ผู้เสียหายในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์
- ผู้เสียหายในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ได้แก่ เจ้าของทรัพย์ และผู้ครอบครองดูแลรักษาทรัพย์ และ ผู้ครอบครองดูแลรักษาทรัพย์จะต้องเป็นผู้ที่ได้รับมอบหมายโดยตรงจากเจ้าของทรัพย์นั้นด้วย ถ้าเพียงแต่เจ้าของอนุญาตให้เข้าพักอาศัย โดยไม่ได้รับอนุญาตโดยตรงให้ครอบครองดูแลทรัพย์นั้น ผู้ที่พักอาศัยไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ เช่น ลูกจ้างของบริษัทที่เข้าพักอาศัยอยู่ในหอพักคนงานของบริษัท มีเพียงสิทธิอาศัยเท่านั้น บริษัทมิได้มอบหมายให้ดูแลรักษาทรัพย์โดยตรง เมื่อมีผู้มาทำลายหอพักฯ บริษัทฯเท่านั้น เป็นผู้เสียหาย (ฎ.352/41)
-โจทก์เป็นเจ้าของที่ดิน แต่ไม่ได้เป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์และเต็นท์ซึ่งตั้งอยู่ในที่ดินนั้น จึงไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานทำให้รถยนต์และเต็นท์เสียหาย (ฎ. 7477/41)
- ในเรื่องทางภารจำยอม เจ้าของสามยทรัพย์(เจ้าของที่ดินที่มีสิทธิใช้ทางภารจำยอม) ไม่ใช่เจ้าของหรือ ผู้ครอบครองภารยทรัพย์ จึงมิใช่ผู้เสียหายที่จะมีอำนาจฟ้องผู้ที่ทำให้ภารยทรัพย์นั้นเสียหาย (ฎ. 1828/23)
ผู้เสียหายในความผิดเกี่ยวกับเอกสาร
ความเสียหายที่เกิดขึ้นสำหรับความผิดฐานปลอมเอกสาร จะต้องเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นเพราะ “ข้อความแห่งเอกสารนั้น” (ฎ. 3732/25)
- ความผิดฐานปลอมเอกสารโดยการปลอมลายมือชื่อของผู้อื่น ถือว่าผู้ที่ถูกปลอมลายมือชื่อได้รับความเสียหายโดยตรง จึงเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานปลอมเอกสาร ส่วนความผิดฐานใช้เอกสารปลอม ผู้ที่ได้รับความเสียหายน่าจะได้แก่ผู้ที่ถูกจำเลยนำเอกสารปลอมไปใช้หรือไปแสดงต่อผู้นั้น นอกจากนี้ยังรวมถึงผู้อื่นที่ได้รับความเสียหายจากการใช้เอกสารนั้นด้วย (ฎ. 5689/44, 3252/45,7001/44)
- จำเลยใช้บัตรเครดิตปลอม เป็นเหตุให้ธนาคารตามบัตรเครดิตต้องจ่ายเงินให้แก่ร้านค้าผู้รับบัตรเครดิตปลอม ถือว่าธนาคารตามบัตรเครดิตเป็นผู้เสียหาย ในความผิดฐานใช้เอกสารปลอม (ฎ. 7001/44) ร้านค้าไม่ใช่ผู้เสียหาย
- มีผู้ปลอมลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายเช็คไปเบิกเงินจากธนาคาร ธนาคารเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานใช้เอกสารปลอม และฐานฉ้อโกง เพราะเงินเป็นของธนาคาร ตาม ป.พ.พ. มาตรา 672 วรรคสอง (ฎ. 1462-3/23) เรื่องนี้เมื่อมีการนำเช็คปลอมมาเบิกเงินจากธนาคาร ธนาคารจ่ายเงินให้ไป ถือว่าเป็นความผิดของธนาคารเอง ธนาคารหักบัญชีของลูกค้าเจ้าของบัญชีไม่ได้ ธนาคารจึงเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานใช้เอกสารปลอมและฉ้อโกง อย่างไรก็ตามสำหรับความผิดฐานปลอมเอกสาร ลูกค้าเจ้าของเช็คที่ถูกปลอมลายมือชื่อเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานนี้ได้
- ผู้รับมอบอำนาจให้ฟ้องคดี ไม่เป็นผู้เสียหายในกรณีที่จำเลยปลอมหรือใช้เอกสารปลอมเป็นพยานหลักฐานในคดีนั้น (ฏ. 3561/25)
ผู้เสียหายในความผิดฐาน เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
โดยทั่วไปความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ เป็นความเสียหายที่กระทำต่อรัฐ รัฐจึงเป็นผู้เสียหาย ราษฎร ไม่ใช่ผู้เสียหาย ( ฎ. 3042/37, 3437/27) อย่างไรก็ตามความผิดฐานเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตาม ป.อ. มาตรา 157 ราษฎรก็อาจเป็นผู้เสียหายได้ เช่น การที่เจ้าพนักงานละเว้นปฏิบัติหน้าที่เพื่อช่วยผู้กระทำความผิดอาญา ผู้เสียหายในความผิดอาญาฐานนั้น ย่อมเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบได้ (ฎ. 4881/41, 2294/17)
- เจ้าพนักงานตำรวจจดคำพยานเป็นเท็จ เพื่อช่วยผู้กระทำความผิดมิให้รับโทษ หรือรับโทษน้อยลง เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ผู้เสียหายหรือผู้จัดการแทนผู้เสียหาย ในความผิดอาญาที่มีการสอบสวนเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบได้ (ฎ. 2294/17)
- ผู้ใหญ่บ้านละเว้นไม่จับกุมผู้ฉุดคร่าโจทก์ โดยเจตนาช่วยไม่ให้ผู้ทำผิดต้องรับโทษทางอาญา โจทก์ได้ชื่อว่าเป็นผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องในความผิดตามมารา 157 (ฎ. 611/97) เรื่องนี้โจทก์เป็นผู้เสียหายในความผิดเกี่ยวกับที่ถูกฉุดคร่า ซึ่งเป็นความผิดอาญาหลัก การที่ผู้ใหญ่บ้านละเว้นไม่จับกุมผู้ฉุดคร่าจึงถือว่าโจทก์เป็นผู้เสียหายฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ แต่ถ้าโจทก์ไม่เป็นผู้เสียหายในความผิดอาญาหลัก การที่พนักงานละเว้นไม่จับกุมผู้กรทำผิด โจทก์ก็ไม่เป็นผู้เสียหายในความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157
สรุปว่า การที่ประชาชนจะเป็นผู้เสียหาย ตาม ป.อ.มาตรา 157 ประชาชนจะต้องเป็นผู้เสียหายในคดีอาญาเรื่องนั้นๆด้วย ดังนั้น เมื่อโจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานบุกรุกที่สาธารณะ การที่จำเลยละเว้นไม่จับกุมผู้บุกรุก โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดตาม ป.อ.มาตรา 157 (ฎ. 3035/23)
ผู้เสียหายในความผิดตาม พ.ร.บ. เช็ค ฯ
ความผิดตาม พ.ร.บ. เช็คฯ เกิดขึ้นเมื่อธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน ผู้เสียหายในความผิดฐานนี้ จึงมีได้เฉพาะ “ผู้ทรงเช็ค” ในขณะที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินซึ่งเท่านั้น (ฎ.1035/29) ผู้รับโอนเช็คหลังจากธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ไม่ใช่ผู้เสียหาย แม้จะเป็นเช็คผู้ถือซึ่งโอนได้โดยการส่งมอบก็ตาม (ฎ. 5407/46,1891/24)
- แม้ผู้เสียหายจะได้รับชำระหนี้ตามเช็คจากผู้ทรงคนก่อนแล้วก็ตาม ก็ยังเป็นผู้เสียหายอยู่ (ฎ.2353/23)
- ถ้าผู้ทรงเช็คมิได้โอนเช็คให้ผู้อื่น แต่นำเช็คฝากเข้าบัญชีเงินฝากของผู้อื่น หรือให้ผู้อื่นนำเช็คไปเรียกเก็บเงินแทน ถือว่าผู้ที่นำเช็คไปเรียกเก็บเงินเป็นตัวแทนเท่านั้น ไม่ใช่ผู้เสียหาย และถือว่าผู้ที่มอบเช็ค เป็นผู้ทรงขณะที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน จึงเป็นผู้เสียหาย (ฎ. 1084/42 , 2722/27, 349/43)
-กรณีผู้ทรงเช็คถึงแก่ความตาย ก่อนธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน (ก่อนความผิดเกิด) สิทธิในเช็คย่อมเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาท ถือว่าทายาทเป็นผู้ทรง เมื่อต่อมาธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ทายาทจึงเป็นผู้เสียหายในความผิดตาม พ.ร.บ.เช็คฯ (ฎ. 3619/43)
ข้อสังเกต สิทธิในการดำเนินคดีอาญาไม่เป็นมรดกตกทอดแก่ทายาท ซึ่งต้องเป็นกรณีที่ความผิดนั้นเกิดขึ้นขณะผู้เสียหายยังมีชีวิตอยู่ (ฎ. 578/15, 3395/25) แต่ ฏ. 3619/43 เมื่อ ป. ตาย สิ่งที่เป็นมรดกตกทอดแก่โจทก์คือ ความเป็นผู้ทรงเช็ค ไม่ใช่สิทธิในการดำเนินคดีอาญา เพราะขณะที่ ป. ถึงแก่ความตาย ความผิดยังไม่เกิด สิทธิในการดำเนินคดีอาญาจึงยังไม่มี เนื่องจากธนาคารยังไม่ได้ปฏิเสธการจ่ายเงิน เมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินในขณะที่โจทก์ทั้งสามในฐานะทายาทซึ่งเป็นผู้ทรงเช็ค โจทก์ทั้งสามจึงเป็นผู้เสียหายโดยตรง
- ฐานะของการเป็นผู้ทรงเช็ค เป็นสิทธิเฉพาะตัว ไม่ใช่ทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา สามีของผู้ทรงเช็คในขณะธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน จึงไม่ใช่ผู้เสียหาย (ฎ. 2752/31)
- จำเลยออกเช็คหลายฉบับเพื่อชำระหนี้ในมูลหนี้จำนวนเดียวกัน ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินทุกฉบับ เมื่อจำเลยถูกฟ้องตามเช็คฉบับหนึ่งไปแล้ว โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายตามเช็คฉบับหลังอีก (ฎ. 3254/26, 3822/29)
- รับโอนเช็คมาเพื่อฟ้องคดีอาญาถือว่าไม่สุจริต ไม่เป็นผู้เสียหาย (ฎ. 3413/28)
- เช็คที่มีมูลหนี้ขัดต่อความสงบเรียบร้อยฯ ผู้รับเช็คไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย (ฏ. 3413/28) เช่น เช็คที่ฟ้องเป็นเช็คที่ผู้เสียหายคิดดอกเบี้ยเกินอัตราตามกฎหมายรวมเข้าไปไว้ด้วย ถือว่าผู้เสียหายไม่ใช่ผู้ทรงเช็คโดยชอบ และไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย (ฎ. 3047/31)
ผู้เสียหายในความผิดฐานหมิ่นประมาท
- การหมิ่นประมาทบุคคลหนึ่ง ซึ่งอยู่ในกลุ่มบุคคลโดยไม่เจาะจงว่าหมายถึงผู้ใด หรือจากถ้อยคำที่หมิ่นประมาทไม่อาจทราบว่าเป็นผู้ใด ผู้ที่อยู่ในกลุ่มนั้นคนใดคนหนึ่งไม่เป็นผู้เสียหาย (ฎ. 1325/98, 3954/39)
- แต่ถ้าเป็นการหมิ่นประมาททุกคนที่อยู่ในกลุ่มบุคคลนั้นคนใดคนหนึ่งเป็นผู้เสียหาย (ฎ.448/89,295/ 05 )
ความผิดที่รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย เอกชนไม่อาจเป็นผู้เสียหาย
ได้แก่ ความผิด ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก ฯ (ฎ. 648/37, 2096/30) ความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ ความผิดตาม ป.อ. 147 , 158 , 170, 199 , ความผิดตาม พ.ร.ก.การกู้เงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนฯ ,ความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากรฯ , ความผิดตาม พ.ร.บ.อาหารฯ และ พ.ร.บ.ยาเสพติดฯ
ผู้เสียหายโดยนิตินัย ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา
“ ผู้เสียหายโดยนิตินัย” หมายถึง ผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิด หรือไม่เป็นผู้ใช้ ผู้สนับสนุน หรือรู้เห็นในการกระทำความผิดนั้น และไม่ได้สมัครใจให้เกิดความผิดนั้น (ฎ. 4461/39, 7128/47, 1167/30, 3100/47)
- การแสวงหาพยานหลักฐานโดยการล่อซื้อ หากปรากฏว่า มิได้เป็นการก่อให้จำเลยกระทำความผิด เพราะจำเลยมีเจตนาที่จะกระทำความผิดอยู่แล้ว ถือว่าเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย (ฎ. 6523/45) แต่ถ้าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบยังฟังไม่ได้แน่ชัดว่า จำเลยมีเจตนากระทำความผิดอยู่แล้วจึงให้คนไปล่อซื้อ จึงเท่ากับผู้เสียหายมีส่วนก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดขึ้นเอง ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย ไม่มีอำนาจฟ้อง (ฎ. 4085/45)
- *** หากผู้ที่มิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยถึงแก่ความตาย ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน สามี ภริยา จะจัดการแทนตามมาตรา 5(2) ไม่ได้
- การที่ผู้กู้ยอมให้ผู้ให้กู้คิดดอกเบี้ยเกินอัตรา ไม่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย ตาม พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา (ฎ. 1281/03)
- แต่ถ้าผู้กู้ฟ้องผู้ให้กู้ในข้อหาฉ้อโกง ซึ่งผู้กู้มิได้มีส่วนร่วมกระทำผิดด้วย ผู้กู้เป็นผู้เสียหายได้ (ฎ. 6869/41)
ข้อสังเกต
กรณีกฎหมายกำหนดให้ผู้เสียหายเท่านั้นที่มีอำนาจกระทำการได้เช่น ร้องทุกข์ ฟ้อง ขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการ อุทธรณ์ฎีกา ถอนคำร้องทุกข์ ถอนฟ้อง ยอมความเพื่อยุติคดีความผิดต่อส่วนตัว เป็นต้น การดำเนินกระบวนพิจารณาเหล่านี้ ผู้ที่มีอำนาจดำเนินการนั้นได้ต้องเป็นผู้เสียหายเท่านั้น บุคคลอื่นที่มิได้มีฐานะเป็นผู้เสียหาย ย่อมไม่มีอำนาจที่จะกระทำได้ และผู้เสียหายที่จะมีอำนาจนั้นจะต้องเป็นผู้เสียหาย ตามมาตรา 2(4) ด้วย ( ธานิศ เกศวพิทักษ์ คำอธิบาย ป.วิอาญา เล่ม 1 ( พิมพ์ครั้งที่ 5 พ.ศ. 2551) หน้า 5 )
คำร้องทุกข์ ( มาตรา 2(7))
คำร้องทุกข์ คือการที่ผู้เสียหายกล่าวหาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่ามีผู้กระทำความผิดเกิดขึ้น ไม่ว่าจะรู้ตัวผู้กระทำความผิดหรือไม่ก็ตาม ซึ่งการกระทำความผิดนั้นก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย โดยมีเจตนาให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษ
คำร้องทุกข์มีความสำคัญ ในการวินิจฉัยเกี่ยวกับการดำเนินคดีในความผิดอันยอมความได้ ในปัญหาอำนาจสอบสวนของพนักงานสอบสวน และอำนาจของพนักงานอัยการ กล่าวคือพนักงานสอบสวนจะมีอำนาจสอบสวนในความผิดอันยอมความได้ต้องมีคำร้องทุกข์ตามระเบียบก่อน ถ้าไม่มีคำร้องทุกข์ หรือเป็นคำร้องทุกข์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาสอบสวน ทำให้อัยการไม่มีอำนาจฟ้อง
ผู้เสียหายต้องมีเจตนาให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษ
- การแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนเพื่อกันคดีขาดอายุความ หรือแจ้งไว้เพื่อเป็นหลักฐาน ถือว่าผู้เสียหายไม่มีเจตนาจะให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด ไม่เป็นคำร้องทุกข์ ตามมาตรา 2(7) (ฎ. 228/44, 391/27)
- การร้องทุกข์ในความผิดตาม พ.ร.บ.เช็คฯ ถ้าผู้เสียหายแจ้งว่า ต้องการรับเช็คของกลางไปเพื่อดำเนินการฟ้องจำเลยอีกทางหนึ่งก่อน โดยไม่ขอมอบคดีต่อพนักงานสอบสวน ถือว่าผู้เสียหายไม่มีเจตนาให้ผู้ออกเช็คต้องรับโทษ ไม่เป็นคำร้องทุกข์ (ฎ. 4714/33, 314/29)
- แต่ถ้าผู้เสียหายร้องทุกข์ขอให้ดำเนินคดีกับผู้ออกเช็ค และในขณะเดียวกันก็ขอรับเช็คคืนไปทวงถามเอากับผู้สั่งจ่ายอีกทางหนึ่ง ( โดยคำร้องทุกข์ไม่มีข้อความระบุว่ายังไม่มอบคดีให้พนักงานสอบสวนดำเนินการ) ถือว่าผู้เสียหายมอบคดีให้พนักงานสอบสวนแล้ว และถือว่าผู้เสียหายมีเจตนาให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษแล้ว จึงเป็นคำร้องทุกข์ตามกฎหมาย (ฎ. 1209/31 ป.)
- ในกรณีที่มีผู้ร่วมกระทำความผิดหลายคน แต่ผู้เสียหายร้องทุกข์โดยระบุชื่อเพียงบางคนเท่านั้น ถือว่าผู้เสียหายไม่มีเจตนาจะให้ผู้ที่ไม่ได้ระบุชื่อให้ต้องรับโทษด้วย จึงไม่เป็นคำร้องทุกข์สำหรับผู้ที่ไม่ระบุชื่อ (ฎ. 3343/36, 122/28)
- แต่ถ้าเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีการร้องทุกข์โดยผู้เสียหาย เจ้าพนักงานก็มีสิทธิดำเนินคดีแก่ผู้กระทำความผิดได้ ดังนั้นแม้ผู้เสียหายจะระบุชื่อให้ดำเนินคดีแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง เจ้าพนักงานตำรวจก็มีสิทธิดำเนินคดีแก่ผู้อื่นได้ (ฎ. 4080/40)
- เจตนาเพื่อให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษนั้น คงพิจารณาเฉพาะขณะผู้เสียหายร้องทุกข์ว่าผู้เสียหายมีเจตนาให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษหรือไม่ ถ้ามีเจตนาจะให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษแล้ว แม้ต่อมาในชั้นพิจารณาของศาล ผู้เสียหายกลับมาเบิกความต่อศาลว่าไม่มีเจตนาให้เอาโทษจำเลย ดังนี้ ไม่ทำให้คำร้องทุกข์ที่ชอบด้วยกฎหมายเสียไป (ฎ.186/03, 3091/23)
- เมื่อได้ร้องทุกข์โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว แม้จะมีการผ่อนผันให้จำเลยบ้าง ก็เป็นเพียงรอการดำเนินคดีไว้เท่านั้น ไม่ทำให้คำร้องทุกข์เสียไป (ฎ. 3093/23)
- การร้องทุกข์ไม่จำเป็นต้องระบุให้ชัดแจ้งว่าเป็นการร้องทุกข์ การที่ผู้เสียหายให้การต่อพนักงานสอบสวนในฐานะผู้เสียหาย การให้การดังกล่าวก็เพื่อเอาผู้กระทำผิดมาลงโทษ จึงถือว่าคำให้การของผู้เสียหายเป็นคำร้องทุกข์โดยชอบได้ (ฎ. 2100/14)
- การร้องทุกข์อาจมีการมอบอำนาจให้ผู้อื่นไปร้องทุกข์แทนได้ ในกรณีที่ผู้เสียหายเป็นนิติบุคคล หนังสือมอบอำนาจต้องทำให้ถูกต้องตามข้อบังคับของนิติบุคคลนั้นด้วย มิฉะนั้นไม่ถือว่านิติบุคคลนั้นได้ร้องทุกข์แล้ว (ฎ. 1590/30) ถ้ามีการมอบอำนาจให้ไปร้องทุกข์แทน ต้องระบุในหนังสือมอบอำนาจด้วยว่าให้มีอำนาจดำเนินคดีแก่จำเลยด้วย (ฎ. 228/44)
- หุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัดร้องทุกข์ แต่ไม่มีข้อความระบุว่าทำให้ห้างฯ ได้รับความเสียหายด้วย ถือไม่ได้ว่าเป็นการร้องทุกข์แทนห้างฯ เมื่อห้างฯ เป็นโจทก์ฟ้องคดีเกิน 3 เดือน ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ (ฎ. 4070/40)
ผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหาย ( มาตรา 5)
ตามมาตรา 5(1) ให้ผู้แทนโดยชอบธรรม มีอำนาจจัดการแทนผู้เยาว์ในความผิดซึ่งได้กระทำต่อผู้เยาว์ แสดงว่าผู้เยาว์จะฟ้องคดีเองไม่ได้ แม้จะได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมก็ตาม (ฎ. 563/17, 631/38)
- *** การที่ผู้เยาว์ซึ่งเป็นผู้เสียหายเข้าร่วมเป็นโจทก์ โดยมิได้ให้ผู้แทนโดยชอบธรรมจัดการแทน เป็นข้อบกพร่องเรื่องความสามารถตาม ป.วิ.พ. มาตรา 56 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 6,15 ซึ่งศาลต้องสั่งให้แก้ไขข้อบกพร่องตาม ป.วิ.พ.มาตรา 56 วรรคสี่ เสียก่อน จะยกคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมในทันทีไม่ได้ (ฎ. 6475/37) อย่างไรก็ตามถ้าขณะที่คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ร่วมอายุกว่า 20 ปี บรรลุนิติภาวะแล้ว จึงไม่มีความจำเป็นและไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะต้องสั่งให้แก้ไขข้อบกพร่องเรื่องความสามารถของโจทก์ร่วมอีก
- แต่ในเรื่องการร้องทุกข์ ผู้เยาว์ซึ่งเป็นผู้เสียหายร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนได้ โดยไม่ต้องให้ผู้แทนโดยชอบธรรมจัดการแทน (ฎ. 214/94, 1641/14)
- ในกรณีที่ผู้เยาว์ร้องทุกข์ในความผิดต่อส่วนตัวไว้แล้ว ผู้แทนโดยชอบธรรมจะถอนคำร้องทุกข์ให้ขัดกับความประสงค์ของผู้เยาว์ไม่ได้ (ฎ. 214/94 ป.)
- ** ผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เยาว์ตามมาตรา 5 (1) ได้แก่ บิดามารดา ผู้ปกครอง ในกรณีที่เป็นบิดาจะต้องเป็นบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้เยาว์ด้วย จึงจะถือว่าเป็นผู้แทนโดยชอบธรรม ไม่ถือตามสายโลหิต (ฎ. 2882/27, 6306/45)
- ** แต่สำหรับความหมายของบุพการีตามมาตรา 5(2) และ ผู้สืบสันดานนั้น ถือตามความเป็นจริง (ฎ. 1384/16 ป.) ส่วน สามี ภริยาก็ต้องชอบด้วยกฎหมาย ด้วย (ฎ. 1056-03)
- * เมื่อผู้เสียหายที่แท้จริงไม่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน สามีภริยา ก็ไม่มีอำนาจจัดการแทนได้เช่นกัน (ฎ. 7128/47, 4526/46)
-ในกรณีที่บิดาฟ้องคดีแทนบุตรซึ่งถูกทำร้ายถึงแก่ความตาย ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาล บิดาตายอีก ดังนี้ บุตรของบิดา(พี่ชายผู้ตาย) จะดำเนินคดีต่างผู้ตายต่อไป ตามมาตรา 29 ไม่ได้ (ฎ. 2331/21)
- การจัดการตามมาตรา 5(2) นั้นจะต้องยืนยันว่าผู้ตายตายไปแล้ว หรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจะจัดการเองได้ (ฏ. 1734-5/23)
- ความผิดอาญาซึ่งผู้เสียหายถูกทำร้ายถึงตาย หรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจะจัดการเองได้ ที่ผู้บุพการี ผู้สืบสันดานจะจัดการแทนได้นั้น บาดแผลที่ทำให้ถึงแก่ความตาย หรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจะจัดการเองได้ ต้องเกิดจากการกระทำของจำเลยด้วย (ฎ. 3879/46)
- ตามมาตรา 5(3) ผู้จัดการหรือผู้แทนอื่นๆของนิติบุคคลมีอำนาจจัดการแทนนิติบุคคลในความผิดอาญาที่กระทำลงแก่นิติบุคคลนั้น แต่ถ้าผู้จัดการหรือผู้แทนนิติบุคคลกระทำผิดต่อนิติบุคคลนั้นเสียเอง ผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วนที่ได้รับความเสียหายมีอำนาจฟ้องผู้จัดการหรือผู้แทนได้ (ฎ. 115/35, 1352/44)
- *** สิทธิในการดำเนินคดีอาญาที่เกี่ยวกับทรัพย์สินไม่ตกทอดไปยังทายาท ทายาทจึงไม่มีสิทธิดำเนินคดีอาญาในความผิดที่เจ้ามรดกเป็นผู้เสียหาย (ฎ.3395/25, 2219/21) แต่ถ้าเจ้ามรดกได้ร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่ผู้กระทำความผิดแล้ว ต่อมาเจ้ามรดกตาย ทายาทมีสิทธิถอนคำร้องทุกข์ได้ (ฎ. 206/88, 11/18)
- สำหรับในความผิดฐานหมิ่นประมาท มีบทบัญญัติไว้เป็นกรณีพิเศษตาม ป.อ. มาตรา 333 วรรคสองว่า ถ้าผู้เสียหายในความผิดฐานหมิ่นประมาทตายเสียก่อนร้องทุกข์ ให้บิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตรของผู้เสียหายร้องทุกข์ได้ และให้ถือว่าเป็นผู้เสียหาย แสดงว่าเฉพาะในความผิดฐานหมิ่นประมาทนี้ แม้ผู้เสียหายจะตายไปแล้ว บุคคลตามที่ระบุไว้ก็มีอำนาจไปร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่ผู้กระทำได้
- การฟ้องคดีอาญา มีการมอบอำนาจให้ผู้อื่นฟ้องคดีแทนได้ (ฎ. 890/03 ป., 2178/24)
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
- เพิ่งจบปริญญาตรี ไม่รู้จะเริ่มต้นกับการเรียนเนติอย่างไร
- สอบมาหลายครั้งแล้วไม่ผ่านซักที 47 , 48 , 49 คะแนนอยู่นี่หลายครั้งแล้ว เมื่อไหร่จะถึง 50 คะแนนซักที
- สอบมาหลายครั้งแล้ว เพื่อนๆในกลุ่มทยอยจบกันหมด..จะลงสมัครใหม่ก็เขินอายรุ่นน้อง
- อยู่ต่างจังหวัด ทำงานประจำไม่มีเวลาไปนั่งเรียนที่เนติฯ
- สมัครติวเนติทางไปรษณีย์ กว่าจดหมายจะมาถึงก็ไม่ทันสอบ
- สมัครรับจองคำบรรยายเนติทางไปรษณีย์ กว่าจดหมายจะมาถึงก็ไม่ทันสอบ
- เดินทางไปเรียนหรือไปติวรถก็ติด...กลับมาก็เหนื่อย
- อยู่ต่างจังหวัดอยากมาเรียนที่ กทม. หรือมาติว...แต่ไม่สามารถมาเรียนหรือมาติวได้เพราะไกลและสถาบันติวก็อยู่หน้ารามกันหมด
- ไม่อยากคุยกันเรื่องเรียนเนติกับเพื่อนๆหรือคนที่เรียนเนติจบแล้ว..มันรู้สึกท้อ รู้สึกอาย..จะลงใหม่ก็ไม่รู้จะปรึกษาใคร หรือเริ่มยังไงอีก
** สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อ 085-801-0725, E-mail : siripit...@gmail.com**
