ฎีกา(มาตรา
247)
- คู่ความฝ่ายใดไม่เห็นด้วยในผลตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คู่ความนั้นจะต้องฎีกาคัดค้านขึ้นมาเพื่อให้ได้รับผลตามที่ประสงค์ ไม่มีสิทธิขอมาในคำร้องหรือคำแก้ฎีกา (ฎ. 88/49ให้ ดูในเรื่องคำแก้อุทธรณ์ มาตรา 237 )
- ผู้มีสิทธิที่จะฎีกา ฯ ถือหลักสำคัญในเบื้องต้นว่า “ คู่วามในคดีที่ไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ และอาจได้รับผลกระทบจากคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น” ย่อมถือว่าเป็นผู้มีสิทธิฎีกา แต่หากคำพิพากษา หรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์นั้น ไม่เกี่ยวกับคู่ความคนใด หรือคู่ความคนใดไม่ได้รับผลกระทบจากคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์แล้ว คู่ความนั้นไมมีสิทธิฎีกา (ฎ. 1254/47, 7268/47)
- การยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฎีกา ก่อนที่ศาลชั้นต้นจะได้มีคำสั่งรับฎีกานั้น เป็นอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะสั่งได้ (ฎ.849/48)
-การขอแก้ไขเพิ่มเติมฎีกา ถ้าเป็นการเพิ่มประเด็นจากคำฟ้องฉบับเดิมต้องยื่นภายในกำหนดอายุฎีกาด้วย(ฎ. 3461/41) แต่ถ้าเป็นการแก้ไขถ้อยคำที่ผิดพลาดแม้จะพ้นกำหนดระยะเวลายื่นฎีกาแล้ว ศาลก็อนุญาตได้(ฎ.372/15)
- ถ้ายื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องฎีกาเกินกำหนดอายุฎีกา ศาลย่อมรับไว้ในฐานะเป็นคำแถลงการณ์ (คร. 59/13) และข้ออ้างข้อต่อสู้ที่กล่าวไว้ในคำแถลงการณ์ ไม่ก่อให้เกิดประเด็นในชั้นฎีกา (ฎ. 7688/44)
การนำบทบัญญัติในชั้นอุทธรณ์มาใช้บังคับในชั้นฎีกาโดยอนุโลม( มาตรา 247)
- กรณีการนำ มาตรา 230 วรรคสาม ในชั้นอุทธรณ์มาใช้บังคับได้โดยอนุโลม แต่ผู้ที่จะรับรองหรืออนุญาตให้ฏีกา ต้องเป็นอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ หรืออธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาคไม่ใช่อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรืออธิบดีผู้พิพากษาภาค (ฎ. 2124/42) เรื่องนี้ เป็นกรณีผู้ฎีกาขอให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาครับรอง หรืออนุญาตให้ฎีกา หลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยแล้ว ในชั้นฎีกาไม่มีบทบัญญัติโดยตรงในเรื่องนี้ กรณีจึงต้องนำมาตรา 230 วรรคสาม มาบังคับใช้โดยอนุโลม ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 247 กล่าวคือ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา ผู้กาชอบที่จะยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นถึงอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภายใน 7 วัน เมื่อศาลชั้นต้นได้รับคำร้องเช่นว่านั้นศาลชั้นต้นต้องส่งคำร้องนั้น พร้อมด้วยสำนวนความไปยังอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาคเพื่อมีคำสั่งยืนตามหรือกลับคำสั่งของศาลชั้นต้น ซึ่งก็คือการไม่อนุญาตหรืออนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงนั้นเอง
-การยื่นขอให้รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกา หรืออนุญาตให้ฎีกา ตามมาตรา 248 จะต้องยื่นภายในกำหนดอายุฎีกาด้วย(ฎ.2124/42)
- ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกา เพราะเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จำเลยยื่นคำร้องต่ออธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ขออนุญาตฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เท่ากับจำเลยไม่ได้อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกาของจำเลย จำเลยต้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นไปยังศาลฏีกา ตามมาตรา 247 ประกอบมาตรา 243 จำเลยจะฎีกาคำสั่งที่อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ไม่อนุญาตให้ฎีกาไม่ได้เพราะได้ถึงที่สุดแล้วตามมาตรา 230 วรรคสาม และจะแปลความในฎีกาของจำเลยว่าเป็นอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาก็ไม่ได้ เพราะมิได้ทำเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับฎีกา ตามมาตรา 252
คดีต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง (มาตรา 248)
- ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกา พิจารณาเฉพาะทุนทรัพย์ที่โจทก์ยังคงติดใจเรียกร้องเพิ่มเติมจากคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ หรือจำนวนทุนทรัพย์ที่จำเลยโต้แย้งว่าจำเลยไม่ต้องรับผิด ตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ (ฎ.3636/47,8660/44)
- ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น คู่ความแถลงกันว่าที่พิพาทมีราคา 200,000 บาท จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ 200,000 บาท ศาลชั้นต้นจะให้โจทก์หาราคาประเมินที่พิพาทเพื่อคำนวณทุนทรัพย์ของคดีใหม่ ในชั้นฎีกาแทนทุนทรัพย์เดิมหาได้ไม่ (ฎ. 2469/37)
- ดอกเบี้ยหรือค่าเสียหายตามคำพิพากษา ภายหลังจากวันยื่นคำฟ้อง หรือคำฟ้องอุทธรณ์ ไม่นำมาคำนวณรวมเป็นทุนทรัพย์ในชั้นฎีกา เพราะถือว่าเป็นค่าเสียหายในอนาคต (ฎ. 4184/36)
- ถ้าในชั้นอุทธรณ์โจทก์เป็นฝายอุทธรณ์ขอให้จำเลยรับผิดเพิ่มขึ้นจากคำพิพากษาของศาลชั้นต้น จำเลยไม่อุทธรณ์ ถือว่าจำเลยยินยอมชำระตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ดังนี้เมื่อจำเลยฎีกา ทันทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกา จึงมีจำนวนเท่าที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยรับผิดเพิ่มขค้นจากคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเท่านั้น
- กรณีที่โจทก์หลายคนฟ้องจำเลยเป็นคดีเดียวกัน หากหนี้ที่ฟ้องสามารถแบ่งแยกในส่วนของโจทก์แต่ละคนได้ หรือโจทก์แต่ละคนใช้สิทธิเฉพาะตัวของตน ทุนทรัพย์พิพาทในชั้นฎีกา ก็ต้องถือตามจำนวนค่าเสียหายที่โจทก์แต่ละคนมีสิทธิเรียกร้อง (ฎ. 947/47) เช่น กรณีทายาทหลายคนเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยขอแบ่งมรดก เป็นเรื่องที่โจทก์แต่ละคนใช้สิทธิเฉพาะตนแยกจากกันได้ ดังนั้นแม้โจทก์เหล่านี้ฟ้องรวมกันมาเป็นคดีเดียวกัน การคิดทุนทรัพย์ในชั้นฎีกา ก็ต้องคิดทุนทรัพย์ที่โจทก์แต่ละคนเรียกร้อง(ฎ. 1104/47)
- ทายาทหลายคนร่วมกันฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินมรดก แล้วขอให้ลงชื่อทายาทในหนังสือสำคัญสำหรับที่ดิน เป็นการฟ้องให้ที่ดินกลับมาเป็นทรัพย์มรดก ศาลฏีกาถือเอาราคาที่ดินมรดกทั้งแปลงเป็นทุนทรัพย์ (ฎ.6927/48)
- กรณีที่บิดามารดาเป็นโจทก์ฟ้องเรียกค่าปลงศพและค่าอุปการะเลี้ยงดูจากจำเลยที่ทำละเมิด เป็นเหตุให้บุตรผู้เยาว์ของตนถึงแก่ความตาย เช่นนี้ ค่าปลงศพ เป็นหนี้ที่บิดามารดาซึ่งเป็นโจทก์ทั้งสองได้รับรวมกัน จึงไม่อาจแยกเป็นหนี้ของโจทก์แต่ละคนได้ แต่ในส่วนของค่าขาดไร้อุปการะ เป็นหนี้ที่สามารถแบ่งแยกเป็นส่วนของบิดา มารดา ซึ่งเป็นโจทก์แต่ละคนได้ ดังนั้นทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาต้องถือตามจำนวนค่าเสียหายที่โจทก์แต่ละคนมีสิทธิเรียกร้องจากจำเลย ( ค่าปลงศพคิดคนละครึ่ง ค่าขาดไร้ แยกกัน) ฏ. 1828/48
- ทุนทรัพย์ในชั้นฎีกา ที่ไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามฎีกานั้น ข้อห้ามดังกล่าวนี้ย่อมต้องใช้บังคับแก่การฎีกาทั้งในประเด็นแห่งคดี ที่ไม่ใช่ประเด็น ตลอดจนเรื่องอื่นๆ อันเป็นสาขาของคดีด้วย เช่น ฎ. 48/45 จำเลยฎีกาว่ามีสิทธิยื่นคำให้การภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง เพื่อแสดงว่ามิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การ เป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามมาตรา 248 วรรคหนึ่ง หรือ ฎ. 1621/49 โจทก์ฎีกาว่าโจทก์ไม่ได้มาศาลในวันนัดสืบพยานโจทก์ เนื่องจากเสมียนแจ้งวันนัดต่อทนายความโจทก์คลาดเคลื่อน ทนายโจทก์ติดสำนวนคดีมาตลอดแต่ไม่อาจตรวจสอบได้ โจทก์มิได้จงใจขาดนัดพิจารณา เป็นฎีกาในข้อเท็จจริง อยู่ในบังคับต้องห้ามตามมาตรา 248 วรรคหนึ่ง
- การอุทธรณ์ ฎีกา คำสั่งในเรื่องคำร้องขอพิจารณาใหม่ ต้องดูทุนทรัพย์ในคดีหลักเป็นเกณฑ์พิจารณา
- คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ แม้จะเป็นปัญหาในการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้น ไม่ใช่ปัญหาในประเด็นที่พิพาทตามคำฟ้อง คำให้การ ฟ้องแย้ง และคำให้การแก้ฟ้องแย้ง การฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงก็ต้องดูทุนทรัพย์ในคดีหลักตามทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกา ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ (ฎ.5757/48)
ข้อสังเกต จากฎ. 5757/48 คดีนี้โจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยชำระหนี้ 69,956 บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยฟ้องแย้งให้โจทก์ชำระเงิน 148,948 บาท พร้อมดอกเบี้ย ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน การอุทธรณ์หรือฎีกาต้องถือทุนทรัพย์ในคดีหลักเป็นเกณฑ์ แต่เนื่องจากศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ยังไม่มีคำพิพากษาให้ฝ่ายใดรับผิด เมื่อโจทก์อุทธรณ์หรือฎีกา จึงต้องถือตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ฟ้อง เป็นเกณฑ์
ตัวอย่างคำพิพากษาฎีกาคดีไม่มีทุนทรัพย์
-ถ้าศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ เพราะเห็นว่า เป็นอุทธรณ์ต้องห้าม โจทก์ฎีกาคัดค้านว่าศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่ชอบ เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ และเป็นปัญหาข้อกฎหมายไม่ต้องห้ามฎีกา (ฎ. 6420/40)
- คดีที่เจ้าหนี้ฟ้องลูกหนี้ขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่เกิดจากการฉ้อฉล เป็นการฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้ทรัพย์กลับสู่กองทรัพย์สินของลูกหนี้ จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ ซึ่งถือว่าเป็นคำขอหลัก ดังนี้แม้เจ้าหนี้จะมีคำขอให้ลูกหนี้โอนทรัพย์นั้นมาเป็นของตนด้วย ก็ถือว่าเป็นเพียงคำขอต่อเนื่อง คดีเช่นนี้จึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์หรือฎีกาในข้อเท็จจริง (ฎ. 803/44) เรื่องนี้โจทก์ฟ้องให้เพิกถอนนิติกรรมขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 โดยให้ถอนชื่อจำเลยที่ 2 ออกแล้วจึงให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินให้โจทก์
- ในคดีร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ เป็นคดีไม่มีข้อพิพาท ถ้ามีผู้คัดค้านก็เป็นคดีมีข้อพิพาท และเป็นคดีมีทุนทรัพย์ และถ้ายื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินหลายแปลง การคิดทุนทรัพย์ต้องแยกเป็นราคาที่ดินแต่ละแปลง (ฎ. 4931/41)
- ฟ้องขอให้เพิกถอน น.ส.3 ของจำเลย อ้างว่าออกทับที่ดินของโจทก์ จำเลยกล่าวแก้พิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ เป็นคดีมีทุนทรัพย์ (ฎ. 6095/45)
ข้อยกเว้นให้ฏีกาในข้อเท็จจริงได้ (มาตรา 248 วรรคหนึ่งตอนท้าย)
1. ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีนั้นในศาลอุทธรณ์ มีความเห็นแย้ง
2. ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาในศาลชั้นต้น หรือศาลอุทธรณ์ ได้รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาได้
3. ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเป็นหนังสือจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์
การรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริง
- ผู้พิพากษาที่มีคำสั่งในคำร้องขอขยายเวลายื่นอุทธรณ์ภายหลังที่ศาลชั้นต้นตัดสินคดีแล้วนั้น ไม่ใช่ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีนั้น จึงไม่มีสิทธิรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริงได้ (ฎ.5515/45) (การยื่นให้รับรองต้องยื่นภายในกำหนดอายุฎีกา)
- ผู้พิพากษาในศาลชั้นต้นที่ได้นั่งพิจารณาสืบพยานประเด็น ไม่มีอำนาจรับรอง (ฎ. 3420/38)
- คำสั่งของผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้น หรือศาลอุทธรณ์ ที่ไม่รับรองให้ฎีกานั้น เป็นดุลพินิจเฉพาะตัว อุทธรณ์ ฎีกา ไม่ได้ (คร.30/42)
- แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งไม่รับฎีกา แต่เมื่อยังอยู่ในกำหนดระยะเวลาที่จะยื่นฎีกาได้ ก็มีสิทธิยื่นคำขอให้ผู้พิพากษา ตามข้อ 3. อนุญาตให้ฎีกาตามฎีกาที่ยื่นไว้แล้วได้ ศาลต้นย่อมมีหน้าที่ส่งคำร้องดังกล่าวพร้อมสำนวนความไปให้ผู้พิพากษาที่จำเลยระบุชื่อในคำร้อง เพื่อพิจารณาต่อไป (ฎ. 1178/44) แต่ถ้าเป็นการขอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์รับรองให้ฎีกาตามข้อ 2. ข้างต้น ผู้ฎีกาต้องยื่นคำร้องถึงผู้พิพากษานั้นพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้น ถ้ายื่นคำร้องมาภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาแล้ว เป็นการขัดต่อบทบัญญัติมาตรา 248 วรรคท้าย ( คร. 1669/35)
- การขอให้รับรองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงนั้น ไม่จำต้องระบุชื่อของผู้พิพากษาก็ได้ เพียงแต่ระบุให้รู้ว่าหมายถึงผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้น หรือศาลอุทธรณ์ก็ใช้ได้แล้ว(คร.624/42) หรือกรณีที่มีการขอให้ผู้พิพากษาหลายคนให้รับรองฎีกาในข้อเท็จจริง เมื่อผู้พิพากษาคนแรกไม่รับรองให้ฎีกา ศาลชั้นต้นก็ต้องส่งคำร้องไปให้ผู้พิพากษาคนอื่นๆที่ระบุในคำร้องเพื่อพิจารณารับรองอีก (คร. 611/40) แต่ถ้าคำร้องได้ระบุให้มีผู้พิพากษาคนใดรับรองแล้ว ผู้พิพากษาคนที่ระบุชื่อเท่านั้นมีอำนาจรับรอง คนอื่นที่ไม่ระบุ ไม่มีอำนาจรับรองเพราะไม่ต้องด้วยความประสงค์ของผู้อุทธรณ์ (ฎ. 8648/47)
การอนุญาตให้ฎีกาโดยอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์
- ในชั้นฎีกา มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติให้อำนาจอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์(รวมทั้งอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาคด้วย) อนุญาตให้ฎีกาในข้อเท็จจริงไว้โดยเฉพาะแล้ว จึงจะนำบทบัญญัติมาตรา 224 วรรคหนึ่งมาใช้บังคับอีกไม่ได้ ดังนี้จึงขอให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรืออธิบดีผู้พิพากษาภาค (ของศาลชั้นต้น) รับรองฎีกาไม่ได้
- แต่สำหรับมาตรา 230 วรรคสาม ไม่มีบัญญัติไว้ในชั้นฎีกา จึงต้องนำมาบังคับใช้โดยอนุโลม เมื่อศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกา ผู้ฎีกาชอบที่จะยื่นคำร้องถึงอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ หรืออธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ได้ภายใน 7 วัน เพื่อมีคำสั่งยืนตามหรือกลับคำสั่งศาลชั้นต้น (ฎ. 2124/42)
คดีครอบครัว
- คดีที่สามีภริยาฟ้องเรียกค่าเสียหายหรือค่าทดแทนจากหญิงอื่น หรือจากชายอื่นที่มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับภริยาหรือาสามีของตนเป็นคดีครอบครัว (ฎ. 1966/48, คร. 244/45)
- ในคดีฟ้องหย่าและแบ่งสินสมรส ถือว่าเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในครอบครัว ดังนี้แม้จะฎีกาเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับสินสมรสซึ่งคิดเป็นเงินไม่เกิน 200,000 บาท ก็ไม่ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง (ฎ. 13786/44)
คดีฟ้องขับไล่บุคคลใดๆออกจากอสังหาริมทรัพย์
การฟ้องขับไล่บุคคลใดๆ ตามมาตรา 224 วรรคสอง แบ่งออกเป็น 2 กรณี คือฟ้องขับไล่ผู้เช่า และฟ้องขับไล่ในกรณีอื่นๆนอกจากผู้เช่า เช่นผู้ละเมิด ผู้อาศัย
- การฟ้องขับไล่ผู้เช่า ถือเอาค่าเช่าตามที่ระบุไว้ในสัญญาเช่าเป็นเกณฑ์ในการกำหนดสิทธิในการอุทธรณ์ ส่วนการฟ้องขับไล่บุคคลใดๆในกรณีอื่นนอกจากผู้เช่า คิดคำนวณโดยใช้หลักเกณฑ์จากอาจให้เช่า ไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท ในชั้นอุทธรณ์ หรือ 10,000 บาท ในชั้นฎีกา
- ปัญหาว่าจำนวนเงินที่จะถือว่าเป็นจำนวนที่อาจให้เช่าได้ จะถือเอาค่าเสียหายตามที่ โจทก์ฟ้องหรือตามที่ศาลกำหนดให้ ฎ. 1774/48 โจทก์อ้างว่าอาจให้เช่าเดือนละ 12,000 บาท แต่ศาลชั้นต้นกำหนดให้ 6,000 บาท เมื่อไม่มีการโต้แย้งกัน ศาลฎีกาถือว่า อาจให้เช่าได้เดือนละ 6,000 บาท ตามที่ศาลกำหนด
-ในคดีฟ้องขับไล่ออกจากอสังหาริมทรัพย์นี้ ถ้าจำเลยให้การต่อสู้กรรมสิทธิ์ ถือว่าเป็นคดีมีทุนทรัพย์ สิทธิฎีกาในข้อเท็จจริงจึงต้องดูจากราคาทรัพย์นั้นว่าเกินกว่า 200,000 บาท หรือไม่เท่านั้น โดยไม่ต้องย้อนกลับไปดูหลักเกณฑ์ เรื่องค่าเช่าหรือคำขอให้ขับไล่หรือรื้อถอนอีก กล่าวคือ ถ้าราคาที่ดินพิพาทไม่เกิน 200,000 บาท แม้จะมีค่าเช่าเกิน 10,000 บาท ก็เป็นกรณีต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง (ฎ. 5490/48)
สิทธิฎีกาคดีเกี่ยวกับการบังคับบริวารในคดีขับไล่ ( มาตรา 248 วรรคสาม)
- คดีเกี่ยวกับการบังคับวงศ์ญาติและบริวารของผู้ถูกฟ้องขับไล่ซึ่งอยู่บนอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งคู่ความในคดีฟ้องขับไล่ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตาม 248 วรรคสอง ถ้าศาลอุทธรณ์พิพากษายืนหรือเพียงแต่แก้ไขเล็กน้อย ไม่ว่าศาลจะฟังว่าบุคคลดังกล่าวสามารถแสดงอำนาจพิเศษให้ศาลเห็นหรือไม่ ห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เว้นแต่จะได้มีความเห็นแย้งหรือคำรับรองหรือหนังสืออนุญาตตามวรรคหนึ่ง แสดงว่าสิทธิในการฎีกาในคดีที่บังคับบริวารของจำเลย ต้องดูสิทธิในการฎีกาของคู่ความในคดีเดิมเป็นหลัก (ฎ. 2864/49 1174/45)
- กรณีสิทธิฎีกาคดีเกี่ยวกับการบังคับบริวารในคดีขับไล่ ผู้ร้องในชั้นบังคับคดีอ้างว่าเป็นเจ้าของบ้านที่เจ้าพนักงานบังคับคดีการรื้อถอน จึงเป็นคดีเกี่ยวกับการบังคับบริวารของจำเลยให้ออกไปจากที่ดินของโจทก์ เมื่อคู่ความในคดีเดิมต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริง และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง ผู้ร้องจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงด้วย ตาม 248 วรรคสาม (ฎ. 1174/45)
- คดีเกี่ยวกับการบังคับญาติ และบริวารของจำเลยในคดีขับไล่ตามมาตรา 248 วรรคสาม ห้ามมิให้ฎีกาเฉพาะในข้อเท็จจริงเท่านั้น จึงฎีกาในข้อกฎหมายได้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการไต่สวน แล้งฟังข้อเท็จจริงจากคำร้อง และคำคัดค้านว่าผู้ร้องเป็นบริวารของจำเลย จึงเป็นการวินิจฉัยเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมาย การที่ผู้ร้องอุทธรณ์และฎีกาโต้แย้งกันต่อมา จึงเป็นฎีกาในข้อกฎหมาย ไม่ต้องห้ามฎีกา ตามมาตรา 248 วรรคสาม (คร.1298/48)
-ฎ. 1203/49 โจทก์ฟ้องขับไล่พร้อมเรียกค่าเสียหายจากจำเลยซึ่งถือได้ว่าเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ กับคดีมีทุนทรัพย์ปนกันมา ดังนี้จะฎีกาข้อเท็จจริงได้หรือไม่ต้องแยกจากกัน กล่าวคือ ถ้าหากฎีกาประเด็นเรื่องฟ้องขับไล่ ก็ต้องพิจารณาว่าอสังหาริมทรัพย์นั้นอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นฟ้องเดือนละ 10,000 บาท หรือไม่ ด้วย
ฎีกาต้องชัดแจ้งและว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลล่าง (มาตรา 249)
- ฎีกาที่ชัดแจ้ง หมายถึง ต้องโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่าไม่ถูกต้องอย่างไร และที่ถูกต้องเป็นอย่างไร (ฎ. 437/35) เช่นการคัดลอกข้อความในอุทธรณ์มาทั้งสิ้น มิได้ยกข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายขึ้นอ้างอิงว่าคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ ไม่ถูกต้อง หรือไม่ชอบอย่างไร เป็นฎีกาไม่ชัดแจ้ง (ฎ.251/48)
-ข้อที่จะฎีกาได้ต้องเป็นข้อที่ว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ กล่าวคือ ต้องเป็นข้อที่โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้อง หรือเป็นข้อที่จำเลยได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การ คำฟ้องอุทธรณ์ หรือคำแก้อุทธรณ์ (ฎ. 2845/48,557/47)
- ฎ. 5589/39 จำเลยให้การต่อสู้ว่าคดีโจทก์ขาดอายุความ ตาม ป.พ.พ.มาตรา 624 จำเลยฎีกาว่าขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 ไม่ได้ ถือว่ามิได้ว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์
-สำหรับคดีที่มีการชี้สองสถานหากศาลมิได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ และคู่ความมิได้คัดค้าน ถือว่าได้สละประเด็นข้อพิพาทนั้นแล้ว จึงมิใช่ข้อที่ว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้น (ฎ. 3698/31) ในกรณีตรงกันข้าม ถ้าคำให้การของจำเลยไม่เป็นประเด็น แต่ศาลชั้นต้นกำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ และศาลชั้นต้นกับศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้ ก็เป็นการไม่ชอบ ฏีกาข้อนี้จึงเป็นข้อที่มิได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง (ฎ. 309/39)
-กรณีจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ถือว่ามีประเด็นตามคำฟ้องของโจทก์ และถือว่าเป็นประเด็นที่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ (ฎ. 2239/47)
- การที่คู่ความท้ากันในบางประเด็น ถือว่าได้สละประเด็นอื่นแล้ว คู่ความจะยกประเด็นที่สละแล้ว ขึ้นอุทธรณ์หรือฎีกาไม่ได้ ถือว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลล่าง(ฎ. 789/44)
- ข้อที่ว่ากันมาแล้วในศาลอุทธรณ์นั้น อาจเกิดจากอุทธรณ์ หรือคำแก้อุทธรณ์ก็ได้ (ฎ. 2303/34,478/39) เช่นศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์จะมิได้วินิจฉัยประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องไว้ แต่จำเลยให้การต่อสู้ในศาลชั้นต้น และในคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในชั้นอุทธรณ์ก็กล่าวแก้ไว้ ถือว่าประเด็นนี้ไม่ยุติในชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์
- ถ้าศาลชั้นต้นไม่รับคำแก้อุทธรณ์ ถือว่าประเด็นที่ได้โต้แย้งไว้ ในคำแก้อุทธรณ์เป็นข้อที่ไม่ได้ ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลอุทธรณ์ (ฎ. 7494/44)
- คู่ความจะโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นในข้อใดต้องทำเป็นอุทธรณ์ หากไม่อุทธรณ์ เพียงแต่กล่าวไว้ในคำแก้อุทธรณ์ ดังนี้จะฎีกาในข้อดังกล่าวไม่ได้ เพราะถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลอุทธรณ์ (ฎ. 5968/48)
- เมื่อไม่เป็นประเด็นในชั้นอุทธรณ์ แม้ศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยให้ ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นอุทธรณ์ (ฎ.1937/39)
- ที่ว่าข้อที่จะฎีกานั้นจะต้องว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์นั้น จำต้องว่ากันมาแล้วโดยชอบด้วย หากเป็นอุทธรณ์ต้องห้าม แต่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้ ก็ไม่ถือว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วในชั้นอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย (ฎ. 7382/43, 6459/41)
- คำสั่งระหว่างพิจารณาที่ไม่ได้โต้แย้งไว้ ไม่มีสิทธิอุทธรณ์ แต่ถ้าศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้ ก็ถือว่าเป็นข้อที่มิได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกา(ฎ. 5676/39)
- ข้อเท็จจริงที่มิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ แม้จะมีผู้พิพากษารับรองให้ฎีกาได้ ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยให้ (ฎ. 7100/40) ยกเว้นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยฯ แม้ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ก็สามารถยกขึ้นฎีกาได้ ตามมาตรา 249วรรคสอง (ฎ.361/39) ปัญหาว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ ไม่เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบฯ แต่ถ้าฟ้องโจทก์ถึงขนาดขาดสาระสำคัญในความรับผิดของจำเลย เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบฯ ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้
- ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้อง เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยฯ แม้จำเลยไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การ หรือศาลชั้นต้นไม่ได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาท คู่ความก็มีสิทธิยกขึ้นฎีกาได้ (ฎ. 6370/40) แต่การที่จำเลยยกข้อต่อสู้เรื่องอำนาจฟ้องไว้ในคำให้การแล้ว แต่จำเลยแถลงไม่ติดใจที่จะสู้อีกต่อไปถือว่าประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องยุติไปตามคำแถลงของจำเลยแล้ว จำเลยไม่มีสิทธิยกขึ้นฎีกา(ฎ. 4206/40) เพราะมาตรา 249 วรรคสอง จะต้องเป็นกรณีที่จำเลยมิได้ยกปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ เรื่องนี้เมื่อประเด็นข้อพิพาทเรื่องอำนาจฟ้องยุติไปตามคำแถลงของจำเลย จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์
- ปัญหาข้อกำหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยฯ จะต้องได้มาจากข้อเท็จจริงในการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบ (ฎ. 5739/46) เรื่องนี้จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ว่าโจทก์ไม่ได้บอกกล่าวให้จำเลยออกจากที่ดิน พิพาทก่อนนำคดีมาฟ้อง คดีจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทดังกล่าว แม้โจทก์จะนำสืบบิดาโจทก์ว่ามีการบอกกล่าวแล้ว ก็เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดจากพยานนอกสำนวน ไม่เกี่ยวกับที่คู่ความจะต้องนำสืบ และเป็นข้อเท็จจริงที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา ตามมาตรา 87 ศาลรับฟังมาเป็นข้อกฎหมายไม่ได้
-ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่จะยกขึ้นฎีกา จะต้องว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลล่าง เช่น ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาท เพียงว่า ฝ่ายโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท มีเนื้อที่ฝ่ายละเท่าใด และอยู่ในตำแหน่งใด คดีไม่มีประเด็นข้อพิพาทเรื่องอายุความ ดังนั้นฏีกาของจำเลยที่ว่าฟ้องโจทก์ทั้งสี่ขาดอายุความเพราะจำเลยปลูกบ้านรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ทั้งสี่มานานเกิน 10 ปี จึงมิใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ศาลฏีกาจึงไม่รับวินิจฉัย (ฎ. 1172/47) เฉพาะคู่ความที่ยกข้อเท็จจริงนั้นเท่านั้น ถ้าฝ่ายอื่นเช่นผู้ต้องหาสอดไม่ได้ยกมาแต่ต้น ก็เท่ากันผู้ร้องสอดนั้นไม่ได้ว่ากล่าว แม้คู่ความเดิมจะได้ว่ากล่าวก็ตาม (ดู ฎ.1508/38)
- การยื่นฎีกาในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์นั้น แม้จะมีคำรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริงของผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลนั้นก็ตาม ก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงดังกล่าวได้ (ฎ. 1118/46) ในกรณีที่มีการฎีกาในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวให้ก็เป็นการไม่ชอบ ( อุทธรณ์ เท่ากับไม่ได้อุทธรณ์ และวินิจฉัยเท่ากับไม่ได้มีการวินิจฉัย จึงเท่ากับไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้ว) ฎ. 2468/27,7372/44
-ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระ ได้แก่ ปัญหาที่ศาลฎีกาแม้จะได้วินิจฉัยให้ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลคดีได้ (ฎ. 2254/38)
- ปัญหาในชั้นฎีกาที่ว่าเสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์มาครบถ้วนหรือไม่ ไม่มีผลกระทบต่อกระบวนพิจารณาหรือคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ จึงไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่เป็นสาระ (ฎ. 6530/46)
อุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา (มาตรา 252)
- การอุทธรณ์โดยตรงไปยังศาลฎีกานี้ ต้องเป็นการอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกา ถ้าศาลชั้นต้นยกคำร้องที่ขอให้ศาลชั้นต้นส่งคำร้องไปให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกา ต้องอุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ตามลำดับชั้น จะอุทธรณ์โดยตรงไปยังศาลฎีกาไม่ได้ เพราะไม่ใช่เป็นการอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์(ฎ. 37-8/42)
- การอุทธรณ์ในเรื่องขอขยายระยะเวลาฎีกา ( เรื่องนี้ยังไม่ได้ยื่นฎีกาเข้ามา) ไม่ใช่อุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา ก็ต้องอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ ไปตามลำดับชั้นของศาล(ฎ. 1404/09)
- กรณีถ้ามีการยื่นฎีกาเข้ามาแล้วยื่นคำร้องขอขยายเวลาวางเงินค่าธรรมเนียม ในชั้นฎีกาและค่าทนายความที่ต้องใช้แทนอีกฝ่ายหนึ่ง ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้ขยายเวลา โดยยกคำร้องและสั่งไม่รับฏีกา ดังนี้เป็นกรณีตามมาตรา 252 ต้องอุทธรณ์ไปยังศาลฎีกา(ฎ. 3996/34)
- ศาลชั้นต้นมีหน้าที่ต้องส่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาไปยังศาลฎีกา จะสั่งไม่รับคำร้องดังกล่าวไม่ได้(ฎ. 1307/48,3810/45) แสดงว่าตามมาตรา 247 ประกอบ 232 ศาลชั้นต้นมีอำนาจตรวจสั่งรับหรือไม่รับเฉพาะฎีกาเท่านั้น ส่วนคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา ต้องดำเนินการตามมาตรา 252 โดยส่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาไปยังศาลฎีกา ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจสั่งไม่รับคำร้องดังกล่าว แม้จะปรากฏว่าจำเลยไม่ได้ปฎิบัติตามมาตรา 234 ก็ตาม
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
- เพิ่งจบปริญญาตรี ไม่รู้จะเริ่มต้นกับการเรียนเนติอย่างไร
- สอบมาหลายครั้งแล้วไม่ผ่านซักที 47 , 48 , 49 คะแนนอยู่นี่หลายครั้งแล้ว เมื่อไหร่จะถึง 50 คะแนนซักที
- สอบมาหลายครั้งแล้ว เพื่อนๆในกลุ่มทยอยจบกันหมด..จะลงสมัครใหม่ก็เขินอายรุ่นน้อง
- อยู่ต่างจังหวัด ทำงานประจำไม่มีเวลาไปนั่งเรียนที่เนติฯ
- สมัครติวเนติทางไปรษณีย์ กว่าจดหมายจะมาถึงก็ไม่ทันสอบ
- สมัครรับจองคำบรรยายเนติทางไปรษณีย์ กว่าจดหมายจะมาถึงก็ไม่ทันสอบ
- เดินทางไปเรียนหรือไปติวรถก็ติด...กลับมาก็เหนื่อย
- อยู่ต่างจังหวัดอยากมาเรียนที่ กทม. หรือมาติว...แต่ไม่สามารถมาเรียนหรือมาติวได้เพราะไกลและสถาบันติวก็อยู่หน้ารามกันหมด
- ไม่อยากคุยกันเรื่องเรียนเนติกับเพื่อนๆหรือคนที่เรียนเนติจบแล้ว..มันรู้สึกท้อ รู้สึกอาย..จะลงใหม่ก็ไม่รู้จะปรึกษาใคร หรือเริ่มยังไงอีก
