++ ทบทวน//สรุปหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง : ฎีกา (มาตรา 247, 248)

4,757 views
Skip to first unread message

arunarun chitt

unread,
Nov 22, 2013, 9:31:10 AM11/22/13
to law...@googlegroups.com

ฎีกา(มาตรา  247) 

-  คู่ความฝ่ายใดไม่เห็นด้วยในผลตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์  คู่ความนั้นจะต้องฎีกาคัดค้านขึ้นมาเพื่อให้ได้รับผลตามที่ประสงค์   ไม่มีสิทธิขอมาในคำร้องหรือคำแก้ฎีกา  (ฎ. 88/49ให้  ดูในเรื่องคำแก้อุทธรณ์ มาตรา 237 ) 

-  ผู้มีสิทธิที่จะฎีกา ฯ  ถือหลักสำคัญในเบื้องต้นว่า คู่วามในคดีที่ไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์  และอาจได้รับผลกระทบจากคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น  ย่อมถือว่าเป็นผู้มีสิทธิฎีกา  แต่หากคำพิพากษา หรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์นั้น ไม่เกี่ยวกับคู่ความคนใด หรือคู่ความคนใดไม่ได้รับผลกระทบจากคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์แล้ว   คู่ความนั้นไมมีสิทธิฎีกา (ฎ. 1254/47, 7268/47)  

- การยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฎีกา ก่อนที่ศาลชั้นต้นจะได้มีคำสั่งรับฎีกานั้น  เป็นอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะสั่งได้ (ฎ.849/48)

-การขอแก้ไขเพิ่มเติมฎีกา ถ้าเป็นการเพิ่มประเด็นจากคำฟ้องฉบับเดิมต้องยื่นภายในกำหนดอายุฎีกาด้วย(ฎ. 3461/41) แต่ถ้าเป็นการแก้ไขถ้อยคำที่ผิดพลาดแม้จะพ้นกำหนดระยะเวลายื่นฎีกาแล้ว  ศาลก็อนุญาตได้(ฎ.372/15) 

- ถ้ายื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องฎีกาเกินกำหนดอายุฎีกา  ศาลย่อมรับไว้ในฐานะเป็นคำแถลงการณ์  (คร. 59/13)   และข้ออ้างข้อต่อสู้ที่กล่าวไว้ในคำแถลงการณ์ ไม่ก่อให้เกิดประเด็นในชั้นฎีกา (ฎ. 7688/44) 

การนำบทบัญญัติในชั้นอุทธรณ์มาใช้บังคับในชั้นฎีกาโดยอนุโลม( มาตรา 247)

- กรณีการนำ มาตรา  230 วรรคสาม  ในชั้นอุทธรณ์มาใช้บังคับได้โดยอนุโลม  แต่ผู้ที่จะรับรองหรืออนุญาตให้ฏีกา ต้องเป็นอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ หรืออธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาคไม่ใช่อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรืออธิบดีผู้พิพากษาภาค  (ฎ. 2124/42)  เรื่องนี้ เป็นกรณีผู้ฎีกาขอให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาครับรอง หรืออนุญาตให้ฎีกา  หลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยแล้ว  ในชั้นฎีกาไม่มีบทบัญญัติโดยตรงในเรื่องนี้ กรณีจึงต้องนำมาตรา  230 วรรคสาม มาบังคับใช้โดยอนุโลม ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 247   กล่าวคือ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา ผู้กาชอบที่จะยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นถึงอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภายใน  7 วัน  เมื่อศาลชั้นต้นได้รับคำร้องเช่นว่านั้นศาลชั้นต้นต้องส่งคำร้องนั้น พร้อมด้วยสำนวนความไปยังอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาคเพื่อมีคำสั่งยืนตามหรือกลับคำสั่งของศาลชั้นต้น ซึ่งก็คือการไม่อนุญาตหรืออนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงนั้นเอง

-การยื่นขอให้รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกา หรืออนุญาตให้ฎีกา ตามมาตรา  248  จะต้องยื่นภายในกำหนดอายุฎีกาด้วย(ฎ.2124/42)

- ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกา  เพราะเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จำเลยยื่นคำร้องต่ออธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ขออนุญาตฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เท่ากับจำเลยไม่ได้อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกาของจำเลย  จำเลยต้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นไปยังศาลฏีกา ตามมาตรา  247  ประกอบมาตรา 243  จำเลยจะฎีกาคำสั่งที่อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ไม่อนุญาตให้ฎีกาไม่ได้เพราะได้ถึงที่สุดแล้วตามมาตรา  230 วรรคสาม  และจะแปลความในฎีกาของจำเลยว่าเป็นอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาก็ไม่ได้  เพราะมิได้ทำเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับฎีกา ตามมาตรา  252   

คดีต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง  (มาตรา 248) 

- ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกา  พิจารณาเฉพาะทุนทรัพย์ที่โจทก์ยังคงติดใจเรียกร้องเพิ่มเติมจากคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์    หรือจำนวนทุนทรัพย์ที่จำเลยโต้แย้งว่าจำเลยไม่ต้องรับผิด ตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์    (ฎ.3636/47,8660/44)

- ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น  คู่ความแถลงกันว่าที่พิพาทมีราคา 200,000 บาท จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ 200,000  บาท ศาลชั้นต้นจะให้โจทก์หาราคาประเมินที่พิพาทเพื่อคำนวณทุนทรัพย์ของคดีใหม่ ในชั้นฎีกาแทนทุนทรัพย์เดิมหาได้ไม่ (ฎ. 2469/37) 

- ดอกเบี้ยหรือค่าเสียหายตามคำพิพากษา ภายหลังจากวันยื่นคำฟ้อง หรือคำฟ้องอุทธรณ์ ไม่นำมาคำนวณรวมเป็นทุนทรัพย์ในชั้นฎีกา เพราะถือว่าเป็นค่าเสียหายในอนาคต (ฎ. 4184/36) 

- ถ้าในชั้นอุทธรณ์โจทก์เป็นฝายอุทธรณ์ขอให้จำเลยรับผิดเพิ่มขึ้นจากคำพิพากษาของศาลชั้นต้น จำเลยไม่อุทธรณ์ ถือว่าจำเลยยินยอมชำระตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น  ดังนี้เมื่อจำเลยฎีกา  ทันทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกา จึงมีจำนวนเท่าที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยรับผิดเพิ่มขค้นจากคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเท่านั้น

- กรณีที่โจทก์หลายคนฟ้องจำเลยเป็นคดีเดียวกัน หากหนี้ที่ฟ้องสามารถแบ่งแยกในส่วนของโจทก์แต่ละคนได้ หรือโจทก์แต่ละคนใช้สิทธิเฉพาะตัวของตน  ทุนทรัพย์พิพาทในชั้นฎีกา ก็ต้องถือตามจำนวนค่าเสียหายที่โจทก์แต่ละคนมีสิทธิเรียกร้อง (ฎ. 947/47)    เช่น กรณีทายาทหลายคนเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยขอแบ่งมรดก  เป็นเรื่องที่โจทก์แต่ละคนใช้สิทธิเฉพาะตนแยกจากกันได้  ดังนั้นแม้โจทก์เหล่านี้ฟ้องรวมกันมาเป็นคดีเดียวกัน การคิดทุนทรัพย์ในชั้นฎีกา  ก็ต้องคิดทุนทรัพย์ที่โจทก์แต่ละคนเรียกร้อง(ฎ. 1104/47) 

- ทายาทหลายคนร่วมกันฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินมรดก แล้วขอให้ลงชื่อทายาทในหนังสือสำคัญสำหรับที่ดิน   เป็นการฟ้องให้ที่ดินกลับมาเป็นทรัพย์มรดก ศาลฏีกาถือเอาราคาที่ดินมรดกทั้งแปลงเป็นทุนทรัพย์ (ฎ.6927/48)

-  กรณีที่บิดามารดาเป็นโจทก์ฟ้องเรียกค่าปลงศพและค่าอุปการะเลี้ยงดูจากจำเลยที่ทำละเมิด เป็นเหตุให้บุตรผู้เยาว์ของตนถึงแก่ความตาย  เช่นนี้  ค่าปลงศพ เป็นหนี้ที่บิดามารดาซึ่งเป็นโจทก์ทั้งสองได้รับรวมกัน  จึงไม่อาจแยกเป็นหนี้ของโจทก์แต่ละคนได้  แต่ในส่วนของค่าขาดไร้อุปการะ เป็นหนี้ที่สามารถแบ่งแยกเป็นส่วนของบิดา มารดา ซึ่งเป็นโจทก์แต่ละคนได้   ดังนั้นทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาต้องถือตามจำนวนค่าเสียหายที่โจทก์แต่ละคนมีสิทธิเรียกร้องจากจำเลย ( ค่าปลงศพคิดคนละครึ่ง ค่าขาดไร้ แยกกัน) ฏ. 1828/48

- ทุนทรัพย์ในชั้นฎีกา ที่ไม่เกิน 200,000 บาท  ต้องห้ามฎีกานั้น    ข้อห้ามดังกล่าวนี้ย่อมต้องใช้บังคับแก่การฎีกาทั้งในประเด็นแห่งคดี   ที่ไม่ใช่ประเด็น ตลอดจนเรื่องอื่นๆ อันเป็นสาขาของคดีด้วย   เช่น ฎ. 48/45  จำเลยฎีกาว่ามีสิทธิยื่นคำให้การภายใน  30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง  เพื่อแสดงว่ามิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การ  เป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามมาตรา  248 วรรคหนึ่ง     หรือ ฎ. 1621/49   โจทก์ฎีกาว่าโจทก์ไม่ได้มาศาลในวันนัดสืบพยานโจทก์ เนื่องจากเสมียนแจ้งวันนัดต่อทนายความโจทก์คลาดเคลื่อน  ทนายโจทก์ติดสำนวนคดีมาตลอดแต่ไม่อาจตรวจสอบได้  โจทก์มิได้จงใจขาดนัดพิจารณา เป็นฎีกาในข้อเท็จจริง  อยู่ในบังคับต้องห้ามตามมาตรา  248 วรรคหนึ่ง

- การอุทธรณ์ ฎีกา คำสั่งในเรื่องคำร้องขอพิจารณาใหม่  ต้องดูทุนทรัพย์ในคดีหลักเป็นเกณฑ์พิจารณา    

- คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ  แม้จะเป็นปัญหาในการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้น  ไม่ใช่ปัญหาในประเด็นที่พิพาทตามคำฟ้อง  คำให้การ ฟ้องแย้ง และคำให้การแก้ฟ้องแย้ง   การฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงก็ต้องดูทุนทรัพย์ในคดีหลักตามทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกา ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์  (ฎ.5757/48)

ข้อสังเกต  จากฎ. 5757/48  คดีนี้โจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยชำระหนี้ 69,956 บาท  พร้อมดอกเบี้ย จำเลยฟ้องแย้งให้โจทก์ชำระเงิน 148,948 บาท พร้อมดอกเบี้ย  ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น  ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน  การอุทธรณ์หรือฎีกาต้องถือทุนทรัพย์ในคดีหลักเป็นเกณฑ์ แต่เนื่องจากศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ยังไม่มีคำพิพากษาให้ฝ่ายใดรับผิด  เมื่อโจทก์อุทธรณ์หรือฎีกา  จึงต้องถือตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ฟ้อง เป็นเกณฑ์  

ตัวอย่างคำพิพากษาฎีกาคดีไม่มีทุนทรัพย์

-ถ้าศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ เพราะเห็นว่า เป็นอุทธรณ์ต้องห้าม โจทก์ฎีกาคัดค้านว่าศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่ชอบ   เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์  และเป็นปัญหาข้อกฎหมายไม่ต้องห้ามฎีกา (ฎ. 6420/40)

- คดีที่เจ้าหนี้ฟ้องลูกหนี้ขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่เกิดจากการฉ้อฉล เป็นการฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้ทรัพย์กลับสู่กองทรัพย์สินของลูกหนี้  จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ ซึ่งถือว่าเป็นคำขอหลัก  ดังนี้แม้เจ้าหนี้จะมีคำขอให้ลูกหนี้โอนทรัพย์นั้นมาเป็นของตนด้วย  ก็ถือว่าเป็นเพียงคำขอต่อเนื่อง คดีเช่นนี้จึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์หรือฎีกาในข้อเท็จจริง (ฎ. 803/44) เรื่องนี้โจทก์ฟ้องให้เพิกถอนนิติกรรมขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2   โดยให้ถอนชื่อจำเลยที่ 2 ออกแล้วจึงให้จำเลยที่  1 โอนที่ดินให้โจทก์     

- ในคดีร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์  เป็นคดีไม่มีข้อพิพาท ถ้ามีผู้คัดค้านก็เป็นคดีมีข้อพิพาท และเป็นคดีมีทุนทรัพย์  และถ้ายื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินหลายแปลง  การคิดทุนทรัพย์ต้องแยกเป็นราคาที่ดินแต่ละแปลง (ฎ. 4931/41)

- ฟ้องขอให้เพิกถอน น.ส.3  ของจำเลย อ้างว่าออกทับที่ดินของโจทก์  จำเลยกล่าวแก้พิพาทด้วยกรรมสิทธิ์  เป็นคดีมีทุนทรัพย์  (ฎ. 6095/45) 

 ข้อยกเว้นให้ฏีกาในข้อเท็จจริงได้ (มาตรา  248 วรรคหนึ่งตอนท้าย) 

1.  ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีนั้นในศาลอุทธรณ์ มีความเห็นแย้ง

2.  ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาในศาลชั้นต้น หรือศาลอุทธรณ์ ได้รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาได้

3.  ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเป็นหนังสือจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ 

การรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริง

- ผู้พิพากษาที่มีคำสั่งในคำร้องขอขยายเวลายื่นอุทธรณ์ภายหลังที่ศาลชั้นต้นตัดสินคดีแล้วนั้น  ไม่ใช่ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีนั้น จึงไม่มีสิทธิรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริงได้ (ฎ.5515/45)  (การยื่นให้รับรองต้องยื่นภายในกำหนดอายุฎีกา)

- ผู้พิพากษาในศาลชั้นต้นที่ได้นั่งพิจารณาสืบพยานประเด็น ไม่มีอำนาจรับรอง (ฎ. 3420/38) 

- คำสั่งของผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้น หรือศาลอุทธรณ์ ที่ไม่รับรองให้ฎีกานั้น เป็นดุลพินิจเฉพาะตัว อุทธรณ์ ฎีกา ไม่ได้ (คร.30/42) 

-  แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งไม่รับฎีกา  แต่เมื่อยังอยู่ในกำหนดระยะเวลาที่จะยื่นฎีกาได้ ก็มีสิทธิยื่นคำขอให้ผู้พิพากษา ตามข้อ 3.   อนุญาตให้ฎีกาตามฎีกาที่ยื่นไว้แล้วได้   ศาลต้นย่อมมีหน้าที่ส่งคำร้องดังกล่าวพร้อมสำนวนความไปให้ผู้พิพากษาที่จำเลยระบุชื่อในคำร้อง เพื่อพิจารณาต่อไป (ฎ. 1178/44)   แต่ถ้าเป็นการขอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์รับรองให้ฎีกาตามข้อ  2.  ข้างต้น ผู้ฎีกาต้องยื่นคำร้องถึงผู้พิพากษานั้นพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้น  ถ้ายื่นคำร้องมาภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาแล้ว  เป็นการขัดต่อบทบัญญัติมาตรา 248 วรรคท้าย ( คร. 1669/35)   

- การขอให้รับรองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงนั้น ไม่จำต้องระบุชื่อของผู้พิพากษาก็ได้ เพียงแต่ระบุให้รู้ว่าหมายถึงผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้น หรือศาลอุทธรณ์ก็ใช้ได้แล้ว(คร.624/42)  หรือกรณีที่มีการขอให้ผู้พิพากษาหลายคนให้รับรองฎีกาในข้อเท็จจริง  เมื่อผู้พิพากษาคนแรกไม่รับรองให้ฎีกา  ศาลชั้นต้นก็ต้องส่งคำร้องไปให้ผู้พิพากษาคนอื่นๆที่ระบุในคำร้องเพื่อพิจารณารับรองอีก (คร. 611/40)   แต่ถ้าคำร้องได้ระบุให้มีผู้พิพากษาคนใดรับรองแล้ว  ผู้พิพากษาคนที่ระบุชื่อเท่านั้นมีอำนาจรับรอง    คนอื่นที่ไม่ระบุ ไม่มีอำนาจรับรองเพราะไม่ต้องด้วยความประสงค์ของผู้อุทธรณ์ (ฎ. 8648/47)    

การอนุญาตให้ฎีกาโดยอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์

- ในชั้นฎีกา มาตรา  248  วรรคหนึ่ง  ได้บัญญัติให้อำนาจอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์(รวมทั้งอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาคด้วย)  อนุญาตให้ฎีกาในข้อเท็จจริงไว้โดยเฉพาะแล้ว จึงจะนำบทบัญญัติมาตรา  224 วรรคหนึ่งมาใช้บังคับอีกไม่ได้   ดังนี้จึงขอให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรืออธิบดีผู้พิพากษาภาค (ของศาลชั้นต้น) รับรองฎีกาไม่ได้ 

-  แต่สำหรับมาตรา  230 วรรคสาม ไม่มีบัญญัติไว้ในชั้นฎีกา  จึงต้องนำมาบังคับใช้โดยอนุโลม   เมื่อศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกา ผู้ฎีกาชอบที่จะยื่นคำร้องถึงอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ หรืออธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ได้ภายใน  7 วัน   เพื่อมีคำสั่งยืนตามหรือกลับคำสั่งศาลชั้นต้น (ฎ. 2124/42)     

คดีครอบครัว

- คดีที่สามีภริยาฟ้องเรียกค่าเสียหายหรือค่าทดแทนจากหญิงอื่น หรือจากชายอื่นที่มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับภริยาหรือาสามีของตนเป็นคดีครอบครัว  (ฎ. 1966/48,  คร. 244/45)

- ในคดีฟ้องหย่าและแบ่งสินสมรส ถือว่าเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในครอบครัว ดังนี้แม้จะฎีกาเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับสินสมรสซึ่งคิดเป็นเงินไม่เกิน 200,000 บาท  ก็ไม่ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง (ฎ. 13786/44) 

คดีฟ้องขับไล่บุคคลใดๆออกจากอสังหาริมทรัพย์ 

 การฟ้องขับไล่บุคคลใดๆ ตามมาตรา  224 วรรคสอง  แบ่งออกเป็น  2 กรณี  คือฟ้องขับไล่ผู้เช่า  และฟ้องขับไล่ในกรณีอื่นๆนอกจากผู้เช่า  เช่นผู้ละเมิด  ผู้อาศัย

- การฟ้องขับไล่ผู้เช่า ถือเอาค่าเช่าตามที่ระบุไว้ในสัญญาเช่าเป็นเกณฑ์ในการกำหนดสิทธิในการอุทธรณ์  ส่วนการฟ้องขับไล่บุคคลใดๆในกรณีอื่นนอกจากผู้เช่า คิดคำนวณโดยใช้หลักเกณฑ์จากอาจให้เช่า ไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท  ในชั้นอุทธรณ์  หรือ 10,000 บาท  ในชั้นฎีกา      

- ปัญหาว่าจำนวนเงินที่จะถือว่าเป็นจำนวนที่อาจให้เช่าได้  จะถือเอาค่าเสียหายตามที่  โจทก์ฟ้องหรือตามที่ศาลกำหนดให้  ฎ. 1774/48  โจทก์อ้างว่าอาจให้เช่าเดือนละ 12,000 บาท  แต่ศาลชั้นต้นกำหนดให้ 6,000 บาท  เมื่อไม่มีการโต้แย้งกัน ศาลฎีกาถือว่า อาจให้เช่าได้เดือนละ 6,000 บาท  ตามที่ศาลกำหนด

-ในคดีฟ้องขับไล่ออกจากอสังหาริมทรัพย์นี้ ถ้าจำเลยให้การต่อสู้กรรมสิทธิ์ ถือว่าเป็นคดีมีทุนทรัพย์  สิทธิฎีกาในข้อเท็จจริงจึงต้องดูจากราคาทรัพย์นั้นว่าเกินกว่า 200,000 บาท หรือไม่เท่านั้น โดยไม่ต้องย้อนกลับไปดูหลักเกณฑ์ เรื่องค่าเช่าหรือคำขอให้ขับไล่หรือรื้อถอนอีก  กล่าวคือ ถ้าราคาที่ดินพิพาทไม่เกิน 200,000 บาท  แม้จะมีค่าเช่าเกิน 10,000 บาท ก็เป็นกรณีต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง (ฎ. 5490/48)    

สิทธิฎีกาคดีเกี่ยวกับการบังคับบริวารในคดีขับไล่ ( มาตรา  248 วรรคสาม) 

- คดีเกี่ยวกับการบังคับวงศ์ญาติและบริวารของผู้ถูกฟ้องขับไล่ซึ่งอยู่บนอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งคู่ความในคดีฟ้องขับไล่ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตาม 248 วรรคสอง   ถ้าศาลอุทธรณ์พิพากษายืนหรือเพียงแต่แก้ไขเล็กน้อย ไม่ว่าศาลจะฟังว่าบุคคลดังกล่าวสามารถแสดงอำนาจพิเศษให้ศาลเห็นหรือไม่ ห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง  เว้นแต่จะได้มีความเห็นแย้งหรือคำรับรองหรือหนังสืออนุญาตตามวรรคหนึ่ง    แสดงว่าสิทธิในการฎีกาในคดีที่บังคับบริวารของจำเลย ต้องดูสิทธิในการฎีกาของคู่ความในคดีเดิมเป็นหลัก (ฎ. 2864/49 1174/45) 

- กรณีสิทธิฎีกาคดีเกี่ยวกับการบังคับบริวารในคดีขับไล่    ผู้ร้องในชั้นบังคับคดีอ้างว่าเป็นเจ้าของบ้านที่เจ้าพนักงานบังคับคดีการรื้อถอน จึงเป็นคดีเกี่ยวกับการบังคับบริวารของจำเลยให้ออกไปจากที่ดินของโจทก์  เมื่อคู่ความในคดีเดิมต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริง  และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง ผู้ร้องจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงด้วย ตาม  248 วรรคสาม (ฎ. 1174/45)

- คดีเกี่ยวกับการบังคับญาติ และบริวารของจำเลยในคดีขับไล่ตามมาตรา  248 วรรคสาม ห้ามมิให้ฎีกาเฉพาะในข้อเท็จจริงเท่านั้น จึงฎีกาในข้อกฎหมายได้  การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการไต่สวน แล้งฟังข้อเท็จจริงจากคำร้อง และคำคัดค้านว่าผู้ร้องเป็นบริวารของจำเลย จึงเป็นการวินิจฉัยเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมาย การที่ผู้ร้องอุทธรณ์และฎีกาโต้แย้งกันต่อมา จึงเป็นฎีกาในข้อกฎหมาย ไม่ต้องห้ามฎีกา ตามมาตรา 248 วรรคสาม (คร.1298/48) 

-ฎ. 1203/49   โจทก์ฟ้องขับไล่พร้อมเรียกค่าเสียหายจากจำเลยซึ่งถือได้ว่าเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ กับคดีมีทุนทรัพย์ปนกันมา  ดังนี้จะฎีกาข้อเท็จจริงได้หรือไม่ต้องแยกจากกัน  กล่าวคือ ถ้าหากฎีกาประเด็นเรื่องฟ้องขับไล่ ก็ต้องพิจารณาว่าอสังหาริมทรัพย์นั้นอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นฟ้องเดือนละ 10,000 บาท หรือไม่ ด้วย    

 ฎีกาต้องชัดแจ้งและว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลล่าง (มาตรา  249) 

- ฎีกาที่ชัดแจ้ง  หมายถึง ต้องโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่าไม่ถูกต้องอย่างไร   และที่ถูกต้องเป็นอย่างไร  (ฎ. 437/35)   เช่นการคัดลอกข้อความในอุทธรณ์มาทั้งสิ้น มิได้ยกข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายขึ้นอ้างอิงว่าคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ ไม่ถูกต้อง หรือไม่ชอบอย่างไร เป็นฎีกาไม่ชัดแจ้ง (ฎ.251/48) 

-ข้อที่จะฎีกาได้ต้องเป็นข้อที่ว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์  กล่าวคือ ต้องเป็นข้อที่โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้อง  หรือเป็นข้อที่จำเลยได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การ คำฟ้องอุทธรณ์ หรือคำแก้อุทธรณ์  (ฎ. 2845/48,557/47)

- ฎ. 5589/39  จำเลยให้การต่อสู้ว่าคดีโจทก์ขาดอายุความ ตาม ป.พ.พ.มาตรา 624   จำเลยฎีกาว่าขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา  193/34 ไม่ได้ ถือว่ามิได้ว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์

-สำหรับคดีที่มีการชี้สองสถานหากศาลมิได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ และคู่ความมิได้คัดค้าน  ถือว่าได้สละประเด็นข้อพิพาทนั้นแล้ว    จึงมิใช่ข้อที่ว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้น (ฎ. 3698/31)  ในกรณีตรงกันข้าม ถ้าคำให้การของจำเลยไม่เป็นประเด็น  แต่ศาลชั้นต้นกำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้  และศาลชั้นต้นกับศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้  ก็เป็นการไม่ชอบ ฏีกาข้อนี้จึงเป็นข้อที่มิได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง (ฎ. 309/39)

-กรณีจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ  ถือว่ามีประเด็นตามคำฟ้องของโจทก์  และถือว่าเป็นประเด็นที่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์  (ฎ. 2239/47)  

- การที่คู่ความท้ากันในบางประเด็น ถือว่าได้สละประเด็นอื่นแล้ว   คู่ความจะยกประเด็นที่สละแล้ว ขึ้นอุทธรณ์หรือฎีกาไม่ได้  ถือว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลล่าง(ฎ. 789/44)

- ข้อที่ว่ากันมาแล้วในศาลอุทธรณ์นั้น อาจเกิดจากอุทธรณ์ หรือคำแก้อุทธรณ์ก็ได้ (ฎ. 2303/34,478/39)   เช่นศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์จะมิได้วินิจฉัยประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องไว้ แต่จำเลยให้การต่อสู้ในศาลชั้นต้น และในคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในชั้นอุทธรณ์ก็กล่าวแก้ไว้  ถือว่าประเด็นนี้ไม่ยุติในชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ 

- ถ้าศาลชั้นต้นไม่รับคำแก้อุทธรณ์  ถือว่าประเด็นที่ได้โต้แย้งไว้ ในคำแก้อุทธรณ์เป็นข้อที่ไม่ได้ ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลอุทธรณ์  (ฎ. 7494/44)   

- คู่ความจะโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นในข้อใดต้องทำเป็นอุทธรณ์  หากไม่อุทธรณ์ เพียงแต่กล่าวไว้ในคำแก้อุทธรณ์    ดังนี้จะฎีกาในข้อดังกล่าวไม่ได้  เพราะถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลอุทธรณ์ (ฎ. 5968/48)     

- เมื่อไม่เป็นประเด็นในชั้นอุทธรณ์ แม้ศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยให้ ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นอุทธรณ์ (ฎ.1937/39)

- ที่ว่าข้อที่จะฎีกานั้นจะต้องว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์นั้น จำต้องว่ากันมาแล้วโดยชอบด้วย    หากเป็นอุทธรณ์ต้องห้าม แต่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้ ก็ไม่ถือว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วในชั้นอุทธรณ์  ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย (ฎ. 7382/43, 6459/41)

- คำสั่งระหว่างพิจารณาที่ไม่ได้โต้แย้งไว้  ไม่มีสิทธิอุทธรณ์ แต่ถ้าศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้ ก็ถือว่าเป็นข้อที่มิได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์  ต้องห้ามมิให้ฎีกา(ฎ. 5676/39)

- ข้อเท็จจริงที่มิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์  แม้จะมีผู้พิพากษารับรองให้ฎีกาได้  ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยให้ (ฎ. 7100/40)  ยกเว้นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยฯ  แม้ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ก็สามารถยกขึ้นฎีกาได้ ตามมาตรา  249วรรคสอง (ฎ.361/39)   ปัญหาว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ ไม่เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบฯ  แต่ถ้าฟ้องโจทก์ถึงขนาดขาดสาระสำคัญในความรับผิดของจำเลย  เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบฯ  ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้  

- ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้อง เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยฯ  แม้จำเลยไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การ หรือศาลชั้นต้นไม่ได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาท คู่ความก็มีสิทธิยกขึ้นฎีกาได้ (ฎ. 6370/40)   แต่การที่จำเลยยกข้อต่อสู้เรื่องอำนาจฟ้องไว้ในคำให้การแล้ว แต่จำเลยแถลงไม่ติดใจที่จะสู้อีกต่อไปถือว่าประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องยุติไปตามคำแถลงของจำเลยแล้ว จำเลยไม่มีสิทธิยกขึ้นฎีกา(ฎ. 4206/40) เพราะมาตรา  249 วรรคสอง จะต้องเป็นกรณีที่จำเลยมิได้ยกปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์   เรื่องนี้เมื่อประเด็นข้อพิพาทเรื่องอำนาจฟ้องยุติไปตามคำแถลงของจำเลย จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์

- ปัญหาข้อกำหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยฯ   จะต้องได้มาจากข้อเท็จจริงในการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบ (ฎ. 5739/46)   เรื่องนี้จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ว่าโจทก์ไม่ได้บอกกล่าวให้จำเลยออกจากที่ดิน พิพาทก่อนนำคดีมาฟ้อง คดีจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทดังกล่าว แม้โจทก์จะนำสืบบิดาโจทก์ว่ามีการบอกกล่าวแล้ว ก็เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดจากพยานนอกสำนวน   ไม่เกี่ยวกับที่คู่ความจะต้องนำสืบ  และเป็นข้อเท็จจริงที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา ตามมาตรา 87  ศาลรับฟังมาเป็นข้อกฎหมายไม่ได้                 

-ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่จะยกขึ้นฎีกา  จะต้องว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลล่าง  เช่น ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาท เพียงว่า ฝ่ายโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท มีเนื้อที่ฝ่ายละเท่าใด และอยู่ในตำแหน่งใด   คดีไม่มีประเด็นข้อพิพาทเรื่องอายุความ  ดังนั้นฏีกาของจำเลยที่ว่าฟ้องโจทก์ทั้งสี่ขาดอายุความเพราะจำเลยปลูกบ้านรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ทั้งสี่มานานเกิน 10 ปี  จึงมิใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง  ศาลฏีกาจึงไม่รับวินิจฉัย (ฎ. 1172/47)  เฉพาะคู่ความที่ยกข้อเท็จจริงนั้นเท่านั้น  ถ้าฝ่ายอื่นเช่นผู้ต้องหาสอดไม่ได้ยกมาแต่ต้น  ก็เท่ากันผู้ร้องสอดนั้นไม่ได้ว่ากล่าว แม้คู่ความเดิมจะได้ว่ากล่าวก็ตาม (ดู ฎ.1508/38)     

การยื่นฎีกาในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์นั้น แม้จะมีคำรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริงของผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลนั้นก็ตาม ก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงดังกล่าวได้ (ฎ. 1118/46)     ในกรณีที่มีการฎีกาในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์  และศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวให้ก็เป็นการไม่ชอบ   ( อุทธรณ์  เท่ากับไม่ได้อุทธรณ์    และวินิจฉัยเท่ากับไม่ได้มีการวินิจฉัย  จึงเท่ากับไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้ว) ฎ. 2468/27,7372/44

-ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระ ได้แก่ ปัญหาที่ศาลฎีกาแม้จะได้วินิจฉัยให้ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลคดีได้ (ฎ. 2254/38)

- ปัญหาในชั้นฎีกาที่ว่าเสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์มาครบถ้วนหรือไม่  ไม่มีผลกระทบต่อกระบวนพิจารณาหรือคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์  จึงไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป   จึงไม่เป็นสาระ (ฎ. 6530/46)   

อุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา  (มาตรา 252)

- การอุทธรณ์โดยตรงไปยังศาลฎีกานี้ ต้องเป็นการอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกา  ถ้าศาลชั้นต้นยกคำร้องที่ขอให้ศาลชั้นต้นส่งคำร้องไปให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกา ต้องอุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ตามลำดับชั้น  จะอุทธรณ์โดยตรงไปยังศาลฎีกาไม่ได้ เพราะไม่ใช่เป็นการอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์(ฎ. 37-8/42)

- การอุทธรณ์ในเรื่องขอขยายระยะเวลาฎีกา ( เรื่องนี้ยังไม่ได้ยื่นฎีกาเข้ามา)   ไม่ใช่อุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา ก็ต้องอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ ไปตามลำดับชั้นของศาล(ฎ. 1404/09)  

- กรณีถ้ามีการยื่นฎีกาเข้ามาแล้วยื่นคำร้องขอขยายเวลาวางเงินค่าธรรมเนียม ในชั้นฎีกาและค่าทนายความที่ต้องใช้แทนอีกฝ่ายหนึ่ง  ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้ขยายเวลา  โดยยกคำร้องและสั่งไม่รับฏีกา  ดังนี้เป็นกรณีตามมาตรา  252  ต้องอุทธรณ์ไปยังศาลฎีกา(ฎ. 3996/34)   

- ศาลชั้นต้นมีหน้าที่ต้องส่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาไปยังศาลฎีกา  จะสั่งไม่รับคำร้องดังกล่าวไม่ได้(ฎ. 1307/48,3810/45)    แสดงว่าตามมาตรา  247 ประกอบ 232  ศาลชั้นต้นมีอำนาจตรวจสั่งรับหรือไม่รับเฉพาะฎีกาเท่านั้น  ส่วนคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา ต้องดำเนินการตามมาตรา  252  โดยส่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาไปยังศาลฎีกา ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจสั่งไม่รับคำร้องดังกล่าว  แม้จะปรากฏว่าจำเลยไม่ได้ปฎิบัติตามมาตรา 234 ก็ตาม

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

     ...คุณเคยมีปัญหาเหล่านี้หรไม่ ? 

      - เพิ่งจบปริญญาตรี ไม่รู้จะเริ่มต้นกับการเรียนเนติอย่างไร
      - 
สอบมาหลายครั้งแล้วไม่ผ่านซัที 47 , 48 , 49 คะแนนอยู่นี่หลายครั้งแล้ว เมื่อไหร่จะถึง 50 คะแนนซักที

      - สอบมาหลายครั้งแล้ว  เพื่อนๆในกลุ่มทยอยจบกันหมด..ะลงสมัครใหม่ก็เขินอายรุ่นน้อง
      - 
อยู่ต่างจังหวัด ทำงานประจำไม่มีเวลาไปนั่งเรียนที่เนติฯ 
      - 
สมัครติวเนติทางไปรษณีย์ กว่าจดหมายจะมาถึงก็ไม่ทันสอบ
      - 
สมัครรับจองคำบรรยายเนติทางไปรษณีย์ 
กว่าจดหมายจะมาถึงก็ไม่ันสอบ
      - เดินทางไปเรียนหรือไปติวรถก็ด...กลับมาก็เหนื่อย
 
     - อยู่ต่างจังหวัดอยากมาเรียนที่ กทม. หรือมาติว...แต่ไม่สามารถมาเรีนหรือมาติวได้เพราะไกลและสถาบัติวก็อยู่หน้ารามกันหมด

      - ไม่อยากคุยกันเรื่องเรียนเนติกับเพื่อนๆหรือคนที่เรียนเนติจบแล้ว..มันรู้สึกท้อ รู้สึกอาย..จะลงใหม่ก็ไม่รู้จะปรึกษาใคร หรือเริ่มยังไงอีก 


    ถ้าเปรียบกับการสอบเนติบัณฑิต กับการทำศึกสงคราม มีกลยุทธ์ 3 อย่าง ดังนี้
        - ท่องตัวบท   คือ อาวุธ ที่เรา สะสมไว้ ต่อสู้ ยิ่งท่องตัวบทได้มาก ก็ มีอาวุธ เก็บไว้สำรองมาก หยิบใช้เมื่อไรก็ได้
        - จดฎีกา       คือการ ศึกษาแผนการรบว่าสถานการณ์แบบใดเราควรจะใช้อาวุธแบบใด ยิ่งจดจำฎีกาไว้มาก ก็มีแนวการตอบข้อสอบได้ตรงจุด ตรงประเด็น ได้มาก และไม่โดนข้อสอบหลอกล่อให้หลงทา
        -  ล่าข้อสอบ   คือ การหัดซ้อมรบก่อน เข้าสู้ศึกสงครามสนามสอบจริง ยิ่งหัดทำข้อสอบมากเท่าใด ก็เป็นการสั่งสมประสบการณ์การหัดทำข้อสอบมากขึ้นทำให้ จับประเด็นและเขียนตอบได้เร็วและทันเวลา
     -------------------------------------------------------------------------------------------------------------------     
     ขอแนะนำ !!

     ชุดรวบรวมเอกสารคำบรรยายเนติฯ สำหรับเตรียมสอบ ภาค 1/66 และ 2/65
    ++  กลุ่มวิชากฎหมายแพ่งและอาญา ++  
      - ไฟล์เสียงคำบรรยายภาคปกติ, ภาคค่ำ และภาคทบทวน 1/66 New !!
      -  ไฟล์เอกสารสรุปคำบรรยายเนติฯ 1/66 
      -  ไฟล์เอกสารประกอบคำบรรยาย 1/66 
      -  ไฟล์บทบรรณาธิการ 1/63-1/66 
      -  ไฟล์ธงคำตอบกลุ่มวิชากฎหมายแพ่งและ อาญา (สมัยที่ 56-65) 
      -  ไฟล์เอกสารทบทวนสรุปประเด็นน่สนใจ 1/66
      -  ไฟล์เอกสารรวมคำพิพากษาฎีกาใหม่ (พร้อมข้อสังเกตน่าสนใจ)1/66
      -   เทคนิคการเขียนคำตอบแบบถูกต้องที่สุด ตลอดจนเทคนิคการปรับบทกฎหมายต่งๆสำหรับทุกสนามสอบ (การเตรียมพร้อมสอบเนติฯ/ผู้ช่ยฯ/อัยการ)
    ..................................................................................................................................................
    ++ กลุ่มวิชากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและวิธีพิจารณาความอาญา ++ 
      - ไฟล์เสียงคำบรรยายภาคปกติ, ภาคค่ำ และภาคทบทวนวันอาทิตย์ 
      - ไฟล์เอกสารสรุปคำบรรยายเนติฯ 2/65 
      - ไฟล์เอกสารประกอบคำบรรยาย 2/65 
      - ไฟล์บทบรรณาธิการ 2/63-2/65 
      - ไฟล์ธงคำตอบกลุ่มวิชากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและวิธีพิจารณาความ อาญา (สมัยที่ 56-65) 
      - เทคนิคการเขียนคำตอบแบบถูกต้องที่สุด ตลอดจนเทคนิคการปรับบทกฎหมายต่งๆสำหรับทุกสนามสอบ (การเตรียมพร้อมสอบเนติฯ/ผู้ช่ยฯ/อัยการ)  
    ..................................................................................................................................................
     ค่ารวบรวม  :   ภาคละ 350.-บาท  (DVD 4 แผ่น) (ส่ง EMS ฟรี !! + แถมฟรี !! แผ่นรองเม้าท์) 
     หมายเหตุ   :   สั่งซื้อทั้ง 2 ภาค ค่ารวมรวมพิเศษ 650.- บาท (ส่ง EMS ฟรี !! + แถมฟรี !! แผ่นรองเม้าท์ + CD แบบร่างสัญญามากกว่า 400 แบบ (file word) + แบบฟอร์มศาล, แบบฟอร์มเ อกสารงานบุคคล,เอกสารงานบัญชีและภาษี) 

   ** สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อ 085-801-0725, E-mail : siripit...@gmail.com**

     


Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages