หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า kankokub ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ทองธาร เหลืองเรืองรอง ผู้บรรยาย , ผู้ก่อตั้ง lawsiamgooglegroups และ คุณแบ่งปัน ที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า
ท่านอาจารย์สมชัยติดภารกิจ วันนี้จึงบรรยายถึงสองทุ่มสัปดาห์หน้า อาจารย์สมชัยจะใช้สิทธิบรรยายชั่วโมงอาจารย์ทดแทนวันนี้จะพูดหลายเรื่องจะพุดเรื่องถอนฟ้องให้จบจากคราวที่แล้วและจะต่อด้วยเรื่องแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การ
ถ้าจำเลยยังไม่ยื่นคำให้การ ก็ทำเป็นคำบอกกล่าว ถ้ายื่นแล้วก็ต้องทำเป็นคำร้องและได้รับอนุญาตจากศาล
นอกจากนั้นกรณียื่นคำให้การแล้วก็ต้องฟังจำเลยหรือผู้ร้องสอดก่อน
1.การถอนต้องขออนุญาตเป็นคำร้อง และเป็นดุลพินิจโดยแท้ของศ่าล และถ้าจะอนุญาตต้องฟังจำเลยหรือผู้ร้องสอดก่อน
กรณีที่ไม่ต้องฟังคู่ความอีกฝ่ายก่อน ก็เช่นกรณีจำเลยไม่มาศาลหรือ เป็นการถอนฟ้องโดยข้อตกลงหรือประนีประนอมยอมความกันได้ ( นอกศาล ) คือไม่ติดใจพิพากษาตามยอม ถ้าเป็นพิพากษาตามยอมจะกลายเป็น 178
มาตรา ๑๗๕ ก่อนจำเลยยื่นคำให้การ โจทก์อาจถอนคำฟ้องได้โดยยื่นคำบอกกล่าวเป็นหนังสือต่อศาล
ภายหลังจำเลยยื่นคำให้การแล้ว โจทก์อาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลชั้นต้นเพื่ออนุญาตให้โจทก์ถอนคำฟ้องได้ ศาลจะอนุญาตหรือไม่อนุญาตหรืออนุญาตภายในเงื่อนไขตามที่เห็นสมควรก็ได้ แต่
(๑) ห้ามไม่ให้ศาลให้อนุญาต โดยมิได้ฟังจำเลยหรือผู้ร้องสอด ถ้าหากมีก่อน
(๒) ในกรณีที่โจทก์ถอนคำฟ้อง เนื่องจากมีข้อตกลงหรือประนีประนอมยอมความกับจำเลย ให้ศาลอนุญาตไปตามคำขอนั้น
ประเด็นต่อไปคือการพิจารณาสั่งของศาล และดุลพินิจศาล และผลของการให้ถอนฟ้องได้
มาจุดแรกก่อนเรื่อง การพิจารณาคำร้องของศาล
ถ้าออกนั่งพิจารณาก็สอบจำเลยได้เลย ถ้าแถลงต่อศาลบางทีก็ถือว่าไม่ได้ฟังเช่นพอทนายจำเลยรับสำนวนแล้วแถลงว่าไปปรึกษาตัวความก่อนอย่างนี้ยังไม่ถือว่าได้ฟังถึงเหตุและผลที่เค้าได้ค้านหรือไม่ค้านแถลงเพียงแค่นี้แม้ศาลได้ฟังแล้วก็เสมือนกับยังไม่ได้ฟัง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 777/2503
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 175 ที่บัญญัติถึงเรื่องโจทก์ถอนฟ้องภายหลังจำเลยยื่นคำให้การแล้วว่าห้ามไม่ให้ศาลอนุญาตโดยมิได้ฟังจำเลยก่อนนั้นหมายความให้ศาลฟังว่าจำเลยจะยินยอมให้โจทก์ถอนฟ้องหรือจะคัดค้านประการใดเพื่อประโยชน์ที่ศาลจะได้นำมาประกอบการพิจารณาสั่งตามที่เห็นสมควร ดังที่กฎหมายบัญญัติให้อำนาจไว้นั้นต่อไปถ้าหากว่าศาลยังมิได้ฟังจำเลยดุจกล่าวนี้ ย่อมต้องห้ามตามกฎหมายไม่ให้ศาลสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง
โจทก์ขอถอนฟ้อง ศาลชั้นต้นสอบถามทนายจำเลย ทนายจำเลยแถลงตอบในขณะนั้นว่า ขอผัดปรึกษาตัวจำเลยเสียก่อน เพื่อจะได้ตรึกตรองว่าจะคัดค้านหรือไม่เช่นนี้ ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยจะคัดค้านหรือไม่คัดค้านในการที่โจทก์ขอถอนฟ้องชอบที่ศาลจะพิจารณาว่าจะให้จำเลยขอเลื่อนเวลาไปเช่นนั้นหรือไม่ หากศาลมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องไปก่อนที่จะได้ฟังจำเลยดังกล่าว ก็ย่อมไม่เป็นไปโดยชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 175
กรณีว่าทนายจำเลยบอกว่าการถอนฟ้องของโจทก์ไม่มีเหตุผล ของการถอนฟ้องกรณีเช่นก็ถือว่าได้ฟังจำเลยแล้วได้แถลงเรียบร้อยแล้ว
และได้ตอบประเด็นด้วยว่าแม้โจทก์จะไม่ได้บอกเหตุผลของการถอนฟ้องก้ตามโตทก็ไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลก็ได้ บอกเหตุผลกว่างๆว่าไม่ต้องการดำเนินคดีต่อไปก็ได้
แม้โจทก์ไม่ได้บอกเหตุผลของการถอนฟ้องก็เป็นการถอนฟ้องได้ครับ ขอเพียงแจ้งความประสงค์มาก็พอครับ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1677/2540
ป.วิ.พ.มาตรา 175 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า "ภายหลังจำเลยยื่นคำให้การแล้ว โจทก์อาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลชั้นต้นเพื่ออนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้ ..." บทบัญญัติดังกล่าวมิได้ระบุว่าโจทก์จะต้องแสดงเหตุผลในการถอนฟ้องในคำร้องหรือต้องแถลงเหตุผลในการถอนฟ้องให้จำเลยทราบแต่อย่างใด เพราะแม้จำเลยจะคัดค้านหรือไม่ก็ตาม ศาลก็มีอำนาจตามบทบัญญัติดังกล่าวที่จะอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้เพราะเป็นดุลพินิจของศาล
ศาลชั้นต้นได้พิจารณาข้อคัดค้านของทนายจำเลยที่แถลงต่อศาลและรูปคดีของทั้งสองฝ่ายแล้วเห็นว่าไม่ทำให้จำเลยเสียเปรียบหากถูกโจทก์ฟ้องใหม่จึงอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้ เป็นการใช้ดุลพินิจในการสั่งโดยชอบแล้ว แม้โจทก์นำคดีมาฟ้องใหม่จำเลยก็มีสิทธิต่อสู้คดีได้เต็มที่
" สุดแต่ศาลจะพิจารณาสั่ง " กรณีอย่างนี้ ก็ถือว่าได้ฟังแล้ว จะว่าค้านก็ไม่ใช่ ไม่ค้านก็ไม่เชิง ฉะนั้นมีอยู่กรณีเดียวที่ยังถือว่าไม่ได้ฟังคือการผลัดว่าขอไปถามตัวความก่อน
กรณีที่ศาลจะสั่งไม่อนุญาตก็ไม่ต้องไปฟังจำเลยแล้วสั่งได้ทันที การที่จะไม่อนุญาต มักเกี่ยวพันกับ
1. เกี่ยวพันกับการไม่สุจริต โจทก์ทราบข้อต่อสู้ของจำเลยและพยานหลักฐานที่สำคัญของจำเลยแล้ว อาจจะคิดว่าโจทก์แพ้กับถอนฟ้องไม่ไม่น่าจะต่างกันเลย การยกฟ้องหรือการสั่งจำหน่ายคดีจำเลยก็ไม่ต้องรับผิดทั้งนั้น แต่ความจริงมันต่างกันครับตรงจำหน่ายคดีนั้น อาจได้รับคืนค่าขึ้นศาล บางส่วน แต่การ ยกฟ้อง นั้นอาจต้องรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมในตอนที่ศาลจะพิพากษาซึ่งมักจะให้ฝ่ายแพ้คดีชำระค่าฤชาธรรมเนียมให้แก่ฝ่ายที่ชนะ และการได้เปรียบอีกอย่างหนึ่งคือ โจทก์สามารถฟ้องใหม่ได้ไม่เป็นฟ้องซ้ำ
2. เกี่ยวกับ อาจไม่ถึงขนาดไม่สุจริตแต่เป็นเรื่องซึ่งอยู่ในช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสมที่จะให้ถอนฟ้องแล้วหล่ะ หรือในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา มันไม่มีการสืบพยาน แล้วจะเอาอะไรมาดูว่าคนที่มาถอนจะมาเอาเปรียบ
ถึงแม้จะไม่ออกสอบเพราะเป็นเรื่องดุลพินิจแต่ก็น่าจะควรรู้ไว้ก็ไม่เสียหลายนะครับ
ตัวอย่างที่ 1
เป็นกรณีที่โจทก์รู้ตัวว่าต้องถูกยกฟ้องแน่เพราะหนังสือมอบอำนาจไม่ถูกต้องผู้รับมอบอำนาจไม่ใช่คนที่มีอำนาจฟ้อง และล่วงเลยเวลาแก้ฟ้องมาแล้ว ก่อนวันชี้สองสถานหรือก่อนสิบพยานมาเกิน 7 วัน
แต่กรณีนี้ศาลอนุญาตเหตุผลที่ใช้ดุลพินิจอย่างนี้เพราะว่าการยกฟ้องไม่ได้แปลว่าโจทก์จะแพ้คดีนั้นตลอดไปเสมอไป เพราะหากเป็นการแพ้โดยยังไม่ได้วินิจฉัยในเนื้อหา โจทก์ไม่ได้แพ้จริงๆ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2223/2534
แม้หากศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปจนเสร็จสำนวนจะต้องพิพากษายกฟ้องเพราะเหตุโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ไม่ถูกต้องก็ตาม แต่การพิพากษายกฟ้องโดยอาศัยเหตุดังกล่าว ไม่เกี่ยวกับประเด็นในเนื้อหาแห่งคดี จึงไม่เป็นการต้องห้ามมิให้คู่ความรื้อร้องฟ้องกันอีก ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง จึงหามีผลทำให้จำเลยเสียเปรียบในเชิงคดีไม่และเมื่อการอนุญาตให้ถอนฟ้องมีเหตุอันสมควร ฟ้องแย้งย่อมตกไป
โจทก์ฟ้องจำเลย จำเลยต่อสู้ว่าฟ้องผิดศาล เนื่องจากศาลที่รับฟ้องไม่ใช่ศาลที่ไม่มีเขตอำนาจ โจทก์ตรวจสอบแล้วเห็นว่าเป็นจริง จึงจะมาถอนฟ้อง จำเลยคัดค้าน เรื่องนี้เช่นกันแม้ ยกฟ้องโจทก์ไปก็ไม่ตัดสิทธิโจทก์มาฟ้องจำเลยใหม่ได้เสมอ จึงไม่มีประโยชน์อะไรที่จะไม่ไปอนุญาตโจทก์ จึงมีเหตุสมควรที่จะอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้ไม่เป็นการเอาเปรียบจำเลย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 903/2547
ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 175 วรรคสอง การที่ศาลจะอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องหรือไม่ เป็นอำนาจศาลที่จะใช้ดุลพินิจ แม้จำเลยจะคัดค้าน แต่หากศาลเห็นว่าการถอนฟ้องของโจทก์ไม่เป็นเหตุให้จำเลยเสียเปรียบในเชิงคดี ศาลก็อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้ และในกรณีที่ฟ้องผิดศาลหากศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำพิพากษายกฟ้องเพราะคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจศาล โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องจำเลยใหม่ยังศาลที่คดีนั้นอยู่ในเขตอำนาจได้ ดังนั้น การที่โจทก์ขอถอนฟ้องเพราะเหตุฟ้องผิดศาล แม้จำเลยจะให้การต่อสู้คดีไว้ จึงมิได้ทำให้จำเลยเสียหายแต่ประการใด ข้ออ้างของจำเลยที่ว่า โจทก์ถอนฟ้องก็เพื่อจะไปดำเนินการเกี่ยวกับเอกสารต่างๆ ตามที่จำเลยให้การ โดยเฉพาะเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ เมื่อคดีนี้ยังไม่มีการสืบพยานโจทก์และจำเลยจึงยังไม่ได้มีคำวินิจฉัยในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายใด หากโจทก์นำคดีมาฟ้องใหม่ จำเลยก็มีสิทธิต่อสู้คดีได้เต็มที่เช่นเดิม จึงหาทำให้จำเลยต้องเสียเปรียบในเชิงคดีไม่
มีการถอนฟ้องโดยโจทก์ด้วยและมีการถอนฟ้องโดยจำเลยด้วย แต่ประเด็นที่โต้แย้งกันถึงฎีกาคือการถอนฟ้องของจำเลย ถ้าจะรอให้คดีแรกเสร็จการพิจารณาก็จะขาดอายุความเสียเปล่า
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 469/2546
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มิได้มีบทบัญญัติว่าด้วยการถอนอุทธรณ์ไว้โดยเฉพาะ แต่มาตรา 246 ของลักษณะ 1 ว่าด้วยอุทธรณ์บัญญัติให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ว่าด้วยการพิจารณาและการชี้ขาดตัดสินคดีในศาลชั้นต้นมาใช้บังคับแก่การพิจารณาและการชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นอุทธรณ์ได้โดยอนุโลมคำฟ้องอุทธรณ์จึงเป็นคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1(3)กรณีต้องนำเรื่องการถอนฟ้องตามมาตรา 175 มาใช้บังคับกับการถอนคำฟ้องอุทธรณ์โดยอนุโลม โดยมาตรา 175(1) บังคับเพียงว่า ห้ามไม่ให้ศาลอนุญาตโดยมิได้ฟังจำเลยหรือผู้ร้องสอดหากมีก่อน แม้จะมีการคัดค้านการขอถอนคำฟ้องก็อยู่ในดุลพินิจของศาลที่จะสั่งอนุญาตได้ ทั้งการขอถอนคำฟ้องก็เป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย ถือไม่ได้ว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่สุจริตเพื่อเอาเปรียบในเชิงคดี ดังนั้น เมื่อคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 จำเลยขอถอนอุทธรณ์ ก็ย่อมอยู่ในดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่จะอนุญาตให้จำเลยถอนอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 246 ประกอบด้วยมาตรา 175 ส่วนการที่โจทก์อ้างว่าจะทำให้ตนเสียเปรียบเพราะทำให้โจทก์เสียหายไม่สามารถยื่นฟ้องใหม่ได้ภายในกำหนดอายุความนั้น ก็มิใช่เงื่อนไขที่เกี่ยวกับการอนุญาตให้ถอนอุทธรณ์แต่อย่างใด
ต่อไปเป็นตัวอย่างสุดท้ายในเรื่อง ดุลพินิจถอนฟ้อง อันนี้เป็นดุลพินิจไม่อนุญาตบ้าง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1195/2540
การที่ศาลมีคำสั่งไม่ให้โจทก์ถอนฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 175 วรรคสอง หมายความว่า ให้ศาลพิจารณาถึงความสุจริตของโจทก์ในการดำเนินกระบวนพิจารณาประกอบด้วย หากปรากฏต่อศาลว่าการที่โจทก์ขออนุญาตถอนฟ้องอาจทำให้เสียเปรียบในการดำเนินคดี ศาลไม่อนุญาตให้ถอนฟ้องได้ คดีนี้โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องเนื่องจากศาลชั้นต้นสั่งงดชี้สองสถานและนัดฟังคำพิพากษา โดยโจทก์แถลงรับข้อเท็จจริงว่าขณะทำสัญญาจะซื้อจะขายโจทก์ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษาว่าคำฟ้องโจทก์เป็นการกล่าวอ้างถึงกรณีที่มีบทบัญญัติของกฎหมายห้ามมิให้กระทำการไว้ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดี เห็นได้ชัดว่าโจทก์รู้อยู่ว่าจะต้องแพ้คดี พฤติการณ์ขอถอนฟ้องคดีของโจทก์จึงมิได้เป็นไปโดยสุจริตซึ่งทำให้จำเลยเสียเปรียบ การที่ศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจึงชอบแล้ว
ผลของการถอนฟ้อง
มาตรา ๑๗๖ การทิ้งคำฟ้องหรือถอนคำฟ้องย่อมลบล้างผลแห่งการยื่นคำฟ้องนั้นรวมทั้งกระบวนพิจารณาอื่น ๆ อันมีมาต่อภายหลังยื่นคำฟ้อง และกระทำให้คู่ความกลับคืนเข้าสู่ฐานะเดิมเสมือนหนึ่งมิได้มีการยื่นฟ้องเลย แต่ว่าคำฟ้องใด ๆ ที่ได้ทิ้งหรือถอนแล้ว อาจยื่นใหม่ได้ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1938/2540
คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระหนี้ในฐานะผู้กู้ และขอให้จำเลยที่ 2 รับผิดชำระหนี้ในฐานะผู้ค้ำประกัน มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันไม่ได้ แม้ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 59 (1) ให้ถือว่า บรรดากระบวนพิจารณาซึ่งได้ทำโดยหรือทำต่อคู่ความร่วมคนหนึ่งนั้นให้ถือว่าได้ทำโดยหรือทำต่อคู่ความร่วมคนอื่น ๆ ด้วยก็ตาม แต่หลังจากที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การยกอายุความเรื่องสิทธิเรียกร้องตามสัญญากู้เงินขึ้นต่อสู้ โจทก์ได้ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1ศาลชั้นต้นอนุญาต และจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความแล้ว ผลย่อมเป็นไปตามมาตรา 176 แห่ง ป.วิ.พ.ที่ว่าการถอนคำฟ้องย่อมมีผลลบล้างผลแห่งการยื่นคำฟ้องนั้น รวมทั้งกระบวนพิจารณาอื่น ๆ อันมีมาต่อภายหลังยื่นคำฟ้องและกระทำให้คู่ความกลับคืนเข้าสู่ฐานะเดิมเสมือนหนึ่งมิได้มีการยื่นคำฟ้องเลย ดังนั้นกระบวนพิจารณาที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การยกอายุความเรื่องสิทธิเรียกร้องตามสัญญากู้เงินขึ้นต่อสู้โจทก์ ถือว่าเป็นอันลบล้างไปด้วยผลของการถอนฟ้องตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงเท่ากับว่าไม่มีกำหนดอายุความเรื่องสิทธิเรียกร้องตามสัญญากู้ของจำเลยที่ 1 ที่จะนำมาพิจารณาได้อีก ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาว่า เมื่อหนี้ของจำเลยที่ 1ซึ่งเป็นผู้กู้ขาดอายุความย่อมมีผลถึงจำเลยที่ 4 ผู้ค้ำประกันหนี้ดังกล่าวด้วยจึงเป็นการไม่ชอบ
จำเลยที่ 1 ได้กู้ยืมเงินไปจากโจทก์จำนวน 1,000,000 บาทยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี โดยจำเลยที่ 4 ได้ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินฉบับดังกล่าว และจำเลยที่ 1 ตกเป็นผู้ผิดนัดแล้ว จำเลยที่ 4 ยังไม่เคยชำระหนี้ตามสัญญาค้ำประกันให้แก่โจทก์ การที่โจทก์กับจำเลยที่ 1ตกลงเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยกันหลายครั้งโดยจำเลยที่ 4 มิได้ตกลงยินยอมด้วยนั้นมิใช่เป็นการเปลี่ยนแปลงสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้ตามสัญญากู้เงินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงมิใช่เป็นการแปลงหนี้ใหม่ หนี้ตามสัญญากู้เงินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงไม่ระงับสิ้นไป และจำเลยที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงยังไม่หลุดพ้นจากความรับผิด
หมายเหตุ
จำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การยกอายุความขึ้นต่อสู้โจทก์ย่อมเป็นประโยชน์แก่จำเลยที่ 4ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 59(1)แม้การที่โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 1 จะมีผลตามมาตรา 176 เป็นการลบล้างผลแห่งการยื่นคำฟ้องรวมทั้งกระบวนพิจารณาอื่น ๆ อันมีมาต่อภายหลังยื่นคำฟ้องและกระทำให้คู่ความกลับคืนเข้าสู่ฐานะเดิมเสมือนหนึ่งมิได้มีการยื่นฟ้องเลยก็ตาม ก็เป็นเรื่องในส่วนของคำฟ้องซึ่งเป็นเรื่องของโจทก์เท่านั้น แต่การยื่นคำให้การยกเรื่องอายุความขึ้นต่อสู้นั้นเป็นการกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่น่าจะมีผลลบล้างไปด้วย แม้ศาลชั้นต้นจะจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความแล้วก็เพียงทำให้ไม่มีผลของคดีที่จำเลยที่ 1จะต้องผูกพันตามคำพิพากษาเท่านั้น คดีจึงยังมีปัญหาเรื่องอายุความที่จะต้องวินิจฉัยให้ในส่วนของจำเลยที่ 4 ที่เป็นผู้ค้ำประกันต่อไป เพราะมิฉะนั้นโจทก์จะเป็นฝ่ายได้เปรียบในเชิงคดีที่สามารถตัดประเด็นที่ตนอาจแพ้คดีได้โดยการถอนฟ้องจำเลยที่ 1 เสีย ซึ่งย่อมไม่เป็นธรรม
ไพโรจน์ วายุภาพ
กรณีถอนฟ้องอาจจะมีกรณีที่ศาลสั่งอนุญาตแต่ไม่มีการจำหน่ายคดีเพราะเป็นการถอนฟ้องบางส่วนได้
กรณีถอนฟ้องจำเลยบางคนทำให้ข้อต่อสู้ตกไปคู่ความอื่นไม่สามารถยกประเด็นนั้นต่อสู้ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2891/2537
ระหว่างนัดสืบพยานโจทก์ในคดีก่อน โจทก์ยื่นคำร้องว่าโจทก์ไม่มีความประสงค์จะดำเนินคดีนี้กับจำเลยอีกต่อไป ขอถอนฟ้อง จำเลยแถลงไม่คัดค้าน ศาลอนุญาตให้ถอนฟ้อง มีความหมายเพียงว่า โจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีกับจำเลยสำหรับคดีนั้นเท่านั้น หาอาจแปลไปว่าโจทก์จะไม่ฟ้องคดีใหม่กับจำเลยอีก ทั้งมิใช่เป็นการถอนฟ้องตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังนั้น การถอนฟ้องในคดีก่อนไม่ทำให้อำนาจฟ้องของโจทก์หมดไป โจทก์จึงฟ้องคดีนี้ใหม่ได้ภายในอายุความ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ โดยวินิจฉัยอ้างเหตุต่างกัน กล่าวคือ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ ส่วนศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ แต่ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำ ดังนี้เมื่อศาลฎีกาเห็นว่าฟ้องโจทก์ไม่เป็นฟ้องซ้ำ แต่สำหรับปัญหาข้ออื่นซึ่งศาลชั้นต้นกำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ ได้แก่เรื่องอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่จำเลยค้างค่ากระแสไฟฟ้า และโจทก์มีสิทธิเรียกค่ากระแสไฟฟ้าจากจำเลยตามฟ้องหรือไม่ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัย เมื่อศาลฎีกาเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัย ย่อมมีอำนาจยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในประเด็นที่ยังเหลืออยู่ แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
หมายเหตุ
การถอนฟ้องของโจทก์มีผลแตกต่างกันระหว่างคดีแพ่งและคดีอาญาในคดีอาญามีบัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 36ว่าเมื่อมีการถอนฟ้องคดีใดไปจากศาลแล้ว จะนำมาฟ้องอีกหาได้ไม่เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นดังที่ระบุไว้ในอนุมาตรา 1-3 ส่วนคดีแพ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 176 บัญญัติไว้ว่าการถอนฟ้องย่อมลบล้างผลแห่งการยื่นคำฟ้องนั้น รวมทั้งกระบวนพิจารณาอื่น ๆ อันมีมาต่อภายหลังยื่นคำฟ้องและทำให้คู่ความกลับคืนเข้าสู่ฐานะเดิมเสมือนหนึ่งมิได้มีการยื่นฟ้องเลย คำฟ้องที่มีการถอนแล้วอาจยื่นใหม่ได้ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความจะเห็นได้ว่าในส่วนของคดีแพ่งมิได้ห้ามโจทก์นำคดีที่มีการถอนฟ้องไปจากศาลแล้วมาฟ้องใหม่ ตรงกันข้ามได้บัญญัติรับรองสิทธิของโจทก์ว่าให้กลับเข้าสู่ฐานะเดิมและอาจยื่นฟ้องใหม่ได้ภายในอายุความที่กฎหมายกำหนด ซึ่งจะเห็นได้ว่าแตกต่างจากคดีอาญาก็โดยเหตุผลว่าคดีอาญาเมื่อศาลประทับฟ้องไว้พิจารณาแล้ว เว้นแต่จำเลยจะได้รับประกันตัวจะต้องถูกขังในระหว่างการพิจารณาซึ่งกระทบต่อเสรีภาพของบุคคล กฎหมายจึงบัญญัติห้ามมิให้นำคดีมาฟ้องใหม่
ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้เดิมโจทก์เคยยื่นฟ้องให้จำเลยชำระหนี้ค่ากระแสไฟฟ้าพร้อมดอกเบี้ยซึ่งเป็นมูลหนี้อย่างเดียวกันมาแล้วครั้งหนึ่ง และในคดีก่อนจำเลยได้ยื่นคำให้การแก้คดีแล้ว ระหว่างนัดสืบพยานโจทก์ โจทก์ยื่นคำร้องว่า ไม่มีความประสงค์จะดำเนินคดีนี้กับจำเลยอีกต่อไป ขออนุญาตถอนฟ้องจำเลยรับสำเนาคำร้องแล้วแถลงไม่คัดค้าน ศาลอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องต่อมาโจทก์นำหนี้ตามคดีเดิมมาฟ้องเป็นคดีอีก ศาลฎีกาก็วินิจฉัยตามหลักในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 176 และตีความข้อความที่โจทก์ระบุไว้ในคำร้องขอถอนฟ้องว่าไม่ประสงค์จะดำเนินคดีกับจำเลยอีกต่อไปนั้น มีความหมายเพียงว่าไม่ดำเนินคดีกับจำเลยในคดีที่โจทก์ถอนฟ้องเท่านั้น หาใช่จะไม่ฟ้องเกี่ยวกับมูลหนี้ดังกล่าวอีก อันเป็นทำนองสละสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 176 ซึ่งก็เป็นการวินิจฉัยตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เคยวินิจฉัยไว้ เช่น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1823/2536 แม้ในคดีเดิมโจทก์จะแถลงว่าสาเหตุที่ถอนฟ้อง เพราะโจทก์ไม่ติดใจดำเนินคดีกับจำเลยต่อไปเนื่องจากตกลงกันได้ ก็ไม่มีความหมายชัดแจ้ง หรืออาจแปลได้ว่าโจทก์สละสิทธิที่จะเรียกร้องในมูลหนี้กรณีเดียวกันนั้นกับจำเลยอีกในภายหลัง โจทก์จึงฟ้องคดีได้ใหม่ภายในอายุความ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1823/2525 คดีเดิมโจทก์แถลงว่าสาเหตุที่ถอนฟ้องเพราะโจทก์ไม่ติดใจดำเนินคดีกับจำเลยต่อไป เนื่องจากตกลงกันได้แล้ว ก็ไม่มีข้อความชัดแจ้งหรืออาจแปลได้ว่าโจทก์สละสิทธิที่จะเรียกร้องในมูลกรณีเดียวกันนั้นกับจำเลยในภายหลัง ฉะนั้นการถอนฟ้องในคดีก่อน จึงไม่ทำให้อำนาจฟ้องโจทก์หมดไป โจทก์จึงฟ้องคดีใหม่ได้ภายในอายุความ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3678/2528 คดีก่อนอยู่ในระหว่างส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลย โจทก์ยื่นคำบอกกล่าวว่าโจทก์ไม่ประสงค์ดำเนินกับจำเลยต่อไป ขอถอนฟ้อง ศาลอนุญาต มีความหมายเพียงว่า โจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีกับจำเลยสำหรับคดีนั้นเท่านั้นหาแปลไปว่าโจทก์จะไม่ฟ้องคดีใหม่กับจำเลยอีกตามสิทธิของโจทก์ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 176 บัญญัติรับรองไว้แต่อย่างใดไม่ โจทก์ฟ้องใหม่ ไม่เป็นฟ้องซ้ำ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 164,165/2528 วินิจฉัยทำนองเดียวกัน)
อย่างไรก็ตาม หากถอนฟ้องโดยมีข้อตกลงกันระหว่างโจทก์กับจำเลยว่า จะไม่ดำเนินคดีกับจำเลยในมูลหนี้เดียวกันนั้นอีก หรือโจทก์สละสิทธิที่จะไม่ฟ้องคดีกับจำเลยในมูลหนี้อย่างเดียวกันโดยชัดเจนจะบังคับหรือมีผลผูกพันโจทก์หรือไม่ มีคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยไว้เป็น 2 แนว
แนวที่ 1 วินิจฉัยว่า โจทก์ยังสามารถนำคดีมาฟ้องได้อีกตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 176 คือ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 268/2489 โจทก์ขอถอนฟ้องโดยกล่าวว่าไม่ติดใจว่ากล่าวเอาความแก่จำเลยต่อไป ศาลสอบถามจำเลย จำเลยแถลงรับว่าที่ถอนฟ้องนั้นหมายถึงไม่ติดใจ ดำเนินคดีตลอดเรื่องใช่ไหม ฝ่ายโจทก์รับว่าถูกต้องแล้ว ศาลอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง ต่อมาโจทก์กลับมายื่นฟ้องขอให้ศาลบังคับจำเลยอย่างเดียวกัน และในมูลหนี้กรณีเดียวกันกับคดีก่อน ดังนี้ไม่เป็นฟ้องซ้ำ เพราะคดีก่อนศาลยังไม่ได้วินิจฉัยประเด็นข้อพิพาท และไม่ใช่เป็นการถอนฟ้อง โดยมีข้อตกลงหรือประนีประนอมยอมความ ตามมาตรา 175(2)
แนวที่ 2 วินิจฉัยว่าฟ้องใหม่ไม่ได้ คือ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 200/2511 โจทก์ฟ้องจำเลยและขอถอนฟ้องไปโดยแถลงต่อศาลว่า จะไม่ฟ้องจำเลยเกี่ยวกับทรัพย์พิพาทอีก ดังนั้นคำแถลงของโจทก์ในคดีก่อนซึ่งยอมสละสิทธินำคดีเรื่องนี้มาฟ้องใหม่ตามมาตรา 176 จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่โจทก์ในคดีนั้นได้ทำต่อศาลและคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งผูกมัดโจทก์ โจทก์จะมาฟ้องจำเลยเกี่ยวกับทรัพย์พิพาทได้อีก
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2240/2515 โจทก์เคยฟ้องจำเลยขอให้จดทะเบียนรับรอง ป. เป็นบุตร แล้วตกลงท้ากันให้จำเลยสาบานจำเลยได้สาบานตามคำท้า โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง และแถลงว่าจำเลยได้สาบานว่า ป. ไม่ใช่บุตรของจำเลยต่อไป ขอถอนฟ้องและไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลย ศาลอนุญาต ดังนี้ คำแถลงของโจทก์เช่นนี้เป็นการยอมสละสิทธิของตนที่มีอยู่ตามมาตรา 176 ผูกพันโจทก์จึงไม่อาจนำมาฟ้องจำเลยได้อีก
ผู้บันทึกเห็นว่าตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาแนวที่ 2 น่าจะชอบด้วยเหตุผลมากกว่า เนื่องจากคดีแพ่งเป็นเรื่องของคู่ความเมื่อโจทก์มีความประสงค์ที่จะไม่ฟ้องร้องดำเนินคดีในมูลหนี้ดังกล่าวอีกก็น่าจะผูกพันโจทก์หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งสิทธินำคดีมาฟ้องใหม่ตามมาตรา 176 นี้ สามารถสละสิทธิได้ โดยจะต้องระบุให้ชัดเจน
ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้ จำเลยให้การต่อสู้คดีด้วยว่าฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องซ้ำ และศาลอุทธรณ์ก็พิพากษายกฟ้องโจทก์โดยวินิจฉัยว่าเป็นฟ้องซ้ำ แต่ศาลฎีกามิได้วินิจฉัยปัญหานี้โดยตรง หากแต่วินิจฉัยโดยอาศัยหลักของมาตรา 176 ซึ่งหากพิจารณาหลักเกณฑ์การฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148แล้ว จะต้องเป็นเรื่องที่คดีเดิมศาลได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นข้อพิพาทเดียวกันกับคดีใหม่ ตามคำพิพากษาศาลฎีกานี้คดีเดิมศาลยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นข้อพิพาท แต่เป็นเรื่องที่ในคดีเดิมโจทก์ขอถอนฟ้อง กรณีจึงมิใช่เรื่องฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 และ มีข้อที่น่าสังเกตอีกประการหนึ่งในตอนท้ายของคำพิพากษาศาลฎีกาที่วินิจฉัยว่า "ทั้งมิใช่เป็นการถอนฟ้องตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ดังนั้นการถอนฟ้องในคดีก่อนไม่ทำให้อำนาจฟ้องของโจทก์หมดไป" นั้น อาจทำให้เข้าใจว่าถ้าเป็นการถอนฟ้องตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้วกรณีไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 176 และโจทก์ไม่สามารถฟ้องคดีใหม่ได้ ผู้บันทึกเห็นว่าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 176 มิได้บัญญัติว่า ถ้าเป็นการถอนฟ้องตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้วห้ามมิให้ฟ้องคดีใหม่ จึงไม่น่าจะต้องห้ามเหมือนการถอนฟ้องทั่วไป เว้นแต่ตามสัญญาที่คู่ความตกลงกันมีข้อความสละสิทธิในการที่จะฟ้องเป็นคดีใหม่ หรือสละสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ที่ฟ้องนั้น ถ้ามีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความแล้วในทางปฏิบัติย่อมจะมีข้อตกลงเช่นนั้นเสมอซึ่งก็เป็นไปตามแนววินิจฉัยของศาลฎีกาตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2240/2515,2002/2511 มิใช่ต้องห้ามตามมาตรา 176
สมกุมชาด
ดูเปรียบเทียบ อันนี้คือถอนฟ้องแล้วจะไม่มาฟ้องอีกถือว่าสละสิทธิแล้ว
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7834/2540
โจทก์เคยมอบอำนาจให้ ณ. เป็นโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท ต่อมา ณ. ได้ถอนฟ้องไม่ประสงค์จะดำเนินคดีไม่ว่าข้อหาใด ๆ เกี่ยวกับที่ดินพิพาทอีกต่อไปดังนี้ เมื่อโจทก์ถอนฟ้องโดยประสงค์จะนำคดีมาฟ้องอีกย่อมเป็นการสละสิทธิของโจทก์ที่มีอยู่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 176 โจทก์จึงไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้องใหม่เป็นคดีนี้
สละสิทธิไม่มาฟ้องจำเลยใหม่ ไม่ฟ้องลูกหนี้ชั้นต้นแล้วแต่ฟ้องผู้ค้ำประกัน ฟ้องได้หรือเปล่า วินิจฉัยว่าฟ้องได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4094/2540
คดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยร่วมและ ล. โจทก์ได้ถอนฟ้องโดยระบุในคำร้องขอถอนฟ้องว่าถอนฟ้องเนื่องจากจำเลยทั้งสองตกลงชำระหนี้ให้โจทก์บางส่วนโดยโจทก์ไม่ติดใจเรียกร้องจากจำเลยต่อไปอีก ต่อมาโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามในฐานะผู้ค้ำประกันให้ชำระหนี้แก่โจทก์แสดงว่าโจทก์ยังติดใจเรียกร้องหนี้ส่วนที่เหลือจากจำเลยทั้งสามในฐานะผู้ค้ำประกัน มิใช่ยินยอมให้หนี้ส่วนที่เหลือระงับสิ้นไป และที่โจทก์ถอนฟ้องในคดีที่เคยฟ้องจำเลยทั้งสามก็เนื่องจากใบมอบอำนาจให้ฟ้องคดีผิดพลาด ถือไม่ได้ว่าโจทก์สละสิทธิในการดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสาม โจทก์ย่อมมีสิทธิยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามใหม่ในเรื่องเดิมได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 176
การชำระหนี้กู้ยืมเงินต้องมีหลักฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 653 วรรคสองมาแสดงจำเลยร่วมเพียงปากเดียวมาเบิกความลอย ๆ ว่าได้ชดใช้เงินให้แก่โจทก์จึงไม่อาจรับฟังได้ในส่วนของดอกเบี้ยสัญญากู้ระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมและ ล. ระบุว่าลูกหนี้ยอมชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 16 ต่อปีผู้ค้ำประกันจึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าว
เป็นเรื่องเกี่ยวกับการถอนฟ้องเหมือนกัน เป็นเรื่องที่ว่าคดีเดิมที่ถอนฟ้องมีฟ้องแย้งพิจารณาอยุ่ด้วยกัน เรื่องนี้มีการถอนฟ้องเช่นกันแต่มีการพิจารณาเกี่ยวกับฟ้องแย้งอยู่ด้วย แต่ถูกกลับไปแล้ว
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2223/2534 (ถูกกลับโดยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6909/2543)
แม้หากศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปจนเสร็จสำนวนจะต้องพิพากษายกฟ้องเพราะเหตุโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ไม่ถูกต้องก็ตาม แต่การพิพากษายกฟ้องโดยอาศัยเหตุดังกล่าว ไม่เกี่ยวกับประเด็นในเนื้อหาแห่งคดี จึงไม่เป็นการต้องห้ามมิให้คู่ความรื้อร้องฟ้องกันอีก ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง จึงหามีผลทำให้จำเลยเสียเปรียบในเชิงคดีไม่และเมื่อการอนุญาตให้ถอนฟ้องมีเหตุอันสมควร ฟ้องแย้งย่อมตกไป
แนวล่าสุดถอนฟ้องเดิมไปฟ้องแย้งไม่ตกไปด้วยแล้วนะครับ
*** คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6909/2543
เมื่อจำเลยฟ้องแย้งเข้ามาในคำให้การ โจทก์ก็คือจำเลยในฟ้องแย้ง คดีตามฟ้องแย้งจึงมีคู่ความครบถ้วนที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปได้การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องเดิม ก็คงมีผลเฉพาะคดีโจทก์ว่าไม่มีฟ้องเดิมที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปเท่านั้น หามีผลให้ฟ้องแย้งของจำเลยตกไปด้วยไม่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3132/2549
ศาลแพ่งธนบุรีอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องแล้ว แต่จำเลยที่ 1 ยังอุทธรณ์ต่อมา คดีจึงอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ส่วนการถอนคำฟ้องที่มีผลลบล้างผลแห่งการยื่นคำฟ้องและทำให้คู่ความกลับเข้าสู่ฐานะเดิมเสมือนหนึ่งมิได้มีการยื่นฟ้องเลยดังที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 176 นั้น หมายถึงการถอนคำฟ้องนั้นได้ถึงที่สุดแล้ว ดังนี้ ฟ้องโจทก์คดีนี้สำหรับจำเลยที่ 1 ที่โจทก์ยื่นฟ้องขณะที่คดีก่อนอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์จึงเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) แม้ต่อมาคดีก่อนจะถึงที่สุด ก็หาทำให้ฟ้องคดีนี้ซึ่งเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายมาแต่ต้น กลายเป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายขึ้นมาใหม่ เมื่อโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ก็ไม่มีฟ้องของโจทก์และตัวโจทก์ที่จำเลยที่ 1 จะฟ้องแย้ง จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิฟ้องแย้งเช่นกัน จึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์โจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และอุทธรณ์จำเลยที่ 1 เพราะไม่ทำให้ผลคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เปลี่ยนแปลงไป
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นตัวแทนค้าต่างของบริษัท จ. โดยไม่ได้กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นตัวแทนของโจทก์ด้วย ปัญหาว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นตัวแทนของโจทก์หรือไม่ จึงเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินของปัญหาและการค้าระหว่างประเทศ ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง
จบเรื่องถอนฟ้องแล้วครับ
.............................................................................................
ก็มีเรื่องแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องและแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การ และเรื่องฟ้องแย้ง 2 เรื่องที่ ยังเหลืออยู่ ปีนี้ก็ไม่น่าจะได้ออกในเรื่องแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การ เพราะปีที่แล้วได้ออกไปแล้ว แต่ก็ไม่แน่
มีมาตราเกี่ยวข้อง 3 มาตรา
1. 179 อะไรที่แก้ไขได้บ้าง
2. 180 วิธีหรือเงื่อนเวลาที่ขอแก้
3. 181 การพิจารณาสั่งของศาล
ฉะนั้นการที่จะนำมาออกมักให้แง่มุม 2 มาตรา แรก
มาตรา 179 โจทก์หรือจำเลยจะแก้ไขข้อหา ข้อต่อสู้ ข้ออ้าง หรือข้อเถียงอันกล่าวไว้ในคำฟ้องหรือคำให้การที่เสนอต่อศาลแต่แรกก็ได้
การแก้ไขนั้น โดยเฉพาะอาจเป็นการแก้ไขในข้อต่อไปนี้
(๑) เพิ่ม หรือลด จำนวนทุนทรัพย์ หรือราคาทรัพย์สินที่พิพาทในฟ้องเดิม หรือ
(๒) สละข้อหาในฟ้องเดิมเสียบางข้อ หรือเพิ่มเติมฟ้องเดิมให้บริบูรณ์โดยวิธีเสนอคำฟ้องเพิ่มเติม หรือเสนอคำฟ้องเพื่อคุ้มครองสิทธิของตนในระหว่างการพิจารณา หรือเพื่อบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง หรือ
(๓) ยกข้อต่อสู้ขึ้นใหม่ เป็นข้อแก้ข้อหาเดิม หรือที่ยื่นภายหลัง หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้ออ้าง หรือข้อเถียงเพื่อสนับสนุนข้อหา หรือเพื่อหักล้างข้อหาของคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง
แต่ห้ามมิให้คู่ความฝ่ายใดเสนอคำฟ้องใดต่อศาล ไม่ว่าโดยวิธีฟ้องเพิ่มเติมหรือฟ้องแย้ง ภายหลังที่ได้ยื่นคำฟ้องเดิมต่อศาลแล้ว เว้นแต่คำฟ้องเดิมและคำฟ้องภายหลังนี้จะเกี่ยวข้องกันพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้
โดยสรุปตาม อนุ 1 แก้เพื่อให้ฟ้องโจทก์บริบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นการแก้เพิ่ม ลด เปลี่ยนแปลงฟ้องให้บริบูรณ์ และ ข้อที่โจทก์แก้ต้องเกี่ยวกับฟ้องเดิม
ถ้าจำเลยยกข้อต่อสู้ใดไว้ในคำให้การบังคับศาลให้วินิจฉัย
ก็ไม่ได้ให้แก้ทุกเรื่อง
มาตรา 180 การแก้ไขคำฟ้องหรือคำให้การที่คู่ความเสนอต่อศาลไว้แล้วให้ทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลก่อนวันชี้สองสถาน หรือก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน ในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถาน เว้นแต่มีเหตุอันสมควรที่ไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนนั้น หรือเป็นการขอแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย
มาตรา 181 เว้นแต่ในกรณีที่คำร้องนั้นอาจทำได้แต่ฝ่ายเดียว
(๑) ห้ามไม่ให้มีคำสั่งยอมรับการแก้ไข เว้นแต่จะได้ส่งสำเนาคำร้องให้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งทราบล่วงหน้าอย่างน้อยสามวัน ก่อนกำหนดนัดพิจารณาคำร้องนั้น
(๒) ห้ามมิให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งชี้ขาดในประเด็นที่คู่ความได้แก้ไขคำฟ้องหรือคำให้การ เว้นแต่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะได้มีโอกาสบริบูรณ์ในอันที่จะตรวจโต้แย้งและหักล้างข้อหาหรือข้อต่อสู้ใหม่ หรือข้ออ้าง หรือข้อเถียงใหม่ที่กล่าวไว้ในคำร้องขอแก้ไขนั้น
ฎีกาเรื่องแรก รีบแก้ก่อนศาลหยิบยกประเด็นเรื่อง อำนาจฟ้อง เปลี่ยนชื่อให้ชัดเจน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2095/2543
คำร้องขอแก้ไขคำฟ้องของโจทก์เป็นการเพิ่มเติมชื่อโจทก์ที่จะต้องระบุไว้แน่ชัดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 67 เข้ามาในภายหลัง จึงเป็นการเพิ่มจำนวนผู้เป็นโจทก์เข้ามาในคำฟ้องเดิม มิใช่เป็นเรื่องขอแก้ไขคำฟ้องตามนัยบทกฎหมายดังกล่าว คำสั่งอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่มีผลแต่อย่างใด เมื่อตามคำฟ้องของโจทก์ระบุว่าโจทก์เป็นคณะบุคคลตามกฎหมายใช้ชื่อว่า "คณะบุคคลกำชัย-มณฑา" ซึ่งเป็นเพียงคณะบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่รวมกันเป็นหน่วยภาษีตามประมวลรัษฎากรเท่านั้น มิใช่นิติบุคคลตามกฎหมาย โจทก์จึงมิใช่บุคคลธรรมดาและมิใช่นิติบุคคลอันอาจเป็นคู่ความในคดีได้
หมายเหตุ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2095/2543 นี้ มีกรณีศึกษา 2 เรื่อง คือ เรื่องการขอแก้ไขคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 179 โดยการขอเพิ่มชื่อโจทก์เข้ามาในคดีอีกหนึ่งคน โดยเดิมโจทก์ฟ้องคดีในนามของคณะบุคคลตามประมวลรัษฎากร มาตรา 50 และ 56 ซึ่งถือเป็นหน่วยภาษีในการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามประมวลรัษฎากร คือ มีเงินได้และแยกเสียภาษีเงินได้เป็นเอกเทศต่างหากคณะบุคคลของโจทก์ใช้ชื่อว่า "คณะบุคคล ก.-ม. " โดยมี ก. และ ม. รวม 2 คน และ ก. เป็นผู้จัดการ ซึ่งตั้งขึ้นโดยหลักทั่วไปและตามประมวลรัษฎากรมาตรา 56 ซึ่งกำหนดให้มีผู้ทำการแทนคณะบุคคลนั้น เรียกว่า ผู้จัดการ เพื่อยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมิน ในการฟ้องคดีเดิมโจทก์ฟ้องในนามของคณะบุคคลก.-ม. โดย ก. ผู้จัดการของโจทก์ ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้อง โดยขอเพิ่มตัวโจทก์ขึ้นมาอีกเป็น ก. ในฐานะส่วนตัว และในฐานะผู้รับมอบอำนาจจาก ม. ปัญหาว่า จะขอเพิ่มเช่นนี้ได้หรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่ากรณีนี้เป็นการเพิ่มตัวโจทก์ไม่ใช่เป็นกรณีที่มาตรา 179 ให้กำหนดไว้ เช่น เพิ่มหรือลดทุนทรัพย์หรือราคาทรัพย์สินที่พิพาทในฟ้องเดิม หากแต่เป็นการเพิ่มเติมชื่อโจทก์ซึ่งจะต้องระบุไว้แต่แรกตามมาตรา 67 แล้ว ดังนี้ จึงไม่อาจขอเพิ่มได้ กรณีนี้เป็นเรื่องน่าศึกษาเพราะ "คณะบุคคลก.-ม." ก็คือ ก. กับ ม. นั้นเอง แต่อย่างไรก็ดีก็คงไม่ใช่ใช้วิธีแก้ไขคำฟ้องเข้ามา ข้อที่ควรพิจารณาก็คือว่าจะใช้วิธีร้องสอดเข้ามาได้หรือไม่โดยถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียและขอเข้ามาเป็นโจทก์ร่วม ซึ่งปัญหานี้จะยังไม่กล่าวถึง เพียงแต่ตั้งเป็นปัญหาไว้เพื่อศึกษากันต่อไป และทางแก้สุดท้ายของคดีประเภทนี้ ซึ่งปรากฏชัดในประมวลรัษฎากรซึ่งเป็นข้อพิพาทระหว่างรัฐกับเอกชน คือ คณะบุคคลทั้งหมดร่วมกันเป็นโจทก์ฟ้องคดีโดยเป็นโจทก์ที่ 1, ที่ 2, ฯลฯ หรือคณะบุคคลในกลุ่มนั้นมอบให้ผู้จัดการของคณะบุคคลฟ้องคดีโดยฟ้องในฐานะคณะบุคคล ในฐานะส่วนตัว และในฐานะผู้รับมอบอำนาจดังนี้ก็น่าจะแก้ปัญหาได้ แต่ก็อาจมีปัญหาว่าการบรรยายฟ้องส่วนนี้จะเคลือบคลุมหรือไม่ จึงเป็นเรื่องฝ่ายเอกชนต้องทำความเข้าใจ ขอทิ้งปัญหานี้ไว้เพียงเท่านี้ก่อน
กรณีที่น่าศึกษาเป็นพิเศษ คือ เรื่องอำนาจฟ้องของ "คณะบุคคล ก.-ม." ซึ่งเกิดขึ้นได้ตามประมวลรัษฎากร มีเงินได้เป็นของตัวเองได้ และต้องเสียภาษีเงินได้ด้วยถูกตรวจสอบไต่สวนและประเมินให้เสียภาษีได้ด้วย ทั้งยังอุทธรณ์การประเมินภาษีได้เพราะยังไม่มีข้อโต้แย้งจากคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ว่าไม่มีอำนาจอุทธรณ์การประเมินเนื่องจากมิใช่คณะบุคคล และยังไม่มีปัญหาพิพาทกรณีดังกล่าวมายังศาลฎีกาทั้งในคดีที่ขึ้นมาสู่ศาลฎีกาในเรื่องของคณะบุคคลเกี่ยวกับการเรียกภาษีเงินได้ของคณะบุคคลนี้ไม่มีกรณีกล่าวถึงอำนาจอุทธรณ์การประเมินของคณะบุคคลเลย
เพื่อประโยชน์ในการศึกษาทำความเข้าใจกันต่อไป ใคร่ขอนำรายละเอียดคำวินิจฉัยของศาลฎีกาเรื่องนี้พิจารณาประกอบการศึกษาและทำความเข้าใจกันดังนี้ "ผู้ที่จะเป็นคู่ความในคดี กล่าวคือ เป็นผู้ยื่นคำฟ้องหรือถูกฟ้องต่อศาลได้นั้น จะต้องเป็นบุคคลดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 1(11) ว่า "คู่ความ" หมายความว่า บุคคลผู้ยื่นคำฟ้องหรือถูกฟ้องต่อศาลและคำว่าบุคคลนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ได้แก่ บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล สำหรับคณะบุคคลกำชัย-มณฑา นั้น เป็นเพียงคณะบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่รวมกันเป็นหน่วยภาษีตามประมวลรัษฎากร ทั้งนี้เพื่อยื่นรายการเงินได้สำหรับจำนวนเงินได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษีเสมือนเป็นบุคคลธรรมดาคนเดียวโดยบุคคลในคณะบุคคลแต่ละคนไม่จำต้องยื่นรายการเงินได้ สำหรับจำนวนเงินได้พึงประเมินของคณะบุคคลนั้นเพื่อเสียภาษีอีก เมื่อไม่ปรากฏว่าได้มีการจดทะเบียนตามบทบัญญัติแห่งลักษณะ 22 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1015 โจทก์จึงไม่เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย นอกจากนี้ตามคำฟ้องของโจทก์ไม่ปรากฏว่านายกำชัยและนางสาวมณฑาฟ้องคดีในฐานะส่วนตัว ผู้เป็นโจทก์ในคดีนี้จึงมิใช่บุคคลธรรมดาเช่นกัน เมื่อโจทก์มิใช่บุคคลธรรมดาและมิใช่นิติบุคคลย่อมไม่อาจเป็นคู่ความในคดีได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง"
ขอให้สังเกตว่า การวินิจฉัยเรื่องนี้ ศาลฎีกานำหลักเรื่อง คู่ความ และบุคคลหรือนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาประกอบการวินิจฉัย ซึ่งเคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาดั้งเดิมเคยวินิจฉัยไว้แล้วคือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 495/2519 ระหว่างกรมสรรพากร โจทก์ คณะบุคคลกรุงเทพฯ กรีฑา จำเลย ว่าผู้ที่จะเป็นคู่ความในคดีได้นั้นจะต้องเป็นบุคคลดังบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 1(11) และคำว่าบุคคลนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ได้แก่บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล แต่คณะบุคคลกรุงเทพฯ กรีฑา จำเลยที่ 1 เป็นเพียงคณะบุคคลหรือกลุ่มบุคคลมิใช่บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล ดังนั้น โจทก์จึงไม่อาจฟ้องจำเลยที่ 1 ให้รับผิดชำระหนี้ภาษีการค้าได้
อย่างไรก็ดี มีข้อน่าคิดว่าเมื่อประมวลรัษฎากรซึ่งเป็นกฎหมายว่าด้วยการจัดเก็บภาษีอากร ถือเป็นกฎหมายปกครองในสาขาของกฎหมายมหาชน จึงเป็นกฎหมายพิเศษ การที่กำหนดให้มีคณะบุคคลเพื่อแยกเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาต่างหากจากตัวบุคคลธรรมดา มีสิทธิหักค่าใช้จ่าย และค่าลดหย่อนได้ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดไว้ เช่น การหักค่าลดหย่อนตามประมวลรัษฎากร มาตรา 47(6) และต้องยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินในชื่อของคณะบุคคล และคณะบุคคลทุกคนอาจต้องร่วมรับผิดในภาษีอากรที่ค้างชำระด้วย ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลรัษฎากรมาตรา 56 วรรคสอง ดังนี้
"ในกรณีห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเกินจำนวนตาม (1) ให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินในชื่อของห้างหุ้นส่วนหรือคณะบุคคลนั้นที่ได้รับในระหว่างปีภาษีที่ล่วงมาแล้วภายในกำหนดเวลาและตามแบบเช่นเดียวกับวรรคก่อน การเสียภาษีในกรณีเช่นนี้ ให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการรับผิดเสียภาษีในชื่อของห้างหุ้นส่วนหรือคณะบุคคลนั้นจากยอดเงินได้พึงประเมินทั้งสิ้นเสมือนเป็นบุคคลคนเดียวไม่มีการแบ่งแยกทั้งนี้ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือบุคคลในคณะบุคคลแต่ละคนไม่จำต้องยื่นรายการเงินได้สำหรับจำนวนเงินได้พึงประเมินดังกล่าวเพื่อเสียภาษีอีก แต่ถ้าห้างหุ้นส่วนหรือคณะบุคคลนั้นมีภาษีค้างชำระ ให้ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือบุคคลในคณะบุคคลทุกคนร่วมรับผิดในเงินภาษีที่ค้างชำระนั้นด้วย"
ดังนี้ คงเห็นแล้วว่าบุคคลในคณะบุคคลนั้นต้องร่วมรับผิดในภาษีอากรที่คณะบุคคลนั้นค้างชำระแต่เมื่อเห็นว่าการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ไม่ชอบกลับฟ้องไม่ได้ทั้งที่ได้อุทธรณ์การประเมินอันเป็นการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ประมวลรัษฎากรกำหนดแล้ว โดยอ้างเหตุตามหลักกฎหมายทั่วไปว่าไม่เป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลเท่านั้น จึงเป็นข้อน่าพิจารณาว่าประมวลรัษฎากรฯเป็นกฎหมายพิเศษซึ่งอาจมีข้อแตกต่างจากหลักทั่วไปหรือไม่ และถ้าให้คณะบุคคลมีอำนาจฟ้องได้นั้น ก็น่าจะไม่มีผลกระทบต่อแนวคิดในเรื่องของบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลแต่อย่างใด เพราะเรื่องนี้เป็นกรณีที่ประมวลรัษฎากรได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะและน่าจะถือว่ามีผลในทางปฏิบัติและกลับกันเมื่อกรมสรรพากรฟ้องคณะบุคคลให้รับผิดในภาษีอากรที่ค้างชำระก็อาจมีปัญหาได้ดังที่ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยมาก่อนแล้ว
ปัจจุบันมีคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยไว้แนวเดียวกับคำพิพากษาศาลฎีกาหัวข้อหมายเหตุ เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2100/1543 และ 2401/2543โดยมีข้อสังเกตว่า ตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวนั้นถ้าคณะบุคคลนั้นฟ้องในฐานะส่วนตัว เช่น คณะบุคคลนั้นมีอยู่ 5 คน ก็ระบุในฟ้องเป็นจำเลยที่ 1, ที่ 2. และที่ 5 ดังนี้ ถือว่าเป็นการฟ้องในนามของบุคคลธรรมดา จึงจะเป็นคู่ความในคดีและมีอำนาจฟ้องได้ จึงเป็นข้อคิดสำหรับผู้ที่จะเสนอคดีสู่ศาลต่อไป
พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา
จริงๆแล้วไม่ใช่คนเดียวเป็น 2 คน กลายเป็นแก้ฟ้องเพิ่มคนอย่างนี้ไม่ได้แล้วเป็นเรื่องฟ้องผิดคนแล้ว อย่างนี้ต้องทำโดยถอนฟ้องแล้วมาฟ้องใหม่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1586/2542
เดิมโจทก์ฟ้องว่า จำเลยคือนางประไพพรรณ หรือซายิด จันจุมอัมพา หรือนางประไพพรรณ อับบาส โดยบรรยายฟ้องว่าจำเลยเป็นผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาท บุคคลที่ถูกฟ้องดังกล่าวมีเพียงคนเดียวเป็นหญิง มีชื่อ 2 ชื่อ ชื่อสกุล 2 ชื่อ การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขหลังจากที่จำเลยยื่นคำให้การต่อศาลแล้วว่า จำเลยมิได้เป็นผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาทผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายคือเจ้าของบัญชีร่วมกับจำเลยแม้ศาลชั้นต้นจะยังไม่ได้สั่งรับคำให้การก็ตามแต่ก็ทำให้ ปรากฏว่าผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทเป็นผู้อื่นที่ไม่ใช่บุคคลซึ่งมีชื่อตามที่โจทก์ฟ้อง การขอแก้ไขคำฟ้องของโจทก์จึงไม่ใช่เป็นเพียงการขอแก้ไขชื่อจำเลย แต่เป็นเรื่อง ที่โจทก์ฟ้องผิดคนแล้วขอแก้ไขคำฟ้อง ซึ่งถ้าศาลสั่งอนุญาต จะมีผลเป็นการเปลี่ยนตัวบุคคลซึ่งเป็นจำเลย จากบุคคลหนึ่งเป็นอีกบุคคลหนึ่ง ศาลจึงต้องสั่งยกคำร้องของโจทก์
ไม่ใช่กรณีฟ้องผิดตัว อันนี้แก้ได้ เป็นเพียงการแก้รายละเอียดเล็กน้อย ถ้าฟ้องถูกคน ชื่อไม่ถูกแก้ชื่อคนแก้ได้ อย่าให้เป็นการเพิ่มคนหรือเปลี่ยนตัวคนก็แล้วก้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7206/2544
เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าสหกรณ์แท็กซี่ร่วมมิตร จำกัด กับสหกรณ์แท็กซี่รวมมิตร จำกัด เป็นนิติบุคคลเดียวกัน การขอแก้ไขเพิ่มเติมชื่อสหกรณ์แท็กซี่รวมมิตร จำกัด เข้ามาจึงมิใช่เป็นกรณีฟ้องจำเลยผิดตัวหรือฟ้องคดีต่างบุคคลกันและมิใช่เป็นการเพิ่มเติมข้อหาใหม่หากแต่เป็นการเพิ่มเติมในรายละเอียดให้ชัดเจนถูกต้องตรงตามความเป็นจริง แม้จะอยู่ในชั้นบังคับคดีแต่ก็มิได้เป็นการเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาหรือเป็นการบังคับคดีนอกเหนือไปจากคำพิพากษาแต่อย่างใด ทั้งกรณีเช่นนี้มิใช่เป็นการแก้ไขคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 179 ฉะนั้น จึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 180 และ 181 ที่จะต้องถูกจำกัดระยะเวลาการยื่นคำร้องว่าต้องยื่นก่อนวันชี้สองสถานหรือก่อนวันสืบพยานและไม่จำต้องส่งสำเนาคำร้องให้อีกฝ่ายหนึ่งก่อนศาลจึงจะมีคำสั่งได้
ใบมอบอำนาจผิด คือระบุชื่อในใบมอบอำนาจผิดมาในท้ายฟ้อง ต้องการแก้ใบมอบอำนาจให้ถูกต้อง เราก็ต้องดูว่าใบมอบอำนาจแนบมากับฟ้องก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง เมื่อแก้ฟ้องได้ก็แก้ส่วนหนึ่งของคำฟ้องได้ และการเปลี่ยนชื่อในใบมอบนี้ก็ไม่ได้เป็นการ เปลี่ยนบุคคลตามฟ้องคล้ายเป็นเพียงการเปลี่ยนชื่อและก็ต้องแนบใบมอบอำนาจอันใหม่มาด้วย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2042/2548
แม้สำเนาหนังสือมอบอำนาจที่แนบมาพร้อมคำฟ้องจะระบุว่าโจทก์มอบอำนาจให้ พ. ฟ้องจำเลยเรื่องตั๋วเงิน ซึ่งไม่ตรงกับที่โจทก์บรรยายมาในคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามบันทึกข้อตกลงการชำระหนี้ก็ตาม แต่ก็เห็นได้ชัดว่าเป็นการระบุข้อหาผิดพลาดซึ่งถือเป็นข้อบกพร่องเล็กน้อยไม่ถึงกับทำให้อำนาจฟ้องของโจทก์เสียไป ทั้งโจทก์ได้ขอแก้ไขคำฟ้องก่อนจำเลยยื่นคำให้การว่า สำเนาหนังสือมอบอำนาจฉบับดังกล่าวนั้นพิมพ์ผิดพลาด และขอส่งฉบับที่ถูกต้องแทนซึ่งศาลชั้นต้นอนุญาต จึงถือได้ว่าโจทก์ได้แก้ไขข้อบกพร่องในเรื่องอำนาจฟ้องแล้วและมีผลเสมือนสำเนาหนังสือมอบอำนาจฉบับใหม่นี้เป็นเอกสารที่โจทก์ได้แนบมาพร้อมคำฟ้องตั้งแต่ต้น จึงถือได้ว่าโจทก์มอบอำนาจให้ พ. ฟ้องคดีนี้
เรื่องสุดท้ายของวันนี้ใบมอบอำนาจผิดเหมือนกัน ก็ขอแก้ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 241/2546
ตามสำเนาสัญญาเช่าซื้ออันเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องระบุไว้ชัดเจนว่าได้ทำขึ้นระหว่างโจทก์ผู้ให้เช่าซื้อโดย ว. ผู้รับมอบอำนาจตามหนังสือมอบอำนาจฝ่ายหนึ่งกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เช่าซื้ออีกฝ่ายหนึ่ง เมื่ออ่านคำฟ้องแล้วจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่สัญญาย่อมเข้าใจได้ดีว่า โจทก์ได้มอบอำนาจให้ ว. เป็นผู้ลงนามในสัญญาเช่าซื้อแทนโจทก์การที่โจทก์ระบุในคำฟ้องว่าโจทก์มอบอำนาจให้ ส. เป็นผู้ลงนามในสัญญาแทน และส่งสำเนาหนังสือมอบอำนาจฉบับที่โจทก์มอบอำนาจให้ ส. มีอำนาจลงนามแทนโจทก์ประกอบคำฟ้องนั้นเป็นเพียงข้อผิดพลาดเล็กน้อย ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องได้ แม้จะเป็นการขอแก้ไขคำฟ้องหลังจากสืบพยานโจทก์เสร็จสิ้นแล้วและมิได้มีการส่งสำเนาคำร้องให้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง เพราะเป็นการแก้ไขคำฟ้องให้ตรงกับข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่สัญญาทราบดีอยู่แล้วและเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อย จึงถือมิได้ว่าทำให้จำเลยที่ 1 เสียเปรียบในทางคดีแต่อย่างใด เมื่อศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องเกี่ยวกับตัวผู้รับมอบอำนาจแล้ว ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจรับฟังหนังสือมอบอำนาจฉบับใหม่ที่ถูกต้องแทนฉบับเดิมได้ครั้งที่ 14
สัปดาห์ต่อไปเป็นเรื่องขอแก้ไม่ได้บ้าง