สรุปคำบรรยาย เนติภาคกลางวัน ละเมิด ครั้งที่ 9-10 สอนเมื่อ 10/08/09

4,091 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
Aug 20, 2009, 3:05:05 AM8/20/09
to LAWSIAM

หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า  kankokub  ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ เพ็ง เพ็งนิติ ผู้บรรยาย   , ผู้มีน้ำใจส่ง flie เสียงที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า ขอบคุณ. http://www.muansuen.com และคุณ admin ที่นำ flie เสียงมาลงแบ่งปันให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

ครั้งที่ 9-10 . (w11 10-08-09)

            เรามาต่อเรื่องความเสียหายที่เกิดจากยานพาหนะ มาตรา 437  ดูมาตรา

            มาตรา 437  บุคคลใดครอบครองหรือควบคุมดูแลยานพาหนะอย่างใด ๆ อันเดินด้วยกำลังเครื่องจักรกล บุคคลนั้นจะต้องรับผิดชอบเพื่อการเสียหายอันเกิดแต่ยานพาหนะนั้น เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าการเสียหายนั้นเกิดแต่เหตุสุดวิสัย หรือเกิดเพราะความผิดของผู้ต้องเสียหายนั้นเอง

                        ความข้อนี้ให้ใช้บังคับได้ตลอดถึงผู้มีไว้ในครอบครองของตน ซึ่งทรัพย์อันเป็นของเกิดอันตรายได้โดยสภาพ หรือโดยความมุ่งหมายที่จะใช้ หรือโดยอาการกลไกของทรัพย์นั้นด้วย

            มาตรานี้เกิดจากความเสียหายที่เกิดจากทรัพย์ไม่ต้องคำนึงว่าผู้กระทำจะ จงใจหรือประมาทเลินเล่อหรือไม่

            คำแรกที่ต้องวินิจฉัยคือ ยานพาหนะ

            สอง เดินด้วยเครื่องจักรกล

            สาม การเสียหายอันเกิดแต่ยานพาหนะนั้นเดินด้วยเครื่องจักร

            สี่ ความเสียหายต้องเกิดยานพาหนะนั้น

            ห้าความเสียหายต้องเกิดแต่เครื่องจักรนั้น

            หก ผู้ต้องรับผิดมีสองคน คือ ผู้ควบคุมดูแลยานพาหนะนั้น หรือ ผู้ที่ครอบครอง

            เจ็ด เหตุยกเว้นความผิด คือ เหตุสุดวิสัย ความผิดผู้ต้องเสียหาย

            ยาพาหนะ คือเครื่องหรือสิ่งที่นำไปพาไป จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ก็รถไขลานของเด็กเล่นไม่ได้นำคนสัตว์หรือสิ่งของไป ดังนั้นไม่ใช่ยานพาหนะ แต่สามล้อถีบที่เด็กนำไปได้ ก็เป็นยานพาหนะ แต่จะเดินด้วยเครื่องจักรหรือไม่ก็อีกเรื่อง

            ชิงช้าสวรรค์ก็อยู่กับที่ ไม่เป็น เนฯออกแล้ว

            ลิฟท์แก้วจากที่สูงไปล่าง หรือกลับกัน ก็ติดกับอาคารนั้นไม่ใช่ยานพาหนะ

            แผ่นเลื่อนที่สนามบินสุวรรณภูมิก็ไม่ใช่

            รถไฟฟ้าเด็กเล่นในสวนสนุกก็พาไปที่ต่างๆ ก้เป็นยานพาหนะ ก็เรียกได้

            แต่ยานพาหนะตามมาตรานี้ต้องเดินด้วยเครื่องจักรกล หมายถึงว่ายานพาหนะนั้นมีเครื่องจักรกลทำให้แล่นไป อาจใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ไฟฟ้า แม่เหล็ก อะไรก็แล้วแต่ทำให้เครื่องเดิน เรือใบแล่นเพราะกระแสลม ไม่มีเครื่องจักรกล

            รถจักรยานถีบไปด้วยแรงถีบ ไม่มีจักรกล แม้มีเกียร์ให้สะดวกขึ้นก็ไม่ใช่เครื่องจักร

            เรือแจวที่โยงโดยเรือกลไฟ ในการวินิจฉัยตามฏีกานั้นก็ถือว่าเดินด้วยเครื่องจักรกล โดยตัวเรือแจวเองไม่ใช่แต่การเคลื่อนนั้นโดยเรือกลไฟ ที่ใช้เครื่องจักร

            ทำนองเดียวกับรถพวง รถที่เสียมีรถอีกคันลากไป

            ข้อที่สาม ความเสียหายเกิดขณะยานพาหนะนั้นเดินด้วยเครื่องจักรกล รถยนต์จอดอยู่กับที่อย่างนี้ไม่ถือ เพราะว่า ไม่มีการเคลื่อนไหว เช่นรถเทปูนนิ่งแล้วทำความเสียหายเช่นนี้ไม่ใช่ อาจไปเข้าเครื่อง ทรัพย์อันตราย 437 วรรค 2

            รถเคลื่อนที่เพราะคนเข็น หรือมีสิ่งอื่นมากระแทก หรือว่า ปล่อยเกียร์ว่างแล้วมันไหลจากที่สูงลงต่ำอันนี้ก็ไม่ได้เดินด้วยจักรกล

            รถที่ดับสวิทตย์ แล้วไหลไปอันนี้ถือว่าเป็นความเสียหายจากยานพาหนะที่เดินด้วยเครื่องจักรกลเหมือนกัน

            คำที่สี่ความเสียหายเกิดแต่ยานพาหนะนี้นเองโดยตรงคือไปสัมพัส เฉี่ยวชน ทับ หรือของที่วางอยู่บนชั้นที่เก็บแล้วตกมาโดนคน อันนี้ก็ถือว่าเข้า

            ยางรถ หม้อน้ำหรือ แก๊ส ระเบิด ก็ถือ

            ขับรถแล้วน้ำกระเด็นคนข้างถนน ก็ถือว่าเป็น

            รถสองคันแข่งกันคันหนึ่งเสียหลักไปชนคนเดินถนน อีกคันไม่โดน ก็ถือว่าเกิดจากทั้งสองคันเหมือนกัน

            กรณีที่เกิดจากแรงลมประทะ เช่นรถใหญ่ทำให้รถเล็กวูบได้อันนี้ก็ถือเหมือนกันหรือเรือขับเร็วมีคลื่นอันนี้ก็ถือเหมือนกับฏีกาปี 74

            รถยนต์ที่วิ่งผ่านบ้านคนอื่นทำให้บ้านเขาร้าวก็ถือว่าเป็นเหมือนกัน กรณีที่เราขับรถแล้ว ทำให้จักรยานลม ก็ถือว่าเป็น แต่ต้องไม่ใช่กลัวรถใหญ่แล้ว ล้มไปเอง

            หรือกรณีที่ผู้เสียหายต้องเสี่ยงภัยเพราะหลบภัยที่ต้องเกิดขึ้น เช่นหักหลบแล้วทำให้รถเราพลิกคว่ำหรือไปชนคนอื่น

            หรือตัวอย่างฏีกาที่ ขับรถสองแถวข้ามทางรถไฟ ผู้เสียหายกลัว ก็เลยกระโดดลงมา กรณีนี้แม้ว่าผู้เสียหายทำเอง แต่เป็นการจำต้องเสี่ยงภัยเพราะการกระทำของคนขับ

            รถไฟที่สมัยก่อนเดินด้วยเครื่องจักรไอน้ำ มีเปลวไฟ มีลูกไฟปลิวกระจายไป โดยเฉพาะสมัยก่อนมีบ้านมุงด้วยใบจากก็ทำให้ไฟไหม้บ้านหายไปก็ดี

            หรือกรณีที่รถสั่นสะเทือน เพราะ รถบรรทุกหนักมาก บ้านโจทก์ร้าวเป็นละเมิด

            ต่อไปปัญหาเรื่องความเสียหายเกิดจากยานพาหนะอันเดินด้วยเครื่องจักรกล เหตุที่วรรคหนึ่ง ให้ ผู้ที่ครอบครองหรือควบคุมนั้นต้องรับผิดโดยไม่ต้องพิสูจน์ในเรื่องจงใจหรือประมาทเลินเล่อ เลยก็ตาม เป็นบทบัญญัติที่ไม่เด็ดขาดคือ นำสืบให้เข้าข้อยกเว้นให้ได้ ก็ไม่ต้องรับผิด  เหตุเพราะผู้ที่ต้องประสบเหตุอาจพิสูจน์ยาก

            แต่หากเป็นกรณีที่ทั้งผู้กระทำหรือผู้เสียหายต่างครอบครอง หรือเดิน โดยเครื่องจักรทั้งสองฝ่าย จึงไม่ใช้มาตรา 437  มาบังคับ กรณีนี้ให้ใช้มาตรา 420 โดยฝ่ายโจทก์ต้องฟ้องพิสูจน์ว่าอีกฝ่ายจงใจหรือประมาทเลินเล่อ

            เช่นตัวอย่างฏีกา เรือกำปั่น กับเรือพ่วง นั้น ก็ต่างเดินด้วยกำลังเครื่องจักรกล ด้วยกันนั้นจึงไม่นำมาตรา 437 มาปรับใช้เพราะตามกฎหมายถือว่ามีสภาพอย่างเดียวกัน

            กรณีที่ศาลฏีกาแปลมาตลอดว่าความเสียหายเกิดจากยานพาหนะเดินด้วยกำลังเครื่องจีกรไม่นำ 437  บางทีอาจเดินไม่เป็นธรรมยกตัวอย่าง รถยนต์แล่นไปโดนก้อนกรวดไปใส่ รถอีกคันหนึ่ง

            หรือยิงพลุที่เป็นทรัพย์อันตรายไป โดน ปืน

            ก็ยากที่จะพิสูจน์เหมือนกัน

            โดยเฉพาะเรื่องที่มีคนภายนอกได้รับความเสียหาย ก็จะยากขึ้น เพราะ บุคคลภายนอกจะไม่ได้ 437 ซึ่งไม่น่าถูกต้อง

            หรือคนโดยสารรถทัวร์ ไปชนรถสิบล้อ แล้ว ได้รับความเสียหาย อย่างนี้ ก็ไมได้ประโยชน์ จากข้อสันนิฐานนั้นซึ่งไม่น่าจะถูกต้อง

            เคยมีฏีกาเก่าเรื่องหนึ่ง

            ฎ.975/2510

            ฏีกานี้ไม่ให้นำบทสันนิฐานความรับผิดมาใช้ได้ เจ้าของกระบือ ต้องรับผิดตาม 433 กลับกัน ฝ่ายกระบือฟ้องเรือหางยาว ฝ่ายกระบือได้ประโยชน์จากข้อสันนิฐานตาม 437 วรรคหนึ่ง กรณีต่างประเภทกัน ศาลเคยแปลแล้วว่าได้ประโยชน์ต่างกัน อยุ่ที่ว่าใครฟ้อง

            ซึ่งความเป็นจริงจะแปลให้เข้า 437 ก้ได้ แต่แนวฏีกาล่าสุดยังไม่แปลเช่นนั้น

            เคยมีฏีกาปี 22  ที่เคยนำมาใช้

            เช่น ฏีกาที่จำเลยที่ หนึ่งขับรถ ให้จำเลยที่สาม  แล้วไปชน โจทก์  จำเลย ที่หนึ่ง ควบคุม จำเลยที่สามครอบครอง ต้องรับผิดตาม 437  แต่ประเด็นหลักคือ เป็นเรื่องของตัวแทนหรือไม่ ก็ไม่ใช่เรื่องตัวแทนเพราะไม่ใช่เรื่องมอบหมายไปทำต่อบุคคลที่สาม

            อีกฏีกาจำเลยเป็นเจ้าของรถ ไม่ใช่นายจ้าง ไม่ได้ความว่าได้ครอบครอง ไม่ต้องรับผิดตาม 437  แต่เนื่องจาก โจทก์ฟ้องจำเลย ว่าเป็นเจ้าของ จึงไม่ต้องรับผิด

            ฏีกาส่วนมากก็แปลว่ารถยนต์สองคันชนกันไม่เอา 437 มาใช้ ใช้ 420 ก็ต้องนำสืบให้เห็นว่าอีกฝ่ายจงใจหรือประมาทเลินเล่อจึงจะได้รับการเยียวยา

            ที่น่าเห็นใจก้เป็นเรื่องผู้โดยสารนี่แหละ ที่จะเสียประโยชน์ เพราะไม่อาจอ้างในเรื่อง 437 ได้

            ต่อไปเรามาพูดถึงผู้รับผิดตาม 437 คือผู้ควบคุมดูแล หรือผู้ครอบครอง  ผู้ครอบครองหมายถึงครอบครองในขณะเกิดเหตุเท่านั้น

            หมายถึงผู้ที่ใช้ยานพาหนะในฐานะผู้ยึดถือ คือครอบครองในขณะเกิดเหตุ แคบกว่าการเป็นเจ้าของ เพราะบางกรณีเจ้าของอาจไม่ได้อยู่หรือไปกับรถขณะเกิดเหตุก็ได้

            ขโมยรถไปขับ เจ้าของรถก็ไม่ต้องรับผิด เพราะไม่ได้ครอบครองหรือควบคุม

ฎ.3076/2522

            ถามว่า เจ้าของรถที่เมานอนหลับอยู่เป็นผู้ที่ครอบครองหรือไม่  เขาก็ไม่มีสติพอที่จะบังคับบัญชา หรือ มีอำนาจในการ

            อาจารย์จิตติ บันทึกในทำนองไม่เห็นด้วย เพราะลองเอารถไปขายสิ ก็ผิดฐานลักทรัพย์ไม่ได้ยักยอก

            เพราะเขาไม่สามารถที่จะดูแลยานพาหนะในขณะเกิดเหตุได้ ลองดูมาตรา 437 วรรคหนึ่ง บุคคลใดครอบครองหรือควบคุมดูแล คำว่าดุแลนี่ขยายถึงไหน ก็น่าจะแปลได้ถึงขนาดบุคคลที่ครองครองต้องดุแลด้วย ครอบครองดูแลด้วยได้ สาเหตุก็เกิดจาก เหตุที่เกิดขึ้นนั้น มันเป็นหน้าที่ต้องระวังของคนที่ครอบครอง

            เพราะบุคคลนั้นมีหน้าที่ต้องดูแลไม่ให้เกิดความเสียหาย ต้องคอยระวัง ทำนองเดียวกับทรัพย์อันตรายตาม 437 วรรคสอง ผู้ที่ครอบครองก็ต้องระวัง ดังนั้น ตามวรรคหนึ่งก็ต้องตีความทำนองเดียวกันเพราะความเสียหาย ที่เกิดจากยานพาหนะนั้น เกิดได้มากเป็นอันดับหนึ่ง ดังนั้น ผู้ครอบครองในที่นี้คือผู้ครอบครองที่น่าจะดูแลได้

            กรณีที่ ขับรถแล้วถูกนายจ้างด่าทำร้ายจนนายจ้างสลบ แล้วขับรถหนีตำรวจ ไป อย่างนี้ ก้คงถือไม่ได้ว่านายจ้างเป็นผู้ครอบครอง

            เหตุยกเว้นความรับผิด  ดังที่บอกว่ามาตรา 437 ไม่ใช่บทสันนิฐานเด็ดขาด      คือยกเว้นได้แค่สองกรณีเท่านั้น คือเหตุสุดวิสัย  หรือเพราะความผิดของผู้เสียหายเอง

            ในวรรคนี้ฝ่ายยานพาหนะต้องสืบให้เข้าข้อยกเว้น บทข้อยกเว้น ฝ่ายที่สืบข้อยกเว้น 437 สองกรณีนี้นั้นไม่ใช่ฝ่ายที่ต้องดุแลเท่านั้นที่ต้องนำสืบค้าน บุคคลอื่นที่จะไม่ต้องรับผิดก็ต้องสืบเช่นกัน

            เช่น นายจ้างที่ต้องร่วมรับผิดกับลูกจ้าง

            ข้อยกเว้นกรณีแรก เหตุสุดวิสัย ตามมาตรา 8         

            มาตรา 8  คำว่า "เหตุสุดวิสัย"  หมายความว่า เหตุใด ๆ อันจะเกิดขึ้นก็ดี จะให้ผลพิบัติก็ดี เป็นเหตุที่ไม่อาจป้องกันได้แม้ทั้งบุคคลผู้ต้องประสบหรือใกล้จะต้องประสบเหตุนั้น จะได้จัดการระมัดระวังตามสมควรอันพึงคาดหมายได้จากบุคคลในฐานะและภาวะเช่นนั้น

            การตีความนี้จะแคบกับเหตุสุดวิสัย อย่างเช่นว่าไปต่างจังหวัดรถไฟตกราง ก้อ้างเหตุสุดวิสัยได้ แต่ถามว่าเป็นเหตุสุดวิสัยตาม ความ แพ่งนี้หรือไม่ ก็คงไม่ใช่ตามมาตรา 8 เป้นเรื่องที่คนต้องรับผิดถึงใช้ความระมัดระวังแล้ว ก็ยังต้องเกิดนั้น  

            ความระมัดระวังในที่นี้ต้องเป็นสิ่งที่ไม่คาดคิด เช่น รถตกหลุม ทำให้รถเฉไปชนหลักกิโล ทำให้ผู้ที่อาศัยมาด้วยถึงแก่ความตายเป็นเหตุสุดวิสัย

            มีคนขับรถตัดหน้าโดยกะทันหัน จึงไม่ต้องรับผิด เป็นเหตุสุดวิสัย

            คนขับรถมีหน้าที่ต้องตรวจดู ในเรื่องเบรกแตก

            แล้วอย่างไรเป็นเรื่องเหตุสุดวิสัยก็เป็นเรื่องที่ถึงใช้ความระมัดระวังแล้วก็ต้องเกิดเช่นเดิม  ต้องเกิดเฉพาะผู้เสียหายเป็นฝ่ายผิดฝ่ายเดียว ถ้าต่างฝ่ายต่างผิดนั้นเป็นเรื่องเข้า 442 คือเป็นเรื่อง ลดค่าสินไหม

            ต่อไปเรื่องความเสียหายของทรัพย์อันตรายซึ่งอยู่ในวรรคสอง

            ความจริงยานพาหนะอันเดินด้วยเครื่องจักรกลก็เป็นทรัพย์อันตรายอย่างหนึ่ง  ในวรรคสองได้บัญญัติถึงทรัพย์อันตรายที่ผู้ครอบครองต้องรับผิด คือ เกิดได้โดยสภาพ และ โดยความมุ่งหมาย ในอันที่ใช้ และ สาม โดยกลไกของทรัพย์นั่นเอง มีได้เฉพาะสามกรณีนี้เท่านั้น

            ประเภทที่สองคือ โดยความมุ่งหมายที่จะใช้  ชิงช้าสวรรค์

ฏ. ปีหนึ่งสาม เดินไปสะดุดสายไฟฟ้าถึงแก่ความตาย 

            กระแสไฟฟ้านี่คือของที่เกิดอันตรายได้โดยสภาพ 427 วรรคสอง ผู้รับผิดคือผู้ที่ครอบครอง กระแสไฟฟ้า เริ่มจาก การไฟฟ้าที่ผลิต คือผู้ที่ครอบครอง เป็นหน้าที่ของโรงไฟฟ้าที่ครอบครองต้องเป็นผู้ดูแล จะสายไฟสาธารณะ จะต่อจากหม้อแปลงไฟต่อโยงไปถึงหมู่บ้าน ถือว่าผู้ขอใช้ไฟเป็นผู้ครอบครอง เพราะฉะนั้นเวลาเกิดความเสียหายก็ไปดูว่า เกิดช่วงไหน ใครเป็นผู้ครอบครอง

            เหตุยกเว้นความรับผิดก็แบบเดียวกับวรรคแรก คือฝ่ายผู้ครอบครองทรัพย์อันตรายมีหน้าที่พิสูจน์ให้พ้นความรับผิด

            การไฟฟ้าต้องรับผิดชอบเพื่อการเสียหายที่กระแสไฟฟ้าที่จำเลยจัดให้มีขึ้นตามวรรคสอง จำเลยพิสูจน์ว่า ผู้ตายปีนไปบนผนังกันตกแล้วมือไปโดน เท่านี้ไม่เพียงพอ ว่า เป็นเหตุสุดวิสัย หรือ ความผิดของผู้ต้องเสียหาย อันนี้ เป็นการสืบเพียงการคาดเดา  จึงยังไม่เพียงพอ

            ไฟลุกไหมจากการระเบิดของถึงแก๊ส การไม่ระมัดระวังเกิดจากเหตุสุดวิสัย ข้อยกเว้นข้อแรกเกิดจากเหตุสุดวิสัย ตัวอย่าง เสาไฟฟ้า ไหม้หญ้า

            สิทธิไล่เบี้ยในมาตรา 437 ทั้งสองวรรค ไม่ได้บัญญัติถึงเรื่องสิทธิไล่เบี้ยไว้เหมือน 434 ยกตัวอย่างลูกจ้างขับรถไปแล้วตกห้วยตกเหวเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น นายจ้างต้องร่วมรับผิด นายจ้างใช้ค่าสินไหมทดแทนไปแล้ว ไม่รู้ พอลงทางลาดชัน วิ่งไม่อยู่ถ้า นายจ้างหรือจำเลยที่ใช้ค่าสินไหมทดแทนไปแล้วมีหลักฐาน อย่างนี้ก็ต้องไล่เบี้ยตามมาตรา 229

            ผู้ครอบครองทรัพย์อันตรายหรือควบคุมยานพาหนะ ก็ต้องรับผิด มีส่วนได้เสียคือต้องใช้หนี้นั้น เพราะฉะนั้นเมื่อจ่ายไปแล้วก็ได้รับช่วงสิทธิ์ อันนี้แม้ว่า 437 ไม่ได้เขียนเรื่อง ไล่เบี้ยได้

            เรื่องค่าสินไหมทดแทน 420 437 เป็นเรื่องที่ มีการกระทำละเมิด เมื่อทำละเมิด ครบตามหลักเกณฑ์แล้ว  438 เป็นเรื่องค่าสินไหมทดแทนกรณีทั่วๆไป 439 447 เป็นกรณีค่าสินไหมทดแทนโดยเฉพาะ

            กรณีที่กฎหมายกำหนดค่าสินไหมทดแทนโดยเฉพาะ ก็ต้องเป็นไปตามกฎหมายนั้น ถ้าไม่เข้าการทดแทน ตามหลักทั่วไปความที่บัญญัติ 438

            ก็แบ่งอธิบายเป็น 9 ข้อได้

            กรณีทั่วๆไป มาตรา 438  ภายใต้บังคับมาตรา 447 ทวิ ค่าสินไหมทดแทนจะพึงใช้โดยสถานใดเพียงใดนั้น ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์ และความร้ายแรงแห่งละเมิด

             อนึ่งค่าสินไหมทดแทนนั้นได้แก่การคืนทรัพย์สินอันผู้เสียหายต้องเสียไปเพราะละเมิด หรือใช้ราคาทรัพย์สินนั้น รวมทั้งค่าเสียหายอันจะพึงบังคับให้ใช้เพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันได้ก่อขึ้นนั้นด้วย

            ถ้าเราแยกอธิบายก็แบ่งได้เป็นสี่หัวข้อ

            กรณีการคืนทรัพย์สิน ต้องเป็นการละเมิด ในลักษณะเอาทรัพย์สินเขาไป กรณีนี้เท่านั้นที่จำเลยผู้ทำละเมิดต้องคืน ถ้าผู้ทำละเมิดทำให้ทรัพย์สินนั้นเสียหาย สูญหาย ในลักษณะที่ไม่ใช่แย่งการครอบครอง กรณีนี้ได้แต่เรียกค่าเสียหาย

            การให้คืนทรัพย์สินหรือใช้ราคาต้องเป็นไปตามลำดับ ผู้ทำละเมิดต้องชำระหนี้ตามลำดับขณะเดียวกันผู้เสียหายก็ต้องใช้หนี้ตามลำดับเช่นกัน

            เรื่องการผิดสัญญาที่เป็นตัวอย่างคือที่ดิน  ที่ผู้ขายพยายามเลี่ยงไม่โอนที่

            ก็ต้องคิดตอนเกิดเหตุว่าเขาคิดราคาทรัพย์ นั้นราคาเท่าใด ต้องคิดในขณะเกิดเหตุละเมิด และคิดนั้นต้องหักค่าเสื่อมราคาก่อนว่าได้ใช้มากี่ปี

            เป็นเรื่องผู้เสียหายจะเลือก ต่อไปเป็นเรื่องกำหนดค่าสินไหมทดแทน บัญญัติไว้ในมาตรา 438 วรรคหนึ่ง ก็ให้ตามควร พฤติการณ์แห่งละเมิด

            โดยสถานใด เพียงใด โดยพฤติการณ์แห่งละเมิด

            เพียงใดก็คือเท่าไหร่ ให้คืนทรัพย์กี่ชิ้นในราคากี่บาท นอกเหนือจากสถานใดเพียงไรแล้ว ศาลต้องเอาพฤติการณ์แห่งละเมิดมาคำนวณค่าเสียหาย คือ อาศัยพฤติการณ์ความร้ายแรงแห่งละเมิดมาเกี่ยวข้อง ถ้าคืนไม่ได้ก็ให้ใช้ราคา ตามท้องตลาดอันนี้ไม่มีทางกำหนดให้ได้มากไปกว่า ค่าเสียหายก็อยู่ที่ สิ่งที่ทำให้เสียหายนั้นอาจคำนวณเป็นเงินได้หรือไม่ ยกตัวอย่างทำแก้วน้ำแตกไปหนึ่งใบก็คงได้แต่เพียงเรียกค่าเสียหาย แต่กรณีอื่นหน้าจะหมายถึงความเสียหายที่ไม่อาจคำนวณเป็นเงินได้ อันนี้คงยังไม่ไปถึงเรื่องค่าเสียหายเชิงลงโทษอย่างต่างประเทศ ศาลอาจอาศัยในพฤติการณ์แห่งละเมิด ว่ามากน้อยเพียงใด ท้าทายกฎหมายบ้านเมืองหรือไม่ ขับรถเข้าไปในฝูงชน

            นอกจากนี้เราอาจมีวิธีกำหนดได้สามกรณีคือการกำหนดโดยลงโทษหรือตามจริง หรือกะประมาณ การลงโทษ มีในต่างประเทศ

            ต่อไปมาถึงเรื่อง ค่าเสียหายน้อยกว่าความจริงโดยหลักแล้วมักเยียวยาให้สู้ฐานะเดิม แต่โดยมาตรานี้ เป็นหลักยกเว้น เพราะผู้เสียหายมีส่วนผิดด้วย ตามมาตรา 442

            มาตรา 442  ถ้าความเสียหายได้เกิดขึ้นเพราะความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดของผู้ต้องเสียหายประกอบด้วยไซร้ ท่านให้นำบทบัญญัติแห่งมาตรา 223 มาใช้บังคับ โดยอนุโลม

ในมาตรา 223 คือ มาตรา 223  ถ้าฝ่ายผู้เสียหายได้มีส่วนทำความผิดอย่างใดอย่างหนึ่งก่อให้เกิดความเสียหายด้วยไซร้ท่านว่าหนี้อันจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ฝ่ายผู้เสียหายมากน้อยเพียงใดนั้น ต้องอาศัยพฤติการณ์เป็นประมาณ ข้อสำคัญก็คือว่าความเสียหายนั้นได้เกิดขึ้นเพราะฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงไร

             วิธีเดียวกันนี้ ท่านให้ใช้แม้ทั้งที่ความผิดของฝ่ายผู้ที่เสียหายจะมีแต่เพียงละเลยไม่เตือนลูกหนี้ให้รู้สึกถึงอันตรายแห่งการเสียหายอันเป็นอย่างร้ายแรงผิดปกติ ซึ่งลูกหนี้ไม่รู้หรือไม่อาจจะรู้ได้ หรือเพียงแต่ละเลยไม่บำบัดปัดป้อง หรือบรรเทาความเสียหายนั้นด้วย อนึ่งบทบัญญัติแห่งมาตรา 220 นั้น ท่านให้นำมาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม

            สรุปว่า ในกรณีผู้เสียหายมีส่วนผิด มาตรา 220 สรุปก็คือมีส่วน หรือ ไม่ช่วยบรรเทาความเสียหาย กรณีแรก คือมีส่วนในการเสียหาย ถ้ามี ก็ใช้ 442 มากำหนดให้น้อยกว่าความเสียหายที่เป็นจริงได้  ส่วนแห่งความผิด เช่นไปด่าเขาก่อน เขาโมโห จึงใช้ขวานฟัน จำเลยขับรถผิดกฏจราจรอันนี้ก็ดูที่ว่าผู้เสียหายมีส่วนในการทำผิดมากน้อยเพียงใด

            ทั้งนี้ดูถึงความผิดไม่ได้ดูถึงความเสียหายกรณีที่รถของโจทก์สมมุติว่าราคาสิบล้าน ซาเล้งราคาสองหมื่น ผิดพอกัน ไม่ใช่เอาราคามาบวกกัน หารสอง หรือตามความผิด แต่เอาเรื่องความประมาทนั้นมาคิดว่าใครมีส่วนมากหรือน้อย

            อย่างที่บอกแล้วไม่ใช่เอาความเสียหาย แต่เอาเรื่องความผิดมาคิด

            ผู้เสียหายมีส่วนผิดกรณีที่สองคือไม่ช่วยในการบรรเทาความเสียหาย กรณีแรกมีส่วนผิดในเรื่องละเมิดส่วนในกรณีที่สองเรื่องละเมิด นี้อาจจะมีส่วนช่วยบรรเทาแล้วไม่ช่วยกระทำ

            อย่างเช่นรถพลิกคว่ำยางตก เอาไป ผู้ทำละเมิดต้องรับผิด

            ในส่วนที่ชาวบ้านมาเอาไปด้วยเป็นความเสียหายที่พึงคาดหมายได้ รถพลิกคว่ำ น้ำตาลทรายเรี่ยราด ฝนชะหมดก็ต้องรับผิด แต่ว่าถ้าโจทก์ก็เก็บได้ตอนนั้น ก็ ถือว่า ไม่บรรเทาความเสียหาย

            กรณีแรกคือไม่อาจคาดคิด โดยปรกติโดย ผู้ทำละเมิดไม่รู้เช่น เอากล่องสินค้า มาส่ง พอถึงกลางทางพลิกคว่ำ กลายเป็นเครื่องแก้วราคาแพงกรณีนี้โจทก์ไม่อาจคาดคิดได้ ว่าเป็นความเสียหายกว่าปกติ อันนี้ถือว่าผู้เสียหายไม่เตือนก่อน ฏีกา การที่เจ้าของที่ดินแปลงใดจะเอาที่ดินไปจำนองหรือไม่นั้นเป็นเรื่องที่ไม่อาจคาดหมายได้ นั้น เป็นความผิดของโจทก์ประกอบอยู่ด้วยพฤติการณ์เช่นนี้ ต้องลดค่าเสียหายด้วย

            อันนี้เรียกว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตไปละเมิดตามมาตรา 421 เพราะคุณไม่ไปขัดค้าน

            กรณีที่สองคือละเลยไม่ปัดป้องความเสียหาย

การไม่ไปหาหมอทำให้แผลเน่า อันนี้ก็ละเลยไม่ปัดป้องความเสียหาย

            ค่าเสียหายก็แบ่งคิดเป็นเงินได้ อันนี้ก็เป็นหน้าที่ของโจทก์ กับกรณีที่คิดคำนวนเป็นเงินไม่ได้

 
Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages