หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า kankokub ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ไพฤทธิ์ เศรษฐไกรกุล ผู้บรรยาย , ผู้ก่อตั้ง lawsiamgooglegroups และ คุณแบ่งปัน ที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า
เหมือนกับการสร้างพระ หากอานิสงค์ที่อาจารย์ไปสร้างพระมีจริงก็ขอให้ พวกเราพบกับความสุขความเจริญ
การขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล เป็นฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ที่ใช้บังคับตั้งแต่11 พ.ค ของปีที่แล้วหลักการก็ไม่ได้เปลี่ยนมากนัก และก็สมควรแก่เวลาที่จะนำมาออกสอบได้แล้ว
กระบวนการยกเว้นค่าธรรมเนียมไม่ใช่กระบวนพิจารณาที่ต้องมี จะเกิดเฉพาะแก่คู่ความที่ไม่มีเงินเสียค่าธรรมเนียม หรือที่เรียกกันว่าค่าขึ้นศาล ร้อยละสองบาทของห้าสิบล้านบาท ที่เกิน คิดร้อยละศูนย์จุดหนึ่ง
ก็อธิบายถึงตารางท้ายวิแพ่งที่เป็นค่าธรรมเนียมศาล เจ็ดตารางซึ่งคู่ความต้องเสีย ไม่เสียไม่ได้นี่คือหลัก ดูมาตรา18 ที่ให้ศาลต้องตรวจให้ครบถ้วน ฉะนั้นถ้าไม่อาจเสียได้ต้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียม สมัยก่อนเรียกขออย่างคนอนาถาปัจจุบันไม่มีแล้ว
คราวนี้มาดูว่าอย่างไร ที่แก้ไขใหม่
ถ้าเราได้อ่านมาก่อนก็ทำให้ง่ายขึ้นเริ่มจาก 155
ไม่สามารถเสียค่าธรรมเนียม เดิมนั้นก็คือต้องยากจน ยากจนคืออะไร กฎหมายไม่ได้วิเคราะห์ศัพท์ ก็ดูพจนานุกรม พ.ศ 2542 หน้า909 คือขัดสนไปเสียทุกอย่าง แต่ปัจจุบันไม่จำเป็นอย่างนั้นอาจจะเป็นที่ดินไม่อาจนำมาเสียก็ได้
อาจยื่นคำร้องต่อศาล ศาลในที่นี้หมายถึงศาลชั้นต้น
ฟ้องหรือต่อสู้คดี โจทก์ก็ขอได้จำเลยก็ขอได้ผู้ร้องสอดก็ขอได้
ในศาลชั้นต้นหรือชั้นอุทธรณ์หรือชั้นฎีกา ขอได้ทุกศาลเพียงแต่ว่าทุกศาลต้องยื่นที่ศาลชั้นต้น
๑๕๖/๑ บัญญัติขึ้นมาใหม่เอามาตราเก่ามารวมกัน
เราเริ่มต้นว่าขอเป็นคำร้องฝ่ายเดียวไม่ใช่คำคู่ความเป็นคำร้องธรรมดาตามมาตรา 21
มาตรา ๑๕๕ คู่ความซึ่งไม่สามารถเสียค่าธรรมเนียมศาลอาจยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในการฟ้องหรือต่อสู้คดีในศาลชั้นต้นหรือชั้นอุทธรณ์หรือชั้นฎีกาตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๕๖ และมาตรา ๑๕๖/๑
วิธีขอก็อยู่ในมาตรา 156
ผู้ใดมีความจำนง ใครก็ได้ โจทก์ก็ได้จำเลยก็ได้
ที่จะฟ้องหรือได้ฟ้องคดีไว้ แสดงว่ามีสองระยะ ระยะแรกคือพร้อมคำฟ้องเลย หรือ ระยะสองยื่นหลังจากได้ฟ้อง ได้อุทธรณ์ ได้ฎีกาแล้ว แต่ต้องยื่นที่ศาลชั้นต้น
พร้อม เป็นหลักที่บอกได้ว่าถ้าไม่อาจเสียค่าธรรมเนียมศาลได้เมื่อใดก็ยื่นมาพร้อม
วรรคหนึ่งเขียนข้อยกเว้นไว้ว่าถ้าตกเป็นผู้ไม่อาจเสียค่าธรรมเนียมได้ภายหลังก็ได้ จะสัมพันธ์กับ 157 เดียวถึงตรงนั้นแล้วค่อยพูดกัน
เวลาใด ๆ ก็ได้ ก่อนศาลนั้นๆมีคำพิพากษา
วรรคสองเป็นบทบัญญัติใหม่เลยแล้วก็ตัดบางอย่างออกไป สังเกตว่าปัจจุบันไม่ค่อยใช้คำว่าวรรคแรกกันแล้ว ใช้คำว่าวรรคหนึ่ง
พร้อม เจอพร้อมครั้งที่สองแล้ว สมัยก่อนต้องสาบานก่อน มีข้อความให้กรอก แต่ปัจจุบันไม่ต้องสาบานแล้วแต่ให้เสนอพยานไปพร้อมกับฟ้อง ตรงนี้ไม่ใช่พยานหลักฐานที่เกี่ยวกับฟ้อง เป็นพยานหลักฐานที่แสดงว่าไม่อาจเสียค่าธรรมเนียมศาลได้ ตรงนี้ก็อาจจะค่อนข้างเสี่ยงภัยนะครับ เมคอัพได้ การยกเว้นค่าธรรมเนียมมันคือ ฟรีนะครับ ในขณะที่อีกฝ่ายที่ไม่ได้ยกเว้นต้องเสียค่าธรรมเนียมนะครับ เป็นไปได้ว่าที่ขอยกเว้นอาจขับปอร์เช่มาส่วนที่ไม่ได้ยกเว้นอาจจะนั่งตุ๊กตุ๊กมาศาลก็ได้ ก็มีที่เข้าคอร์สยากจน ทำเป็นใส่เสื้อเก่าๆตัวเหม็นๆ บอกยังไม่ได้ทานอาหาร ทานน้ำเลย
จริงอยู่ว่ามีมาตรา 31 ( 2 ) คือกฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นบทลงโทษ การยื่นขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลที่เป็นเท็จ แต่ก็ทำให้เสียเวลาอยู่ดีใช่ไหมครับ
พวกเราจำไว้อย่างว่าคนเราทำอะไรเป็นประจำก็จะเผลอทำสิ่งนั้นอยู่ประจำ
คนทุกคนในสังคมมีสิทธิมาขอความเป็นธรรมแต่ก็ต้องให้กับคนที่จำเป็นจริงๆ
โดยเร็วเท่าที่จำเป็น หมายความว่าศาลจะไต่สวนก็ได้ไม่ไต่สวนก็ได้ กฎหมายบังคับให้ดำเนินการโดยเร็ว เหตุผลคือ เมื่อยื่นคำร้องไปแล้วศาลจะมีคำสั่งว่าสำเนาให้อีกฝ่ายรอไต่สวนและให้รอฟ้องไว้ก่อน คำฟ้องก็ยังไม่ได้ตรวจกฎหมายเลยบังคับว่าให้ทำให้เร็ว เพราะฟ้องหลักเค้ารออยู่
เป็นการชั่วคราว แปลว่าศาลจะต้องดำเนินการในเรื่องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมให้เสร็จก่อนจึงจะมาวินิจฉัยในฟ้องต่อไป
สรุปหลักเกณฑ์ทั้งหมด
ตรงนี้ต้องระวังให้มาก อาจมีกรณีที่ศาลเผลอไม่งดไว้ก็เป็นการเสียหายแก่คู่ความเขา
ยื่นศาลต้น พร้อมคำคู่ความนั้นๆ แต่ถ้าไม่อาจเสียได้ภายหลังก็ยื่นภายหลังได้ก่อนมีคำพิพากษา อาจยื่นพยานหลักฐานที่ไม่ใช่เกี่ยวกับฟ้องแต่เป็นเกี่ยวกับพยานที่ขอยกเว้น จะไต่สวนหรือไม่ก็ได้ ถ้าไต่ต้องไต่ให้เร็ว เท่าที่จำเป็น และมีสิทธิงดกระบวนพิจารณานั้นนั้นไว้
สิ่งที่เปลี่ยนแปลงคือ ไม่ต้องสาบาน
มาตรา ๑๕๖ ผู้ใดมีความจำนงจะขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในการฟ้องหรือต่อสู้คดี ให้ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นที่จะฟ้องหรือได้ฟ้องคดีไว้นั้นพร้อมกับคำฟ้อง คำฟ้องอุทธรณ์ คำฟ้องฎีกา คำร้องสอด หรือคำให้การ แล้วแต่กรณี แต่ถ้าบุคคลนั้นตกเป็นผู้ไม่สามารถเสียค่าธรรมเนียมศาลในภายหลัง จะยื่นคำร้องในเวลาใด ๆ ก็ได้
การยื่นคำร้องตามวรรคหนึ่ง ผู้ร้องอาจเสนอพยานหลักฐานไปพร้อมคำร้องและหากศาลเห็นสมควรไต่สวนพยานหลักฐานเพิ่มเติมก็ให้ดำเนินการไต่สวนโดยเร็วเท่าที่จำเป็น ทั้งนี้ ศาลจะมีคำสั่งงดการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนั้นไว้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนเป็นการชั่วคราวจนกว่าการพิจารณาสั่งคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลจะถึงที่สุดก็ได้ตามที่ศาลเห็นสมควร
เป็นการเอากฎหมายเดิมมาเรียบเรียงใหม่สิ่งหนึ่งที่หายไปเลยคือการขอพิจารณาคำร้องค่าธรรมเนียมใหม่ เมื่อก่อนอยู่ในวรรคสี่ แต่เดียวนี้ไม่มีแล้วเลิก เพราะปัจจุบันให้เสนอมาพร้อมคำขอเลย ในเรื่องพยานมาดูทีล่ะบรรทัดเลยสำคัญมากนะครับ
ให้ศาลมีคำสั่งโดยเร็ว หมายความว่าระวังจะมีการประวิงคดี ทางปฏิบัติไม่มีปัญหาเพราะว่าทางปฎิบัติศาลตรวจสอบเสร็จ ก็จะมีคำสั่งเลยอย่างช้าก็เป็นบ่ายวันนั้น
ต่อไปคือ คำสั่งของศาลเกิดได้ สามอย่างคือ
หนึ่ง อนุญาตทั้งหมด สอง แต่เฉพาะบางส่วน สาม ยกคำร้องนั้นเสีย
โดยศาลจะสั่งอย่างใดอย่างหนึ่ง
อนุญาตทั้งหมด อุทธรณ์ไม่ได้
การสั่งตามหนึ่งสองสาม ก็ ดูฎที่ 694/2546
บอกว่าเป็นเรื่องระหว่างศาลกับผู้ขอเท่านั้นไม่มีผลถึงคู่ความอื่น จะไม่พอใจจะอุทธรณ์ไม่ได้แต่คู่ความอื่นสามารถช่วยศาลได้อาจจะโต้แย้ง ร้องต่อศาลบอกได้ว่าสามารถเสียค่าธรรมเนียมได้
โดยเฉพาะถ้าศาลบอกอนุญาตทั้งหมดจบเลยนะครับถึงที่สุด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 694/2546
คำสั่งศาลเกี่ยวกับการขอฟ้องคดีอย่างคนอนาถาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 เป็นเรื่องระหว่างศาลกับผู้ขอ ไม่มีผลถึงคู่ความอื่น หากขอฟ้องคดีหรือต่อสู้คดีอย่างคนอนาถาในศาลชั้นต้น แล้วศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา คำสั่งนั้นเป็นที่สุด หากศาลชั้นต้นยกคำขอหรืออนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลให้บางส่วน ผู้ขอมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นต่อศาลอุทธรณ์ภายในเจ็ดวันนับแต่วันมีคำสั่ง ส่วนคู่ความอื่นมิได้ยื่นคำขอพิจารณาคดีอย่างคนอนาถานั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมิได้บัญญัติให้มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวได้ จำเลยจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ขอให้ยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาของโจทก์ได้
มีเหตุผลอันสมควรด้วย ในศาลชั้นต้นหมายถึงคดีมีมูล
ในศาลชั้นสูงหมายถึงอุทธรณ์ฎีกานั้นไม่ต้องห้ามตามกฎหมาย
ในข้อนี้คือว่ากรณีที่ผู้ขอเป็นโจทก์ หรือ ผู้อุทธรณ์ หรือฎีกา ประโยคแรกคือ คดีตนนั้นมีมูล หรือในชั้นสูงก็ต้องบอกว่า ไม่ต้องห้ามตามกฎหมาย
ต่อไปวรรคสาม นี่ก็รวมอันเก่ามาเหมือนกัน ในศาลชั้นต้น หมายความว่าผ่าน วรรคหนึ่งไม่ต้องเสียในศาลชั้นต้นมาแล้ว และยื่นคำร้องเช่นว่านั้นคือ ขอยกเว้นค่าธรรมเนียมในศาลสูงอีก หมายความว่า อาจแพ้คดีในศาลต้นแล้วต้องการยกเว้นในศาลสูงอีกตรงนี้ให้ยื่นเฉพาะคำร้องเท่านั้น ไม่ต้องแนบเอกสารพยานหลักฐานไม่ต้องไต่สวนอีกเพราะว่า ได้รับอนุญาตได้ผ่านกระบวนการนั้นมาแล้ว
แต่กฎหมายก็ยังไม่ทิ้งลาย เว้นแต่ปรากฏต่อศาลเป็นอย่างอื่น เช่น ออกหนังสือพิพถูกรางวัลที่ 1
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 725/2529
ในสัญญาระหว่างโจทก์จำเลยไม่มีข้อความตอนใดแสดงให้เห็นว่าโจทก์ผู้ขายเอาทรัพย์สินออกให้เช่าและให้คำมั่นว่า จะขายทรัพย์สินนั้น หรือจะให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นสิทธิแก่ผู้เช่าโดยเงื่อนไขที่ผู้เช่าได้ใช้เงินเป็นจำนวนเท่านั้นเท่านี้คราว ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 572 แต่สัญญาดังกล่าวนอกจากใช้ชื่อว่าหนังสือสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไขแล้ว ข้อความตามหนังสือสัญญาดังกล่าวเห็นได้ว่าเป็นสัญญาซื้อขายรถยนต์โดยโจทก์ผู้ขายยอมให้จำเลยผู้ซื้อผ่อนชำระราคามีเงื่อนไขว่าจะโอนกรรมสิทธิ์ให้เมื่อผู้ซื้อผ่อนชำระราคาครบถ้วนแล้ว ทั้งในกรณีผิดนัดผิดสัญญา หรือทรัพย์ตามสัญญาสูญหายก็ยังให้สิทธิผู้ขายได้รับชำระค่ารถส่วนที่ยังค้างชำระเต็มราคาค่ารถที่ซื้อขายแสดงให้เห็นว่า กรณีจะเป็นประการใดก็ตาม คู่กรณีมีเจตนาให้ผู้ขายได้รับชำระราคารถยนต์ที่ซื้อขายจนครบถ้วนเท่านั้น ไม่มีข้อตกลงว่าถ้าผู้ซื้อผิดนัดผิดสัญญา ให้ผู้ขายริบบรรดาเงินที่ผู้ซื้อได้ใช้มาแล้ว และผู้ขายเข้าครองรถยนต์เป็นของตนดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 574 สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไขในการโอนกรรมสิทธิ์ตาม มาตรา 459 หาใช่สัญญาเช่าซื้อไม่ การที่ผู้ขายกำหนดเงื่อนไขการรักษา การใช้ และการเอาประกันภัยรถยนต์ในระหว่างผ่อนใช้ราคาไม่ครบก็ดี ให้ผู้ซื้อต้องมีผู้ค้ำประกันในการปฏิบัติตามสัญญาก็ดี ก็เป็นเพียงการสงวนทรัพย์สินและแสวงหาหลักประกันของผู้ขายเพื่อให้ได้รับชำระราคาครบถ้วนแน่นอนยิ่งขึ้นเท่านั้น หาเป็นเหตุให้สัญญากลายเป็นการเช่าซื้อไม่
สัญญาซื้อขายมีเงื่อนไขระบุว่า แม้ว่าสัญญาฉบับนี้จะผ่านการโอนการต่ออายุหรือการเปลี่ยนมืออย่างใด หรือตัวยานยนต์อันเป็นวัตถุแห่งสัญญาต้องประสบความสูญเสียเสียหายหรือย่อยยับประการใด ผู้ซื้อก็หาหลุดพ้นจากหน้าที่รับผิดตามสัญญาฉบับนี้แต่อย่างใดไม่ ข้อสัญญาดังกล่าวมีความหมายรวมตลอดถึงยานยนต์สูญหายไปเพราะเหตุถูกคนร้ายลักไปด้วย ฉะนั้น เมื่อระหว่างที่จำเลยชำระเงินค่าซื้อรถยนต์ตามสัญญายังไม่ครบถ้วน รถถูกคนร้ายลักไปยังไม่ได้กลับคืนมา จำเลยก็ยังคงต้องรับผิดชำระราคารถยนต์แก่โจทก์จนครบถ้วน ข้อสัญญาดังกล่าวข้างต้นเป็นการยกเว้นบทบัญญัติ มาตรา 372 วรรคแรก ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวมิใช่กฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน คู่สัญญาย่อมตกลงกันให้เป็นอย่างอื่นได้ ข้อสัญญานั้นจึงไม่ตกเป็นโมฆะตาม มาตรา 114
เมื่อจำเลยมีหน้าที่ต้องชำระราคารถยนต์ให้โจทก์แม้รถนั้นจะสูญหายไปแต่จำเลยมิได้ชำระ จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ เมื่อโจทก์ได้บอกเลิกสัญญาแล้ว จึงเป็นผลให้สัญญาซื้อขายมีเงื่อนไขฉบับพิพาทสิ้นสุดลง คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมตาม มาตรา 391 จำเลยต้องคืนรถให้โจทก์ และโจทก์ต้องคืนเงินค่ารถที่ได้รับไว้แล้วพร้อมดอกเบี้ยให้จำเลย แต่ปรากฏว่ารถยนต์อันเป็นวัตถุแห่งสัญญาสูญหายเพราะถูกลักไปยังไม่ได้คืนจำเลยไม่สามารถส่งรถยนต์คืนให้โจทก์ได้ จำเลยที่ 1 จึงต้องชำระราคารถให้แทน โดยชำระเฉพาะส่วนที่ยังส่งไม่ครบพร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันเลิกสัญญา ตามมาตรา 224
หมายเหตุ
ปกติเสรีภาพในการทำสัญญาหมายถึงคู่สัญญาประสงค์จะผูกพันกันอย่างไรก็ได้ แต่หารวมถึงการทำสัญญาอย่างหนึ่งโดยให้ถือเป็นสัญญาอีกอย่างหนึ่งไม่ สัญญาเช่าซื้อมีคำมั่นของผู้ให้เช่าซื้อฝ่ายเดียวว่าจะขาย ส่วนผู้เช่าซื้อมิได้ผูกพันว่าจะต้องซื้อ แต่สัญญาซื้อขายผู้ซื้อมีความผูกพันที่จะต้องซื้อด้วย อย่างไรก็ดี สัญญาซื้อขายที่มีข้อสัญญาให้ผู้ซื้อผ่อนชำระราคาเป็นงวด ๆ และให้กรรมสิทธิ์ทรัพย์สินที่ขายตกเป็นของผู้ซื้อเมื่อชำระราคาครบถ้วน มีความเห็นว่าบางกรณีอาจปรับเข้าได้ทั้งสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไขและสัญญาเช่าซื้อ กรณีเช่นนี้คู่สัญญาเรียกสัญญาของเขาว่าอย่างไรก็แสดงว่าเขามีเจตนาแท้จริงให้เป็นสัญญานั้น (ศาสตราจารย์จิตติ ติงศภัทิย์หมายเหตุท้ายคำพิพากษาศาลฎีกาของเนติบัณฑิตยสภาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4024/2526 และที่ 1696/2527) กรณีคดีนี้มีข้อสัญญาว่าแม้ผู้ซื้อผิดนัดผิดสัญญาหรือทรัพย์สินตามสัญญาสูญหายก็ยังให้สิทธิผู้ขายได้รับชำระราคาเต็มจำนวน เป็นการผูกพันผู้ซื้อให้ต้องซื้อจึงเป็นสัญญาซื้อขาย มิใช่เช่าซื้อ
ในสัญญาเช่าซื้อ ถ้าผู้เช่าซื้อตกลงว่าหากทรัพย์สินที่เช่าซื้อสูญหายผู้เช่าซื้อยอมชดใช้ราคาให้ผู้ให้เช่าซื้อ ข้อสัญญาเช่นนั้นก็ใช้บังคับได้ ไม่เป็นโมฆะเช่นเดียวกัน (คำพิพากษาศาลฎีกาที่1576/2525) แต่ผลน่าจะแตกต่างกันบ้าง โดยสัญญาเช่าซื้อนั้นเมื่อทรัพย์สินที่เช่าซื้อสูญหายสัญญาย่อมระงับไปตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 572 ประกอบด้วยมาตรา 567 ซึ่งอนุโลมความระงับแห่งสัญญาเช่าทรัพย์มาใช้ ราคาที่ผู้เช่าซื้อตกลงชำระต่อไปจึงเป็นค่าเสียหายที่กำหนดไว้ล่วงหน้าถือว่าเป็นเบี้ยปรับตามมาตรา 379 ซึ่งถ้าสูงเกินส่วนศาลย่อมลดลงได้ตามมาตรา 383 แต่ในสัญญาซื้อขายกฎหมายมิได้บัญญัติให้ระงับไปเมื่อทรัพย์สินที่ซื้อขายสูญหาย ราคาที่ผู้ซื้อตกลงจะชำระต่อไปจึงเป็นราคาตามสัญญาซื้อขาย มิใช่ค่าเสียหายที่ศาลจะพึงลดลงได้
การคืนทรัพย์เพื่อกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมในกรณีเลิกสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 มีลักษณะทำนองเดียวกับกรณีโมฆียะกรรมถูกบอกล้างตามมาตรา 138 คือถ้าพ้นวิสัยที่จะคืนก็ต้องชดใช้ราคาแทน โดยไม่ต้องคำนึงว่าการที่ทรัพย์สินสูญหายหรือบุบสลายไปเป็นความผิดของผู้จะต้องคืนหรือไม่ ผิดกับการคืนในกรณีลาภมิควรได้ การชำระหนี้ในการกลับคืนสู่ฐานะเดิมนี้ เมื่อต่างฝ่ายต่างมีหนี้ต้องชำระคืนให้แก่กันและมีวัตถุอย่างเดียวกัน ศาลก็อาจให้หักกลบลบกันได้ ดังคดีนี้โจทก์ต้องคืนเงินที่จำเลยชำระไปแล้วเป็นเงิน 22,756 บาทให้จำเลย และจำเลยต้องใช้ราคารถยนต์ 92,670บาท แก่โจกท์หักกลบลบกันแล้วจึงพิพากษาให้จำเลยชำระราคารถยนต์แก่โจทก์เพียง 69,914 บาท
สมบูรณ์ บุญภินนท์
วรรคสี่นี้เป็นวรรคทองเกิดปัญหาขึ้นบ่อย วรรคนี้ยุ่งมาก เขียนใหม่กร่อนคำไปเยอะ
เฉพาะบางส่วน หรือมีคำสั่งให้ยกคำร้อง มีอะไรหายไปครับ อนุญาตทั้งหมดใช่ไหมครับวรรคนี้แหละครับที่บอกว่า อนุญาตทั้งหมดคำสั่งนั้นเป็นที่สุด
ตรงนี้ที่แปลกใช้คำว่าผู้ขอ แล้วก็ไม่ได้บอกว่าให้ขอที่ศาลไหน
กำหนดเจ็ดวัน เป็นบทบัญญัติพิเศษใช้เฉพาะเรื่องนี้เท่านั้น นะครับ
คำสั่งของศาลอุทธรณ์เช่นว่านี้ให้เป็นที่สุด ศาลอุทธรณ์รวมถึงศาลอุทธรณ์ภาคด้วย
ดูผิวเผินเหมือนจะจบที่ศาลอุทธรณ์ทุกกรณีแต่ไม่ใช่
เน้นเข้าใจให้ได้นะ
1. ขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในศาลชั้นต้น ยื่นต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิจารณาพยานหลักฐานหรือไต่สวน ศาลชั้นต้นออกคำสั่ง แตกแขนงได้เป็น
1.1 อนุญาตทั้งหมด ถึงที่สุด ( 694/2546 )
1.2 อนุญาตบางส่วนหรือยกคำร้อง
1.2.1 อุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคภายใน 7 วันนับแต่มีคำสั่ง คำสั่งของศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคเป็นที่สุดตาม 156/1 ตอนท้าย
2. ขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในศาลชั้นศาลอุทธรณ์ ยื่นต่อศาลชั้นต้นศาลชั้นต้นพิจารณาพยานหลักฐานหรือไต่สวน ศาลชั้นต้นออกคำสั่ง แตกแขนงได้เป็น
1.1 อนุญาตทั้งหมด ถึงที่สุด
1.2 อนุญาตบางส่วนหรือยกคำร้อง อุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคภายใน 7 วันนับแต่มีคำสั่ง คำสั่งของศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคเป็นที่สุดตาม 156/1 ตอนท้าย
2. ตอนนี้แหละที่สำคัญ ขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในศาลชั้นศาลฎีกายื่นต่อศาลชั้นต้นพร้อมฎีกา หรือ…. แล้วแต่นะครับ หลักคือยื่นศาลชั้นต้นศาลชั้นต้นพิจารณาพยานหลักฐานหรือไต่สวน ศาลชั้นต้นออกคำสั่ง แตกแขนงได้เป็น
2.1 อนุญาตทั้งหมด ถึงที่สุด
2.2 อนุญาตบางส่วนหรือยกคำร้อง อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาภายใน เจ็ดวัน คำสั่งศาลฎีกาเป็นที่สุด
ที่ใช้คำว่าอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาไม่ใช่ฎีกาไปต่อศาลฎีกา เปิด 223 ทวิ อุทธรณ์ข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา กฎหมายใช้คำว่า อุทธรณ์ไม่ใช่ฎีกา กรณีที่จะใช้คำว่าฎีกาต้องเป็นเรื่องมาตรา 247 เป็นต้นไปเท่านั้น
ฉุกคิดถึงฎีกา ที่ว่าให้อธิบายคำพิพากษาศาลฎีกา ก็ต้องให้ศาลฎีกาเป็นผู้อธิบาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3888/2543
จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาอธิบายคำพิพากษาศาลฎีกาศาลชั้นต้นมีหน้าที่ต้องส่งสำนวนและคำร้องของจำเลยดังกล่าวไปให้ศาลฎีกาพิจารณาสั่งศาลชั้นต้นจะสั่งคำร้องของจำเลยเสียเองหาได้ไม่ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่อาจรับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยในกรณีเช่นนี้ได้ แต่เมื่อคดีมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรมีคำสั่งไปโดยไม่ต้องให้ศาลชั้นต้นส่งสำนวนมาใหม่
มาตรา ๑๕๖/๑ เมื่อศาลพิจารณาคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลเสร็จแล้วให้ศาลมีคำสั่งโดยเร็ว โดยศาลจะมีคำสั่งอนุญาตทั้งหมดหรือแต่เฉพาะบางส่วน หรือยกคำร้องนั้นเสียก็ได้
ห้ามมิให้ศาลอนุญาตตามคำร้องเช่นว่านั้น เว้นแต่จะเป็นที่เชื่อได้ว่าผู้ร้องไม่มีทรัพย์สินพอที่จะเสียค่าธรรมเนียมศาลหรือหากผู้ร้องไม่ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลจะได้รับความเดือดร้อนเกินสมควรเมื่อพิจารณาถึงสถานะของผู้ร้อง และในกรณีผู้ร้องเป็นโจทก์หรือผู้อุทธรณ์หรือฎีกา การฟ้องร้องหรืออุทธรณ์หรือฎีกานั้นมีเหตุผลอันสมควรด้วย
เมื่อคู่ความคนใดได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในการฟ้องหรือต่อสู้คดีในศาลชั้นต้นแล้วยื่นคำร้องเช่นว่านั้นในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา แล้วแต่กรณีอีก ให้ถือว่าคู่ความนั้นยังคงไม่มีทรัพย์สินพอจะเสียค่าธรรมเนียมศาลหรือหากไม่ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลแล้วจะได้รับความเดือดร้อนเกินสมควรอยู่ เว้นแต่จะปรากฏต่อศาลเป็นอย่างอื่น
ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลให้แต่เฉพาะบางส่วน หรือมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ผู้ขออาจอุทธรณ์คำสั่งนั้นต่อศาลได้ภายในกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันมีคำสั่ง คำสั่งของศาลอุทธรณ์เช่นว่านี้ให้เป็นที่สุด
ต่อไปมาตรา 157 ไปไวนิดหนึ่งไม่ค่อยเป็นประเด็นในทางการเรียน เพราะว่าไม่ค่อยนำไปออกข้อสอบเป็นเรื่องทางปฏิบัติไว้เป็นศาลแล้วก็ค่อยเรียนอีกทีตอนอบรมผู้ช่วย หากอยากให้อาจารย์อบรมให้ก็ต้องรีบสอบให้ได้ภายในเจ็ดปีหลังจากนั้นอาจารย์ก็จะเกษียณแล้วก็จะเหมือนการวางกระบี่แล้ว
157 มีสองตอน ถ้า
มาตรา ๑๕๗ เมื่อศาลอนุญาตให้บุคคลใดได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในศาลใด บุคคลนั้นไม่ ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลในการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลนั้น ค่าธรรมเนียมเช่นว่านี้ให้รวมถึงเงินวางศาลในการยื่นฟ้องอุทธรณ์ หรือฎีกา ถ้าเป็นกรณีที่ศาลอนุญาตในระหว่างการพิจารณา การยกเว้นไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลนั้นให้ใช้บังคับแต่เฉพาะค่าธรรมเนียมศาลและเงินวางศาลที่จะต้องเสีย หรือวางภายหลังคำสั่งอนุญาตเท่านั้น ส่วนค่าธรรมเนียมศาล หรือเงินวางศาลที่เสียหรือวางไว้ก่อนคำสั่งเช่นว่านั้นเป็นอันไม่ต้องคืน
มาตรา ๑๕๘ ถ้าศาลเห็นว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะต้องเป็นผู้รับผิดเสียค่าฤชาธรรมเนียมทั้งหมดหรือแต่บางส่วนของคู่ความทั้งสองฝ่าย ให้ศาลพิพากษาในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม โดยสั่งให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งนั้นชำระต่อศาลในนามของผู้ที่ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลซึ่งค่าธรรมเนียมศาลที่ผู้นั้นได้รับยกเว้นทั้งหมดหรือแต่บางส่วนตามที่ศาลเห็นสมควร
บัญญัติใหม่ตอนต้นนิดเดียว กลายๆว่าจะเป็นการลงโทษผู้ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล
ก่อนศาลวินิจฉัยชี้ขาดคดี ก็คือก่อนพิพากษานั่นเอง
มาตรา ๑๕๙ ถ้าปรากฏต่อศาลว่าผู้ที่ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลนั้นสามารถเสียค่าธรรมเนียมศาลได้ตั้งแต่เวลาที่ยื่นคำร้องตามมาตรา ๑๕๖ หรือในภายหลังก่อนศาลวินิจฉัยชี้ขาดคดี ให้ศาลมีคำสั่งให้บุคคลนั้นชำระค่าธรรมเนียมศาลที่ได้รับยกเว้นต่อศาลภายในระยะเวลาที่ศาลเห็นสมควรกำหนดก็ได้ หากไม่ปฏิบัติตาม ให้ศาลมีคำสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลนั้นทั้งหมดหรือแต่บางส่วนไว้รอคำวินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม
ในกรณีตามวรรคหนึ่ง ถ้าศาลเห็นว่า
(๑) ค่าฤชาธรรมเนียมจะเป็นพับแก่คู่ความทั้งสองฝ่าย ให้ศาลมีคำสั่งให้เอาชำระค่าธรรมเนียมศาลที่ผู้นั้นได้รับยกเว้น จากทรัพย์สินที่ยึดหรืออายัดดังที่กล่าวไว้ในวรรคหนึ่งตามจำนวนที่ศาลเห็นสมควร
(๒) คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะต้องชำระค่าฤชาธรรมเนียมทั้งหมดหรือแต่บางส่วนแทนผู้ที่ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล ให้ศาลมีคำสั่งให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งนั้นชำระค่าธรรมเนียมศาลต่อศาลในนามของผู้ที่ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล แต่ถ้าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งนั้นไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง ให้ศาลเอาชำระค่าธรรมเนียมศาลนั้นจากทรัพย์สินที่ยึดหรืออายัดดังที่กล่าวไว้ในวรรคหนึ่งตามจำนวนที่ศาลเห็นสมควร หรือ
(๓) ผู้ที่ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลจะต้องชำระค่าฤชาธรรมเนียมทั้งหมดหรือแต่บางส่วนแทนคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง ให้ศาลมีคำสั่งให้เอาชำระค่าฤชาธรรมเนียมนั้นจากทรัพย์สินที่ยึดหรืออายัดดังที่กล่าวไว้ในวรรคหนึ่ง ส่วนค่าธรรมเนียมศาลที่ผู้นั้นได้รับยกเว้น ให้เอาชำระจากทรัพย์สินที่เหลือถ้าหากมี ตามจำนวนที่ศาลเห็นสมควร
มาตรา ๑๖๐ ถ้าผู้ที่ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลประพฤติตนไม่เรียบร้อย เช่น ดำเนินกระบวนพิจารณาในทางก่อความรำคาญถึงขนาด หรือกระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลหรือจงใจประวิงความเรื่องนั้น ศาลจะถอนการอนุญาตเสียในเวลาใด ๆ ก็ได้ และบุคคลเช่นว่านั้นจำต้องรับผิดเสียค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับกระบวนพิจารณาภายหลังที่ศาลได้ถอนการอนุญาตนั้นแล้ว
ครั้งที่ 15 ( 7 มีนาคม 2552 )
ก็มีมติให้แก้ไขโรงอาหารให้เย็นขึ้น พวกเราต้องระวังเรื่องโภชณาการด้วยนะครับ บ้านเราผู้ขายไม่ค่อยมีวินัย อีกอันต้องระวังคืออาหารตามรถเข็น พวกเราก็ลองทำอาหารมาทานเองดู ประหยัดดีด้วยนะครับ อายุ 63 ก็ต้องแข็งแรงเหมือนอาจารย์ ที่ทำสำคัญคือต้องออกกำลังกาย
เพราะเป็นนักกฎหมายต้องลำบากตลอดชีวิต และต้องไม่วอกแวก และต้องเตรียมความรู้ให้พร้อม สิ่งที่สำคัญคือ อย่าไปวิ่งเต้นหาตำแหน่ง แต่ต้องเตรียมความรู้ความสามารถของตนเองให้พร้อม
.....................................................
เมื่อเช้าจบหลักของการยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล ตาม 155 – 160
เรามาดูช่วงคำพิพากษาฎีกา
- ให้หลักว่าอย่างไรมีทรัพย์สินพอเสียค่าธรรมเนียม จากฎีกาขอเท็จจริงผู้ขอถูกฟ้องเป็นหนี้จำนวนมาก แต่ยังมีกิจการการค้าอยู่ จึงถือว่ายังเสียค่าธรรมเนียมศาลได้
- หลักที่ได้คือ การที่จะได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมมันต้องถึงขนาดไม่สามารถ จ่ายได้จริงๆ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3503/2542
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นฎีกาของจำเลยแล้ว จำเลยต้องยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อศาลฎีกาภายในกำหนดเจ็ดวัน นับแต่วันมีคำสั่งตาม ป.วิ.พ.มาตรา 156 วรรคท้าย เพราะเป็นเรื่องอยู่ในกระบวนการพิจารณาของศาลฎีกา การที่จำเลยอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อศาลอุทธรณ์จึงเป็นการไม่ชอบ กรณีเช่นนี้ศาลอุทธรณ์ชอบที่จะส่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไปให้ศาลฎีกาพิจารณาสั่งต่อไป ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ยกคำร้องเสียเอง จึงไม่ชอบเช่นกัน ปัญหานี้เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 142 (5), 246 และ 247โดยให้เพิกถอนคำสั่งศาลอุทธรณ์ที่สั่งยกคำร้องดังกล่าว
จำเลยฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ซึ่งพอถือได้ว่าจำเลยประสงค์จะขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่คัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นอันเป็นเรื่องอยู่ในกระบวนการพิจารณาของศาลฎีกา เพราะจำเลยได้อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาภายในกำหนดแล้ว ศาลฎีกาจึงรับวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวของจำเลยให้
แม้ขณะยื่นฎีกาจำเลยจะอยู่ในฐานะลำบาก กิจการที่ดำเนินการอยู่ต้องลดสัดส่วนและต้องนำรายได้มาเป็นค่าจ้างให้แก่ลูกจ้าง ทั้งมีหนี้สินถูกฟ้องหลายคดี ทุนทรัพย์ประมาณ 1,000 ล้านบาท หลักทรัพย์ถูกยึดเป็นประกันหนี้จำนองและมีราคาลดลง และจำเลยยังมีภาระอุปการะเลี้ยงดูบุตรก็ตาม แต่เมื่อจำเลยยังดำเนินกิจการมีรายได้ ตลอดจนมีทรัพย์สินอยู่ ประกอบกับในชั้นอุทธรณ์จำเลยก็สามารถเสียค่าธรรมเนียมศาลได้ กรณีจึงยังไม่เป็นที่พอใจว่าจำเลยเป็นคนยากจนไม่สามารถเสียค่าธรรมเนียมศาลได้ ศาลฎีกาจึงไม่อนุญาตให้จำเลยดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นฎีกา ถ้าจำเลยประสงค์จะดำเนินคดีในชั้นฎีกาต่อไป ก็ให้นำเงินค่าธรรมเนียมชั้นฎีกามาชำระต่อศาลชั้นต้นภายในเวลาที่ศาลฎีกากำหนด
หมายเหตุ
จากคำพิพากษาศาลฎีกาข้างต้นได้วางหลักไว้ ดังนี้
1. ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคท้ายบัญญัติให้จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นต่อศาลฎีกา แต่จำเลยกลับยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลอุทธรณ์ โดยมีคำขอท้ายคำร้องให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาอนุญาตให้จำเลยฎีกาอย่างคนอนาถา กรณีเช่นนี้
ก. ศาลชั้นต้นต้องสั่งให้ส่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวไปศาลฎีกาพิจารณาสั่งต่อไปศาลฎีกาต้องสั่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งนั้น ศาลฎีกาจะอ้างว่าจำเลยมิได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นต่อศาลฎีกาโดยตรง ศาลฎีกาจึงไม่อาจสั่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวมิได้
ข. หากศาลชั้นต้นสั่งให้ส่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาสั่ง ศาลอุทธรณ์ต้องสั่งให้ส่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวไปให้ศาลฎีกาพิจารณาต่อไป โดยที่ศาลอุทธรณ์ไม่จำต้องส่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งกลับมาให้ศาลชั้นต้นเป็นผู้สั่งให้ส่งไปศาลฎีกาอีกครั้งหนึ่งแต่อย่างใด ศาลฎีกาจะปฏิเสธไม่ยอมส่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวมิได้
ค. หากศาลชั้นต้นสั่งให้ส่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นไปยังศาลอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์กลับมีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องดังกล่าว ถือว่าศาลอุทธรณ์มีคำสั่งไม่ชอบขัดกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคท้าย การไม่ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ถือว่าเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกวินิจฉัยเองได้ โดยให้สั่งยกคำสั่งของศาลอุทธรณ์และสั่งใหม่ได้ดังกล่าว
2. การที่ศาลฎีกาวางแนวคำวินิจฉัยเช่นนี้จะทำให้กระบวนพิจารณาคดีได้กระชับรวดเร็ว เป็นประโยชน์แก่ประชาชนอย่างมาก อันเป็นการแปลความบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งให้สามารถบังคับได้อย่างมีประสิทธิภาพช่วยให้กระบวนพิจารณาคดีที่เป็นปัญหาอยู่ในปัจจุบันได้มีทางออกอีกทางหนึ่งนอกเหนือจากการแก้ไขบทบัญญัติโดยวิธีตราพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเป็นปกติอยู่แล้ว
ทวี ประจวบลาภ
ทรัพย์ติดจำนองก็ถือว่ายังสามารถจ่ายค่าธรรมเนียมศาลได้ เพราะการจำนองกรรมสิทธิ์ก็ยังไม่โอนจะขายโดยติดจำนองก็ได้ นี่ครับ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 127/2544
ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาของจำเลยแล้วเห็นว่า จำเลยมีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งแม้หลักทรัพย์ดังกล่าวจะติดจำนองอยู่แก่ธนาคารและจำเลยยังไม่มีเงินไถ่ถอน ก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยเป็นคนยากจนที่ไม่อาจเสียค่าธรรมเนียมศาลได้ จำเลยมิได้อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าว กลับยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นเพื่อขอให้ศาลอนุญาตให้จำเลยนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าเป็นคนยากจน แต่ตามคำร้องที่ขอให้ศาลชั้นต้นไต่สวนพยานหลักฐานใหม่ไม่ปรากฏว่าเหตุที่จำเลยอ้างตามคำร้องเป็นเหตุอื่นนอกเหนือไปจากที่เคยอ้างไว้เดิม ตามพฤติการณ์ย่อมเป็นที่เห็นได้อยู่ในตัวว่าจำเลยไม่มีพยานหลักฐานใหม่เพิ่มเติมไปจากที่ศาลชั้นต้นเคยวินิจฉัยแล้ว ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งยืนตามศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องขอให้พิจารณาคำขอใหม่ของจำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย
***** คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6468/2549 ค้นไม่พบ เรื่องนี้สำคัญกระทบเรื่องอุทธรณ์คำสั่งตาม 234 เมื่ออุทธรณืทุกครั้ง จะเข้า 229 + 223 ประกอบกัน และ 229 ก็เขียนว่าให้นำค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนมาวาง ศาลด้วย ศาลตรวจตาม 232 ถ้ายกคำฟ้อง ก็ไป 234 และ 236 ตลอด
ก็มาถึงว่าเงินวางศาล จะยกเว้นได้หรือไม่
ฎีกานี้ผู้ร้อง ยื่นคำร้อง การขอขยายเวลาอุทธรณ์คำสั่งสืบเนื่องจากการอุทธรณ์คำสั่ง โดยจำเลยไม่ได้วางเงินหรือหาหลักประกันมาวางสาลตาม 234 โดยจำเลยยื่นคำร้องขอไม่วางเงินหรือหาหลักประกันต่อศาล อ้างเหตุว่า จำเลยเป็นคนยากจนไม่มีทรัพย์สินใดๆ คำร้องของจำเลยดังกล่าวมิได้เป็นการขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลตามมาตรา 155 หรือ 156 และคำขอตามคำร้องของจำเลยดังกล่าวก็เป็นคำขอที่ขัดต่อมาตรา 234 (คำนี้เป็นประโยคทองที่ต้องมีในคำตอบ) ไม่มีบทกฎหมายสนับสนุนให้ศาลยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลหรือหาหลักประกันมาวางไว้ ศาลไม่อาจอนุญาตตามคำสั่งได้
ถ้ายื่นไม่พร้อมคำฟ้อง ศาลจะเคร่งครัดไหม แนวฎีกาหลังๆ คล้ายๆจะเป็นอย่างนั้น ดู ฎีกาต่อไป เป็นข้อสังเกตแล้วกัน
คำสั่งคำร้องที่ 185/2504
การขอฎีกาอย่างคนอนาถา จะต้องยื่นคำร้องมาพร้อมฎีกา แต่เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมศาลอาจผ่อนผันให้ก็ได้
เมื่อเช้าเราได้หลักว่าในตัวของคำฟ้องหรืออุทธรณ์หรือฎีกาก็ดีต้องมีเหตุผลพอสมควร คือ ถ้าคำฟ้องก็ต้องมีมูล อุทธรณ์ฎีกาก็ต้องไม่ต้องห้าม คราวนี้ถ้ายื่นมาพร้อมกันแล้วพบว่าคำฟ้องไม่มีมูลหรือ อุทธรณ์ฎีกาต้องห้าม จะสั่งอะไรก่อน
โดยหลักทั่วไปเมื่อมีคำร้องขอยกเว้นมาพร้อมกันหลักที่ศาลทำอยู่ปัจจุบันก็จะสั่งตัวคำร้องนี้ก่อน
เราจับทางฎีกานี้ได้อย่างนี้ครับ ว่าการจะอ้างว่าคดีไม่มูลหรือเป็นอุทธรณ์ฎีกาไม่ชอบ อ่านจากฟ้องได้ ก็ยังไม่สั่ง แต่ไปรอหลังจากสั่งเรื่องยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลก่อน แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องพิเศษเพราะว่า ปรากฏชัดเจนว่าอุทธรณ์มันเสียดสีก้าวร้าวอย่างไรก็ต้องแก้ก่อนเมื่อเจอแล้วก็สั่งซะเลย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3204/2545
การที่ศาลจะอนุญาตให้คู่ความอุทธรณ์อย่างคนอนาถาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 ต้องประกอบด้วยผู้ขอเป็นคนยากจนไม่มีทรัพย์สินพอจะเสียค่าธรรมเนียมและต้องแสดงให้เป็นที่พอใจศาลด้วยว่าคดีมีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ หากศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีไม่มีเหตุอันสมควรที่จะอุทธรณ์ ก็ย่อมมีคำสั่งยกคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาได้โดยไม่จำต้องไต่สวนเรื่องอนาถา สำหรับเหตุผลอันสมควรที่จะอุทธรณ์ได้หรือไม่อาจตรวจดูได้จากคำฟ้องอุทธรณ์ที่ต้องยื่นมาพร้อมกับคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ซึ่งเป็นอำนาจตามบทบัญญัติมาตรา 18 ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์มีข้อความก้าวร้าว ดูหมิ่น เสียดสีศาล ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจที่จะสั่งให้ผู้อุทธรณ์แก้ไขคำฟ้องอุทธรณ์หรือให้ทำอุทธรณ์มายื่นใหม่ได้ โดยไม่จำต้องสั่งคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาของโจทก์ก่อน
ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ซึ่งเป็นโจทก์และผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ซึ่งเป็นทนายโจทก์ร่วมกันนำคำฟ้องอุทธรณ์ยื่นต่อศาลชั้นต้นโดยในคำฟ้องอุทธรณ์มีข้อความว่า ศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงอันเป็นนวนิยายที่จำเลยที่ 1 ผูกเรื่องแต่งขึ้น เป็นการรับฟังข้อเท็จจริงที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรมอันดีของประชาชน การพิจารณาของศาลชั้นต้นโน้มเอียงเชื่อจำเลยทั้งหมดโดยไม่ได้พิจารณาตามเหตุผล ขาดทั้งวิจารณญาณขาดสามัญสำนึก ไม่เข้าใจในความละเอียดอ่อนของเรื่องครอบครัวพิจารณาคดีโดยขาดจริยธรรม บิดเบือนข้อเท็จจริงจากที่โจทก์นำสืบผู้หญิงทุกคนเมื่อแต่งงานแล้วต้องอยู่กินแบบผัวเดียวเมียเดียวเท่านั้น ไม่มีใครต้องการให้สามีไปมีใหม่ ถามภริยาท่านผู้พิพากษาคนไหนดูก็ได้ว่าจะยอมหรือไม่และไปสู่ขอให้ด้วย เป็นข้อความที่ไม่จำเป็นต้องกล่าวอ้างในคำฟ้องอุทธรณ์แสดงให้เห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองมีเจตนาที่จะก้าวร้าว ดูหมิ่น เสียดสีศาล ถือว่าเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล ย่อมเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล
เรื่องนี้ก็คล้ายกับเรื่องที่แล้วคือ เป็นเรื่องที่คำฟ้องเดิมไม่มีมูล แทนที่ศาลจะสั่งยกคำฟ้อง แล้วก็จบแค่นั้น แต่ศาลไม่จบแค่นั้นไปสั่งทั้งสองอย่างเลย คือสั่งทั้งยกคำฟ้อง และยกคำขอ ถามว่าจะสั่งยกทั้งสองได้เลยหรือไม่หรือต้องสั่งแค่อย่างหนึ่งอย่างใดเท่านั้น ตอบสั่งพร้อมกันไปทั้งสองอย่างก็ได้
***คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6959/2540
ในการดำเนินคดีอนาถานั้น ถ้าผู้ขอเป็นโจทก์ นอกจากจะต้องแสดงให้เห็นว่าผู้ขอเป็นคนยากจนไม่มีทรัพย์สินพอที่จะเสียค่าธรรมเนียมได้แล้ว ยังต้องแสดงให้เป็นที่พอใจศาลด้วยว่าคดีของตนมีมูลที่จะฟ้องร้องตามนัยแห่ง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 155 คดีนี้ นอกจากศาลชั้นต้นเห็นว่าไม่มีเหตุสมควรที่จะให้โจทก์เลื่อนคดีแล้ว ยังได้ตรวจคำฟ้องและคำร้องขอฟ้องคดีอย่างคนอนาถาด้วยแล้ว เห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้แล้วโดยไม่จำต้องไต่สวนพยานโจทก์ต่อไป ให้งดเสียแล้วมีคำสั่งว่าคดีโจทก์ไม่มีมูลที่จะฟ้องร้อง ให้ยกคำร้อง ซึ่งศาลชั้นต้นมีอำนาจที่จะกระทำได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคท้าย อันมีผลเท่ากับไม่อนุญาตให้โจทก์ฟ้องคดีอย่างอนาถา ซึ่งโจทก์จะต้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นภายในกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันมีคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 /1 แต่โจทก์มิได้อุทธรณ์คำสั่งภายในกำหนดจึงถือว่าโจทก์อุทธรณ์ในข้อที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้โจทก์เลื่อนการไต่สวนเพียงอย่างเดียวโดยขอให้ศาลอุทธรณ์สั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนพยานหลักฐานโจทก์ต่อไป คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ตรวจคำฟ้องแล้วไม่อนุญาตให้โจทก์ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาเพราะเหตุคดีโจทก์ไม่มีมูลที่จะฟ้องร้อง ตามมาตรา 155 วรรคแรก จึงยุติไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น คดีจึงไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณาว่าสมควรอนุญาตให้โจทก์เลื่อนคดีเพื่อทำการไต่สวนพยานหลักฐานโจทก์ต่อไปหรือไม่
เรื่องนี้เริ่มต้นอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์ ต่อมากลายเป็นคดีมีทุนทรัพย์ ก็เลยไม่มีเงินจ่าย จะขอยกเว้นค่าธรรมเนียมได้หรือไม่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5647/2543
จำเลยที่ 2 ยื่นอุทธรณ์โดยเสียค่าขึ้นศาลในลักษณะคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้กับคดีมีทุนทรัพย์ตามจำนวนค่าเสียหายที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นเงิน 400 บาท ต่อมาศาลอุทธรณ์เห็นว่าเป็นคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้และให้ศาลชั้นต้นตีราคาที่ดินและตึกแถวพิพาทเป็นทุนทรัพย์ ศาลชั้นต้นตีราคาแล้วเรียกให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มขึ้น 95,000 บาท จำเลยที่ 2 ไม่ชำระ แต่ยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ ถือได้ว่าเป็นกรณีที่จำเลยที่ 2 ตกเป็นคนยากจนลงภายหลังแล้ว ชอบที่จะยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาชั้นอุทธรณ์ในภายหลังที่ได้ยื่นคำฟ้องอุทธรณ์ไว้แล้วได้
เดิมให้โจทก์ยกเว้น ต่อมาโจทก์มาขอแก้ฟ้อง ศาลก็อนุญาต ถามว่าต้องไต่สวนเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมที่ต้องวางศาลตามคำร้องอีกหรือไม่
ก็หาจำเป็นที่ศาลจะต้องไต่สวนเพื่อมีคำสั่งอนุญาตให้ฟ้องอย่างคนอนาถาสำหรับคำฟ้องภายหลังอีกไม่เพราะถือได้ว่า ยังคงเป็นคำฟ้องในคดีเดียวกันซึ่งศาลได้ไต่สวนและมีคำสั่งอนุญาตไว้แล้ว
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1730/2512
เมื่อศาลอนุญาตให้โจทก์ฟ้องอย่างคนอนาถาได้ การที่โจทก์จะขอแก้ฟ้องในภายหลังได้หรือไม่นั้น ต้องอยู่ในบังคับแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 179 คือคำฟ้องเดิมและคำฟ้องภายหลังจะต้องเกี่ยวข้องกันพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ เมื่อศาลเห็นว่าเป็นคำฟ้องที่เกี่ยวข้องกัน ซึ่งอนุญาตให้แก้ฟ้องได้แล้ว ก็หาจำเป็นที่ศาลจะต้องไต่สวนเพื่อมีคำสั่งอนุญาตให้ฟ้องอย่างคนอนาถาสำหรับคำฟ้องภายหลังอีกไม่เพราะถือได้ว่า ยังคงเป็นคำฟ้องในคดีเดียวกันซึ่งศาลได้ไต่สวนและมีคำสั่งอนุญาตไว้แล้ว
ตามคำฟ้องเดิม โจทก์ฟ้องว่า โจทก์กับจำเลยทำสัญญากันให้จำเลยชำระหนี้แทนโจทก์และรับโอนที่ดินประทานบัตรของโจทก์ไว้เพื่อจัดตั้งบริษัทร่วมทุนระหว่างโจทก์จำเลยประกอบกิจการทำเหมืองแร่ จำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญา ไม่จัดตั้งบริษัทขึ้น แต่กลับขุดเอาแร่ของโจทก์ไปขายเป็นประโยชน์ส่วนตัว เป็นทั้งผิดสัญญาและละเมิดคำร้องขอแก้ฟ้องของโจทก์กล่าวความเดิมที่จำเลยทำผิดสัญญาและโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว ขอให้ศาลพิพากษาให้คู่สัญญากลับคืนสู่ฐานะเดิม โดยให้จำเลยรับชำระหนี้ที่ออกใช้แทนโจทก์ไป และโอนประทานบัตรพิพาทคืนให้โจทก์ ดังนี้ย่อมเป็นคำฟ้องที่เกี่ยวข้องกันพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้
โจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำสัญญาฉบับแรก แล้วต่อมาทำสัญญาอีกฉบับหนึ่งซึ่งมีข้อความลบล้างสัญญาฉบับแรก เพื่อใช้ขู่เจ้าหนี้ของโจทก์ให้ยอมรับชำระหนี้และโอนที่ดินประทานบัตรซึ่งเป็นประกันคืนโดยโจทก์จำเลยมิได้มีเจตนาผูกพันกันจริงจัง ดังนี้ สัญญาฉบับหลังหามีผลเป็นการยกเลิกสัญญาฉบับแรกไม่
ตามสัญญาที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำไว้ต่อกัน จำเลยจะต้องชำระหนี้แทนโจทก์และรับโอนที่ดินประทานบัตรของโจทก์เพื่อจัดตั้งบริษัทร่วมทุนระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ประกอบกิจการทำเหมืองแร่ แต่จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการ ได้เข้าปฏิบัติการชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้และรับโอนประทานบัตรของโจทก์มาในนามจำเลยที่ 2 ถือได้ว่าการชำระหนี้และรับโอนประทานบัตรดังกล่าวจำเลยที่ 2 กระทำในฐานะเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1
ตามสัญญาที่ทำไว้ โจทก์กับจำเลยที่ 1 จะต้องจัดตั้งบริษัทขึ้น เพื่อประกอบกิจการทำเหมืองแร่ในที่ดินประทานบัตรของโจทก์ที่โอนให้จำเลย โดยโจทก์จำเลยต่างเป็นผู้ถือหุ้นตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ แต่เมื่อบริษัทยังมิได้จัดตั้งขึ้นตามสัญญา จำเลยจะถือสิทธิเข้าไปทำเหมืองแร่ในที่ดินประทานบัตรนั้นโดยลำพังหาได้ไม่เพราะผิดข้อตกลงที่ทำไว้ การที่จำเลยที่ 1 เข้าดำเนินการและในฐานะที่จำเลยที่ 1 เป็นกรรมการผู้จัดการและผู้แทนของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนิติบุคคลยินยอมให้จำเลยที่ 2 เข้าร่วมดำเนินการขุดหาแร่ โดยโจทก์มิได้รู้เห็นยินยอมหรือเกี่ยวข้องด้วย ย่อมเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต และเป็นการผิดสัญญาที่จำเลยที่ 1 ทำไว้กับโจทก์ โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเสียได้
การที่จำเลยทั้งสองเข้าดำเนินการขุดเอาแร่ในที่ดินประทานบัตรของโจทก์ไปเป็นประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว จำเลยต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดในฐานผิดสัญญาและข้อตกลง ส่วนจำเลยที่ 2 ซึ่งไม่มีสิทธิอย่างใด ในการขุดเอาแร่ในที่ดินประทานบัตรของโจทก์ ต้องรับผิดฐานละเมิด
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจพิพากษาให้คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้เสียค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง หรือจะให้เป็นพับกันไปก็ได้
ถ้าศาลไม่อนุญาตแล้วจบไป ถามว่าจะขอใหม่ได้หรือไม่ ( ขอแล้วขออีก ไม่ให้ขอใหม่ )
และไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีซ้ำด้วยเหตุผลเพราะมีกฎหมายให้ทำได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1503/2511
คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอให้พิจารณาคำขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาใหม่ โดยไม่อนุญาตให้ผู้ขอนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมนั้น ไม่ใช่คำสั่งระหว่างพิจารณา และไม่ใช่คำสั่งยกคำขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคท้าย จึงไม่ต้องห้ามฎีกา
ในกรณีที่มีการยื่นคำขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาไม่ว่าในชั้นใด หากศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลให้แต่เฉพาะบางส่วนหรือมีคำสั่งให้ยกคำขอเสียทีเดียว ถ้าผู้ยื่นคำขอประสงค์จะดำเนินกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับคำขอนั้นต่อไป ก็มีสิทธิเลือกกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ อาจยื่นคำขอต่อศาลให้พิจารณาคำขอนั้นใหม่เพื่ออนุญาตให้นำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติม ว่าตนเป็นคนยากจน หรือใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งนั้นต่อไปภายในกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันมีคำสั่ง ถ้าผู้ยื่นคำขอเลือกใช้สิทธิอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์ได้มีคำสั่งคำขอนั้นประการใดแล้ว คำสั่งของศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุด ผู้ยื่นคำขอจะย้อนกลับมาขอให้พิจารณาคำขอนั้นใหม่เพื่ออนุญาตให้ตนนำพยานหลักฐานมาแสดงว่าตนเป็นคนยากจนอีกไม่ได้
(วินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 23/2511)
หลังจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาแล้ว หากมีเหตุเกิดขึ้นใหม่ทำให้ผู้ยื่นคำขอตกเป็นคนยากจนลงในภายหลัง ก็มีสิทธิยื่นคำขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาได้อีกตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคแรก จะมาขอให้พิจารณาคำขอเดิมนั้นใหม่ตามมาตรา 156 วรรค 4 หาได้ไม่
ถ้าเป็นอุทธรณ์ต้องห้ามจะสั่งอุทธรณ์ต้องห้ามก่อนหรือไม่ เปรียบเทียบกับเรื่องเสียดสีสาลมันชัดเจน แต่เรื่องมาตรา 224 จริงอยู่ทุนทรัพย์ไม่เป็นไปตาม 224 ก็ต้องห้ามแต่มันมีข้อเท็จจริงยกเว้นเยอะแยะ ตรงนี้ในทางปฏิบัติจึงรีบไม่ได้ จะด่วนไปสั่งไม่ได้ ต้องไปสั่งเรื่องคำขอยกเว้นค่าธรรมเนียมเสียก่อน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 772/2510
จำเลยยื่นอุทธรณ์และยื่นคำร้องขอฟ้องอุทธรณ์อย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนอนาถา ครั้นถึงวันนัดได้สั่งงดไต่สวนเสีย โดยว่าไม่จำเป็นและมีคำสั่งว่า ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย เพราะเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 ที่ศาลชั้นต้นสั่งเช่นนี้ ศาลฎีกาเห็นว่า ยังคลาดเคลื่อนอยู่ เพราะเมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงไม่ได้เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 224 ก็พึงยกคำร้องขอฟ้องอุทธรณ์อย่างคนอนาถานั้นเสีย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรค 3 หาควรที่จะก้าวล่วงไปสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยเสียทีเดียวไม่ จึงพิพากษายกคำสั่งศาลอุทธรณ์และศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งใหม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรค 3 ค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ฎีกาให้คืนจำเลยไป (คดีนี้จำเลยฎีกาได้)
เป็นเรื่องเส้นผมบังภูเขา คือเมื่อได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมแล้วตายลง มีการเข้ารับมรดกความตามมาตรา 42 ปรากฏว่าผู้เข้ารับมรดกความสามารถเสียได้
คำสั่งคำร้องที่ 60/2503
ในกรณีที่โจทก์ผู้ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาตายลง แม้ผู้รับมรดกความจะเป็นคนมีทรัพย์เสียค่าธรรมเนียมศาลได้ ก็มีสิทธิดำเนินคดีอย่างคนอนาถาต่อไปได้ โดยไม่ต้องขอคำสั่งศาลใหม่
กระทบเรื่องการทิ้งฟ้องตาม 174 ( 2 )
เรื่องนี้คำฟ้องอยุ่ในศาลแล้วแต่ศาลยังไม่ได้สั่งคำฟ้อง เพราะไต่สวนเรื่องยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลอยู่ ศาลดันไปสั่งเรื่องทิ้งฟ้องเลย ไม่ได้
***คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 866/2518
โจทก์ยื่นฟ้องและยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลสั่งรับคำร้องนั้นและนัดไต่สวนคำร้อง ครั้นถึงวันนัดโจทก์ไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง ดังนี้ ศาลจะถือว่าเป็นการทิ้งฟ้องและสั่งให้จำหน่ายคดีเสียย่อมไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา เพราะในชั้นนี้ศาลเพียงแต่สั่งรับคำร้องขอดำเนินคดีอนาถา และสั่งให้ไต่สวนคำร้องเท่านั้น ยังมิได้สั่งรับคำฟ้องไว้เพียงแต่ถือได้ว่าโจทก์ไม่มีพยานมาให้ไต่สวนให้ได้ความว่าโจทก์เป็นคนอนาถาจริง จึงต้องยกคำร้องเสีย หากโจทก์ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปก็กำหนดให้โจทก์นำเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลภายในเวลาที่ศาลจะกำหนดเท่านั้น
คำร้องถ้าสั่งในเนื้อหาว่าพอเสียค่าธรรมเนียมหรือไม่ ต้องอุทธรณ์ภายใน 7 วันตาม 156 /1 ตอนท้าย
แต่ถ้าไม่ได้สั่งในเนื้อหาก็
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3263/2527
จำเลยไม่มาศาลในวันนัดไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ถือว่าจำเลยไม่มีพยานให้ศาลไต่สวนให้ได้ความว่าจำเลยเป็นคนอนาถาให้ยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์เสียเท่ากับวินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคำร้องของจำเลยแล้วว่าจำเลยไม่ใช่คนอนาถาต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้จำเลยได้ไต่สวนคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถา อ้างเหตุว่าจำวันนัดผิดพลาด การขาดนัดไต่สวนคำร้องมิได้เป็นไปโดยเจตนาศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยจะอ้างเหตุว่าจำวันนัดคลาดเคลื่อนมาเป็นข้ออ้างหาได้ไม่ให้ยกคำร้องของจำเลยเสีย ดังนี้ย่อมมีผลเช่นเดียวกับคำสั่งเดิมที่ว่าจำเลยไม่ใช่คนอนาถา เมื่อจำเลยอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ย่อมถึงที่สุด
สองเรื่องนี้ไม่เหมือนกันเรื่องแรกวันนัดไต่สวนไม่มา แล้วไม่แจ้งเหตุขัดข้องศาลเห้นว่าไม่มีพยานให้สืบในเนื้อหา ส่วนเรื่องหลังเป็นการยกคำร้องโดยทางพิจารณา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3667/2550 ( เดินตาม 3515/2533 )
อุทธรณ์ของผู้ร้องเป็นอุทธรณ์ที่คัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของผู้ร้องที่ขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา โดยอ้างว่าผู้ร้องทิ้งคำร้อง คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวมิได้สั่งในเนื้อหาของคำร้องดังกล่าวของผู้ร้องแต่ประการใด จึงมิได้เป็นคำสั่งที่ให้ยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาซึ่งผู้ร้องจะต้องอุทธรณ์ภายใน 7 วัน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 156 วรรคท้าย แต่คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวเป็นคำสั่งที่ผู้ร้องมีสิทธิอุทธรณ์คัดค้านได้ภายในกำหนด 1 เดือน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ประกอบด้วยมาตรา 229 ข้อเท็จจริงได้ความตามท้องสำนวนว่าผู้ร้องทราบคำสั่งยกคำร้องของศาลชั้นต้นดังกล่าวเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2548 ผู้ร้องยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2548 ซึ่งยังไม่พ้นกำหนด 1 เดือน ศาลอุทธรณ์ชอบที่จะรับอุทธรณ์ของผู้ร้องไว้พิจารณาต่อไป
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3515/2533
คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีชั้นร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาของจำเลยเพราะจำเลยทิ้งคำร้องมิใช่เป็นการสั่งในเนื้อหาของคำร้องและมิใช่เป็นคำสั่งให้ยกคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาซึ่งจะต้องอุทธรณ์ภายใน 7 วัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 156 วรรคท้าย แต่มีสิทธิอุทธรณ์ได้ภายในกำหนด 1 เดือนนับแต่วันที่จำเลยทราบคำสั่งจำหน่ายคำร้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ประกอบมาตรา 229
ฎีกานี้คล้ายกับเรื่องทิ้งคำร้อง แต่เป็นเรื่องไม่อาจอนุญาตได้ เลื่อนหรือไม่เลื่อนเป็นกระบวนพิจาณา ตรงนี้ถ้าจะออกสอบก็ออกเรื่องอุทธรณ์ฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4621/2547
การที่จำเลยทั้งสามอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและถือว่าจำเลยทั้งสามไม่มีพยานเข้าทำการไต่สวนให้น่าเชื่อว่าจำเลยทั้งสามมีฐานะยากจน โดยจำเลยทั้งสามขอให้ยกคำสั่งดังกล่าวของศาลชั้นต้น และให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามต่อไปนั้น ถือไม่ได้ว่าเป็นการอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ซึ่งจะต้องยื่นอุทธรณ์คำสั่งภายในกำหนดเวลา 7 วัน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 156 วรรคท้าย จำเลยทั้งสามชอบที่จะยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวของศาลชั้นต้นได้ภายในกำหนดเวลา 1 เดือน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226 (2)
ทนายจำเลยทั้งสามมอบฉันทะให้เสมียนทนายนำคำร้องขอเลื่อนการไต่สวนโดยอ้างว่าป่วย โดยในครั้งแรกศาลชั้นต้นได้อนุญาตให้เลื่อนคดีและกำชับให้เตรียมพยานมาให้พร้อมทั้งกำชับว่าหากมีพยานเพียงใดถือว่าติดใจเพียงเท่านั้น หากไม่มีพยานมาศาลจะงดสืบพยานและให้ทนายทั้งสามส่งใบรับรองแพทย์ ครั้งถึงวันนัดทนายจำเลยทั้งสามมอบฉันทะให้เสมียนทนายนำคำร้องขอเลื่อนการไต่สวนอีก อ้างว่าป่วยโดยไม่มีใบรับรองแพทย์และไม่ส่งใบรับรองแพทย์ในครั้งก่อนโดยอ้างว่าไม่ได้ไปหาแพทย์ พฤติการณ์ของทนายจำเลยดังกล่าวจึงส่อไปในทางประวิงคดี ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีจึงชอบแล้ว
จำเลยขอยกเว้นอุทธรณ์และค่าธรรมเนียมศาล ศาลสั่งไม่อนุญาต ไม่ได้ห้วนอย่างนี้มีสร้อยความที่น่าระวังมากว่าหากยังติดใจอุทธรณ์ให้นำค่าฤชาธรรมเนียมศาลมาวางภายใน 10 วัน
***คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1465/2535
ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีแล้ว จำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์พร้อมกับคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้อง จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลอุทธรณ์มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์อย่างคนอนาถา และสั่งว่าหากจำเลยทั้งสอง ยังติดใจอุทธรณ์ให้จำเลยทั้งสองนำค่าธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ มาชำระต่อศาลชั้นต้นใน 10 วัน จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอขยาย ระยะเวลาการชำระเงินออกไปอีก 15 วัน แต่ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาต ให้ขยายระยะเวลาไปเพียง 7 วัน อันเป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้น ใช้อำนาจทั่วไปที่มีอยู่สั่งขยายระยะเวลาการชำระเงินให้จำเลย ทั้งสองเพื่อประโยชน์แก่ความยุติธรรม จำเลยทั้งสองจึงยื่นอุทธรณ์ คัดค้านคำสั่งดังกล่าว ซึ่งย่อมมีสิทธิจะทำได้ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 223 และเมื่อศาลชั้นต้น สั่งไม่รับอุทธรณ์จำเลยทั้งสองก็มีสิทธิยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ต่อศาลอุทธรณ์ได้ตาม มาตรา 234 โดย ต้องนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง มาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาล แม้อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการขอขยายระยะ เวลาการชำระเงินค่าธรรมเนียมอุทธรณ์ก็ตาม แต่ก็เป็นยื่นอุทธรณ์ ภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นพิพากษาชี้ขาดตัดสินคดีแล้ว และเมื่อ มีการอุทธรณ์ย่อมทำให้การบังคับคดีต้องล่าช้าไป อาจเสียหาย แก่โจทก์ผู้ชนะคดีได้ จำเลยทั้ง สองจึงต้องปฏิบัติตามเงื่อนไข ของกฎหมายดังกล่าวสำหรับในกรณีเช่นนี้ด้วย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3503/2542
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นฎีกาของจำเลยแล้ว จำเลยต้องยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อศาลฎีกาภายในกำหนดเจ็ดวัน นับแต่วันมีคำสั่งตาม ป.วิ.พ.มาตรา 156 วรรคท้าย เพราะเป็นเรื่องอยู่ในกระบวนการพิจารณาของศาลฎีกา การที่จำเลยอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อศาลอุทธรณ์จึงเป็นการไม่ชอบ กรณีเช่นนี้ศาลอุทธรณ์ชอบที่จะส่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไปให้ศาลฎีกาพิจารณาสั่งต่อไป ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ยกคำร้องเสียเอง จึงไม่ชอบเช่นกัน ปัญหานี้เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 142 (5), 246 และ 247โดยให้เพิกถอนคำสั่งศาลอุทธรณ์ที่สั่งยกคำร้องดังกล่าว
จำเลยฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ซึ่งพอถือได้ว่าจำเลยประสงค์จะขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่คัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นอันเป็นเรื่องอยู่ในกระบวนการพิจารณาของศาลฎีกา เพราะจำเลยได้อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาภายในกำหนดแล้ว ศาลฎีกาจึงรับวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวของจำเลยให้
แม้ขณะยื่นฎีกาจำเลยจะอยู่ในฐานะลำบาก กิจการที่ดำเนินการอยู่ต้องลดสัดส่วนและต้องนำรายได้มาเป็นค่าจ้างให้แก่ลูกจ้าง ทั้งมีหนี้สินถูกฟ้องหลายคดี ทุนทรัพย์ประมาณ 1,000 ล้านบาท หลักทรัพย์ถูกยึดเป็นประกันหนี้จำนองและมีราคาลดลง และจำเลยยังมีภาระอุปการะเลี้ยงดูบุตรก็ตาม แต่เมื่อจำเลยยังดำเนินกิจการมีรายได้ ตลอดจนมีทรัพย์สินอยู่ ประกอบกับในชั้นอุทธรณ์จำเลยก็สามารถเสียค่าธรรมเนียมศาลได้ กรณีจึงยังไม่เป็นที่พอใจว่าจำเลยเป็นคนยากจนไม่สามารถเสียค่าธรรมเนียมศาลได้ ศาลฎีกาจึงไม่อนุญาตให้จำเลยดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นฎีกา ถ้าจำเลยประสงค์จะดำเนินคดีในชั้นฎีกาต่อไป ก็ให้นำเงินค่าธรรมเนียมชั้นฎีกามาชำระต่อศาลชั้นต้นภายในเวลาที่ศาลฎีกากำหนด
ในกรณีที่อุทธรณ์ในเนื้อหาแล้วศาลอุทธรณ์พิพากษายืนฎีกาไม่ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6671/2547 ค้นไม่พบ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1841/2548
จำเลยยื่นอุทธรณ์และยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ววินิจฉัยว่าคดีของจำเลยไม่มีมูลพอที่จะอุทธรณ์ให้ยกคำร้อง ส่วนศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคดีของจำเลยมีมูลพอที่จะอุทธรณ์แต่จำเลยไม่เป็นคนยากจนให้ยกคำร้อง คำสั่งของศาลอุทธรณ์ที่ยืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์เป็นคำสั่งที่ได้วินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคำร้องแล้วจึงเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคท้าย ที่จำเลยฎีกาขอให้ศาลฎีกาอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์แม้จะอ้างว่าศาลอุทธรณ์ไม่มีอำนาจยกประเด็นเรื่องจำเลยเป็นคนยากจนขึ้นวินิจฉัยก็เป็นการฎีกาในเนื้อหาแห่งคำร้องเพื่อขออนุญาตให้จำเลยดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ เป็นฎีกาโต้แย้งคัดค้านคำสั่งศาลอุทธรณ์ซึ่งถึงที่สุดแล้ว จึงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 495/2549
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 อุทธรณ์อย่างคนอนาถา หากจำเลยที่ 1 ยังคงติดใจอุทธรณ์ ก็ให้จำเลยที่ 1 นำเงินค่าธรรมเนียมมาชำระต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง คำสั่งของศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 156 วรรคท้าย การที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลตามคำสั่งของศาลอุทธรณ์ออกไปอีก แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่งต่อมา และศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นเพราะเห็นว่าไม่มีพฤติการณ์พิเศษหรือเหตุสุดวิสัยที่จะขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ให้แก่จำเลยที่ 1 ออกไปอีกนั้น เป็นเรื่องที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งต่อเนื่องจากคำสั่งที่ไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 อุทธรณ์อย่างคนอนาถาซึ่งถึงที่สุดแล้วจำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิฎีกาโต้แย้งคำสั่งของศาลอุทธรณ์ต่อไปได้อีก
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4821/2548
ฎีกาของจำเลยที่โต้แย้งดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมศาลออกไปอีกเป็นเรื่องที่อยู่ในกระบวนพิจารณาชั้นอุทธรณ์โดยเฉพาะต่อเนื่องกับคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่ยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาซึ่งถึงที่สุดไปแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย
ทั้งสามเรื่องนี้กาดอกจันทร์ไว้เลย ในมาตรา 156 /1 วรรค 4 กฎหมายกำหนดให้อุทธรณ์ภายใน 7 วันคำสั่งใดๆเป็นที่สุด กฎหมายเคร่งครัดเลยว่าถ้าอุทธรณ์ 7 วันเมื่อไหร่ จบที่ศาลอุทธรณ์หรือฎีกาทันที
แต่สามเรื่องนี้เป็นเรื่องยื่นเกิน 7 วัน แล้วไปเถียงว่าเป็นอุทธรณ์ 1 เดือนไม่ใช่ 7 วัน ศาลอุทธรณ์ก็พิพากษายืนถามว่าฎีกาได้หรือไม่
จะเห็นว่าไม่ใช่อุทธรร์ 7 วันก็ไม่ใช่เถียงเรื่อง 156/1 วรรคท้าย แต่เป็นเรื่อง 236 แล้ว ก็ฎีกาไม่ได้เช่นกัน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2197/2548
จำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์พร้อมทั้งยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลแต่เฉพาะบางส่วน จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยเพราะยื่นเกินกำหนด 7 วัน เมื่อจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ปฏิเสธไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งสองที่ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งเกิน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง โดยอ้าง ป.วิ.พ. มาตรา 156 วรรคท้าย คำสั่งของศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 236 คู่ความจะฎีกาต่อไปอีกไม่ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 635/2521
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องเพราะถือว่าจำเลยไม่มีพยานมาให้ ศาลไต่สวนให้ได้ความว่าเป็นคนอนาถา เมื่อจำเลยอุทธรณ์ก็ได้มีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยเพราะยื่นเกินกำหนด 7 วัน และเมื่อจำเลยอุทธรณ์คำสั่ง การที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ปฏิเสธไม่รับอุทธรณ์คำสั่งโดยอ้างประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 156 วรรคท้าย นั้น ต้องหมายความว่าศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วยกับคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ถือว่าจำเลยไม่มีพยานมาสืบ จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นคนอนาถา และจำเลยต้องอุทธรณ์คำสั่งภายใน 7 วัน
คู่ความยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ปฏิเสธไม่รับอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นเช่นนี้คำสั่งของศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 คู่ความจะฎีกาต่อไปอีกไม่ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7754/2549 ค้นไม่พบ
ต่อไปเป็นกลุ่มฎีกาที่ว่าเงินที่เป็นหลักประกันที่นำมาทุเลาบังคับคดี ตาม 321 ศาลก็จะให้นำกลักประกันมาวาง ซึ่งจะขอยกเว้นเหมือนยกเว้นค่าธรรมเนียม ไม่ได้เพราะมันไม่ใช่ค่าธรรมเนียมศาล
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3156/2527
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 155 การดำเนินคดีอย่างคนอนาถามีได้เฉพาะเกี่ยวกับเรื่องค่าธรรมเนียมศาลเท่านั้น แต่กรณีที่จะต้องนำหลักประกันมาประกันการชำระหนี้เพื่อขอทุเลาการบังคับตามคำพิพากษามิใช่เรื่องค่าธรรมเนียมศาล จึงจะขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาหาได้ไม่
ต่อไปเป็นเรื่องฎีกามาตรา 157
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4888/2546 ค้นไม่พบ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2882/2548
การที่ศาลอนุญาตให้บุคคลใดฟ้องหรือต่อสู้ความอย่างคนอนาถา บุคคลนั้นไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลในการดำเนินกระบวนพิจารณารวมถึงเงินวางศาลในการยื่นฟ้องอุทธรณ์หรือฎีกาเท่านั้นตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 157 สำหรับเงินวางศาลในการยื่นฟ้องอุทธรณ์ คือ เงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลชั้นต้นซึ่งจะต้องนำมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตามในมาตรา 229 ส่วนเงินที่จำเลยต้องชำระตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือประกันที่ต้องให้ไว้ต่อศาลตามมาตรา 234 มิใช่ค่าธรรมเนียมศาลดังกล่าว จำเลยจะขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาให้ศาลยกเว้นไม่ต้องชำระหาได้ไม่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 26/2533
ผู้ร้องเข้าอยู่ในที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิของเจ้าของที่ดินแม้ครอบครองเป็นเวลาเกิน 10 ปี ก็หาได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 ไม่ การได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาโดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมในการดำเนินคดีในศาลนั้น เป็นคนละเรื่องกับความรับผิดของคู่ความฝ่ายแพ้คดีที่จะต้อง ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทน คู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง แม้ผู้ร้องจะได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา แต่เมื่อผู้ร้องเป็นฝ่ายแพ้คดี ศาลก็ชอบที่จะพิพากษาให้ผู้ร้องใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้คัดค้านได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2639 - 2640/2518
ฎีกาจำเลยเป็นแต่เพียงโต้เถียงว่าที่ดินตามบัญชีท้ายฟ้องเป็นสินเดิมของ ล. โดยมิได้อ้างอิงข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายเป็นเหตุผลแห่งข้อโต้แย้งให้ชัดแจ้งในฎีกา ฎีกาของจำเลยในประเด็นข้อนี้จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคแรก
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 246 ประกอบกับมาตรา 167 บัญญัติให้เป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ในอันที่จะมีคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม ไม่ว่าคู่ความทั้งปวงหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจักมีคำขอหรือไม่ก็ดี ศาลอุทธรณ์จึงหยิบยกเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมนี้ขึ้นกล่าวเองได้ แม้ประเด็นแห่งคดีมิได้มีข้อโต้เถียงในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม
โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฟ้องคดีอย่างคนอนาถา และจำเลยได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์อย่างคนอนาถา เมื่อเรื่องปรากฏต่อศาลอุทธรณ์ก่อนศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า โจทก์จำเลยต่างฝ่ายต่างมีส่วนได้รับทรัพย์พิพาทจากกองมรดกเป็นจำนวนมาก ถือได้ว่าทั้งโจทก์และจำเลยมีทรัพย์สินพอจะเสียค่าฤชาธรรมเนียมได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 159 ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจสั่งให้คู่ความทั้งสองฝ่ายชำระค่าฤชาธรรมเนียมที่ได้รับยกเว้น หากไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง ให้ยึดหรืออายัดทรัพย์พิพาท แล้วเอาชำระค่าฤชาธรรมเนียมจากทรัพย์สินที่ยึดนั้นได้
ทั้งสามสี่เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเรื่องยกเว้นโดยตรง แต่เป็นเรื่องอื่นก็ไปดูกันนะครับ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1337/2503
เดิมจำเลยยื่นคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถา จำเลยแถลงในวันนัดไต่สวนว่า พยานมาไม่ครบและว่าเพื่อไม่ให้ยุ่งยาก จำเลยขอขยายอายุอุทธรณ์ไป 15 วัน เพื่อนำเงินค่าธรรมเนียมมาชำระศาลอนุญาต เช่นนี้ มีผลเสมอด้วยจำเลยขอถอนคำร้องขออนาถาเสียแล้ว ต่อมาเมื่อครบกำหนดดังกล่าว จำเลยจะมาแถลงว่าหาเงินค่าธรรมเนียมไม่ได้ ขอให้ศาลไต่สวนคำร้องขอใหม่ และขอขยายอายุอุทธรณ์ (เมื่อขาดอายุอุทธรณ์แล้ว) อีกหาได้ไม่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 273/2531
โจทก์ยื่นคำร้องขอฟ้องคดีอย่างคนอนาถา ต่อมาโจทก์แถลงไม่ติดใจขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา และขอขยายเวลาวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมอีก 10 วัน ศาลชั้นต้นอนุญาตในวันเดียวกัน และสั่งว่าหากไม่นำเงินมาวางภายใน 10 วันถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง โดยโจทก์ได้ลงลายมือชื่อในช่องหมายเหตุในคำร้องที่ระบุว่า ข้าพเจ้ารอฟังคำสั่งอยู่ ถ้าไม่รอถือว่าทราบแล้ว ดังนี้ต้องถือว่าโจทก์ทราบคำสั่งศาลในวันนั้นแล้ว เมื่อถึงวันครบกำหนดโจทก์ไม่นำเงินมาชำระค่าธรรมเนียม คำสั่งของศาลชั้นต้นย่อมมีผลทันทีโดยไม่ต้องมีคำสั่งอีกซึ่งคำสั่งทิ้งฟ้องของศาลชั้นต้นเท่ากับเป็นคำสั่งไม่รับฟ้อง และเมื่อศาลไม่รับฟ้องแล้วโจทก์จะร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาโดยขอให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องของโจทก์อีกไม่ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2321/2530
ในระหว่างที่ศาลไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาของโจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธิแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องเดิมให้บริบูรณ์ได้ เพราะไม่มีกฎหมายห้ามกรณีเช่นนี้ให้นำบทบัญญัติเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพ่งมาตรา 179 และมาตรา 180 มาใช้บังคับ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาโดยอ้างเหตุว่าคดีของโจทก์ไม่มีมูลที่จะฟ้องร้องและมีคำสั่งต่อไปอีกว่าหากโจทก์ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปให้นำค่าธรรมเนียมศาลมาชำระภายใน 7 วันเช่นนี้เห็นได้ว่าศาลชั้นต้นเพียงแต่ให้ยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาของโจทก์เสียเท่านั้น หาได้มีคำสั่งยกคำฟ้องหรือไม่รับคำฟ้องของโจทก์ที่ยื่นพร้อมกับคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาแต่ประการใด ดังนั้นคำฟ้องเดิมของโจทก์ยังคงมีอยู่ เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมฟ้องให้บริบูรณ์และกรณีเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 179 และมาตรา 180 โดยถูกต้อง ก็ชอบที่ศาลจะสั่งให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมฟ้องนั้นได้ และชอบที่โจทก์จะยื่นคำร้องขอให้ไต่สวนขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาใหม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2524/2517
คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ส่งสำเนาคำร้องขอฎีกาอย่างคนอนาถาของโจทก์ให้จำเลยและนัดพร้อม เป็นคำสั่งก่อนรับฎีกาของโจทก์ ไม่อยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 174(1) เมื่อปรากฏว่าโจทก์ยังมิได้นำส่ง ศาลชั้นต้นมีอำนาจกำหนดเวลา ให้นำส่งได้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174(1)หมายความเฉพาะการที่โจทก์เพิกเฉยไม่ร้องขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เพื่อให้ส่งหมายเรียกให้แก้คดีแก่จำเลยในการดำเนินกระบวนพิจารณา ในศาลชั้นต้นเท่านั้น จะนำมาใช้ในชั้นฎีกาไม่ได้ เพราะในชั้นฎีกา ไม่มีการออกหมายเรียกให้จำเลยแก้คดี ดังที่บัญญัติไว้ใน ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173
ปิดท้ายด้วยฎีกานี้ เป็นฎีกาที่ฝ่าความร้อน ไม่ค่อยปรากฏในทางปฏิบัติคือถ้าไม่อนุญาตให้ยกเว้น แล้วผู้ร้องยังอุทธรณ์คำสั่งอยู่เมื่อศาลไม่อนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียม อย่างนี้ถ้าตราบใดที่ศาลสูงหรืออุทธรณ์หรือฎีกายังไม่ได้สั่งเรื่องนี้ลงมาต้องวางค่าฤชาธรรมเนียมตามศาลต้นหรือไม่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6167/2544
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยดำเนินคดีอย่างคนอนาถาชั้นฎีกาและมีคำสั่งกำหนดเวลาให้จำเลยนำเงิน ค่าธรรมเนียมชั้นฎีกามาชำระภายในกำหนด 20 วัน นับแต่วันฟังคำสั่ง เป็นการกำหนดเวลาโดยอาศัยอำนาจของศาล ที่มีอยู่ทั่วไปในการที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาใดที่ไม่มีกฎหมายกำหนดไว้โดยเฉพาะหรือห้ามไว้ ไปในทางที่เห็นว่ายุติธรรมและสมควร และการกำหนดระยะเวลาดังกล่าวมิใช่เป็นการขยายระยะเวลาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ดังนั้น ถ้าจำเลยไม่ชำระค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ศาลชั้นต้นย่อมมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยได้ แม้ว่าจำเลยได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยฎีกาอย่างคนอนาถา แต่การยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว มิได้ทำให้คำสั่งศาลชั้นต้นต้องสะดุดหยุดอยู่หรือทำให้สิทธิในการวางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาต้องสะดุดหยุดอยู่ จนกว่าศาลฎีกาจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น เพราะการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าวเป็นเรื่องระหว่างศาลชั้นต้นกับจำเลย หากศาลฎีกามีคำสั่งเป็นอย่างอื่น คำสั่งศาลฎีกาย่อมลบล้างคำสั่งของศาลชั้นต้นไปในตัว ศาลชั้นต้นจึงไม่ต้องรอฟังคำสั่งของศาลฎีกาก่อน มิฉะนั้นคำสั่งศาลชั้นต้นก็จะไร้ผล จำเลยจะรอคำสั่งของศาลฎีกาโดยที่มิได้ยื่นคำร้องขอขยายเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นต้นก่อน จึงไม่ถูกต้อง
คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 289/2532 โดยให้เรียกจำเลยในสำนวนดังกล่าวว่า จำเลยที่ 9แต่ในชั้นนี้ คงมีปัญหาสู่ศาลฎีกาเฉพาะจำเลยที่ 8 คดีนี้สืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 7 ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายเป็นเงิน 10,908,933.02 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 6 ที่ 8 และที่ 9
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 6 และที่ 8 ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 10,908,933.02 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
โจทก์ จำเลยที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 ยื่นฎีกาโดยจำเลยที่ 4 ที่ 5 ที่ 7และที่ 8 ยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นฎีกา ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 ฎีกาอย่างคนอนาถาหากจำเลยที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป ให้นำเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกามาวางศาลภายใน 20 วัน นับแต่วันฟังคำสั่งจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 7 นำเงินค่าธรรมเนียมชั้นฎีกามาวางศาลภายในกำหนดและศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 7 แล้วส่วนจำเลยที่ 8 ไม่ได้วางเงินภายในกำหนด แต่ได้อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 8 ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นฎีกาศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 8 ศาลฎีกามีคำสั่งว่า จำเลยที่ 8 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งพ้นกำหนด 7 วัน นับแต่วันฟังคำสั่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคท้ายที่ศาลชั้นต้นสั่งรับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งมานั้นไม่ชอบให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 8จำเลยที่ 8 ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 8 ไม่ทราบวันนัดฟังคำสั่งศาลฎีกาของศาลชั้นต้น ขอให้ศาลชั้นต้นกำหนดวันนัดฟังคำสั่งศาลฎีกาใหม่ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้นัดฟังคำสั่งศาลฎีกาใหม่และได้อ่านคำสั่งศาลฎีกาให้จำเลยที่ 8 ฟังแล้ว จำเลยที่ 8 ยื่นคำแถลงขอวางเงินค่าธรรมเนียมชั้นฎีกาศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 8 ให้คืนค่าธรรมเนียมชั้นฎีกาแก่จำเลยที่ 8 และนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา จำเลยที่ 8 อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับเงินค่าธรรมเนียมชั้นฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่ารับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 8 ให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลอุทธรณ์หลังจากอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาแล้ว จำเลยที่ 8 ยื่นคำร้องขอให้แยกสำนวนเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 8 ส่งศาลอุทธรณ์ เพื่อพิจารณาและขอให้งดการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาและรวบรวมสำนวนส่งศาลอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยที่ 8 ฎีกา
ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 8 ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาชั้นฎีกาและมีคำสั่งกำหนดเวลาให้จำเลยที่ 8 นำเงินค่าธรรมเนียมชั้นฎีกามาชำระภายในกำหนด 20 วันนับแต่วันฟังคำสั่ง (วันที่ 18 กรกฎาคม 2539) คำสั่งดังกล่าวเป็นการกำหนดเวลาโดยอาศัยอำนาจของศาลที่มีอยู่ทั่วไปในการที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาใดที่ไม่มีกฎหมายกำหนดไว้โดยเฉพาะหรือห้ามไว้ ไปในทางที่เห็นว่ายุติธรรมและสมควร และการกำหนดระยะเวลาดังกล่าว มิใช่เป็นการขยายระยะเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 อันจะทำได้ต่อเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษและจะต้องทำก่อนสิ้นระยะเวลานั้น ดังเช่นในมาตรา 23นั้นเองก็ได้กล่าวถึงระยะเวลาที่ศาลได้กำหนดไว้ แสดงว่าศาลกำหนดระยะเวลาได้ดังนั้น ถ้าจำเลยที่ 8 ไม่ชำระค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ศาลชั้นต้นย่อมมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 8ได้ แม้ว่าจำเลยที่ 8 จะยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 8 ฎีกาอย่างคนอนาถาได้ แต่การยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวมิได้ทำให้คำสั่งศาลชั้นต้นต้องสะดุดหยุดอยู่หรือทำให้สิทธิในการวางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาต้องสะดุดหยุดอยู่ จนกว่าศาลฎีกาจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่นดังที่จำเลยที่ 8 ฎีกา เพราะการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าวเป็นเรื่องระหว่างศาลชั้นต้นกับจำเลยที่ 8 หากศาลฎีกามีคำสั่งเป็นอย่างอื่น คำสั่งศาลฎีกาย่อมลบล้างคำสั่งของศาลชั้นต้นไปในตัว ศาลชั้นต้นจึงไม่ต้องรอฟังคำสั่งของศาลฎีกาก่อน มิฉะนั้นคำสั่งศาลชั้นต้นก็จะไร้ผล จำเลยที่ 8 จะรอคำสั่งของศาลฎีกาโดยที่มิได้ยื่นคำร้องขอขยายเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นต้นก่อนจึงไม่ถูกต้อง เมื่อจำเลยที่ 8ใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นและปรากฏว่าอุทธรณ์ดังกล่าวยื่นเกินกำหนดเวลาตามมาตรา 156 วรรคท้าย และศาลฎีกามีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 8 เสียแล้ว เท่ากับว่าจำเลยที่ 8 มิได้ยื่นอุทธรณ์มาแต่ต้นแม้จำเลยที่ 8 ไม่ทราบคำสั่งนั้น เนื่องจากได้ย้ายไปรับราชการที่อื่นและมิได้รับหมายนัดจากศาลชั้นต้นให้มาฟังคำสั่งศาลฎีกา และจำเลยที่ 8ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งศาลฎีกาให้จำเลยที่ 8 ฟังใหม่และศาลชั้นต้นอ่านใหม่วันที่ 13 กันยายน 2542 ก็ตาม จำเลยที่ 8ก็ต้องผูกพันตามคำสั่งศาลชั้นต้นนั้น จึงเป็นกรณีที่ล่วงเลยเวลาที่จำเลยที่ 8จะชำระค่าธรรมเนียมศาลแล้ว ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 8 ฟังไม่ขึ้น"
พิพากษายืน
คราวหน้าตอนสุดท้าย อาจารย์ก็จะรวบรวมฎีกาเก็บตกต่างๆมาให้ วันนี้พอแค่นี้ ขอบคุณครับ