สรุปคำบรรยาย วิแพ่ง2( วิสามัญ) ภาค 2/60 เอาไว้อ่านเล่นๆก่อนเรียนชั่วโมงที่ 3 ต่อไปครับ

1,252 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
Dec 8, 2008, 1:34:15 AM12/8/08
to LAWSIAM, lawsiam com

หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า  kankokub  ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์สุวัฒน์  วรรธนะหทัย ผู้บรรยาย   , ผู้ก่อตั้ง lawsiamgooglegroups และ คุณแบ่งปัน ที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า
ครั้งที่ 1
 ชั่วโมงนี้เป็นชั่วโมงแรกก่อนอื่นผมก็ขอบอกว่าการศึกษากฎหมายนั้นต้องเป็นการศึกษาอย่างจริงจัง กฎหมายนั้นดูเป็นเรื่องง่ายก็ง่ายเป็นเรื่องยากก็ยากและต้องศึกษาตลอดชีวิต  กว่าห้าสิบเปอร์เซ็นต์ได้จากการทำงาน การเรียนกฎหมายต้องขยัน และช่างสังเกต
 วิธีพิจารณา วิสามัญศาลชั้นต้น  อาจารย์รับผิดชอบ ซึ่งเริ่มตั้งแต่มาตรา189 -222 ก็แบ่งออกได้เป็น 3 หมวด 1  มโนสาเร่ สอง ขาดนัด สาม อนุญาโตตุลาการ ในการบรรยายก็อธิบายหมวด หนึ่งหมวดสองเท่านั้นเรื่องอนุญาโตตุลาการไม่อธิบายเพราะมี พ.ร.บ.เฉพาะอยู่แล้ว
 การสอบไล่ ข้อสอบออกเรื่องวิสามัญหนึ่งข้อ ออกในข้อสี่  จะออกในเรื่องขาดนัดเสียมากกว่าเพราะมีปัญหามากในทางปฏิบัติ จึงมีเงื่อนแง่ในการออกมากกว่าคดีมโนสาเร่ ปัญหาว่าไม่ออกข้อสอบมาสอนทำไม ต้องเข้าใจว่าการศึกษาท่าสำนักอบรมนั้นต้องการให้นักศึกษามีความรู้อย่างกว้างขว้าง เพื่อจะได้ประกอบอาชีพ หรือในการสอบในชั้นที่สูงขึ้นไป
 นอกจากความรู้อย่างกว้างขวางต้องมี จริยธรรมของ นักกฎหมาย
 ไม่ว่าคดีมโนสาเร่หรือขาดนัดนั้นมีความสำคัญมีผลกระทบถึงเศรษฐกิจและสังคม ได้มีการปรับเปลี่ยนให้เหมาะแก่ยุคสมัย ในปี 42 ก็ได้มีการแก้ไขให้รับใช้ประชาชนได้รับความสะดวกและประหยัดขึ้น ไม่จำเป็นต้องมีทนายความเพราะศาลจะเข้ามาดูแล ค่าธรรมเนียมศาลก็เสียน้อยลง หลังจากปี43 ก็มีปัญหาว่าศาลกระบวนการล่าช้า จึงมีการแก้ไขเรื่องการขาดนัดเพื่อให้เกิดความรวดเร็ว ในปี46ก็มีการแก้เรื่องทุนทรัพย์ คดีมโนสาเร่ เป็น สามแสนบาท หรือ ค่าเช่า หรืออาจให้เช่า สามหมื่นบาท เพื่อให้ประชาชนได้มาใช้บริการได้มากขึ้น
คดีมโนสาเร่
แยกได้เป็น 2ประเภทตาม ม.189
" มาตรา 189 คดีมโนสาเร่ คือ
(๑) คดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ไม่เกินสามแสนบาทหรือไม่เกินจำนวนที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา
(๒) คดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละสามหมื่นบาทหรือไม่เกินจำนวนที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา "
การฟ้องขอค่าเสียหายจากการส่งกลิ่นเหม็นทำขนมจีนและให้ระงับการทำขนมจีน ก็กลายเป็นคดีที่เป็นคดีมโนสาเร่และไม่มีทุนทรัพย์ปนกัน เบื้องต้นก็ตอบว่า คดีเช่นนี้ไม่ใช่คดีมโนสาเร่
การพิจารณาว่าคำฟ้องใดเป็นคดีมีทุนทรัพย์หรือไม่นั้นให้พิจารณาโดยยึดหลักง่ายๆว่าหากฟ้องแล้วทำให้โจทก์ได้รับทรัพย์สินเพิ่มขึ้นถือเป็นคดีมีทุนทรัพย์
เช่นการเพิกถอนพินัยกรรม  ก็ถือเป็นคดีมีทุนทรัพย์
หรือ คดีที่เจ้าหนี้เพิกถอนนิติกรรมที่ลูกหนี้โอนทรัพย์สินให้บุคคลอื่น ทำให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ จะเห็นว่าทรัพย์สินก็ตกเป็นของจำเลย จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์
ตามอนุ สอง นั้น ถ้าจำเลยต่อสู้กรรมสิทธิ์ว่าเป็นของจำเลยก็จะกลายเป็นคดีมีทุนทรัพย์ ก็ไปพิจารณา ตาม อนุ หนึ่ง ต่อไปว่าทุนทรัพย์เข้าเป็นคดีมโนสาเร่หรือไม่
การต่อสู้กรรมสิทธิ์นั้นคือต่อสู้ว่าเป็นของจำเลยเท่านั้น หากต่อสู้ว่าเป็นของบุคคลอื่นไม่ถือว่าต่อสู้กรรมสิทธิ์ 
เช่นการขับไล่ออกจากสาธารณประโยชน์ จำเลยต่อสู้ว่าไม่ใช่ที่สาธารณะ ถือว่าต่อสู้ว่าเป็นของตน เป็นการต่อสู้เรื่องกรรมสิทธิ์
การไม่มีทุนทรัพย์นี้ ต้องเข้าใจว่ามีคดีที่ไม่มีทุนทรัพย์อื่นด้วยที่บังคับเกี่ยวกับตัวบุคคลให้ทำทั้งนั้น แต่ถ้าพูดถึงคดีมโนสาเร่นั้นบังคับเฉพาะ คดีขับไล่
และคำว่า อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้  มีความแตกต่างกันคือ
อันมีค่าเช่า คือการได้มีสัญญาเช่ากันจริงๆ แต่ก็มีผู้โต้แย้งว่าในขณะฟ้องคดีนั้นสัญญาเช่าไม่มีแล้ว แต่ศาลฏีกายืนยันว่าเป็นคนล่ะกรณีกันนะ
อาจให้เช่าได้   ใช้ในกรณีฟ้องบุคคลใดก็ตามนอกจากผู้เช่าเช่นผู้อาศัยเป็นต้นหรือผู้บุกรุก คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3411/2545
คดีนี้เป็นคดีฟ้องขับไล่ผู้เช่าออกจากอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งจำเลยทำสัญญาเช่าอาคารพิพาทจากโจทก์ทั้งสามในอัตราค่าเช่าเดือนละ 2,100 บาท แม้โจทก์ทั้งสามจะเรียกค่าเสียหายหลังจากครบกำหนดสัญญาเช่าเดือนละ 11,700 บาท มาด้วย ก็ไม่ใช่ว่าอาคารพิพาทอาจให้เช่าได้เกิน 4,000 บาท กรณีที่จะต้องใช้เกณฑ์ "อาจให้เช่า"นั้น จะต้องเป็นกรณีฟ้องผู้อาศัยหรือผู้กระทำละเมิดอันกำหนดค่าเช่าไม่ได้ คดีนี้เป็นการฟ้องขับไล่ผู้เช่าซึ่งกำหนดค่าเช่าไว้ชัดแจ้ง เมื่อค่าเช่าไม่เกิน 4,000 บาท จึงเป็นคดีที่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง
เงินกินเปล่าเป็นส่วนหนึ่งของค่าเช่าต้องนำมาถั้วเฉลี่ยเป็นรายเดือนเป็นค่าเช่า
อาจมีคดีที่มีทั้งคดีมีทุนทรัพย์และไม่มีทุนทรัพย์รวมกันมาก็ต้องดูทั้งสองคำขอว่าเข้าคดีมโนสาเร่ทั้งสองคดีหรือไม่ แต่ต้องระวังบางที เป็น เรื่องมีคำขอหลักคำขอรองถ้าเป็นกรณีนี้ให้พิจารณาเฉพาะคำขอหลักเท่านั้น

ครั้งที่ 2
 ได้อธิบายไปแล้วว่าคดีประเภทใดเป็นคดีมโนสาเร่ วันนี้จะอธิบาย ม.190 ซึ่งเป็นบทบัญญัติวางหลักเกณฑ์ การคำนวณราคาทรัพย์สินพิพาท เป็นหลักการคำนวณทุนทรัพย์คดีแพ่งทุกประเภทเลย
" มาตรา 190  จำนวนทุนทรัพย์หรือราคาอันพิพาทกันในคดีนั้น ให้คำนวณดังนี้
(๑) จำนวนทุนทรัพย์หรือราคานั้นให้คำนวณตามคำเรียกร้องของโจทก์ ส่วนดอกผลอันมิถึงกำหนดเกิดขึ้นในเวลายื่นคำฟ้องหรือค่าธรรมเนียมศาลซึ่งอาจเป็นอุปกรณ์รวมอยู่ในคำเรียกร้อง ห้ามไม่ให้คำนวณรวมเข้าด้วย
(๒) ในกรณีมีข้อสงสัยหรือมีข้อโต้แย้ง จำนวนทุนทรัพย์หรือราคานั้น ให้ศาลกะประมาณตามที่เป็นอยู่ในเวลายื่นฟ้องคดี
(๓) คดีอันเกี่ยวด้วยทรัพย์สินที่มีข้อหาหลายข้อ อันมีจำนวนทุนทรัพย์หรือราคาไม่เกินสี่หมื่นบาทหรือไม่เกินจำนวนที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา ให้รวมจำนวนทุนทรัพย์หรือราคาเหล่านั้นเข้าด้วยกัน แต่ถ้าข้อหาเหล่านั้นจะต้องเรียกร้องเอาแก่จำเลยหลายคน ถึงแม้ว่าถ้ารวมความรับผิดของจำเลยหลายคนนั้นเข้าด้วยกันแล้วจะไม่เป็นคดีมโนสาเร่ก็ตาม ให้ถือเอาจำนวนที่เรียกร้องเอาจากจำเลยคนหนึ่ง ๆ นั้น เป็นประมาณแก่การที่จะถือว่าคดีนั้นเป็นคดีมโนสาเร่หรือไม่ "
- สมมุติว่า คดีละเมิด คิดค่าเสียหาย + ดอกเบี้ย จะเห็นว่าคดีละเมิดนั้น คิดได้แต่วันละเมิดเลย  ก็จะเห็นว่าดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องนี้ไม่ถือเป็นจำนวนที่จะเอามาคำนวณทุนทรัพย์
 แต่ถ้าโจทก์บรรยายค่าเสียหายกับค่าเสื่อม มา 3 แสน แต่ขอท้ายฟ้องมา 2 แสน อย่างนี้ก็ไม่ถือว่าเป็นคดีมโนสาเร่ เพราะดูที่คำขอท้ายฟ้อง ( ดูที่โจทก์ เรียกร้องมาเป็นหลัก )
 การร่างคำฟ้องหากมีดอกเบี้ยทนายความก็จะคำนวณ ดอกเบี้ยก่อนฟ้องมา ส่วนหนึ่ง และ หลังฟ้องมาส่วนหนึ่ง
 มีผลต่อค่าขึ้นศาล คือ คดีมโนสาเร่เสีย 200 บาท
 ในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียนมนี้ไม่นำมาคำนวณเป็นทุนทรัพย์  เขียนไว้ชัดแล้ว ข้อสังเกตถึงการอุทธรณ์ฎีกา จะสังเกตว่า  ใช้คำว่า ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ หมายความว่าไม่จำต้องคำนวณดอกเบี้ยก่อนฟ้องไปจนถึงชั้นอุทธรณ์ หรือชั้นฏีกา เค้าต้องการให้คิดราคาทรัพย์สินในชั้นนั้นๆ
 เช่น โจทก์ฟ้อง 5 แสน บาท + ดอกเบี้ยผิดนัดนับแต่วันฟ้อง ต่อมาศาลพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 3 แสนบาท + ดอกเบี้ย 15 นับแต่ผิดนัด  โจทก์ก็ต้องอุทธรณ์ ของเงินอีก 2 แสนบาทพร้อมดอกเบี้ยผิดนัด ส่วนจำเลย ก็ต้องอุทธรณ์ ว่า ไม่ได้ผิดตามต้น ทุนทรัพย์ของโจทก์กับจำเลยจึงไม่เท่ากัน โจทก์ 2 แสน จำเลย 3 แสน เช่นนี้เป็นต้น
 ดูม.190 วรรคสอง  (๒) ในกรณีมีข้อสงสัยหรือมีข้อโต้แย้ง จำนวนทุนทรัพย์หรือราคานั้น ให้ศาลกะประมาณตามที่เป็นอยู่ในเวลายื่นฟ้องคดี
เท่ากับต้องดูราคาในศาลชั้นต้น  เมื่อมีการโต้แย้ง ก็เป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นจะประมาณราคาตามมาตรานี้ นอกจากนี้ในการคำนวณก็จะมีผลถึงเขตอำนาจศาลด้วยคือถ้าคดีมโนสาเร่ขึ้นศาลแขวง หากไม่ใช่ ขึ้นศาลจังหวัด
ปัญหาเรื่องคดีมีทุนทรัพย์หรือไม่มีทุนทรัพย์เป็นปัญหาที่สำคัญ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6258/2541
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองปลูกสร้างบ้านรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์จำเลยให้การว่าจำเลยสร้างบ้านในที่ดินของจำเลย ต้องถือว่าเป็นคดีฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันคำนวณเป็นราคาเงินได้ในที่ดินพิพาทตามฟ้อง การพิจารณาว่าคดีนี้จะต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงหรือไม่ ต้องถือตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่งซึ่งจะต้องให้คู่ความตีราคาทรัพย์ที่พิพาทว่ามีราคาเท่าใดแต่ในชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ไม่ปรากฏว่าศาลทั้งสองสั่งให้คู่ความตีราคาทุนทรัพย์ในที่ดินพิพาทแต่อย่างใด แต่กลับวินิจฉัยคำอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่าต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสองโดยเห็นว่าที่ดินพิพาทอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละสี่พันบาท จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้คู่ความมิได้ฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยเองได้โดยให้ศาลชั้นต้นดำเนินการตีราคาทุนทรัพย์ในที่ดินพิพาทและเรียกเก็บค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ให้ครบถ้วน แล้วส่งสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
- ให้คู่ความตีราคาก่อน เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบด้วย
๓) คดีอันเกี่ยวด้วยทรัพย์สินที่มีข้อหาหลายข้อ อันมีจำนวนทุนทรัพย์หรือราคาไม่เกินสามแสนบาทหรือไม่เกินจำนวนที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา ให้รวมจำนวนทุนทรัพย์หรือราคาเหล่านั้นเข้าด้วยกัน แต่ถ้าข้อหาเหล่านั้นจะต้องเรียกร้องเอาแก่จำเลยหลายคน ถึงแม้ว่าถ้ารวมความรับผิดของจำเลยหลายคนนั้นเข้าด้วยกันแล้วจะไม่เป็นคดีมโนสาเร่ก็ตาม ให้ถือเอาจำนวนที่เรียกร้องเอาจากจำเลยคนหนึ่ง ๆ นั้น เป็นประมาณแก่การที่จะถือว่าคดีนั้นเป็นคดีมโนสาเร่หรือไม่
- โจทก์คนเดียว เรียกจำเลย คนเดียว ต้องใช้ทุกข้อหา นำค่าเสียหายทุกคดีเข้ารวมกัน มีข้อสังเกตว่า การรวมตามอนุนี้นั้นใช้เฉพาะกรณี คำนวณคดีมโนสาเร่เท่านั้น ไม่นำไปใช้ในการคำนวณ ค่าขึ้นศาล และ การคำนวณทุนทรัพย์ในการอุทธรณ์ฏีกาแต่อย่างใด เช่น 2468/2527 การติดหนี้วงแชร์ รวมกันมา แต่พอ คิดคำนวณทุนทรัพย์อุทธรณ์ ต้องคิดแยก
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2468/2527
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเล่นแชร์กับโจทก์รวม 13 วงแล้วผิดสัญญาไม่ชำระค่าแชร์รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 136,200 บาท แต่จำนวนเงินที่ผิดสัญญาแต่ละวงนั้นไม่เกินสองหมื่นบาท ดังนี้ ทุนทรัพย์ในคดีนี้จึงแยกออกตามสัญญาเล่นแชร์แต่ละวงซึ่งไม่เกินสองหมื่นบาท จึงเป็นคดีที่ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 เมื่อเป็นคดีต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง แม้ศาลอุทธรณ์จะรับวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงตามอุทธรณ์ของจำเลย ก็เป็นการไม่ชอบ ถือไม่ได้ว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลอุทธรณ์ จำเลยจะยกปัญหาข้อเท็จจริงนั้นขึ้นฎีกาอีกไม่ได้ เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 การที่ศาลชั้นต้นชี้สองสถานและกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้หลายข้อนั้นศาลจะวินิจฉัยประเด็นข้อไหนก่อนหรือหลังก็ย่อมทำได้ตามที่เห็นสมควร หาจำต้องวินิจฉัยเรียงตามลำดับประเด็นที่ตั้งไว้ไม่ และจะนำเอาประเด็นหลาย ข้อมารวมวินิจฉัยไปพร้อมกันก็ย่อมทำได้ โดยไม่จำต้องระบุไว้ด้วยว่าได้รวมวินิจฉัยประเด็นข้อใดเข้าด้วยกัน
- การค่าเสียหายฐานผืดสัญยาข้อหาหนึ่ง ข้อหาละเมิดบานหนึ่ง ก็ต้องพิจารณาเป็นรายข้อไป
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1216/2535
การพิจารณาว่าคดีใดจะต้องเสียค่าขึ้นศาลเท่าใด จำต้องพิจารณาคำฟ้องเป็นเกณฑ์โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายฐานผิดสัญญาข้อหาหนึ่ง และฟ้องเรียกค่าเสียหายฐานละเมิดอีกข้อหาหนึ่งคำฟ้องของโจทก์จึง เป็นการเสนอข้อหา 2 ข้อหา และแยกจากกันได้ โจทก์จึงต้องเสีย ค่าขึ้นศาลทั้ง 2 ข้อหา โจทก์ทำสัญญารับจ้างเหมาก่อสร้างอาคารโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ โดยโจทก์ได้ทำสัญญาซื้อและติดตั้งลิฟต์ กับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ได้ ส่งมอบลิฟต์ และติดตั้งลิฟต์ ให้แก่โจทก์เรียบร้อยแล้ว โจทก์ได้รับ เงินจากมหาวิทยาลัยในงานส่วนติดตั้งลิฟต์ แล้ว แต่ไม่ยอมจ่ายเงิน ให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ได้ร้องเรียนต่อ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยได้เรียกโจทก์และจำเลยที่ 1 ไปไกล่เกลี่ยในที่สุดโจทก์ตกลงจ่ายค่าลิฟต์ ให้จำเลยที่ 1 แต่ก็ ไม่จ่ายอีก เห็นว่าการที่จำเลยที่ 1 ร้องเรียนโจทก์ต่อมหาวิทยาลัย ดังกล่าว เป็นสิทธิของจำเลยที่ 1 จะกระทำได้โดยชอบ หาเป็น การละเมิดโจทก์ไม่ พยานจำเลยที่ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานไปนั้น จะเบิกความถึงข้อเท็จจริงที่ศาลฎีกาวินิจฉัยเป็นคุณแก่จำเลยอยู่แล้ว การที่ ศาลชั้นต้นงดสืบพยานจำเลยไม่ทำให้คำวินิจฉัยของศาลเปลี่ยนแปลง เป็นอย่างอื่นฎีกาของจำเลยที่ว่าศาลชั้นต้นงดสืบพยานไม่ชอบ จึงไม่ เป็นสาระอันควรวินิจฉัยศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย.
คดีที่มีโจทก์หลายคนฟ้องรวมมาถ้าสามารถแยกจากกันได้ก็ต้องคิดทุนทรัพย์แยกกัน

ถ้าจำเลยหลายคน อย่างลูกหนี้ร่วมก็ต้องคิดรวมกัน ไม่มีปัญหาก็ต้องคิดรวมอยู่แล้ว
มาตรา 190 จัตวา ในคดีมโนสาเร่ ให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นเท่ากับจำนวนค่าขึ้นศาลที่เรียกเก็บในคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้
ค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกานั้น ให้ผู้อุทธรณ์หรือผู้ฎีกาเสียตามจำนวนทุนทรัพย์ หรือราคาทรัพย์สินที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา แล้วแต่กรณี
- เมื่อเปิดตาราง 1 ท้าย วิ แพ่งก็จะทราบว่า เสียค่าขึ้นศาลจำนวน 200 บาท พอชั้นอุทธรณ์ ก็คือให้ถือทุนทรัพย์ที่ถึงชั้นนั้น  เมื่อพิจารณาเรื่องคำฟ้องแล้วศาลก็ต้องเรียกแล้วจดแจ้งประเด็นแห่งคดี

 

ครั้งที่ 3
 กำลังศึกษาเรื่องคดีมโนสาเร่เรื่องการฟ้อง ต้องทำอย่างไร รับฟ้องแล้วจะดำเนินการอย่างไร ก็คือต้องออกหมายเรียกให้จำเลยมาศาลในวันพิจารณาแล้วไกล่เกลี่ย
 ถ้าคดีที่ฟ้องไม่ใช่คดีมโน ก็อาจพิจารณาได้ตั้งแต่ชั้นตรวจคำฟ้อง  ต้องเข้าใจว่าคดีมโนอาจทำคำฟ้องได้เป็นวาจาและหนังสือ ทางปฎิบัติก็ไปเล่าเรื่องให้นิติกรศาลฟัง การวินิจฉัยว่าเป็นคดีมโนสาเร่หรือไม่ก็ยังไม่นานอน
 พอบันทึกถึงศาล ก็ จะเรียกโจทก์ไปกลับทำฟ้องเป็นหนังสือใหม่ อย่างคดีสามัญ และศาลมีอำนาจพิจารณาคดีนั้นต่อไปได้ ( อันนี้พบตั้งแต่รับคำฟ้อง )
  แต่ถ้าเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นภายหลัง  1. แก้ไขฟ้อง 199 ว.2  แก้ไขทุนทรัพย์เกิน 3 แสนบาท  2. แก้ไขฟ้องแล้วมีคดีไม่มีทุนทรัพย์เข้ามา  ถ้าเกินอำนาจศาลแขวงแล้ว วิธีคิดจะทำอย่างไร
ในคดีมโนไม่ได้บัญญัติก็ต้องใช้คดีสามัญมาจับในเรื่องแก้ฟ้องคดีสามัญมาใช้ 
 การแก้ไขฟ้องจะแถลงด้วยวาจาได้หรือไม่ ไม่มีในคดีมโนสาเร่ก็ต้องใช้คดีสามัยคือทำเป็นหนังสือเท่านั้น
 การแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การก้เช่นเดียวกัน ต้องนำคดีสามัญมาใช้เหมือนกัน
ฎ .2444/2542 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2444/2542
แม้ศาลชั้นต้นจะดำเนินกระบวนพิจารณาเป็นคดีมโนสาเร่และยังไม่เปลี่ยนแปลงคำสั่งขณะจำเลยยื่นคำร้องแต่จำเลยยื่นคำให้การเป็นหนังสือไว้แล้วก่อนหน้านั้นเมื่อไม่มีบทบัญญัติกฎหมายกำหนดโดยเฉพาะในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ลักษณะ 2 หมวดที่ 1ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีมโนสาเร่ จึงต้องนำบทบัญญัติในคดีสามัญมาใช้บังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 195 คือการแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การต้องอยู่ภายใต้บังคับมาตรา 179(3),180 เมื่อคำร้องขอแก้ไข เพิ่มเติมคำให้การของจำเลยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติ แห่งกฎหมายดังกล่าว โดยยื่นในวันเดียวกันกับวันสืบพยานโจทก์ทั้งไม่ปรากฏเหตุที่ไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อน หรือเป็นเรื่องเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือผิดหลงเล็กน้อย คำสั่ง ศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตและยกคำร้องจึงชอบแล้ว
 - เป็นคดีที่ฟ้องว่าที่ดินเป็นของโจทก์และเรียกค่าเสียหาย จ.
ล.ให้การเป็นที่ดินจำเลย ต่อสุ้กรรมสิทธิเป็นคดีมีทุนทรัพย์ ต่อมา จ.ล.ข้อแก้ ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อไม่มีบทบัญญัติกำหนดไว้เฉพาะก็ใช้คดีสามัญ ทำให้จำเลยจะมาแก้ไขเพิ่มเติม เมื่อได้ก็ได้ 179อนุ3 หรือ 190 
 ในกรณีที่ศาลต้นรับฟ้องเป็นศาลแขวงพอแก้ฟ้องแล้วเกินอำนาจศาลแขวงก็ต้องคืนคำฟ้องไป เพื่อให้โจทก์ไปยื่นฟ้องในศาลที่มีอำนาจ การคืนคำฟ้องเป็นเรื่องศาลสั่งไม่ใช่ศาลส่งคำฟ้องให้ไป 
 หากให้การแล้วฟ้องแย้งเป็นคดีแพ่งสามัญ ศาลแขวงอาจสั่งไม่รับฟ้องแย้งได้เพราะเป็นการฟ้องที่เกินอำนาจ เป็นกรณีกับการแก้ฟ้องเพราะฟ้องแย้งต้องเกี่ยวกับฟ้องเดิม
 ถ้าเจรจาแล้วตกลงไม่ได้ก็สอบคำให้การจำเลย การยื่นคำให้การด้วยวาจาก็ต้องมาในวันพิจารณา แต่ถ้ายื่นเป็นหนังสือนี้สามารถยื่นได้ก่อน
การยื่นคำให้การของจำเลยเป็นหนังสือ เมื่อไม่มีในมโนสาเร่ ก็ไปใช้สามัญ195 มาใช้ในเรื่องบทบัญญัติเรื่องคำให้การ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3370/2541
แม้คดีนี้ศาลชั้นต้นรับฟ้องอย่างคดีมโนสาเร่ ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 193 วรรคสอง บัญญัติให้จำเลยยื่นคำให้การเป็นหนังสือ หรือจะให้การด้วยวาจาได้ก็ตาม แต่เมื่อจำเลยยื่นคำให้การเป็นหนังสือ กรณีจึงต้องอยู่ในบังคับมาตรา 177 วรรคสอง ประกอบมาตรา 195 โดยจำเลย ต้องแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่า จำเลยยอมรับหรือปฏิเสธ ข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการ ปฏิเสธนั้นด้วย แม้จำเลยไม่จำต้องอ้างตัวบทกฎหมายว่า ขาดอายุความตามมาตราใดก็ตาม แต่จำเลยก็ต้องให้การโดย แสดงเหตุแห่งการขาดอายุความให้ปรากฏจำเลยจึงต้องบรรยาย ด้วยว่า คดีโจทก์ขาดอายุความเมื่อใด นับแต่วันใดถึงวันฟ้อง การที่จำเลยให้การเพียงว่า คดีโจทก์ขาดอายุความโดยมิได้ กล่าวถึงเหตุแห่งการขาดอายุความให้ปรากฏ คดีจึงไม่มีประเด็นเรื่องอายุความ การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ขาดอายุความจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องเพราะคดีโจทก์ขาดอายุความการที่โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายเรื่องอายุความโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ เมื่อศาลฎีกาเห็นว่า คดีไม่มีประเด็นเรื่องอายุความ และการที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ขาดอายุความเป็นการไม่ชอบ ประกอบกับพยานหลักฐานในสำนวนเพียงพอแก่การวินิจฉัยคดีแล้ว ศาลฎีกา จึงเห็นสมควรพิจารณาพิพากษาคดีไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่  4156/2533 หาไม่เจอ
 
 " ถ้าจำเลยไม่ให้การตามวรรคสาม ให้ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจมีคำสั่งไม่ยอมเลื่อนเวลาให้จำเลยยื่นคำให้การ และดำเนินการพิจารณาคดีต่อไป โดยถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ "
ผลก็คือคดีมโนสาเร่ จำเลยก็ขาดนัดยื่นคำให้การได้
"เมื่อจำเลยได้รับหมายเรียกให้มาศาลตามมาตรา ๑๙๓ แล้วไม่มาในวันนัดพิจารณาโดยมิได้ร้องขอเลื่อนคดีหรือแจ้งเหตุขัดข้องที่ไม่มาศาล ให้ถือว่าจำเลยขาดนัดพิจารณาและให้บังคับตามมาตรา ๒๐๒ และถ้าจำเลยไม่ได้ยื่นคำให้การก่อนหรือในวันนัดดังกล่าวให้ถือว่าจำเลยขาดนัดให้ยื่นคำให้การด้วย "
ในคดีมโนสาเร่ก็เป็นขาดนัดพิจารณาและอาจจะขาดนัดยื่นคำให้การพร้อมกันได้
ข้อสังเกตคดีขาดนัดสามัญแก้แล้วแต่คดีมโนสาเร่ยังคงเดิม 

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages