ตอบกลับ: [LAWSIAM.COM:2277] เพิ่มเติม ฎีกา + ท้ายชั่วโมง สรุปคำบรรยาย เนติภาคค่ำ หนี้ สัปดาห์ที่ 5 เสาร์27/06/52

220 views
Skip to first unread message

Suree A. LEE

unread,
Jul 5, 2009, 10:07:10 AM7/5/09
to nobita kwang, LAWSIAM, BOON SI, ta...@yahoo.com
Thank you very much kha

--- เมื่อ อ., 30/6/09, BOON SI <ta...@yahoo.com> เขียน:

จาก: BOON SI <ta...@yahoo.com>
เรื่อง: [LAWSIAM.COM:2277] เพิ่มเติม ฎีกา + ท้ายชั่วโมง สรุปคำบรรยาย เนติภาคค่ำ หนี้ สัปดาห์ที่ 5 เสาร์27/06/52
ถึง: "nobita kwang" <nobita...@gmail.com>, "LAWSIAM" <law...@googlegroups.com>
สำเนาถึง: ta...@yahoo.com
วันที่: วันอังคาร, 30 มิถุนายน 2009 21:57 น.

สรุปคำบรรยาย เนติภาคค่ำ หนี้ สัปดาห์ที่ 5 เสาร์ 27-06-52

หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า  kankokub  ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ รศ.ดร.ดาราพร ถิระวัฒน์ผู้บรรยาย   ,  ผู้มีน้ำใจส่ง flie เสียงที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า

ครั้งที่ 5 . ()

            วันนี้จะต่อในเรื่องหลักเกณฑ์ เจ้าหนี้ใช้สิทธิให้ลูกหนี้ ชำระหนี้ได้ ต้องมีสองหลักด้วยกัน คือ อันแรกหนี้นั้นถึงกำหนดแล้ว ถ้าไม่ถึงกำหนดก็เป็นเงื่อนเวลา ที่เป็นประโยชน์แก่ลูกหนี้

            สองคือถ้าถึงกำหนดแล้วลูกหนี้ก็ละเลยไม่ชำระหนี้ และมีลักษณะที่มีการไม่ชำระหนี้ได้หลายกรณี

            เพราะมีกรณีที่ชำระหนี้แล้ว แต่ไม่ถูกต้อง ก็เป็นเรื่องมาตรา 213

มาตรา 213  ถ้าลูกหนี้ละเลยเสียไม่ชำระหนี้ของตน เจ้าหนี้จะร้องขอต่อศาลให้สั่งบังคับชำระหนี้ก็ได้ เว้นแต่สภาพแห่งหนี้จะไม่เปิดช่องให้ทำเช่นนั้นได้

            เมื่อสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้บังคับชำระหนี้ได้ ถ้าวัตถุแห่งหนี้เป็นอันให้กระทำการอันหนึ่งอันใด เจ้าหนี้จะร้องขอต่อศาลให้สั่งบังคับให้บุคคลภายนอกกระทำการอันนั้นโดยให้ลูกหนี้เสียค่าใช้จ่ายให้ก็ได้ แต่ถ้าวัตถุแห่งหนี้เป็นอันให้กระทำนิติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งไซร้ ศาลจะสั่งให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของลูกหนี้ก็ได้

            ส่วนหนี้ซึ่งมีวัตถุเป็นอันจะให้งดเว้นการอันใด เจ้าหนี้จะเรียกร้องให้รื้อถอนการที่ได้กระทำลงแล้วนั้นโดยให้ลูกหนี้เสียค่าใช้จ่าย และให้จัดการอันควรเพื่อกาลภายหน้าด้วยก็ได้

            อนึ่งบทบัญญัติในวรรคทั้งหลายที่กล่าวมาก่อนนี้ หากระทบกระทั่งถึงสิทธิที่จะเรียกเอาค่าเสียหายไม่

            2843/2525

โจทก์จำเลยได้ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินเฉพาะส่วนของจำเลยซึ่งมีกรรมสิทธิ์รวมกับ ย. หลังจากทำสัญญากันแล้ว ย. ไม่ยอมรังวัดแบ่งแยกจำเลยก็ฟ้อง ย.และทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ย. ในวันนัดสืบพยานโจทก์นัดแรกทั้งได้ไปยื่นคำร้องขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินในวันเดียวกันนั้น และได้แจ้งให้โจทก์ทราบถึงการปฏิบัติตามสัญญาเป็นระยะ  การที่จำเลยไม่สามารถรังวัดแบ่งแยกโฉนดที่ดินให้เสร็จเรียบร้อยภายในกำหนดสามเดือนตามสัญญาเป็นพฤติการณ์ที่จำเลยไม่ต้องรับผิดชอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 205 จำเลยจึงยังไม่ผิดนัดเมื่อการรังวัดแบ่งแยกเสร็จแล้ว จำเลยได้นัดวันเวลาที่จะทำสัญญาซื้อขายกับโจทก์ให้เสร็จสิ้น แต่โจทก์ไม่ไปตามนัดเพราะเลยกำหนดสามเดือนตามสัญญา จึงจะถือว่าโจทก์ผิดสัญญาไม่ได้เช่นเดียวกันจำเลยจะริบมัดจำโจทก์ไม่ได้

(เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ 750/2518)

 

ก็ให้ไปสังเกต หมายเหตุฎีกา ของท่านอาจารย์จิตติ ที่มีลักษณะที่กว้าง คือการทำไม่สำเร็จในการชำระหนี้ อาจเป็นเรื่องมีการชำระหนี้แต่สินค้านั้นอาจไม่ครบตามจำนวนที่กำหนดไว้ในสัญญาหรืออาจจะครบถ้วนแต่สินค้านั้นชำรุดบกพร่อง ส่วนอีกกรณีหนึ่งเป็นการชำระหนี้ล่าช้า คือชำระหนี้เกินกว่ากำหนด ชำระหนี้ไป จนถึงวิธีการทีกฎหมายกำหนดไว้ว่าช้าแล้วจริงๆเป็นลูกหนี้ผิดนัด อีกกรณีหนึ่งก็กลายเป็นการชำระหนี้ไม่ได้อย่างแน่นอน เป็นพ้นวิสัย เกิดเพราะพฤติการณ์ที่ลูกหนี้ต้องรับผิดชอบหรือไม่

            อันนี้ก็เป็นศัพท์ทางกฎหมาย ไม่ใช่เป็นศัพท์ในทางวิชาการเท่านั้น

            ถ้าฏีกาดังกล่าวได้สังเกตหมายเหตุดีๆจะเห็นว่าได้มีการเปรียบเทียบกับการริบมัดจำหรือกรณีเบี้ยปรับอาจมีความหมายที่มันไม่ตรงกันในลักษณะที่กฎหมายกำหนดไว้ ก็เลยแนะนำให้ดู หลักเกณฑ์ที่เจ้าหนี้ใช้สิทธิเรียกร้องต้องประกอบคือไม่ชำระหนี้ หากชำระได้ถูกต้องก็เป็นกรณีที่จะไม่สามารถเรียกร้องได้อีก

            หลักเกณฑ์อีกอย่างคือกรณีลูกหนี้ต้องรับผิดซึ่งในตัวกฎหมายนั้นได้บัญญัติไว้หลายมาตรา ซึ่งหลักเกณฑ์ที่กฎหมาย วางหลักนั้นตั้งแต่มาตรา 215

มาตรา 215  เมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ให้ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ไซร้ เจ้าหนี้จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่การนั้นก็ได้

 มาตรานี้ถือเป็นมาตรา แม่บทว่าถ้าลูกหนี้ไม่ชำระหนี้แล้วก็เป็นความรับผิดของลูกหนี้ที่เรียกค่าสินไหมทดแทนได้ ถ้าศึกษาในทางวิชาการแล้ว จะเห็นว่าเป็นมาตราสำคัญ วางหลักไว้กว้างเป็นหลักทั่วไป มีที่ใช้จริงๆก็เป็นเรื่องสัญญา

            ถ้าไม่ชำระหนี้ก็ไม่ต้องตามความประสงค์ของมูลหนี้ของสัญญา ก็เป็นการผิดสัญญาเข้าหลักมาตรา 215 ได้ มาตรานี้ก็ถ้าไปศึกษา

            มาตรานี้เป็นมาตราเดียวที่เยอรมันไม่มี เราไปดึงมาจากญี่ปุ่น

            ก็มีการประมวลใหม่เป็นการยกร่างและเป็นลายลักษณ์อักษร ก็เทียบเท่ากันมาตรา 2500 กว่า

            อันนี้ในเรื่องสัญญาเราก็สามารถตกลงให้เกิดมูลหนี้ต่างๆได้ โดยอาศัยมาตรา 215 ได้ แต่หลักอันนี้เป็นหลักที่กว้าง ในการใช้บางที่เราก็ไม่ได้ให้ความสำคัญ บางทีกำหนดในสัญญาว่าต้องชำระหนี้อย่างไร ก็มีหลักที่เราต้องใช้เฉพาะในกรณีที่กฎหมายกำหนด ไว้ ในกรณีที่ลูกหนี้ผิดนัดซึ่งหลักสำคัญก็อยู่ในมาตรา 216  217

มาตรา 216  ถ้าโดยเหตุผิดนัด การชำระหนี้กลายเป็นอันไร้ประโยชน์แก่เจ้าหนี้ เจ้าหนี้จะบอกปัดไม่รับชำระหนี้ และจะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อการไม่ชำระหนี้ก็ได้

 

มาตรา 217  ลูกหนี้จะต้องรับผิดชอบในความเสียหายบรรดาที่เกิดแต่ความประมาทเลินเล่อในระหว่างเวลาที่ตนผิดนัด ทั้งจะต้องรับผิดชอบในการที่การชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัย เพราะอุบัติเหตุอันเกิดขึ้นในระหว่างเวลาที่ผิดนัดนั้นด้วย เว้นแต่ความเสียหายนั้นถึงแม้ว่าตนจะได้ชำระหนี้ทันเวลากำหนดก็คงจะต้องเกิดมีอยู่นั่นเอง

 

            นี่คือหลักเกณฑ์ความรับผิดของลูกหนี้ผิดนัด คือการจงใจไม่ชำระหนี้ เป็นเรื่องของลูกหนี้ต้องรับผิด

            คำว่าจงใจเราอาจจะคุ้นในเรื่องละเมิด แต่ก็เทียบเคียงให้เห็นว่า หมายความว่าอะไรก็คือจงใจไม่ชำระหนี้นั่นเอง

มาตรา 217  ลูกหนี้จะต้องรับผิดชอบในความเสียหายบรรดาที่เกิดแต่ความประมาทเลินเล่อในระหว่างเวลาที่ตนผิดนัด ทั้งจะต้องรับผิดชอบในการที่การชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัย เพราะอุบัติเหตุอันเกิดขึ้นในระหว่างเวลาที่ผิดนัดนั้นด้วย เว้นแต่ความเสียหายนั้นถึงแม้ว่าตนจะได้ชำระหนี้ทันเวลากำหนดก็คงจะต้องเกิดมีอยู่นั่นเอง

 

            มาตรา 218  ถ้าการชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยจะทำได้เพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งลูกหนี้ต้องรับผิดชอบไซร้ ท่านว่าลูกหนี้จะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่เจ้าหนี้เพื่อค่าเสียหายอย่างใด ๆ อันเกิดแต่การไม่ชำระหนี้นั้น

            ในกรณีที่การชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยแต่เพียงบางส่วน ถ้าหากว่าส่วนที่ยังเป็นวิสัยจะทำได้นั้นจะเป็นอันไร้ประโยชน์แก่เจ้าหนี้แล้ว เจ้าหนี้จะไม่ยอมรับชำระหนี้ส่วนที่ยังเป็นวิสัยจะทำได้นั้นแล้ว และเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อการไม่ชำระหนี้เสียทั้งหมดทีเดียวก็ได้

 

            สังเกตว่าแยก 217 กับ 218 เป็นคนละเรื่องเนื่องจาก 217 มีกรณีที่เป็นความเสียหายที่เกิดจากอุบัติเหตุคือมีเรื่องการชำระหนี้เป็นพ้นวิสัย โดยหลักของ 217 ไม่ได้ดูผลของความเสียหายแต่ 217 คือกรณีลูกหนี้ผิดนัด การที่แยกออกเป็นสองส่วนนั้นจะได้ดูว่ากรณีของความรับผิดกฎหมายเน้นต่างกัน ใน 217 เป็นเรื่องการผิดนัดของลูกหนี้

            แต่การชำระหนี้ที่พ้นวิสัย เป็นเรื่องมาตรา 218 ดังนั้นในการดูต้องระวัง เพราะการรับผิดต่างกัน ในกรณีของ เรื่องความรับผิดลูกหนี้ผิดนัดกับการชำระหนี้เป็นพ้นวิสัยนั้น ได้กำหนดการชำระหนี้อย่างไร เป็นข้อผูกพันที่ลูกหนี้ต้องปฏิบัติ ไม่มีรายละเอียดให้ต้อง ทำมากนัก กฎหมายวางหลักเกณฑ์เป็นพิเศษ

            ในเรื่องของลูกหนี้ผิดนัด มีกรณีที่วางหลักไว้ให้ว่าผิดนัดมันเกิดขึ้นเมื่อไหร่ มาตรา 204 กับมาตรา 206 กฎหมายได้วางหลักแก้ตัวได้เหมือนกัน

มาตรา 204  ถ้าหนี้ถึงกำหนดชำระแล้ว และภายหลังแต่นั้นเจ้าหนี้ได้ให้คำเตือนลูกหนี้แล้ว ลูกหนี้ยังไม่ชำระหนี้ไซร้ ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดเพราะเขาเตือนแล้ว

            ถ้าได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทิน และลูกหนี้มิได้ชำระหนี้ตามกำหนดไซร้ ท่านว่าลูกหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัดโดยมิพักต้องเตือนเลยวิธีเดียวกันนี้ท่านให้ใช้บังคับแก่กรณีที่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนการชำระหนี้ซึ่งได้กำหนดเวลาลงไว้ อาจคำนวณนับได้โดยปฏิทินนับแต่วันที่ได้บอกกล่าว

 

            มาตรา 205  ตราบใดการชำระหนี้นั้นยังมิได้กระทำลงเพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดชอบ ตราบนั้นลูกหนี้ยังหาได้ชื่อว่าผิดนัดไม่

 

            มาตรา 206  ในกรณีหนี้อันเกิดแต่มูลละเมิด ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดมาแต่เวลาที่ทำละเมิด

 

            มาตรา 205 ที่ถือว่าลูกหนี้ยังไม่ผิดนัด

            ส่วนในเรื่องหลักความรับผิดลูกหนี้ให้รับผิดเพิ่มขึ้นจากการไม่ชำระหนี้นั้น กฎหมายให้สิทธิกับเจ้าหนี้ในการเรียกค่าสินไหม

            แต่ว่าเวลาเกิดลูกหนี้ผิดนัดกฎหมายไม่ได้ให้สิทธิแค่ เจ้าหนี้  เพิ่มมากกว่าการไม่ชำระหนี้ผิดปกติ นอกจากค่าเสียหาย กฎหมายยังเพิ่งสิทธิบางอย่าง

216 217 224 225

มาตรา 224  หนี้เงินนั้น ท่านให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละเจ็ดกึ่งต่อปี ถ้าเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้คงส่งดอกเบี้ยต่อไปตามนั้น

            ท่านห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัด

            การพิสูจน์ค่าเสียหายอย่างอื่นนอกกว่านั้น ท่านอนุญาตให้พิสูจน์ได้

 

            มาตรา 225  ถ้าลูกหนี้จำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อราคาวัตถุอันได้เสื่อมเสียไประหว่างผิดนัดก็ดี หรือวัตถุอันไม่อาจส่งมอบได้เพราะเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งอันเกิดขึ้นระหว่างผิดนัดก็ดี   ท่านว่าเจ้าหนี้จะเรียกดอกเบี้ยในจำนวนที่จะต้องใช้เป็นค่าสินไหมทดแทน คิดตั้งแต่เวลาอันเป็นฐานที่ตั้งแห่งการกะประมาณราคานั้นก็ได้   วิธีเดียวกันนี้  ท่านให้ใช้ตลอดถึงการที่ลูกหนี้จำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน เพื่อการที่ราคาวัตถุตกต่ำเพราะวัตถุนั้นเสื่อมเสียลงในระหว่างเวลาที่ผิดนัดนั้นด้วย

 

ทีนี้ถ้าเรามาดูเหตุก่อน ซึ่งจะเห็นว่าได้ให้หลักเกณฑ์มาตรา 204 206 การผิดนัดกฎหมายวางหลักไว้ ในทางตำราเราไปแบ่งการผิดนัดสองกรณีด้วยกันคือกรณีแรก ลูกหนี้ผิดนัดเพราะเตือนให้ชำระหนี้แล้ว หรือบางท่านเรียกว่าหนี้ที่ต้องเตือนและได้เตือนแล้ว

            ส่วนอีกกรณีหนึ่งคือ 204 วรรคหนึ่ง กรณีมาตรา 204 วรรคสอง กับ 206 ก็แยกกันอย่างนี้คือหนี้ที่ไม่ต้องเตือน

            คำว่าต้องเตือนนั้นหมายความว่าอย่างไร อันแรกต้องดูก่อนว่าหนี้ถึงกำหนดชำระแล้วนั้นเป็นหนี้อะไรทำไมต้องมีการเตือนของเจ้าหนี้ไปอีก

มาตรา 204  ถ้าหนี้ถึงกำหนดชำระแล้ว และภายหลังแต่นั้นเจ้าหนี้ได้ให้คำเตือนลูกหนี้แล้ว ลูกหนี้ยังไม่ชำระหนี้ไซร้ ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดเพราะเขาเตือนแล้ว

            ในกรณีของมาตรา 204 วรรค 1 เป็นเรื่องของหลักกฎหมายต้องการข้อเท็จจริงที่ชัดเจนและมัดตัวของลูกหนี้ได้ กฎหมายก็เลยวางหลักว่าจะให้มันชัดเจนเลยว่าลูกหนี้ไม่ชำระแล้วนั้น ก็คือวางหลักเรื่องการเตือนของลูกหนี้ขึ้น

            อันนี้คือกฎหมายนั้นเวลาจะลงโทษบุคคลใดก็ต้องชัดเจน  ก็เลยมีการวางหลักใน 204 วรรคหนึ่งเป็นการเตือนว่าลูกหนี้ไม่ชำระหนี้  กำหนดเวลาที่อาจจะสงสัยนั้น หรือไม่รู้ว่าถึงกำหนดเมื่อไหร่ การที่เป็นข้ออ้างนั้น มันจึงเป็นที่มาของ มาตรา 204 ในเรื่องของการเตือนเกิดขึ้น เป็นที่มาว่าต้องมีการเตือนเสียก่อน การผิดนัดจึงจะเกิด

            เพื่อไม่ให้เกิดความไม่แน่นอน 204 จึงวางหลักของกฎหมายไว้ให้

            หนี้ที่กำหนดเวลาชำระหนี้แน่นอน ตามวันปฏิทิน ลูกหนี้บอกไม่รู้วันเวลาก็เป็นการอ้างไม่ขึ้น

            ปัญหาประการที่สองคือคำเตือนของเจ้าหนี้คืออะไร คำเตือนก็คือการทวงถามให้ลูกหนี้ชำระหนี้กฎหมายไม่ได้บัญญัติว่าต้องทำเป็นหนังสือเตือนด้วยวาจาก็ได้

            แต่มันก็ไม่ค่อยจะชัดเจนเท่าไหร่แต่เราก็นิยมทำเป็นหนังสือเพื่อเป็นประโยชน์ในการนำสืบ การเตือนตรงนี้ก็เป็นการแสดงเจตนาของเจ้าหนี้ในการเตือนหรือทวงถาม ต่อไปคือลูกหนี้ยังไม่ชำระหนี้ปัญหาคือ เราจะดูอย่างไร ปัญหาที่มักจะมีการยกมาอ้างคือ ควรจะให้ระยะเวลาหนึ่งเพื่อให้ลูกหนี้ลุกขึ้นมาชำระหนี้ การตีความตรงนี้แม้ 204 วรรคหนึ่งไม่ได้เขียนว่าให้คำเตือนแล้ว คำว่าแล้ว ต้องมีระยะเวลาเท่าไหร่ ไม่ใช่ตามตัวบท คือ เรียกแล้ว ก็ถือว่าผิดนัดทันที

            กฎหมายหนี้หลักสุจริตเป็นหลักที่เข้ามาสม่ำเสมอเลย มาตรา 652 ถ้าในกำหนดเวลา ระยะเวลาอันสมควรนี้ต้องนำมาใช้อันนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่งในการใช้กฎหมายใช้แล้วเกิดความเป็นธรรม ว่าการที่เตือนไปแล้วเมื่อไหร่ถือว่าลูกหนี้ผิดนัด คำอธิบายตรงนี้คือนำมาตรา 5 มาใช้ เนื่องจากตัวกำหนดเวลาชำระหนี้ไม่ชัดเจน

มาตรา 652  ถ้าในสัญญาไม่มีกำหนดเวลาให้คืนทรัพย์สินซึ่งยืมไป ผู้ให้ยืมจะบอกกล่าวแก่ผู้ยืมให้คืนทรัพย์สินภายในเวลาอันควร ซึ่งกำหนดให้ในคำบอกกล่าวนั้นก็ได้

            203 เวลาลูกหนี้ไม่มีกำหนดเวลานั้น 203 ให้ลูกหนี้มีสิทธิชำระหนี้โดยพลัน ก็คือต้องมีระยะเวลาหนึ่งตามสมควร

มาตรา 203  ถ้าเวลาอันจะพึงชำระหนี้นั้นมิได้กำหนดลงไว้ หรือจะอนุมานจากพฤติการณ์ทั้งปวงก็ไม่ได้ไซร้ ท่านว่าเจ้าหนี้ย่อมจะเรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลัน และฝ่ายลูกหนี้ก็ย่อมจะชำระหนี้ของตนได้โดยพลันดุจกัน

            ถ้าได้กำหนดเวลาไว้ แต่หากกรณีเป็นที่สงสัย ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเจ้าหนี้จะเรียกให้ชำระหนี้ก่อนถึงเวลานั้นหาได้ไม่ แต่ฝ่ายลูกหนี้จะชำระหนี้ก่อนกำหนดนั้นก็ได้

 

            ก็ต้องดูว่ามีเวลาสมควรที่ลูกหนี้ควรชำระหนี้แล้วหรือไม่ เพื่อไม่ให้มีปัญหาตรงนี้ จะมี พวกทนายความที่ปฏิบัติหน้าที่ ในการเตือน กำหนดเวลาตามวัน

599/2535

ฎีกาของจำเลยที่คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น มิได้ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยให้ จำเลยยืมปุ๋ยและของอื่นไปจากโจทก์เพื่อใช้ในการทำใบยาสูบจำเลยจะทำใบยาสูบเองหรือไม่ไม่ใช่ข้อสำคัญ แม้สัญญายืมสิ่งของดังกล่าวจะไม่ได้กำหนดเวลาคืนสิ่งของไว้แต่ตามพฤติการณ์การให้ยืมสิ่งของดังกล่าวเพื่อใช้ในฤดูกาลทำใบยาสูบ เมื่อสิ้นฤดูกาลแล้วก็ต้องส่งคืนหากใช้ไม่หมด ส่วนที่ใช้ไปแล้วไม่อาจส่งคืนได้ ก็ต้องใช้ราคา ดังนี้ เป็นกรณีที่ไม่ได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทิน เป็นเพียงอนุมานจากพฤติการณ์ การที่จำเลยไม่ส่งคืนของที่ยืมเมื่อสิ้นระยะเวลาที่อนุมานจากพฤติการณ์ได้นั้น ก็ยังไม่ตกเป็นผู้ผิดนัด แต่ต่อมาเมื่อโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยคืนของที่ยืมภายในวันที่กำหนด จำเลยไม่คืน จึงตกเป็นผู้ผิดนัดนับแต่วันถัดจากวันที่กำหนดนั้น สัญญายืมสิ่งของมิได้กำหนดไว้ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายหมวด 6 แห่งประมวลรัษฎากรว่าต้องปิดอากรแสตมป์ สัญญาดังกล่าวแม้ไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ก็รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 118 แห่งประมวลรัษฎากร บรรยายฟ้องว่า จำเลยคืนสิ่งของแก่โจทก์บางส่วนเป็นเงิน5,790 บาท ต่อมาได้นำเงินมาชำระค่าสิ่งของแก่โจทก์ ยังคงเหลือสิ่งของรวมเป็นเงิน 48,480 บาท แต่โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยคืนสิ่งของรวม 81,870 บาท เมื่อหนังสือบอกกล่าวท้ายฟ้องได้แสดงรายละเอียดของทรัพย์ที่จำเลยยืมโจทก์ไปเป็นเงิน48,480 บาท ตรงตามคำฟ้อง โดยไม่รวมค่ากรรมกรขนของ คำฟ้องจึงไม่ขัดกันและจำเลยก็เข้าใจข้อหาต่อสู้คดีได้ถูกต้อง คำฟ้องจึงแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม

 

 เป็นเรื่องสัญญายืมปุ๋ย คืนเมื่อสิ้นระยะเวลา ตามฤดูกาล

            ก็ต้องเป็นระยะเวลาที่มีเหตุมีผลก็เป็นเรื่องปัญหาข้อกฎหมาย มาตรา 204 วรรค 1 ในหนี้ที่ต้องเตือนนั้นก็เป็นกำหนดตามวันปฏิทิน

            ในข้อสังเกตคือการที่เจ้าหนี้ใช้สิทธิตามมาตรา 203 นั้น ให้สิทธิให้ชำระหนี้ได้โดยพลัน การเรียกให้ชำระหนี้นั้นต้องได้ผล ของ 204วรรค1 ไปด้วย เช่น ก ให้ ข กู้เงิน  พอได้ระยะเวลาหนึ่งก็เรียกให้นาย ข คืนเงิน หนึ่งหมื่นบาท

            การที่นาย ก พูดหรือมีวาจาดังกล่าว ก็ได้ผล จากมาตรา 203 กับ 204 ก็ได้ผล ซึ่งจากคราวที่แล้วก็มีหมายเหตุ จะเห็นได้ว่าการที่กฎหมายให้สิทธิเรียกชำระหนี้โดยพลันคือสิทธิเรียกร้องเกิดเมื่อเรียกชำระหนี้ได้เพียงแต่พวกนี้คือเงื่อนเวลานั้นเป็นประโยชน์แก่ลูกหนี้

            203 ก็เป็นหลักของมาตรา 194

มาตรา 194  ด้วยอำนาจแห่งมูลหนี้ เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิจะเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้ อนึ่งการชำระหนี้ด้วยงดเว้นการอันใดอันหนึ่งก็ย่อมมีได้

 ก็เป็นสิทธิที่เจ้าหนี้เรียกเมื่อไหร่ก็ได้เรียกแล้วเจ้าหนี้ก็เรียกชำระหนี้ได้โดยพลัน ก็เข้าหลักการเตือนแล้วจะต้องชำระหนี้เมื่อไรการเรียกได้ผล เป็นการเตือน เป็นการทวงถาม

            อันนี้ก็เป็นข้อสังเกตอันหนึ่งของการใช้กฎหมาย

            ปัญหาว่าพวกนี้ ลูกหนี้จะต้องผิดนัดเมื่อใด

 4027/2548

จำเลยมีหน้าที่จะต้องคืนเงินแก่โจทก์ฐานลาภมิควรได้แต่ตราบใดที่โจทก์ยังมิได้เรียกคืนก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยตกเป็นผู้ผิดนัดต่อเมื่อมีการเรียกคืนแล้ว แต่จำเลยไม่คืนให้ จึงจะถือว่าจำเลยตกอยู่ในฐานะทุจริตจำเดิมแต่เวลาที่ถูกเรียกคืนตาม ป.พ.พ. มาตรา 415 วรรคสอง และตกเป็นผู้ผิดนัดจะต้องเสียดอกเบี้ยนับแต่เวลานั้นเป็นต้นไปตามมาตรา 203 วรรคแรก และมาตรา 204 วรรคหนึ่ง ประกอบกับมาตรา 224 วรรคหนึ่ง

            การผิดนัดของลูกหนี้จะผิดนัดเมื่อมีการทวงถามเสียก่อน เพราะต้องเป็นหนี้เมื่อมีการเตือนเสียก่อน        

            อันนี้ก็เป็นเรื่องของข้อสังเกตมาตรา 204 วรรคหนึ่ง

            ส่วนกรณีที่สองในหนี้ที่ไม่ต้องเตือนมีอยู่สองกรณีคือ 204 วรรคสองกับมาตรา 206

            กำหนดเวลาชำระหนี้ถ้าเป็นตามวันปฏิทิน ถ้าไม่ชำระหนี้ก็ตกเป็นผู้ผิดนัดโดยไม่ต้องเตือนเลย ก็เป็นกรณีตามมาตรา 204 วรรค 2

            ในปัญหาของ 204 วรรค 2 ในการตีความในข้อเท็จจริงกฎหมายใช้คำว่าวันแห่งปฏิทิน ยังมีกรณีกำหนดชำระหนี้ภายในกำหนดระยะเวลาหนึ่ง หรือภายในหนึ่งปีนับแต่วันทำสัญญา

            จะถือได้ไหมว่าเข้า 204 วรรคสอง

            1137/2500

นอกจากค่าเช่าเดือนละ 30 บาทแล้วจำเลยยังทำสัญญาช่วยค่ารื้อปลูกเรือนที่เช่าเดือนละ 200 บาททุกเดือนในระหว่างที่เช่าถือว่าเงิน200 บาทนี้เป็นส่วนหนึ่งของค่าเช่าด้วย

โจทก์ฟ้องคดีเรียกค่าเช่าจำเลยโดยไม่ต้องบอกกล่าวจำเลยได้ทีเดียวในเมื่อมีกำหนดเวลาไว้แน่นอนว่าต้องชำระค่าเช่าเดือนละครั้งภายในวันที่ 1 ของทุกๆ เดือนและเมื่อถึงเวลาแล้วจำเลยไม่ชำระถือว่าจำเลยได้ผิดเวลาในการชำระหนี้แล้ว

 

521/2510

จำเลยทำสัญญายอมความชำระหนี้จำนองจำนวนหนึ่ง โดยมีข้อตกลงกำหนดและเวลาชำระหนี้ว่า จะต้องชำระภายในวันที่ 1 ของทุก ๆ เดือน เดือนละ 1,000 บาท แต่ไม่มีข้อความว่าถ้าผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงนี้ ก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้ผิดสัญญายอมการที่จำเลยตกลงกำหนดเวลาชำระหนี้เป็นงวดๆ นี้ หาได้แยกหนี้ออกเป็นรายๆ ต่างรายกันไม่เหตุนี้เมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้ตามกำหนดเวลาที่ตกลงกันไว้ แม้แต่งวดหนึ่งงวดใดก็ย่อมตกเป็นผู้ผิดนัดชำระหนี้จำนองรายนั้นทั้งหมด หาใช่ผิดนัดแต่เฉพาะงวดไม่(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 9/2510)

 1183/2506

สัญญาเช่าบ้านที่ผู้ให้เช่าและผู้เช่าทำต่อกันระบุไว้ชัดแจ้งว่า ผู้เช่าต้องชำระค่าเช่าในวันสิ้นเดือนตามปฏิทินทุกๆ เดือนนั้น  เมื่อผู้เช่าไม่ชำระค่าเช่าเมื่อถึงวันสิ้นเดือนตามปฏิทิน  ผู้เช่าก็ย่อมตกเป็นผู้ผิดนัดชำระค่าเช่าแล้ว

การบอกกล่าวเลิกการเช่าซึ่งผู้ให้เช่าส่งไปทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ  เจ้าหน้าที่ผู้ส่งบันทึกว่า "ผู้รับไม่ยอมรับ ขอคืน" นั้น  ถือได้ว่าการแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาเช่ามีผลแล้วนับแต่เวลาที่ไปถึงผู้เช่าเป็นต้นไป

 

895/2521

โจทก์ฟ้องเรียกค่าสินค้าที่จำเลยค้างชำระ โดยบรรยายฟ้องเกี่ยวกับชนิดและจำนวนสินค้าที่จำเลยสั่งซื้อพร้อมทั้งราคาและเงื่อนไขในการชำระตลอดจนสถานที่ที่ให้โจทก์จัดส่งมอบสินค้าให้จำเลยโดยละเอียดพอที่จำเลยเข้าใจได้เป็นอย่างดีแล้ว ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

โจทก์จำเลยตกลงกันว่า การชำระเงินค่าสินค้านั้นจำเลยจะต้องชำระภายในกำหนด 45 วัน นับแต่วันส่งของเสร็จถือได้ว่าการชำระหนี้รายนี้มีกำหนดเวลาชำระที่แน่นอนแล้วเมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้ตามกำหนดถือได้ว่าจำเลยผิดนัดโจทก์ไม่ต้องทวงถามอีก

 

808/2533

การระบุวันเดือนปีพร้อมกับขีดฆ่าอากรแสตมป์นั้น เพียงมุ่งหมายให้ทราบว่าได้มีการปิดและขีดฆ่าเมื่อใดเท่านั้น เมื่อเอกสารได้มีการขีดฆ่าอากรแสตมป์ก่อนมีคำพิพากษาแล้ว แม้จะไม่ได้ลงวันที่ที่ขีดฆ่าก็รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ ไม่ต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 การซื้อขายได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ 60 วัน นับแต่วันที่ส่งมอบสินค้า เมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้ตามกำหนดย่อมได้ชื่อว่าผิดนัดแล้ว ไม่จำต้องทวงถามก่อน.

 1416/2521

เมื่อหนี้ตามตั๋วแลกเงินมีกำหนดระยะเวลาชำระแน่นอนอยู่แล้ว โจทก์ไม่จำต้องบอกกล่าวทวงถามอีก

997/2551

จำเลยให้การแต่เพียงว่า จำเลยขอให้การปฏิเสธว่าลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจของผู้มอบอำนาจไม่ใช่ลายมือชื่อของ ส. และ ว.ตราประทับก็ไม่ใช่ของบริษัทโจทก์ ซึ่งเป็นการให้การปฏิเสธลอยๆ แต่เพียงว่าตราที่ประทับในหนังสือมอบอำนาจไม่ใช่ตราของบริษัทโจทก์เท่านั้น ไม่ได้แสดงเหตุแห่งการปฏิเสธตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง จึงไม่เป็นประเด็นที่ศาลจะต้องวินิจฉัย

ตามสัญญาโฆษณากำหนดวันชำระหนี้ไว้ว่า ชำระเงินหลังวันโฆษณาภายใน 30 วัน ส่วนวันโฆษณาคือวันที่ 4 และ 9 ธันวาคม 2540 ดังนั้น วันครบกำหนดชำระเงินคือภายในวันที่ 3 และ 8 มกราคม 2541 จึงถือได้ว่ามีกำหนดวันชำระหนี้ไว้แน่นอนตามปฏิทิน แต่เมื่อพนักงานของโจทก์ไปส่งใบแจ้งหนี้และใบวางบิลให้แก่จำเลยแล้ว จำเลยระบุในใบรับวางบิลว่า โปรดมารับเงินวันที่ 13 มีนาคม 2541 โจทก์มิได้ทักท้วง แสดงว่าโจทก์และจำเลยมิได้ถือเอาวันที่ครบกำหนดชำระเงินตามสัญญาโฆษณา เป็นสาระสำคัญอีกต่อไปจำเลยจะผิดนัดต่อเมื่อโจทก์ได้เตือนให้ชำระหนี้แล้วจำเลยไม่ชำระตาม ป.พ.พ. มาตรา 204 วรรคหนึ่ง จึงจะคิดดอกเบี้ยตามมาตรา 224 ได้  เมื่อโจทก์นำสืบว่าได้มีหนังสือตามเอกสารหมาย จ.11 ทวงถามให้จำเลยชำระหนี้โดยให้เวลาภายใน 7 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือ และใบตอบรับเอกสารหมาย จ.12 ระบุว่าจำเลยได้รับหนังสือทวงถามเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2542 แล้วไม่ชำระ จำเลยจึงผิดนัดตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2542 ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยตั้งแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไป

 

            รายละเอียดจะเหมือนๆกันคือเป็นการกำหนดวันตามปฏิทินได้แน่นอน

อันนี้มีข้อสังเกตว่าต้องมีวันเริ่มนับ ว่าต้องเริ่มนับแต่เมื่อไหร่

            การกำหนดเวลาชำระหนี้ตามปฏิทินต้องถือว่าทั้งวันลูกหนี้มีสิทธิชำระหนี้ได้

            4252/2528

            จำเลยทำสัญญากู้ยืมไว้แก่โจทก์แทนการวางมัดจำเป็นเงินสดตามสัญญาจะซื้อขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างสัญญากู้ยืมดังกล่าวจึงมีมูลหนี้มาจากการที่จำเลยมีหนี้ที่จะต้องวางมัดจำตามสัญญาจะซื้อขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเมื่อจำเลยผิดสัญญาจะซื้อขายดังกล่าวซึ่งโจทก์มีสิทธิริบเงินมัดจำโจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องบังคับตามสัญญากู้ยืมได้เพราะมีมูลหนี ้ต่อกันและกรณีเช่นนี้ถือได้ว่าได้มีการส่งมอบเงินให้ผู้กู้แล้ว เมื่อสัญญากู้ยืมครบกำหนด จำเลยไม่ชำระหนี้โจทก์ผู้ให้กู้มีสิทธิฟ้องเรียกร้องให้จำเลยชำระเงินได้โดยถือว่าจำเลยผิดนัดตั้งแต่วันถัดจากวันครบกำหนดตามสัญญากู้ยืมเป็นต้นไปและเรียกค่าเสียหายร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีเท่ากับดอกเบี้ยโดยคิดตั้งแต่วันผิดนัดได้ด้วย

2080/2529

โจทก์มีสิทธิเรียกเงินคืนจากจำเลยได้ตั้งแต่วันที่โจทก์ปฏิบัติครบถ้วนตามสัญญา (6 ธันวาคม 2521) แต่หนี้ที่จะต้องชำระเงินคืนของจำเลยนั้นมิได้กำหนดไว้ตามวันแห่งปฏิทิน จึงจะถือว่าจำเลยตกเป็นผู้ผิดนัดตั้งแต่วันดังกล่าวมิได้กรณีจะถือว่าจำเลยตกเป็นผู้ผิดนัดและต้องรับผิดในเรื่องดอกเบี้ยก็ต่อเมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระและโจทก์ทวงถามแล้วจำเลยไม่ชำระ เมื่อได้ความว่าโจทก์ทวงถามไปยังจำเลยเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2522 โดยให้จำเลยชำระภายใน 7 วัน จำเลยไม่ชำระจึงตกเป็นผู้ผิดนัดนับจากวันที่ครบกำหนดในหนังสือทวงถาม คือ ผิดนัดตั้งแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2522 จำเลยต้องชำระดอกเบี้ยให้โจทก์นับแต่วันดังกล่าว

ถ้ามีการผ่อนเวลาชำระหนี้  ผู้ค้ำประกันหลุด

                มาตรา 700  ถ้าค้ำประกันหนี้อันจะต้องชำระ ณ เวลามีกำหนดแน่นอนและเจ้าหนี้ยอมผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้ไซร้ ท่านว่าผู้ค้ำประกันย่อมหลุดพ้นจากความรับผิด

            แต่ถ้าผู้ค้ำประกันได้ตกลงด้วยในการผ่อนเวลา ท่านว่าผู้ค้ำประกันหาหลุดพ้นจากความรับผิดไม่

315/2505

จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์โดยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์โดยทำสัญญากู้ยืมให้โจทก์ไว้ และมีจำเลยมี 2 เป็นผู้ค้ำประกัน ทั้งได้มอบเช็คของจำเลยที่ 1 ลงวันล่วงหน้าให้โจทก์ยึดถือไว้ด้วย แต่ในสัญญากู้ยืมมิได้กำหนด เวลาชำระหนี้กันไว้ ดังนี้ เช็คที่จำเลยที่ 1 ออกให้โจทก์ยึดถือไว้นั้น หาได้เป็นการตกลงให้เป็นการกำหนดวันหรือระยะเวลาชำระหนี้ให้เป็นการแน่นอนขึ้นแต่อย่างไรไม่ แม้ต่อมาจำเลยที่ 1 จะได้ออกเช็คใหม่ลงวันล่วงหน้าต่อไปอีกให้โจทก์ยึดถือไว้แทนเช็คฉบับเก่า ก็ไม่เป็นการที่เจ้าหน้าที่ยอมผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้อันผู้ค้ำประกันจะหลุดพ้นจากความรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 700 แต่อย่างใด

1480/2530

โจทก์เรียกเก็บเงินค่ากระแสไฟฟ้าโดยทำเป็นใบแจ้งหนี้ให้ผู้ใช้กระแสไฟฟ้าชำระภายใน 15 วัน นับแต่วันได้รับใบแจ้งหนี้เป็นรายเดือนทุกเดือน แต่โจทก์ก็ไม่ได้กำหนดวันที่เรียกเก็บไว้แน่นอนว่าจะเรียกเก็บวันใดการส่งใบแจ้งหนี้ให้ผู้ใช้กระแสไฟฟ้าก็ไม่มีกำหนดเวลา สุดแล้วแต่โจทก์จะแจ้งให้ทราบ กำหนดเวลาชำระหนี้ค่ากระแสไฟฟ้าจึงแล้วแต่โจทก์จะทวงถาม หนี้ค่ากระแสไฟฟ้าดังกล่าวจึงไม่ใช่หนี้อันจะต้องชำระ  เวลามีกำหนดแน่นอนเมื่อโจทก์ยอมผ่อนผันเวลาให้แก่ลูกหนี้ก็ไม่ทำให้จำเลยผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 700

1049/2512

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทำสัญญาค้ำประกันตามสำเนาเอกสารท้ายฟ้อง จำเลยให้การับว่า ลงชื่อเป็นผู้ค้ำประกันตามสำเนาเอกสารท้ายฟ้องจริง แต่ต่อสู้ว่าลงชื่อในฐานะกรรมการกระทำการแทนบริษัทนิติบุคคล ไม่มีเจตนาค้ำประกันเป็นส่วนตัว ตามคำให้การจำเลยถือได้ว่า จำเลยรับว่าได้ทำสัญญาค้ำประกันจริง แม้สัญญาค้ำประกันนั้นจะมิได้ปิดอากรแสตมป์ ซึ่งตามประมวลรัษฎากรห้ามรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่ง คดีก็ไม่จำเป็นต้องอาศัยสัญญาค้ำประกันพยานหลักฐาน เพราะมีประเด็นแต่เพียงว่าจำเลยได้ทำสัญญาค้ำประกันเป็นส่วนตัวหรือไม่

การผ่อนเวลาชำระหนี้ให้แก่ลูกหนี้ซึ่งทำให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดนั้น จะต้องมีการตกลงผ่อนเวลากันแน่นอนและมีผลว่า ในระหว่างผ่อนเวลานั้น เจ้าหนี้จะใช้สิทธิเรียกร้องหรือฟ้องร้องมิได้ หากเพียงแต่เมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระ เจ้าหนี้ไม่ได้เรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้ ยังถือไม่ได้ว่า เป็นการผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้ เพราะเจ้าหนี้อาจใช้สิทธิเรียกร้องเมื่อไรก็ได้

การที่หนี้ถึงกำหนดชำระแล้ว เจ้าหนี้ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยมานานได้มิได้เรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้ เป็นสิทธิของเจ้าหนี้โดยชอบ มิใช่เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ค้ำประกัน

(ข้อกฎหมายตามวรรคแรกวินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 11/2512)

795/2524

การกู้เบิกเงินเกินบัญชีที่มิได้กำหนดเวลาให้ชำระหนี้ไว้โดยแน่นอน เพียงแต่การที่โจทก์ปล่อยเวลาให้เนิ่นนานมา  ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  มาตรา 700

โจทก์ได้บอกกล่าวบังคับจำนอง  ซึ่งระยะเวลาตั้งแต่บอกกล่าวครั้งแรกถึงครั้งสุดท้ายเป็นเวลาเกือบ 3 เดือน  และก่อนจะมีหนังสือบอกกล่าวครั้งสุดท้าย  ฝ่ายโจทก์นัดให้จำเลยมาเจรจาเรื่องการชำระหนี้ 2 ครั้ง แต่จำเลยไม่สามารถชำระได้  ถือว่าโจทก์ได้บอกกล่าวให้ชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  มาตรา 728 แล้ว

147-148/2544

สัญญาซื้อขายฯระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทินคือภายในวันที่ 3 กรกฎาคม 2528 เมื่อโจทก์ที่ 1 ผิดสัญญาไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องภายในกำหนดเวลา จึงตกเป็นผู้ผิดนัดตั้งแต่วันถัดจากวันครบกำหนดเวลาตามสัญญา ตาม ป.พ.พ. มาตรา 204 วรรคสอง จำเลยจึงมีสิทธิที่จะเรียกให้โจทก์ที่ 2 ผู้ค้ำประกันโจทก์ที่ 1 ชำระหนี้ได้แต่นั้นตามมาตรา 686 อันเป็นวันที่จำเลยอาจบังคับสิทธิเรียกร้องเอาแก่โจทก์ที่ 2 ได้ อายุความจึงเริ่มนับแต่วันดังกล่าว มิใช่เริ่มนับตั้งแต่วันที่ทำสัญญาค้ำประกัน และสิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้ตามสัญญาค้ำประกันไม่มีกฎหมายบัญญัติกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

5760/2540

ตามสัญญากู้เงินฉบับพิพาทมีข้อตกลงว่า จำเลยทั้งสองจะต้องชำระหนี้เป็นรายเดือนทุก  เดือน ภายในวันที่ 5 ของเดือน แต่ถึงอย่างไรก็ดีจำเลยทั้งสองจะต้องชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 19 พฤษภาคม 2541 และในตอนท้ายของสัญญายังระบุว่า ไม่เป็นการตัดสิทธิของผู้ให้กู้ที่จะเรียกร้องให้ผู้กู้ชำระหนี้ตามสัญญาทั้งหมดหรือแต่บางส่วนก่อนกำหนดที่กล่าวมาก็ได้ตามแต่ผู้ให้กู้จะเห็นสมควร โดยมิพักต้องชี้แจงแสดงเหตุ กับมีข้อตกลงต่อท้ายสัญญาอีกว่า ถ้าผู้กู้ผิดนัดไม่ชำระต้นเงินหรือดอกเบี้ยตามข้อตกลงแห่งสัญญากู้เงินฉบับพิพาทให้ถือว่าผู้กู้ผิดนัดทั้งหมด ยินยอมให้คิดดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี หรือเท่ากับอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมที่ธนาคารพาณิชย์จะสามารถเรียกเก็บจากผู้กู้ได้ตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นตามการแก่กรณี ทั้งนี้จนกว่าผู้กู้จะชำระหนี้คืนให้แก่ธนาคารผู้ให้กู้เสร็จสิ้นเชิง ดังนั้น เมื่อจำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้ให้โจทก์ตามที่ได้ตกลงไว้ในข้อตกลงต่อท้ายสัญญากู้เงินจึงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องบังคับเอาแก่จำเลยทั้งสองได้

        ส่วนการที่จำเลยทั้งสองชำระหนี้บางส่วนหลังจากที่ตกเป็นฝ่ายผิดสัญญาแล้ว ก็เป็นสิทธิของโจทก์ที่จะรับชำระหนี้ได้ กรณีมิใช่การสละประโยชน์แห่งเงื่อนเวลาตาม ป.พ.พ.มาตรา 192

 

 


เร็ว แรง สดใสกว่า - ลอง Yahoo! Mail ใหม่เลยจ้า!

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages