจำเลยพิเศษเพิ่ม
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2660/2538
แม้คำฟ้องอ้างเพียงว่า จำเลยเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งหกกับพวกด้วยการยื่นคำคัดค้านขอรังวัดออกโฉนดที่ดินขอให้ห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้องและรบกวนการครอบครอง แต่เมื่อจำเลยให้การต่อสู้ว่าจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง จึงมีประเด็นพิพาทว่าฝ่ายใดมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท การที่จำเลยยินยอมให้ผู้อื่นเช่าที่ดินพิพาทส่วนหนึ่งปลูกสร้างอาคารร้านค้าในเวลาต่อมาอันเป็นการกระทำขึ้นใหม่ซึ่งอาจเกิดความเสียหายแก่โจทก์ทั้งหกได้ หากศาลพิพากษาให้โจทก์ทั้งหกเป็นฝ่ายชนะคดี จึงมีเหตุสมควรและเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 254(2) มาใช้
คำนึงถึงความน่าเชื่อถือในการค้าด้วยต้องพิจารณาเรื่องการค้าต้องระมัดระวังยิ่ง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6793/2543
ธนาคารผู้ร้องไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับสัญญาซื้อขายสินค้าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 4 แต่การที่โจทก์จำเป็นต้องขอให้ผู้ร้องออกเลตเตอร์ออฟเครดิตเพื่อการชำระเงินค่าสินค้าให้แก่จำเลยที่ 4ก็เพื่อให้ผู้ร้องที่เป็นธนาคารพาณิชย์ซึ่งเป็นผู้มีความน่าเชื่อถือในฐานะการเงินเข้ารับภาระในการจ่ายเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิตอันมีผลให้ผู้ขายคือจำเลยที่ 4 มั่นใจว่าจะได้รับเงินค่าสินค้าอย่างแน่นอน เมื่อได้ปฏิบัติถูกต้องตามเงื่อนไขในเลตเตอร์ออฟเครดิตกล่าวคือ เมื่อมีการเสนอเอกสารถูกต้องครบถ้วนตามเงื่อนไขในเลตเตอร์ออฟเครดิตแล้ว ผู้ร้องก็มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิตนั้น หากผู้ร้องไม่ชำระเงินโดยปราศจากเหตุผลที่มีน้ำหนักเป็นที่ยอมรับได้ในวงการค้าระหว่างประเทศก็ย่อมก่อให้เกิดผลเสียต่อความน่าเชื่อถือในวงการค้าระหว่างประเทศของผู้ร้อง และมีผลกระทบต่อการประกอบกิจการในการออกเลตเตอร์ออฟเครดิตของผู้ร้องและลูกค้าที่ขอให้ออกเลตเตอร์ออฟเครดิตเพื่อการชำระเงินค่าสินค้าแก่ผู้ขายสินค้าในต่างประเทศในภายหน้าด้วยเหตุนี้การที่ศาลจะออกคำสั่งอายัดห้ามผู้ร้องชำระเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิตจึงต้องพิจารณาด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง
ตามคำฟ้องของโจทก์ปรากฏว่า จำเลยที่ 4 มีภูมิลำเนาอยู่ที่ประเทศสาธารณรัฐเกาหลี การที่โจทก์ขอให้ธนาคารผู้ร้องออกเลตเตอร์ออฟเครดิตก็เพื่อการชำระเงินค่าสินค้าให้แก่จำเลยที่ 4ที่ประเทศสาธารณรัฐเกาหลีมาแต่แรกจึงไม่ใช่กรณีที่จำเลยที่ 4 ยักย้ายนำทรัพย์สินของตนจากประเทศไทย ไปยังประเทศสาธารณรัฐเกาหลี
หากคำร้องฉบับแรกเหมือน ฎีกาที่ผ่านมาก็ ไม่เข้าหลักเกณฑ์ 254 แล้ว คำร้องฉบับที่สองก็ไม่เป็นประโยชน์ที่จะต้องพิจารณาอีก
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 444/2490 – ค้นไม่พบ
คำร้องตาม 266 ไม่เข้าหลักเกณฑ์ก็ยกได้เลยไม่ต้องไต่สวน ฉะนั้นถ้าเป็นทนายความจะร้องให้เข้า 266 ก็ต้องมีหลักฐานแนบบวกร้องให้เห็นว่ามีเหตุฉุกเฉิน
มีอีกเรื่องหนึ่งไม่ใช่เรื่องที่ดินเรื่องบ้านแต่เป็นเรื่องละเมิดเรือชนกันที่ เรือจะออกจากน่านน้ำแล้วอย่างนี้ก็ขอได้ เป็นตัวอย่างที่เราไม่ค่อยคุ้นแต่รู้ได้ด้วยรูปธรรม เป็นตัวอย่างในหนังสิอพระนิติการประสม
โจทก์จะบรรยายในคำร้องว่าเตรียมพยานมาให้ไต่สวนแล้วในทางปฏิบัติก็มักเกษียณสั่งว่าให้ไต่สวนก็เรียกไต่สวนตามนั้น แล้วก็ต้องไต่สวนให้ได้ตาม 254 ก่อน
ดูวรรคสอง ต้องพิจารณาชี้ขาดบังคับตาม 267 268 269 เด๋วเราจะว่าต่อไปโดยเฉพาะ 267 ที่สำคัญมาก
ดู267 ต้องพิจารณาเป็นการด่วนและ
มีเหตุผลสมควรแท้จริงก็เป็นตาม 254 นั่นเอง ในตอนท้าย ศาลจะออกให้ตามเงื่อนไขที่จำเป็นก็ได้
ถ้าศาลยกคำขอให้เป็นที่สุดหมายความว่าอุทธรณ์ไม่ได้ ไม่ว่าใครก็ตาม ( ในแง่ความเป็นจริงจำเลยก็คงไม่อุทธรณ์หรอก )
การพิจารณาเป็นการด่วนต้องด่วนจริงๆ ถ้าศาลรับคำขอฉุกเฉินแต่ นัดแบบไม่ฉุกเฉินผลก็คือรับแบบธรรมดา จะนำ267 มาปรับไม่ได้ กล่าวคือฝ่ายจำเลยจะมาขอยกเลิกโดยอ้างเหตุตาม 267 ไม่ได้เช่นกัน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6091/2534 ฎีกาคลาสสิคพบเกือบทุกตำรา
ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวในระหว่างพิจารณาของโจทก์ฉบับลงวันที่ 7 ธันวาคม 2531 ในวันที่ 13 ธันวาคม2531 และสั่งให้โจทก์ส่งสำเนาคำร้องให้จำเลยทุกคนทราบ เมื่อศาลชั้นต้นไต่สวนเสร็จในวันที่ 14 ธันวาคม 2531 แล้วได้มีคำสั่งในวันรุ่งขึ้นให้จำเลยทุกคนร่วมกันจัดการนำส่งสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นของบริษัทต่อศาลเป็นการชั่วคราวก่อนพิพากษาภายใน 15 วันจำเลยยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 12 มกราคม 2532 ขอให้ศาลชั้นต้นยกเลิกคำสั่งดังกล่าว ดังนี้ มิใช่กรณีที่ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องของโจทก์เป็นการด่วนโดยไม่ชักช้า และคำสั่งดังกล่าวก็มิได้บังคับได้ทันทีโดยไม่ต้องส่งให้จำเลยทุกคนทราบดังที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 267,269 กรณีจึงเป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาไต่สวนคำร้องของโจทก์อย่างวิธีธรรมดา จะนำป.วิ.พ. มาตรา 267 วรรคสองมาปรับกับกรณีตามคำร้องของ จำเลยไม่ได้
ไต่สวนอย่างธรรมดาไม่ใช่ฉุกเฉิน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1509/2514
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์กับจำเลยได้จดทะเบียนหย่ากัน โดยมีข้อสัญญาว่าให้บุตรอยู่ในความอุปการะของโจทก์ จำเลยมาหลอกลวงเอาบุตรไป จึงฟ้องเรียกคืน ดังนี้ โจทก์มีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งให้จำเลยส่งบุตรให้โจทก์ก่อนศาลพิพากษาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254(2) เพราะมาตรา 254 นี้มิใช่ใช้เฉพาะเกี่ยวกับทรัพย์เท่านั้น
โจทก์ยื่นคำขอในเหตุฉุกเฉิน พร้อมกับคำร้องขอให้ศาลใช้วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา ศาลนัดไต่สวนในวันที่ 4 นับแต่วันนั้นกับสั่งให้ส่งสำเนาให้จำเลยทราบเมื่อไต่สวนแล้วศาลมีคำสั่งให้จำเลยนำบุตรไปมอบให้แก่โจทก์ภายใน 3 วันนับแต่วันได้รับทราบ ดังนี้ ถือว่าศาลดำเนินการพิจารณาไต่สวนคำร้องของโจทก์อย่างวิธีธรรมดาเพราะมิได้ดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 267, 269
ตัดสินตาม 267 ว่าถ้าศาลมีคำสั่งให้ยกเลิกตามคำขอของจำเลยที่จะเป็นที่สุดต้องเป็นคำสั่งในเหตุฉุกเฉิน เมื่อคำสั่งเดิมไม่ใช่คำสั่งในเหตุฉุกเฉินจึงไม่เป็นที่สุด ที่ไม่เป็นคำขอในเหตุฉุกเฉินเพราะได้มีการไต่สวนในวิธีธรรมดา ถ้าอนุญาตก็เป็นการอนุญาตโดยวิธีธรรมดา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4554/2536
โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาและยื่นคำขอในเหตุฉุกเฉินเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2531 ศาลชั้นต้นมิได้ทำการไต่สวนคำร้องทั้งสองฉบับของโจทก์ในวันดังกล่าว แต่มีคำสั่งให้ส่งสำเนาคำร้องทั้งสองฉบับให้แก่จำเลยทั้งสี่ และนัดไต่สวนคำร้องในวันที่ 18ตุลาคม 2531 การที่ศาลชั้นต้นให้นัดไต่สวนคำร้อง ของ โจทก์หลังวันยื่นคำร้องถึง 8 วัน จึงมิใช่เป็นการพิจารณาเป็นการด่วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 267 ถือว่าศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนคำร้องโจทก์อย่างวิธีธรรมดา ดังนี้ เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์จึงไม่เป็นที่สุดโจทก์ย่อมมีสิทธิยื่นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 247 โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่จดแจ้งการโอนหุ้นลงในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นว่าโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 1และออกใบหุ้นพร้อมกับใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ แต่ตามคำร้องที่โจทก์ขอให้คุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษากลับเป็นเรื่องโจทก์ต้องการใช้สิทธิเข้าไปดูแลครอบงำการจัดการและเรียกประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อจะได้ดำเนินการบริษัทจำเลยที่ 1 ต่อไปชั่วคราว ซึ่งเป็นเรื่องที่นอกเหนือจากประเด็นแห่งคำฟ้อง โจทก์ไม่อาจร้องขอให้คุ้มครองดังกล่าวได้ กรณีจึงไม่มีเหตุสมควรและเพียงพอที่จะนำวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 254(2) มาใช้ การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 และในวันเดียวกันกรรมการชุดใหม่ของจำเลยที่ 1 ซึ่งโจทก์เป็นผู้ร่วมประชุมแต่งตั้งได้ยื่นคำร้องขอถอนทนายจำเลยที่ 1 ที่กรรมการชุดเดิมได้ตั้งไว้ หลังจากนั้นโจทก์กับทนายคนใหม่ของจำเลยที่ 1ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความให้เป็นไปตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์เช่นนี้ เป็นที่เห็นได้ว่า กระทำไปโดยไม่สุจริตและกระทำเพื่อเอาเปรียบในเชิงคดีแก่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ซึ่งจำเลยดังกล่าวต่างให้การต่อสู้อยู่ว่า หุ้นตามฟ้องมิใช่ของโจทก์ทั้งยังคัดค้านคำร้องขอถอนฟ้องด้วย ย่อมทำให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ไม่มีโอกาสต่อสู้คดีกับโจทก์ ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 แล้วพิพากษาคดีตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงเป็นการไม่ชอบ
เบื้องต้นศาลจะต้องพิจารณาเป็นการด่วน ต้องมาให้ถูกแนว ไต่สวนถูกแนวด้วย อันนี้คือการพิจารณาคำขอเป็นการด่วน
ในการไต่สวนทางโจทก์อาจนำพยานมาหรือศาลเรียกพยานมาไต่สวนก็ได้
ต่อไปเรื่องการยกเลิกคำสั่งตาม 267 วรรค 2
1.เริ่มโดยจำเลยมีคำขอโดยพลัน
2.ถ้าศาลเห็นชอบด้วยคำขอของจำเลย คำขอที่ให้ยกเลิกเป็นที่สุดไม่ว่าคำสั่งนั้นจะเป็นคำสั่งของศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ก็ตาม
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1112-1115 /2536
โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาต่อศาลชั้นต้นในกรณีฉุกเฉิน ศาลชั้นต้นไต่สวนและมีคำสั่งอนุญาต จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้ยกเลิกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาดังกล่าวเป็นกรณีฉุกเฉินเช่นกัน ศาลชั้นต้นไต่สวนและมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลย จำเลยอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกเลิกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาของศาลชั้นต้นเสีย คำสั่งของศาลอุทธรณ์ดังกล่าวย่อมถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 267 วรรคสอง โจทก์ไม่มีสิทธิฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4343/2536
คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำขอของจำเลยที่ให้ยกเลิกคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ได้รับการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาในเหตุฉุกเฉินนั้นเป็นคำสั่ง อันเกี่ยวด้วยคำขอเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของคู่ความในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นจำเลยมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งนั้นได้แต่เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกเลิกคำสั่งของศาลชั้นต้นนั้นแล้วคำสั่งเช่นนี้ย่อมเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 267 วรรคสอง โจทก์ไม่มีสิทธิฎีกา
ฎีกานี้เป็นการอ้างมาตรา 262 ด้วย ทั้งนี้โดยมิพักต้องพิจารณาถึงคำสั่งเดิมไม่ แปลกดีนะครับ เพราะเราเพิ่งดูหลัก 267 วรรค 1 ไป ว่าถ้าสั่ง 267 โดยอ้อยอิ่งวรรค 1 ก็เหมือนเป็นการสั่งตามธรรมดา แต่พอมายกเลิกคำสั่งฉุกเฉิน โดยยกเลิกอย่างวิธีธรรมดา ก็เป็นที่สุดเพราะฉะนั้นต้องแยกให้ดีนะครับ ระหว่าง ทำเร็ววรรคไหน วรรค 1 หรือ วรรค 2
ผลก็คือคำสั่งยกเลิกเป็นที่สุด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1142/2536
คำสั่งให้งดการไต่สวนพยานจำเลยที่ 1 ในชั้นขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาของศาลชั้นต้นก่อนที่ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณา หากคู่ความฝ่ายใดไม่เห็นด้วยและประสงค์จะใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งนั้นในภายหลัง จะต้องโต้แย้งคำสั่งให้ศาลจดลงไว้ในรายงาน คู่ความฝ่ายที่โต้แย้งจึงจะมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งนั้นได้ภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีตามความใน ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 226
แต่ปรากฏว่า ศาลชั้นต้นสั่งงดไต่สวนเมื่อวันที่ 21กุมภาพันธ์ 2534 และนัดฟังคำสั่งในวันรุ่งขึ้นเวลา 9 นาฬิกาทนายโจทก์ได้ทราบคำสั่งในวันนั้นแล้ว ดังนั้น ในช่วงเวลาก่อนที่ศาลชั้นต้นจะอ่านคำสั่ง ย่อมมีเวลาเพียงพอที่โจทก์จะโต้แย้งคัดค้านได้ แต่ก็หาได้มีการโต้แย้งคัดค้านไม่ โจทก์จึงหมดสิทธิอุทธรณ์ในปัญหาดังกล่าว อีกทั้งไม่อาจหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นเป็นข้อฎีกาได้ เนื่องจากเป็นข้อที่มิได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในชั้นอุทธรณ์จึงต้องห้ามฎีกาตามความใน ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคแรก (เดิม)
แม้ศาลชั้นต้นจะสั่งรับฎีกาข้อนี้ของโจทก์ขึ้นมาด้วย ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย โจทก์ฟ้องคดีพร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ศาลนำวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษามาใช้ โดยยื่นคำร้องขอในกรณีมีเหตุฉุกเฉินรวมเข้ามาด้วยกรณีจึงเป็นไปตามความใน ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 267
ปรากฏว่าหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นำวิธีการชั่วคราวในกรณีมีเหตุฉุกเฉินมาใช้บังคับตามคำขอของโจทก์แล้วจำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำขอโดยพลันให้ศาลชั้นต้นยกเลิกคำสั่งดังกล่าวเสีย ต่อมาเมื่อศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วได้มีคำสั่งยกเลิกคำสั่งเดิมตามคำขอของจำเลยที่ 1 คำสั่งดังกล่าวย่อมเป็นที่สุด ทั้งนี้โดยมิพักต้องคำนึงถึงว่าศาลชั้นต้นได้พิจารณาคำขอของจำเลยที่ 1ในกรณีมีเหตุฉุกเฉินหรือพิจารณาฝ่ายเดียวหรือสองฝ่ายหรือไม่เพราะแม้จะได้ความว่าศาลชั้นต้นได้พิจารณาคำขอของจำเลยที่ 1 ในกรณีธรรมดาเพราะไม่มีเหตุฉุกเฉิน หรือพิจารณาคำขอของจำเลยที่ 1ชนิดสองฝ่ายก็ตาม คำสั่งเพิกถอนคำสั่งเดิมของศาลชั้นต้นก็เป็นการสั่งตามความใน ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 267วรรคสอง ที่บัญญัติว่า คำสั่งดังกล่าวให้เป็นที่สุดอยู่นั่นเอง
หมายเหตุ
มีปัญหาประการแรกตามคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ว่า คำสั่งให้งดการไต่สวนพยานในชั้นขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาของศาลชั้นต้นเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาต้องห้ามอุทธรณ์คำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 หรือไม่ ปัญหานี้มีผู้เห็นว่า คำสั่งดังกล่าวเป็นการสั่งตามอำนาจของศาลตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 21(3) และ (4)กล่าวคือ จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งห้ามชั่วคราวดังกล่าวโดยเร่งด่วน ศาลมีอำนาจที่จะฟังคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งโดยทำการไต่สวนตามที่เห็นสมควรก่อนมีคำสั่งตามคำขอนั้นหรือไม่ก็ได้เมื่อเป็นอำนาจของศาลที่จะทำการไต่สวนตามที่เห็นสมควรก่อนมีคำสั่งตามคำขอ ถ้าโจทก์เห็นว่าข้อเท็จจริงเท่าที่ศาลไต่สวนมายังไม่เพียงพอแก่การที่จะสั่งตามคำขอแล้ว โจทก์ก็น่าจะอุทธรณ์ฎีกาในปัญหานี้ได้โดยไม่ต้องโต้แย้งคัดค้านไว้ก่อน อย่างไรก็ตาม คำสั่งระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226เป็นคำสั่งของศาลที่สั่งในช่วงเวลานับแต่โจทก์ยื่นคำฟ้อง ไม่ว่าศาลจะได้มีคำสั่งให้รับคำฟ้องไว้แล้วหรือไม่ ไปจนถึงก่อนศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี และคำสั่งใดที่ศาลสั่งในช่วงเวลาดังกล่าวซึ่งมีผลให้ศาลนั้นยังคงต้องดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างหนึ่งอย่างใดต่อไปอีกที่ศาลนั้น คำสั่งดังกล่าวล้วนถือได้ว่าเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาทั้งสิ้น
แม้กรณีตามคดีที่บันทึกอยู่นี้จะไม่เคยปรากฏตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาที่วินิจฉัยไว้เป็นบรรทัดฐานที่ศาลฎีกาวินิจฉัยคงมีแต่เรื่องคำสั่งให้งดสืบพยานในชั้นพิจารณาที่ถือว่าเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1043/2531 และ 6110/2531 เป็นต้น) แต่คำสั่งให้งดการไต่สวนพยานในชั้นขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาก็ถือได้ว่าเป็นคำสั่งที่ศาลสั่งในช่วงเวลานับแต่โจทก์ยื่นคำฟ้องถึงก่อนศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี ทั้งเมื่อศาลสั่งงดไต่สวนพยานดังกล่าวแล้วศาลชั้นต้นยังมีกระบวนพิจารณาที่ต้องดำเนินการต่อไปอีกกล่าวคือต้องมีการวินิจฉัยและมีคำสั่งตามคำขอของจำเลยที่ 1 ที่ขอให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งห้ามชั่วคราวโดยเร่งด่วนและนั่งพิจารณาสืบพยานโจทก์จำเลยตามเนื้อหาของเรื่อง ตลอดจนทำคำพิพากษาต่อไปคำสั่งให้งดไต่สวนพยานดังกล่าวเมื่อมิใช่คำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 227และ 228 คำสั่งนั้นจึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาที่ห้ามมิให้อุทธรณ์ทันทีในระหว่างพิจารณา โจทก์จะต้องโต้แย้งคำสั่งให้ศาลจดลงไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 26 และ 226จึงจะใช้สิทธิอุทธรณ์ภายหลังในกำหนด 1 เดือน นับแต่ศาลมีคำพิพากษาชี้ขาดตัดสินคดีได้
ฉะนั้น การพิจารณาว่าคำสั่งใดเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาหรือไม่ จึงต้องอาศัยหลักสำคัญ 2 ประการ ดังกล่าวข้างต้น ส่วนมาตรา 21(3) และ (4) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเป็นบทบัญญัติให้อำนาจศาลนี้จะทำการไต่สวนพยานได้ตามที่เห็นสมควร แต่เมื่อศาลเห็นสมควรสั่งอย่างไร ผลของคำสั่งเป็นอย่างไรและคำสั่งนั้นจะถือเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาหรือไม่คงต้องถือหลักตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 226 หากคำสั่งใดไม่เป็นไปตามหลักดังกล่าวก็ไม่ถือว่าเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา คู่ความฝ่ายที่ไม่เห็นต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณา เช่น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 42/2506 ศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีไปโดยจำเลยขาดนัด จำเลยร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ เมื่อปรากฏว่าจำเลยมิได้จงใจขาดนัดและศาลชั้นต้นสั่งให้พิจารณาใหม่ คำสั่งนี้เป็นคำสั่งภายหลังเมื่อศาลพิพากษาแล้ว ฉะนั้น จึงไม่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา โจทก์ย่อมอุทธรณ์ฎีกาได้
คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้มีข้อสังเกตว่า คำขอให้พิจารณาใหม่ถือเป็นคำฟ้องตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 1(3) และถือเป็นคำคู่ความตามมาตรา 1(5) ถ้าพิจารณาเพียงผิวเผินอาจเข้าใจว่าเมื่อศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตให้พิจารณาใหม่ก็เท่ากับเป็นคำสั่งรับคำคู่ความเมื่อสั่งแล้วศาลต้องดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปอีก ทั้งไม่ใช่คำสั่งตามมาตรา 227 และ 228จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในระหว่างพิจารณา แต่ถ้าพิจารณาว่าคำสั่งดังกล่าวมิใช่คำสั่งที่ศาลสั่งในช่วงเวลานับแต่โจทก์ยื่นคำฟ้องถึงก่อนศาลมีคำพิพากษาชี้ขาดตัดสินคดีแล้ว จะเห็นชัดว่ามิใช่คำสั่งระหว่างพิจารณาเพราะเป็นการสั่งภายหลังจากที่ศาลมีคำพิพากษาชี้ขาดตัดสินคดีแล้ว ไม่เข้าหลักเกณฑ์ข้อแรกที่จะเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา
คำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ 589/2514 ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฟ้องของโจทก์เฉพาะจำเลยบางคน โจทก์อุทธรณ์ และเมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาให้รับฟ้องโจทก์ จำเลยก็ย่อมมีสิทธิที่จะฎีกาได้
เรื่องนี้เห็นได้ว่าคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งไม่รับฟ้องของโจทก์เฉพาะจำเลยบางคนเป็นคำสั่งไม่รับคำคู่ความ ตามมาตรา 18 ซึ่งมิได้ทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่องตามมาตรา 228(3) จึงไม่ต้องห้ามมิให้โจทก์อุทธรณ์คำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น แต่เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาให้รับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณา อาจทำให้เห็นไปว่าเป็นคำสั่งให้รับคำคู่ความจึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ซึ่งความจริงหากพิจารณาตามหลักข้อ 2 แล้ว จะเห็นได้ว่าเมื่อศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้รับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณาแล้ว ไม่มีกระบวนพิจารณาใดที่ศาลอุทธรณ์ต้องดำเนินการต่อไปในศาลอุทธรณ์อีก คดีเสร็จไปจากศาลอุทธรณ์กระบวนพิจารณาต้องย้อนกลับไปเริ่มต้นที่ศาลชั้นต้นใหม่คำสั่งดังกล่าวของศาลอุทธรณ์จึงมิใช่คำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 และ 247จำเลยจึงไม่ต้องห้ามมิให้ฎีกา
ปัญหาต่อไปคือ เมื่อคำสั่งนั้นเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาซึ่งคู่ความฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยต้องโต้แย้งคัดค้านไว้ บางกรณีไม่มีเวลาเพียงพอที่คู่ความฝ่ายนั้นจะโต้แย้งคัดค้าน กรณีเช่นนี้ย่อมไม่อาจโต้แย้งคัดค้านได้คู่ความฝ่ายนั้นไม่เสียสิทธิที่จะอุทธรณ์คำสั่งนั้น ระยะเวลาแค่ไหนเพียงใดจะถือว่ามีเวลาเพียงพอที่จะโต้แย้งคัดค้านหรือไม่ คงต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงเป็นเรื่อง ๆ ไป แต่พอมีตัวอย่างจากคำพิพากษาศาลฎีกาดังต่อไป
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1465/2515 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับบัญชีระบุพยานจำเลยและตัดสินวันรุ่งขึ้น ดังนี้ถือได้ว่าจำเลยไม่มีเวลาพอที่จะโต้แย้งคำสั่ง แม้จำเลยไม่ได้โต้แย้งไว้ก็มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งนั้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 88/2516 ศาลชั้นต้นงดสืบพยานวันที่ 14นัดฟังคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีวันที่ 18 เดือนเดียวกัน คู่ความมีโอกาสโต้แย้งคำสั่งได้แต่ไม่โต้แย้ง ย่อมไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งนั้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 641/2522 คำสั่งให้งดชี้สองสถานและงดสืบพยานโจทก์จำเลย เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ศาลมีคำสั่งเมื่อวันที่ 8 และพิพากษาวันที่ 24 เดือนเดียวกัน จำเลยไม่ได้โต้แย้งจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1839/2524 ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานวันที่ 10 เวลา 13.30 น. และนัดฟังคำพิพากษาวันที่ 13 เดือนเดียวกันเวลา 13.00 น. เมื่อไม่ปรากฏเหตุขัดข้องอย่างใดที่ไม่สามารถโต้แย้งคำสั่งนั้นได้ ย่อมถือว่ามีโอกาสและระยะเวลานานพอที่จะโต้แย้งคำสั่งนั้นได้แล้วตามมาตรา 226
คดีที่บันทึกนี้ศาลชั้นต้นสั่งงดไต่สวนเมื่อวันที่ 21กุมภาพันธ์ 2534 และนัดฟังคำสั่งในวันรุ่งขึ้น ซึ่งเป็นโจทก์มีช่วงเวลาที่จะโต้แย้งคัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นเช่นเดียวกับที่ศาลฎีกาช่วงเวลาตาม คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1465/2515 แต่แตกต่างกันตรงที่ว่าคดีนี้มีข้อเท็จจริงเพิ่มขึ้นว่าทนายโจทก์ได้ทราบคำสั่งให้งดไต่สวนพยานในวันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งแล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นว่าระยะเวลาที่โจทก์มีอยู่ตั้งแต่วันที่ทราบคำสั่งจนถึงก่อนที่ศาลชั้นต้นจะอ่านคำสั่งเกี่ยวด้วยคำขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาเป็นระยะเวลาที่เพียงพอที่โจทก์จะโต้แย้งคัดค้านได้ ส่วนข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1465/2515 ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ทราบคำสั่งไม่รับบัญชีระบุพยานจึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยมีเวลาเพียงพอที่จะโต้แย้งคัดค้านคำสั่งนั้นได้ คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับที่บันทึกอยู่นี้จึงไม่ขัดแย้งกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1465/2515 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1142/2536 วินิจฉัยโดยเทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3985/2528ซึ่งวินิจฉัยว่า
"ที่จำเลยฎีกาว่าศาลชั้นต้นงดสืบพยานโจทก์ทำให้จำเลยเสียเปรียบในการต่อสู้คดีเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่น่าจะบกพร่องนั้น เห็นว่า คำสั่งของศาลที่ให้งดสืบพยานโจทก์และนัดฟังคำพิพากษาในวันรุ่งขึ้นนั้น เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ตามรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 27 ตุลาคม 2525 ทนายจำเลยได้ลงลายมือชื่อในรายงานรับทราบคำสั่งแล้ว แต่ไม่ได้โต้แย้งคำสั่งนั้นไว้อีกทั้งศาลนัดฟังคำพิพากษาในวันรุ่งขึ้นซึ่งจำเลยก็มีโอกาสที่จะโต้แย้งคำสั่งของศาลได้ก่อนฟังคำพิพากษา แต่จำเลยก็ไม่ได้โต้แย้งคำสั่งไว้ จำเลยจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226(2)"
ส่วนที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคำสั่งให้ยกเลิกคำสั่งให้นำวิธีการชั่วคราวในกรณีมีเหตุฉุกเฉินมาใช้บังคับเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 267 วรรคสองนั้น คดีนี้ปรากฏข้อเท็จจริงตามสำนวนว่าจำเลยยื่นคำขอให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวพร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ไต่สวนฉุกเฉินศาลมีคำสั่งในคำร้องขอไต่สวนฉุกเฉินว่า "สั่งในคำร้องขอให้ยกเลิกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว" และสั่งในคำร้องขอให้ยกเลิกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวว่า "รับคำร้องสำเนาให้โจทก์ นัดไต่สวน หากโจทก์จะคัดค้านประการใด ให้แถลงก่อนหรือในวันนัด มิฉะนั้นถือว่าไม่คัดค้านให้ผู้ร้องนำส่งสำเนาภายใน 7 วัน การส่งหากไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิดหมาย" ต่อมาศาลได้นัดไต่สวนคำร้องของจำเลยในวันที่ 15กุมภาพันธ์ 2534 ซึ่งในนัดนี้จำเลยนำพยานเข้าสืบได้ยังไม่จบปากแล้วมีคำสั่งให้เลื่อนการไต่สวนไปวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2534วันที่ 5 มีนาคม 2534 และ 12 มีนาคม 2534 ครั้นถึงวันนัดไต่สวนต่อจำเลยนำพยานปากเดิมเข้าสืบต่อจนจบปากแล้วศาลมีคำสั่งให้งดการไต่สวนและนัดฟังคำสั่งในวันรุ่งขึ้นด้วยข้อเท็จจริงดังกล่าวอาจทำให้มีผู้เห็นว่า คำสั่งของศาลที่ให้ยกเลิกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวเดิมจะเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 267 วรรคสอง นั้น กรณีจะต้องเป็นคำขอในเหตุฉุกเฉินเท่านั้นเพราะมาตรา 267 อยู่ในหมวด 2 ว่าด้วยคำขอในเหตุฉุกเฉินซึ่งบัญญัติเกี่ยวกับคำขอในเหตุฉุกเฉินเท่านั้น เมื่อศาลชั้นต้นมิได้พิจารณาคำขอของจำเลยเป็นการด่วนเท่ากับมีคำสั่งให้ยกคำขอในเหตุฉุกเฉินตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 267กรณีจึงเป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาไต่สวนคำร้องของจำเลยอย่างวิธีธรรมดาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่อยู่ในหมวด 1 ว่าด้วยหลักทั่วไปของวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา ทั้งนี้ โดยเทียบเคียงกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1509/2514 ซึ่งวินิจฉัยว่า
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์กับจำเลยได้จดทะเบียนหย่ากัน โดยมีข้อสัญญาว่าให้บุตรอยู่ในความอุปการะของโจทก์ จำเลยมาหลอกลวงเอาบุตรไปจึงฟ้องเรียกคืน ดังนี้ โจทก์มีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งให้จำเลยส่งบุตรให้โจทก์ก่อนศาลพิพากษาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254(2) เพราะมาตรา 254 นี้มิใช่เฉพาะเกี่ยวกับทรัพย์เท่านั้น
โจทก์ยื่นคำขอในเหตุฉุกเฉิน พร้อมกับคำร้องขอให้ศาลใช้วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา ศาลนัดไต่สวนในวันที่ 4 นับแต่วันนั้นกับสั่งให้ส่งสำเนาให้จำเลยทราบเมื่อไต่สวนแล้วศาลมีคำสั่งให้จำเลยนำบุตรไปมอบให้แก่โจทก์ภายใน 3 วัน นับแต่วันได้รับทราบ ดังนี้ถือว่าศาลดำเนินการพิจารณาไต่สวนคำร้องของโจทก์อย่างวิธีธรรมดาเพราะมิได้ดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 267 และ 269
การพิจารณาไต่สวนคำร้องของจำเลยอย่างวิธีธรรมดาตามบทบัญญัติในหมวด 1 ว่าด้วยหลักทั่วไปของวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาเมื่อศาลมีคำสั่งให้ยกเลิกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวเดิมตามคำขอของจำเลยแล้ว ไม่มีบทบัญญัติมาตราใดระบุว่า คำสั่งดังกล่าวให้เป็นที่สุด เมื่อคำสั่งไม่เป็นที่สุด โจทก์ย่อมมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งนี้ต่อศาลอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 228(2)
อย่างไรก็ตาม ผู้บันทึกเห็นว่า คำร้องขอของจำเลยพร้อมคำขอให้ไต่สวนฉุกเฉินในคดีนี้ถือได้ว่า เป็นคำขอโดยพลันในศาลยกเลิกคำสั่งอนุญาตตามคำขอในเหตุฉุกเฉินของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 267 วรรคสอง ปัญหาจึงน่าจะอยู่ที่ว่าการไต่สวนคำขอดังกล่าวต้องทำเป็นการด่วนและทันทีในวันที่ยื่นคำขอดังเช่นกรณีคำขอในเหตุฉุกเฉินของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 267 วรรคแรกหรือไม่ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 267 วรรคสอง บัญญัติว่า "...ให้นำบทบัญญัติแห่งวรรคก่อนมาใช้บังคับโดยอนุโลม คำขอเช่นว่านี้อาจทำเป็นคำขอฝ่ายเดียวโดยได้รับอนุญาตจากศาล..." คำขอตามมาตรานี้โดยปกติแล้วไม่อาจทำเป็นคำขอฝ่ายเดียวได้เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาลซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 21(2) ห้ามมิให้ศาลทำคำสั่งในเรื่องนั้น ๆ โดยมิให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งหรือคู่ความอื่นมีโอกาสคัดค้านก่อน และแม้จะทำเป็นคำขอฝ่ายเดียวโดยได้รับอนุญาตจากศาล กรณีนี้ก็มิใช่คำขอหมายเรียกให้การหรือเพื่อยึดหรืออายัดทรัพย์สินก่อนคำพิพากษา หรือเพื่อให้ออกหมายบังคับหรือเพื่อจับหรือกักขังจำเลยหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งกฎหมายบังคับเด็ดขาด ห้ามมิให้ศาลฟังคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งหรือคู่ความอื่นก่อนออกคำสั่ง ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 21(3) ฉะนั้น ศาลจึงมีอำนาจที่จะฟังคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งหรือคู่ความอื่นก่อนออกคำสั่งในเรื่องนั้นได้ และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 267 วรรคสอง เพียงให้นำบทบัญญัติมาตรา 267 วรรคแรก มาใช้บังคับโดยอนุโลมเท่าที่พอจะนำมาใช้ได้เท่านั้น การที่ศาลจะทำคำสั่งตามมาตรา 267 วรรคสอง จึงมิได้ถูกบังคับให้ต้องทำการไต่สวนคำขอทันทีในวันที่จำเลยยื่นคำขอเสนอไปฉะนั้น ที่ศาลชั้นต้นสั่งคำขอของจำเลยว่า สำเนาให้โจทก์ และนัดไต่สวนวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2534 มิได้ไต่สวนในวันที่ 28 มกราคม2534 อันเป็นวันที่จำเลยยื่นคำขอดังกล่าวจึงชอบด้วยกระบวนพิจารณาดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา267 วรรคสองแล้ว เมื่อคำขอของจำเลยเป็นคำขอตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกเลิกคำสั่งเดิม คำสั่งของศาลชั้นต้นจึงเป็นที่สุดไม่อาจอุทธรณ์ฎีกาต่อไปได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1509/2514 ไม่อาจนำมาเทียบเคียงกับเรื่องนี้ได้ เพราะคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวได้วินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 267 วรรคแรก มิได้วินิจฉัยตามมาตรา 267 วรรคสองซึ่งหลักเกณฑ์ที่กฎหมายบัญญัติไว้แตกต่างกัน
ปริญญา ดีผดุง
บุคคลที่ถูกหมายอายัดเป็นบุคคลขอไม่เป็นที่สุดตาม 267
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7211/2547
โจทก์ยื่นคำร้องขอใช้วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาโดยมีคำขอในกรณีมีเหตุฉุกเฉินให้ศาลสั่งห้ามผู้ร้องซึ่งเป็นผู้อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินจ่ายเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินนั้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้อายัดการใช้เงินเป็นการชั่วคราว ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งอายัดดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งอายัด จึงเป็นกรณีที่บุคคลภายนอกคือผู้ร้องถูกหมายอายัดและขอเพิกถอนคำสั่ง ไม่ใช่กรณีที่จำเลยเป็นผู้ถูกหมายอายัดและเป็นผู้ขอให้ยกเลิกตาม ป.วิ.พ. มาตรา 267 จึงต้องอาศัยบทบัญญัติมาตรา 259 นำมาตรา 312 ซึ่งเป็นบทบัญญัติสำหรับบุคคลภายนอกเป็นผู้ร้องขอมาใช้บังคับโดยอนุโลม อันทำให้คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนคำสั่งอายัดถึงที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 267 วรรคสอง เช่นเดียวกัน
นักศึกษาต้องจำให้แม่นยำว่าคำสั่งยกเลิกคำสั่งของศาลจะเป็นที่สุดตาม 267 วรรคสองต่อเมื่อคำสั่งเดิมเป็นคำขอในเหตุฉุกเฉินเท่านั้น
คำสั่งที่จะเป็นถึงที่สุดต้องยกเลิกคำสั่งเดิมทั้งหมด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2201/2522
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยึดทรัพย์ก่อนคำพิพากษากรณีฉุกเฉินและยกคำร้องที่จำเลยขอให้ถอนการยึด ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้ถอนการยึดเฉพาะทรัพย์บางรายการ ดังนี้ จำเลยฎีกาให้ถอนการยึดทั้งหมดได้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ถึงที่สุด
หมายเหตุ
ถ้าศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ถอนการยึดโดยยกเลิกคำสั่งเดิม คำพิพากษานั้นคงเป็นที่สุด แม้ไม่ใช่ คำสั่งศาลชั้นต้นตาม มาตรา267 ทำนองเดียวกับคำสั่งว่าคดีมีมูลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 170 แม้เป็นคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ก็ฎีกาไม่ได้
ที่ว่าคำสั่งยกคำขอและคำสั่งยกเลิกคำสั่งเดิมให้เป็นที่สุดตามมาตรา267 วรรค 1 และ 2 นั้น คงหมายความว่าโจทก์อุทธรณ์ฎีกาไม่ได้ แม้ศาลจะสั่งให้ยึดบางส่วนหรือยกเลิกบางส่วน ไม่ใช่ห้ามจำเลยอุทธรณ์ฎีกา เพราะในส่วนที่ศาลไม่ยึดไม่มีอะไรที่จำเลยจะอุทธรณ์ฎีกา เหตุนี้แม้ศาลชั้นต้นยึด จำเลยร้องขอให้ถอนการยึด ศาลก็ไม่ถอนจำเลยอุทธรณ์ได้ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ถอนการยึด โจทก์คงฎีกาไม่ได้ เพราะถึงที่สุดตาม มาตรา267 วรรค 2 เช่นเดียวกัน
จิตติ
ข้อที่สาม คำสั่งที่จะถึงที่สุดต้องเป็นคำสั่งให้ยกเลิกคำขอตาม 267 วรรคหนึ่งหรือคำสั่งยกเลิกคำสั่งเดิมตาม 267 วรรคสอง ส่วนคำสั่งที่อนุญาตขอฉุกเฉิน ถ้าจำเลยไม่ใช้สิทธิ ตาม 267 ก็อุทธรณ์ฎีกาต่อไปได้ไม่ต้องห้าม
เป็นไปตาม 228 วรรค 2
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 562/2490
การยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งคุ้มครองชั่วคราวนั้น ถ้าศาลอุทธรณ์ยังมิได้รับสำนวนลงสารบบก็เป็นเรื่องอยู่ในอำนาจและหน้าที่ของศาลชั้นต้น
การที่ศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยเรื่องใดอย่างน้อยจะต้องมีคำฟ้องคำแก้ซึ่งศาลชั้นต้นส่งขึ้นมา
ศาลที่มีอำนาจออกหมายบังคับคดีหรือทำคำวินิจฉัยเกี่ยวกับการบังคับคดีคือศาลที่พิจารณาคดีนั้นในชั้นต้น "ฯลฯ"
การที่กฎหมายบัญญัติ มาตรา 240 และ 302 ไว้ก็เพื่อจะมิให้มีการก้าวก่ายสับสนหน้าที่กัน
กรณีมีคำขอเหตุฉุกเฉินแล้วศาลสั่งยก โจทก์ขอวิธีธรรมดา( 254 ) ใหม่ได้ไม่ต้องห้าม ตาม 267 วรรคท้าย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7140/2547 ออกข้อสอบเนฯไปแล้ว สมัยที่ 58
เดิมโจทก์ยื่นคำขอในเหตุฉุกเฉินพร้อมกับคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา ศาลชั้นต้นยกคำขอในเหตุฉุกเฉินนั้น ทำให้คำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวฉบับที่ยื่นมาพร้อมกันนั้นตกไปด้วย ซึ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 267 วรรคสาม การที่ศาลยกคำขอในเหตุฉุกเฉินย่อมไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะเสนอคำขอตามมาตรา 254 นั้นใหม่ โจทก์จึงมีสิทธิยื่นคำขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาฉบับใหม่ลงวันที่ 9 เมษายน 2544 เข้ามาได้อีก แม้ต่อมาก่อนศาลชั้นต้นไต่สวนและมีคำสั่งตามคำร้องฉบับดังกล่าว โจทก์จะได้ยื่นคำขอในเหตุฉุกเฉินพร้อมกับคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาฉบับลงวันที่ 11 เมษายน 2544 เข้ามาอีก และศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องในวันเดียวกันนั้นเอง ก็มีผลเป็นการยกคำขอในเหตุฉุกเฉินและทำให้คำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาที่ยื่นมาพร้อมกันนั้นตกไปด้วยเท่านั้น จึงไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาเช่นเดียวกันนั้นอีก ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจไต่สวนและมีคำสั่งตามคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาฉบับลงวันที่ 9 เมษายน 2544 ที่โจทก์ยื่นไว้ก่อนได้ กรณีไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144
อนึ่ง จำเลยผู้ให้เช่าซื้อซึ่งเป็นคู่ความในคดีนี้กระทำการยึดรถยนต์ที่ให้เช่าซื้อ ซึ่งโจทก์ผู้เช่าซื้ออ้างว่าเป็นการกระทำที่ผิดสัญญาเช่าซื้อและทำให้โจทก์เสียหาย เมื่อคดีของโจทก์มีมูลและมีเหตุผลเพียงพอ โจทก์ย่อมมีสิทธิขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาในคดีนี้ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 254 (2) หาจำต้องไปฟ้องเป็นคดีใหม่ไม่
ครั้งที่ 6( ชั่วโมงที่ 11 -12 )( 25/02/52 )
การขอคุ้มครองประโยชน์ ปัจจุบันใช้อย่างแพร่หลาย เพราะกรณีขอ ตาม 253 ไม่ได้ หรือขอ 264 ไม่ได้ก็มักมาขอ 264
แต่อย่างไรก็ตาม 264 ก็คล้าย 254 มาก
ข้อเปรียบเทียบ
1. 254 ให้สิทธิเฉพาะโจทก์ 264 ให้สิทธิคู่ความ
2. 254 ขอได้ 4 กรณี ตาม 4 อนุมาตรา 264 ใช้คำว่าเช่น กว้างขวาง
3. 254ไม่ใช้กับคดีมโนสาเร่ 264 ใช้ได้กับคดีทุกประเภท
4. 254 ใช้วิธีฉุกเฉินตาม 266 ได้ ตาม 270 แต่ คุ้มครองประโยชน์ตาม 264 ใช้วิธีการฉุกเฉินไม่ได้ เคยออกข้อสอบผู้ช่วยสนามเล็กแล้ว
มาตรา ๒๖๔ นอกจากกรณีที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๕๓ และมาตรา ๒๕๔คู่ความชอบที่จะยื่นคำขอต่อศาล เพื่อให้มีคำสั่งกำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของผู้ขอในระหว่างการพิจารณาหรือเพื่อบังคับตามคำพิพากษา เช่น ให้นำทรัพย์สินหรือเงินที่พิพาทมาวางต่อศาลหรือต่อบุคคลภายนอก หรือให้ตั้งผู้จัดการหรือผู้รักษาทรัพย์สินของห้างร้านที่ทำการค้าที่พิพาท หรือให้จัดให้บุคคลผู้ไร้ความสามารถอยู่ในความปกครองของบุคคลภายนอก
คำขอตามวรรคหนึ่งให้บังคับตามมาตรา ๒๑ มาตรา ๒๕ มาตรา ๒๒๗มาตรา ๒๒๘ มาตรา ๒๖๐ และมาตรา ๒๖๒
หลักเกณฑ์การขอคุ้มครองประโยชน์
1.คู่ความทุกฝ่ายสามารถขอได้และสามารถขอได้ทุกคดีคดีมโนสาเร่ก็ใช้ได้แม้แต่คดีล้มละลาย
คำสั่งคำร้องที่ 14/2506 ค้นไม่พบ
โจทก์ฟ้องให้จำเลยเป็นบุคลล้มละลายศาลชั้นต้นพิทักษ์ทรัพย์ชั่วคราวจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง โจทก์ฎีกาและขอให้งดการปล่อยทรัพยืที่ยึดไว้ก่อนเพื่อนป้องกันจำเลยจำหน่ายไป เป็นการขอคุ้มครองประโยชน์ขอได้
แต่ คำสั่งคุ่มครองประโยชน์จะใช้นั้นกับจพทไม่ได้ถ้าได้มีการสั่งพิทักษ์ทรัพย์แล้ว
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1970/2541
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดตามสัญญาเช่า ขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารกับให้ใช้ค่าเสียหาย เมื่อปรากฏว่าศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยชั่วคราวแล้วตั้งแต่ก่อนโจทก์ยื่นฎีกา ซึ่งเมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้แล้วเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจในการเก็บรวบรวมและรับเงิน หรือทรัพย์สินซึ่งจะตกได้แก่ลูกหนี้หรือซึ่งลูกหนี้มีสิทธิจะได้รับจากผู้อื่นแม้แต่คำสั่งของศาลที่ให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ไว้ชั่วคราว หรือหมายบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้นั้นก็จะใช้ยันแก่ จ.พ.ท.ของลูกหนี้ไม่ได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22(2) และมาตรา 110 วรรคหนึ่ง ดังนั้นโจทก์จึงไม่อาจจะฎีกาขอให้ศาลในคดีนี้มีคำสั่งกำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์โดยให้เจ้าพนักงานบังคับคดีหรือตัวแทนของโจทก์เข้าไปตรวจสอบรายรับรายจ่ายของรายได้จากเงินค่าเช่าทรัพย์สินที่พิพาท แล้วให้นำเงินค่าเช่าบางส่วนหลังจากหักค่าใช้จ่ายมาวางศาลให้ระหว่างการพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264 ได้
บุคคลที่ขอได้ตาม 264 ต้องเป็นคู่ความผุ้ร้องสอดขอไม่ได้เพราะยังไม่ได้เป็นคู่ความ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3947/2540
ผู้ที่จะร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพื่อคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างการพิจารณาหรือเพื่อบังคับตามคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264ต้องเป็นคู่ความในคดีที่ขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองนั้นผู้ร้องสอดเพียงแต่ยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องสอดเท่ากับไม่อนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความแม้ผู้ร้องสอดจะอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ผู้ร้องสอดก็ไม่มีสิทธิขอให้ศาลมีคำสั่งเพื่อคุ้มครองประโยชน์ตามมาตรา 264 ได้
เหมือนข้างบนเด๊ะ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4741/2533
ผู้ที่จะร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพื่อคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาหรือเพื่อบังคับตามคำพิพากษาตามประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264 ต้องเป็นคู่ความในคดีที่ขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองนั้น ผู้ร้องสอดเพียงแต่ยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความ ผู้ร้องสอดจึงไม่มีสิทธิขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ตามบทบัญญัติดังกล่าว
เคยยกตัวอย่างไปครั้งหนึ่งตอนกล่าว 254 เรื่องการขยายระยะเวลาด้วยและกรณีใดเรียกว่าคู่ความ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 322/2502
ผู้ร้องเป็นแต่เพียงผู้ที่อ้างตนว่าเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยโดยผู้ร้องเป็นโจทก์ฟ้องเรียกเงินกู้จากจำเลยในคดีหนึ่ง ไม่มีสิทธิอย่างใดที่จะมาร้องขอให้งดการขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในอีกคดีหนึ่งได้นำยึดไว้เพื่อบังคับคดีของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้และผู้ร้องจะไปร้องในคดีที่ผู้ร้องเป็นโจทก์ขอยึดหรืออายัดทรัพย์ดังกล่าวนี้ก่อนคำพิพากษาตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 ก็ไม่ได้ เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290
คู่ความที่เกี่ยวข้องกับคดีเท่านั้นที่จะร้องขอขยายระยะเวลาตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ได้เมื่อผู้ร้องเป็นบุคคลนอกคดี ก็ไม่อาจจะขอให้ศาลสั่งขยายระยะเวลาการขายทอดตลาดเพื่อให้โอกาสผู้ร้องเข้าขอเฉลี่ยทรัพย์ที่ขายนั้นได้
การขอให้ศาลมีคำสั่งเพื่อคุ้มครองประโยชน์ตามวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค 4 ลักษณะ1หมวด 1 นั้น จะกระทำได้แต่เฉพาะผู้ที่เป็นคู่ความในคดีนั้น
การขอให้งดการขายหรือจำหน่ายทรัพย์พิพาทไว้ก่อน เป็นคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ และผู้ร้องสอดเป็นคู่ความ
คำสั่งคำร้องที่ 233/2509
ในคดีร้องขัดทรัพย์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกคำร้องขัดทรัพย์ ผู้ร้องเกรงว่าทรัพย์พิพาทอาจถูกขายทอดตลาดในระหว่างฎีกาอันเป็นการบังคับคดีเดิม จึงประสงค์จะให้งดการขายหรือจำหน่ายทรัพย์พิพาทไว้ก่อน ดังนี้เป็นการขอให้สั่งคุ้มครองประโยชน์ของผู้ร้องในระหว่างพิจารณานั่นเอง ศาลฎีกาให้รอการขายหรือจำหน่ายทรัพย์พิพาทได้
คำสั่งคำร้องที่ 1542/2527 ค้นไม่พบ ผู้แสดงอำนาจพิเศษ ว่าไม่ใช่บริวารก็สามารถขอตาม 264 ได้ พบเป็นประจำในคดีฟ้องขับไล่
คำสั่งคำร้องที่ 2058/2535
บุคคลภายนอกที่ไม่ใช่คู่ความในคดี ไม่มีสิทธิที่จะร้องขอให้คุ้มครองประโยชน์ในระหว่างฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264
ความว่า ผู้ร้องฎีกา มีทางชนะคดี โปรดอนุญาตให้งดการบังคับคดีไว้ก่อน
หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 66)
คดีสืบเนื่องจากเจ้าพนักงานบังคับคดีได้แจ้งอายัดเงินค่าหุ้นของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ที่มีอยู่ในสหกรณ์ออกทรัพย์ครูศรีสะเกษ จำกัด เป็นเงินจำนวน 33,000 บาท เพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษาสหกรณ์ออมทรัพย์ครูศรีสะเกษ จำกัด ผู้ร้อง ยื่นคำร้องว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 ยังไม่ได้ลาออกจากการเป็นสมาชิก จึงยังไม่มีสิทธิเรียกร้องในเงินค่าหุ้น การอายัดหุ้นดังกล่าวจึงไม่ถูกต้อง ขอให้เพิกถอนการอายัด
ศาลชั้นต้นตรวจคำร้องแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ร้อง
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน
ผู้ร้องฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 24, 23)
ชั้นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งให้งดการบังคับคดี แต่ห้ามผู้ร้องจำหน่าย จ่ายโอนเงินค่าหุ้นของจำเลย (อันดับ 12)
คำสั่ง
ตามคำร้องพอแปลได้ว่า ผู้ร้องขอให้คุ้มครองประโยชน์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264 แต่เนื่องจากผู้ร้องเป็นบุคคลภายนอกไม่ใช่คู่ความในคดี ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิที่จะร้องขอตามบทกฎหมายดังกล่าวได้ ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ
คำขอคุ้มครองประโยชน์ต้องอยุ่ภายใต้ คำฟ้อง คำให้การ คำขอท้ายฟ้อง และต้องไม่ใช่เรื่องนอกฟ้องนอกประเด็นเพราะ ที่มาของคำขอคุ้มครองประโยชน์นี้เพื่อให้ เมื่อโจทก์ชนะคดีหรือจำเลยชนะคดีแล้วจะบังคับคดีต่อเนื่องไปได้
ก็คือไม่ได้ขอเงินปันผลไว้ด้วย
ท้ายฎีกาท่านอาจารยืไหจิตรก็ได้ให้หมายเหตุว่าน่าจะเกี่ยว
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6920/2538
การร้องขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาตาม ป.วิ.พ.มาตรา 264 นั้น คู่ความฝ่ายใดจะร้องขอก็ได้ แต่จะต้องเป็นการคุ้มครองประโยชน์ของผู้ร้องขอ เพื่อให้ทรัพย์สิน สิทธิ หรือประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งที่พิพาทกันในคดีนั้นได้รับความคุ้มครองไว้จนกว่าศาลจะได้มีคำพิพากษาหรือเพื่อความสะดวกในการบังคับคดีตามคำพิพากษา
โจทก์และจำเลยทั้งสองพิพาทกันเกี่ยวกับหุ้น โดยโจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสองซื้อหุ้นของโจทก์ไว้โดยไม่ชอบ จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ว่าจำเลยทั้งสองซื้อหุ้นของโจทก์ไว้โดยชอบ จำเลยทั้งสองมิได้ฟ้องแย้งเรียกเงินปันผลของหุ้นพิพาทมาด้วย ซึ่งผลของคดีถ้าจำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายชนะ ศาลก็เพียงแต่พิพากษายกฟ้องโจทก์ไปตามคำขอท้ายคำให้การของจำเลยทั้งสองเท่านั้น ไม่มีผลบังคับไปถึงเงินปันผลอันเป็นผลประโยชน์ของหุ้นพิพาทตามที่จำเลยทั้งสองร้องขอคุ้มครองได้ คำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ของจำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 264
คดีนี้สืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองว่าซื้อหุ้นของโจทก์ไว้โดยไม่ชอบ ขอให้จำเลยที่ 1 คืนหุ้นและใบหุ้นเลขที่ 10934ถึง 11500 จำนวน 567 หุ้นแก่โจทก์ ให้ตัดสิทธิจองซื้อหุ้นใหม่โดยอาศัยหุ้นเลขที่ 10934 ถึง 11500 จำนวน 567 หุ้น และให้จำเลยที่ 1 รับเงินจำนวน 1,134,000 บาท คืนไปจากโจทก์ ให้จำเลยที่ 2 คืนหุ้นและใบหุ้น หุ้นเลขที่ 10368 ถึง 10933 จำนวน 566หุ้นแก่โจทก์ ให้ตัดสิทธิจองซื้อหุ้นใหม่โดยอาศัยสิทธิหุ้นเลขที่ 10368 ถึง 10933 จำนวน 566 หุ้น และให้จำเลยที่ 2 รับเงินจำนวน 1,132,000 บาท คืนไปจากโจทก์ จำเลยทั้งสองให้การสู้คดีว่าจำเลยทั้งสองซื้อหุ้นของโจทก์โดยชอบ ขอให้ยกฟ้อง
ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264 ว่า เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2535 โจทก์ได้จัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 24/2535 ขึ้น และในการประชุมดังกล่าว โจทก์ได้มีมติจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นทุกคนในอัตราหุ้นละ 200 บาท เว้นแต่หุ้นของจำเลยที่ 1 จำนวน 567หุ้น และหุ้นของจำเลยที่ 2 จำนวน 566 หุ้น ที่กำลังพิพาทเป็นคดีนี้รวม 1,133 หุ้น ซึ่งจำเลยทั้งสองมีสิทธิได้รับเงินปันผลจำนวน 226,600 บาท จำเลยทั้งสองได้ขอให้โจทก์จ่ายเงินปันผลดังกล่าวแต่โจทก์ไม่ยอมจ่ายโดยโจทก์แจ้งว่าจะเก็บรักษาเงินนั้นไว้ที่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองชนะคดีและคดีถึงที่สุดแล้วโจทก์จึงจะจ่ายเงินปันผลดังกล่าวให้จำเลยทั้งสอง ทำให้จำเลยทั้งสองได้รับความเสียหายไม่สามารถนำเงินดังกล่าวไปหาประโยชน์ได้ หากนำไปฝากธนาคารก็จะได้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์นำเงินจำนวน 226,600 บาท มาชำระให้แก่จำเลยทั้งสองพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 13 ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์กำหนดจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น
ชั้นพิจารณาคำร้อง โจทก์และจำเลยทั้งสองยอมรับข้อเท็จจริงกันว่า ในการประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้นของโจทก์ ที่ประชุมได้มีมติจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นอัตราหุ้นละ 200 บาท และไม่จ่ายเงินปันผลให้แก่หุ้นพิพาท จำเลยทั้งสองคัดค้านและให้ลงมติให้โจทก์จ่ายเงินปันผล หากไม่ยอมจ่ายให้นำเงินดังกล่าวไปฝากธนาคารในนามโจทก์หรือจำเลยทั้งสองหรือร่วมกันแล้วนำสมุดบัญชีเงินฝากมามอบให้ศาลเก็บรักษาไว้ ผลการลงมติปรากฏว่าจำเลยแพ้มติ โจทก์จึงมีมติไม่จ่ายเงินปันผลจำนวน 226,600บาท ให้แก่จำเลยทั้งสองและจะไม่นำเงินดังกล่าวไปฝากธนาคารตามที่จำเลยทั้งสองร้องขอ แต่จะจ่ายเงินปันผลดังกล่าวให้แก่จำเลยทั้งสองเมื่อจำเลยทั้งสองชนะคดีและคดีถึงที่สุด โดยโจทก์และจำเลยทั้งสองไม่ติดใจนำพยานเข้าไต่สวน
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์นำเงินปันผลของหุ้นพิพาทตามสิทธิที่จำเลยทั้งสองได้จำนวน 1,133 หุ้น เป็นเงินจำนวน 226,600 บาทไปเปิดบัญชีฝากธนาคารในนามของจำเลยทั้งสองแล้วให้โจทก์นำสมุดบัญชีเงินฝากดังกล่าวมาให้ศาลเก็บรักษาไว้จนกว่าคดีจะถึงที่สุดหากฝ่ายใดชนะคดีก็ให้ฝ่ายนั้นรับสมุดบัญชีเงินฝากดังกล่าวไปถอนเงินต้นและดอกเบี้ยไปได้
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาตามคำร้องได้หรือไม่ เห็นว่าการร้องขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264 นั้น คู่ความฝ่ายใดจะร้องขอก็ได้แต่จะต้องเป็นการคุ้มครองประโยชน์ของผู้ร้องขอ เพื่อให้ทรัพย์สินสิทธิ หรือประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งที่พิพาทกันในคดีนั้นได้รับความคุ้มครองไว้จนกว่าศาลจะได้รับคำพิพากษาหรือเพื่อความสะดวกในการบังคับคดีตามคำพิพากษา คดีนี้โจทก์และจำเลยทั้งสองพิพาทกันเกี่ยวกับหุ้นโดยโจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสองซื้อหุ้นของโจทก์ไว้โดยไม่ชอบ ขอให้จำเลยที่ 1 คืนหุ้นและใบหุ้นเลขที่ 10934ถึง 11500 จำนวน 567 หุ้น ให้ตัดสิทธิจองซื้อหุ้นโดยอาศัยหุ้นเลขที่ 10934 ถึง 11500 จำนวน 567 หุ้น และรับเงินจำนวน1,134,000 บาท คืนไปจากโจทก์ ให้จำเลยที่ 2 คืนหุ้นและใบหุ้นเลขที่ 10368 ถึง 10933 จำนวน 566 หุ้น ให้ตัดสิทธิจองซื้อหุ้นใหม่โดยอาศัยหุ้นเลขที่ 10368 ถึง 10933 จำนวน 566 หุ้น และให้จำเลยที่ 2 รับเงินจำนวน 1,132,000 บาท คืนไปจากโจทก์ จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ว่าจำเลยทั้งสองซื้อหุ้นของโจทก์ไว้โดยชอบจำเลยทั้งสองมิได้ฟ้องแย้งเรียกเงินปันผลของหุ้นพิพาทมาด้วยซึ่งผลของคดีถ้าจำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายชนะ ศาลก็เพียงแต่พิพากษายกฟ้องโจทก์ไปตามคำขอท้ายคำให้การของจำเลยทั้งสองเท่านั้นไม่มีผลบังคับไปถึงเงินปันผลอันเป็นผลประโยชน์ของหุ้นพิพาทตามที่จำเลยทั้งสองร้องขอคุ้มครองไว้ คำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ของจำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 264 ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งให้คุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาด้วยการให้โจทก์นำเงินปันผลของหุ้นพิพาทไปฝากธนาคารไว้นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น"
พิพากษากลับให้ยกคำร้องของจำเลยทั้งสอง
เป็นอีกฎีกาที่เกี่ยวกับหุ้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7071/2538
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองคืนหุ้นที่ซื้อไปแก่โจทก์ประเด็นแห่งคดีจึงมีว่าจำเลยทั้งสองจะต้องคืนหุ้นพิพาทที่ซื้อไปให้แก่โจทก์หรือไม่ที่โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวในระหว่างพิจารณาขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามจำเลยทั้งสองใช้สิทธิออกเสียงลงมติในที่ประชุมผู้ถือหุ้นตามจำนวนหุ้นพิพาทคำร้องโจทก์จึงไม่เกี่ยวกับการพิพาทด้วยทรัพย์สิน สิทธิ หรือประโยชน์ตามประเด็นแห่งคดีที่จะได้รับความคุ้มครอง โจทก์จึงขอให้ห้ามจำเลยทั้งสองใช้สิทธิในหุ้นพิพาทออกเสียงลงมติในที่ประชุมผู้ถือหุ้นไม่ได้
เป็นเรื่องที่ดินถ้าเราไม่ได้ดูดีๆ ก็อาจมองได้ว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับทรัพย์สินทั้งหมด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 610/2543
โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและเรียกค่าเสียหาย หากโจทก์ชนะคดีโจทก์จะได้เงินค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดของจำเลย ไม่ได้ฟ้องเรียกเอาเงินค่าเช่าอาคาร สิ่งปลูกสร้าง หาบเร่ แผงลอย บนที่ดินพิพาทแต่อย่างใด จึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่า ค่าเช่าอาคาร สิ่งปลูกสร้าง หาบเร่ แผงลอย บนที่ดินควรจะเป็นของโจทก์หรือของจำเลย จึงไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264 ที่โจทก์จะขอให้ห้ามจำเลยเก็บค่าเช่าและขอให้ศาลตั้งบุคคลอื่นไปเก็บค่าเช่าและดูแลกิจการแทน
เรื่องมรดกมีสองสามเรื่อง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2820/2539
ในคดีขอตั้งผู้จัดการมรดกที่มีประเด็นข้อพิพาทเพียงว่า ผู้ร้องหรือผู้คัดค้านสมควรเป็นผู้จัดการมรดกนั้น ประโยชน์ของผู้ร้องและผู้คัดค้านอยู่ที่การจะได้เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายหรือไม่เท่านั้น ไม่ได้อยู่ที่การจะได้รับส่วนแบ่งในทรัพย์มรดกของผู้ตายการที่ผู้คัดค้านขอคุ้มครองชั่วคราวในเรื่องเกี่ยวกับการรักษาประโยชน์ในทรัพย์มรดกจึงไม่อยู่ในกำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาหรือเพื่อบังคับตามคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264
มีขอสังเกตถ้าศาเห็นด้วยกับผู้คัดค้านว่าไม่ให้ผู้ร้องทำหน้าที่ทั้งๆที่ศาลได้แต่งตั้งมาแล้วก็อาจทำให้เสียหายแก่กองมรดกได้ ไม่อาจรวบรวมทรัพยืมรดกแก่กองมรดกได้
คำสั่งคำร้องที่ 545/2534
การที่ผู้ร้องหรือผู้คัดค้านจะได้เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายนั้น ทั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านล้วนมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการรวบรวมจัดการ และแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาทอย่างเดียวกันไม่ทำให้ผู้คัดค้านเสียประโยชน์แต่อย่างใดไม่มีเหตุที่จะคุ้มครองประโยชน์ของผู้คัดค้านในระหว่างพิจารณา
คำสั่งคำร้องที่ 623/2550 ค้นไม่พบ
ทุเลาการบังคับคดีเป็นอย่างไรกับขอคุ้มครองประโยชน์เป็นอย่างไรก็เป็นประเด็นสำคัญที่ต้องอธิบายกันต่อไป
ฉะนั้นเรื่องพิพาทคือผู้คัดค้านเป็นบริวารหรือไม่มีสิทธิเกี่ยวกับการชำระค่าเสียหายไม่มีประเด็นจึงไม่อาจขอคุ้มครองประโยชน์ให้วางศาลได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1177/2524
การร้องขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างการพิจารณาหรือเพื่อบังคับตามคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264 นั้นจะต้องเป็นการร้องขอให้คุ้มครองประโยชน์ของผู้ขอ เพื่อให้ทรัพย์สิน สิทธิหรือประโยชน์อย่างหนึ่งอย่างใดที่พิพาทกันในคดีได้รับการคุ้มครองไว้จนกว่าศาลจะได้มีคำพิพากษา ในชั้นบังคับคดีซึ่งมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยชี้ขาดแต่เพียงว่า ผู้คัดค้านเป็นบริวารของจำเลยหรือไม่ ถึงหากศาลจะชี้ขาดตัดสินให้โจทก์ชนะ โจทก์ก็มีสิทธิเพียงบังคับให้ผู้คัดค้านออกไปจากที่พิพาทหามีสิทธิบังคับให้ผู้คัดค้านชำระค่าเช่า หรือค่าเสียหายแก่โจทก์ไม่
เรื่องนี้ต้องนึกถึงความรู้เรื่องการขายฝาก ต้องแสดงเจตนาและสินไถ่ด้วย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 829 - 830/2503
ในคดีฟ้องขอไถ่ถอนทรัพย์สินที่ขายฝากไว้นั้น ทรัพย์พิพาทยังเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้รับซื้อฝาก ผู้ขายฝากจะได้กรรมสิทธิ์ของผู้รับซื้อฝาก ผู้ขายฝากจะได้กรรมสิทธิ์กลับคืนก็ต่อเมื่อได้ใช้สิทธิไถ่ถอนทำการไถ่ถอนแล้ว คดีเป็นกรณีเฉพาะเรื่องขอให้ศาลบังคับให้ผู้รับซื้อฝากรับการไถ่ถอนของผู้รับซื้อฝาก กรรมสิทธิ์ในทรัพย์พิพาทยังคงเป็นของผู้รับซื้อฝาก ดอกผลทุกประการที่เกิดจากทรัพย์สินนั้นย่อมตกเป็นของผู้รับซื้อฝาก การที่ผู้ขายฝากจะต้องเสียหายเพราะผู้รับซื้อฝากไม่ยอมรับชำระหนี้ประการใด ก็เป็นเรื่องที่ผู้ขายฝากจะต้องว่ากล่าวให้ใช้ค่าสินไหมทดแทนตามสิทธิที่ผู้ขายฝากจะบังคับใช้ได้ทางโรงศาล ผู้ขายฝากไม่มีเหตุผลยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งกำหนดวิธีการ เพื่อคุ้มครองประโยชน์ของผู้ขายฝากบนที่พิพาทในระหว่างพิจารณา โดยขอให้ตั้งผู้จัดการทรัพย์หรือให้นำดอกผลของทรัพย์อันเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้รับซื้อฝากมาวางศาล
คดีนี้โจทก์ฟ้องขอไถ่ทรัพย์สินที่ขายฝากไว้คืนจากจำเลยโดยอ้างว่าได้ขอไถ่ภายในกำหนดเวลา จำเลยไม่ยอมให้ไถ่
จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มาขอให้ตามกำหนด เพราะโจทก์ไม่มีเงินได้
ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่ง กำหนดวิธี การเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์บนที่พิพาทในระหว่างพิจารณา โดยขอให้ศาลตั้งผู้จัดการทรัพย์สินที่พิพาทนี้ จำเลยแถลงคัดค้าน
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่ายังไม่มีเหตุผลที่ศาลจะตั้งผู้จัดการทรัพย์พิพาทให้ยกคำร้อง
โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า ทรัพย์พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ ของจำเลย โจทก์จะได้กรรมสิทธิ์กลับคืนไปก็ต่อเมื่อโจทก์ได้ใช้สิทธิไถ่ถอนทำการไถ่ถอนแล้ว ดอกผลทุกประการที่เกิดจากทรัพย์สินนั้น ย่อมตกเป็นของจำเลย การที่โจทก์จะต้องเสียหายเพราะจำเลยไม่ยอมไม่ยอมรับชำระหนี้ประการใด ก็เป็นเรื่องที่โจทก์ฝากจะต้องว่ากล่าวให้ใช้ค่าสินไหมทดแทนตามสิทธิที่โจทก์ฝากจะบังคับใช้ได้ทางโรงศาล โจทก์ไม่มีเหตุผลยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้จัดการทรัพย์หรือให้นำดอกผลของทรัพย์อันเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้รับซื้อฝากมาวางศาล
พิพากษายืน
ขอได้หนึ่งเรื่องอีกเรื่องขอไม่ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2828/2526
โจทก์ฟ้องให้บังคับจำเลยชำระค่าจ้างก่อสร้างอาคาร จำเลยให้การว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา เมื่อตามสัญญาระบุให้สิ่งก่อสร้างรวมทั้งสัมภาระอุปกรณ์ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยผู้ว่าจ้างตั้งแต่นำเข้ามาในที่ก่อสร้าง จำเลยจึงมีส่วนได้เสียในอาคารพิพาท หากอาคารถูกปล่อยปละละเลยไม่มีผู้ดูแลรักษา ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายต่อประโยชน์ส่วนได้เสียของจำเลย แม้จำเลยมิได้ฟ้องแย้งให้โจทก์ส่งมอบอาคาร จำเลยก็มีสิทธิขอให้ศาลมีคำสั่งเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของจำเลยในระหว่างการพิจารณา เพื่อให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ดูแลรักษาอาคารในระหว่างการพิจารณาได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 264 เมื่อโจทก์หยุดการก่อสร้างไปแล้ว และการที่จะให้จำเลยเข้าดูแลรักษาอาคารไม่กระทบถึงสิทธิส่วนได้เสียของโจทก์ ศาลจึงชอบที่จะมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยเข้าเป็นผู้ดูแลรักษาอาคารพิพาทในระหว่างพิจารณา แต่ที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยเข้าดำเนินการทำประโยชน์และครอบครองอาคารโดยจำเลยมิได้ฟ้องแย้งและมีคำขอบังคับเช่นนั้น จึงไม่ชอบด้วย มาตรา 264
เป็นเรื่องนี้ถ้าอ่านผิวเผิยจะงงๆ แต่เป้นเรื่องไม่เกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ ก็ดุเป็นเรื่องที่ฟ้องให้ชำระหนี้เงินธรมดาไม่ได้ฟ้องให้ส่งมอบรถยนต์ส่งมอบอาคาร ที่จำเลยจะขอให้คุ้มครองประโยชน์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2580/2527
การร้องขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264 คู่ความฝ่ายใดในคดีนั้น ๆ จะร้องขอก็ได้ แต่จะต้องเป็นการคุ้มครองประโยชน์ของผู้ร้องขอ เพื่อให้ทรัพย์สินสิทธิหรือประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งที่พิพาทกันในคดีนั้น ได้รับความคุ้มครองไว้จนกว่าศาลจะได้มีคำพิพากษากรณีที่จำเลยฟ้องแย้งขอให้โจทก์ชำระเงินนี้มิใช่พิพาทกันด้วยทรัพย์สิน หรือสิทธิ หรือประโยชน์อันจำเลยจะร้องขอเพื่อให้ได้รับความคุ้มครองตามบทบัญญัติดังกล่าวจำเลยจะขอให้โจทก์นำทรัพย์สินหรือเงินมาวางศาลตามมาตรานี้ไม่ได้และ จะขอให้โจทก์หาประกันหรือหลักประกันมาวางศาลก็ไม่ได้เช่นกัน เพราะไม่มีกฎหมายใดบัญญัติให้ทำเช่นนั้นได้
กรณีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องเรียกเงินจากจำเลยทั้งสองตามสัญญาซื้อขายจำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 6,856,719.75 บาทคดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยยื่นคำร้องว่า โจทก์เป็นคนต่างด้าวไม่มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย และไม่ปรากฏว่ามีทรัพย์อยู่ในประเทศไทย หากโจทก์แพ้คดี โจทก์อาจจะไม่ปฏิบัติตามคำบังคับของศาล ขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์นำทรัพย์สินหรือเงินหรือประกันหรือหลักประกันมาวางศาลหรือสำนักงานวางทรัพย์กรมบังคับคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง
จำเลยทั้งสองอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยทั้งสองฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การร้องขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264 นั้น คู่ความฝ่ายใดในคดีนั้น ๆ จะร้องขอก็ได้ แต่จะต้องเป็นการคุ้มครองประโยชน์ของผู้ร้องขอเพื่อให้ทรัพย์สิน สิทธิหรือประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งที่พิพาทกันในคดีนั้นได้รับความคุ้มครองไว้จนกว่าศาลจะได้มีคำพิพากษา กรณีที่จำเลยฟ้องแย้งขอให้โจทก์ชำระเงินเช่นในคดีนี้ มิใช่พิพาทกันด้วยทรัพย์สินหรือสิทธิหรือประโยชน์อันจำเลยจะร้องขอเพื่อให้ได้รับความคุ้มครองตามบทบัญญัติดังกล่าว จำเลยจะขอให้โจทก์นำทรัพย์สินหรือเงินมาวางศาลตามมาตรานี้ไม่ได้ และจะขอให้โจทก์หาประกันหรือหลักประกันมาวางศาลก็ไม่ได้เช่นกัน เพราะไม่มีกฎหมายใดบัญญัติให้ทำเช่นนั้นได้
พิพากษายืน
ตัดสินทำนองเดียวกัน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1360/2550
การร้องขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างการพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 264 นั้น จะต้องเป็นการคุ้มครองประโยชน์ของผู้ร้องขอ เพื่อให้ทรัพย์สิน สิทธิ หรือประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งที่พิพาทกันในคดีได้รับการคุ้มครองไว้จนกว่าศาลจะได้มีคำพิพากษา กรณีที่โจทก์ทั้งสองฟ้องให้จำเลยชำระเงินซึ่งเป็นค่าขาดประโยชน์มาด้วย มิใช่พิพาทกันด้วยทรัพย์สินหรือสิทธิหรือประโยชน์ที่จะร้องขอเพื่อให้ได้รับความคุ้มครองตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว โจทก์ทั้งสองจะขอให้จำเลยนำทรัพย์สินหรือเงินมาวางตามมาตรานี้ไม่ได้ และจะขอให้จำเลยหาประกันหรือหลักประกันมาวางศาลก็ไม่ได้เช่นกัน เพราะไม่มีกฎหมายใดบัญญัติให้ทำเช่นนั้นได้
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสองฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 1 ตำบลปากน้ำ อำเภอละงู จังหวัดสตูล ให้ส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ทั้งสองในสภาพเรียบร้อย ห้ามเกี่ยวข้องกับที่ดินโจทก์ทั้งสองอีกต่อไป กับให้จำเลยชดใช้ค่าขาดประโยชน์จากการใช้ที่ดินแก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 17,391,500 บาท และค่าขาดประโยชน์วันละ 3,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะออกไปพร้อมทั้งขนย้ายบริวารและทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสองและส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ทั้งสองในสภาพเรียบร้อย
จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้องเพราะโจทก์ทั้งสองถือสิทธิครอบครองในที่ดินแทนจำเลย จำเลยประกอบกิจการสถานพักตากอากาศโดยใช้ชื่อว่า แพนแซนด์ รีสอร์ท โจทก์ทั้งสองเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยและเคยได้รับเงินปันผลจากการประกอบกิจการของจำเลยด้วยโดยมิได้โต้แย้งหรือคัดค้านโจทก์ทั้งสองจึงไม่ได้รับความเสียหาย ไม่อาจเรียกค่าเสียหายหรือค่าขาดประโยชน์จากจำเลยได้ ขอให้ยกฟ้องและเพิกถอนชื่อโจทก์ทั้งสองออกจากสารบัญจดทะเบียนในหนังสือรับรองการทำประโยชน์และให้โอนสิทธิครอบครองคืนให้แก่จำเลยหากโจทก์ทั้งสองไม่จดทะเบียนโอนให้ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากไม่สามารถดำเนินการดังกล่าวได้ให้โจทก์ทั้งสองใช้ราคาที่ดินแก่จำเลย และห้ามโจทก์ทั้งสองกับบริวารเข้าเกี่ยวข้องหรือรบกวนการครอบครองในที่ดินพิพาทของจำเลยต่อไป
ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกนายเลอศักดิ์ พันธุ์พัฒนาศิลป์ และนายสิน พันธุ์พัฒนาศิลป์ เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ส่วนโจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องว่า จำเลยมีรายได้จากการประกอบกิจการแต่เพียงอย่างเดียว ไม่มีรายได้ทางอื่นอีก จำเลยทำบัญชีไม่ถูกต้องทำให้รายได้ของจำเลยขาดหายไป จำเลยไม่มีทรัพย์สินอื่นที่โจทก์ทั้งสองจะบังคับชำระหนี้ได้ แม้โจทก์ทั้งสองจะเป็นผู้ถือหุ้นและเป็นกรรมการของบริษัทจำเลยด้วย แต่ก็เป็นเพียงในนามเท่านั้น โจทก์ทั้งสองไม่ทราบกิจการและรายได้ของจำเลยจึงขอให้ศาลมีคำสั่งอายัดเงินของจำเลยที่มีอยู่และที่จะได้รับจากการประกอบกิจการ โดยให้จำเลยส่งเงินทั้งหมดดังกล่าวมาเก็บรักษาไว้ที่ศาลจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด
จำเลยยื่นคำคัดค้านว่า จำเลยไม่เคยนำทรัพย์สินหลบซ่อน ปิดบังยักย้ายถ่ายเท หรือทำบัญชีไม่ถูกต้อง การที่จำเลยต้องนำเงินที่มีอยู่มาวางศาลเท่ากับจำเลยต้องหยุดกิจการไปโดยปริยายเพราะเงินที่มีอยู่ต้องใช้จ่ายเป็นค่าสินค้า ค่าแรงงาน ค่าบำรุงรักษา และค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการประกอบกิจการ ขอให้ยกคำร้อง
ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้จำเลยนำเงินหรือหลักประกันอื่นมาวางศาลในอัตราเดือนละ 15,000 บาท โดยให้เริ่มวางเงินในวันที่ 1 มีนาคม 2548 และต่อไปทุกเดือนจนกว่าคดีถึงที่สุดหรือมีคำสั่งศาลเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของโจทก์ทั้งสอง
โจทก์ทั้งสองฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า การที่โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งอายัดเงินของจำเลยที่มีอยู่และที่จะได้รับจากการประกอบกิจการ โดยให้จำเลยส่งเงินทั้งหมดดังกล่าวมาเก็บรักษาไว้ที่ศาลจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดนั้น มีผลเท่ากับบังคับให้จำเลยนำเงินมาวางศาลเพื่อเอาชำระหนี้ให้โจทก์เป็นการร้องขอให้ศาลมีคำสั่งกำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ทั้งสองในระหว่างการพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264 แต่การร้องขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างการพิจารณาตามมาตราดังกล่าวจะต้องเป็นการคุ้มครองประโยชน์ของผู้ร้องขอ เพื่อให้ทรัพย์สิน สิทธิ หรือประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งที่พิพาทกันในคดีได้รับการคุ้มครองไว้จนกว่าศาลจะได้มีคำพิพากษา กรณีที่โจทก์ทั้งสองฟ้องให้จำเลยชำระเงินซึ่งเป็นค่าขาดประโยชน์มาด้วยเช่นในคดีนี้ มิใช่พิพาทกันด้วยทรัพย์สินหรือสิทธิหรือประโยชน์ที่จะร้องขอเพื่อให้ได้รับความคุ้มครองตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว โจทก์ทั้งสองจะขอให้จำเลยนำทรัพย์สินหรือเงินมาวางตามมาตรานี้ไม่ได้ และจะขอให้จำเลยหาประกันหรือหลักประกันมาวางศาลก็ไม่ได้เช่นกัน เพราะไม่มีกฎหมายใดบัญญัติให้ทำเช่นนั้นได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น"
พิพากษายืน
นักศึกษาก็ต้องจำเป็นพิเศษ แล้วกันว่าฟ้องขอเรียกเงินจะขอคุ้มครองประโยชน์ให้วางเงินไม่ได้ นักศึกษาก็ลองมาเอาคำพิพากษาที่เหมือนๆกันมาดูเปรียบเทียบกันก็แล้วกัน
ครั้งที่ 7( ชั่วโมงที่ 13 -14 )( 12/03/52 )
มาตรา ๒๖๔ นอกจากกรณีที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๕๓ และมาตรา ๒๕๔คู่ความชอบที่จะยื่นคำขอต่อศาล เพื่อให้มีคำสั่งกำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของผู้ขอในระหว่างการพิจารณาหรือเพื่อบังคับตามคำพิพากษา เช่น ให้นำทรัพย์สินหรือเงินที่พิพาทมาวางต่อศาลหรือต่อบุคคลภายนอก หรือให้ตั้งผู้จัดการหรือผู้รักษาทรัพย์สินของห้างร้านที่ทำการค้าที่พิพาท หรือให้จัดให้บุคคลผู้ไร้ความสามารถอยู่ในความปกครองของบุคคลภายนอก
คำขอตามวรรคหนึ่งให้บังคับตามมาตรา ๒๑ มาตรา ๒๕ มาตรา ๒๒๗มาตรา ๒๒๘ มาตรา ๒๖๐ และมาตรา ๒๖๒
ที่น่าสนใจก็คือต้องอยู่ในกรอบคำฟ้อง ซึ่งได้ยกไปในคราวที่แล้วแล้ว เป็นเรื่องจ้างทำของแล้วทิ้งงานไปโดยข้อสัญญาสัมภาระจะตกเป็นของผู้ว่าจ้าง
ศาลบอกว่าถ้าจะขอให้ตั้งผู้ดูแลอาคารศาลอนุญาตแต่ถ้าจะเข้าครอบครองอาคารเลยศาลคงจะอนุญาตไม่ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2828/2526
โจทก์ฟ้องให้บังคับจำเลยชำระค่าจ้างก่อสร้างอาคาร จำเลยให้การว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา เมื่อตามสัญญาระบุให้สิ่งก่อสร้างรวมทั้งสัมภาระอุปกรณ์ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยผู้ว่าจ้างตั้งแต่นำเข้ามาในที่ก่อสร้าง จำเลยจึงมีส่วนได้เสียในอาคารพิพาท หากอาคารถูกปล่อยปละละเลยไม่มีผู้ดูแลรักษา ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายต่อประโยชน์ส่วนได้เสียของจำเลย แม้จำเลยมิได้ฟ้องแย้งให้โจทก์ส่งมอบอาคาร จำเลยก็มีสิทธิขอให้ศาลมีคำสั่งเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของจำเลยในระหว่างการพิจารณา เพื่อให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ดูแลรักษาอาคารในระหว่างการพิจารณาได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 264 เมื่อโจทก์หยุดการก่อสร้างไปแล้ว และการที่จะให้จำเลยเข้าดูแลรักษาอาคารไม่กระทบถึงสิทธิส่วนได้เสียของโจทก์ ศาลจึงชอบที่จะมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยเข้าเป็นผู้ดูแลรักษาอาคารพิพาทในระหว่างพิจารณา แต่ที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยเข้าดำเนินการทำประโยชน์และครอบครองอาคารโดยจำเลยมิได้ฟ้องแย้งและมีคำขอบังคับเช่นนั้น จึงไม่ชอบด้วย มาตรา 264
นอกจากนี้ได้ยกเรื่องสวนยางพาราให้ใส่ชื่อ ไม่ได้ขอค่าเสียหายมา จะมาขอให้กรีดยางแบ่งรายได้ไม่ได้นอกฟ้องนอกประเด็น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 900/2533
โจทก์ฟ้องขอให้ใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของสวนยางพิพาทร่วมกับกองมรดกของ จ. เท่านั้น มิได้ฟ้องขอเรียกค่าเสียหายมาด้วยการที่โจทก์ยื่นคำขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาโดยขอให้ตั้งผู้จัดการสวนยางพิพาทให้เข้ากรีดยางแล้วนำรายได้ 7 ใน 8 ส่วนมาวางศาลหรือมีคำสั่งให้โจทก์จำเลยประมูลรายได้จากการทำสวนยางหากฝ่ายใดชนะให้ฝ่ายนั้นเข้าทำประโยชน์ในสวนยางแปลงพิพาทแล้วนำเงินรายได้ที่ประมูลมาวางศาล เป็นการยื่นคำขอคุ้มครองประโยชน์เกินกว่าคำขอในคำฟ้อง เป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น แม้โจทก์จะเป็นฝ่ายชนะคดีก็ไม่อาจขอให้ศาลบังคับตามคำขอได้
ที่อ่านแล้วน่าฉงนก็คงจะเป็นการฟ้องให้รับผิดตามหนี้เงินแต่ก็ขอคุ้มครองประโยชน์ให้วางเงินตามหนี้เงินนั้นไม่ได้ เหตุผลเพราะไม่ใช่เรื่องเกี่ยวด้วยทรัพย์สิน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2580/2527
การร้องขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264 คู่ความฝ่ายใดในคดีนั้น ๆ จะร้องขอก็ได้ แต่จะต้องเป็นการคุ้มครองประโยชน์ของผู้ร้องขอ เพื่อให้ทรัพย์สิน สิทธิ หรือประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งที่พิพาทกันในคดีนั้น ได้รับความคุ้มครองไว้จนกว่าศาลจะได้มีคำพิพากษา กรณีที่จำเลยฟ้องแย้งขอให้โจทก์ชำระเงินนี้มิใช่พิพาทกันด้วยทรัพย์สิน หรือสิทธิ หรือประโยชน์อันจำเลยจะร้องขอเพื่อให้ได้รับความคุ้มครองตามบทบัญญัติดังกล่าว จำเลยจะขอให้โจทก์นำทรัพย์สินหรือเงินมาวางศาลตามมาตรานี้ไม่ได้ และจะขอให้โจทก์หาประกันหรือหลักประกันมาวางศาลก็ไม่ได้เช่นกัน เพราะไม่มีกฎหมายใดบัญญัติให้ทำเช่นนั้นได้
หรือฎีกาค่อนข้างใหม่ แล้วทำยังไงครับผลก็คือว่าเมื่อชนะคดีแล้วก็มายึดทรัพยืได้อย่างคดีธรรมดา แล้วถ้าจำเลยมีพฤติการ์ณจะไม่มีทางแก้ให้โจทก์เลยหรอ จริงๆแล้วทางแก้ก็เป็นเรื่องที่เรียนตั้งแต่แรกเลยก็คือใช้วิธีตามมาตรา 254 ได้ ในกรณีกลัวว่าจะยึดหรืออายัดทรัพย์สินนั้นไป
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1360/2550
การร้องขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างการพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 264 นั้น จะต้องเป็นการคุ้มครองประโยชน์ของผู้ร้องขอ เพื่อให้ทรัพย์สิน สิทธิ หรือประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งที่พิพาทกันในคดีได้รับการคุ้มครองไว้จนกว่าศาลจะได้มีคำพิพากษา กรณีที่โจทก์ทั้งสองฟ้องให้จำเลยชำระเงินซึ่งเป็นค่าขาดประโยชน์มาด้วย มิใช่พิพาทกันด้วยทรัพย์สินหรือสิทธิหรือประโยชน์ที่จะร้องขอเพื่อให้ได้รับความคุ้มครองตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว โจทก์ทั้งสองจะขอให้จำเลยนำทรัพย์สินหรือเงินมาวางตามมาตรานี้ไม่ได้ และจะขอให้จำเลยหาประกันหรือหลักประกันมาวางศาลก็ไม่ได้เช่นกัน เพราะไม่มีกฎหมายใดบัญญัติให้ทำเช่นนั้นได้
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสองฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 1 ตำบลปากน้ำ อำเภอละงู จังหวัดสตูล ให้ส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ทั้งสองในสภาพเรียบร้อย ห้ามเกี่ยวข้องกับที่ดินโจทก์ทั้งสองอีกต่อไป กับให้จำเลยชดใช้ค่าขาดประโยชน์จากการใช้ที่ดินแก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 17,391,500 บาท และค่าขาดประโยชน์วันละ 3,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะออกไปพร้อมทั้งขนย้ายบริวารและทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสองและส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ทั้งสองในสภาพเรียบร้อย
จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้องเพราะโจทก์ทั้งสองถือสิทธิครอบครองในที่ดินแทนจำเลย จำเลยประกอบกิจการสถานพักตากอากาศโดยใช้ชื่อว่า แพนแซนด์ รีสอร์ท โจทก์ทั้งสองเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยและเคยได้รับเงินปันผลจากการประกอบกิจการของจำเลยด้วยโดยมิได้โต้แย้งหรือคัดค้านโจทก์ทั้งสองจึงไม่ได้รับความเสียหาย ไม่อาจเรียกค่าเสียหายหรือค่าขาดประโยชน์จากจำเลยได้ ขอให้ยกฟ้องและเพิกถอนชื่อโจทก์ทั้งสองออกจากสารบัญจดทะเบียนในหนังสือรับรองการทำประโยชน์และให้โอนสิทธิครอบครองคืนให้แก่จำเลยหากโจทก์ทั้งสองไม่จดทะเบียนโอนให้ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากไม่สามารถดำเนินการดังกล่าวได้ให้โจทก์ทั้งสองใช้ราคาที่ดินแก่จำเลย และห้ามโจทก์ทั้งสองกับบริวารเข้าเกี่ยวข้องหรือรบกวนการครอบครองในที่ดินพิพาทของจำเลยต่อไป
ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกนายเลอศักดิ์ พันธุ์พัฒนาศิลป์ และนายสิน พันธุ์พัฒนาศิลป์ เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ส่วนโจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องว่า จำเลยมีรายได้จากการประกอบกิจการแต่เพียงอย่างเดียว ไม่มีรายได้ทางอื่นอีก จำเลยทำบัญชีไม่ถูกต้องทำให้รายได้ของจำเลยขาดหายไป จำเลยไม่มีทรัพย์สินอื่นที่โจทก์ทั้งสองจะบังคับชำระหนี้ได้ แม้โจทก์ทั้งสองจะเป็นผู้ถือหุ้นและเป็นกรรมการของบริษัทจำเลยด้วย แต่ก็เป็นเพียงในนามเท่านั้น โจทก์ทั้งสองไม่ทราบกิจการและรายได้ของจำเลยจึงขอให้ศาลมีคำสั่งอายัดเงินของจำเลยที่มีอยู่และที่จะได้รับจากการประกอบกิจการ โดยให้จำเลยส่งเงินทั้งหมดดังกล่าวมาเก็บรักษาไว้ที่ศาลจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด
จำเลยยื่นคำคัดค้านว่า จำเลยไม่เคยนำทรัพย์สินหลบซ่อน ปิดบังยักย้ายถ่ายเท หรือทำบัญชีไม่ถูกต้อง การที่จำเลยต้องนำเงินที่มีอยู่มาวางศาลเท่ากับจำเลยต้องหยุดกิจการไปโดยปริยายเพราะเงินที่มีอยู่ต้องใช้จ่ายเป็นค่าสินค้า ค่าแรงงาน ค่าบำรุงรักษา และค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการประกอบกิจการ ขอให้ยกคำร้อง
ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้จำเลยนำเงินหรือหลักประกันอื่นมาวางศาลในอัตราเดือนละ 15,000 บาท โดยให้เริ่มวางเงินในวันที่ 1 มีนาคม 2548 และต่อไปทุกเดือนจนกว่าคดีถึงที่สุดหรือมีคำสั่งศาลเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของโจทก์ทั้งสอง
โจทก์ทั้งสองฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า การที่โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งอายัดเงินของจำเลยที่มีอยู่และที่จะได้รับจากการประกอบกิจการ โดยให้จำเลยส่งเงินทั้งหมดดังกล่าวมาเก็บรักษาไว้ที่ศาลจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดนั้น มีผลเท่ากับบังคับให้จำเลยนำเงินมาวางศาลเพื่อเอาชำระหนี้ให้โจทก์เป็นการร้องขอให้ศาลมีคำสั่งกำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ทั้งสองในระหว่างการพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264 แต่การร้องขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างการพิจารณาตามมาตราดังกล่าวจะต้องเป็นการคุ้มครองประโยชน์ของผู้ร้องขอ เพื่อให้ทรัพย์สิน สิทธิ หรือประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งที่พิพาทกันในคดีได้รับการคุ้มครองไว้จนกว่าศาลจะได้มีคำพิพากษา กรณีที่โจทก์ทั้งสองฟ้องให้จำเลยชำระเงินซึ่งเป็นค่าขาดประโยชน์มาด้วยเช่นในคดีนี้ มิใช่พิพาทกันด้วยทรัพย์สินหรือสิทธิหรือประโยชน์ที่จะร้องขอเพื่อให้ได้รับความคุ้มครองตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว โจทก์ทั้งสองจะขอให้จำเลยนำทรัพย์สินหรือเงินมาวางตามมาตรานี้ไม่ได้ และจะขอให้จำเลยหาประกันหรือหลักประกันมาวางศาลก็ไม่ได้เช่นกัน เพราะไม่มีกฎหมายใดบัญญัติให้ทำเช่นนั้นได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น"
พิพากษายืน
คำขอคุ้มครองประโยชน์นอกฟ้องนอกประเด็น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 258/2549
การร้องขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณา ป.วิ.พ. มาตรา 264 จะต้องเป็นการขอคุ้มครองประโยชน์ของผู้ขอเพื่อให้ทรัพย์สิน สิทธิ หรือประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งที่พิพาทกันในคดีนั้น ได้รับความคุ้มครองไว้จนกว่าศาลจะได้มีคำพิพากษาหรือเพื่อบังคับตามคำพิพากษา คดีนี้ตามคำฟ้องของโจทก์และคำให้การของจำเลยพิพาทกันในประเด็นที่ว่า จำเลยผิดสัญญาเช่าหรือไม่ และโจทก์จำเลยได้ทำสัญญาเช่าใหม่ภายหลังสัญญาเช่าเดิมสิ้นสุดลงหรือไม่ แต่ประโยชน์ที่จำเลยขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาเป็นเรื่องที่จำเลยอ้างว่าโจทก์กระทำละเมิดขัดขวางมิให้จำเลยใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินที่เช่า ไม่ใช่ประโยชน์ที่เกี่ยวกับข้อต่อสู้หรือข้อเถียงตามคำให้การของจำเลย คำขอคุ้มครองประโยชน์ของจำเลยที่ขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์รื้อถอนกองดินและกำแพงซีเมนต์ออกจากทางเข้าออกที่ดินพิพาท หรือให้โจทก์ถมทางที่ขุดหลุมไว้ปิดกั้นมิให้จำเลยออกสู่ถนนหลวงจึงเป็นการขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองประโยชน์นอกขอบเขตตามคำให้การของจำเลยจึงไม่ใช่การขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณา จึงไม่ใช่การคุ้มครองประโยชน์เพื่อบังคับตามคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 264
ศาลฎีกาไปอ้างว่าไม่มีกฎหมายให้สิทิไว้ จริงๆเป็นเรื่องการร้องขอนอกคำฟ้องต่างหาก ด้วยความเคารพ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7729/2540
ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 12 นายอำเภอแห่งท้องที่มีอำนาจสั่งยึดทรัพย์สินที่ดินของโจทก์ผู้ต้องรับผิดค่าภาษีอากรค้างได้ โดยมิต้องขอให้ศาลออกหมายยึดหรือสั่งได้โดยชอบด้วยกฎหมาย และไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดให้อำนาจในเหตุที่ว่านี้มีสิทธิขอให้ศาลใช้วิธีคุ้มครองโดยให้งดการบังคับคดีของกรมสรรพากรในระหว่างขอขยายเวลาอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์หรือในระหว่างพิจารณาคดีของศาลตาม ป.วิ.พ.มาตรา 264 แต่อย่างใด ดังนั้น การขายทอดตลาดที่ดินของโจทก์ส่วนที่เหลือตามที่นายอำเภอสั่งยึดตามฟ้อง ตาม ป.รัษฎากรมาตรา 12 จึงอยู่ในดุลพินิจของนายอำเภอ เพียงแต่นายอำเภอจะต้องระมัดระวังใช้อำนาจมิให้ขัดกับคำสั่งของอธิบดีกรมสรรพากรซึ่งจะมีมาในภายหลังเท่านั้น
หมายเหตุ
การขอคุ้มครองประโยชน์ของผู้ขอในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264 จะต้องดูด้วยว่าคำขอคุ้มครองตามที่ขอมานั้นอยู่ในกรอบของคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องหรือไม่
คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งขยายระยะเวลาการยื่นอุทธรณ์ให้แก่โจทก์ มิได้ฟ้องขอให้เพิกถอนการยึดที่ดินของโจทก์ จึงไม่อาจยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวโดยขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการยึดหรือให้งดการขายทอดตลาดที่ดินของโจทก์ในระหว่างพิจารณาคดีของศาลตามมาตรา 264 เพราะเป็นเรื่องนอกเหนือคำฟ้อง น่าจะมิใช่เพราะเหตุที่กรมสรรพากรมีอำนาจยึดที่ดินของโจทก์โดยชอบหรือไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดให้อำนาจไว้ จึงขอคุ้มครองชั่วคราวไม่ได้ดังที่ศาลฎีกาวินิจฉัย
ไพโรจน์ วายุภาพ
วิธีการที่โจทก์เสนอก็คือโจทก์ทั้งสิบห้าจะวางเงินแล้วขอเอาที่ดินกลับ ถ้าเป็นการคุ้มครองแล้วทำให้อีกฝ่ายเสียหาย ก็สั่งให้ไม่ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 428/2541
การร้องขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264 จะต้องเป็นการคุ้มครองประโยชน์ของผู้ร้องขอเพื่อให้ทรัพย์สิน สิทธิหรือประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งที่พิพาทกันในคดีนั้นได้รับความคุ้มครองไว้จนกว่าศาลจะได้มีคำพิพากษาหรือเพื่อความสะดวกในการบังคับคดีตามคำพิพากษา คดีนี้ที่ดินพิพาทจำเลยที่ 3ได้จดทะเบียนจำนองไว้เป็นประกันการชำระหนี้แก่จำเลยที่ 4ผู้รับจำนองมีสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้สามัญจึงเป็นสิทธิที่ให้ความคุ้มครองตามกฎหมายแก่จำเลยที่ 4ได้ดีกว่าการที่โจทก์ทั้งสิบห้าขอวางเงินต่อศาลเป็นประกันการชำระหนี้แทนที่ดิน การใช้วิธีการคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ทั้งสิบห้าไว้ในระหว่างการพิจารณาตามที่โจทก์ทั้งสิบห้ามีคำขอจึงเป็นการทำให้จำเลยที่ 4 เสียหาย จะกระทำโดยจำเลยที่ 4มิได้ยินยอมด้วยหาได้ไม่ จึงยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะคุ้มครองประโยชน์ไว้ชั่วคราวในระหว่างการพิจารณาตามวิธีการที่เสนอ
ทำมาตั้ง 5 เดือนแล้วโจทก์ก็รู้ก็เห็นแล้ว จะมาขอคุ้มครองชั่วคราวได้อย่างไร จำเลยเสียหายมากกว่าที่จะให้โจทก์คุ้มครองเสียอีก
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 24/2540
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทห้ามจำเลยทั้งสามเกี่ยวข้อง กับให้จำเลยทั้งสามออกเอกสารสิทธิสำหรับที่ดินพิพาทให้โจทก์จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้และฟ้องแย้งว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตทุ่งทำเลเลี้ยงสัตว์เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันโจทก์ไม่มีสิทธิครอบครอง ขอให้ขับไล่โจทก์ออกไป คดีจึงมีประเด็นว่าที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน และโจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทหรือไม่ ขณะคดีอยู่ในระหว่างพิจารณาโจทก์เป็นผู้เข้าครอบครองที่ดินพิพาท ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสามใช้ให้ หจก.ค.เข้าไปปักป้ายโฆษณาไถปรับพื้นดินทำการก่อสร้างสวน และวิทยาลัยในที่ดินพิพาท ย่อมอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ได้โจทก์จึงชอบที่จะร้องขอให้ห้ามจำเลยทั้งสามมิให้กระทำการใด ๆในที่ดินพิพาทได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254(2)แต่ปรากฏว่าโจทก์เพิ่งยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาต่อศาล หลังจากที่จำเลยทั้งสามได้เข้าดำเนินการก่อสร้างในที่ดินพิพาทแล้ว เป็นเวลานานถึง 5 เดือนเศษ การยื่นคำขอของโจทก์จึงล่วงเลยเวลาอันสมควร ทั้งหากจะนำวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาใช้ก็ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยทั้งสามเช่นเดียวกัน ตามพฤติการณ์เช่นนี้จึงยังไม่สมควรที่จะนำวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254(2) มาใช้แก่จำเลยทั้งสาม ในการยื่นฎีกาคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาต้องเสียค่าขึ้นศาล 200 บาท เมื่อโจทก์เสียค่าขึ้นศาลเกินมา จึงต้องคืนเงินส่วนที่เกินให้โจทก์
หมายเหตุ
ในการยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 ผู้ยื่นจะต้องพิจารณาหลักเกณฑ์ในการขอคุ้มครองชั่วคราว อย่างเช่น ประเภทของคดีที่จะขอได้ต้องไม่ใช่คดีมโนสาเร่ หรือคดีที่โดยสภาพแห่งคำฟ้องไม่อาจขอได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 236/2486,173/2523) ผู้มีสิทธิยื่นคำขอตามมาตรานี้ต้องเป็นโจทก์เท่านั้น (คำสั่งคำร้องที่583/2513(ประชุมใหญ่) ศาลที่จะยื่นคำขอได้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 กำหนดให้ขอได้ทั้งในศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกา เพียงแต่ต้องขอก่อนศาลนั้น ๆ มีคำพิพากษา (คำสั่งคำร้องที่ 1657/2535) นอกจากนี้ผู้ยื่นคำขอจะต้องพิจารณาหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการพิจารณาสั่งคำขอของศาลประกอบเป็นประการสำคัญด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 255 ซึ่งมาตราดังกล่าวนี้เป็นเรื่องศาลต้องไต่สวนว่าจะอนุญาตให้ใช้วิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาหรือไม่ เนื่องจากการสั่งคุ้มครองชั่วคราวตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 นี้ถือเป็นเรื่องสำคัญที่มีผลกระทบต่อคู่ความฝ่ายที่จะต้องถูกนำวิธีการคุ้มครองชั่วคราวใช้บังคับเป็นอย่างมาก กฎหมายในมาตรา 255จึงบังคับให้ศาลต้องทำการไต่สวนก่อนมีคำสั่งอนุญาตเสมอ(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 444/2490,508/2492 และ 2385/2526)นอกจากนี้ในการไต่สวนของศาลเพื่อนำวิธีการคุ้มครองชั่วคราวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 มาใช้บังคับจะต้องให้ได้ความด้วยว่า คำฟ้องของโจทก์นั้นมีมูลและมีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีการคุ้มครองตามที่ขอนั้นมาใช้ได้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในมาตราดังกล่าว
สำหรับคำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้จะเห็นได้ว่า แม้การกระทำของจำเลยจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ และโจทก์ได้ยื่นคำขอตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในมาตรา 254 แล้วก็ตาม ศาลฎีกาก็ยังเห็นไม่สมควรนำวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษามาใช้บังคับแก่จำเลยทั้งสาม ทั้งนี้ เนื่องจากโจทก์ยื่นคำขอล่วงเวลาอันสมควร ซึ่งจากคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้จะเห็นได้ว่า ศาลฎีกาได้วางหลักไว้ประการหนึ่งว่า ในการยื่นคำขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 นั้น นอกจากจะต้องยื่นก่อนศาลนั้น ๆ มีคำพิพากษาแล้วโจทก์จะต้องยื่นภายในระยะเวลาอันสมควรด้วย ปัญหาว่าอย่างไรจึงจะถือว่าเป็นการยื่นภายในเวลาอันสมควรหรือไม่ ผู้หมายเหตุเห็นว่าคำว่าภายในเวลาอันสมควรนั้น น่าจะหมายถึงระยะเวลา หรือโอกาสแรกที่สามารถจะยื่นคำขอได้ภายหลังจากที่ทราบถึงเหตุที่จะร้องขอตามมาตรา 254 แต่คดีนี้ปรากฏว่าโจทก์ยื่นคำขอภายหลังจากที่จำเลยทั้งสามลงมือทำการก่อสร้างไปแล้วเป็นเวลา 5 เดือนเศษทั้ง ๆ ที่โจทก์สามารถยื่นได้ก่อนหน้านี้เนื่องจากข้อเท็จจริงในคดีปรากฏว่าโจทก์เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโจทก์จึงน่าจะทราบถึงเหตุดังกล่าวได้ตั้งแต่ต้น การที่โจทก์เพิ่งมายื่นคำขอภายหลังจากที่จำเลยลงมือก่อสร้างไปแล้วกว่า 5 เดือนจึงเป็นการล่วงเลยเวลาอันสมควรดังที่ศาลฎีกาวินิจฉัย
ดังนั้น ในการยื่นคำขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 ทุกครั้ง ผู้ยื่นควรคำนึงถึงระยะเวลาในการยื่นเป็นประการสำคัญด้วย มิใช่จะขอในเวลาใด ๆ ก็ได้ก่อนศาลมีคำพิพากษา เพราะมิฉะนั้นศาลอาจไม่อนุญาตดังเช่นคำพิพากษาศาลฎีกานี้ อันจะเป็นผลให้คู่ความฝ่ายนั้นได้รับความเสียหาย เนื่องจากหากมีคำพิพากษาให้ตนชนะคดีก็อาจมีปัญหายุ่งยากในการบังคับคดีได้
ไพศาล วานสูงเนิน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 954/2510
โจทก์ฟ้องขอแบ่งทรัพย์สินรวมทั้งรายได้ที่ได้มาระหว่างเป็นสามีภริยาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ชั้นไต่สวนเพื่อให้ศาลมีคำสั่งกำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ในระหว่างพิจารณาได้ความว่าโจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและอยู่ร่วมกันที่โรงแรมและบ้านเช่าอันเป็นส่วนหนึ่งของทรัพย์สินที่พิพาท ทั้งโรงแรมและบ้านเช่านั้นปลูกอยู่บนที่ดินซึ่งมีชื่อโจทก์ถือกรรมสิทธิ์ ดังนี้รายได้จากกิจการโรงแรมและบ้านเช่าเป็นประโยชน์แก่โจทก์ในระหว่างพิจารณาที่จะขอให้ศาลมีคำสั่งกำหนดวิธีการคุ้มครองโดยให้นำมาวางต่อศาลได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 264
คดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยฎีกาคัดค้านคำสั่งศาลที่ให้คุ้มครองประโยชน์ของคู่ความในระหว่างพิจารณาเมื่อข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ที่ศาลอาศัยเป็นหลักในการมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงไป ก็เป็นอำนาจของศาลชั้นต้นที่คดีอยู่ในระหว่างพิจารณามีคำสั่งแก้ไขหรือยกเลิกวิธีการนั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 262 มิใช่เป็นอำนาจของศาลฎีกา เพราะยังถือไม่ได้ว่าคดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา
เรื่องนี้เหตุที่ศาลจะต้องอนุญาตเพราะว่าฝ่ายจำเลยเสียงข้างน้อยเป็นผู้บริหารแล้วยังทำไม่สุจริตปลอมรายงานการประชุมปลดโจทก์ ฉะนั้นสมควรคุ้มครองโดยตั้งคณะบุคคลบริหารใหม่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4277/2543
จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นฝ่ายข้างน้อยเป็นผู้บริหารดำเนินกิจการของบริษัทที่พิพาท โดยจำเลยทั้งสองร่วมกับบุคคลภายนอกปลอมรายงานการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นว่าที่ประชุมผู้ถือหุ้นมีมติปลดโจทก์ที่ 6 ออกจากกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนบริษัทที่พิพาทและตั้งจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการมีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ที่ 6 จึงเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งหกมีเหตุสมควรที่จะขอให้ศาลมีคำสั่งเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ทั้งหกในระหว่างการพิจารณาเพื่อให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้จัดการบริษัทเพื่อบริหารกิจการในระหว่างการพิจารณาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 264 และโดยที่โจทก์ทั้งหกเป็นผู้ถือหุ้นฝ่ายข้างมาก การกำหนดสัดส่วนของผู้จัดการฝ่ายโจทก์ทั้งหกให้มีจำนวน 5 คนให้ร่วมกับจำเลยทั้งสองเป็นผู้จัดการเพื่อบริหารบริษัทที่พิพาทเป็นการชั่วคราวในระหว่างการพิจารณานั้น นับว่าเหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว
คำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 264 ที่ให้อำนาจศาลตั้งผู้จัดการหรือผู้รักษาทรัพย์สินของห้างร้านที่ทำการค้าพิพาทได้ ทั้งเป็นคำสั่งเพื่อคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวในระหว่างการพิจารณาให้จนกว่าศาลจะได้มีคำพิพากษาเท่านั้น จึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นเรื่องแก้ไขหรือเพิกถอนอำนาจกรรมการที่ได้จดทะเบียนไว้ ส่วนการกำหนดให้ผู้จัดการจำนวน 4 ใน 7 คนลงลายมือชื่อร่วมกันมีอำนาจกระทำการแทนบริษัทที่พิพาทได้นั้น ก็เป็นกรณีมีคำสั่งเกี่ยวกับการกำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ทั้งหกในอันที่จะทำให้บริษัทที่พิพาทสามารถดำเนินกิจการไปได้โดยไม่มีปัญหาหรืออุปสรรคในระหว่างการพิจารณาก่อนที่ศาลจะได้พิพากษา
คำสั่งคำร้องที่ 1020/2537 ค้นไม่พบ อ้างว่าราคาตลาดต่ำไปขอคุ้มครองประโยชน์ได้ ชั้นบังคับคดีจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำบังคับก็ไปยึดทรัพย์สินของจำเลยมาขายทอดตลาด แล้วมีการอ้างว่ามีการคบคิดกันฉ้อฉลในการ ขายทอดตลาด วิธีการที่งดการโอนทรัพยืสินในการขายทอดตลาดก้คือการคุ้มครองประโยชนือย่างหนึ่ง
คำสั่งคำร้องที่ 2431/2530 ค้นไม่พบ ที่ดินเป้นของโจทก์บ้านเป้นของจำเลย ทั้งคู่ฎีกา โจทก์ขอคุ้มครองประโยชน์ไม่ให้จำเลยรื้อบ้านขอได้
ที่กล่าวมาคือหลักเกณฑ์ในการขอคุ้มครองประโยชนืในทรัพยืสินที่พิพาท ถ้าไม่ใช่ก็ไม่สามารถขอได้
มาดูว่าการยื่นคำขอตาม 264 นั้นยื่นได้ในศาลใด ก็เช่นเดียวกับ 254 ที่ว่าขอได้ทุกชั้นศาลเพียงต้องขอก่อนศาลนั้นๆพิพากาคดีเพราะเป็นการคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวนั่นเอง แต่มีข้อหน้าสังเกตคือ 264 โดยเฉพาะวรรค 2 ไม่ได้ให้นำ 254 วรรค 2 มาใช้ด้วย
คือเรื่อง 264 นั้น คดีอยู่ระหว่างพิจารณาศาลใดศาลนั้นมีอำนาจสั่ง ไม่ว่าสำนวนส่งไปศาลสูงหรือยัง ทางปฏิบัติคุ่ความก็ไปยื่นที่ศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นก็ไต่สวนและส่งไปให้สั่ง
นอกจากนี้ 264 วรรค 2 บอกว่า
1. 264 นั้น ไม่ใช่คำขอฝ่ายเดียวเพราะว่ามาตรา 264 ไม่ได้บัญญัติให้ทำเป้นคำขอฝ่ายเดียวได้กับให้บังคับตาม 21 ( 2 ) และ ( 4 ) ต้องส่งสำเนาให้อีกฝ่ายและอีกฝ่ายคัดค้านก่อนและไต่สวนก่อนออกคำสั่งได้และเป็นอำนาจที่จะไม่ไต่สวนแล้วสั่งยกคำร้องไปได้เลย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3749/2533
คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์อาจมีคำสั่งตามคำขอของคู่ความที่ขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ได้โดยไม่จำต้องไต่สวนก่อน เพราะการสั่งในกรณีเช่นนี้กฎหมายเพียงแต่บัญญัติให้ศาลมีอำนาจทำการไต่สวนได้ตามที่เห็นสมควรก่อนมีคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 21(4) ประกอบมาตรา 264 เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ได้รับส่วนแบ่งที่ดินพิพาท1 ใน 8 ส่วน การที่โจทก์มีคำขอและศาลอุทธรณ์ใช้ดุลพินิจให้มีผู้จัดเก็บผลประโยชน์รายได้ในที่ดินเป็นดอกผลมาวางต่อศาลชั้นต้นเป็นรายเดือนจนกว่าศาลอุทธรณ์พิพากษานั้น ย่อมเป็นการสมควร เพราะหากศาลชี้ขาดตัดสินให้โจทก์ชนะคดีในที่สุดโจทก์ย่อมจะได้รับแบ่งที่ดินรวมทั้งดอกผลในทรัพย์สินส่วนที่เป็นของโจทก์ตามที่ขอบังคับมาในฟ้องด้วย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1285/2535 ค้นไม่พบ เมื่อชั้นต้นรับฟ้องอย่างคดีมี่ทุนทรัพย์ต่อมาสั่งให้เสียอย่างคดีมีทุนทรัพยืระหว่างทึ่ยังไม่ได้เสียมีอำนาจรับคำขอคุ้มครองประโยชน์และไต่สวนคำขอได้ เหมือนจะได้ฟรีอย่างนั้น อาจจะสงสัย แต่เป็นคดีอยู่ในการพิจารราสาลแล้วจะบอกไม่จ่ายไม่วินิจฉัยไม่ได้
2. เมื่อนำมาตรา 25 มาใช้คือต้องมีคำสั่งอย่างไม่ชักข้า ถ้ายื่นคำขอเข้ามา เรื่องเกี่ยวกับภาค 4 ให้พิจารณาอย่างไม่ชัดช้า ( 25 ผ่าน 64 ) แต่มาตรา 25 อย่างที่กล่าวถ้ายื่นมาในขณะทำคำพิพากษาแล้วก็อาจจะ สั่งรวมในคำพิพากษาไปก็ได้ คล้ายๆกับการยื่นขอชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1036/2542
จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ ซึ่งศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าคดีนี้มิได้ดำเนินกระบวนพิจารณาโดยจำเลยขาดนัด พิจารณาและได้สั่งยกคำร้องไปแล้ว จำเลยจึงไม่อาจขอให้งดการบังคับคดี แต่คำร้องขอของจำเลยอาจถือได้ว่าเป็นการขอให้สั่งคุ้มครองประโยชน์ของจำเลยในระหว่างอุทธรณ์ เมื่อศาลอุทธรณ์ทำคำพิพากษาเสร็จแล้ว จึงไม่มีเหตุจะต้องสั่งคุ้มครองประโยชน์ของจำเลยในระหว่างอุทธรณ์ต่อไป ศาลอุทธรณ์จึงต้องสั่งให้ยกคำร้องของจำเลย
ไม่อาจขอคุ้มครองประโยชน์ในกรณีฉุกเฉินได้เลย เพราะการขอคุ้มครองประโยชน์ต้องว่าง
มาดูเรื่องสองเรื่องที่คล้าบคลึงกันแต่ถ้าเราพิจณาไปแล้วมีผลต่างกันต้องแยกแยะให้ดี
การขอทุเลาการบังคับ และ การขอคุ้มครองประโยชน์ของคู่ความ
การทุเลาการบังคับ
คำสั่งคำร้องที่ 2431/2530 ค้นไม่พบ – เคยยกตัวอย่างมาแล้วหนึ่งครั้ง เป็นเรื่องที่พิพาทกันในบ้านกับที่ดินที่ปลูกบ้าน ศาลชั้นต้นและอุทธรณ์ฟังว่าบ้านเป็นของจำเลย ที่ดินเป็นของโจทก์และอุทธรณ์ฎีกาทั้งคู่ ระหว่างฎีกาโจทก์ขอห้ามจำเลยรื้อบ้านได้ ระหว่างฎีกาศาลฎีกาอนุญาตเห็นว่าเป็นการขอคุ้มครองประโยชน์ตามมาตรา 264 ไม่ใช่เป็นการขอทุเลาการบังคับตามมาตรา 231 แต่ถ้าจำเลยเป็นผู้ขอระงับการรื้อบ้านเป็นการขอทุเลาการบังคับ เหตุผลคือจำเลยเป็นฝ่ายที่ถูกบังคับตามคำพิพากษา จึงเป็นเรื่องการขอทุเลาการบังคับ
ดูง่ายๆคือตามคำพิพากษานั้นฝ่ายใดถูกบังคับคดีอันนี้คือการดูเบื้องต้น ถ้าเป็นฝ่ายถูกบังคับตามคำพิพากษาในเบื้องต้นอาจเป็นการขอทุเลา
เมื่อเรื่องนี้เป็นโจทก์จึงไม่ใช่เป็นเรื่องการขอทุเลาการบังคับแน่นอนแต่เป็นเรื่องการขอคุ้มครองประโยชน์
ผลจะต่างกันนะครับ ในส่วนการขอทุเลาการบังคับกับการขอคุ้มครองประโยชน์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1601/2534 ค้นไม่พบ การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์ขอให้งดการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทไว้ก่อนเพื่อบรรเทาความเสียหายเป็นเรื่องการขอคุ้มครองประโยชน์ไว้ก่อนไม่ใช่การทุเลาการบังคับ โจทก์ย่อมมีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาต่อไปได้ ฎีกานี้ทำให้เราเห็นตอนท้ายว่าถ้าเป็นเรื่องขอคุ้มครองประโยชน์นั้น สามารถอุทธรณ์ฎีกาต่อไปได้ แต่ถ้าเป็นการขอทุเลาการบังคับคดีนั้นเป็นเรื่องอำนาจของแต่ล่ะศาล คำสั่งของศาลนั้นๆเป็นที่สุด
ตัดสินตามตัวบทมาตรา 231
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1306/2536
การขอไม่ให้บังคับจำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น มิใช่เป็นการร้องขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณา แต่เป็นการขอทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์อันเป็นอำนาจเฉพาะของศาลอุทธรณ์เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำสั่งแล้วคำสั่งของศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุดคู่ความจะฎีกาโต้แย้งคำสั่งของศาลอุทธรณ์มิได้
ถ้าเป็นเรื่องขอทุเลาการบังคับ ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะขอคุ้มครองประโยชน์ตาม 264 อีก
เรื่องนี้ชัดเจนว่าจำเลยฎีกาและขอทุเลาการบังคับ ทำให้ทั้งสองฝ่ายไม่เสียประโยชน์
คำสั่งคำร้องที่ 731/2515
แม้ศาลจะได้สั่งอนุญาตให้จำเลยทุเลาการบังคับ ก็ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะร้องขอให้คุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ในระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264
วิธีการของจำเลยเมื่อศาลได้พิพากษาแล้วก็ขอทุเลาการบังคับแล้ว และโจทก์ก็ขอคุ้มครองประโยชน์ได้ ปัจจุบันไม่เกิดปัญหานี้แล้วเพราะว่าเมื่อจำเลยหรือผู้ที่จะถูกบังคับตามคำพิพากษาได้ขอทุเลาการบังคับศาลก็จะสั่งว่าสมมุติเป็นหนี้เงิน สมมุติบังคับว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินห้าหมื่นบาทพร้อมด้วยดอกเบี้ย ร้อยล่ะ 15 ต่อปี จำเลยยื่นคำขอทุเลาการบังคับอ้างว่ามีทางชนะคดีได้ ว่า ศาลก็จะสั่งว่าถ้าจำลยนำเงินหรือหลักทรัพย์มาวางศาลจนเป็นที่พอใจ ภายในเวลาที่กำหนด ก็จะอนุญาตได้มิฉะนั้นให้ยกคำร้อง
ศาลสั่งเช่นนี้ไปแล้วก็จะเป็นการเยียวยาฝ่ายโจทก์ด้วย
สมมุติไม่ใช่เรื่องเงิน เป็นเรื่องให้เปิดทางภาระจำยอมเป็นหนี้กระทำการ สมมุติจำเลยขอทุเลาการบังคับก็จะอ้างว่ามีทางชนะคดีได้กำแพงเป้นกำแพงถาวร ถ้ารื้อแล้วกลับมาเช่นเดิมยาก ขอทุเลาการจดทะเบียน 1 ขอทุเลาการจดทะเบียนเป็นสอง
ศาลก็อาจจะสั่งให้ทุเลาแต่ ห้ามจำเลยทำนิติกรรมใดๆเกี่ยวด้วยสิทธิเกี่ยวกับที่ดินนั้นอีก หากสาลเห้นสมควรในการรื้อถอนกำแพงด้วย ก็จะให้ทุเลาเพิ่มเติมไปด้วย
โอกาสที่จะเกิดอย่างฎีกา 731/2515 คงไม่เกิดแล้ว แต่เป็นการยกเพื่อให้เข้าใจความแตกต่างของสองมาตรานี้
ศาลฎีกาเคยตัดสินว่า สองมาตรานี้มันใกล้กันทำให้ผู้ร้องขออาจสับสนกันได้ดังนั้นแนวฎีกาจึงไม่ถือเคร่งครัดตามที่ผู้ร้องยกมาตราหรือเรื่องนั้นมา ศาลจะดูว่าโดยเนื้อหาเข้าเรื่องใดจึงวินิจฉัยไปตามเรื่องนั้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 486/2533
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยนำเงินตามจำนวนที่ต้องชำระตามฟ้องมาส่งศาลเพื่อนำฝากประจำที่ธนาคาร และศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาให้บังคับคดีตามคำสั่งศาลชั้นต้น โดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264 จนกว่าคดีถึงที่สุดหรือมีคำสั่งศาลเป็นอย่างอื่น ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินไม่เต็มตามฟ้องแก่โจทก์ คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์ว่ามีความจำเป็นและประสงค์จะนำเงินที่นอกเหนือไปจากการคุ้มครองประโยชน์ไปใช้จ่ายคำร้องนี้ถือเป็นคำร้องอันเกี่ยวด้วยคำขอเพื่อคุ้มครองประโยชน์ระหว่างการพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264ไม่ใช่เรื่องการขอทุเลาการบังคับตามมาตรา 231 ดังนั้นเมื่อศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้อง จึงไม่เป็นการสั่งในเรื่องการทุเลาการบังคับ และไม่เป็นคำสั่งระหว่างการพิจารณา จำเลยมีสิทธิฎีกาได้ตามมาตรา 228(2), 247
การที่ศาลชั้นต้นมิได้พิพากษาให้โจทก์ได้รับชำระเงินเต็มตามฟ้อง ซึ่งทั้งสองฝ่ายไม่ยอมรับยังคงอุทธรณ์กันอยู่ ถือว่ายอดหนี้ยังไม่ยุติ การที่ศาลให้ฝากเงินไว้ต่อไปก็คงเป็นไปตามหลักเกณฑ์เดิม กรณีไม่ถือว่าข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ที่อาศัยเป็นหลักในการมีคำสั่งเกี่ยวกับการกำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ระหว่างการพิจารณาเปลี่ยนแปลงไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 262 และเมื่อคดีปรากฏด้วยว่า ศาลอุทธรณ์อนุญาตให้จำเลยทุเลาการบังคับโดยมีเงื่อนไขว่าห้ามจำเลยถอนเงินจากธนาคารระหว่างอุทธรณ์ การที่จำเลยขอนำเงินฝากจากธนาคารไปใช้จ่ายจึงเท่ากับขอให้ศาลอุทธรณ์เพิกถอนเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขของการทุเลาการบังคับที่ได้เคยมีคำสั่งไว้ ศาลอุทธรณ์ยกคำร้องของจำเลยจึงชอบแล้ว
คำสั่งตาม 264 สามารถอุทธรณ์ฎีกาต่อไปได้ แต่ถ้าเป็น 231 จะฎีกาต่อไปไม่ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2168/2532**
การทุเลาการบังคับคดีและการเพิกถอนคำสั่งที่อนุญาตให้ทุเลาการบังคับคดี กฎหมายกำหนดวิธีการให้อยู่ในอำนาจของศาลเป็นชั้น ๆ ไปถ้าเป็นการขอให้เพิกถอนคำสั่งที่อนุญาตให้ทุเลาการบังคับคดีในระหว่างอุทธรณ์ก็เป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจของศาลอุทธรณ์ เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำสั่งในเรื่องดังกล่าวแล้ว คู่ความจะฎีกาคำสั่งนั้นต่อศาลฎีกาอีกไม่ได้
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์และบังคับตามฟ้องแย้งของจำเลยโจทก์อุทธรณ์พร้อมกับยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับคดี ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาตให้ทุเลาการบังคับคดีไว้ในระหว่างอุทธรณ์ เช่นนี้การที่จำเลยยื่นคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวก่อนศาลอุทธรณ์พิพากษา โดยขอให้ศาลอุทธรณ์ไต่สวนและกำหนดวิธีการห้ามโจทก์และบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่พิพาทอีกต่อไป ก็เท่ากับเป็นการขอให้เพิกถอนคำสั่งศาลอุทธรณ์ที่อนุญาตให้โจทก์ทุเลาการบังคับคดีไว้ในระหว่างอุทธรณ์ และบังคับให้โจทก์ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น มิใช่เป็นการร้องขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาเพื่อให้ทรัพย์สิน สิทธิ หรือประโยชน์ที่พิพาทกันได้รับความคุ้มครองตาม มาตรา 264 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องแล้ว จำเลยจะฎีกาคำสั่งนั้นอีกไม่ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5973/2541
ในกรณีที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในระหว่างพิจารณาให้ใช้วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาตามคำร้องขอของโจทก์ และศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยเป็นฝ่ายชนะคดีโดยมิได้กล่าวถึงวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาดังกล่าว แต่โจทก์ก็มิได้ยื่นคำขอต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา แสดงว่าตนประสงค์จะยื่นอุทธรณ์คำพิพากษา และมีเหตุอันสมควรที่ศาลจะมีคำสั่งให้วิธีการชั่วคราวเช่นว่านั้นยังคงมีผลใช้บังคับต่อไปนั้น คำสั่งของศาลชั้นต้นเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวจึงเป็นอันยกเลิกตาม ป.วิ.พ.มาตรา 260 (1) และในกรณีนี้กฎหมายหาได้บังคับให้โจทก์ต้องยื่นคำขอดังกล่าวเสมอไปไม่ และถ้าโจทก์ไม่ยื่นคำขอแต่ได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาและคำพิพากษาดังกล่าวบังคับให้โจทก์ต้องกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง โจทก์ก็มีสิทธิยื่นคำขอทุเลาการบังคับตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นได้ หรือในกรณีที่คำพิพากษามิได้บังคับให้โจทก์กระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่จำเป็นต้องคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โจทก์ก็มีสิทธิยื่นคำขอเพื่อให้ศาลมีคำสั่งกำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ได้ตามมาตรา 264โดยโจทก์ไม่จำต้องยื่นคำขอตามมาตรา 260 ก่อน และถ้าโจทก์ยื่นคำขอทุเลาการบังคับและตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมิได้บังคับให้โจทก์กระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ตามคำขอแปลได้ว่าเป็นคำขอเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ก็มีอำนาจสั่งให้คุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ตามคำขอไว้ในระหว่างอุทธรณ์ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 954/2510
โจทก์ฟ้องขอแบ่งทรัพย์สินรวมทั้งรายได้ที่ได้มาระหว่างเป็นสามีภริยาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ชั้นไต่สวนเพื่อให้ศาลมีคำสั่งกำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ในระหว่างพิจารณาได้ความว่าโจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและอยู่ร่วมกันที่โรงแรมและบ้านเช่าอันเป็นส่วนหนึ่งของทรัพย์สินที่พิพาท ทั้งโรงแรมและบ้านเช่านั้นปลูกอยู่บนที่ดินซึ่งมีชื่อโจทก์ถือกรรมสิทธิ์ ดังนี้รายได้จากกิจการโรงแรมและบ้านเช่าเป็นประโยชน์แก่โจทก์ในระหว่างพิจารณาที่จะขอให้ศาลมีคำสั่งกำหนดวิธีการคุ้มครองโดยให้นำมาวางต่อศาลได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 264
คดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยฎีกาคัดค้านคำสั่งศาลที่ให้คุ้มครองประโยชน์ของคู่ความในระหว่างพิจารณาเมื่อข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ที่ศาลอาศัยเป็นหลักในการมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงไป ก็เป็นอำนาจของศาลชั้นต้นที่คดีอยู่ในระหว่างพิจารณามีคำสั่งแก้ไขหรือยกเลิกวิธีการนั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 262 มิใช่เป็นอำนาจของศาลฎีกา เพราะยังถือไม่ได้ว่าคดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา
ลองเปิดตัวบทมาตรา 264 ที่กล่าวเมื่อสักครู่ ไม่ใช่เพียงสามกรณีหรือสี่กรณีนั้นกฎหมายใช้คำว่าเช่น แปลว่ามีหลายอย่างมาก คำว่าเช่น ให้ตั้งผู้จัดการทรัพยืสินต้นชั่วโมงได้ยกแล้วคือตั้งผู้บริหารชั่วคราว
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4277/2543
จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นฝ่ายข้างน้อยเป็นผู้บริหารดำเนินกิจการของบริษัทที่พิพาท โดยจำเลยทั้งสองร่วมกับบุคคลภายนอกปลอมรายงานการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นว่าที่ประชุมผู้ถือหุ้นมีมติปลดโจทก์ที่ 6 ออกจากกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนบริษัทที่พิพาทและตั้งจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการมีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ที่ 6 จึงเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งหกมีเหตุสมควรที่จะขอให้ศาลมีคำสั่งเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ทั้งหกในระหว่างการพิจารณาเพื่อให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้จัดการบริษัทเพื่อบริหารกิจการในระหว่างการพิจารณาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 264 และโดยที่โจทก์ทั้งหกเป็นผู้ถือหุ้นฝ่ายข้างมาก การกำหนดสัดส่วนของผู้จัดการฝ่ายโจทก์ทั้งหกให้มีจำนวน 5 คนให้ร่วมกับจำเลยทั้งสองเป็นผู้จัดการเพื่อบริหารบริษัทที่พิพาทเป็นการชั่วคราวในระหว่างการพิจารณานั้น นับว่าเหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว
คำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 264 ที่ให้อำนาจศาลตั้งผู้จัดการหรือผู้รักษาทรัพย์สินของห้างร้านที่ทำการค้าพิพาทได้ ทั้งเป็นคำสั่งเพื่อคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวในระหว่างการพิจารณาให้จนกว่าศาลจะได้มีคำพิพากษาเท่านั้น จึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นเรื่องแก้ไขหรือเพิกถอนอำนาจกรรมการที่ได้จดทะเบียนไว้ ส่วนการกำหนดให้ผู้จัดการจำนวน 4 ใน 7 คนลงลายมือชื่อร่วมกันมีอำนาจกระทำการแทนบริษัทที่พิพาทได้นั้น ก็เป็นกรณีมีคำสั่งเกี่ยวกับการกำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ทั้งหกในอันที่จะทำให้บริษัทที่พิพาทสามารถดำเนินกิจการไปได้โดยไม่มีปัญหาหรืออุปสรรคในระหว่างการพิจารณาก่อนที่ศาลจะได้พิพากษา
นอกจากเรื่องนั้นแล้วก็มีเรื่อง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2532/2535
การที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งกำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวของโจทก์ก่อนพิพากษา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 264 โดยให้จำเลยนำเงินที่ได้จากการบริหารกิจการโรงแรม น. มาวางศาลเดือนละ 150,000 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่นนั้น มีลักษณะเป็นการบังคับให้จำเลยนำผลประโยชน์ที่ได้รับในการบริหารกิจการโรงแรมดังกล่าวในระหว่างพิจารณาคดีมาวางไว้ที่ศาล มิใช่เป็นเรื่องประสงค์จะบังคับเอาแก่ทรัพย์สินของจำเลย จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งจำเลยจะขอวางหลักทรัพย์อื่นเป็นหลักประกันหาได้ไม่
ขอให้บุคคลไร้ความสามารถอยู่ในอำนาจบุคคลภายนอก กรณีเช่นที่สามเกิดเสมอกรณีฟ้องเพิกถอน ผู้อนุบาล
นอกจากนี้ ยังขอเรื่องอื่นได้อีกตัวอย่างเช่น แปลเจตนาคือไม่เคร่งครัดในเนื้อหาการขอ
คำสั่งคำร้องที่ 222/2513
ร้องขัดทรัพย์แล้วถูกศาลยกคำร้องเสีย ผู้ร้องจึงร้องขอให้ทุเลาการบังคับ พอแปลได้ว่าประสงค์จะให้งดขายหรือจำหน่ายทรัพย์พิพาทไว้ก่อน อันเป็นการขอให้สั่งคุ้มครองประโยชน์ของผู้ร้องในระหว่างพิจารณาชนิดหนึ่ง
ขอให้ห้ามทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินที่พิพาท ขอได้เป็นคำสั่งขอคุ้มครองประโยชน์
คำสั่งคำร้องที่ 165/2503 ค้นไม่พบ เรื่องนี้ศาลอุทธรณ์ให้รื้อห้องแถวไปจากที่ดินโจทก์ จำเลยยื่นฎีกาว่าขณะนี้ได้ออกโฉนดแก่โจทก์แล้วจำเลยเกรงว่าเมื่อโจทก์ได้รับโฉนดแล้วจะโอนขายต่อไปทำให้เกิดขอยุ่งยากแก่จำเลย ขอให้เจ้าพนักงานที่ดินระงับการทำนิติกรรมใดๆเกี่ยวกับที่ดินนี้จนกว่าคดีถึงที่สุด ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นการขอคุ้มครองประโยชน์ ไม่ใช่การขอทุเลาการบังคับคดีเนื่องจาก ไม่ใช่การขอเกี่ยวด้วยคำพิพากษาที่พิพากษาห้องแถวที่เกี่ยวตามฟ้อง คดีนี้จำเลยร้องขอตาม 231ได้ เมื่อเป็นการร้องขอดังกล่าว เป็นการขอตาม 264 เพราะไม่ใช่การขอตามคำพิพากษา
ดูว่าใครต้องถูกบังคับตามคำพิพากษาและผู้ที่ถูกบังคับนั้นถ้ายื่นคำร้องว่าอย่าพึ่งบังคับคดี คำร้องประเภทนี้เป็นคำร้องขอทุเลาการบังคับ
ถ้าอีกฝ่ายหนึ่งยื่นมาไม่เป็นคำร้องขอทุเลาการบังคับแน่นอน เพราะเค้าไม่ต้องถูกบังคับตามคำพิพากษา
และผลสองมาตรานี้ ต่างกัน อย่างน้อยที่สุดอุทธรณ์ฎีกาต่างกันแล้ว
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5509/2545
โจทก์กับจำเลยทั้งสี่พิพาทกันเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท เจ้าพนักงานที่ดินสอบสวนเปรียบเทียบแล้วมีคำสั่งให้ออกโฉนดที่ดินแก่จำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายที่ดินฯ มาตรา 60 เมื่อจำเลยทั้งสี่ได้รับโฉนดที่ดินแล้วอาจมีการโอนที่ดินพิพาทต่อไป ซึ่งหากศาลพิพากษาในภายหลังว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ โจทก์อาจได้รับความเสียหาย กรณีมีเหตุสมควรกำหนดวิธีการคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ในระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264 ศาลจึงมีคำสั่งให้ระงับการออกโฉนดที่ดินพิพาทไว้ก่อนได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1509/2549
หนังสือขอกู้เงินและบันทึกต่อท้ายขอยืมเงินเพิ่มเอกสารหมาย จ.7 ด้านหน้ามีสาระสำคัญเพียงว่า จำเลยมีความจำเป็นขอยืมเงินจากโจทก์เป็นการส่วนตัวก่อน 14,000 บาท กับที่เคยยืมแล้ว 200,000 บาท รวมจำนวนเงินยืม 214,000 บาท ลงชื่อจำเลยผู้กู้ยืม โจทก์ให้กู้ยืม ส่วนด้านหลังเป็นบันทึกต่อท้ายว่า ขอยืมเงินเพิ่มอีกหลายครั้ง รวมเป็นจำนวนเงิน 380,000 บาท ลงชื่อจำเลยไว้ทุกครั้ง เอกสารดังกล่าวจึงเป็นเพียงหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินเป็นหนังสือตาม ป.พ.พ. มาตรา 353 อย่างหนึ่งเท่านั้น มิใช่เป็นหนังสือสัญญากู้ยืมเงินอันจะต้องเสียอากรตามลักษณะแห่งตราสาร 5 บัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายหมวด 6 อากรแสตมป์แห่ง ป. รัษฏากรแต่อย่างใด ทั้งเอกสารหมาย จ.7 ทำขึ้นภายหลังเอกสารหมาย จ.6 เป็นเอกสารคนละฉบับที่แยกต่างหากจากสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.6 ไม่ใช่บันทึกต่อท้ายเอกสารหมาย จ.6 จึงใช้อ้างเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้
เป็นเรื่องเกี่ยวกับประโยชน์ของโจทก์ในคดีและไม่ขัดต่อคำฟ้อง 254 ไม่ใช่แค่ทรัพย์สินเงินทองเท่านั้นใช้กับสภาพบุคคลก็ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2151/2523
พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีเด็กและเยาวชน พ.ศ. 2494 มาตรา69 วรรคแรกบัญญัติว่า "ก่อนที่ศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีเด็กและเยาวชนจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีแพ่งให้ศาลฟังความเห็นของผู้อำนวยการสถานพินิจหรือคณะกรรมการพินิจและคุ้มครองเด็กที่ผู้เยาว์นั้นอยู่ในเขตอำนาจก่อน ฯลฯ" คำว่า คำพิพากษาหรือคำสั่งที่บัญญัติไว้ในมาตราดังกล่าวหาได้หมายถึงคำสั่งที่ศาลสั่งในระหว่างการพิจารณาไม่ ศาลจึงมีคำสั่งกำหนดวิธีการคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ในระหว่างการพิจารณาหรือเพื่อบังคับตามคำพิพากษาโดยปราศจากรายงานของเจ้าพนักงานคุมประพฤติได้
โจทก์ฟ้องจำเลยขอให้ถอนอำนาจปกครองเด็กโดยให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองและให้จำเลยส่งมอบเด็กคืนแก่โจทก์การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้จำเลยส่งมอบเด็กให้โจทก์ในระหว่างการพิจารณา จึงเกี่ยวกับประโยชน์ของโจทก์ที่มีอยู่ในคดี โจทก์จึงมีสิทธิร้องขอได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264 และคำร้องของโจทก์ดังกล่าวไม่ขัดกับคำฟ้อง
แสดงให้เห็นว่าคำขอให้ประมูลทรัพย์สินที่พิพาทเป้นคำขอคุ้มครองชั่วคราวตาม 254 เช่นกัน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1407/2508
โจทก์ฟ้องจำเลยเรียกทรัพย์มรดกผู้ตาย ระหว่างศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาศาลอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเป็นโจทก์ร่วมขณะคดีอยู่ในระหว่างอุทธรณ์ โจทก์จำเลยตกลงประมูลเก็บผลประโยชน์ทรัพย์มรดกพิพาท ผู้ใดประมูลได้ ให้วางเงินต่อศาลทุกเดือนจนกว่าคดีถึงที่สุด โจทก์ที่ 2 ประมูลได้ จึงวางเงินต่อศาลทุกเดือน เมื่อศาลฎีกาพิพากษาให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยให้แบ่งทรัพย์มรดกของผู้ตายแก่ทายาท โจทก์ร่วมมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งตามคำพิพากษาด้วย โจทก์ร่วมย่อมมีสิทธิร้องขอบังคับคดี โดยให้โจทก์ที่ 2 นำเงินค่าผลประโยชน์ดังกล่าวมาวางศาลได้
เดิม โจทก์ฟ้องจำเลยเรียกทรัพย์มรดกของนายหลำ ระหว่างศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณา ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องทั้งสองเข้าเป็นโจทก์ร่วม ขณะคดีอยู่ในระหว่างอุทธรณ์ โจทก์จำเลยได้ตกลงประมูลการเก็บผลประโยชน์ ทรัพย์พิพาทและตกลงกันว่าผู้ใดประมูลได้ให้วางเงินต่อศาลทุกเดือน เพียงครึ่งหนึ่งของจำนวนที่ประมูลจนกว่าคดีจะถึงที่สุด โจทก์ที่ 2 ประมูลได้ในราคาเดือนละ 950 บาท จึงต้องวางเงินต่อศาลเดือนละ 475 บาท ต่อมาศาลฎีกาพิพากษาให้แบ่งทรัพย์มรดกของนายหลำให้แก่ทายาท ศาลชั้นต้นดำเนินการบังคับคดีและให้จ่าศาลคิดแบ่งเงินผลประโยชน์ให้แก่โจทก์จำเลยตามส่วนที่ควรจะได้ เป็นเงินผลประโยชน์ 24 เดือน 22,800 บาท ฝ่ายโจทก์ควรได้ 15,048 บาท จำเลยควรได้ 7,752 บาท แต่โจทก์ที่ 2 นำเงินวางศาลเพียง 11,000 บาท เมื่อจ่ายให้จำเลยเสีย 7,752 บาท คงเหลือเงิน 3,648 บาท ซึ่งจะต้องคืนให้โจทก์
โจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องว่า เงินผลประโยชน์ดังกล่าวโจทก์ร่วมมีสิทธิจะได้รับส่วนแบ่งเป็นเงิน 6,019 บาท 20 สตางค์ขอให้ศาลสั่งให้โจทก์ที่ 2 นำเงินผลประโยชน์ที่โจทก์ที่ 2 ยังวางไม่ครบมาวางศาลเพื่อแบ่งให้โจทก์ร่วมต่อไป
โจทก์ที่ 2 ค้านว่า โจทก์ร่วมหามีข้อพิพาทใด ๆ กับโจทก์ไม่หากโจทก์ร่วมจะโต้แย้งสิทธิกับโจทก์ประการใด ก็ชอบที่จะดำเนินคดีกับโจทก์ต่อไปต่างหาก ทั้งจำนวนเงินที่โจทก์ร่วมอ้างว่ามีสิทธิก็ยังไม่เป็นที่รับกันแน่นอน
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ร่วมมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งในเงินผลประโยชน์ 2 ใน 5 ส่วนจากเงิน 15,048 บาท และมีสิทธิขอให้บังคับคดี
โจทก์ที่ 2 อุทธรณ์ว่า โจทก์ร่วมเป็นบุคคลภายนอก จะขอให้ศาลบังคับคดีอย่างใดก็ต้องดำเนินคดีต่างหาก ไม่มีอำนาจขอให้ศาลสั่งโจทก์นำเงินมาวางศาล
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
โจทก์ที่ 2 ฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้ศาลฎีกาพิพากษาให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยให้แบ่งทรัพย์มรดกของนายหลำให้แก่ทายาทของนายหลำซึ่งโจทก์ร่วมมีสิทธิได้คนละ 1 ส่วน เงินผลประโยชน์ในทรัพย์พิพาทจำนวน 15,048 บาท จึงตกเป็นมรดกของผู้ตายซึ่งจะต้องแบ่งกันเมื่อคดีถึงที่สุดและคิดแล้วปรากฏว่า โจทก์ยังวางเงินผลประโยชน์ไม่พอจำนวนที่ศาลจะจัดแบ่งให้แก่ทายาทของผู้ตายตามคำพิพากษาศาลฎีกาและโจทก์ร่วมทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิจะได้รับส่วนแบ่งด้วย โจทก์ร่วมย่อมมีสิทธิร้องขอบังคับคดีโดยให้โจทก์ที่ 2 นำเงินค่าผลประโยชน์ดังกล่าวมาวางศาลได้
พิพากษายืน
ดู 228 ก็ได้พูดถึงเรื่องนี้เช่นกัน แม้จะใช้คำเหมือนว่าจะเป้นแค่ 264 แต่ก็เป็นเรื่องที่รวมถึง 254 ด้วย
ต้องมองกฎหมายเป็นระบบ ทั้งหมด เช่นคำบรรยายตั๋วเงิน ของอาจารย์จิตติที่อธิบายเป็นระบบ
...............................................................................................................
แน่นอนที่สุดว่ากฎหมายสบัญญัติไม่มีทางออกมาตราเดียวเรื่องที่เกี่ยวข้องก็ต้องพันกัน
การออกฉุกเฉิน ก็ต้องพันตาม 254 ด้วยเป็นต้น ไม่มีทางที่ออกเฉพาะปรเด็นเดียวห้ามออกเรื่องอื่น อย่างนี้ก็ไม่ได้
อย่างที่ยกตัวอย่างสนามเล็กคราวที่แล้วก็เอาประเด็นขอ 254 ดูเหมือนจะเป้น 254 แต่ศาลมองว่าเป้น 264 แล้วผูกเรื่องว่าศาลไต่สวนฉุกเฉินให้ด้วยถามว่ากระบวนพิจารณาถูกต้องหรือไม่เพียงใด
ก็วัดว่า 254 กับ 264 ถ้อยคำผิดก็แปลความได้และก็เรื่องถ้าเป็น 264 ศาล ฉุกเฉินได้หรือไม่
ก็แนะนำไปถึงผุ้ช่วยว่ามีหลายประเด็น ต้องตอบให้ได้ทุกประเด็น คือตอบประเด็นหลักต้องตอบประเด็นย่อยด้วย
เรื่องเนื้อหาต่างๆคงทบทวนได้เพียงเท่านี้ พอมีเวลาเหลือ คงไม่สามรถบอกว่าอันนี้ตัดทิ้งอันนั้นไม่เอาไม่ใช่แล้วไม่ใช่ชั้นปริญญาตรีต้องถือว่าเรามาทบทวนเอาว่าทางปฏิบัติ เกิดอะไรขึ้นบ้าง
มีเวลาอยากทบทวนว่าวิธีการชั่วคราวมี 3 เรื่องใหญ่
1. สิทธิจำเลย
2. สิทธิโจทก์
3. สิทธิคู่ความ
253-270 กี่มาตรา 18มาตรา มี 1 ข้อแน่นอน
สิทธิจำเลยเท่านั้น 253 253ทวิ จำเลยเท่านั้น จำเลยคือใคร
ฎ. ใหม่ๆที่ว่าเข้า 253 หรือยังและเป้นฎ.ที่เกี่ยว 254 ด้วยเหมือนกัร 253 ทวิเป็นประกาศใช้มาก็ไม่เชิงใหม่ ใช้มานานเหมือนกัน
สิทธิของโจทกื 254 255 เป็นเรื่องของโจทก์ขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา ดุโครงสร้างก็ขอได้ 4 อย่างพวงตอนท้ายคือใครหรือศาลใดมีอำนาจขอ ตรง 254 ตอนท้าย
ส่วนมาตฐานวิธีการไต่สวนคือ 255 เค้าก็จะแยกแยะไว้เสร็จเลยว่าคำขอตาม 254 ต้องประกอบด้วยอะไรก็มีฎ.ปี50 ทำให้เราเห็นว่าต้องไต่สวนอย่างไรทำให้ศาลเห็น
254 จำเลยตั้งใจจะยักย้ายถ่ายเททรัพย์มีอยู่มาตรา 1 คือ 255 ( 1 ) ข อันนี้คือเราไม่คุ้นเคยกันก็จำได้ว่ายกตัวอย่างไป 2-3ฎีกาด้วยกัน
ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ดูกฎหมายให้แม่นยำมีกำลังกายกำลังใจที่จะมาสอบวันที 29 มีนาคม