สรุปคำบรรยายวิชา กฎหมายแรงงาน (ค่ำ) ครั้งที่ 2

231 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
Jun 7, 2010, 1:30:34 AM6/7/10
to LAWSIAM
หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า  kankokub  ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ รุ่งโรจน์  รื่นเริงวงศ์ ผู้บรรยาย   ,  ผู้มีน้ำใจส่ง flie เสียงที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้าขอบคุณ. http://www.muansuen.com และคุณ admin ที่นำ flie เสียงมาลงแบ่งปันให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

ครั้งที่ 2 . พ 2  มิถุนายน 2553

            กรณีผู้ประกอบการเป็นนายจ้างโดยตรง การเป็นจ้างเหมา ต้องไม่ใช่ผู้จัดหานี่คือองค์ประกอบข้อแรก

            องค์ประกอบข้อที่สอง ต้องเป็นงานกระบวนการผลิตหรือธุรกิจในการรับผิดชอบของผู้ประกอบการ สังเกตนะต้องเป็นงานสองอย่างนี้ มาตรา 11/1

            งานกระบวนการผลิต คำก็ชัด ตัวอย่างเช่น บริษัท ก ประกอบกิจการ ผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปจำหน่าย โดยมีขั้นตอนการผลิตง่ายๆ คือ แผนกที่ออกแบบ แผนกตัด แผนกเย็บ ในขั้นตอนการผลิต คือ ออกแบบ  ตัด เย็บ ส่วนธุรกิจในการรับผิตชอบคือ จำหน่ายเสื้อผ้าสำเร็จรูป มีคนถามว่า ในบริษัท ก อาจไม่ได้มีเพียงสามแผนก มีแผนกการเงิน แผนกบัญชี ฝ่ายบุคคล แผนกจัดส่ง แผนกคลังสินค้า แผนกรักษาความปลอดภัย แผนกรักษาความสะอาด งานในแผนกต่างๆเหล่านี้ ล้วนแต่ส่งเสริมงานผลิตหรืองานในธุรกิจ  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง งานการเงิน

            ทางศาลก็บอกว่าต้องตีความเคร่งครัด เพราะฉะนั้น ถ้าเอางานอย่างเช่น งานบัญชีไปให้คนอื่นทำ บังเอิญช่วงนั้นต้องใช้งานบัญชีเยอะ หรือช่วงนั้นของเยอะ ก็เลยไปจ้างคลังสินค้า ก็ไม่เข้ามาตรา 11/1 เพราะไม่ใช่งานผลิต หรือ ธุรกิจประกอบการ ไม่ต้องดูบันไดขั้นสอง

            ข้อที่สาม ผู้หาคนมาทำงานจะเป็นคนควบคุมหรือจ่ายค่าจ้างหรือไม่ก็ตาม

            เดิมมาตรา 11/1 อยู่ในมาตรา 5 ( 3 ) ซึ่งในมาตรา 5 ( 3 ) ได้บัญญัติว่า ผู้รับเหมาต้องมีลูกจ้างของตนก่อน แล้วไปควบคุมการทำงานของลูกจ้างของตน แล้วต้องเป็นคนจ่ายค่าจ้างให้ลูกจ้างของตน จึงจะเป็นมาตรา 5 ( 3 )

            แต่ในปี 2551 เขียนเป็นมาตรา 11/1 ตรงนี้หลักเกณฑ์ กว้างขึ้น คือ จะเป็นลูกจ้างไอ้ที่รับเหมามาทำงาน หรือ หาคนมาทำงานจะมีลูกจ้างของตนหรือไม่ก็ได้ จะเป็นคนที่จ่ายค่าจ้างหรือไม่ก็ได้ สรุปก็คือกว้างกว่าเดิม กว้างกว่ามาตรา 5 ( 3 )

            ข้อ 4 ให้ถือว่าผู้ประกอบการเป็นนายจ้างของลูกจ้างที่มาทำงาน

            เช่น  บริษัท ก นำงานตัดเย็บไปให้ บริษัท ข ทำ บริษัท ข ก็มีคนงาน เป็นลูกจ้างของบริษัท ข 100 คน มาทำงานเย็บเสื้อผ้าสำเร็จรูปให้บริษัท ก โดยบริษัท ข จะจ่ายค่าจ้าง หรือ ควบคุมการทำงาน หรือไม่ก็ตาม กฎหมายให้ถือว่า บริษัท ก เป็นนายจ้างของลูกจ้าง 100 คนนี้ เป็นการให้ถือว่านะครับ ตรงนี้คะแนนจะได้มากได้น้อยอยู่ตรงที่ คำว่าให้ถือว่านะครับ ใครไปตอบว่านายจ้างโดยตรงก็โดนตัดคะแนน หมายถึงว่าเป็นลูกหนี้ชั้นสองนะครับ  กฎหมายไม่ได้เขียนไว้แต่เป็นแนวของศาล ก็คือ ผู้ประกอบการต้องรับผิดต่อเมื่อ บริษัทที่จัดหางานไม่รับผิด เช่นตามตัวอย่าง ถ้าบริษัท ข เบี้ยว บริษัท ก จึงต้องรับผิด แต่ถ้าบริษัท ข จ่ายค่าจ้างครบถ้วน บริษัท ก ก็ไม่ต้องรับผิด ไม่มีเขียนในกฎหมายนะครับ แต่ต้องรู้กันนะครับ

            ข้อ 5 อยู่ในมาตรา 11/1 วรรคสอง เป็นกฎหมายใหม่ ให้ผู้ประกอบการดำเนินงานให้

            5.1 ลูกจ้างรับเหมาค่าแรงที่ทำงานในลักษณะเดียวกับสัญญาจ้างโดยตรง ยกตัวอย่างเช่นเอางานเย็บเสื้อโหล ให้บริษัท ข ไปทำ บริษัท ก ก็มีคนงานจำนวนหนึ่ง งานอยู่ในลํกษณะเดียวกัน หรือพูดง่ายๆ คือทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่ หรือ งานลักษณะเดียวกัน

            5.2 ให้ได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการเช่นเดียวกัน ก็คือได้สิทธิประโยชน์ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานเช่นเดียวกัน เช่น สิทธิค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด สิทธิในวันหยุด วันหยุดประจำสัปดาห์ วันหยุดประเพณี วันลา มีสิทธิได้ค่าจ้างสิทธิประโยชน์ที่ได้จากการออกจากงาน เป็นต้น

            เพราะฉะนั้นสิทธิประโยชน์นี้อยู่ในกฎหมายคุ้มครองแรงงานก็แปลว่าต้องเป็นสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน

            คำว่าสวัสดิการก็คือการที่นายจ้างไปช่วยเหลือลูกจ้างนอกเหนือจากที่กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนด เช่นค่าอาหาร ค่ารถ ค่าเครื่องแบบ เงินณาปณกิจศพ เงินโบนัส เป็นต้น

            คนที่มาทำงานในลักษณะลูกจ้างโดยตรงมีสิทธิได้ประโยชน์และสวัสดิการ ได้เสมอภาคเท่าเทียมกัน

            เมื่อไม่เป็นธรรมและเลือกปฏิบัติถือว่าผู้ประกอบการผิดมาตรา 11/1

            คำว่าเป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ มีหลายอาจารย์แปลอย่างกว้างว่าถ้าทำงานในลักษณะเดียวกันต้องได้เท่ากัน ถ้าได้ไม่เท่ากันถือว่าไม่เป็นธรรมและเลือกปฏิบัติอาจารย์เห็นว่าแปลอย่างนี้กว้างเกินไป ความเห็นของอาจารย์แปลว่า ที่เป็นธรรมก็คือทำงานลักษณะเดียวกัน คล้ายกัน จะต้องได้สิทธิประโยชน์และสวัสดิการที่เท่าเทียมกัน หรือคล้ายกัน เว้นแต่เขามีประโยชน์ หรือคุณสมบัติที่แตกต่างกัน

            ไม่จำเป็นต้องได้เหมือนกัน คนก็ถามอาจารย์ว่าคุณสมบัติมีเขียนไว้ที่ไหน ก็ตอบว่ามาตรา 11/1 มีช่องโหว่ เนื่องจากรีบออกเป็นการแปลตามคุณสมบัติ เช่นอายุงาน ไม่จำเป็นนะ อายุงานมากกว่าได้ค่าจ้างมากกว่า ก็ถือว่าเป็นธรรมแล้ว ตามความเห็นของอาจารย์นอกจากเรื่องอายุงานแล้วก็คือประสบการณ์ในการทำงาน

            ความรู้ความเชี่ยวชาญในการทำงาน วุฒิการศึกษา คุณภาพของงาน ปริมาณงาน

            คำว่าที่เป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัตินั้นหมายความว่าแม้ทำงานในลักษณะเดียวกัน แต่ได้รับสิทธิประโยชน์ที่แตกต่างกันตามคุณสมบัติที่แตกต่างอย่างนี้ถือว่าไม่เป็นธรรมและเลือกปฏิบัติ อย่างนี้ถึงจะเป็นการเลือกปฏิบัติและไม่เป็นธรรม ถามว่ามีฏีกาแล้วหรือยัง ตอบว่ายังไม่มี มาตรานี้เพิ่งออกเมื่อปี 51 อะไรที่ยังไม่มีฏีกาก็ไม่น่าออกข้อสอบนะครับ ก็ต้องรู้นะครับ

            เพราะเรียนกฎหมายคุ้มครองแรงงาน นายจ้างคือใคร ผู้จ้างเหมาคือใครไม่รู้

            6799/2544 เป็นการตัดสินตามกฎหมายเก่านะครับ ปัจจุบันไม่น่าจะใช้ได้แล้ว

          อาจารย์ได้พูดถึงสัญญาจ้าง นายจ้าง ลูกจ้าง  นายจ้างคือคนที่ตกลงให้ทำงานและจ่ายค่าจ้างให้  no work no pay  จากคราวที่แล้ว ลูกจ้างต้องทำงานตามที่นายจ้างสั่ง ลูกจ้างจะต้องทำงานในวันเวลาที่นายจ้างกำหนด อย่างแรกที่ต้องรู้คือวันทำงาน คือวันที่ลูกจ้างกำหนดให้ลูกจ้างทำงานในวันปกติ หลักเกณฑ์ของการทำงานนายจ้างเป็นผู้กำหนดวันทำงาน และกำหนดในข้อบังคับการทำงาน ข้อบังคับในการทำงานมีรายละเอียดค่อนข้างเยอะ

            ก็ค่อยศึกษาในเรื่องแรงงานสัมพันธ์นะครับ

            ซึ่ง นายจ้างจะกำหนดวันใดในรอบสัปดาห์เป็นวันทำงานก็ได้ แต่ต้องกำหนดวันหยุดประจำสัปดาห์ไม่น้อยกว่าหนึ่งวัน

            ซึ่งวันทำงานมีอยู่สองประเภท กฎหมายเขียนไม่ชัดแต่พอแยกได้ คือ

            วันทำงานทั่วไป กำหนดเป็นวันๆไว้ จันทร์ อังคาร พุธ พฤ ศ เสาร์ อาทิตย์ นับหนึ่งวันตั้งแต่ เที่ยงคืน ยัน เที่ยงคืนอีกวัน เป็นวันๆไป เช่น บริษัท ก ให้ทำงาน วันจันทร์ถึงวันศุกร์ เป็นวันทำงาน

ตรงนี้เข้าใจไม่ยาก

            อย่างที่สองคือวันทำงานสำหรับคนที่ทำงานกะ อันนี้ไม่ได้นับเป็นวัน แต่นับเป็นช่วงๆไป ให้เริ่มนับตั้งแต่เริ่มเข้าทำงานติดต่อไป 24 ชั่วโมง

            เช่น บริษัท ก ทำงานสามกะ ต่อวัน หนึ่งวันเริ่มนับ เจ็ดโมงก็นับเจ็ดโมงไปยันเจ็ดโมงวันรุ่งขึ้นเป็นหนึ่งวัน มีประโยชน์ในเรื่องการทำงานในวันหยุด การจ่ายค่าล่วงเวลาในวันหยุด

            สมมุติ บริษัท ก มีวันทำงาน จันทร์ถึงเสาร์ แบ่งการทำงานเป็นกะ

            นายดำทำสิบห้าถึงยี่สิบสามนาฬิกา ตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันเสาร์ คือวันทำงานปกติ

ปรากฏว่าวันเสาร์หนึ่ง นายดำก็ทำสิบห้าถึงยี่สิบสามนาริกา ปรากฏว่านายขาวที่จะต้องทำงานกะต่อไป ป่วย ก็เลยสั่งให้นายดำ ทำ ยี่สิบสามถึงเจ็ดโมง ถือว่าเป็นการทำงานนอกเวลาแล้วนะครับ เป็นการทำงานล่วงเวลาแล้วครับ แต่ปัญหาคือล่วงเวลาธรรมดาหรือล่วงเวลาในวันหยุด

            ถ้าเป็นวันทำงานทั่วไปตัดที่ยี่สิบสี่ แต่ในกรณีนี้ ไม่ได้นับอย่างนั้น ก็ต้องนับสิบห้าถึงยี่สิบสามเป็นการทำงานในวันหยุด การทำ ยี่สิบสามถึงเจ็ดก็เป็นเพียงการทำงานล่วงเวลาเท่านั้น ไม่ได้เป็นล่วงเวลาในวันหยุดนะครับ

            เรารู้ว่าวันทำงานเป็นอย่างไร ต่อมาเราก็มาดูการล่วงเวลาทำงาน นายจ้างเป็นผู้กำหนดเวลาทำงาน นายจ้างเป็นผู้กำหนด

            นายจ้างต้องกำหนด เวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดในแต่ละวัน จะมาบอกว่าเริ่มเมื่อไหร่ก็เริ่มนับ ไปแปดชั่วโมงก็จบ โดยไม่ต้องกำหนดเริ่มต้นและสิ้นสุดได้หรือไม่ เช่นเริ่มแปดไปสิ้นสุดสิบเจ็ด

เป็นต้น

            จะต้องกำหนดเริ่มต้นและสิ้นสุดแน่นอน แล้วมีข้อยกเว้นหรือไม่ ตอบว่ามี

            นายจ้างไม่อาจกำหนดเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดในแต่ละวันได้ เพราะลักษณะหรือสภาพของงานที่มันไม่อาจกำหนดได้ อย่างนี้แหละที่นายจ้างจะไปตกลงกับลูกจ้าง ว่าเริ่มเวลาไหนก็เริ่มนับ แต่ไม่เกินแปดชั่วโมง เช่น พนักงานอุบัติเหตุของบริษัทประกันภัย อุบัติเหตุเกิดเมื่อไหร่ไม่รู้ เสร็จเมื่อไหร่ไม่รู้ ลักษณะงานอย่างนี้กำหนดเริ่มต้นและสิ้นสุดเมื่อไหร่ไม่ได้ ติดต่อวันหนึ่งไม่เกิดแปดชั่วโมงสัปดาไม่เกิดสี่สิบแปดชั่วโมง

            ตัวอย่างเพิ่มเช่น งานขนส่ง จะออกไปได้เมื่อของขึ้นรถได้คืองานไม่แน่นอน หรืองานบริการไปซ่อมไปติดตั้ง โดยเฉพาะงานซ่อมหรือบริการ แอร์จะเสียเมื่อใดไม่รู้ เมื่อมันเสียเมื่อไหร่ มันถึงเรียกไปซ่อม งานอย่างนี้แหละลักษณะหรือสภาพของงาน ไม่อาจกำหนดเวลาแน่อนอนได้

            งานนั้นก็แยกเป็นสองประเภทคืองานทั่วไปกับงานอันตราย งานทั่วไปก็แยกเป็นสองกรณีกรณีที่นายจ้างไม่ได้ไปตกลงเกินแปดชั่วโมง ทำได้ไม่เกิดแปดชั่วโมง สัปดาห์ไม่เกินสี่สิบแปดชั่วโมง

            แต่ถ้าเป็นกรณีที่นายจ้างมีข้อตกลง ให้ทำเกินกว่าวันละแปดชั่วโมง ก็ได้นะครับแต่กฎหมายบอกว่เมื่อรวมแล้วต้องไม่เกินวันละสี่สิบแปดชั่วโมงต่อสัปดาห์

            ถ้าจะโหดสุดๆ ก็คือ ทำวันละเก้าชั่วโมงสี่สิบนาที

            ในภาวะที่โหดสุดๆ ทำวันละสิบชั่วโมง ทำสี่วันหยุดสามวัน ใช้ได้นะครับ

            แล้วงานอะไรบ้างที่ตกลง ให้ทำได้เกินแปดชั่วโมง

            งานวิชาชีพ วิชาการ งานบริหาร งานจัดการ งานเสมียน งานการค้า งานบริการ งานผลิต หรืองานที่เกี่ยวข้องกับงานดังกล่าว ง่ายๆคืองานอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่งานอันตราย หรืองานขนส่ง สามารถตกลงได้ทั้งสิ้น ยังมีอีกข้อหนึ่งครับ ก็คือในกฎหมายคุ้มครองแรงงานปี 2551

            ว่านายจ้างกำหนดให้ลูกจ้างต่ำกว่าวันละแปดชั่วโมง นายจ้างไปตกลงกับลูกจ้างว่าให้เอาชั่วโมงที่ชาดไปเติมในวันอื่นได้ ถ้ากำหนดให้ต่ำกว่าวันละแปดชั่วโมง แต่ไปเติมแล้วรวมแล้วต้องไม่เกินวันละเก้าชั่วโมงนะครับ กฎหมายปี 51 ก็เขียนไว้อย่างนี้ซึ่งดูแล้วประโยชน์ก็น้อยมาก

            งานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยของลูกจ้าง หรือ เขียนง่ายๆ คือ งานอันตราย

            ถ้าเป็นงานอันตรายนายจ้างกำหนดได้ไม่เกินเจ็ดชั่วโมงรวมแล้วไม่เกินสี่สิบสอง งานอันตรายคืออะไรเป็นไปตามกฎกระทรวงฉบับที่สอง

            หนึ่งคืองานที่ทำใต้ดินหรือใต้น้ำ  เช่น งานเหมืองแร่  งานทำขุดอุโมงค์ แต่ถ้ารถไฟใต้ดินแล่นได้แล้วไม่ถือเป็นงานอันตรายนะครับ

            เช่นประดาน้ำหรืองานที่พานักท่องเที่ยวไปดูสัตว์น้ำ

            งานที่ทำเกี่ยวกับกัมมันตภาพรังสี พวกทำงานในห้องเอ๊กเลย์

            งานที่เชื่อมโลหะ งานที่ทำเกี่ยวกับวัตถุอันตรายเช่นน้ำมัน วัตถุไวไฟ ระเบิด สารเคมีที่มีพิษ อะไรบ้างก็ต้องไปดูในกรมมลพิษ ถ้าจะออกข้อสอบเรื่องนี้อาจารย์จะมัดข้อทจริงตรงนี้มาให้

            งานที่ทำเกี่ยวกับการสั่นสะเทือนมากๆ เช่นเจาะ ปั้ม เลื่อย งานทุบตึก

งานที่ทำในที่ร้อนจัดเช่นงานหลอมเหล็ก ทำเบเคอรี่ เครื่องปั้นดินเผา นวดในห้องซาวน่า  งานที่ทำเกี่ยวกับเย็นจัดเช่นงานที่ทำในห้องเย็นที่เก็บอาหารทะเล มีฏีกาเยอะเป็นฐานในการคำนวณเงินตั้งหลายอย่าง คราวหน้าบรรยายเรื่องค่าจ้างซึ่งมีหลักเกณฑ์ข้อยกเว้นเยอะ

puntip

unread,
Jun 12, 2010, 1:53:06 AM6/12/10
to LAWSIAM


---------- จดหมายที่ถูกส่งต่อ ----------
จาก: nobita kwang <nobita...@gmail.com>
วันที่: 7 มิถุนายน 2553, 12:30
หัวเรื่อง: [LAWSIAM.COM:4546] สรุปคำบรรยายวิชา กฎหมายแรงงาน (ค่ำ) ครั้งที่ 2
ถึง: LAWSIAM <law...@googlegroups.com>
--
~~~ ร่วมกัน ถาม-ตอบ คนละ 1 คำถาม สร้างความรู้ใหม่ได้มหาศาล ~~~~
 
************************************************************************************
 
คุณได้รับข้อความนี้เนื่องจากคุณเป็นสมาชิกกลุ่ม Google Groups กลุ่ม "สังคมนักกฎหมายไทย "
 
หากต้องการโพสต์ข้อความ เข้ากลุ่มนี้ ให้ส่งอีเมลไปที่ law...@googlegroups.com (ตั้งกระทู้อัตโนมัติ)
 
หากต้องการยกเลิกการเป็นสมาชิกกลุ่ม ส่งอีเมลไปที่
lawsiam-u...@googlegroups.com(กดยืนยัน ที่อีเมล์อีกครั้ง!)
หากต้องการดูตัวเลือกเพิ่มเติม โปรดไปที่กลุ่มนี้โดยคลิกที่
http://groups.google.com/group/lawsiam?hl=th
 
************************************************************************************

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages