หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า kankokub ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์นพพร โพธิรังสิยากร ผู้บรรยาย , ผู้ก่อตั้ง lawsiamgooglegroups และ คุณแบ่งปัน ที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า
คราวที่แล้วได้คุยกันในมาตรา 223 ทวิ ซึ่งหลักสำคัญคืออุทธรณ์เริ่มจาก 223 ต้องอุทธรณ์ไปศาลอุทธรณ์ตาม 225 คือโดยชัดแจ้งและตามกระนวนการตาม 229 คือเป็นหนังสือ
ข้อยกเว้นหลักๆ ตอนนี้เหลือ 2 ที่ คือ 223ทวิหลักสำคัญคือไม่มีการคัดค้าน ไม่มีการอุทธรณืข้อเท็จจริงเจือปนมาด้วย คู่ความไม่คัดค้านและส่งสำเนา
ข้อยกเว้นอีกอันคืออุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา นั่นคือสิ่งที่เราจบคราวที่แล้ว คราวนี้เราจะขึ้นเรื่องที่มีสถิติการออกข้อสอบมากที่สุด มีการกล่าวว่า 224 ยากสุด จริงๆ แล้วเป็นเรื่องมีฎีกามากที่สุดมากกว่า ดูตัวบททั้งสามวรรค
วรรค 1 ว่าด้วยเรื่องคดีมีทุนทรัพยื
วรรค 2 คดีคำนวณเป็นทุนทรัพย์ไม่ได้ ( ไม่มีทุนทรัพย์ )
วรรค 3 ขยายความวรรค 1 ตอนท้าย คือการรับรอง พุดง่ายๆ กรอบใหญ่ของ 224 ถ้าคดีใดเป็นการอุทธรณ์ข้อเท็จจริงดู 224 คดีใดไม่ต้องห้ามตาม 224 หรือเป็นการอุทธรณ์ในข้อกฎหมายต้องไปดู 225 อีกทีหนึ่ง พูดง่ายๆ 225 ควบคุมทั้งหมดทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย
ถ้าเป็นอุทธรณ์คดีมีทุนทรัพย์ก็เสียค่าธรรมเนียมตามตาราง 1 ท้ายวิแพ่ง ต้องจำตัวเลขเลยว่าต้องเกินห้าหมื่นบาทขึ้นไป จำตัวเลขดีๆ นะ คราวที่แล้วออกถามว่า 5 หมื่นพอดีก็มีหลงไป
ข้อยกเว้นคือ 1 ถ้ามีการทำความเห็นแย้ง ถ้าออกสอบปีนี้ จะต่างกับปีก่อน คือปีนี้ ให้หัวหน้าศาล เพราะตัวบทกลับไปใช้ให้หัวหน้าศาลทำความเห้นแย้งได้
2.ให้ผู้พิพากษารับรอง เป็นไปตามวรรคท้าย
3.การขอให้อธิบดีผุ้พิพากษาอนุญาต ขอได้2ช่วง 1. 224 วรรคท้ายคือก่อนหมด 1 เดือนตาม 229 หรือ 2. นับไป 7 วันนับแต่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับอุทธรณ์ ตาม 230 วรรค 1 ไม่สนว่าเกิน 1 เดือนหรือไม่
ย้อน 224 วรรค 1 คือไม่เกินห้าหมื่นบาท ผู้พิพากษาที่ทำความเห็นแย้งได้ 140 ผู้พิพากษาที่ทำคำพิพากา หรือ พระธรรม ม.11 หัวหน้าศาล หรืออธิบดี คือคนที่มีอำนาจตราวจสำนวนได้
1. การรับรองจะเป็นอย่างไร ดูวรรคท้าย 224
2. ถ้ามีการอนุญาต 224 วรรค 1 หรือ 230 วรรคหนึ่งมีหลักและมีข้อยกเว้น
วรรค2 เป็นเรื่องการอุทธรณ์ปัญหาข้อเท็จจริง บังเอิญว่าไม่ใช้กับเรื่องต่อไปนี้ 1. สภาพบุคคล 2. สิทธิในครอบครัว
ข้อ 3 ในตัวข้อ 3มีข้อยกเว้น คือ การฟ้องที่คำนวณราคาไม่ได้( คดีไม่มีทุนทรัพย์ ) มีข้อยกเว้นคือ มาตรา 224 วรรค 2 ตอนแรก คือการฟ้องขับไล่บุคคล อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าไม่เกิน 4 พันบาท จุดนี้ต้องทำตารางให้ดีนะครับ
223 มียากทั้งหลักและข้อยกเว้น
สรุปอีกครั้ง 224 วรรค 1 ห้ามอุทธรณ์ เว้น แย้ง รับรอง อนุญาต
วรรค 2 มีข้อยกเว้นคือฟ้องขับไล่ คำว่าเว้นคือเอาวรรค 1 มาใช้ คือ 1 ต้องห้ามอุทธรณ์ จะอุทธรณ์ได้คือ แย้ง รับรอง อนุญาต แค่นี้เองเรื่องกรอบครับ
คราวนี้เราจะเข้าสู่เรื่องกระพี้ ปีที่แล้วเราออกเรื่องหลักอย่างเดียว ข้อเท็จจริงคืออะไรก็ได้ที่ต้องใช้พยาน ข้อกฎหมายไม่เข้า 224 อะไรคือข้อกฎหมายคืออะไรที่ต้องชั่งพยาน เช่น การมีการเป็นการใช้กฎหมาย แต่ถ้าเป็นกฎหมายต่างประเทศไม่ใช่เรื่องที่ผู้พิพากษาต้องทราบ อย่างนี้เป็นข้อเท็จจริง แต่ถ้าไม่เถียงแล้วเพียงแต่จะตีความอย่างไร อย่างนี้เป็นข้อกฎหมาย
มีเรื่องน่าคิดคือเรื่องการตีความ การตีความกฎหมายเป็นข้อกฎหมาย แต่ถ้าเป็นเรื่องการตีความเอกสารหรือการตีความเจตนา
มาตรา ๒๒๔ ในคดีที่ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกินห้าหมื่นบาทหรือไม่เกินจำนวนที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง เว้นแต่ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีนั้นในศาลชั้นต้นได้ทำความเห็นแย้งไว้หรือได้รับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้ หรือถ้าไม่มีความเห็นแย้งหรือคำรับรองเช่นว่านี้ต้องได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือจากอธิบดีผู้พิพากษาชั้นต้นหรืออธิบดีผู้พิพากษาภาคผู้มีอำนาจแล้วแต่กรณี
บทบัญญัติในวรรคหนึ่งมิได้ให้บังคับในคดีเกี่ยวด้วยสิทธิแห่งสภาพบุคคลหรือสิทธิในครอบครัวและคดีฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เว้นแต่ในคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละสี่พันบาทหรือไม่เกินจำนวนที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา
การขอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาในคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้ ให้ผู้อุทธรณ์ยื่นคำร้องถึงผู้พิพากษานั้น พร้อมกับคำฟ้องอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้น เมื่อศาลได้รับคำร้องเช่นว่านั้น ให้ศาลส่งคำร้องพร้อมด้วยสำนวนความไปยังผู้พิพากษาดังกล่าวเพื่อพิจารณารับรอง
- ถ้ามีกฎหมายเขียนไว้เป็นปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 142/2492
ทำสัญญากู้เงินมอบที่นาให้ทำกินต่างดอกเบี้ย กำหนดไถ่ถอนภายใน 1 ปี เมื่อพ้นกำหนดแล้วไม่ไถ่ ดังนี้ ในข้อวินิจฉัยที่ว่าจะเป็นการแสดงเจตนาสละสิทธิครอบครองหรือเป็นเรื่องระยะเวลาชำระหนี้นั้นเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวแก่การวินิจฉัยหรือตีความตามข้อตกลงแห่งสัญญาซึ่งศาลฎีกาเห็นว่าข้อตกลงเพียงเท่านี้ยังแปลไม่ได้ว่าเป็นการแสดงเจตนาสละสิทธิครอบครอง แปลได้เพียงว่า เป็นกำหนดระยะเวลาชำระหนี้หรือกำหนดเวลาการไถ่ถอน
การตีความคำฟ้องมี ม 172 บัญญัติไว้เป็นปัญหาข้อกฎหมาบ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 445/2491 ค้นไม่พบ
ถ้าเป็นเรื่องคาบลูกคาบดอกเป็น แต่ถ้าเป็นเรื่องที่เถียงข้อเท็จจริงที่นำไปสู่ข้อกฎหมายอันนี้เป็นข้อเท็จจริง
เรื่องอายุความก็ต้องดูว่าเป็นการแน่ชัดในข้อเท็จจริงแล้วหรือยัง
การฟังข้อเท็จจริงนอกสำนวน ศาลวินิจฉัยไม่ได้ สืบไม่ได้ เขียนก็ไม่ได้ 142 วรรค 1 เขียนแล้วจะอนุธรร์ไม่ได้ 225 ฎีกาก็ไม่ได้
คำสั่งคำร้องที่ 23/2537
จำเลยฎีกาว่า ศาลชั้นต้นนำข้อเท็จจริงนอกสำนวนมาวินิจฉัยเป็นการรับฟังพยานหลักฐานที่ไม่ชอบนั้น ที่ถูกเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจในการวินิจฉัยพยานหลักฐานในสำนวนว่าจะฟังได้หรือไม่ เพียงใด จึงเป็นปัญหาข้อเท็จจริง และฎีกาที่ว่าข้อนำสืบของจำเลย เป็นการนำสืบนอกคำให้การหรือไม่นั้น ที่แท้แล้วศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานจำเลย ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ วินิจฉัยว่า ข้อที่จำเลยนำสืบเป็นการนอกคำให้การนั้นเป็นการเกินเลยไป ไม่ทำให้เป็นปัญหาข้อกฎหมาย
สรุปแล้วเรื่องปัญหาข้อกฎหมายข้อเท็จจริงมีแค่นี้ การอุทธรณืข้อเท็จจริง จะดูจุดนี้แล้วนะ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อห่หรือไม่เนื้อหา ถ้าเป็นการอุทธรณืแล้วทุนทรัพย์ต้องห้าม ไม่ว่าการอุทธรณืนั้นจะเกี่ยวกับเนื้อหาหรือไม่ ( คำว่าเนื่อหานั้นจะดูใน 236 )
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4517/2547 ค้นไม่พบ
คำสั่งระหว่างพิจารณาก็ต้องมาพิจารณาหลักเกณฑ์ตาม 224 ด้วย อุทธรณืได้ยากที่สุดและแย่ที่สุด
ข้อสังเกตของ 224 คือคำว่าทุนทรัพย์ มีความหมายใช้แค่ 224 และ 248 เท่านั้น สมมุติชั้นต้นโจทก์เรียก 8 แสนบาท นั่นคือทุนทรัพย์ในชั้นต้นไม่นำมาใช้ในอุทธณณ์ เหตุผลคือตัวบทใช้คำว่า ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ ตัวอย่งเช่น ศาลชั้นต้นโจทก์ขอ 8 แสน ศาลยก โจทก์อุทธณณ์ 8 แสน อันนี้คือจำนวนตัวเดียวกัน แต่ถ้าศาลตัดสินให้ 4 แสนบาท อันนี้ไม่ตัวเดียวกันแล้งจะกลายเป็นว่าจำนวนทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์จะกลายเป็น 4 แสนบาทแล้วต่างหาก โดยคิดแยกกันในคู่ความแต่ละคน นี่คือหลักทที่อยู่ในคำว่าทุนทรัพย์
สิ่งที่จะสงสัยคือโจทก์ขอ 8 แสน ศาลต้นตัดสินว่า เป็นหนี้ 4 แสนบาท ให้ค่าทนายความ ว่า 3 เปอร์เซ็น ถามว่าจะคิดจาก 3 เปอร์เซ็นอันไหน ดูท้ายวิแพ่ง ตาราง 6 ตัวบทใหม่ อัตราสูงสุดในศาลอุทธรณ์ร้อยล่ะ 3 คำตอบคือคำว่าทุนทรัพย์ตาม 224 คิดเฉพาะเรื่องต้องห้ามหรือไม่ต้องห้ามเท่านั้น หากจะคิดค่าอื่นเช่นค่าทนายความต้องใช้ทุนทรัพย์เริ่มแรกในศาลชั้นต้นเท่านั้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 748/2551 ค้นไม่พบ
คำว่ทุนทรัพย์เป็นเรื่องเฉพาะตัวและเป็นเรื่องเฉพาะศาล
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6927/2548
แม้โจทก์ที่ 1 จะเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาตามทุนทรัพย์ 298,000 บาท ซึ่งเป็นการรวมทุนทรัพย์ตามราคาที่ดินพิพาทจำนวน 198,000 บาท กับค่าเสียหายที่โจทก์ทั้งสามฟ้องเรียกจากจำเลยทั้งสองจำนวน 100,000 บาท เข้าด้วยกันก็ตาม แต่ฎีกาของโจทก์ที่ 1 มิได้กล่าวถึงประเด็นเรื่องค่าเสียหายว่าโจทก์ที่ 1 ยังประสงค์จะเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองตามฟ้อง จึงเท่ากับว่า โจทก์ที่ 1 ไม่ได้ฎีกาในประเด็นค่าเสียหาย ฎีกาของโจทก์ที่ 1 มีเพียงประเด็นความเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท เมื่อราคาที่ดินที่พิพาทอันเป็นทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาไม่เกิน 200,000 บาท โจทก์ที่ 1 จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง
คำว่าทุนทรัพย์ใช้แยกกัน ระหว่างโจทก์และจำเลย หนี้ร่วมใช้รวมกันไม่ใช่หนี้ร่วมใช้แยกกัน ยกตัวอย่างโจทก์ 1 เจ้าของรถ 2 คนขับรถด้วย 3. คนที่นั่งไปด้วย ไม่ใช่หนี้ร่วมเป็นไปตามสิ่งที่เขาฟ้องร้อง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2433/2538
โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามให้ออกไปจากที่ดินของโจทก์ตามที่จำเลยแต่ละคนบุกรุกและให้ชำระค่าเสียหายแยกต่างหากจากกัน มิได้ฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันบุกรุกที่ดินของโจทก์ในลักษณะที่จำเลยทั้งสามรับผิดต่อโจทก์อย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยแต่ละคนก็ให้การและฟ้องแย้งสู้คดีต่อโจทก์ตามส่วนของที่ดินที่จำเลยแต่ละคนครอบครอง แม้โจทก์จะฟ้องจำเลยทั้งสามรวมกันมาในคดีเดียวกันและเสียค่าขึ้นศาลรวมกันมา คดีสำหรับจำเลยคนใดจะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้หรือไม่ ต้องแยกพิจารณาจำนวนทุนทรัพย์ตามที่จำเลยแต่ละคนพิพาทกับโจทก์ เมื่อที่ดินพิพาทมีราคาไร่ละ 3,000 บาท คดีของจำเลยแต่ละคนจึงมีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกินห้าหมื่นบาทต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง
โจทก์ได้รับการจัดสรรที่ดินตาม พ.ร.บ.จัดสรรที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 เมื่อโจทก์ถึงแก่ความตายที่ดินพิพาทย่อมตกทอดเป็นมรดกไปยังทายาทของโจทก์ตามมาตรา 12 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว สิทธิในการฟ้องคดีนี้ของโจทก์จึงหาใช่เป็นเรื่องเฉพาะตัวของโจทก์แต่อย่างใดไม่ หากเป็นคดีที่ทายาทจะรับมรดกความของโจทก์ซึ่งถึงแก่ความตายได้เมื่อ ว. เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ย่อมเป็นทายาทของโจทก์ผู้มรณะมีสิทธิเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ผู้มรณะได้
ทุนทรัพย์ที่ฟ้องแย้งก็ต้องแยกจากฟ้องเดิม
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4754/2538
การพิจารณาว่าคดีตามคำฟ้องของโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลยจะต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงหรือไม่ ต้องแยกพิจารณาต่างหากเป็นคนละส่วนกัน
โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยออกจากอสังหาริมทรัพย์มีค่าเช่าในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท คดีตามฟ้องโจทก์จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ส่วนคดีตามฟ้องแย้งจำเลยเป็นคดีที่จำเลยขอให้บังคับโจทก์ดำเนินการทำสัญญาเช่ากับเทศบาลเมืองเพื่อให้โจทก์ทำสัญญาเช่ากับจำเลยจึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ซึ่งต้องด้วยข้อยกเว้นที่ให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง ตอนต้น
ทายาทแต่ละคนถือว่าเรียกตามส่วนแยกจากกันเช่นคนนี้เสียค่าปลงศพคนนี้เสียค่าอย่างงู้นอย่างงี้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1828/2548
ค่าเสียหายที่ศาลอุทธรณ์กำหนดตามคำพิพากษาเป็นค่าปลงศพมีจำนวน 50,000 บาท แต่เป็นหนี้ที่โจทก์ทั้งสองมีสิทธิได้รับร่วมกันไม่อาจแบ่งแยกเป็นหนี้ของโจทก์แต่ละคนได้ แต่ในส่วนค่าขาดไร้อุปการะที่กำหนดให้โจทก์ทั้งสองได้รับรวมกันมาจำนวน 200,000 บาท นั้น เป็นหนี้ที่สามารถแบ่งแยกเป็นส่วนของโจทก์แต่ละคน โดยโจทก์ทั้งสองสามารถฟ้องเรียกเฉพาะส่วนของตนโดยลำพังได้ ทุนทรัพย์พิพาทชั้นฎีกาจึงต้องถือตามจำนวนค่าเสียหายที่โจทก์แต่ละคนมีสิทธิเรียกร้องจากจำเลยทั้งสอง เมื่อแบ่งแยกค่าเสียหายในส่วนค่าขาดไร้อุปการะของโจทก์ทั้งสองคนละครึ่งเป็นเงินคนละ 100,000 บาท และนำไปรวมกับค่าเสียหายที่เป็นค่าปลงศพจำนวน 50,000 บาทแล้ว ทุนทรัพย์พิพาทชั้นฎีกาของโจทก์ทั้งสองแต่ละคนจึงไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. ม. 248 วรรคหนึ่ง
สรุปง่ายๆอย่างนี้ว่าทุนทรัพย์คิดในชั้นอุทธรณ์ ทุนทรัพย์แล้วแต่ว่าใครขอเท่าไหร่ มีข้อยกเว้นคือฎีกาเรื่องหนึ่งที่อาจารย์เขียนหมายเหตุยาวที่สุดเป็นฎีกาประชุมใหญ่ปี 44 ในเรื่องข้อยกเว้นที่ว่าโจทก์กับจำเลยดันถือทุนทรัพย์เดียวกันจะอธิบายในสัปดาห์หน้า
อุทธรณ์เป็นเรื่องรายบุคคล เช่นในวรรค 2 คดีไม่มีทุนทรัพย์ ก็ดูเป็นรายคน เช่น โจทก์ต้องห้ามตามวรรค 2 แต่จำเลยฟ้องแย้งไม่ต้องห้ามตามวรรค 2
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 883/2515
คดีที่โจทก์ฟ้องและจำเลยฟ้องแย้ง จะอุทธรณ์ฎีกาได้เพียงใดหรือไม่ ต้องแยกพิจารณาคนละส่วน
โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยผู้เช่าช่วงตึกจากโจทก์ เป็นคดีฟ้องขับไล่ผู้เช่าออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าไม่เกินเดือนละสองพันบาทและเรียกค่าเสียหายด้วยทุนทรัพย์ไม่เกินสองพันบาท ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง
จำเลยฟ้องแย้งว่า โจทก์แลกเปลี่ยนสิทธิการเช่าตึกกับจำเลยขอให้บังคับโจทก์โอนสิทธิการเช่าให้จำเลยเป็นคดีฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ฎีกาในข้อเท็จจริง
คดีที่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง แม้ศาลชั้นต้นจะสั่งรับอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงและศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยให้ก็ไม่ถือว่าเป็นข้อที่ได้ว่ามาแล้วโดยชอบในชั้นอุทธรณ์ หากมีการฎีกาต่อมา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับเจ้าของจะสิ้นอายุแล้วหรือไม่ก็ตาม เมื่อจำเลยเป็นผู้เช่าช่วงตึกจากโจทก์และเข้าอยู่ในตึกโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาซึ่งทำไว้กับโจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยให้ส่งมอบตึกซึ่งเช่าจากโจทก์ได้
สิ่งที่เราคุยทั้งหมดของวันนี้ คือแค่คำว่า ทุนทรัพย์ยังเหลืออีกเยอะเลยครับ วันนี้แค่อารัมบท จะคุยของจริงอาทิตย์หน้าครับ ขอบคุณครับ