หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า kankokub ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ รศ.ดร.ดาราพร ถิระวัฒน์ผู้บรรยาย , ผู้มีน้ำใจส่ง flie เสียงที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า
ครั้งที่ 1 . (เกริ่นนำ)
สวัสดีค่ะ วันนี้เป็นครั้งแรกของภาคแรก อาจารย์ไม่ได้เป็นผู้พิพากษา เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยอยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในเรื่องการเรียนการสอน ก็ต้องปรับตัว เบื้องต้นมีพาวเวอร์พ็อยช์ เพื่อช่วยในการสอนของอาจารย์ ( แต่เราก็ไม่เห็น 55 ) ในการกำหนดหัวข้อจึงไม่ค่อยมีลายละเอียดนัก ก็เป็นเรื่องหัวข้อย่อ ถ้านักศึกษาเอาไปก็เกิดความไม่เข้าใจ เลยสงวนเอาไว้นิดหนึ่งว่าใช้ กับการสอนของอาจารย์ผู้สอนเอง คนที่มาฟังเท่านั้นจึงจะมารู้ว่าทำไม เป็นหัวข้อเช่นนั้น คนที่ฟัง ( อ่าน ) คำบรรยายก็จะทราบว่าทำไมเป็นเช่นนั้น จึงสงวนสิทธิเท่านั้น ถ้าจะใช้ก็ประกอบการฟังสดเท่านั้น ก็บอกไว้ก่อนว่ามุ่งประสงค์สำหรับอาจารย์ผู้สอนเท่านั้น ในการบรรยายที่เนฯอาจารย์ก็ถูกจำกัด เพราะเราเรียนกฎหมายหนี้ แต่ตัวผู้เรียนไม่จำกัดเพราะถือว่าทราบทั้งหกบรรพแล้วจากชั้นปริญญาตรี มา ดังนั้นอาจารย์จึงสามารถดึงหรือโยงจากเรื่องอื่นมาได้ อันนี้เป็นสิ่งที่สามารถทำได้นอกเหนือจากชั้นปริญญาตรีที่ผู้เรียนยังไม่มีพื้นฐานความรู้ แต่ในเวลานี้ถือว่านักศึกษาพร้อมแล้ว ในการสอนตรงนี้อาจารย์ไม่จำกัด
เรื่องแรกยกตัวอย่าง เตรียมตัวอย่างดีมาก แต่อาจารย์ลืมหยิบ ดิสมา ก็เป็นปัญหาทางเทคนิค มีอาจารย์บางท่าน บอกว่าให้ส่งอีเมลล์หาตัวเอง ก็อาจจะช่วยและก็มีอาจารย์บางท่านบอกว่าทำไมไม่เอาทุกอย่างห้อยคอเพราะเป็นคนขี้ลืม ก็ลืมอย่างไม่น่าให้อภัยตัวเองเพราะก็เสียเวลาทำ
ก็เลยออกตัวไว้ก่อนเพราะมีนักศึกษาหลายท่านมาขอ แต่ก็ไม่ได้ให้ทุกคน อันนี้เป็นเหตุผล ว่า วัตถุประสงค์ของการทำพาวเวอร์พ็อยย์
ก็เลยฝากพวกเราไว้ก่อน อันนี้ที่อาจารย์พูดว่าพวกเรามีความรู้ทั้งหมดแล้วในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ทั้งหกบรรพ ก็เห็นมาคนอมยิ้ม ก็ขอสันนิฐานไว้ก่อนว่าทราบแล้วกันนะคะ ไม่ต้องถ่อมตัวเองนะคะ ก็อาจจะรู้เพียงแต่ไม่ได้สะกิด ก็สะกิดให้ไปตาม
อาจารย์ก็จะหยิบยกเอามาเปรียบเทียบหลักเฉพาะในเอกเทศสัญญามาประกอบกับหลักทั่วไปในเรื่องกฎหมายหนี้ อันนี้ก็เป็นเหตุผลที่สอนต่างกับวิชาอื่น ที่มีชื่อวิชาอยู่ก็สอนตามกฎหมายที่เป็นชื่อวิชานั้น แล้ว ก่อนที่จะเกิดสัญญาจะเป็นอะไรอย่างไง ก็ไม่ไปให้ความสำคัญเพราะคุณมีวิชานิติกรรมสัญญาอยู่แล้ว
หรือแม้แต่เรื่องละเมิดอาจารย์ก็จะไม่ไปดูหรอกว่าเข้าหลักละเมิดแล้วหรือยัง จะมัดข้อเท็จจริงแล้วว่าเกิดละเมิดแล้วแน่ๆ ผลของละเมิดก่อให้เกิดหนี้ อันนี้แหละที่เข้าขอบเขตของวิชานี้ การสอนก็เป็นได้ว่า ความสัมพันธ์ของเจ้าหนี้ลูกหนี้ระหว่างกัน ก่อนอื่นอาจารย์อยากให้พวกเราเห็น สโคบของตัวกฎหมายที่เราจะเรียน ถ้าอาจารย์ทำอันนี้ขึ้นมา ก็อยากให้เห็นว่าวิชาที่เราจะเรียน ก็เป็นหลักกฎหมายที่เชื่อมโยงกับหลักกฎหมายอย่างไร
ก็เกี่ยวข้องกับหลักเอกชน แต่ตรงนี้อย่างน้อยหนี้ภายในก็มีหลักเกณฑ์ที่ปรับเข้าได้หมดเลยแต่หนี้ในทางมหาชนก็อาจเอาหลักทั่งไป คอนเซปมหาชนมาประกอบ แต่ก็คงไม่ไปมุ่งเน้น
ทีนี้ในส่วนของภาคหนึ่ง เช่นบุคคลธรรมดาก็อาจโยงในเรื่องของครอบครัว ก็เกิดปัญหาในเรื่องสถาบันครอบครัวก็เป็นเรื่องมรดก ตกทอดบุคคลธรรมดาก็ได้ อันนี้ก็เป็นอีกด้านหนึ่งที่ไม่ตรงกับเรื่องที่อาจารย์พูดถึงนัก คนนั้น ก็สัมพันธ์กับตัวสิทธิบุคคลนั้นก็เคลื่อนไหว ความสัมพันธ์นั้นก็มีสองด้าน
ความสัมพันธ์ก็มีในเรื่องของทางหนี้ ก็มีมากในรัฐธรรมนูญ ก็กำหนดในเรืองของสิทธิต่างๆมาก ซึ่งตรงนี้แหละที่เราจะดูว่าเกี่ยวพันกับสิทธิอย่างไร
แต่ความสัมพันธ์ที่จะเกิดหนี้นั้น มันก็มีบ่อเกิดแห่งหนี้ เพราะไม่ว่าคนเราเกิดมาแล้วมีหนี้เกิดขึ้นมาเลย แต่ต้องเป็นเรื่อง ของ เวลามีการพิพาทในเรื่องของตั๋วเงินการออกเช็ค ก็มีคำถามว่าเช็คที่ออกมานั้นออกมาเพื่อชำระหนี้อะไร อันนั้นเราก็ต้องมาดูว่ามูลหนี้อันนั้นมีความสัมพันธ์อะไรกับใคร ซึ่งมูลหนี้อันนั้นอาจารย์ยกอันที่สำคัญ คือ นิติกรรมสัญญา ละเมิด โดยในแง่สัญญาอาจจะไฮไล๊ท์ได้เลยว่าอาจจะเป็นบ่อเกิดแห่งหนี้ที่นิยมมากที่สุดก็ว่าได้
มูลหนนี้สัญญาเป็นสิ่งสำคัญมากที่สุด ข้อตกลง บางทีก็อาจเป็นสัญญาไม่มีชื่อ ก็อาจเรียกได้ว่าเป็นสัญญาต่างตอบแทนประเภทหนึ่งอายุความก็ไปปัดเข้า 10 ปี ก็ได้
ในทางวิชาการเราก็เรียกว่าสัญญาไม่มีชื่อ ก็อาจจะกวนๆถามว่าไม่มีชื่อได้ไง หัวสัญญาที่ลงนามก็มีการลงชื่อ
ความเสียหายขึ้นก็มีว่าความเสียหายนั้น อาจทับซ้อนกันได้ แต่ข้อแตกต่างบางประการเราก็ต้องศึกษาด้วย เพราะอาจจะมีการทับซ้อนก็ไม่เกินคำฟ้อง
ในเรื่องละเมิดก็เป็นบ่อเกิดแห่งหนี้ที่สำคัญอย่างหนึ่ง หรือในเรื่องประมวลแพ่งเราก็มีหนี้อยู่สองสามเรื่อง แต่อาจารย์ยังไม่เคยเจอคำถามที่ไปเกี่ยวกับลาภมิควรได้ กับจัดการงานนอกสั่ง ในการทำธงคำตอบก็ไม่เอาไปถึงเพราะคะแนนในจุดนั้น จะถูกตัดไป
ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่อาจารย์ฝากไว้เพราะการเรียนก็เป็นการเรียนให้ประสบผลสำเร็จทั้งสองฝ่าย แต่ว่ามันมีองค์ความรู้อื่นๆที่ไม่ถูกจัดไว้ในการรู้ต่างๆ อย่าทิ้งเพราะกฎหมายสองส่วนนั้น ก็เอาไปใช้ในเรื่องชีวิตประจำวันได้
แต่ถ้าเราไม่รู้วิธีใช้ก็ทำให้การยุติธรรมก่อได้ยาก
การเรียนไม่มีจบเราต้องเรียนรู้ตลอด หนังสือเดิม อ่านก็จะได้รู้เพิ่มขึ้น ยกตัวอย่าง หนังสือคำอธิบายกฎหมายลักษณะหนี้ ของท่านอาจารย์ จิ๊ด เศรษฐบุตร และ ของท่านอาจารย์โสภณ อาจารย์อ่านแล้วก็รู้ขึ้นทุกครั้งที่ได้อ่าน
พออาจารย์โยงกลับมาหาว่าบ่อเกิดแห่งหนี้เกิดขึ้นแล้ว ก็เกิดสิทธิทางหนี้ พักตรงนี้ก่อนแล้วเดี๊ยวเราค่อยดูต่อ ว่ามีอีกด้านหนึ่ง ที่เป็นเรื่องความสัมพันธ์ของบุคคล ที่ประโยชน์ตรงนี้ก็มุ่งโดยตรงต่อบุคคล ทำให้เขาได้รับประโยชน์ในทางที่เป็นสภาพ บุคคลเกิดขึ้นมาคือการยอมรับสิทธิ ที่เกิดขึ้นเกี่ยวข้องกับตัวทรัพย์สิน ในประมวลแพ่งของเราเรื่องทรัพย์กับหนี้ก็แยกจากกันเลย ในเรื่องของทรัพย์มีหลักกฎหมายกำหนดไว้เองโดยเฉพาะ
ในเรื่องของบุคคลนั้นเรื่องของทรัพย์ มีกฏหมายที่กำหนดให้เหนือตัวทรัพย์คือทรัพยสิทธิ์ก็เป็นทรัพย์ที่มีรูปร่างกับไม่มีรูปร่าง สิทธิที่กฎหมายกำหนดให้ ก็เป็นตามทรัพย์ที่มีรูปร่างส่วนทรัพย์ที่ไม่มีรูปร่างนั้นก็ไปดูเรื่องทรัพยสินทางปัญญา อันนี้ก็คือเรื่องที่ต้องเรียนทั้งหมด ก่อนที่ไปเรียนภาคหนึ่ง
เวลาจะพูดถึงเรื่องของทรัพย์นั้นอาจจะไปเกี่ยวข้องกับทรัพยสิทธิที่จะไปเกี่ยวข้องกับเรื่องหนี้
แต่ว่าอย่างไรก็ตามการสอบของเนฯนั้น รวมเป็นการสอบทุกอย่างสอบวันเดียว เลยในข้อสอบสิบข้อ กลายเป็นต้องสนใจทั้งหมดในครั้งเดียวการทำข้อสอบเทคนิค คือ สำนักอบรมไม่เคยโกงเลย คือออกข้อใดก็แน่นอน ข้อหนึ่งเป็นเรื่องทรัพย์แน่นอน ก็ไม่เคยสลับเลย เราก็รู้แล้วว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องอะไรเราก็ไม่ต้องไปเขียนในเรื่องอื่น ให้เสียเวลา
ลำดับต่อไปจะเข้าไปสู่เรื่องหนี้ มาตรา 194 -353 เรื่องหนี้นั้นตำรับตำราทุกเล่มก็บอกคล้ายกัน ว่าเป็นนิติสัมพันธ์ของบุคคลสองฝ่ายฝ่ายหนึ่ง ต้องกระทำการให้อีกฝ่ายหนึ่ง ก็คือลูกหนี้ ตัวละครที่ออกมาก่อนเพื่อนเลยคือลูกหนี้ ส่วนผู้ที่รับผลของการกระทำนั้นเรียกว่าเจ้าหนี้ ที่อาจารย์ให้เห็นคำอธิบายนี้เน้นที่ตัวลูกหนี้ก่อน สังเกตที่ตัวบท ดูว่า ในบรรพสอง ลักษณะหนึ่ง บทเบ็ดเสร็จทั่วไป ก็คือหลักทั่วไปนั่นเอง
จะเห็นได้เลยว่า วัตถุแห่งหนี้ ผลแห่งหนี้ ถ้าจะว่าไปแล้วในเรื่องของหนี้นั่นสิ่งที่เราต้องดูในลำดับแรกก็คือลูกหนี้ ต้องดูว่าใครเป็น และตัวลูกหนี้นั้นต้องกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็คือตัววัตถุแห่งหนี้นั่นเอง
ในการให้คำนิยามนั้น ต้องหนี้ก็มีได้ ว่า หนี้กระทำการ กับ งดเว้นกระทำการ ( อาจมีอีกอันหนึ่งคือ ส่งมอบทรัพย์สิน ก็รวมอยู่ในหนี้กระทำการนั่นเอง )
ถ้าทรัพย์สินนั้นก็เป็นไปได้ว่าให้ศาลส่งมอบทรัพย์สิน
ถ้าเราดูในเรื่องวัตถุแห่งหนี้เป็นเรื่องสำคัญ ต้องบอกว่ายาก แต่ต้องตอบให้ได้ว่ามีใครเป็นลูกหนี้และลูกหนี้ต้องกระทำอะไร ก็เลยต้องเอาองค์ประกอบสองอย่างนี้ออกมาก่อน
ก็ถ้าจู่ๆมีคนมาถามว่าเป็นหนี้ เราได้หรือไม่ ก็ต้องไปถามก่อนว่าเป็นหนี้อะไร
มันเกิดจากสัญญา หรือว่าละเมิด
ส่วนสำคัญของหลักกฎหมาย ก็ต้องไล่ให้ดูว่าชำระหนี้ไม่ถูกต้องเป็นเรื่องกำหนดเวลาใช่หรือไม่ ขั้นตอนรายละเอียด การไม่ชำระหนี้ มีจากการไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์อะไร เราก็ต้องไปขัดถูบันได แต่ละขั้นเสมอ ว่าเป็นอย่างไร ตัวบทของเราเป็นไปตามขั้นบันได ความรู้ของคุณจากหลักไปสู่ยอดต้องจำหลักให้แม่นจำ ไม่ใช่การท่อง นะครับ ต้องเป็นพวกพื้นไม่มีเท่านั้นที่จะเป็นตัวบทเดินได้ แต่ที่สำคัญต้องเข้าใจ ไม่ใช่ท่องแล้วพรุ่งนี้ก็ลืม การที่เข้าใจ แล้วจำได้ว่า สิ่งใดอยู่ตรงไหน
ก็นึกภาพว่าเวลาสอบ ออกจากห้องสอบแล้วทำข้อไหนไม่ได้ นึกออกไหมว่าคำตอบอยู่ในหน้าในของเล็คเชอร์ หรืออยู่ในมาตราไหนของเล็คเชอร์ อันนี้เราจะจำฝังใจ
การทำความเข้าใจสำคัญมาก แต่ว่าในชั้นนี้ต้องใช้ให้เป็นอาจารย์จะยกตัวอย่างถึงการเรียนแล้วหาคำตอบไม่ได้ เช่นเรื่องสิทธิยึดหน่วง อาจารย์ ถามแล้วไปตอบเองก็ได้
มาตรา 241
มาตรา 241 ผู้ใดเป็นผู้ครองทรัพย์สินของผู้อื่น และมีหนี้อันเป็นคุณประโยชน์แก่ตนเกี่ยวด้วยทรัพย์สินซึ่งครองนั้นไซร้ ท่านว่าผู้นั้นจะยึดหน่วงทรัพย์สินนั้นไว้จนกว่าจะได้ชำระหนี้ก็ได้ แต่ความที่กล่าวมานี้ท่านมิให้ใช้บังคับ เมื่อหนี้นั้นยังไม่ถึงกำหนด
การที่ทำให้เสียเปรียบเช่นทำให้ทรัพย์สินลดน้อยลงเกินไป การกู้เงินมาทำให้มีเงินมากว่าในเรื่องทรัพยสินใช่หรือไม่ ดังนั้นถ้าจำโดยไม่คิดถึงหลักกฎหมาย ก็ไม่มีประโยชน์
ในการเรียนหนังสือต้องขี้สงสัย เราซึ่งเป็นนักกฎหมายที่ขี้สงสัย ตัวอย่างในการใช้คำพิพากษาฏีกานั้น ต้องเป็นกรอบอันหนึ่ง ที่ไม่สบายนัก อาจารย์อาจยกตัวอย่างที่กว้างมาก อาจใช้คำพิพากษามาประกอบ อันนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่อยู่ในกรอบนี้