++ ทบทวน//สรุปหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง : มาตร 142, มาตรา 143, มาตรา 144, มาตรา 145, มาตรา 146, มาตรา 148 ++

5,638 views
Skip to first unread message

arunarun chitt

unread,
Nov 4, 2013, 12:16:06 PM11/4/13
to law...@googlegroups.com

คำพิพากษาไม่เกินคำขอ (มารา  142) 

คำพิพากษาต้อตัดสินทุกข้อหา

คำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีต้องตัดสินตามข้อหาตามคำฟ้องทุกข้อ  หากศาลชั้นต้นมิได้ตัดสินตามข้อหาทุกข้อหา  ศาลอุทธรณ์ก็มีอำนาจยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วส่งสำนวนคืนไปให้พิพากษาใหม่ตามมาตรา  243(1)  อำนาจดังกล่าวเป็นดุลพินิจของศาลอุทธรณ์  หากศาลอุทธรณ์เห็นว่าข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานในสำนวนเพียงพอที่จะวินิจฉัยได้  ศาลอุทธรณ์ก็สามารถวินิจฉัยไปได้โดยไม่ต้องย้อนสำนวน (ฎ. 2596/44, 1413/44)

อย่างไรก็ตาม มาตรา 142  มิได้บังคับเด็ดขาดว่าศาลต้องวินิจฉัยประเด็นตามคำฟ้องทั้งหมด หากศาลเห็นว่าประเด็นใดแม้วินิจฉัยให้ก็ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไปก็อาจใช้ดุลพินิจไม่วินิจฉัยให้ได้  อันเป็นอำนาจทั่วไปของศาล (ฎ.  5657/44, 1047/46) 

ห้ามมิให้ศาลพิพากษากินไปกว่าหรือนอกคำฟ้อง

กรณีคำฟ้องเป็นการกะประมาณพื้นที่ เมื่อมีการทำแผนที่พิพาทและคู่ความรับกันว่าถูกต้อง แม้จะมีเนื้อที่มากกว่าฟ้อง  ศาลก็พิพากษาขับไล่ตามแผนที่พิพาทได้  ไม่เป็นการกินคำขอ (ฎ. 7798/46) 

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์และแบ่งแยกโฉนดที่ดิน  เพราะไปออกทับที่ดินของโจทก์  แต่จำเลยไม่มีหน้าที่ต้องไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาท  เพราะจำเลยไม่ใช่คู่สัญญา ดังนี้ เมื่อฟังว่าโฉนดที่ดินออกโดยไม่ชอบ  ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาให้เพิกถอนโฉนดที่ดินได้ ไม่เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าคำฟ้อง  ( ฎ.5542/48) 

โจทก์อ้างในคำฟ้องว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ มิได้อ้างว่าได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์  ศาลจะพิพากษาว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์โดยการครอบครองปรปักษ์ไม่ได้ (ฎ.  1865/26)  คดีมีประเด็นโต้เถียงกันแต่เพียงว่าที่พิพาทเป็นของฝ่ายใดเท่านั้น ไม่มีประเด็นการครอบครองปรปักษ์ด้วย

จำเลยให้การต่อสู้ว่าที่พิพาทเป็นของจำเลย จำเยจะอ้างว่าได้กรรมสิทธิ์ที่พิพาทโดยกาครอบครองปรปักษ์อีกไม่ได้  ถือว่าไม่มีประเด็น เพราะการครอบครองปรปักษ์จะมีได้ก็แต่ในที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น ศาลจะหยิบยกว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ไม่ได้ เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น (ฎ. 4607/40 ป.) 

ในกรณีกลับกันอ้างว่าได้ที่ดินมาโดยการครบครองปรปักษ์ ศาลจะวินิจฉัยว่าที่ดินมาโดยการยกให้ไม่ได้ เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น  (ฎ. 2627/42)

ต่อสู้ว่าได้กรรมสิทธิ์ที่พิพาทโดยครอบครองปรปักษ์ที่พิพาทแล้ว  จะต้องอ้างให้ครบหลักเกณฑ์ตาม ป.พ.พ.มาตรา  1382 ด้วย   หากอ้างไม่ครบ คำพิพากษาของศาลที่พิพากษาว่าคู่ความได้ที่พิพาทโดยการครอบครอง เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น (ฎ. 2627/42) 

ฟ้องขอแบ่งมรดก แต่ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยไม่มีสิทธิรับมรดก  ศาลก็พิพากษาให้จำเลยส่งมอบทรัพย์ของผู้ตายให้โจทก์ซึ่งเป็นทายาทได้ ไม่เป็นการนอกฟ้อง  (ฎ.  632/91)

ฟ้องบรรยายว่าทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอม แต่ไม่ได้บรรายฟ้องว่ามีลักษณะเป็นทางจำเป็นด้วย ศาลจะพิพากษาว่าที่พิพาทเป็นทางจำเป็นไม่ได้ เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง (ฎ. 5661/42 2206/40)  แต่ถ้าบรรยายฟ้องว่าทางพิพาทเป็นทั้งทางภาระจำยอมและทางจำเป็น ศาลชั้นต้นพิพากษาวาเป็นทางภาระจำยอม  หากศาลอุทธรณ์เห็นว่าไม่ใช่ทางภาระจำยอม ก็พิพากษาได้ว่าเป็นทางจำเป็น ไม่เป็นการนอกฟ้อง เนื่องจากโจทก์มีคำขอมาแต่ต้นแล้ว (ฎ. 4510/41)

ฟ้องขอให้เปิดทางสาธารณประโยชน์  โดยได้บรรยายข้อเท็จจริงในลักษณะของทางภาระจำยอมมาด้วย ศาลพิพากษาให้เปิดทางภาระจำยอมได้  ไม่นอกฟ้อง (ฎ. 1887/46) 

ประเด็นข้อพิพาทที่ว่าทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่าเป็นทางสาธารณะ ศาลก็พิพากษาได้ว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณ ไม่นอกประเด็น (ฎ. 2526/40) 

คำขอท้ายฟ้องขอให้ขับไล่ออกไปจากสิ่งปลูกสร้าง  ศาลพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินที่ปลูกสร้างได้ด้วย  ไม่เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากปรากฏในคำฟ้องตามมาตรา  142  (ฎ. 1457/48)

บรรยายฟ้องในเรื่องตัวแทนธรรมดา  ได้ความว่าเป็นตัวแทนเชิด ไม่เป็นการนอกฟ้อง และแม้จะบรรยายฟ้องว่าทำเอง  แต่ได้ความว่าทำโดยตัวแทนหรือตัวแทนเชิด ก็ไม่เป็นการนอกฟ้อง (ฎ.  1999/19,4373/32) 

ข้อยกเว้น ให้ศาลพิพากษาเกินคำขอได้ (มาตรา  142(1-6))

ในคดีฟ้องเรียกอสังหาริมทรัพย์ ศาลจะมีคำสั่งับไล่จำเยตามมาตรา 142(1) ได้ นั้น  ต้องสั่งไว้ในขณะมีคำพิพากษาด้วย (ฎ. 2809/27)

ในคดีร้องขอให้ศาลมีคำสั่งแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดิน หากมีผู้คัดค้านเข้ามาก็ถือว่าเป็นคดีฟ้องเรียกอสังหาริมทรัพย์จากผู้คัดค้าน มาตรา 142(1)  เมื่อศาลพิพากษาให้ผู้ร้องชนะดี ศาลพิพากษาให้ขับไล่ผู้คัดค้านได้ (ฎ. 1059/27)

แต่ในคดีที่ฟ้องห้ามจำเลยเดินรถทับเส้นทางสัมปทานของโจทก์ไม่ใช่คดีฟ้องเรียกอสังหาริมทรัพย์ จึงไม่อาจบังคับบริวารของจำเลยได้ (ฎ. 3217/22)

ข้อสังเกต  ตามมาตรา  142(1)  เป็นกรณีฟ้องเรียกอสังหาริมทรัพย์ หรือฟ้องขับไล่ คำพิพากษาจึงจะมีผลไปถึงบริวารด้วย เมื่อศาลมีคำพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี

ในคดีฟ้องว่าผิดสัญญาซื้อขาย ขอให้จำเลยและบริวารออกไปจาที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง      แล้วคู่ความทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน    ศาลพิพากษาตามยอมให้จำเลยและบริวารออกไปจากอสังหาริมทรัพย์ ไม่อยู่ในบังคับมาตรา  142 (1)  โจทก์จะอาศัยสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมมาบังคับแก่บริวารของจำเลย ด้วยไม่ได้ (ฎ.3945/39, 1656/22) เรื่องนี้ ผู้ร้องมิถูกฟ้องและมิได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมฯ  ด้วย  โจทก์จึงไม่อาจอาศัยสัญญาประนีประนอมฯ และคำพิพากษาตามยอมมาบังคับผู้ร้องได้ 

ข้อยกเว้นตามมาตรา  142(2)  คือในคดีที่โจทก์ฟ้องเรียกทรัพย์ใดๆ เป็นของตนทั้งหมด แต่พิจารณาได้ความว่าโจทก์ควรได้แต่ส่วนแบ่ง เมื่อศาลเห็นสมควรจะพิพากษาให้โจทก์ได้รับแต่ส่วนแบ่งนั้นก็ได้

ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามมาตรา  142 (5)

จำเลยออกหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย  แต่โจทก์มิได้มีคำขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญนั้น ศาลก็มีอำนาจสั่งให้เพิกถอนได้ เพราะเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยฯ  (ฎ. 69/43)

ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ได้แก่ ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้อง (ฎ.  7720/42) 

แต่ปัญหาว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ในเมื่อหนี้ยังไม่ถึงกำหนชำระ ไม่เป็นปัญหากี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน (ฎ.  1439/29,  922/28) 

ปัญหาเรื่องฟ้องซ้ำหรือไม่ เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยฯ  (ฎ. 5480/33)

ในคดีแพ่ง ปัญหาว่าฟ้องโจทก็เคลือบคลุมหรือไม่ ไม่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบฯ   แต่ฟ้องในคดีอาญา เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบฯ (ฎ. 812/09, 989/43) 

การแก้ไขคำพิพากษา (มาตรา  143

สัญญาประนีประนอมยอมความเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษา ย่อมแก้ไขตามมาตรา  143  ได้ (ฎ.  2531/37) 

ขอแก้ไขได้เฉพาะเรื่องผิดพลาดเล็กน้อย    การขอเพิ่มโฉนดที่ดินอีก 1 แปลง  เข้ามาใหม่ ใช่ข้อผิดพลาดหรือผิดหลงเล็กน้อย (ฎ. 3511/ 45) 

การที่ศาลพิพากษาไม่ตรงตามคำขอท้ายฟ้อง มิใช่เป็นเรื่องผิดพลาดเล็กน้อย หรือผิดหลง แต่เป็นเรื่องที่ทำให้ผลดีเปลี่ยนแปลงไป จะขอแก้ไขตามมาตรา  143 ไม่ได้ (ฎ. 7996/42) กรณีนี้ต้องใช้สิทธิอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษา ตามมาตรา 223 

หรือกรณีที่ศาลพิพากษาให้จำเลยรับผิดตามจำนวนเงินตามคำขอท้ายฟ้อง แม้คำขอท้ายฟ้องนั้นเกิดจากโจทก์ระบุผิดพลาด  โดยระบุจำนวนเงินน้อยกว่าที่โจทก์บรรยายไว้ในฟ้อง ก็มิใช่เป็นกรณีคำพิพากษามีข้อผิดพลาดหรือผิดหลงเล็กน้อยอื่นๆ โจทก์จะขอแก้ไขคำพิพากษาตามมาตรานี้ไม่ได้ (ฎ. 1740/48)

ถ้าไม่ใช่ข้อผิดพลาดหรือผิดหลงเล็กน้อย อื่นๆ  คู่ความจะต้องอุทธรณ์ ฎีกา เพื่อให้ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาพิพากษาแก้ให้ ตามความประสงค์ตามมาตรา  223, 247, จะมาขอแก้ตามมาตรา143 ไม่ได้ (ฎ. 3207/26) แม้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งไม่คัดค้านก็ตาม (ฎ.2947/45)

ศาลมีอำนาจแก้ไขคำสั่งเกี่ยวกับการบังคับคดีให้ถูกต้องตามคำพิพากษาได้ ไม่เป็นการแก้ไขคำพิพากษา (ฎ. 1686/30) 

ดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ (มาตรา  144) 

การดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำคดีเดียวกัน หรือต่างคดีก็ได้    เช่น  การที่คู่กรณีนำคดีมาฟ้องเป็นคดีใหม่ในมูลคดีเดียวกัน และมีประเด็นอย่างเดียวกันกับที่ศาลได้เคยวินิจฉัยไว้ในคดีก่อน โดยคดีก่อนยังไม่ถึงที่สุด ก้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ  (ฎ.  1295/24, 2773/29) 

ฎ. 8920/47  เดิมศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องเพราะเหตุขาดอายุความ แต่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าคำให้การจำเลยมิได้แสดงเหตุแห่งอายุความ  จึงพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น  ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาในประเด็นข้ออื่น แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี   เมื่อไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ประเด็นเรื่องอายุความจึงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์  ดังนั้นศาลชั้นต้นจะต้องดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทกำเลยเฉพาะประเด็นอื่นที่ยังมิได้ดำเนินการเท่านั้น  จำเลยไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การเพื่อให้เกิดประเด็นเรื่องอายุความขึ้นอีก เพราะเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ

กรณีที่คู่ความเดียวกันต่างเป็นโจทก์ฟ้องอีกฝ่ายหนึ่งเป็นจำเลยคนละสำนวน ในประเด็นเดียวกันนี้ ไม่เป็นฟ้องซ้อนเพราะโจทก์เป็นคนละคนกัน ขณะคดีทั้งสองยังอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ก็ไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ เพราะศาลยังมิได้มีคำพิพากษาแต่ถ้าคดีใดคดีหนึ่งศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาแล้ว  ก็มีผลทำให้อีกคดีที่ยังมิได้มีคำพิพากษาเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ   ทั้งนี้โดยไม่ต้องคำนึงว่าคดีนี้ได้ฟ้องต่อศาลก่อน หรือหลังคดีที่ตัดสินไปแล้ว  (ฎ. 15/38, 3330/24) 

ข้อสังเกต  ตาม ฎ.1295/24  และ ฎ. 2773/29  โจทก์ยื่นฟ้อง ภายหลังศาลชั้นต้นพิพากษาไปแล้ว  ฟ้องของโจทก์จึงต้องห้ามตามมาตรา  144 ทันที   แต่ตามฎีกาที่  3330-1 /24  ขณะที่โจทก์ฟ้องคดีหลังนี้   คดีที่โจทก์ถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีก่อนอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น  ดังนั้นขณะยื่นฟ้องคดีหลังโจทก์จึงยังมีอำนาจฟ้องอยู่ ไม่ต้องห้ามตามมาตรา  144,148,173   ศาลจึงต้องรับฟ้องไว้พิจารณา  แต่ต่อมาเมื่อคดีแรกพิพากษาแล้ว  คดีหลังจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ  ต้องห้ามตามมาตรา  144  ในภายหลัง  (ฎ. 1658/46) 

ต้องเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดคดีหรือประเด็นข้อใดแห่งคดีในประเด็นเดียวกัน   ดังนั้นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามมาตรา  144  ต้องเป็นกรณีที่ศาลมีคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดคดีหรือประเด็นข้อใดแห่งคดีแล้ว  คู่ความจะดำเนินกระบวนพิจารณาเพื่อให้ศาลมีคำสั่งชี้ขาดคดีหรือประเด็นแห่งคดีนั้นอีกไม่ได้

คำสั่งจำหน่ายคดีไม่ใช่การวินิจฉัยชี้ขาดคดีหรือประเด็นข้อใดแห่งคดี  ดังนี้ เมื่อศาลยกคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีไปแล้ว  คู่ความจึงยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนได้อีก ไม่ต้องห้ามตามมาตรา  144  (ฎ. 2662/25) 

หรือศาลมีคำสั่งยกคำร้องขอขยายระยะเวลาหรือคำร้องขอแก้ไขคำฟ้อง ไม่เกี่ยวกับประเด็นแห่งคดี  คู่ความจึงยื่นคำร้องนั้นได้อีก (ฎ.  1211/10, 429/90) 

แต่ในบางกรณีแม้จะเป็นประเด็นตามคำร้องหรือคำขอซึ่งศาลได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดไปแล้ว การที่คู่ความยื่นคำร้องคำขอโดยเหตุผลอย่างเดียวกันอีก  ศาลฎีกาก็เคยวินิจฉัยว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ (ฎ.  4015/47, 7211/44)

ศาลชั้นต้นยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา เพราะจำเลยไม่ได้นำพยานมาสืบ  ผู้ขอยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถามีข้ออ้างเช่นเดียวกันอีก (ฎ. 5851/46)  หรือศาลชั้นต้นยกคำร้องขอให้พิจารณาคำขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาใหม่  เพื่ออนุญาตให้ตนนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่ม  ผู้ขอยื่นคำร้องในลักษณะเดียวกันอีก (ฎ. 4005/46, 3548/33)  ทั้งสองกรณีถือว่าเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นในเรื่องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถานั้นแล้ว เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ

ศาลยกคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ เพราะอ้างเหตุไม่ครบถ้วน  จำเลยยื่นคำร้องใหม่โดยทำคำร้องให้ถูกต้องได้ ไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ (ฎ. 604/10)

ขอให้ชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมาย  ครั้งแรกศาลไม่ได้วินิจฉัยตามที่ขอ ยื่นขอให้พิจารณาใหม่ได้  ไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ (ฎ.3574/36)

ในคดีขับไล่ โจทก์ได้ขอแสดงอำนาจพิเศษว่าไม่ใช่บริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ.มาตรา  296 จัตวา (3) ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จดทะเบียนการเช่า เป็นคนละประเด็น (ฎ. 1661/40)

ประเด็นแห่งคดีในคดีอาญาและคดีแพ่งแตกต่างกัน  กล่าวคือคดีอาญามีประเด็นว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ ส่วนคดีแพ่งมีประเด็นว่าจำเลยต้องรับผิดตามฟ้องหรือไม่ ดังนั้น การดำเนินคดีแพ่งจึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีอาญา (ฎ.  6252/44, 6463/44) 

ต้องเป็นคู่ความเดียวกัน  เช่น  คดีเดิมโจทก์ฟ้องขับไล่ ว.กับ ศ. ศาลพิพากษาคดีถึงที่สุดให้ขับไล่บุคคลทั้งสอง ชั้นบังคับคดีจำเลยได้ยื่นคำร้องว่าไม่ใช่บริวารบุคคลทั้งสอง  ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยเป็นบริวารและให้ขับไล่จำเลย คดียังไม่ถึงที่สุด  ดังนี้ เมื่อคดีก่นจำเลยมิได้เป็นคู่ความ การที่โจทก์มาฟ้องคดีนี้ขอให้ขับไล่จำเลย  คู่ความในคดีนี้กับคดีก่อนจึงไม่ใช่คู่ความรายเดียวกัน  อันจะต้องห้ามตาม มาตรา  148, 144  (ฎ.589/38) 

คำพิพากษาผูกพันคู่ความ (มาตรา  145) 

คำพิพากษาจะผูกพันคู่ความในคดีหลัง ต้องเป็นประเด็นเดียวกันด้วย  แต่ถ้าประเด็นแตกต่างกัน เช่นคดีแรกมีประเด็นว่ามีเหตุสมควรจะตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกหรือไม่   ส่วนคดีหลังมีประเด็นว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกหรือไม่   จึงมีประเด็นต่างกัน  (ฎ. 687/47)

คำพิพากษาผูกพันคู่ความ  แม้จะเป็นคู่ความฝ่ายเดียวกันก็ตาม (ฎ. 1485/27, 2238/33) 

คำพิพากษาผูกพันผู้สืบสิทธิของคู่ความด้วย (ฎ. 2045/26)

นอกจากนี้การที่เจ้าของรวมคนหนึ่งฟ้องหรือถูกฟ้อง เป็นการใช้สิทธิความเป็นเจ้าของครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอก ตาม ป.พ.พ. มาตรา  1359  จึงเป็นการใช้สิทธิแทนเจ้าของรวมคนอื่นๆด้วย   ดังนี้แม้เจ้าของรวมคนอื่นจะไม่ได้เป็นคู่ความด้วย คำพิพากษาก็ย่อมผูกพันเจ้าของรวมคนนั้นด้วย (ฎ. 1721/28, 4518/44) 

บุตรจะฟ้องบิดามารดาไม่ได้ เป็นอุทลุม จึงต้องให้พนักงานอัยการฟ้องแทน ในกรณีเช่นนี้คำพิพากษาผูกพันบุตรและบิดามารดา  (ฎ.733/38)

ในกรณีที่ทายาทหลายคนมีสิทธิได้รับมรดก  การที่ทายาทคนหนึ่งถูกฟ้องแล้วไปทำสัญญาประนีประนอมยอมความยอมรับว่าทรัพย์มรดกเป็นของโจทก์  ถือไม่ได้ว่าเป็นเรื่องที่เจ้าของรวมคนหนึ่งใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์รวมครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมด เพื่อต่อสู้บุคคลภายนอก คำพิพากษาจึงไม่ผูกพันทายาทอื่น  คำพิพากษาผูกพันเฉพาะทายาทที่เป็นคู่ความเท่านั้น (ฎ. 2208/26)

ในกรณีคำพิพากษาในเรื่องเดียวกัน 2 ฉบับ วินิจฉัยขัดแย้งกัน  เมื่อมีคดีพิพาทกันอีกเป็นคดีที่ 3  ก็จะถือเอาคำพิพากษาคดีใดคดีหนึ่งมาผูกพันคู่ความในคดีที่ 3  ไม่ได้ ต้องฟังข้อเท็จจริงใหม่ (ฎ.4092/33)  แต่ถ้าคำพิพากษาของศาลที่ขัดแย้งกั้นเป็นคำพิพากษาของศาลต่างชั้นกัน ก็ให้ถือตามคำพิพากษาของศาลชั้นที่สูงกว่า  ดังนั้น คำพิพากษาของศาลที่สูงกว่าเท่านั้นที่ผูกพันคู่ความ (ฎ.7333/40) 

คำพิพากษาไม่ผูกพันบุคคลภายนอก

 คำพิพากษาไม่ผูกพันบุคคลภายนอกซึ่งมิได้เป็นคู่ความในกระบวนพิจารณาของศาล (มาตรา  145 วรรคสอง)  ดังนี้คำขอท้ายฟ้องที่ห้ามเจ้าพนักงานที่ดินออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์แก่จำเลย  โดยมิได้ฟ้องเจ้าพนักงานด้วย จึงไม่ชอบ  (ฎ.  8015/43)   หรือฟ้องเฉพาะเจ้าพดนักงานขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนทรัพย์มรดก  ย่อมมีผลกระทบกระเทือนถึงสิทธิของทายาทอื่นที่มีสิทธิได้รับมรดกซึ่งเป็นบุคคลนอกคดี  ซึ่งโจทก์มิได้ฟ้องหรือขอให้เรียกเข้ามาเป็นคู่ความในคดีด้วย  ผลของคำพิพากษาย่อมไม่ผูกพันทายาทตามมาตรา  145  ศาลไม่อาจพิพากษาให้เป็นไปตามคำขอของโจทก์ได้ (ฎ.6593/45)

แต่คำพิพากษาที่ให้เพิกถอนโฉนดที่ดินนั้น  มิได้บังคับบุคคลภายนอก  ศาลจึงพิพากษาให้เพิกถอนได้ (ฎ. 944/46)

คำสั่งศาลที่แสดงว่าได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครอง ตาม ป.พ.พ.มาตรา 1382  เป็นคำพิพากษาที่วินิจฉัยถึงกรรมสิทธิ์ในที่ดิน  จึงใช้ยันบุคคลภายนอกได้ แต่บุคคลภายนอกอาจพิสูจน์ได้ว่าตนมีสิทธิดีกว่า (ฎ. 485/40, 2251/38) 

คำพิพากษาตามยอมที่ให้โอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สิน ไม่ใช่คำพิพากษาที่แสดงหรือวินิจฉัยถึงกรรมสิทธิ์ตามมาตรา 145(2) (ฎ.1053/39, 5325-6/34)

คำพิพากษาที่ให้เพิกถอนคืนการให้ ไม่ใช่คำพิพากษาที่วินิจฉัยถึงกรรมสิทธิ์ที่ให้  ใช้ยันบุคคลภายนอกไม่ได้ (ฎ. 1071/13) 

การที่ศาลสั่งจำหน่ายคดีหรือให้ถอนฟ้องจำเลยคนใดไปแล้ว ถือเป็นบุคคลภายนอกคดี การมีคำพิพากษาต้องไม่ให้กระทบถึงสิทธิของำเลยดังกล่าว  (ฎ. 649/39, 2161/38)

จำเลยที่ถอนฟ้องไปแล้วมาทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ก็ไม่มีผลผูกพันเช่นกัน (ฎ. 2865/30) 

คำพิพากษามีผลผูกพันคู่ความ  แม้คดีหลังจะนำมาฟ้องเป็นคดีอาญาก็ต้องฟังข้อเท็จจริงเช่นเดียวกับคดีแพ่ง (ฎ.  2774/46)  

ฟ้องซ้ำ ( มาตรา 148) 

หลักเกณฑ์ คดีที่ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้ว ห้ามมิให้คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน

คำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุด

การพิจารณาว่าคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดเมื่อใด  ถือหลักเกณฑ์ตามมาตรา  147 

กรณีแรก   คำพิพากษาหรือคำสั่งที่อุทธรณ์หรือฎีกาหรือมีคำขอพิจารณาใหม่ไม่ได้ถือว่าถึงที่สุดนับแต่วันอ่าน

กรณีที่สอง  คำพิพากษาหรือคำสั่งที่อาจอุทธรณ์หรือฎีกา หรือมีคำขอให้พิจารณาใหม่ได้  ถ้ามิได้อุทธรณ์หรือฎีกา หรือขอให้พิจารณาใหม่ภายในเวลาที่กำหนดไว้  ถือว่าถึงที่สุดตั้งแต่ระยะเวลาเช่นว่านั้นสิ้นสุด  ถ้ามีการอุทธรณ์หรือฎีกา หรือขอให้พิจารณาใหม่ และศาลได้มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ คำพิพากษาหรือคำสั่งเช่นว่านั้น ให้ถือว่าถึงที่สุดตั้งแต่วันที่มีคำสั่งให้จำหน่ายคดี

ในคดีที่อาจอุทธรณ์ หรือฎีกาได้ คำพิพากษาถึงที่สุดเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาอุทธรณ์ หรือฎีกา  ดังนั้น การฟ้องคดีในระหว่างอายุอุทธรณ์หรือฎีกา  จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ (ฎ. 7720/42, 2773/29) 

ข้อสังเกต แม้คดีก่อนศาลอุทธรณ์จะมีคำสั่งจำหน่ายคดี คำพิพากษาศาลชั้นต้นก็ถึงที่สุด  ทายาทหรือผู้จัดการมรดกฟ้องเรื่องเดียวกันใหม่ก็เป็นฟ้องซ้ำ

กรณีที่คำพิพากษายังไม่ถึงที่สุด แม้ฟ้องใหม่จะไม่เป็นฟ้องซ้ำ  ก็อาจเป็นฟ้องซ้อนตามมาตรา 173วรรคสอง  หรือเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามมาตรา  144 ได้ เพราะทั้งสองกรณี แม้คำพิพากษาคดีก่อนยังไม่ถึงที่สุดก็ต้องห้าม

คดีก่อนศาลมีคำพิพากษาตามยอม  แต่มีคำพิพากษาอีกคดีหนึ่งพิพากษาว่า คำพิพากษาตามยอมในคดีก่อนไม่มีผลบังคับ ถือไม่ได้ว่าคดีก่อนมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว โจทก์ฟ้องในเรื่องเดียวกันได้อีก ไม่เป็นฟ้องซ้ำ (ฎ.124/46)

คู่ความเดียวกัน     

คู่ความเดียวกันอาจสลับกันได้  โดยโจทก์กลับเป็นจำเลย  จำเลยกลับเป็นโจทก์ ก็ถือว่าเป็นฟ้องซ้ำ  (ฎ.789/15)

ข้อสังเกต  การฟ้องซ้ำตามมาตรา  148 นั้น  ห้ามคู่ความ  จึงต่างกับกรณีฟ้องซ้อนตามมาตรา  173 (1)  ที่ห้ามเฉพาะโจทก์ฟ้องเรื่องอื่นอีก ดังนั้นฟ้องซ้อนจะต้องเป็นโจทก์ฟ้องทั้งสองคดี  จะสลับกันไม่ได้  แต่ถ้าเป็นฟ้องซ้ำตามมาตรา  148  แม้สลับกันเป็นโจทก์ก็ต้องห้ามดัง ฎ. 789/15

แต่ถ้าโจทก์และจำเลยคดีนี้เป็นคู่ความฝ่ายเดียวกันในคดีก่อน เช่น เป็นจำเลยด้วยกัน ไม่เป็นฟ้องซ้ำ (ฎ.  7046/45)

แม้โจทก์จำเลยเคยเป็นจำเลยด้วยกันในคดีก่อน ไม่เป็นฟ้องซ้ำตามมาตรา  148  ก็ตาม   แต่ก็ถือว่าเป็นคู่ความในคดีก่อน จึงต้องผูกพันโดยคำพิพากษาในคดีก่อนตามมาตรา  145 

นอกจากนี้คำว่า คู่ความเดียวกัน  มีความหมายรวมถึงบุคคลที่อยู่ในฐานะเช่นเดียวกับคู่ความเดิม  เช่น ทายาทด้วยกัน (ฎ. 710/29)  หรือการเป็นเจ้าของรวมในทรัพย์สิน (ฎ. 2595/25, 4926/48)  หรือเป็นสามีภริยาที่ยินยอมให้อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องคดีเกี่ยวกับสินสมรสแทน (ฎ. 2811/19)  หรือผู้เป็นบริวารหรือผู้รับโอนที่ดิน  เป็นผู้สืบสิทธิของผู้โอน (ฎ. 7542/48) หรือผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องถือว่าเป็นผู้สืบสิทธิของเจ้าหนี้ (ฎ.6105/46)  หรือเป็นผู้รับที่ดินพิพาทมาจากคู่ความในคดีก่อน เหลานี้ถือว่าการฟ้องคดีก่อนเป็นการฟ้องแทนกันด้วย (ฎ. 3635/47) จึงถือเป็นคู่ความเดียวกัน

ผู้รับจำนองฟ้องบังคับจำนอง ศาลมีคำพิพากษาให้ชนะคดี ถ้าผู้จำนองโอนทรัพย์ที่จำนองไปยังบุคคลอื่นแล้ว ผู้รับจำนอง(เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา)  จะติตตามไปบังคับคดีแก่ทรัพย์ที่จำนองในคดีเดิมไม่ได้ เพราะผู้รับโอนไม่ใช่คู่ความในคดี  ผู้จำนองต้องฟ้องผู้รับโอนทรัพย์ที่จำนองเป็นคดีใหม่  กรณีเช่นนี้มิใช่ฟ้องซ้ำ เพราะผู้รับโอนมิใช่ผู้สืบสิทธิของผู้จำนอง  และประเด็นแห่งคดีเป็นคนละอย่างกัน (ฎ. 1115/49)

โจทก์เป็นบุคคลเดียวกัน  ส่วนจำเลยไม่ใช่คนเดียวกัน มิใช่คู่ความเดียวกัน ดังนี้แม้จะเป็นกาเรียกร้องเงินจำนวนเดียวกัน  ก็ไม่เป็นฟ้องซ้ำ (ฎ. 9165/46)

คดีก่อนข้าไปเป็นผู้คัดค้านในฐานะผู้จัดการมรดก คดีนี้เป็นโจทก์ฟ้องในฐานะทายาทถือว่าเป็นคู่ความเดียวกัน (ฎ.9540/42) แต่ถ้าเป็นคู่ความละฐานะกันไม่เป็นฟ้องซ้ำ (ฎ.2172/33)

คดีก่อนโจทก์เคยยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้เงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลย ตาม   ป.วิ.พ.มาตรา  289  ศาลได้มีคำสั่งให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ คำสั่งถึงที่สุดแล้ว การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องบังคับจำนองจำเลยเป็นคดีนี้ เป็นฟ้องซ้ำ (ฎ. 5530/39)

ในคดีอาญาที่พนักงานอัยการมีคำขอให้จำเลยคืนทรัพย์หรือใช้ราคาที่ผู้เสียหายสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำผิดตาม ป.วิ.อ.มาตรา  43  ถือว่าเป็นการขอแทนผู้เสียหาย ผู้เสียหายจึงมีฐานะเป็นคู่ความ เมื่อคดีอาญาถึงที่สดแล้ว ผู้เสียหายจะมาฟ้องบังคับจำเลยในส่วนแพ่งเป็นคดีใหม่ไม่ได้  เป็นฟ้องซ้ำ (ฎ. 3582/41, 991/29)

ในคดีอาญาพนักงานอัยการขอให้จำเลยคืนเงินที่ยักยอกแต่ไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ย  ผู้เสียหายจึงฟ้องคดีแพ่งรียกเงินที่ยักยอกและดอกเบี้ยด้วย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เป็นฟ้องซ้ำทั้งต้นเงินและดอกเบี้ย  แต่ต่อมามีคำพิพากษาที่  12414/47 ประชุมใหญ่  วินิจฉัยว่ากรณีเช่นนี้เป็นฟ้องซ้อนเฉพาะที่เป็นต้นเงินเท่านั้น  ส่วนดอกเบี้ยไม่เป็นฟ้องซ้อน( หลักเกณฑ์เดียวกับฟ้องซ้ำ)  ดังนั้นจึงน่าจะฟ้องซ้ำเฉพาะเงินต้นเท่านั้น   

ในคดีฟ้องขับไล่บุคคลอื่นออกจากที่พิพาท  โจทก์เห็นว่าตนมิใช่บริวารของจำเลยในคดีก่อนจึงฟ้องโจทก์ในคดีก่อนไม่ให้เกี่ยวข้องกับที่พิพาท โจทก์ไม่อยู่ในฐานะเป็นคู่ความในคดีก่อน ไม่เป็นฟ้องซ้ำ หรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ (ฎ.  3064/45)                

ประเด็นที่วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน

บางกรณีความรับผิดของจำเลยนอกจากสืบเนื่องมาจากการกระทำผิดทางอาญา ซึ่งเป็นมูลละเมิดในทางแพ่งแล้ว  จำเลยอาจต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในคดีอาญาในมูลสัญญาด้วย  การที่พนักงานอัยการฟ้องคดีอาญาและมีคำขอให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์  จึงเป็นการขอแทนผู้เสียหายในมูลละเมิดนั้นเอง ดังนี้การที่ผู้เสียหายเป็นโจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดโดยอาศัยมูลละเมิด จึงเป็นคนละประเด็นกัน ไม่เป็นฟ้องซ้ำ (ฎ. 824/48)

ถ้าคำพิพากษาคดีส่วนอาญาไม่ได้วินิจฉัยชี้ขาดว่า จำเลยจะต้องรับผิดในทางแพ่งด้วย หรือไม่ โจทก์ฟ้องใหม่ได้ ไม่เป็นฟ้องซ้ำ (ฎ.  3939/41)

คดีก่อนโจทก์ ( ซึ่งเป็นบริษัทประกันภัย)  ฟ้องไล่เบี้ยจำเลยโดยการับช่วงสิทธิในมูลละเมิด ศาลพิพากษายกฟ้องเพราะมูลละเมิดระงับไปแล้วตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีนี้โจทก์ฟ้องอ้างว่ารับช่วงสิทธิตามสัญญาประนีประนอม   เป็นคนละประเด็นกัน ไม่เป็นฟ้องซ้ำ (ฎ.440/40)

เมื่อศาลพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์แล้ว  แม้จำเลยได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ตามคำพิพากษา ก็ไม่ทำให้หนี้ตามคำพิพากษาระงับ  โจทก์จะนำหนังสือรับสภาพหนี้ มาฟ้องให้จำเลยรับผิดเป็นคดีใหม่ไม่ได้ เป็นฟ้องซ้ำ (ฎ.  9002/44)

เคยร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์บางส่วนของที่ดิน  จะมายื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินในส่วนที่เหลือของที่ดินแปลงเดียวกันอีกไม่ได้ เป็นฟ้องซ้ำ (ฎ. 5766/33)

คดีก่อนโจทก์ขาดนัดพิจารณา  ศาลพิพากษายกฟ้องตามคำแถลงของจำเลย  โดยถือว่าโจทก์มีภาระพิสูจน์ แต่ไม่มีพยานมาสืบ  ถือว่าศาลได้วินิจฉัยประเด็นแห่งคดีแล้ว  ฟ้องใหม่เป็นฟ้องซ้ำ (ฎ. 1411/41)

คดีก่อนศาลพิพากษาให้ผู้กู้ชำระเงินตามสัญญากู้  คดีหลังผู้กู้กลับฟ้องผู้ให้กู้ขอให้ห้ามมิให้คำพิพากษาดังกล่าวมีผลใช้บังคับแก่ตน โดยอ้างว่าความจริง จำเลยไม่รับเงินตามสัญญากู้(ฎ.5654/43) หรืออ้างว่าสัญญากู้ฉบับเดียวกันนั้นปลอม  ขอให้เพิกถอนสัญญากู้และเพิกถอนคำพิพากษา (ฎ.  482/43) เป็นฟ้องซ้ำ 

คดีที่มีการประนีประนอมยอมความและศาลพิพากษาตามยอมแล้ว  ต้องถือว่าคู่ความตกลงสละประเด็นข้อต่อสู้ตามคำฟ้องคำให้การแล้ว  จึงถือว่าศาลวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นในคดีแล้ว  ดังนั้น ภายหลังจะนำประเด็นในคดีเดิมมาฟ้องกันอีกไม่ได้ เป็นฟ้องซ้ำ (ฎ. 6221/37)

ข้อสังเกต  เมื่อมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และศาลพิพากษาตามยอมแล้ว แม้จะไม่ได้ตกลงหรืกล่าวถึงประเด็นตามคำฟ้องหรืคำให้การประเด็นใด ก็ต้องถือว่าคู่ความสละประเด็นนั้นแล้ว  ภายหลังจะนำมาเป็นประเด็นฟ้องร้องกันอีกไม่ได้  สำหรับข้อที่ได้ตกลงกันตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น หากผิดสัญญา ก็ร้องขอให้ศาลบังคับคดีได้ แต่จะนำมาฟ้องบังคับเป็นคดีใหม่ เป็นฟ้องซ้ำ  อย่างไรก็ตามหากมีการโต้แย้งสิทธิที่ไม่อาจบังคับในคดีเดิมได้  โจทก์ก็อาจนำมาฟ้องเป้นคดีใหม่ได้ โดยอาศัยสภาพแห่งข้อหาตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น (ฎ. 4801/46)

การที่คู่ความตกลงท้ากัน  และศาลได้วินิจฉัยตามคำท้าแล้ว  ถือว่าได้มีการวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทแล้ว ฟ้องใหม่เป็นฟ้องซ้ำ (ฎ. 3147/41)

ฟ้อขอแบ่งมรดก หรือสินสมรสไปครั้งหนึ่งแล้ว จะฟ้องขอแบ่งมรดกหรือสินสมรสอีกเป็นฟ้องซ้ำ  แม้จะเป็นทรัพย์คนละอย่างกันก็ตาม (ฎ. 488/25, 148/95) เพราะมีประเด็นอย่างเดียวกันว่าโจทก์จำเลยใครมีสิทธิรับมรดก   หากนำมาฟ้องใหม่อีกแม้จะอ้าเหตุคนละเหตุ ก็เป็นฟ้องซ้ำ (ฎ. 1013/27)

แต่ถ้าเป็นเรื่องที่ทายาท ฟ้องเรียกทรัพย์มรดกจากบุคคลภายนอกคนละอย่างกัน ถือว่าเป็นการใช้สิทธิติดตามเอาคืนทรัพย์ ไม่เป็นฟ้องซ้ำ (ฎ. 765/10)

โจทก์ฟ้องให้จำเลยปฎิบัติตามสัญญา โดยให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ศาลวินิจฉัยว่าจำเลยผิดสัญญา แต่ให้จำเลยรื้อถอนไม่ได้ พิพากษายกฟ้อง  โจทก์บอกเลิกสัญญาและฟ้องเรียกให้จำเลยคืนเงินที่โจทก์ชำระไปแล้วได้ ไม่เป็นฟ้องซ้ำ (ฎ. 4276/45) 

คดีแรกฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการทำให้เสียทรัพย์   คดีนี้ฟ้องให้ขับไล่และรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างโดยอาศัยอำนาจแห่งกรรมสิทธิ์  เป็นคนละประเด็นกัน (ฎ.1758-9/48)

คดีก่อนศาลจำหน่ายคดีเพราะโจทก์ถอนฟ้องยังมิได้มีคำพิพากษาชี้ขาดในประเด็นข้อพิพาท  โจทก์ฟ้องใหม่ได้ ไม่เป็นฟ้องซ้ำ (ฎ. 3998/40)

ยกฟ้องเพราะไม่มีอำนาจฟ้อง ยังไม่ได้วินิจฉัยประเด็นแห่งคดี  ฟ้องใหม่ได้ ไม่เป็นฟ้องซ้ำ (ฎ.4518/40, 592/44)

ถ้าศาลยกฟ้องเพราะพยานหลักฐานฟังไม่ได้เนื่องจากไม่ได้ยื่นบัญชีระบุพยาน  หรือมิได้ปิดแสตมป์ ตามประมวลรัษฎากร  หรืองดสืบพยานเพราะไม่มีพยานมาศาล ดังนี้ ถือว่าได้วินิจฉัยในเนื้อหาของคำฟ้องแล้ว ฟ้องใหม่ไม่ได้ เป็นฟ้องซ้ำ (ฎ. 1817/42, 1220/95)

อย่างไรก็ตามในคดีก่อน แม้ศาลจะไม่รับบัญชีระบุพยานของโจทก์  แต่ศาลยกฟ้องโจทก์เฉพาะประเด็นเรื่องการมอบอำนาจว่าโจทก์ไม่มีพยานมาสืบจึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์มอบอำนาจให้ฟ้องคดีโดยชอบโดยยังไม่ได้วินิจฉัยในประเด็นที่เป็นเนื้อหาแห่งคดี  โจทก์จึงฟ้องจำเลยได้อีก  ไม่เป็นฟ้องซ้ำ (ฎ.  4680/41) 

คดีก่อนศาลยกฟ้องเพราะไม่มีหนังสือสัญญามาแสดงเป็นการวินิจประเด็นแห่งคดีแล้วว่าพยานโจทก์รับฟังไม่ได้ว่ามีการทำสัญญากันจริง โจทก์จึงฟ้องให้จำเลยรับผิดตามสัญญาฉบับเดียวกันอีกไม่ได้ เป็นฟ้องซ้ำ (ฎ. 2998/35)

ศาลยกฟ้องเพราะฟ้องของโจทก์บกพร่อง เช่น คำขอท้ายฟ้องที่ขอให้โอนที่ดินคืนโจทก์ ศาลไม่อาจพิพากษาให้ตามคำขอได้   ฟ้องใหม่ได้ (ฎ. 1674/29 

คดีก่อนศาลพิพากษายกฟ้องเพราะโจทก์นำสืบไม่ได้ว่าจำเลยเป็นทายาทโดยธรรมของผู้กู้  คดีนี้ โจทก์ฟ้องจำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมของผู้กู้เงินให้ชำระหนี้รายเดียวกันอีกเป็นประเด็นเดียวกัน เป็นฟ้องซ้ำ (ฎ.  238/46)

ในกรณีที่คำพิพากษาในคดีก่อนมิได้วินิจฉัยให้เพราะเป็นเรื่องนอกประเด็นหรือนอกคำขอท้ายฟ้อง จึงถือไม่ได้ว่าเป็นประเด็นที่ได้วินิจฉัยมาแล้วในคดีเดิม  ฟ้องใหม่ได้ไม่เป็นฟ้องซ้ำ (ฎ.5364/47)

ในคดีก่อนโจทก์อ้างว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นด้วย แต่ศาลไม่ได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ด้วย  ถือว่าคู่ความได้สละประเด็นดังกล่าวแล้ว โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องใหม่อ้างว่าเป็นทางจำเป็นได้ ไม่เป็นฟ้องซ้ำ (ฎ. 4307/31)

สิทธิเรียกร้องหรือค่าเสียหายที่โจทก์สามารถเรียกร้องในคดีก่อนได้อยู่แล้ว แต่ไม่เรียก แต่นำมาฟ้องเป็นคดีใหม่ ถือว่าเป็นประเด็นที่วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน เป็นฟ้องซ้ำ (ฎ. 270/31,3564/42)

ฟ้องคดีก่อนโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยคืนรถยนต์อ้างว่าจำเลยผิดสัญญาเช่ารถยนต์ คดีนี้โจทก์อ้างว่าจำเลยโอนรถยนต์ให้ผู้อื่นไปแล้ว ขอให้ใช้ราคาแทน ซึ่งโจทก์สามารถฟ้องในคดีก่อนได้อยู่แล้ว  เป็นการวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุว่าจำเลยผิดสัญญาเช่าหรือไม่ เช่นเดียวกันเป็นฟ้องซ้ำ   990/49)

แต่ถ้ามูลคดีเกิดขึ้นภายหลังฟ้องคดีแรกแล้ว   โจทก์จึงไม่สามารถฟ้องมาในคราวเดียวกันได้ ฟ้องใหม่ได้ เป็นคนละประเด็น ไม่เป็นฟ้องซ้ำ (ฎ. 3262/48)

ฟ้องเรียกค่าเสียหายที่เกิดขึ้นภายหลังศาลมีคำพิพากษาในคดีก่อนแล้ว  ถือว่าเป็นคนละประเด็น เช่นโจทก์ฟ้องว่ารถยนต์ที่จำเลยต้องคืนตามคำพิพากษามีสภาพทรุดโทรมและโจทก์ต้องเสียค่าติดตามยึดรถยนต์คืน  ขอให้ชดใช่ค่าใช้จ่ายในการยึดรถยนต์ และค่าเสื่อมราคา ไม่เป็นฟ้องซ้ำ (ฎ. 4636/49, 7543/49)

กรณีใดที่โจทก์สามารถร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาคดีก่อนได้ โจทก์ก็ต้องร้องขอให้บังคับคดีในคดีนั้น จะมาฟ้องเป็นคดีใหม่ไม่ได้  เป็นฟ้องซ้ำ  เช่นคดีก่อนศาลพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่บุกรุก  การที่จำเลยยังไม่ออกไปจากที่ดินกลับแผ้วถางแล้วปลูกต้นไม้อีก ถือเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องจาคดีก่อน ซึ่งโจทก์มสิทธิบังคับคดีในคดีแรกได้อยู่แล้ว  จะมาฟ้องขับไล่จำเลยเป็นคดีใหม่ เป็นฟ้องซ้ำ (ฎ. 3527/47)

แต่ถ้าคำพิพากษาในคดีก่อนเพียงแต่ แสดงสิทธิของคู่ความเท่านั้น  แต่ไม่อาจบังคับคดีได้  โจทก์จึงฟ้องบังคับตามสิทธิของโจทก์ที่เกิดขึ้นจากผลของคำพิพากษาในคดีก่อนได้  เช่น  คดีก่นศาลพิพากษาว่ารถยนต์เป็นของผู้ร้องสอดแล้วพิพากษายกฟ้อง ผู้ร้องสอดฟ้องให้จำเลยคืนรถยนต์ได้ ไม่เป็นฟ้องซ้ำ (ฎ. 1939/45 ป., 3040/48)

ข้อสังเกต ปกติเมื่อศาลพิพากษาคดีแล้ว ผู้ที่มีสิทธิตามคำพิพากษา (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) จะต้องดำเนินการบังคับคดีนั้นๆจะนำมาฟ้องเป็นคดีใหม่ไม่ได้ เป็นฟ้องซ้ำ แต่คดีนี้คำพิพากษาในคดีก่อนวินิจฉัยว่ารถยนต์พิพาทเป็นของผู้ร้องสอดเท่านั้น มิได้พิพากษาให้จำเลยคืนรถยนต์พิพาทแก่ผู้ร้องสอด ผู้ร้องสอดไม่อาจบังคับคดีในคดีเดิมได้ ผู้ร้องสอดจึงนำคดีมาฟ้องบังคับจำเลยเป็นคดีใหม่ ไม่เป็นฟ้องซ้ำ

คดีก่อนศาลพิพากษายกฟ้องเพราะโจทก์ยังไม่ได้บอกเลิกสัญญา หรือบอกเลิกสัญญาไม่ชอบ คดีหลังโจทก์ฟ้องใหม่โดยอ้างว่าได้บอกเลิกสัญญาโดยชอบแล้ว ถือว่าเป็นการอ้างเหตุใหม่ ไม่เป็นฟ้องซ้ำ (ฎ. 4518/40, 489/46)

คดีหลังเป็นประเด็นเดียวกับคดีก่อน แม้จะอ้างพยานหลักฐานใหม่ ก็เป็นฟ้องซ้ำ(ฎ.3102/41)

คดีก่อนมีประเด็นว่าสัญญาที่ฟ้องปลอมทั้งฉบับหรือไม่  ส่วนคดีหลังอ้างว่าจำเลยทำปลอมขึ้นบางส่วน เป็นประเด็นเดียวกัน จึงเป็นฟ้องซ้ำ (. 467/4)

คดีก่อนฟ้องของแบ่งทรัพย์ตามพินัยกรรม ศาลยกฟ้องว่าไม่ใช่พินัยกรรม คดีหลังโจทก์ฟ้องว่าเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ไม่เป็นฟ้องซ้ำ (ฎ. 1254/93 ป.)

ฟ้องขอให้รื้อถอนโรงเรือนที่รุกล้ำ จำเลยฟ้อแย้งว่าปลูกสร้างโดนสุจริต  ขอให้จดทะเบียนภาระจำยอม  เกี่ยวกับฟ้องเดิม (ฎ. 518246) 

คดีก่อนโจทก์ฟ้องให้จำเลยรื้อถอนบ้านและเรียกค่าเสียหาย ศาลฟังว่าบ้านเป็นของโจทก์ โจทก์จึงขอให้รื้อถอนไม่ได้ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยเรื่องค่าเสียหาย  โจทก์นำมาฟ้องเป็นคดีใหม่ว่าจำเลย ไม่มีสิทธิอยู่ในบ้านพิพาท  และเรียกค่าเสียหายได้  ไม่เป็นฟ้องซ้ำ เพราะศาลยังไม่ได้วินิจฉัยทั้งสองประเด็นดังกล่าว (ฎ.  2827/41)

คดีก่อนโจทก์ฟ้องขับไล่ ศาลพิพากษายกฟ้องเพราะฟ้องเกิน 1 ปี  ส่วนคดีหลังฟ้องขับไล่โดยอ้างสิทธิตามสัญญา  จึงมีประเด็นแตกต่างกัน ไม่เป็นฟ้องซ้ำ (ฎ. 392/34)

 

   --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

     ...คุณเคยมีปัญหาเหล่านี้หรไม่ ? 

      - เพิ่งจบปริญญาตรี ไม่รู้จะเริ่มต้นกับการเรียนเนติอย่างไร
      - 
สอบมาหลายครั้งแล้วไม่ผ่านซัที 47 , 48 , 49 คะแนนอยู่นี่หลายครั้งแล้ว เมื่อไหร่จะถึง 50 คะแนนซักที

      - สอบมาหลายครั้งแล้ว  เพื่อนๆในกลุ่มทยอยจบกันหมด..จะลงสมัครใหม่ก็เขินอายรุ่นน้อง
      - 
อยู่ต่างจังหวัด ทำงานประจำไม่มีเวลาไปนั่งเรียนที่เนติฯ 
      - 
สมัครติวเนติทางไปรษณีย์ กว่าจดหมายจะมาถึงก็ไม่ทันสอบ
      - 
สมัครรับจองคำบรรยายเนติทางไปรษณีย์ 
กว่าจดหมายจะมาถึงก็ไม่ันสอบ
      - เดินทางไปเรียนหรือไปติวรถก็ด...กลับมาก็เหนื่อย
 
     - อยู่ต่างจังหวัดอยากมาเรียนที่ กทม. หรือมาติว...แต่ไม่สามารถมาเรีนหรือมาติวได้เพราะไกลและสถาบัติวก็อยู่หน้ารามกันหมด

      - ไม่อยากคุยกันเรื่องเรียนเนติกับเพื่อนๆหรือคนที่เรียนเนติจบแล้ว..มันรู้สึกท้อ รู้สึกอาย..จะลงใหม่ก็ไม่รู้จะปรึกษาใคร หรือเริ่มยังไงอีก 


    ถ้าเปรียบกับการสอบเนติบัณฑิต กับการทำศึกสงคราม มีกลยุทธ์ 3 อย่าง ดังนี้
        - ท่องตัวบท   คือ อาวุธ ที่เรา สะสมไว้ ต่อสู้ ยิ่งท่องตัวบทได้มาก ก็ มีอาวุธ เก็บไว้สำรองมาก หยิบใช้เมื่อไรก็ได้
        - จดฎีกา       คือการ ศึกษาแผนการรบว่าสถานการณ์แบบใดเราควรจะใช้อาวุธแบบใด ยิ่งจดจำฎีกาไว้มาก ก็มีแนวการตอบข้อสอบได้ตรงจุด ตรงประเด็น ได้มาก และไม่โดนข้อสอบหลอกล่อให้หลงทา
        -  ล่าข้อสอบ   คือ การหัดซ้อมรบก่อน เข้าสู้ศึกสงครามสนามสอบจริง ยิ่งหัดทำข้อสอบมากเท่าใด ก็เป็นการสั่งสมประสบการณ์การหัดทำข้อสอบมากขึ้นทำให้ จับประเด็นและเขียนตอบได้เร็วและทันเวลา
     -------------------------------------------------------------------------------------------------------------------     
     ขอแนะนำ !!

     ชุดรวบรวมเอกสารคำบรรยายเนติฯ สำหรับเตรียมสอบ ภาค 1/66 และ 2/65
    ++  กลุ่มวิชากฎหมายแพ่งและอาญา ++  
      - ไฟล์เสียงคำบรรยายภาคปกติ, ภาคค่ำ และภาคทบทวน 1/66 New !!
      -  ไฟล์เอกสารสรุปคำบรรยายเนติฯ 1/66 
      -  ไฟล์เอกสารประกอบคำบรรยาย 1/66 
      -  ไฟล์บทบรรณาธิการ 1/63-1/66 
      -  ไฟล์ธงคำตอบกลุ่มวิชากฎหมายแพ่งและ อาญา (สมัยที่ 56-65) 
      -  ไฟล์เอกสารทบทวนสรุปประเด็นน่สนใจ 1/66
      -  ไฟล์เอกสารรวมคำพิพากษาฎีกาใหม่ (พร้อมข้อสังเกตน่าสนใจ)1/66
      -   เทคนิคการเขียนคำตอบแบบถูกต้องที่สุด ตลอดจนเทคนิคการปรับบทกฎหมายต่งๆสำหรับทุกสนามสอบ (การเตรียมพร้อมสอบเนติฯ/ผู้ช่ยฯ/อัยการ)
    ..................................................................................................................................................
    ++ กลุ่มวิชากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและวิธีพิจารณาความอาญา ++ 
      - ไฟล์เสียงคำบรรยายภาคปกติ, ภาคค่ำ และภาคทบทวนวันอาทิตย์ 
      - ไฟล์เอกสารสรุปคำบรรยายเนติฯ 2/65 
      - ไฟล์เอกสารประกอบคำบรรยาย 2/65 
      - ไฟล์บทบรรณาธิการ 2/63-2/65 
      - ไฟล์ธงคำตอบกลุ่มวิชากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและวิธีพิจารณาความ อาญา (สมัยที่ 56-65) 
      - เทคนิคการเขียนคำตอบแบบถูกต้องที่สุด ตลอดจนเทคนิคการปรับบทกฎหมายต่งๆสำหรับทุกสนามสอบ (การเตรียมพร้อมสอบเนติฯ/ผู้ช่ยฯ/อัยการ)  
    ..................................................................................................................................................
     ค่ารวบรวม  :   ภาคละ 350.-บาท  (DVD 4 แผ่น) (ส่ง EMS ฟรี !! + แถมฟรี !! แผ่นรองเม้าท์) 
     หมายเหตุ   :   สั่งซื้อทั้ง 2 ภาค ค่ารวมรวมพิเศษ 650.- บาท (ส่ง EMS ฟรี !! + แถมฟรี !! แผ่นรองเม้าท์ + CD แบบร่างสัญญามากกว่า 400 แบบ (file word) + แบบฟอร์มศาล, แบบฟอร์มเ อกสารงานบุคคล,เอกสารงานบัญชีและภาษี) 

   ** สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อ 085-801-0725, E-mail : siripit...@gmail.com**

     
Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages