ครั้งที่ 2 วันศุกร์ 3 ธันวาคม 2553
สวัสดีครับนักศึกษาครับวันนี้ก็ครั้งที่สองนะครับ เมื่อคราวที่แล้วก็ได้บรรยายในเรื่องเขตอำนาจศาลนะครับ ก็บรรยายในเรื่องมูลคดีเกิดส่วนใหญ่เราถือว่าสัญญาเกิดที่ไหนมูลคดีเกิดที่นั้น แต่การเกิดของสัญญาแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน เช่นในส่วนสัญญาวิทยุคมนาคม ซึ่งแตกต่างกันระหว่างสัญญาขอใช้บัตรเครดิตร ซึ่งเรื่องนี้ผู้เช่าซื้อและผู้ให้เช่าซื้อมูลคดีก็เกิดในเขตศาลเนื่องจากการเช่าซื้อตาม 572 ต้องทำเป็นหนังสือคือลงลายมือชื่อทั้งผู้เช่าซื้อและผู้ให้เช่าซื้อประการก็คือการทำสัญญา ผู้ให้เช่าซื้อ อยู่ต่างจังหวัดสัญญาเช่าซื้อนี่เกิดที่ไหน เนื่องจากต้องไปให้ผู้ให้เช่าซื้อลงนามในสัญญานั้น ก็ให้ถือว่ามูลคดีนั้นเกิดทั้งสองแห่ง มีฏีกาวินิจฉัยไว้เยอะ
8818/2551
8553/2547
เป็นเรื่องเกี่ยวกับสัญญาเช่าซื้อที่ถือว่ามูลคดีเกิดทั้งสองแห่ง มาดูต่อไปว่าเมื่อสัญญาเกิดที่ไหน เราต้องมาดูในส่วนกฎหมายสาระบัญญัติคือในทางแพ่งด้วย เช่นการทำคำเสนอที่ไม่ได้อยู่เฉพาะหน้า ได้ทำคำขอซื้อสินค้า แต่คำขอซื้อ ผ่านจากนายข ที่จังหวัดสมุทรปราการ ปัญหาคือ มูลคดีเกิดขึ้นที่ไหน เรื่องนี้ศาลฏีกาได้วินิจฉัยว่า 3720/2551
ทำสัญญาซื้อขายกับจำเลยทั้งสองการที่โจทก์จะส่งสินค้าตามคำสั่งซื้อไปให้แก่จำเลยทั้งสองถือว่าศาลที่รับมอบสินค้าเป็นศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นซึ่งจากฏีกานี้นักศึกษาจะเห็นว่านกรณีเป็นเรื่องการทำคำขอ หมายถึงการที่โจทก์ ส่งสินค้าไป มีข้อสังเกตว่า เรื่องนี้ศาลวินิจฉัยว่าโจทก์ฟ้องคดีที่ศาลสมุทรปราการ
เรามาดูในประเด็นต่อไปว่า ในกรณีที่เรื่องของสัญญาปัญหาเรื่องการวินิจฉัย เป็นเรื่องที่เราเข้าใจค่อนข้างยาก เช่นไปสั่งซ้อที่สงขลา ทำสัญญาที่สงคราแล้วให้ไปซื้อที่ภูเกต ปัญหาว่าจะฟ้องคดีที่ศาลไหน มูลคดีเกิดที่ไหน ก็สังเกตว่า สํญญาทำที่สงคลา สวนการส่งมอบที่ภูเก็ต 5483/2540 ในส่วนของสัญญาก็สรุปเป็นหลักว่าการพิจารณา นั้น ให้พิจารณาว่าสัญญาเกิดที่ไหน มีคดีแพ่งเรื่องหนึ่ง
คือคดีที่ฟ้องให้รับผิดตามเช็คตัวเงิน เคยมีข้อสอบผู้ช่วยออกไปข้อหนึ่ง ทำสัญญาก่อสร้างอาคารที่จังหวัดหนึ่งแล้วมีการชำระหนี้ แต่หลักเราต้องศึกษาก่อนคือในคดีเกี่ยวกับฟ้องให้จำเลยชำระเงินตามเช็คหลักก็คือถือว่าธนาคารตามเช็คตั้งอยู่ศาลไหน นั่นคือศาลที่มูลคดีเกิด ซึ่งวินิจฉัยว่าศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจฟ้องคดีนั้น อีกกรณีหนึ่งคือสถานที่มูลหนี้เดิมเกิดที่ไหน มูลหนี้ตามเช็คก็เกิดขึ้นด้วยตัวอย่างก็คือ การออกเช็คหลักคดีฟ้องให้จำเลยชำระเงินตามเช็ค หลักคือว่าธนาคารตามเช็คตั้งอยู่ศาลไหนศาลนั้นเนศาลที่มูลคดีเกิด 8506/2524
นี่คือบทสรุปของฏีกานี้ นักศึกษา ธนาคารตามเช็คตั้งอยู่ที่ไหน
อีกกรณืคือ มูลหนี้เดิมเกิดที่ไหน มูลหนี้ตามเช็คก็เกิดขึ้นด้วย อีกตัวอย่างคือ การออกเช็คชำระหนี้หนี้ค่าก่อสร้าง สถานที่ก่อสร้าง 1864/2528 ฏีกานี้ก็ออกสอบผู้ช่วย สองปีที่แล้ว
อีกกรณีคือมูลหนี้ ที่เอาเช็คไปขายลด สถานที่ที่ขายลด ก็เป็น 7212/2545
ส่วนในเรื่องของมูลละเมิด ก็เกิดขึ้นในเขตศาลใด ศาลนั้นเป็นศาลที่มูลคดีเกิด จากที่ได้บรรยายก็คงจะได้หลักแล้วว่าเป็นเรื่องที่ทำสัญญาเป็นคดีฟ้องหย่า ถือสถานที่ที่ก่อให้เกิดเหตุหย่าเป็นสถานที่ที่ เกิดแต่ไม่ถือว่าสถานที่ทีจดทะเบียนสมรสนะครับ
มันก็ไม่มีปัญหา ถือว่าเป็นสถานที่ที่มูลคดีเกิด เรื่องจำเลยมีภูมิลำเนาแยกจำเลยเป็นสองประเภทคือบุคคลธรรมดา ซึ่ง ภูมิลำเนาบุคคลธรรมดา ได้แก่ถิ่นที่บุคคลนั้นอยู่ โดยหลักเราก็เห็นว่าบุคคลใดมีบ้านอยู่ศาลนั้น
เรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิลำเนาของจำเลย ในกรณีที่บุคคลจะเปลี่ยนแปลงภูมิลำเนาของตัวเอง ก็ต้องตาม ปพพ 41 ประการแรกคือย้ายถิ่นที่อยู่ และอีกกรณีคือเปลี่ยนภุมิลำเนาในเจตนา ถ้าขาดอย่างใดอย่างหนึ่งก็ถือไม่ได้ว่าเปลี่ยนเช่น นาย ก อยู่ที่ นครปฐม ปรากฎว่านาย ก กลัวว่าคู่กรณีจะฆ่าตนเอง ศาลฏีกาก็ถือว่ายังไม่มีการเปลี่ยนแปลงภูมิลำเนา
แสดงว่าเจตนาย้ายที่อยู่ยังคงมีอยู่ตามเดิมแต่ถ้ากรณีที่จำเลยแจ้งย้าย ปัญหาว่ากรณีเช่นนี้มีการเปลี่ยนแปลงภูมิลำเนาหรือยัง ยังคงถือว่าจำเลยมี
ก็ถือว่าจำเลยมีการฟ้องคดีก็ฟ้องในศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาหลักคือศาลที่จำเลยถูกจำคุก ในเขตศาลไหน จำเลยก็ถือว่าเป็นภูมิลำเนาเช่นกัน ก็คือ เรือนจำตั้งอยู่ในเขตศาลชั้นต้นศาลใด ก็ถือว่าสถานที่นั้นเป็นภูมิลำเนาจำเลยอีกที่
4813/2548 กรณีปล่อยชั่วคราวไม่ใช่จำคุกคดีถึงที่สุด
ต้องจำหลักให้ดีว่าการที่จะเป็นภูมิลำเนาต้องเป็นคำพิพากษาถึงที่สุด เราได้แยกเป็นสองส่วนคือบุคคลธรรมดากับ นิติบุคคล เราถือว่ามีภูมิลำเนาที่ตั้งสำนักงานใหญ่ กรณีที่มีสาชาด้วยเราจะถือว่านิติบุคคลนั้นมีภูมิลำเนาอยู่ที่ไหนบ้าง ก็ต้องตามที่ตั้งสำนักงานใหญ่ แต่กรณีที่มีสำนักงานสาขา เป็นที่ตั้งสำนักงานด้วย ต้องเกี่ยวกับ มาตรา 69 ปพพ ซึ่งพออธิบายหลักตรงนี้มองภาพไม่ออก
นาย ก ได้ไปทำธุระ กรณีต่อไป ก็คือสาขาเรื่องเกี่ยวกับการชดใช้ค่าเสียหาย ไม่เฉพาะการทำสัญญา 6459/2546 เหตุที่บอกว่าเป็นภูมิลำเนาสัญญาสาขาไม่ใช่เป็นภูมิเนาในการก็ก็คงมีรายละเอียดที่เสนอเพียงเท่านี้
กรณีที่มีมูลคดีเกิดขึ้นนอกราชอาณาจักร ถ้าคู่ความประสงค์ฟ้องคดี มาตรา 3 อนุ 1 บัญญัติให้ฟ้องคดีที่ศษลแพ่ง
ซึ่งในเรื่องนี้มี ปพพมาตรา 3 อนุ 2 ว่า
แต่ถ้าจำเลยไม่ได้ประกอบกิจการแต่มีตัวแทนตัวอย่างเช่นคนต่างประเทศไม่ได้มีภูมิลำเนาในไทยได้มีธุรกิจผ่านตัวแทนในไทย มีภูมิลำเนาจังหวัดนนทบุรี ในกรณีเช่นนี้ถ้ามีปัญหา ก็ต้องฟ้องในศาลจังหวัดมีข้อพิจารณา
6437/2541
3185/2551
ก็ฟังไม่ได้ว่าเป็นตัวแทน ซึ่งในเรื่องเกี่ยวกับจำเลยไม่ได้มีภูมิลำเนาในราชอาณาจักรก็คงเสนอเพียงเท่านี้ ให้ฟ้องคดีที่อสังฯตั้งอยู่หรือต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนา ก็คือศาลที่อสังหาริมทรัพย์ตั้งอยุ่เราก็ต้องพิจารณาว่าอะไรหละคือคดีเกี่ยวด้วยอสังฯ หลักโดยทั่วไปถ้าคดีเกี่ยวด้วยอสังฯ เช่น นาย ก กับนาย ข ทำสัญญาจะซื้อขายกัน ที่ดินแปลงนี้ตั้งอยู่จังหวัดนครปฐม ให้กับนาย ข นาย ข หลักอันแรกคือฟ้องคดีที่ศาลจังหวัดนนทบุรี หรือมีภูมิลำเนาอยู่ที่อื่น นาย ข ก็ฟ้องได้ อันนี้หลักในมาตรา 4 ทวิ
อันแรก 1517/2525 หรือคดีฟ้องขับไล่ออกจากอสังฯ แต่มีข้อพิจารณาถ้ามิได้พิจาณา หนี้เหนือบุคคลก็ต้องพิจาณา มาตรา 4
ในกรณีที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยคืนเงินมัดจำที่ขายที่ดิน การฟ้องเรียกเงินมัดจำที่โจทก์ได้วางมัดจำเป็นเรื่องหนี้เหนือบุคคล
683/2534
แต่ถ้าการพิจารณาว่าจำเลยจะต้องรับผิด ต้องพิจารณาถึงความเป็นอยู่กับอสังฯด้วย ตัวอย่าง เช่น โจทก์ฟ้องว่าจำเลยได้ทำละเมิดกับโจทก์เป็นเหตุให้โจทก์เสียหาย แล้วทำให้เสียที่ดินของโจทก์ไป
ปัญหาคือว่าการที่จะพิจารณาถึงความเป็นอยู่จริงๆแล้วที่ดินตรงนี้ 1783/2527 วินิจฉัยว่าเป็นคดีเกี่ยวด้วยอสังฯ
จะต้องพิจารณาด้วยว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่ ซึ่งจากฏีกานี้เป็นฏีกาที่วางหลักเกี่ยวเนื่องอสังฯไว้ชัดเจน ในเรื่องฟ้องบังคับจำนองที่กล่าวในตอนต้น 3530/2542 การฟ้องบังคับจำนอง คดีเกี่ยวด้วยอสังฯหรือไม่ก็แยกว่าการฟ้องบังคับชำระหนี้อื่นที่ไม่เกี่ยวกับตัวอสังฯ
การฟ้องบังคับถ้าเป็นการฟ้องชำระหนี้ในกรณีที่มีการฟ้องเรียกเงินตามสัญญาซื้อขายที่ดิน เรียกเงินมัดจำคืนไม่ใช่คดีเกี่ยวด้วยอสังฯ และก็ส่วนใหญ่มีรายละเอียดคล้ายกัน โจทก์ฟ้องว่าไปตัดไม้ของโจทก์ก็เป็นคดีเกี่ยวด้วยอสังฯ
1173/2548
ในข้อสังเกตในส่วนเกี่ยวกับภูมิลำเนาก็มีรายละเอียดนำเสนอในตอนต้น อีกส่วนหนึ่งในมาตรา 4 นอกจากการฟ้องคดี มีข้อพิพาท การใช้สิทธิทางศาลกฎหมายก็วางหลักว่าในการเสนอคดีก็เสนอต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นและเสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาคำถาม อยู่นความหมายของมมาตรา หนึ่งอนุมาตราสาม ถือว่ามีความหมาย ตัวอย่างเช่นการที่ร้องขอให้บุคคลหนึ่งที่เป็นบุคคลวิกลจริตให้ศาลสั่งว่าไรความสามารถ เราถือว่าศาลนั้นเป็นศาลที่มูลคดีเกิด 4513/2542 จากฎีกานี้ต้องพิจารณาว่าเป็นคำร้องประเภทใดบ้าง คำร้องสั่งให้บุคคลหนึ่งคนใดเป็นคนไร้ความสามารถ เหตุที่สั่งนั้นเกิดที่ศาลใด แต่มีข้อพิจารณาว่าคำร้องต่อไปนี้ ไม่อยู่ในหลักมาตรา 4 อนุมาตรา 2 ก็คือการร้องขอจัดตั้งผู้จัดการ มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล แต่ถ้า ผู้ร้องไม่มีภูมิลำเนาในราชอาณาจักร จึงร้องขอได้ หลักที่ยกเว้นในมาตราสอง เจ้ามรดกมีภูมิลำเนาในเขตศาล ขณะตายเขามีภูมิลำเนาในเขตศาลใด 5912/2539 ก็มีฏีกาอีกเรื่องที่น่าสนใจคือ มีพระภิกษุรูปหนึ่งจำพรรษาที่จังหวัดเชียงใหม่ ซื้อที่ดินที่ลำพูน พระภิกษุมรณะภาพ ปัญหาคือว่าในกรณีเช่นนี้การรองขอตั้งจัดการมรดกจะตั้งที่ศาลใด
ในเรื่องนี้ศาลฏีกาวินิจฉัยว่าการร้องขอต้องขอที่ เจ้ามรดกตาย จะไปร้องขอที่ทรัพย์ตั้งอยู่ได้เฉพาะกรณี เจ้ามรดกไม่มีภูมิลำเนาในราชอาณาจักรเท่านั้น คำร้องนิติบุคคลทั้งหลายเช่นคำร้องขอเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่นิติบุคคล คำร้องขอตั้งหรือถอนผู้จัดการบัญชีของนิติบุคคล คำร้องเหล่านี้ต้องร้องขอที่ศาลที่ตั้งสำนัขงานใหญ่นั้น ตามมาตรา 4 เบญจ กรณีที่คดีมีเขตอำนาจศาล หลายศาล การนำเสนอคดีอย่างมีข้อพิพาท ตามมาตรา 4 อนุมาตรา 1 ในกรณีที่มีเขตอำนาจศาลมากกว่าที่พิจารณาคดีได้ ตัวอย่างเช่นในกรณีที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยหลายคนรับผิดในหนี้ร่วม ชำระหนี้ตามสัญญากู้ และจำเลยทั้งสอง มีข้อพิจารณาว่ากรณีที่เขตอำนาจศาลมีหลายเขต การฟ้องถ้าบังคับหนี้สามัญและหนี้ที่เกี่ยวกับอสังฯ นาย ก ก็จะไปจังหวัดกาญจนบุรี ทำสัญญาค้ำประกัน และจำนองที่ดินที่จังหวัดราชบุรี นาย คทำสัญยาพร้อมกัน ไว้เป็นประกัน ต่อมาให้นาย ก ชำระหนี้เงินกู้และบังคับจำนองด้วย ปัญหาว่าในกรณีนี้ ธนาคารจะฟ้องศาลไหน 792/2541 วินิจฉัยว่าฟ้องศาลใดศาลหนึ่งก็ได้ แต่ฏีกานี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ศาลจังหวัดยังฟ้องบังคับจำนองซึ่งเป็นคดีเกี่ยวด้วยอสังฯ นอกเขตศาลกาญจนบุรีก็ตามก็สามารถได้ ในการฟ้องก็มีข้อพิจารณาว่าในกรณีที่โจทก์ฟ้องจำเลยสองคน มีภูมิลำเนาในเขตศาล นาย ก ซึ่งมีภูมิลำเนาในจังหวัดนนทบุรี ฟ้องนาย ข ลูกหนี้ร่วม แต่นาย ข มีภูมิลำเนาอยู่สุพรรณ ต่อมา ถอนฟ้อง นาย ก ไป เหลือนาย ข คนเดียว ศาลจังหวัดนนทบุรีมีอำนาจพิจารณาต่อหรือไม่ เรื่องนี้ 2403/2523 คือ สามารถพิจารณาจำเลยซึ่งไม่มีภูมิลำเนาในเขตศาลต่อไปได้ แม้นาย ข มีภูมิลำเนาในจังหวัดสุพรรณ ศาลจังหวัดนนทบุรีก็มีอำนาจพิจารณา ซึ่งในเรื่องการเสนอคดี มีตามมาตรา 5 มีข้อพิจารณา รายละเอียด ในกรณี หลักการฟ้อง เขาฟ้องบังคับอะไรก่อน ถ้าหนี้เหนือบุคคลก็ไปพิจารณา มาตรา 4 แต่ถ้าในกรณียื่นคำร้องตั้งผู้จัดการมรดก นั้น เราก็สามารถใช้ศาลใดศาลหนึ่งซึ่งในการศึกษาในชั้นเนฯ อยากให้ดูเป็นภาพรวมอย่าไปเก็งว่าจะต้องออกเรื่องนั้นเรื่องนี้
อาจจะไม่ใช่เพราะกรรมการอื่นที่สอนในวิแพ่งก็มีสิทธิออกข้อสอบเหมือนกัน อย่าเก็งข้อสอบ ไม่เช่นนั้นเราก็ต้องเดินเกร็งออกมาจากห้องสอบ ถ้าการเรียนในชั้นเนฯจะไม่มีการเกร็งหัวข้อสำคัญแต่เราต้องศึกษาในภาพรวมเพราะการเรียนในชั้นเนฯ เราต้องมีความรู้ในทางปฏิบัติจะเห็นว่าฏีกาตัดสินใจข้อเท็จจริงทั้งนั้น การที่จำปรับบทได้ต้องจำเหตุผลไว้ด้วย เหตุผลที่ศาลฏีกาวินิจฉัยไว้ การศึกษาฏีกา นั้น สิ่งที่จำคือการศึกษาตัวบทเป็นสำคัญซึ่งการศึกษาส่วนสัมนาวิแพ่งก็สรุปหลักฏีกาต่างๆ
ในส่วนของเรื่องเขตอำนาจศาลอีกมาตราหนึ่งมีหลักในการปฏิบัติค่อนข้างเยอะและเป็นปัญหาที่ออกสอบในสนามต่างๆ เป็นเรื่องมาตรา 7 ได้วางหลักเกณฑ์ไว้ว่ามาตรา 4 มาตรา 5 มาตรา 6 นั้นต้องอยู่ภายใต้บทบังคับมาตรา 7 ถ้าเป็นเรื่องคำร้องหรือคำร้องต่อศาลเป็นมาตรา 7 อนุมาตราหนึ่งก็ให้เสนอคดีที่ศาลนั้นได้ แต่อาจจะลืม
อย่างในกรณีที่ สามีภริยาได้หย่ากันแล้ว ฟ้องขอแบ่งสินสมรส แต่ภริยาก็ประสงค์แบ่งสินสมรสด้วยก็ต้องฟ้องแย้ง เกี่ยวกับคดีที่ค้างพิจารณา เพราะฉะนั้นการฟ้องแย้งก็ต้องฟ้องมาในคดีเดิมตามมาตรา 177 ฟ้องแย้งต้องเสนอในคำฟ้องหรือคำให้การ 5149/2549 คือคดีฟ้องแบ่งสินสมรสแล้วมีการฟ้องแย้งกัน ถ้าเป็นการฟ้องแย้งในศาลจังหวัดศาลแพ่งอย่างนี้ไม่มีปัญหา แต่ถ้ามีการฟ้องคดีในศาลแขวงแล้วมีการฟ้องแย้งกัน ต้องดูว่าในคดีที่ฟ้องแย้งในนั้นทุนทรัพย์ในคดีแพ่งนั้น มี
ในกรณีเช่นนี้ต้องพิจารณาถ้าเป็นฟ้องแย้งในศาลแขวงต้องดูที่ทุนทรัพย์ มันมีอะไรนอกจากฟ้องแย้งอีกกรณีหนึ่งก็คือคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์หรือที่เรียกว่าคดีร้องขัดทรัพย์การร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้
โจทก์ก็นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไป ก็ศาลชั้นต้นที่พิจารณาพิพากษาคดีในกรณีที่ฟ้องแล้วศาลพิพากาษาชำระหนี้ โจทก์ตกลงว่าให้จำเลยชำระเงินสามแสนหกหมื่นบาทแล้วโจทก์บังคับคดีอะไรต่อไปอีก ปรากฎว่าโจทก์ก็ขอบังคับคดีก่อน ในกรณีนี้จะมาขอให้ศาลเพิกถอนการบังคับคดีเสีย
8612/2549 ในส่วนที่เกี่ยวกับมาตรา 7 อนุมาตราหนึ่งนั้น ก็มีการอธิบายให้ ก็มาดูอีกอนุมาตรา คือ มาตรา 7 อนุมตรา สองเป็นเรื่องการร้องเกี่ยวกับการบังคับตามคำพิพากษาได้โดยครบถ้วนและถูกต้องให้เสนอต่อศาลที่มีอำนาจบังคับคดีตามมาตรา 302 ศาลนั้นคือศาลชั้นต้นที่พิพากษานั่นเอง
ในกรณีที่ถ้ามีการบังคับคดีอย่างเช่นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ศาลแพ่งศาลพิพากษาให้จำเลยชนะหลังจากนั้นโจทก์ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์การร้องขอเกี่ยวกับการบังคับคดีอ้างว่าฝ่าฝืนต่อกฎหมายต้องร้องที่ศาลแพ่ง นี่คือหลักๆเลย แต่ถ้าในกรณีที่ การบังคับคดีมีการบังคับคดีแทน
ในกรณีที่มีปัญหา บังคับคดีแทนคู่ความจะร้องที่ศาลไหน หรือศาลไหน ก็คือร้องที่ศาลมีคำพิพากษาได้ 3213/2528
จะไปยื่นต่อศาลจังหวัดธัญบุรีแทนได้หรือไม่ โดยอยู่ในเงื่อนไขว่าศาลที่บังคับคดีแทนยังไม่ได้ส่งทรัพย์ให้ศาลที่ชี้ขาดคดี ก็คือศาลที่บังคับคดีแทน มีอำนาจรับคำร้องได้ 1219/2529 ประชุมใหญ่ วินิจฉัยว่า คำร้องที่บังคับคดีต่อศาลชั้นต้นที่ให้บังคับคดีแทนไม่ชอบเมื่อศาลนั้นไม่ได้ส่งทรัพย์ที่ยึดได้ไปให้ศาลตัดสินคดี แต่ผู้ร้องก็ยังมีสิทธิร้องขอต่อศาลที่ตัดสินคดีตามมาตรา
ได้วางหลักว่าการยื่นคำร้องที่เกี่ยวกับการบังคับคดีแทนสามารถยื่นคำร้องได้สองศาล คือศาลเดิมอันนี้คือหลักมาตรา 7 อนุมาตรา 2 ส่วนศาลที่บังคับคดีแทน นั้น มีปัญหาว่าคำร้องบางอย่าง จะยื่นต่อศาลบังคับคดีแทนได้หรือไม่ เช่นคำร้องขัดทรัพย์ ตาม 288 ปัญหาคือว่า การยื่นคำร้องขัดทรัพย์เช่นนี้จะยื่นที่ศาลชั้นต้นเดิมหรือศาลที่บังคับคดีแทนได้ 9362/2551 วินิจฉัยว่าคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์หรือขัดทรัพย์ต้องยื่นต่อศาลที่พิจารณาหรือตัดสินคดี จะยื่นต่อศาลบังคับคดีก็ได้ ฉะนั้นในการร้องขอต่อศาล ในระหว่างพิจารณานอกจากร้องขัดทรัพย์ จะต้องยื่นคำร้องอย่างเช่นคำร้องขอชำระหนี้ก่อน ในวิแพ่ง 289 จะยื่นต่อศาลที่พิจารณาตัดสินคดีนั้น จะเป็นไปตามหลักเดียวกันจะต้องยื่น 7565/2548 และมีคำร้องประเภทหนึ่งคือคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ จะต้องยื่นต่อศาลที่พิจารณาและตัดสินคดีแพ่งจะยื่นต่อศาลที่บังคับคดีแทนไม่ได้
2842/2549
คำร้องขอให้ศาลงดการบังคับคดี จะยื่นต่อศาลที่บังคับคดีแทนหรือต่อศาลชั้นต้นที่พิจารณาพิพากษาคดีนั้น ซึ่งในเรื่องนี้มีคำพิพากษาตัดสินไว้ ศาลที่บังคับคดีแทนไม่มีอำนาจงดการบังคับคดี 2769/2539
เป็นไงครับในเรื่องมาตรา 7 อนุมาตรา 2 เป็นหลักที่เราได้จากฎีกาเยอะ ถ้าเราไปจำเลขฏีกาด้วยก็จะไปกันใหญ่เพราะมันจำไม่ไหว ก็มีฏีกาตามมาตรา 7 อนุมาตรา 2 ก็ยกเป็นข้อเท็จจริง ตัวอย่างโจทก์ฟ้องจำเลยให้ชำระหนี้ที่ศาลแพ่ง หลังจากศาลแพ่งมีคำพิพากษาก็ขอให้ศาลจังหวัดเพชรบุรีดำเนินการแทน ปรากว่ามีบุคคลภายนอกมาขอซื้อแล้ว แต่ จพบ ไม่
772/2549
หลักคือว่าต้องฟ้องที่ศาลออกหมายบังคับคดีหรือศาลที่บังคับคดีแทน จะฟ้องที่มีภูมิลำเนาไม่ได้ 772/2529 ก็สรุปว่าในกรณีนี้โจทก์จำต้องฟ้องศาลที่บังคับคดีแทนจะไปฟ้องศาลที่ จพทมีภูมิลำเนาในเขตศาลไม่ได้ เพราะมาตรา 4 อยู่ภายใต้บังคับมาตรา 7 มาใช้อันนี้เป็น 772/2549
ในส่วนมาตรา 7 มีอีกฏีกาที่น่าสนใจคือ มาตรา 7 อนุมาตรา 4 คำร้องให้ถอนคืนหรือเปลี่ยนแปลงคำสั่งอนุญาต ให้เสนอต่อศาลในคดีที่ได้มีคำสั่งการอนุญาต การแต่งตั้งคำพิพากษานั้น ซึ่งอ่านจากตัวบทบางทีเราก็ทำความเข้าใจได้ยากเช่นคดีร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก นาย ก ผู้จัดการตายที่ศาลจังหวัดนครปฐมซึ่งเป็นศาลที่นาย ก มีภูมิลำเนาถึงแก่ความตาย การร้องขอก็ต้องไปร้องขอที่จังหวัดนครปฐม ในกรณีที่เป็นการร้องขอแสดงกรรมสิทธิที่ดินตามมาตรา 1382 นั้น การร้องขอครอบครองปรปักษ์ที่ดินมีโฉนด หลักคือเมื่อศาลมีคำสั่งแสดงกรรมสิทธิใด การที่จะร้องหรือฟ้องบุคคลที่อ้างครอบครองปรปักษ์ได้ จะต้องฟ้องเป็นกรณีเดิม หรือร้องเป็นกรณีใหม่ ในกรณีเช่นนี้ศาลฏีกาวินิจฉัยว่าในเรื่องการร้องขอแสดงกรรมสิทธิไม่ใช่คำสั่งเกี่ยวกับการอนุญาต จะเปลี่ยนแปลงในสำนวนเดิมไม่ได้จะต้องฟ้องเป็นคดีมีข้อพิพาท 7135/2546 คือแม้ศาลจะมีคำสั่งว่าบุคคลใดได้กรรมสิทธิโดยการครอบครองปรปักษ์ก็ตาม ก็ต้องร้องเป็นคดีใหม่
ซึ่งจากแนวฏีกาแล้วก็หลักกฎหมายที่อธิบายเรื่องเขตอำนาจศาลก็เป็นแนวทางพอสังเขป ในส่วนของเนื้อหาในมาตรา 7 ก็มีรายละเอียดเพียงเท่านี้ แต่เนื่องจากการศึกษาเชิงปฏิบัติจริงได้ อาจารย์ก็มีแนวข้อสอบเก่าเนฯ ให้มาฝึกคิดว่า ถี้คำถามอย่างนี้จะตอบอย่างไร
นายอุทัยมีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดลำปาง นายอุดรอยู่ลำพูน 10 ตุลา 53ได้ไปเที่ยวสหรัฐ อยู่บนเครื่องการบินไทย อยู่ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ได้ทำสัญญากู้ ต่อมาเมื่อเครื่องบินอยู่ที่สหรัฐอเมริกา นายอุดรและนายจอนทะเลาะกัน นายอุดรทำร้ายนายจอน ค่าเสียหายเป็นเงินห้าพันบาท เมื่อกลับมาถึงก็ไม่ชำระ นายอุทัยจะฟ้องเรียกเงินกู้และ นายจอนจะฟ้องเรียกค่าเสียหายที่ใดได้บ้าง
เรื่องนี้เหมือนจะเป็นมาตรา 3 เท่านั้นแต่ที่จริงแล้วมีมาตราอื่นแฝงด้วย ซึ่งปัญหานี้ก็นึกภาพออกว่าการทำสัญญากู้เงินที่เครื่องบินไทย แต่ขณะทำสัญญาเครื่องบินสัญชาติไทยนั้นอยู่ที่เชียงใหม่ ในราชอาณาจักรไทย ไม่ต้องด้วยมาตรา 3 ก็ต้องไปว่าด้วย มาตรา 4 อนุมาตราหนึ่งก็คือ ศาลจังหวัดเชียงใหม่ กรณีมูลคดีเกิด หรือ ศาลจังหวัดที่นายอุทัยจำเลยคดีนี้มีภูมิลำเนา
ส่วนกรณีนายจอน ก็ต้องฟ้องคดีที่ศาลแพ่ง นักศึกษาก็จำไว้อย่างหนึ่งว่านายอุดรมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักร นายจอนแม้เป็นช่าวต่างชาติก็สามรถฟ้องศาลที่นายอุดรมีภูมิลำเนาได้
ว่าคำฟ้องให้เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาในเขตศาลดังนั้นนายอุทัยฟ้องนายอุดรได้ที่จังหวัดลำพูดหรือต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ที่คดีมีมูลคดีในเขตศาล