ครั้งที่ 2 . ()
คราวที่แล้วคุยมาตรา 150 การใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายเป็นการพ้นวิสัยหรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การนั้นเป็นโมฆะ
การใดวัตถุประสงค์ต้องห้ามโดยกฎหมายก็เป็นโมฆะ คราวที่แล้วเราก็พูดในเรื่องวัตถุประสงค์ต้องห้ามโดยชัดแจ้ง
เราก็จะพูดวันนี้ต่อ เรื่องการกระทำที่มีวัตถุพ้นวิสัย แยกได้สองประการ คือพ้นวิสัยอย่างแน่แท้
เช่นสัญญาว่าจ้างให้ชะลอพระธาตุดอยสุเทพจากเชียงใหม่มากรุงเทพ แต่ว่ามีเหตุพิเศษที่คู่กรณีไม่อาจทำได้ กรณีเช่นนี้ก็ทำให้การกระทำนั้นเป็นพ้นวิสัย
สมมุติว่าเราจะซื้อบ้าน โดยทั่วไปแล้ว มีวัตถุประสงค์ชอบด้วยกฎหมาย แต่ว่า โดยทั่วไปวัตถุประสงค์คือผลประโยชน์สุดท้าย แต่ถ้าปรากฏว่าขณะนั้นบ้านไหม้ไปหมดแล้ว หรือ สัตว์ตายไปแล้ว โดยที่ทั้งคู่ก็รู้ถึงเหตุนั้นกันแล้ว ก็จะเห็นได้ว่าเมื่อรู้ข้อเท็จจริงเหล่านี้ดีก็ยังมาทำสัญญาดังกล่าวนั้น เป็นเรื่องที่ถือว่า พ้นวิสัย ทำให้การกระทำที่ตกลงนั้นเป็นโมฆะเหมือนกัน
เป็นเรื่องที่ไม่อาจเป็นไปได้โดยแน่แท้แต่แรก หรือ เป็นเรื่องที่ปกติทำได้แต่มีเหตุพิเศษทำให้ทำไม่ได้
สิ่งสำคัญที่ทำให้การนั้นเป็นโมฆะ ข้อสำคัญคือต้องเป็นเหตุการณ์ที่มีอยู่ก่อนหรือขณะที่ตกลงทำนิติกรรมนั้น
ถ้าไม่ได้มีก็กลายเป็นเรื่องการชำระหนี้ตกเป็นพ้นวิสัย เป็น 217 – 219 , 370-372 แต่จะเห็นว่านิติกรรมนั้นเป็นนิติกรรมที่มีผลสมบูรณ์
2761/2517 สัญญาเช่าประทานบัตรทำเหมืองแร่ที่โจทก์และจำเลยที่ 1ได้ทำกันไว้เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2509 สรุปความได้ว่า ที่ดินตามสัญญาที่ได้รับประทานบัตรแล้ว จำเลยที่ 1 คงเป็นผู้ถือประทานบัตรอยู่ ที่ดินที่ยังไม่ได้รับประทานบัตร เป็นหน้าที่จำเลยที่ 1 จะต้องดำเนินการต่อไป เพื่อให้ได้ประทานบัตร แต่เงินค่าธรรมเนียมต่างๆที่จะต้องเสีย โจทก์เป็นคนออก และโจทก์เป็นผู้ทำเหมืองแร่ในที่ดินที่ได้ประทานบัตรแล้ว จำเลยที่ 1จะได้รับผลประโยชน์ซึ่งเรียกว่าค่าเช่าร้อยละสามของแร่ที่ทำได้สัญญามีผลบังคับตลอดไปจนกว่าโจทก์จะขุดแร่หมดเนื้อที่ข้อสัญญาดังนี้ ไม่ใช่การโอนประทานบัตรตามความในมาตรา 45แห่งพระราชบัญญัติการทำเหมืองแร่ พ.ศ.2461. เพราะจำเลยที่ 1ยังเป็นผู้ถือประทานบัตร มีนิติสัมพันธ์กับทางราชการอยู่ โจทก์เป็นเพียงผู้เข้าทำเหมืองแร่โดยอาศัยประทานบัตรของจำเลยที่ 1 เท่านั้น หากแต่เป็นการรับช่วงเข้ามาทำเหมือง ซึ่งไม่ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติดังกล่าว อันเป็นกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำสัญญากัน แต่พระราชบัญญัติการทำเหมืองแร่ พ.ศ.2461 นี้ ต่อมาได้ถูกยกเลิกโดยพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ.2510 ซึ่งมีมาตรา 76 และ 77 บัญญัติห้ามผู้ถือประทานบัตร ยอมให้ผู้อื่นรับช่วงการทำเหมืองเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีหรือผู้ที่รัฐมนตรีมอบหมายและให้ผู้ถือประทานบัตรยื่นคำขอต่อทรัพยากรธรณีประจำท้องที่ และให้รัฐมนตรีหรือผู้ที่รัฐมนตรีมอบหมาย เป็นผู้ออกใบอนุญาตให้มีการรับช่วงการทำเหมืองได้ตามที่จะพิจารณาเห็นสมควร บทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว มิได้ห้ามการรับช่วงทำเหมืองโดยเด็ดขาดหากรัฐมนตรีอนุญาต ก็ย่อมรับช่วงการทำเหมืองได้ ดังนั้น การชำระหนี้ตามสัญญารายนี้ จึงไม่เป็นการพ้นวิสัย(วินิจฉัยโดยมติที่ประชุมใหญ่)
จำเลยที่ 2 ได้ถือสิทธิครอบครองที่พิพาทมาก่อนจำเลยที่ 1จะได้ประทานบัตร จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิหาแร่ในที่พิพาท เว้นแต่ จะได้ทำความตกลงกับจำเลยที่ 2 เสียก่อนตามพระราชบัญญัติการทำเหมืองแร่ พ.ศ.2461 มาตรา 74แม้จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 จะได้ทำข้อตกลงกันไว้ตามเอกสาร ล.1 แต่ก็ยังมิได้กำหนดและชดใช้ราคาทรัพย์สินในที่พิพาทกัน จำเลยที่ 1 ยังฟ้องขับไล่จำเลยที่ 2 ไม่ได้ โจทก์ผู้รับช่วงการทำเหมืองจากจำเลยที่ 1 จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 เช่นเดียวกัน
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบที่ดินตามสัญญาเช่าทำเหมืองความประสงค์ของโจทก์ก็คือ ให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการใดๆ เพื่อให้โจทก์ได้เข้าทำเหมืองแร่นั่นเองฉะนั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1ปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าว จึงเป็นการตรงตามคำขอของโจทก์อยู่แล้ว
ในเรื่องนั้นเป็นเรื่องที่มีผู้ได้รับอนุญาตทำเหมืองแร่แล้วให้คนอื่นรับช่วงทำต่อ สัญญาดังกล่าวจะบังคับกันได้หรือไม่ ในขณะที่ทำสัญญานั้นไม่มีกฎหมายห้ามไว้ แต่ว่าหลังจากทำสัญญาไปแล้วมีกฎหมายใหม่ออกมาห้ามไม่ให้มีการรับช่วงทำเหมืองแร่
นิติกรรมที่ทำกันก็ไม่เป็นโมฆะ แต่เป็นเรื่องที่การชำระหนี้ตามนิติกรรมนั้นเป็นพ้นวิสัย ต้องนำ 217 – 219 มาปรับใช้แก่คดี
นิติกรรมที่เป็นโมฆะเพราะมีวัตถุประสงค์เป็นพ้นวิสัยนั้นก็ต่อเมื่อเรื่องนั้นเป็นเรื่องที่พ้นวิสัยแน่ๆ คือไม่มีใครทำได้ ไม่ใช่ว่าคู่สัญญาทำไม่ได้แต่คนอื่นทั่วไปทำได้นะ
1818/2511 ข้อสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เป็นการพ้นวิสัยนั้น จะต้องเป็นข้อสัญญาที่ผู้ให้สัญญาไม่มีทางปฏิบัติได้เลย
จำเลยทำสัญญารับจ้างเหมาโจทก์เจาะบ่อน้ำบาดาล เงื่อนไขที่กำหนดไว้ในข้อสัญญาที่ให้รับประกันปริมาณและคุณภาพน้ำให้ใช้บริโภคได้มีกำหนดเวลา 4 ปีนั้น เป็นเงื่อนไขที่สามารถปฏิบัติได้ หาเป็นการพ้นวิสัยไม่ การที่จำเลยไม่สามารถเจาะบ่อน้ำบาดาลให้โจทก์ใช้ได้ถึง 4 ปีตามสัญญา จึงไม่ใช่กรณีการชำระหนี้ตกเป็นพ้นวิสัย
ตามสัญญาจ้างเหมา ข้อ 13 ถือว่ารายการแนบท้ายหมายจ.5, จ.6 เป็นส่วนหนึ่งของสัญญาด้วย และในรายการแนบท้ายดังกล่าว ข้อ 6(14)(15) ผู้รับจ้างคือจำเลย ก็ได้สัญญาให้โจทก์ได้ใช้น้ำในประมาณตามที่กำหนด และรับรองให้โจทก์ได้ใช้น้ำบริโภคได้เป็นกำหนดเวลา 4 ปีนับแต่วันที่คณะกรรมการของโจทก์รับมอบงานงวดสุดท้าย และในรายการแนบท้าย ข้อ 6(16) ก็ได้ระบุว่า ถ้าหากการดำเนินการของผู้รับจ้างได้ผลเป็นที่พอใจของผู้ว่าจ้างตามข้อ (14)และ (15) ผู้ว่าจ้างจะถือว่าผู้รับจ้างได้กระทำการให้ผู้ว่าจ้างถูกต้องเรียบร้อยเสร็จบริบูรณ์แล้ว ฉะนั้น เมื่อจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่สามารถจะให้โจทก์ได้ใช้น้ำจนครบกำหนด 4 ปี โจทก์จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาตามสัญญาข้อ 5 ได้ เพราะในสัญญาข้อนี้ได้ระบุไว้ว่า "ฯลฯหรือผู้รับจ้างทำผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใดก็ดี ผู้ว่าจ้างมีสิทธิที่จะบอกเลิกสัญญานี้ได้ ฯลฯ" ซึ่งข้อความนี้หาได้จำกัดเฉพาะสัญญาข้อ 5 ก. ข. ค. ไม่
โจทก์จ้างจำเลยขุดบ่อน้ำบาดาล จำเลยรับประกันปริมาณและคุณภาพน้ำให้ใช้บริโภคได้มีกำหนด 4 ปี เมื่อโจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญากับจำเลยแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 การให้คู่สัญญากลับคืนสู่ฐานะเดิม จำเลยจะต้องคืนเงินค่าจ้างเหมาที่ได้รับไปแล้วแก่โจทก์ ส่วนโจทก์ก็จะต้องคืนสิ่งของต่างๆ ที่จำเลยนำมาติดตั้งให้โจทก์แก่จำเลย แต่ได้ปรากฏว่าสิ่งของต่างๆ ที่จะต้องคืนให้แก่จำเลยนั้น โจทก์ได้นำไปใช้แล้วเป็นเวลาถึง 18 เดือน ทั้งจำเลยก็ได้ลงทุนลงแรงขุดเจาะน้ำบาดาลจนให้โจทก์มีน้ำใช้บริโภคได้ การคืนเงินของจำเลยแก่โจทก์ จึงต้องหักจำนวนเงินค่าเสื่อมราคาสิ่งของเพื่อชดเชยให้กลับคืนสู่สภาพเดิม กับค่าการงานในการติดตั้งให้จำเลย
เป็นเรื่องสัญญารับจ้างบ่อน้ำบาดาล มีเงื่อนไขรับรองว่าจะใช้บริโภคน้ำดังกล่าวสี่ปี ก็มาเถียงว่าใครก็ทำไม่ได้ เป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการพ้นวิสัย เป็นโมฆะ ศาลเห็นว่าไม่ใช่ เพราะโดยเทคนิคของคนอื่นสามารถกระทำได้ ไม่ใช่เรื่องนิติกรรมที่ทำนั้นมีวัตถุประสงค์เป็นพ้นวิสัย หรือแม้แต่เป็นเรื่องที่ว่า ฝ่ายคู่สัญญาทำไม่ได้แล้วคนอื่นทำได้ แต่อาจทำให้ขาดทุนมฬารเลย
เรื่องนี้มีฏีกาอยู่ 2125/2511 – ค้นไม่พบ เป็นเรื่องการประมูลทำสุรา โจทก์สมัครใจยื่นประมูลเพื่อให้ตนได้รับแต่งตั้ง โดยยินยอมให้อัตราพิเศษ ก็ได้ชนะการประมูล ทำไปจึงทำให้ขาดทุนยับเยิน ก็จะมาอ้างว่าสัญญาเป็นโมฆะเพราะวัตถุประสงค์เป็นพ้นวิสัยไม่ได้
เพราะจะเป็นพ้นวิสัยจะต้องเป็นเรื่องที่ไม่อาจทำได้เลย
นั่นก็เป็นเรื่องของนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นพ้นวิสัย ที่เป็นไปไม่ได้อย่างแน่แท้ หรือ เป็นกรณีที่ปกติทำได้แต่ต่อมาทำไม่ได้
ก็เหลือนิติกรรมที่เป็นโมฆะตามมาตรา 150 ประการสุดท้ายคือ ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีต่อประชาชน ไม่มีกฎหมายให้คำวิเคราะห์ศัพท์ไว้
ก็เป็นที่เข้าใจว่าเป็นเรื่องที่กระทบต่อความมั่นคงของประเทศ กระทบต่อความสงบของสังคม ความมั่นคงของสถาบันครอบครัว
ฉะนั้นนิติกรรมใดที่ทำไปแล้วมีปัญหาดังกล่าว ก็ถือว่าเป็นนิติกรรมที่ขัดต่อความสงบ ในสังคมที่ต่างกัน การกระทำอันนั้นก็อาจจะไม่ขัดต่อความสงบก็ได้ เช่นในประเทศเรากฏหมายให้มีภริยาได้คนเดียว แต่บางประเทศชายอาจมีภริยาได้ถึงสี่คน ในสังคมนั้นก็ไม่ถือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
หรือในยุคหนึ่ง สิ่งหนึ่งอาจจะขัดต่อความสงบแต่พอมาปัจจุบันอาจจะไม่ขัดก็เป็นไปได้ ก็ต้องดูทั้ง กาล และ เทศะ
มีตัวอย่างคือ ข้อตกลงในการฮั้ว ในสังคมของเราเองในสมัยหนึ่งไม่ขัดต่อความสงบ ข้อตกลงในการฮั้วก็ทำได้ ต่อมาภายหลังก็มองว่าข้อตกลงอย่างนี้เอาเปรียบรัฐก็เป็นข้อตกลงที่มีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบ
ฏีกาเรื่อง 297/2501สัญญาให้ค่าตอบแทนโดยมีข้อตกลงให้โจทก์ยื่นประมูลสูงกว่าจำเลยเพื่อที่จำเลยจะได้รับประมูลนั้น.เป็นแต่เพียงล่อให้ผู้ให้ประมูลเห็นว่าจำเลยเป็นผู้ให้ราคาต่ำที่สุดเท่านั้น เป็นนโยบายของการประมูล ไม่ใช่ล่อลวงให้หลงเชื่อผู้ให้ประมูลย่อมต้องใช้วิจารณญาณของตนประกอบด้วยและมีสิทธิที่จะให้หรือไม่ให้ผู้ประมูลขั้นต่ำสัญญาระหว่างโจทก์จำเลยดังกล่าวไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีเป็นเพียงพาณิชโยบาย ใช้บังคับกันได้
เป็นเรื่องที่สองฝ่ายทำสัญญาให้ค่าตอบแทนกันมีข้อตกลงสองฝ่ายโจทก์จำเลย ให้ประมูลสูงต่ำกัน เพื่อให้จำเลยได้รับประมูล ศาลวินิจฉัยว่าข้อตกลงนี้เป็นพาณิชยนโยบายไม่ขัดต่อความสงบ ------ อันนี้ก็เป็นเรื่องในสมัยปี 01 ฏีกานี้บอกว่าข้อตกลงสมบูรณ์
2022/2519 ห้างหุ้นส่วนจำกัด น. และบริษัทอื่น ๆ ตกลงกับจำเลยจะไม่ประมูลสร้างทางแข่งกับจำเลย โดยจะแกล้งยื่นประมูลราคาให้สูงกว่าราคาที่จำเลยยื่นประมูล และจำเลยสัญญาจะจ่ายเงินค่าตอบแทนให้ ดังนี้ ข้อตกลงดังกล่าวขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน เพราะมีการจำกัดราคาไม่ให้คนอื่นมาแข่งขันในราคาต่ำกว่าที่จำเลยยื่น เพื่อให้จำเลยเป็นผู้ได้รับประมูล กรมทางหลวงหลงเชื่อว่ามีการประมูลกันจริงและต้องจ่ายเงินไป เพราะจำเลยกับพวกหลอกลวงกระทำการโดยไม่สุจริต หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ร่วมกันบีบบังคับเอาเงินของรัฐโดยไม่สุจริต ย่อมทำให้รัฐเสียหาย เมื่อจำเลยจ่ายเช็คพิพาทให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด น. ตามข้อตกลงไม่ประมูลสร้างทางแข่งกันดังกล่าวหนี้ตามเช็คพิพาทจึงเกิดจากสัญญาอันมีวัตถุประสงค์เป็นการขัดขวางต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 113 โจทก์รับโอนเช็คพิพาทจากห้างหุ่นส่วนจำกัด น. โดยรู้ถึงมูลหนี้ดังกล่าวแล้วนำเช็คพิพาทมาฟ้องจำเลย เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต จึงไม่มีอำนาจฟ้อง(ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 19/2519)
ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้อง เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้
เป็นเรื่องที่ทำให้ศาลวินิจฉัยข้อเท็จจริงทำนองเดียวกับปี 01 ศาลได้พิพากษาว่า ข้อตกลงเช่นนี้ทำให้ไม่มีการประมูลราคาอย่างแท้จริง ก็เป็นการหลอกลวงผู้จัดหลงเชื่อเป็นการบีบบังคับเอาเงินจากรัฐโดยทุจริต ข้อตกลงเป็นโมฆะเพราะขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน
พอปี 21 ก็เป็น 986/2521 จำเลยออกเช็คให้โจทก์ตามข้อตกลงไม่แข่งขันกันในการที่ โจทก์จำเลยประมูลรับจ้างทำไม้จากบริษัทของรัฐ ลวงให้เชื่อว่าประมูลกันจริงข้อตกลงขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนเป็นโมฆะโจทก์เรียกเงินตามเช็คไม่ได้
เป็นการประมูลจากบริษัทของรัฐ ก็เป็นเรื่องขัดต่อความสงบเรียบร้อย เป็นโมฆะ
ถ้าหากเป็นการฮั้วกันในงานของบริษัทเอกชน สัญญาดังกล่าวชอบหรือไม่ ยังไม่มีฏีกา แต่ก็น่าจะแนวเดียวกัน คือขัดต่อความสงบ
ในเรื่องของการประมูลนั้น ปัจจุบันมีกฎหมาย คือพรบ. การประมูลงานของรัฐ ปี 42 ระบุให้เป็นความผิดอาญา ปัจจุบันคงไม่ใช่คำตอบว่าเป็นการกระทำที่มีวัตถุประสงค์ ขัดต่อความสงบอย่างเดียวแล้ว แต่เป็นเรื่องนิติกรรมมีวัตถุประสงค์ต้องห้ามโดยชัดแจ้งต่อกฎหมายเลย
ในเรื่องนิติกรรมไม่ชอบด้วยกฎหมายนี้ มีคำพิพากษามาก ซึ่งเพื่อประโยชน์ในการศึกษาก็แยกได้ห้ากลุ่มใหญ่ๆ
กลุ่มแรกนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ขัดขวางไม่ให้กฎหมายเป็นไปตามครรลองของกระบวนยุติธรรม
กลุ่มสองนิติกรรมที่ยุยงให้เป็นความกัน ซื้อขายความกัน
สาม ทนายแบ่งส่วนจากทรัพย์พิพาท
สี่ จำกัดสิทธิในการประกอบอาชีพ
ห้า เรื่องอืนๆ
กลุ่มแรกนั้น คือ นิติกรรมที่มีผลเป็นการขัดขวางไม่ให้เป็นไปตามครรลอง กระบวนการยุติธรรม เช่นการให้ค่าตอบแทน แก่ผู้เสียหาย คดีอาญา เพื่อให้เขาดำเนินคดีกันต่อไป
อาจจะให้ไปเบิกความว่าผู้ต้องหาไม่ได้กระทำความผิด หรือ ให้เบิกความให้รอการลงโทษ มีปัญหาว่าใช้บังคับได้หรือไม่ ถ้าได้ก็ถือว่ามันไม่ขัดต่อความสงบ ดังนั้นถ้า ตกลงแล้วไม่จ่ายตามที่ตกลงกัน ก็ฟ้องให้บังคับตามที่ตกลงกันได้
แต่ถ้านิติกรรมนี้ขัดต่อความสงบ ก็เป็นโมฆะ ฝ่ายที่ต้องเสียหายก็ไม่อาจเรียกร้องได้อีก
เราต้องแยกว่าความผิดอาญาดังกล่าวเป็นความผิดต่อส่วนตัว หรือ ความผิดอาญาแผ่นดิน
สังเกตได้ว่า ปอ. ยอมให้ถอนคำร้องทุกข์ได้ ในคดีความผิดต่อส่วนตัว ก็ย่อมไม่มีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อย
มีแนวฏีกา ว่าข้อตกลงดังกล่าว ขัดต่อความสงบ 957/1519 บุตรจำเลยทำให้บุตรโจทก์ตาย ก็มีการทำสัญญาว่าถ้าไม่แจ้งความก็จะจ่ายเงินให้ แล้วมีการผิดสัญญาไม่จ่ายเงิน ศาลฏีกาวินิจฉัยว่าเป็นการให้ระงับคดี วัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบ ฟ้องให้เรียกเงินไม่ได้
1181/2491 โจทก์ถอนฟ้องคดีอาญาแผ่นดิน โดยมีข้อตกลงว่า โจทก์ยอมรับเอาส่วนแบ่งในที่ดินเป็นการตอบแทน ข้อตกลงนั้นเป็นการขัดขวางต่อความสงบเรียบร้อย จึงเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 113
โจทก์จำเลยทำสัญญากันว่าจำเลยจะแบ่งเงินให้โจทก์ สัญญาดังกล่าวใช้ได้หรือไม่
3715/2537 – ค้นไม่พบ ทำสัญญายอมชำระหนี้ให้โจทก์เป็นการตอบแทนที่ถอนคดีอาญา ที่โจทก์ฟ้อง เป็นการให้ระงับคดีอาญา เป็นโมฆะ
1331/2505สัญญาประนีประนอมที่มีเงื่อนไขว่า จะจ่ายเงินที่เหลือต่อเมื่อศาลพิพากษาว่า ผู้ขับรถชนสามีโจทก์ ไม่มีผิดทางอาญานั้น ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนเป็นโมฆะใช้ไม่ได้
ทำสัญญากับจำเลยโดยยอมใช้ค่าเสียหาย โดยประมาท ที่ทำสัญญาระหว่างโจทก์จำเลยนั้นยอมชำระค่าเสียหาย โดยต้องไปเบิกความว่าไม่ผิด ศาลฏีกาวินิจฉัยว่าข้อตกลงขัดต่อความสงบ นิติกรรมดังกล่าวเป็นโมฆะ
แต่ถ้าเป็นการขอให้เบิกความให้รอการลงโทษ กรณีนี้ใช้ได้หรือไม่ 174/2498 จำเลยทำปืนลั่นถูกสามีโจทก์ตาย อัยการกำลังฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาอยู่ โจทก์จำเลยได้ตกลงกันว่าให้โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลรอการลงอาญาจำเลย จำเลยจะให้ค่าเลี้ยงดูและค่าทำศพแก่โจทก์ ข้อตกลงระหว่างโจทก์จำเลยในส่วนนี้เป็นสัญญาต่างตอบแทนอย่างหนึ่งซึ่งไม่ใช่สัญญาประนีประนอมยอมความจำเลยทำปืนลั่นถูกสามีโจทก์ ระหว่างการพิจารณา ได้มีการตกลง ให้ยื่นคำร้องให้รอการลงโทษ จำเลยแล้วจะให้ค่าเลี้ยงดู พอไปเบิกความให้จนจำเลยได้รับรอการลงโทษแล้ว ไม่ชำระหนี้ดังกล่าว ถือว่าผิดสัญญา สัญญาดังกล่าวไม่ได้มีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อย
จะเห็นได้ว่าข้อเท็จจริงสองเรื่องนั้นต่างกัน
ในคดีแพ่งถ้ายอมตกลงให้ค่าเสียหาย เพื่อไม่ให้มีการดำเนินคดีแก่ตน ข้อตกลงเหล่านี้ขัดต่อความสงบหรือไม่ จะเห็นว่าในเรื่องทางแพ่งมีกฎหมายประนีประนอมยอมความหรือไม่
2625/2516 – ค้นไม่พบ เป็นเรื่องบุกรุกในเคหะสถานเพื่ออนาจาร ได้มีการร้องทุกข์แล้วต่อมามีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความตกลงว่าจะให้เงิน หากไม่ให้เงินก็ยอมให้ฟ้องคดี
ศาลวินิจฉัยว่าต้องแยกข้อตกลง ในคดีอาญาแผ่นดิน และคดีต่อส่วนตัวออกจากกัน เมื่อได้ตกลงกันในฐานละเมิดสัญญาดังกล่าวจึงใช้ได้ในแง่ระงับคดีอาญาในส่วนตัวและสิทธิเรียกร้องในทางแพ่ง
อันนี้ก็คือ กลุ่มแรก คือนิติกรรมที่ขัดขวาง กระบวนการยุติธรรม
ส่วนเรื่องที่สองคือยุยงส่งเสริมให้เป็นความกัน ในเรื่องนี้ นิติกรรมที่เป็นการยุยงนั้นอาจเป็นเรื่องที่ว่า หากคนที่ตกลงให้การช่วยเหลือนั้น ก็จะให้ผลตอบแทน
ความหมายคือ ผู้ไม่มีส่วนได้เสียในคดี ไปให้การช่วยเหลือในการดำเนินคดี เช่นให้เงินไปดำเนินคดี แต่เป็นการทำไปโดยไม่มีส่วนได้เสีย แต่ที่ทำไปเพราะต้องการได้รับประโยชน์จากการที่เค้าเป็นความกัน
ส่วนอีกคำคือนิติกรรมที่เป็นการซื้อขายความกัน ก็ทำนองเดียวกัน แต่ผลประโยชน์นั้นไม่ต้องการแบ่งแล้วจะเอาหมดเลย นั่นเป็นการซื้อขายความ คล้ายเป็นการโอนสิทธิในการดำเนินคดี
แต่ถ้าหากว่าคนที่ให้ความช่วยเหลือให้คนอื่นดำเนินคดี เขามีส่วนได้เสีย ก็ไม่ถือว่าเป็นการยุยงส่งเสริมหรือซื้อขายความ เช่นหุ้นส่วนร่วมกันค้าขาย แล้ว ได้มีการฟ้อง ผู้อื่น เกี่ยวกับห้างฯ หุ้นส่วนก็เลยให้เงินไป ก็จะไปว่าเขาไม่ได้
ไม่ได้จำกัดว่าส่วนได้เสียนั้นจะต้องเป็นส่วนได้เสียในทางทรัพย์สินเท่านั้น อาจจะเป็นพี่น้องกันเลยให้เงินไปในการดำเนินคดี มีส่วนได้เสียในทางธรรม ก็ได้ต้องดูข้อเท็จจริงเป็นเรื่องๆไป
ถ้าสัญญาที่ทำไปนั้นหวังประโยชน์อื่นไม่ได้แค่เป็นพี่น้อง ก็ถือว่าคนที่ไปช่วย ไม่มีส่วนได้เสีย การที่ไปทำเช่นนั้นก็เป็นการยุยงส่งเสริมให้เป็นความกัน
690/2492 โจทก์จำเลยทำสัญญากันว่าโจทก์จ่ายเงินให้จำเลยในการที่จำเลยจะหาทนายฟ้องนายหมะเรื่องแย่งกรรมสิทธิ์ที่ดิน 6 แปลงถ้าแพ้คดีนายหมะ เงินที่โจทก์จ่ายไปเป็นพับ ถ้าคดีชนะจำเลยยอมมอบกรรมสิทธิ์ที่ดิน 6 แปลงให้แก่โจทก์ แต่โจทก์ต้องเลี้ยงดูจำเลยจนตลอดชีวิตดังนี้ เป็นสัญญาที่ทำขึ้นโดยตกลงให้ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากการเป็นความซึ่งคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งไม่มีส่วนในมูลคดีนั้นๆ ย่อมเป็นการแสวงหาประโยชน์จากผู้อื่น อันเป็นความกัน นับว่าเป็นการขัดแก่ความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 113(อ้างฎีกา510/2468)
ทำสัญญากันว่าให้เงินในการหาทนายความมาฟ้องแยกโฉนดที่ดิน ปัญหาว่าสัญญาที่ว่านี้เป็นสํญญาอะไร
1160/2494 ลูกความทำสัญญากับบุตรของทนายผู้ว่าคดีให้ว่า ถ้าความที่จะฎีกานั้นชนะก็จะให้ที่นาพิพาททั้งหมดนั้นแก่บุตรของทนาย แต่บุตรทนายความต้องเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการฎีกาดังนี้ ถือได้ว่าบุตรของทนายออกเงินให้เขาเพื่อเป็นความเกี่ยวกับนาพิพาทโดยหวังจะได้ที่นาพิพาทเป็นสิทธิของตน เป็นสัญญาให้ได้รับประโยชน์ตอบแทนจากการเป็นความจึงเป็นโมฆะตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 113
ทำสัญญายกที่ดินให้แก่เขา แม้สัญญายกให้นั้นจะเป็นโมฆะเนื่องจากขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนก็ดี เมื่อได้มอบที่ดินให้เขาครอบครองเด็ดขาดแล้ว ก็ย่อมถือได้ว่าผู้ให้ได้เจตนาสละสิทธิครอบครองที่นั้นให้เขา เขาย่อมได้สิทธิครอบครองที่นั้น
เป็นเรื่องคู่ความมีคดีแล้วในชั้นอุทธรณ์อยากฏีกาแต่ไม่มีเงิน ลูกของทนายความก็ไปตกลงว่าจะจ่ายเงินให้ก่อน ถ้าได้ที่นามาก็ต้องยกให้ที่นาให้ลูกทนายความทั้งหมดนะ เป็นเรื่องนิติกรรม ขัดต่อความสงบเรียบร้อย อันนี้ก็เป็นเรื่องการซื้อขายความ
191/2539 ข้อตกลงตาม สัญญาจ้างว่าความที่ให้โจทก์เป็น ทนายความของจำเลยในคดีฟ้องขับไล่โดยจำเลยจะชำระค่าจ้างให้แก่โจทก์เมื่อคดีถึงที่สุดและจำเลยเป็นฝ่ายชนะคดีกับให้โจทก์ออกเงินทดรองเป็นค่าขึ้นศาลค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่างๆในระหว่างดำเนินคดีไปก่อนจนกว่าคดีจะถึงที่สุดถ้าจำเลยไม่ได้รับที่ดินพิพาทคืนโจทก์จะไม่ได้รับค่าจ้างมีลักษณะเป็นการหาประโยชน์จากการที่ผู้อื่นเป็นความกันเป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตกเป็นโมฆะและเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนศาลยกขึ้นวินิจฉัยเองได้
จำเลยว่าจ้างโจทก์เป็นทนายความฟ้องขับไล่ ถ้าจำเลยไม่ได้รับที่พิพาท จะไม่รับค่าจ้าง ก็มองว่า เป็นการยุยงให้เป็นความ เป็นโมฆะ
921/2542 นิติกรรมที่ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 นั้น นอกจากเป็นกรณีที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้ง โดยกฎหมายหรือเป็นการพ้นวิสัยแล้วยังมีกรณีที่เป็นการขัดต่อ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนอีกด้วย ซึ่งหมายความว่า แม้การกระทำนั้นจะไม่เป็นการต้องห้ามชัดแจ้ง ตามที่กฎหมาย บัญญัติไว้เลย แต่ถ้าเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชนแล้วนิติกรรมนั้นก็ย่อม ตกเป็นโมฆะเช่นกัน แม้การที่โจทก์เรียกค่าจ้างว่าความจากจำเลยโดยใช้ วิธีแบ่งเอาส่วนจากทรัพย์สินที่เป็นมูลพิพาทอันจะพึงได้ จากคู่ความนั้นจะไม่เป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528 และข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529 สัญญาจ้างว่าความจึงไม่ตกเป็นโมฆะเพราะเหตุ ดังกล่าวก็ตาม แต่สัญญาจ้างว่าความฉบับพิพาท ซึ่งเดิมโจทก์มิได้มีส่วนได้เสียในที่ดินที่จำเลยกับบุคคลอื่นพิพาทกันเลยการที่โจทก์ได้ค่าจ้างว่าความเป็นที่ดิน 200 ตารางวาอันเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่จำเลยพิพาทกับบุคคลอื่นนั้น ย่อมทำให้ โจทก์เป็นผู้เข้าไปมีส่วนได้เสียในที่ดินดังกล่าวโดยตรง เพราะ หากจำเลยต้องแพ้คดีแล้ว โจทก์ก็จะไม่ได้ค่าจ้างว่าความเนื่องจาก จำเลยพิพาทกับบุคคลอื่นเกี่ยวกับที่ดินที่โจทก์จะได้รับส่วนแบ่ง เป็นค่าจ้างตามฟ้องนั้นทั้งแปลง ดังนี้ สัญญาจ้างว่าความฉบับพิพาท จึงมีลักษณะเป็นการรับโอนสิทธิในการดำเนินคดีของจำเลย มาจัดการให้โดยขอรับส่วนแบ่งจากที่ดินดังกล่าวเป็นค่าตอบแทน เมื่อจำเลยชนะคดี อันเป็นการช่วยเหลือยุยงส่งเสริมให้บุคคลอื่น เป็นความกันวัตถุประสงค์ของสัญญาจ้างว่าความดังกล่าวจึงขัดขวางต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนย่อมตกเป็นโมฆะ
ไม่ได้มีส่วนได้เสียในที่ดิน ที่จำเลยกับคนอื่นพิพาทกัน ศาลวินิจฉัยว่าการได้ที่ดินนั้น แสดง ว่ายุยงให้เป็นความกัน
ความจริงเรื่องของทนายความตกลงเรียกว่าความโดยแบ่งส่วนจากทุนทรัพย์มักออกมาในแนว หาประโยชน์จากการพิพาท
1371/2434 – ค้นไม่พบ พี่ชายจะแบ่งที่ให้น้องสาว น้องสาวไม่ต้องการแบ่งให้น้องชาย คือมีพี่น้องกันสามคน น้องชายก้อยากฟ้อง แต่ไม่มีเงิน เลยไปขอยืมเงินพี่ชาย โดยหากชนะคดี ก็จะแบ่งที่นาให้ หรือไม่อยากได้ที่นา ก็จะนำที่นานั้นไปขายมาคืนเงิน ปรากฏว่าต่อมาน้องชายเบี้ยว ศาลบอกว่าการให้ยืมเกิดจากการอยากช่วยเหลือน้อง จึงควรนับว่าโจทก์มีประโยชน์ในคดีนั้นด้วย ความจริงดูจากเรื่องก็น่าเห้นใจพี่ฃายอยุ่แล้ว
1080/2510 - ค้นไม่พบ
แต่ว่าการเป็นพี่น้องกันแล้วมาช่วยเหลือจะถือว่ามีส่วนได้เสียเสมอ 2978/2528 โจทก์ไม่มีส่วนได้เสียในที่ดินและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในมูลคดีที่จำเลยกับนายทรัพย์พิพาทกัน โจทก์ออกเงินให้จำเลยต่อสู้คดีโดยหวังจะได้ที่ดินที่จำเลยพิพาทกับนายทรัพย์มาเป็นสิทธิของโจทก์ ไม่ใช่เป็นการช่วยเหลือน้องสาวให้ได้รับความยุติธรรมจากศาล จึงเป็นสัญญาให้ได้รับประโยชน์ตอบแทนจากการที่ผู้อื่นเป็นความกัน เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน เป็นโมฆะ ทั้งจะเรียกเงินที่ออกไปคืนจากจำเลยก็ไม่ได้ เพราะการที่โจทก์ออกเงินไปนั้นเป็นการชำระหนี้อันฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมาย
เรื่องนี้ศาลฏีกาวินิจฉัยว่าเงินที่รับไปเป็นค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดีกับคนอื่นมีข้อตกลงกันว่าเมื่อคดีเสร็จเด็ดขาดจะโอนที่ดินให้แก่โจทก์ ปรากฏว่าเป็นสัญญาให้ประโยชน์ตอบแทนจากการที่เป็นความกัน
ต่อไปนิติกรรมประเภทที่สาม คือสัญญาเรียกค่าว่าจ้างว่าความที่ทนายความตกลง แบ่งส่วนจากที่ลูกความได้ในคดี แต่ก่อน พรบทนายความ กำหนดโทษในเรื่องนี้ถึงเป็นการถอดใบอนุญาตเลยทีเดียว
เช่นการทำสัญญาว่าจ้างกันว่า มีการฟ้องคดีหนึ่ง เป็นเงินสามล้านบาทแล้วตกลงว่าถ้าฟ้องได้เท่าไหร่ ให้ว่าจ้างว่าความแก่ทนาย 20 เปอร์เซ็นต์ ถือว่าถ้าทำสัญญาฟ้อง
แต่ถ้าตกลงกันไปเลยว่า ให้ได้ 20 เปอร์เซ็นต์แห่งมูลคดีไปเลยอย่างนี้กระทำได้ ปัจจุบันมีพรบ ทนายความออกข้อบังคับ แต่จะเป็นที่สังเกตว่าการออกข้อบังคับนั้น ไม่ได้เป็นการผิดมรรยาททนายความ
1200/2543( ญ ) - ค้นไม่พบ
คือแม้พรบ ทนายความเปลี่ยนแปลงไปแต่แนวการวินิจฉัยยังคงเดิม
ต่อไปนิติกรรมกลุ่มที่ 4 ก็มีแนวว่าสัญญาที่ห้ามไม่ให้บุคคลประกอบอาขีพ โดยไม่เด็ดขาด ก็ถือว่าเป็นการยอม ในการประกอบอาชีพ ก็มองว่าก็ไม่ได้ทำให้เสียหายแก่สังคมโดยรวม
586/2540
การประกอบกิจการขนส่งของโจทก์นั้นโจทก์มีหัวรถพ่วงสำหรับลากจูง3คันกระบะพ่วง3คันรถกระบะหกล้อ1คันและรถกระบะสี่ล้อ1คันในการค้าสินค้าวัสดุก่อสร้างของโจทก์หากลูกค้าต้องการรับสินค้าจากโจทก์โดยตรงก็จะต้องชำระค่าสินค้าในราคาหนึ่งแต่ถ้าลูกค้าต้องการจะรับสินค้าจากคลังสินค้าในเครือบริษัทปูนซีเมนต์ไทย จำกัดจะมีราคาถูกกว่าทั้งนี้โจทก์จะออกใบสั่งซื้อสินค้าให้แก่ลูกค้าเพื่อไปรับสินค้าเองหากลูกค้าไม่มีรถที่จะไปรับของจากคลังสินค้าโดยตรงโจทก์จะนำรถบรรทุกของโจทก์ไปรับจ้างลูกค้าเพื่อขนส่งสินค้าจากคลังสินค้าไปส่งให้แก่ลูกค้าและในการมารับสินค้าจากคลังสินค้าที่กรุงเทพมหานครโจทก์ต้องใช้รถเปล่าไปรับสินค้าดังนั้นโจทก์จึงติดต่อห้างหุ้นส่วนจำกัดบ.เพื่อรับสินค้ายางพาราไปส่งยังกรุงเทพมหานครและบริษัทโจทก์ไม่มีป้ายติดว่ารับจ้างขนส่งสินค้าทั่วไปดังนี้การที่โจทก์รับขนส่งสินค้าในกรณีที่ลูกค้าไม่มีรถไปบรรทุกสินค้าที่คลังสินค้าด้วยการนำรถของโจทก์เองไปบรรทุกสินค้าส่งให้แก่ลูกค้าและการที่โจทก์รับขนส่งสินค้ายางพาราจากจังหวัดสุราษฎร์ธานีไปยังกรุงเทพมหานครนั้นเป็นการให้บริการเป็นครั้งคราวไม่ใช่ประกอบกิจการขนส่งอย่างถาวรแม้จะฟังว่าโจทก์ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบการขนส่งส่วนบุคคลแต่กรณีดังกล่าวก็ถือเป็นการกระทำเพื่อการค้าหรือธุรกิจของโจทก์เองจึงไม่เข้าลักษณะเป็นการให้บริการขนส่งในราชอาณาจักรโจทก์ไม่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา81(1)(ณ)แห่งประมวลรัษฎากรโจทก์จึงต้องนำค่าขนส่งมารวมคำนวณเป็นฐานภาษีเพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามกฎหมาย ประมวลรัษฎากรมาตรา89/1วรรคหนึ่งได้บัญญัติในเรื่องของเงินเพิ่มที่จะต้องเสียไว้2กรณีคือไม่ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มและไม่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มให้ครบถ้วนภายในกำหนดเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้และวรรคสองบัญญัติให้การลดเงินเพิ่มนั้นสามารถกระทำได้ในกรณีที่อธิบดีกรมสรรพากรอนุมัติให้ขยายเวลาเสียภาษีตามที่กำหนดในมาตรา3อัฏฐแห่งประมวลรัษฎากรและได้ชำระภาษีหรือนำส่งภาษีภายในกำหนดเวลาที่ขยายให้นั้นเมื่อไม่ปรากฏว่าอธิบดีกรมสรรพากรได้อนุมัติให้ขยายเวลาเสียภาษีตามที่กำหนดไว้ในบทมาตราดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งไม่มีบทกฎหมายใดบัญญัติให้งดเงินเพิ่มได้จึงไม่มีเหตุที่จะลดหรืองดเพิ่มให้แก่โจทก์
ในเรื่องนั้นโจทก์เป็นโปรโมรเตอร์มวย จะยังไม่เรียกค่าตอบแทน จนกว่าจะมีชื่อเสียงแล้ว
725/2519
โจทก์ออกเงินส่งจำเลยไปฝึกงานที่ญี่ปุ่น จำเลยจะกลับมาทำงานให้โจทก์ 5 ปี ตามอัตราเงินเดือนที่โจทก์กำหนด ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยทำงานให้โจทก์ 1 ปี 3 เดือนก็ลาออกจำเลยผิดสัญญา ศาลให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย 45,000 บาท
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ทำสัญญากับจำเลย โดยเสียเงินค่าใช้ง่ายให้ฝึกงานในญี่ปุ่น
ก็มีเรื่องสัญญาไม่เป็นธรรม ที่ใช้บังคับได้เฉพาะที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี
ข้อตกลงที่ให้ชาวบ้านซื้ออาหารสัตว์จากบริษัทของตนเท่านั้น ก็เป็นการกีดกันทางการค้า หรือไม่ ผู้ที่อ้างว่าข้อสัญญาไม่เป็นธรรมต้องแสดงให้เห็นว่า ระยะเวลาที่ถูกจำกัดนั้น ยาวสั้นเพียงใด และท้องที่แค่ไหน
การที่ศาลจะวินิจฉัยว่าข้อสัญญาบังคับได้เพียงไร ก็เป็นเรื่องกฎหมายให้ดุลพินิจกว้างๆ
พรบ ข้อสัญญาไม่เป็นธรรมนี้ถือเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบ
นิติกรรมกลุ่มสุดท้ายก็คือกลุ่มเบ็ดเตร็ดเรื่องแรกคือ นิติกรรมให้สินบนแก่เจ้าหน้าที่ หมายถึงนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ให้เจ้าหน้าที่ใช้อำนาจหน้าที่ของตนในการทำสิ่งใดให้แก่ผู้ให้ผลตอบแทน
3371/2497 – ค้นไม่พบ
1749/2498 ทำหนังสือกู้ให้ไว้ เพื่อสมนาคุณที่ผู้กู้ขายสุกรให้ร้านสหกรณ์ซึ่งผู้ให้กู้เป็นเลขานุการ ได้ให้ความสะดวกแก่ผู้กู้ โดยผู้กู้ไม่ได้รับเงินตามสัญญากู้เลยอาจขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ผู้กู้นำสืบหักล้างเอกสารกู้ได้
869/2529
โจทก์ตกลงให้จำเลยเป็นผู้ติดต่อดำเนินการเรื่องโจทก์นำรถยนต์โดยสารเข้าวิ่งร่วมกับบริษัทขนส่งโดยโจทก์ยอมให้เงินจำนวน250,000บาทแก่จำเลยและจำเลยได้รับเงินดังกล่าวไปแล้วจำเลยรับรองว่าหากเรื่องที่ติดต่อไม่สำเร็จจะคืนเงินให้ดังนี้เมื่อทางพิจารณาไม่ปรากฏว่าโจทก์จำเลยได้พูดกันให้นำเงินดังกล่าวไปให้สินบนหรือสินน้ำใจแก่พนักงานเจ้าหน้าที่สัญญาระหว่างโจทก์จำเลยจึงไม่ขัดต่อกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีไม่เป็นโมฆะ.
ในกรณีที่ฝ่ายชายมีภริยาอยู่แล้วไปตกลงค่าตอบแทนให้มาเป็นภริยาของตน 1943/2505 - ค้นไม่พบ