ชั่วโมงที่ 3 . (ค่าทดแทน)
ในคราวที่แล้วได้พูดถึงเรื่องการ หมั้น สินสอดผลแห่งการหมั้น วันนี้พูดเรื่องการเรียกค่าทดแทน
ก็แบ่งได้ระหว่างกันเองกับบุคคลภายนอก
1.การเรียกค่าทดแทนระหว่างกันเอง การ กระทำชั่วอย่างร้ายแรง มาตรา 1447(2) ค่าทดแทนอันจะพึงชดใช้แก่กันตามหมวดนี้ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์
สิทธิเรียกร้องค่าทดแทนตามหมวดนี้ นอกจากค่าทดแทนตามมาตรา 1440 (2) ไม่อาจโอนกันได้และไม่ตกทอดไปถึงทายาท เว้นแต่สิทธินั้นจะได้รับสภาพกันไว้เป็นหนังสือหรือผู้เสียหายได้เริ่มฟ้องคดีตามสิทธินั้นแล้ว
ในส่วนของการผิดสัญญาหมั้นนั้น ต้องมีการหมั้นที่สมบูรณ์ครบองค์ประกอบเสียก่อน
ก็มีกรณีที่ตกลงการสมรสกันแต่ไม่มีของหมั้น ก็ไม่อาจเรียกค่าทดแทนแก่กันได้ หรือกรณีสู่ขอกันโดยไม่ได้เจตนาสมรสกัน
ฎ. 8954/2549
การที่ศาลจะวินิจฉัยว่าฝ่ายจำเลยผิดสัญญาหมั้นหรือไม่ จะต้องฟังให้ได้เสียก่อนว่า โจทก์ที่ 2 และจำเลยที่ 2 มีเจตนาที่จะสมรสโดยจดทะเบียนสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1457 หรือไม่ เพราะการหมั้นตามกฎหมายนั้นต้องมีเจตนาจะสมรสกันตามกฎหมาย มิใช่เมื่อมีการมอบของหมั้นแล้ว ก็มีผลสมบูรณ์ตามมาตรา 1437
ฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยทำพิธีหมั้นตามประเพณี โดยไม่มีเจตนาที่จะจดทะเบียนสมรสต่อกัน ทรัพย์สินที่ฝ่ายจำเลยมอบให้ฝ่ายโจทก์จึงไม่ใช่ของหมั้น เพราะไม่ใช่ทรัพย์สินที่ฝ่ายจำเลยมอบให้ฝ่ายโจทก์เพื่อเป็นหลักฐานการหมั้น และประกันว่าจะสมรส ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1437 วรรคหนึ่ง ดังนั้น เงินสดจำนวน 1,444,000 บาท และทองคำรูปพรรณที่จำเลยที่ 1 นำไปมอบให้แก่ฝ่ายโจทก์จึงไม่ใช่ของหมั้น โจทก์ทั้งสองจึงไม่อาจฟ้องเรียกคืนฐานผิดสัญญาหมั้นได้
ฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยมีข้อตกลงกันว่าโจทก์ทั้งสองจะคืนเงินสดและทองรูปพรรณที่ใช้ในพิธีหมั้นให้จำเลยที่ 1 ในวันแต่งงาน ดังนั้น เงินสดและทองรูปพรรณดังกล่าวจึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์ที่ 2 แต่เป็นที่เข้าใจตรงกันทั้งสองฝ่ายว่าเป็นทรัพย์สินที่นำมาแสดงในวันหมั้นเพื่อให้เหมาะสมกับฐานะทั้งสองฝ่ายเท่านั้น กรรมสิทธิ์ในเงินสดและทองคำรูปพรรณดังกล่าวจึงไม่ตกเป็นของโจทก์ที่ 2 การที่โจทก์ที่ 2 นำไปให้จำเลยที่ 1 ในวันแต่งงานจึงเป็นการส่งคืนทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ตามข้อตกลง มิใช่การฝากทรัพย์ โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิเรียกคืน
มาตรา 1457 การสมรสตามประมวลกฎหมายนี้จะมีได้เฉพาะเมื่อ ได้จดทะเบียนแล้วเท่านั้น
มาตรา 1437(2) การหมั้นจะสมบูรณ์เมื่อฝ่ายชายได้ส่งมอบหรือโอนทรัพย์สินอันเป็นของหมั้นให้แก่หญิงเพื่อเป็นหลักฐานว่าจะสมรสกับหญิงนั้น
เมื่อหมั้นแล้วให้ของหมั้นตกเป็นสิทธิแก่หญิง
สินสอด เป็นทรัพย์สินซึ่งฝ่ายชายให้แก่บิดามารดา ผู้รับบุตรบุญธรรมหรือผู้ปกครองฝ่ายหญิง แล้วแต่กรณี เพื่อตอบแทนการที่หญิงยอมสมรส ถ้าไม่มีการสมรสโดยมีเหตุสำคัญอันเกิดแก่หญิงหรือโดยมีพฤติการณ์ซึ่งฝ่ายหญิงต้อง
รับผิดชอบทำให้ชายไม่สมควรหรือไม่อาจสมรสกับหญิงนั้น ฝ่ายชายเรียกสินสอดคืนได้
ถ้าจะต้องคืนของหมั้นหรือสินสอดตามหมวดนี้ ให้นำบทบัญญัติมาตรา 412 ถึงมาตรา 418 แห่งประมวล-กฎหมายนี้ ว่าด้วยลาภมิควรได้มาใช้บังคับโดยอนุโลม
กรณีนี้ต้องการแสดงให้เห็นว่าการหมั้นต้องผ่านองค์ประกอบ การหมั้นมาก่อน
ต้องดูว่ามีการผิดสัญญาหมั้นหรือไม่ คือไม่มีเหตุที่จะปฏิเสธได้ตามกฎหมาย แล้วมีการเลิกสัญญาหมั้น
เหตุที่จะปฏิเสธได้ตามกฎหมายก็คือเหตุสำคัญ อันเกิดแต่ คู่สัญญาคู่หมั้น
เช่น เพราะเห็นว่านางสาว บี มีพฤติกรรมรักร่วมเพศเดียวกัน อันนี้นายเอ มีสิทธิที่จะปฏิเสธการสมรส ได้
ถือเป็นการบอกเลิกสัญญาหมั้นด้วย
1392/2542 คือมีการตกลงกันว่าฝ่ายชายจะยอมปลูกบ้านในที่ดินของบิดามารดาฝ่ายหญิง แล้วไม่กระทำ หญิงก็ปฏิเสธได้
การที่เข้าพิธีแต่งงานกัน ก็ถือว่ามีเจตนาทำการสมรสกันในเร็ววัน แล้วหลบหนีไปอย่างนี้ถือว่าฝ่ายหญิงผิดสัญญาหมั้น
ถ้าต่อมาอยู่ด้วยกันนานแล้ว เกิดไม่ยอมจดทะเบียนสมรส กรณีนี้ก็ผิดสัญญาหมั้นได้
2165/2538
สำหรับค่าทดแทนที่จะเรียกต่อการตาม 1440 กำหนดไว้ 3 ประการ
มาตรา 1440 ค่าทดแทนนั้นอาจเรียกได้ ดังต่อไปนี้
(1) ทดแทนความเสียหายต่อกายหรือชื่อเสียงแห่งชายหรือหญิงนั้น
(2) ทดแทนความเสียหายเนื่องจากการที่คู่หมั้น บิดามารดา หรือบุคคลผู้กระทำการในฐานะเช่นบิดามารดาได้ใช้จ่ายหรือต้องตกเป็นลูกหนี้เนื่องในการเตรียมการสมรสโดยสุจริตและตามสมควร
(3) ทดแทนความเสียหายเนื่องจากการที่คู่หมั้นได้จัดการทรัพย์สินหรือการอื่นอันเกี่ยวแก่อาชีพหรือทางทำมาหาได้ของตนไปโดยสมควรด้วยการคาดหมายว่าจะได้มีการสมรส
ในกรณีที่หญิงเป็นผู้มีสิทธิได้ค่าทดแทน ศาลอาจชี้ขาดว่าของหมั้นที่ตกเป็นสิทธิแก่หญิงนั้นเป็นค่าทดแทนทั้งหมดหรือเป็นส่วนหนึ่งของค่าทดแทนที่หญิงพึงได้รับ หรือศาลอาจให้ค่าทดแทนโดยไม่คำนึงถึงของหมั้นที่ตกเป็นสิทธิแก่หญิงนั้นก็ได้
บิดามารดาที่จะเรียกให้รับผิดตาม อนุสองนั้นควรจะเป็นคู่สัญญาหมั้นด้วย ดังนั้นกรณีที่บิดามารดาฝ่ายหญิงที่เป็นคู่สัญญาหมั้นจะต้องรับผิดทั้ง 3 อนุ แต่การเรียกค่าทดแทนนั้นเฉพาะ อนุแรกเท่านั้นที่จะเรียกแก่กันได้
ค่าทดแทนนั้นกฎหมายลักษณะครอบครัวอาจไม่อาจเรียกกันได้โดยละเมิด
แต่ค่าทดแทนการหมั้นเรียกได้แค่สามอย่างเท่านั้น ทั้งนี้ความรับผิดที่เกิดขึ้นก็หาได้เป็นเรื่องที่ต้องจงใจหรือประมาทเลินเล่อ แน่นอนว่าความรับผิดประการแรกเมื่อเป็นการทดแทนแห่งกายชื่อเสียงเมื่อเป็นการผิดสัญญาหมั้น ก็หาต้องเป็นการเสียหายแก่กายหรือชื่อเสียงเสมอไปไม่ ก็เป็นหน้าที่ที่ต้องนำสืบ
การบรรยายฟ้องไม่ต้องบรรยายถึงการจงใจหรือประมาท
ฎ.3366/2525
ฎ.1223/2539
อนุสองให้สิทธิแก่บิดามารดาหรือบุคคลที่กระทำการฟ้องเรียกได้ด้วย ตัวอย่าง
เช่น การตระเตรียมซื้อสิ่งของที่เขาจะอยุ่กินด้วย กัน หรือชุดวิวารห์ งานเลี้ยงเคยมี
7567/2540
ค่าใช้จ่ายในการทำพิธีแต่งงาน ค่าเลี้ยงพระ ถ้าหากเป็นเจตนาที่จะจดทะเบียนสมรสก็เป็น แต่ถ้าไม่เจตนาสมรสก็ไม่เป้นการสมรส
ถ้าเป็นกรณีค่าใช้จ่ายในงานหมั้น ไม่ถือว่าเป็นเงินที่เรียกได้
3818/2531
การเรียกค่าใช้จ่ายต้องเป็นการกระทำโดยสุจริต เช่นค่าวางมัดจำสถานที่ที่จัดพิธี ค่าเช่ารถก็น่าจะเป้นการกระทำโดยสุจริต
ถ้ารู้ก็เป็นการกระทำโดยอำเภอใจก็เรียกไม่ได้
อย่างการเชิญแขกมาก็มีการให้ซอง ค่าใช้จ่ายในการทำการสมรสสมมุติใช้ไป 1 แสน แต่ปรากฏว่าได้รับเงินค่าซอง 1.5 แสนบาทก็ไม่เกิด
ประการที่สามความเสียหายที่เกิดจากการจัดการทรัพย์สิน อาชีพหรือทางทำมาหาได้ ก็หมายถึงว่า
เช่นต้องเซ้งบ้านไปในราคาที่ต่ำเพื่อไปอยู่กับฝ่ายชายที่ต่างจังหวัดหรือได้ลาออกจากงานที่ทำอยุ่ หรือเป็นนักกีฬาต้องเลิกอาชีพ อย่างนี้ก็เป็นการเสียทางทำมาหาได้อย่างหนึ่ง
อย่างไรก็ตามการที่เสียหายเพราะว่า คาดหมายว่าจะทำการสมรส แต่ถ้าคาดหมายได้ว่าจะไม่มีการสมรส ไม่ถือว่าเป็นค่าเสียหายส่วนนี้
อันนี้ก็เป็นเรื่องการเรียกค่าทดแทน 3 กรณีรวมถึงการบอกเลิกสัญญาหมั้น 1440 ด้วย 1444
อีกเรื่องหนึ่งคือการเรียกค่าทดแทนจากบุคคลภายนอกหรือบุคคลอื่นกำหนดใน 1445 และ 14446
มาตรา 1445 ชายคู่หมั้นอาจเรียกค่าทดแทนจากชายอื่นซึ่งได้ร่วมประเวณีกับหญิงคู่หมั้นโดยรู้หรือควรจะรู้ว่าหญิงได้หมั้นกับชายคู่หมั้นนั้นแล้วได้ เมื่อชายคู่หมั้นได้บอกเลิกสัญญาหมั้นตามมาตรา 1442 แล้ว
มาตรา 1446 ชายคู่หมั้นอาจเรียกค่าทดแทนจากชายอื่น ซึ่งได้ข่มขืนกระทำชำเราหรือพยายามข่มขืนกระทำชำเราหญิงคู่หมั้นโดยรู้หรือควรจะรู้ว่าหญิงได้หมั้นแล้วได้โดยไม่จำต้องบอกเลิกสัญญาหมั้น
ในปี 2549 นั้นได้เปลี่ยนแปลง คือแต่เดิมให้สิทธิแก่ชาย เรียกแก่ชายชู้
อย่างไรก็ตามเมื่อมีการแก้ไขปรับปรุง ปี 33 ก้ไม่มีการแก้ไข เมื่อมีการแก้ไขปี 50 ก็เพื่อความเสมอภาค ปี 50 ก็แก้ไขในเรื่องนี้ถือหลักว่าให้ความคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และไม่มีการเลือกปฏิบัติ หลักการที่ให่ชายฟ้องเรียกค่าทดแทนอย่างเดียวไม่ใช่แล้วเป็นหญิงคุ่หมั้นด้วย
ก็ต่างกันเฉพาะเสริมสิทธิคู่หมั้นให้เรียกค่าทดแทนได้เท่านั้นเอง จึงต้องพิจารณาเป็นสองส่วน คือ ส่วนเรียกบุคคลร่วมประเวณีกับหญิงคู่หมั้น คือสมัครใจ ถ้าไม่สมัครใจก็เป็น 1446
คำว่าร่วมปรเวณีคือการเสพสังวาช การประพฤติผิด ต้องเป็นการกระทำกับเพศตรงข้าม ถ้าเป็นการกระทำกับเพศเดียวกันก็ไม่เป็นการร่วมประเวณี อย่างไรก็ตาม การประพฤตินั้น ก็คงจัดอยู่ในเรื่องเหตุสำคัญย่อมทำให้อีกฝ่ายหนึ่งบอกเลิกสัญญาได้ตาม 1442 กับ 14443 แต่เรียกค่าทดแทนตาม 1445 ไม่ได้
ปัญหาต่อไปก็คือว่า เอหมั้นกับบีแล้วไปเที่ยวด้วยกันเกิดเหตุการซึนามิคิดว่า บีตายแล้ว เอก็ไปมีความสัมพันธืกับ ขาว ความสำคัญผิดเช่นนี้มีผลกระทบต่อความรับผิดหรือไม่ ก้ไปดูองค์ประกอบข้อสองคือความรู้ถึงการหมั้นนั้นแล้ว
บีจะมีสิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนได้หรือไม่ แม้จะมีความสัมพันธ์ ก็ไม่ได้จับหลักเรื่องละเมิด คือแม้จะเป็นเรื่องรู้
อย่างไรก็ตามการที่ บีจะฟ้องเรียกค่าทดแทนได้ต้องบอกเลิกสัญญาหมั้นเสียก่อน ข้อสังเกต ถ้าคู่หมั้นยินยอมให้คู่หมั้นของตนไปมีความสัมพันธ์ทางเพศ อันนี้ก็ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญยาหมั้น เมื่อไม่สามารถอ้างเหตุก็ไม่อาจเรียกค่าทดแทนได้
ถ้าให้อภัย ก็ไม่ถือโทษและได้บอกกล่าวว่าไม่เอาผิดการให้อภัยก็ขาดสิทธิในการบอกเลิกสัญญาหมั้น
การให้อภัยก็ไม่จำเป็นต้องทำเป็นหนังสือก็ได้ ก็ไม่เหมือนกับการให้อภัยในเรื่องเหตุหย่า
ต่อไปเรื่องสิทธิการเรียกค่าทดแทน ตาม 1447 วรรค 2 ซึ่งไม่เป็นมรดกตกทอดไปสู่ทายาท แน่นอนเป็นเรื่องสิทธิเฉพาะตัว และจะเรียกได้ต้องบอกเลิกสัญญาหมั้นไว้ก่อน เช่นนี้ถ้าบอกเลิกแล้วยังไม่ได้เรียกค่าทดแทนก็เป็นสิทธิเฉพาะตัวเช่นกัน
มาตรา 1446 คือเรื่องการ เรียกจากผู้ข่มขืนกระทำชำเรา เนื่องจากประมวลกฎหมายอาญา ได้มีการแก้ใหม่ มาตรา 1446 ได้แก้ว่าพยายามข่มขืนด้วย ก่อนการแก้ ศาลได้วินิจฉัยว่าการกระทำชำเรา คือการนำของลับของชายล่วงไปในของลับของหญิง แต่เมื่อมีการแก้กฎหมายใหม่แล้วก็ไม่ใช่เฉพาะชายเท่านั้น ที่ข่มขืน แล้ว
ส่วนกรณีที่ไม่ได้ร่วมประเวณีแต่ได้เป็นตัวการในคดีอาญาที่ผิดข่มขืนกระทำชำเราไม่ได้ แต่ ว่าผู้ถูกกระทำมีสิทธิตามมาตรา 420 อยู่แล้ว
ในกรณีที่คู่หมั้นมีสิทธิเรียกได้โดยไม่ต้องเลิกสัญญาหมั้นและไม่อาจเรียกค่าทดแทนจากผู้ที่ถูกกระทำ และหากคู่หมั้นรุ้เห็นเป็นใจให้คู่หมั้นตนถุกข่มขืน แล้ว นอกจากจะบอกเลิกสัญญาหมั้นแล้วยังเรียกค่าทดแทนตาม 1444 ได้อีกด้วย
สำหรับคราวหน้าก็คงจะจบเรื่องการหมั้นแล้วเพราะการหมั้นก็คงจะจบในสัปดาห์หน้า
สรุปคำบรรยาย เนติภาคค่ำ ครอบครัว สัปดาห์ที่ 2 ชั่วโมงที่ 3 จ 1/06/09
ในคราวที่แล้วได้พูดถึงเรื่องการ หมั้น สินสอดผลแห่งการหมั้น วันนี้พูดเรื่องการเรียกค่าทดแทน
ก็แบ่งได้ระหว่างกันเองกับบุคคลภายนอก
1.การเรียกค่าทดแทนระหว่างกันเอง การ กระทำชั่วอย่างร้ายแรง
มาตรา 1447(2) ค่าทดแทนอันจะพึงชดใช้แก่กันตามหมวดนี้ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์
สิทธิเรียกร้องค่าทดแทนตามหมวดนี้ นอกจากค่าทดแทนตามมาตรา 1440 (2) ไม่อาจโอนกันได้และไม่ตกทอดไปถึงทายาท เว้นแต่สิทธินั้นจะได้รับสภาพกันไว้เป็นหนังสือหรือผู้เสียหายได้เริ่มฟ้องคดีตามสิทธินั้นแล้ว
ในส่วนของการผิดสัญญาหมั้นนั้น ต้องมีการหมั้นที่สมบูรณ์ครบองค์ประกอบเสียก่อน
ก็มีกรณีที่ตกลงการสมรสกันแต่ไม่มีของหมั้น ก็ไม่อาจเรียกค่าทดแทนแก่กันได้ หรือกรณีสู่ขอกันโดยไม่ได้เจตนาสมรสกัน
ฎ. 8954/2549
การที่ศาลจะวินิจฉัยว่าฝ่ายจำเลยผิดสัญญาหมั้นหรือไม่ จะต้องฟังให้ได้เสียก่อนว่า โจทก์ที่ 2 และจำเลยที่ 2 มีเจตนาที่จะสมรสโดยจดทะเบียนสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1457 หรือไม่ เพราะการหมั้นตามกฎหมายนั้นต้องมีเจตนาจะสมรสกันตามกฎหมาย มิใช่เมื่อมีการมอบของหมั้นแล้ว ก็มีผลสมบูรณ์ตามมาตรา 1437
ฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยทำพิธีหมั้นตามประเพณี โดยไม่มีเจตนาที่จะจดทะเบียนสมรสต่อกัน ทรัพย์สินที่ฝ่ายจำเลยมอบให้ฝ่ายโจทก์จึงไม่ใช่ของหมั้น เพราะไม่ใช่ทรัพย์สินที่ฝ่ายจำเลยมอบให้ฝ่ายโจทก์เพื่อเป็นหลักฐานการหมั้น และประกันว่าจะสมรส ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1437 วรรคหนึ่ง ดังนั้น เงินสดจำนวน 1,444,000 บาท และทองคำรูปพรรณที่จำเลยที่ 1 นำไปมอบให้แก่ฝ่ายโจทก์จึงไม่ใช่ของหมั้น โจทก์ทั้งสองจึงไม่อาจฟ้องเรียกคืนฐานผิดสัญญาหมั้นได้
ฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยมีข้อตกลงกันว่าโจทก์ทั้งสองจะคืนเงินสดและทองรูปพรรณที่ใช้ในพิธีหมั้นให้จำเลยที่ 1 ในวันแต่งงาน ดังนั้น เงินสดและทองรูปพรรณดังกล่าวจึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์ที่ 2 แต่เป็นที่เข้าใจตรงกันทั้งสองฝ่ายว่าเป็นทรัพย์สินที่นำมาแสดงในวันหมั้นเพื่อให้เหมาะสมกับฐานะทั้งสองฝ่ายเท่านั้น กรรมสิทธิ์ในเงินสดและทองคำรูปพรรณดังกล่าวจึงไม่ตกเป็นของโจทก์ที่ 2 การที่โจทก์ที่ 2 นำไปให้จำเลยที่ 1 ในวันแต่งงานจึงเป็นการส่งคืนทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ตามข้อตกลง มิใช่การฝากทรัพย์ โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิเรียกคืน
มาตรา 1457 การสมรสตามประมวลกฎหมายนี้จะมีได้เฉพาะเมื่อได้จดทะเบียนแล้วเท่านั้น
มาตรา 1437(2) การหมั้นจะสมบูรณ์เมื่อฝ่ายชายได้ส่งมอบหรือโอนทรัพย์สินอันเป็นของหมั้นให้แก่หญิงเพื่อเป็นหลักฐานว่าจะสมรสกับหญิงนั้น
เมื่อหมั้นแล้วให้ของหมั้นตกเป็นสิทธิแก่หญิง
สินสอด เป็นทรัพย์สินซึ่งฝ่ายชายให้แก่บิดามารดา ผู้รับบุตรบุญธรรมหรือผู้ปกครองฝ่ายหญิง แล้วแต่กรณี เพื่อตอบแทนการที่หญิงยอมสมรส ถ้าไม่มีการสมรสโดยมีเหตุสำคัญอันเกิดแก่หญิงหรือโดยมีพฤติการณ์ซึ่งฝ่ายหญิงต้องรับผิดชอบทำให้ชายไม่สมควรหรือไม่อาจสมรสกับหญิงนั้น ฝ่ายชายเรียกสินสอดคืนได้
ถ้าจะต้องคืนของหมั้นหรือสินสอดตามหมวดนี้ ให้นำบทบัญญัติมาตรา 412 ถึงมาตรา 418แห่งประมวล-กฎหมายนี้ ว่าด้วยลาภมิควรได้มาใช้บังคับโดยอนุโลม
กรณีนี้ต้องการแสดงให้เห็นว่าการหมั้นต้องผ่านองค์ประกอบ การหมั้นมาก่อน
ต้องดูว่ามีการผิดสัญญาหมั้นหรือไม่ คือไม่มีเหตุที่จะปฏิเสธได้ตามกฎหมาย แล้วมีการเลิกสัญญาหมั้น
เหตุที่จะปฏิเสธได้ตามกฎหมายก็คือเหตุสำคัญ อันเกิดแต่ คู่สัญญาคู่หมั้น
เช่น เพราะเห็นว่านางสาว บี มีพฤติกรรมรักร่วมเพศเดียวกัน อันนี้นายเอ มีสิทธิที่จะปฏิเสธการสมรส ได้
ถือเป็นการบอกเลิกสัญญาหมั้นด้วย
1392/2542 คือมีการตกลงกันว่าฝ่ายชายจะยอมปลูกบ้านในที่ดินของบิดามารดาฝ่ายหญิง แล้วไม่กระทำ หญิงก็ปฏิเสธได้
คำพิพากษาฎีกาที่ 1392/2542
ป.พ.พ. มาตรา 1439
ป.วิ.พ. มาตรา 104
ภายหลังจากโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำสัญญาหมั้น และแต่งงานตามประเพณีแล้ว ได้อยู่กินร่วมหลับนอนกันที่บ้านของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นมารดาจำเลยที่ 1 นานถึง 8 เดือนโดยโจทก์มิได้ประกอบอาชีพใด เอาแต่เที่ยวเตร่และเล่นการพนัน แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 มิได้รังเกียจในตัวโจทก์นอกจาก ความประพฤติ การที่ทั้งโจทก์และจำเลยที่ 1 สมัครใจอยู่กิน ด้วยกันเป็นเวลานาน โดยมิได้ไปจดทะเบียนสมรส จึงเกิด จากการละเลยของทั้งสองฝ่ายที่มิได้ยึดถือเอาการจดทะเบียนสมรส เป็นเรื่องสำคัญมากกว่าการที่จะได้อยู่กินด้วยกันตามประเพณี เท่านั้น จึงมิอาจกล่าวโทษได้ว่าการที่มิได้ไปจดทะเบียนสมรส เกิดจากความผิดของฝ่ายใด แม้ต่อมามีการทำบันทึกตกลงกัน ว่าทั้งสองฝ่ายจะไปจดทะเบียนสมรสให้ถูกต้องตามกฎหมายต่อไป แต่เมื่อโจทก์ยังมิได้ปลูกบ้านในที่ดินของจำเลยที่ 2 ตาม ข้อตกลงการที่จำเลยที่ 1 ปฏิเสธไม่ยอมไปจดทะเบียนสมรส กับโจทก์ จึงยังไม่อาจถือว่าจำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้น
การที่เข้าพิธีแต่งงานกัน ก็ถือว่ามีเจตนาทำการสมรสกันในเร็ววัน แล้วหลบหนีไปอย่างนี้ถือว่าฝ่ายหญิงผิดสัญญาหมั้น
ถ้าต่อมาอยู่ด้วยกันนานแล้ว เกิดไม่ยอมจดทะเบียนสมรส กรณีนี้ก็ผิดสัญญาหมั้นได้
2165/2538
คำพิพากษาฎีกาที่ 2165/2538
ป.พ.พ. มาตรา 1437, 1439, 1440
การที่หญิงหมั้นกับชายโดยชอบด้วยกฎหมาย และเมื่อแต่งงานตามประเพณีแล้วหญิงชวนชายไปจดทะเบียนสมรสหลายครั้ง หญิงย่อมต้องการอยู่กินกับชายโดยชอบด้วยกฎหมาย การที่บิดามารดาและพี่ของชายนั้นไล่หญิงออกจากบ้านหลังจากนั้นชายก็มิได้กระทำการใดเพื่อให้หญิงกลับมาอยู่กินฉันสามีภริยา ชายนั้นจึงผิดสัญญาญาหมั้น
หญิงและชายต่างมีฐานะดี ในการจัดงานเลี้ยงแต่งงานมีการเชิญแขกประมาณ 600 คนและเลี้ยงโต๊ะจีน การที่หญิงซื้อชุดแต่งงานเพื่อเข้าพิธีจำนวน 4 ชุด เป็นเงิน 28,000 บาท เป็นการใช้จ่ายอันสมควรในการเตรียมการสมรสเรียกค่าทดแทนได้
หญิงซื้อผ้ารับไหว้เพื่อให้ญาติผู้ใหญ่ฝ่ายชายตามประเพณี มิใช่ค่าใช้จ่ายในการเตรียมการสมรสอันจะเรียกค่าทดแทนได้
สำหรับค่าทดแทนที่จะเรียกต่อการตาม 1440 กำหนดไว้ 3 ประการ
มาตรา 1440 ค่าทดแทนนั้นอาจเรียกได้ ดังต่อไปนี้
(1) ทดแทนความเสียหายต่อกายหรือชื่อเสียงแห่งชายหรือหญิงนั้น
(2) ทดแทนความเสียหายเนื่องจากการที่คู่หมั้น บิดามารดา หรือบุคคลผู้กระทำการในฐานะเช่นบิดามารดาได้ใช้จ่ายหรือต้องตกเป็นลูกหนี้เนื่องในการเตรียมการสมรสโดยสุจริตและตามสมควร
(3) ทดแทนความเสียหายเนื่องจากการที่คู่หมั้นได้จัดการทรัพย์สินหรือการอื่นอันเกี่ยวแก่อาชีพหรือทางทำมาหาได้ของตนไปโดยสมควรด้วยการคาดหมายว่าจะได้มีการสมรส
ในกรณีที่หญิงเป็นผู้มีสิทธิได้ค่าทดแทน ศาลอาจชี้ขาดว่าของหมั้นที่ตกเป็นสิทธิแก่หญิงนั้นเป็นค่าทดแทนทั้งหมดหรือเป็นส่วนหนึ่งของค่าทดแทนที่หญิงพึงได้รับ หรือศาลอาจให้ค่าทดแทนโดยไม่คำนึงถึงของหมั้นที่ตกเป็นสิทธิแก่หญิงนั้นก็ได้
บิดามารดาที่จะเรียกให้รับผิดตาม อนุสองนั้นควรจะเป็นคู่สัญญาหมั้นด้วย ดังนั้นกรณีที่บิดามารดาฝ่ายหญิงที่เป็นคู่สัญญาหมั้นจะต้องรับผิดทั้ง 3 อนุ แต่การเรียกค่าทดแทนนั้นเฉพาะ อนุแรกเท่านั้นที่จะเรียกแก่กันได้
ค่าทดแทนนั้นกฎหมายลักษณะครอบครัวอาจไม่อาจเรียกกันได้โดยละเมิด
แต่ค่าทดแทนการหมั้นเรียกได้แค่สามอย่างเท่านั้น ทั้งนี้ความรับผิดที่เกิดขึ้นก็หาได้เป็นเรื่องที่ต้องจงใจหรือประมาทเลินเล่อ แน่นอนว่าความรับผิดประการแรกเมื่อเป็นการทดแทนแห่งกายชื่อเสียงเมื่อเป็นการผิดสัญญาหมั้น ก็หาต้องเป็นการเสียหายแก่กายหรือชื่อเสียงเสมอไปไม่ ก็เป็นหน้าที่ที่ต้องนำสืบ
การบรรยายฟ้องไม่ต้องบรรยายถึงการจงใจหรือประมาท
ฎ.3366/2525
ป.พ.พ. มาตรา 1439, 1440
จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้น โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกให้จำเลยรับผิดใช้ค่าทดแทนได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1439,1440
การกำหนดค่าทดแทนความเสียหายต่อกายและชื่อเสียงของโจทก์นั้นต้องพิเคราะห์ถึงการศึกษาอาชีพและรายได้ของโจทก์ฐานะของครอบครัวของโจทก์และการที่โจทก์เป็นหญิงมาอยู่กินกับจำเลยจน มีบุตรแต่จำเลยไม่ยอมจดทะเบียนสมรสทำให้โจทก์ได้รับความอับอายเสียชื่อเสียงทั้งเป็นการยากที่จะทำการสมรสใหม่
ก่อนรับหมั้นจำเลย โจทก์ทำงานอยู่บริษัทฯ เมื่อแต่งงานแล้วโจทก์ได้ลาออกจากงานเพื่อมาช่วยงานบ้านจำเลยถือได้ว่าโจทก์ได้จัดการเกี่ยวกับอาชีพโดยสมควรด้วยการคาดหมายว่าจะได้มีการสมรสเมื่อจำเลยไม่ยอมจดทะเบียนสมรสกับโจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกค่าทดแทนความเสียหายส่วนนี้ได้แต่ต่อมาโจทก์ได้เข้าทำงานใหม่แม้จะลาออกจากงานอีกครั้งหนึ่งก็มิใช่ด้วยการคาดหมายว่าจะได้มีการสมรสเพราะในระยะนั้นทั้งสองฝ่ายขัดแย้งกันอย่างรุนแรงจนเป็นที่เห็นได้ว่าไม่อาจจะจดทะเบียนสมรสกันได้แน่นอน โจทก์จึงเรียกไม่ได้
ฎ.1223/2519
คำพิพากษาฎีกาที่ 1223/2519
ป.พ.พ. มาตรา 1439
จำเลยได้หมั้นโจทก์และกำหนดจะแต่งงานกันหลังจากโจทก์ไว้ทุกข์ให้บิดาโจทก์แล้ว 3 ปีระหว่างนั้นโจทก์ตั้งครรภ์กับจำเลย จำเลยแนะนำให้ทำแท้งเมื่อโจทก์ทำแท้งแล้วเกิดป่วยหนัก จำเลยกลับหลบหน้าไปแต่งงานกับหญิงอื่น โจทก์ได้รับความเสียหายทางร่างกาย ชื่อเสียง และต้องเจ็บป่วยเสียเงินค่ารักษาโดยจำเลยมิได้สนใจเมื่อหายป่วยแล้ว ผู้ที่ทราบเรื่องไม่มีผู้ใดประสงค์จะแต่งงานกับโจทก์อีก จำเลยจึงต้องใช้ค่าทดแทนความเสียหายดังกล่าวส่วนของหมั้นอันมีราคาเพียงเล็กน้อยนั้นย่อมตกเป็นสิทธิแก่โจทก์ผู้เสียหายอยู่แล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1439 วรรคท้ายจำเลยจะอ้างว่าโจทก์ได้ของหมั้นเป็นการเพียงพอแล้วหาได้ไม่
อนุสองให้สิทธิแก่บิดามารดาหรือบุคคลที่กระทำการฟ้องเรียกได้ด้วย ตัวอย่างเช่น การตระเตรียมซื้อสิ่งของที่เขาจะอยู่กินด้วย กัน หรือชุดวิวาห์ งานเลี้ยงเคยมี
7567/2540
คำพิพากษาฎีกาที่7567/2540 ในวันหมั้นและแต่งงานตามประเพณีระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 มีการจัดงานเลี้ยงแขกจำนวนมาก โดยไม่ปรากฏว่ามีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเตรียมการเพื่อจดทะเบียนสมรสไว้เลย แสดงว่าต่างฝ่ายต่างมุ่งหมายในการให้สินสอดทองหมั้นและการจัดงานแต่งงานก็เพื่อให้ได้อยู้กินด้วยกันมากกว่าการไปจดทะเบียนสมรสกัน ทั้งสองฝ่ายจึงไม่นำพาต่อการจดทะเบียนสมรส จนกระทั่งจำเลยที่ 1 ตั้งครรภ์และมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกัน โดยที่เรื่องทะเลาเบาะแว้งไม่ได้เกิดจากเรื่องจดทะเบียนสมรส เพิ่งจะมีการกล่าวถึงเรื่องผิดสัญญาการหมั้น เพราะไม่มีการจดทะเบียนสมรสกัน เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 เกิดทะเลาะและแยกกันอยู่ เมื่อทั้งสองฝ่ายไม่นำพาต่อการไปจดทะเบียนสมรสกันเช่นนั้น โจทก็จึงไม่อาจกล่าวอ้างการไม่จดทะเบียนเป็นเหตุว่าจำเลยที่1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาและไม่อาจเรียกสินสอดทองหมั้นคืนจากจำเลยทั้งสามได้
ค่าใช้จ่ายในการทำพิธีแต่งงาน ค่าเลี้ยงพระ ถ้าหากเป็นเจตนาที่จะจดทะเบียนสมรสก็เป็น แต่ถ้าไม่เจตนาสมรสก็ไม่เป็นการสมรส
ถ้าเป็นกรณีค่าใช้จ่ายในงานหมั้น ไม่ถือว่าเป็นเงินที่เรียกได้
3868/2531
คำพิพากษาฎีกาที่ 3868/2531
ป.พ.พ. มาตรา 344, 1437, 1439
ป.วิ.พ. มาตรา 84
ชายหญิงตกลงกันในวันสู่ขอว่าจะไปจดทะเบียนสมรสหลังพิธีแต่งงานแล้ว ต่อมาชายเป็นฝ่ายที่ไม่ยอมจดทะเบียนสมรสอันเป็นการผิดสัญญาหมั้น ชายจะเรียกร้องของหมั้นและสินสอดคืนไม่ได้ทั้งไม่มีสิทธิเรียกค่าทดแทนความเสียหายที่ได้ใช้จ่ายไปในการเตรียมการสมรส
เงินที่ฝ่ายชายมอบให้แก่ฝ่ายหญิงเพื่อซื้อบ้านอยู่อาศัย ไม่มีลักษณะเป็นค่าใช้จ่ายในการเตรียมการสมรส แต่เป็นข้อตกลงนำเอามาเป็นเงินกองทุนเพื่อใช้เป็นที่อยู่และที่ทำมาหากินระหว่างชายกับหญิงหลังจากแต่งงานแล้ว เมื่อไม่มีการจดทะเบียนสมรสกัน ฝ่ายหญิงต้องคืนเงินจำนวนนี้ให้ฝ่ายชาย
หนี้เงินตามเช็คที่ชายหญิงยังมีข้อต่อสู้โต้เถียงกันอยู่ จะนำมาหักกลบลบหนี้กับหนี้ที่ชายหญิงมีอยู่ต่อกันไม่ได้
หญิงฟ้องแย้งเรียกค่าทดแทนความเสียหายเนื่องจากชายผิดสัญญาหมั้น แต่ข้อนำสืบของหญิงไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า หญิงได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียงในการที่ชายผิดสัญญาหมั้นอย่างไรบ้าง การที่หญิงกล่าวอ้างลอย ๆ ว่าได้รับความเสียหายยังไม่เพียงพอที่ศาลจะรับฟังว่าหญิงได้รับความเสียหายอันจะกำหนดให้ชายรับผิดชดใช้ค่าทดแทน
การเรียกค่าใช้จ่ายต้องเป็นการกระทำโดยสุจริต เช่นค่าวางมัดจำสถานที่ที่จัดพิธี ค่าเช่ารถก็น่าจะเป็นการกระทำโดยสุจริต
ถ้ารู้ก็เป็นการกระทำโดยอำเภอใจก็เรียกไม่ได้
อย่างการเชิญแขกมาก็มีการให้ซอง ค่าใช้จ่ายในการทำการสมรสสมมุติใช้ไป 1 แสน แต่ปรากฏว่าได้รับเงินค่าซอง 1.5 แสนบาทก็ไม่เกิด
ประการที่สามความเสียหายที่เกิดจากการจัดการทรัพย์สิน อาชีพหรือทางทำมาหาได้ ก็หมายถึงว่า
เช่นต้องเซ้งบ้านไปในราคาที่ต่ำเพื่อไปอยู่กับฝ่ายชายที่ต่างจังหวัดหรือได้ลาออกจากงานที่ทำอยู่ หรือเป็นนักกีฬาต้องเลิกอาชีพ อย่างนี้ก็เป็นการเสียทางทำมาหาได้อย่างหนึ่ง
อย่างไรก็ตามการที่เสียหายเพราะว่า คาดหมายว่าจะทำการสมรส แต่ถ้าคาดหมายได้ว่าจะไม่มีการสมรส ไม่ถือว่าเป็นค่าเสียหายส่วนนี้
อันนี้ก็เป็นเรื่องการเรียกค่าทดแทน 3 กรณีรวมถึงการบอกเลิกสัญญาหมั้น 1440 ด้วย 1444
อีกเรื่องหนึ่งคือการเรียกค่าทดแทนจากบุคคลภายนอกหรือบุคคลอื่นกำหนดใน 1445 และ 1446
มาตรา 1445 ชายหรือหญิงคู่หมั้นอาจเรียกค่าทดแทนจากผู้ซึ่งได้ร่วมประเวณีกับคู่หมั้นโดยรู้หรือควรจะรู้ถึงการหมั้นนั้น เมื่อได้บอกเลิกสัญญาหมั้นแล้วตามมาตรา 1442 หรือมาตรา 1443 แล้วแต่กรณี
มาตรา 1446 ชายหรือหญิงคู่หมั้นอาจเรียกค่าทดแทนจากผู้ซึ่งได้ข่มขืนกระทำชำเราหรือพยายามข่มขืนกระทำชำเราคู่หมั้นของตนโดยรู้หรือควรจะรู้ถึงการได้หมั้นนั้นได้โดยไม่จำต้องบอกเลิกสัญญาหมั้น
ในปี 2549 นั้นได้เปลี่ยนแปลง คือแต่เดิมให้สิทธิแก่ชาย เรียกแก่ชายชู้
อย่างไรก็ตามเมื่อมีการแก้ไขปรับปรุง ปี 33 ก็ไม่มีการแก้ไข เมื่อมีการแก้ไขปี 50 ก็เพื่อความเสมอภาค ปี 50 ก็แก้ไขในเรื่องนี้ถือหลักว่าให้ความคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และไม่มีการเลือกปฏิบัติ หลักการที่ให้ชายฟ้องเรียกค่าทดแทนอย่างเดียวไม่ใช่แล้วเป็นหญิงคู่หมั้นด้วย
ก็ต่างกันเฉพาะเสริมสิทธิคู่หมั้นให้เรียกค่าทดแทนได้เท่านั้นเอง จึงต้องพิจารณาเป็นสองส่วน คือ ส่วนเรียกบุคคลร่วมประเวณีกับหญิงคู่หมั้น คือสมัครใจ ถ้าไม่สมัครใจก็เป็น 1446
คำว่าร่วมประเวณีคือการเสพสังวาส การประพฤติผิด ต้องเป็นการกระทำกับเพศตรงข้าม ถ้าเป็นการกระทำกับเพศเดียวกันก็ไม่เป็นการร่วมประเวณี อย่างไรก็ตาม การประพฤตินั้น ก็คงจัดอยู่ในเรื่องเหตุสำคัญย่อมทำให้อีกฝ่ายหนึ่งบอกเลิกสัญญาได้ตาม 1442 กับ 14443 แต่เรียกค่าทดแทนตาม 1445 ไม่ได้
เอหมั้นกับบี แต่เอไปจดทะเบียนกับขาว แล้วร่วมประเวณีกับขาว เอผิดสัญญาหมั้น บีเรียกค่าทดแทนจากเอตาม1440 แต่จะเรียกจากขาวตาม 1445 ไม่ได้ เนื่องจากขาวเป็นภรรยาของเอตามกฎหมาย
ปัญหาต่อไปก็คือว่า เอหมั้นกับบีแล้วไปเที่ยวด้วยกันเกิดเหตุการซึนามิคิดว่า บีตายแล้ว เอก็ไปมีความสัมพันธ์กับ ขาว ความสำคัญผิดเช่นนี้มีผลกระทบต่อความรับผิดหรือไม่ ก็ไปดูองค์ประกอบข้อสองคือความรู้ถึงการหมั้นนั้นแล้ว
บีจะมีสิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนได้หรือไม่ แม้จะมีความสัมพันธ์ ก็ไม่ได้จับหลักเรื่องละเมิด คือแม้จะเป็นเรื่องรู้( ไล่สาย 1.ร่วมประเวณี 2.รู้หรือควรรู้ถึงการหมั้น3.บอกเลิกสัญญาหมั้น)
อย่างไรก็ตามการที่ บีจะฟ้องเรียกค่าทดแทนได้ต้องบอกเลิกสัญญาหมั้นเสียก่อน ข้อสังเกต ถ้าคู่หมั้นยินยอมให้คู่หมั้นของตนไปมีความสัมพันธ์ทางเพศ อันนี้ก็ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาหมั้น เมื่อไม่สามารถอ้างเหตุก็ไม่อาจเรียกค่าทดแทนได้
ถ้าให้อภัย ก็ไม่ถือโทษและได้บอกกล่าวว่าไม่เอาผิดการให้อภัยก็ขาดสิทธิในการบอกเลิกสัญญาหมั้น
การให้อภัยก็ไม่จำเป็นต้องทำเป็นหนังสือก็ได้ ก็ไม่เหมือนกับการให้อภัยในเรื่องเหตุหย่า
ต่อไปเรื่องสิทธิการเรียกค่าทดแทน ตาม 1447 วรรค 2 ซึ่งไม่เป็นมรดกตกทอดไปสู่ทายาท แน่นอนเป็นเรื่องสิทธิเฉพาะตัว และจะเรียกได้ต้องบอกเลิกสัญญาหมั้นไว้ก่อน เช่นนี้ถ้าบอกเลิกแล้วยังไม่ได้เรียกค่าทดแทนก็เป็นสิทธิเฉพาะตัวเช่นกัน
มาตรา 1446 คือเรื่องการ เรียกจากผู้ข่มขืนกระทำชำเรา เนื่องจากประมวลกฎหมายอาญา ได้มีการแก้ใหม่ มาตรา 1446 ได้แก้ว่าพยายามข่มขืนด้วย ก่อนการแก้ ศาลได้วินิจฉัยว่าการกระทำชำเรา คือการนำของลับของชายล่วงไปในของลับของหญิง แต่เมื่อมีการแก้กฎหมายใหม่แล้วก็ไม่ใช่เฉพาะชายเท่านั้น ที่ข่มขืน แล้ว
ปอ.มาตรา 276 ผู้ใดข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยผู้อื่นนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือโดยทำให้ผู้อื่นนั้นเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่นต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงยี่สิบปี
และปรับตั้งแต่แปดพันบาทถึงสี่หมื่นบาท
การกระทำชำเราตามวรรคหนึ่ง หมายความว่าการกระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำโดย การใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำกระทำกับอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น หรือการใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น
ส่วนกรณีที่ไม่ได้ร่วมประเวณีแต่เป็นตัวการในคดีอาญาที่ผิดข่มขืนกระทำชำเรา คู่หมั้นจะเรียกค่าเสียหายจากตัวการไม่ได้ แต่ ว่าผู้ถูกกระทำมีสิทธิตามมาตรา 420 อยู่แล้ว
ในกรณีที่คู่หมั้นมีสิทธิเรียกได้โดยไม่ต้องเลิกสัญญาหมั้นและไม่อาจเรียกค่าทดแทนจากผู้ที่ถูกกระทำ( ผู้ถูกข่มขืน)
และหากคู่หมั้นรู้เห็นเป็นใจให้คู่หมั้นตนถูกข่มขืน แล้ว คู่หมั้นผู้ถูกข่มขืนนอกจากจะบอกเลิกสัญญาหมั้นแล้วยังเรียกค่าทดแทนตาม 1444 ได้อีกด้วย
สำหรับคราวหน้าก็คงจะจบเรื่องการหมั้นแล้วเพราะการหมั้นก็คงจะจบในสัปดาห์หน้า