สรุปคำบรรยาย เนติภาคค่ำ ค้ำฯ ชั่วโมงที่ 1 - 2 จ 20/07/09

316 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
Jul 24, 2009, 1:37:25 AM7/24/09
to LAWSIAM
หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า  kankokub  ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ บัณฑิต รชตะนันทน์ผู้บรรยาย   ,  ผู้มีน้ำใจส่ง flie เสียงที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า ขอบคุณ. http://www.muansuen.com และคุณ admin ที่นำ flie เสียงมาลงแบ่งปันให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
ชั่วโมงที 1 2  .ของค้ำประกัน

            สวัสดีครับวันนี้สองชั่วโมงนะครับ ไม่ได้เจอกันหลายสัปดาห์ ลองดูเรื่องค้ำฯ จริงๆไม่ได้ยุ่งยากข้อกฎหมายก็นิ่งแล้ว เป็นเรื่องข้อตกลง ฏีกา ทางปฏิบัติ ก็ไปแก้ในเรื่องสัญญา ให้เป็นข้อตกลงแล้ว

            ก็ไปดูในนิยาม ก็เป็นเรื่องการประกันหนี้ ด้วยบุคคล ไม่ใฃ่ประกันด้วยทรัพย์ นั่นมันเรื่องจำนองจำนำ ในทางธุรกิจก็มีการประกันหนี้ได้หลายทาง เพียงแต่ในกฎหมายแพ่งเรามีแค่สามทาง ก็คือ ค้ำฯ จำนอง จำนำ

            มาตรา 680 วรรค 1 แยกได้เป็น

หนึ่ง บุคคลภายนอกต้องเท่านั้นจะเป็นได้

สอง มีหนี้เดิมอยู่แล้ว

สาม บุคคลภายนอกผูกพันตนชำระหนี้เมื่อลูกหนี้ไม่ชำระ

            มาดู ประการแรก สามีภริยา ก็ ค้ำฯได้ ทางปฏิบัติ ไม่ทำหรอก เพราะก็ไมได้ หลักประกันเพิ่มเท่าไหร่

            นิติบุคคลก็เป็นเรื่องวัตถุประสงค์ด้วย ว่ามีวัตถุประสงค์ให้ค้ำประกันได้หรือไม่ ต้องไม่ใช่ทรัพย์สินของ ค้ำฯเป็นการประกันด้วยคน

            ค้ำประกันต้องให้ลูกหนี้ยินยอมหรือไม่ ก็ตอบว่าไม่จำเป็น ฎ. 762/2519

ประการที่สองต้องมีหนี้ระหว่าง เจ้าหนี้กับลูกหนี้ มีสัญญาสองฉบับ กับบุคคลสองฝ่าย คือต้องมีสัญญาประธานก่อนสัญญาค้ำประกัน มันเกาะเกี่ยวกันอยู่

            ในขณะที่ทำ สัญญากู้มันมีสํญญาประกันตัวอยู่ความเสียหายมันไม่เกิด

            ค้ำฯได้ทุกมูลหนี้ ผิดสัญญา  มูลละเมิด ได้หมด มีข้อสังเกตคือว่า วัตถุแห่งหนี้นั้นต้องเป็นหนี้เงิน รวมหนี้ค่าเสียหายด้วย ถ้าเป็นหนี้กระทำ งดเว้นกระทำ คงมาค้ำประกันกันไม่ได้

            539/2550 ทำสัญญาประกันตัวผู้ต้องหา สัญญาว่า ถ้าหลบหนีจำเลยก็จะชำระค่าปรับให้  ไม่ใช่สัญญาค้ำฯก็เป็นสัญญาต่างตอบแทนทั่วไป

            333/2532  

            ที่ทำสัญญากับศาลทำไมมีผลผูกพัน เพราะเป็นสัญญาอีกประเภทหนึ่งที่นอกเหนือสัญญาทางแพ่ง ถามว่าเอาอำนาจอะไรไปยึดโฉนด ก็อำนาจศาล ไมมีตำราในกฎหมายไทย

            ประการที่สามคือผู้ผูกพันตนกับเจ้าหนี้  ไม่ได้ผูกพันต่อบุคคลอื่น

1239/2505

243/2522

            ดูอย่างเดียวว่าผู้ค้ำฯทำสัญญากับเจ้าหนี้หรือไม่ ต้องมีข้อตกลงในทำนองนี้ว่าถ้าไม่ชำระหนี้แล้วจะชำระหนี้เอง

            718/2519

            ยินยอมรับเงินตั๋วแลกเงินทุกฉบับอันนี้ก็ไม่ใช่ค้ำฯประกัน รับรองเครติตรของลูกหนี้

รับรองเพื่อชำระหนี้นั้น ต้องไม่ผิดหนี้

            ถ้อยคำมันมีความหมาย

            ทำภายหลังที่มีหนี้ ก็ได้ ไม่จำเป็นต้องทำพร้อมกัน

            วรรคสองมาตรา 680 ก็ทำนองเดียวกับหลักฐานเรื่องการกู้ยืมเงิน เอกสารมันจะมาในรูปร่างอย่างใดก็ได้

            5028/2541

      199/2545 ที่บอกว่าหลักฐานที่นำมาฟ้องร้องต้องกำหนดจำนวนเงินที่ค้ำฯมาด้วย

ลายมือชื่อ ผู้รับประกันเท่านั้น ที่ต้องการ ไม่จำเป็นต้องมีลายมือชื่อของลูกหนี้เจ้าหนี้

      หนี้ที่ค้ำฯได้คือ มาตรา 681 สัญญาค้ำฯจะมีได้ก็แต่เพื่อหนี้อันสมบูรณ์

กู้เงินไปค้าวัตถุผิดกฎหมาย มีวัตถุประสงค์ต้องห้าม

ผู้ค้ำฯเองใช้สิทธิยกข้อต่อสู้ของลูกหนี้ ได้ ตามมาตรา 684

      หนี้ในอนาคต หนี้มีเงื่อนไข ก็ประกันได้ หนี้ที่จะเกิดขึ้นจริงในภายภาคหน้า ก็ประกันได้ ความเสียหายอันเกิดจากการที่ลูกจ้างกระทำงานจ้างให้แก่ลูกจ้าง หนี้การศึกษาต่อ

      2029/2541 ค้ำประกันการจำหน่ายสินค้า

      5985/2548 ก็เป็นเรื่องการทำสัญญาค้ำประกันในการเปิดเล็ตเตอร์อ๊อฟเครดิตร

      6221/2550 เป็นการเขียนข้อความที่รัดกุมมากสัญญาจำนองเอาหลักมาตรา 681 ไปใช้ด้วยนะครับ

            เพราะทำด้วยความสำคัญผิดหรือทำอย่างไร้ความสามารถ

                        จะไปใช้วรรคหนึ่งว่า โมฆียกรรมหลุดพ้นแล้วบอกล้างไม่ได้ ยกข้อต่อสู้ของลุกหนี้ ก็ไมได้ นี่คือเงื่อยไขของวรรคสาม

            ถ้าไม่รู้เหตุก็ไม่เข้าเงื่อยไขตามวรรคสาม ก็ไปใช้วรรคหนึ่ง เหตุโมฆียกรรมอื่นๆ ไม่อยู่ใน 681 วรรคสาม

            ผู้ค้ำประกันมี เรื่องผู้รับเรือน คือเป็นผู้ค้ำฯของผู้ค้ำฯ  ฐานะของผู้รับเรือน ก็เหมือนผู้ค้ำฯ ต่างกันก็ตรงไม่ผูกผันต่อเจ้าหนี้ เมื่อลูกหนี้ไม่ชำระ แต่จะรับผิดเมื่อผู้ค้ำฯ ไม่ชำระ

            ตัวผู้ค้ำฯ  693 เรื่องค้ำฯ จะไล่เบี้ยลูกหนี้ได้หรือไม่ ได้ มาตรา 229 การรับช่วงสิทธิ ย่อมมีขึ้นโดยอำนาจกฎหมาย และผูกพันคนต่อไปนี้ คือ คนที่มีส่วนได้เสียในหนี้นั้น เหมือนกันกับผู้ค้ำประกัน เมื่อผู้ค้ำฯได้ชำระหนี้ไปแล้วมีสิทธิไล่เบี้ยได้

            ปัจจุบันไม่มีผลในทางปฏิบัติ ไปใช้ในเรื่องผู้ค้ำฯ หลายคนแทน  

            แม้ต่างคนต่างมาไม่ได้นัดหมายกันก็ยังคงรับผิดร่วมกันผู้ค้ำประกันเหล่านั้นก็ต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม

            500/2501 เพิ่มจำนวนผู้ค้ำฯหาได้ทำให้ผู้ค้ำฯเดิมพ้นผิดไม่

แต่ถ้าเป็นการแทนกัน เช่นกรณี การเปลี่ยน ตำแหน่งของตัวลูกจ้าง ที่เพิ่มภาระการรับผิด ก็ต้องให้คนอื่นเข้ามารับผิด

            ลูกหนี้ร่วมคือจะเรียกเอาแต่บุคคลใด หรือบุคคลหนึ่งหรือแต่บางส่วนก็ได้ คำว่าลูกหนี้ร่วมหมายความว่าอย่างไร

            ความรับผิดต่อเจ้าหนี้ก็เป็นไปตาม 295 เจ้าหนี้จะเรียกให้ลูกหนี้คนหนึ่งคนใดก็ได้ ก็เป็นเรื่องของลูกหนี้ร่วม ถ้าไม่ได้ตกลงกันไว้ก็รับผิดเท่าๆกัน

            เว้นแต่จะมีข้อตกลงเป็นอย่างอื่น ตาม 296

            ไม่มีข้อกฎหมายใหม่ๆ เลย ทุกอย่างฏีกานิ่งแล้ว   293 มีการปลดหนี้ไปบางส่วนก็ไม่ทำให้หลุดพ้นกันทั้งหมด

            4574/2536 ความสัมพันระหว่างผู้ค้ำด้วยกันเอง กับความสัมพันธ์ เจ้าหนี้

            893/2540  

2551/2544

            ก็ไปทำความเข้าใจกับเรื่องปลดหนี้ด้วย ก็ต้องรับผิดในส่วนที่เหลืออยู่ นี่ก็เป็นตัวอย่าง

5035/2549 

            วงเงินค้ำประกันไม่เท่ากัน ความรับผิดก็เฉลี่ยกัน โจทก์ย่อมรับช่วงสิทธิเอาคืนได้

            เจ้าหนี้มีสิทธิคิดดอกเบี้ยกับลูกหนี้ได้ ร้อยละสิบเก้า แต่ระหว่างผู้ค้ำประกันหลายคนถ้าไม่ได้ตกลงกันไว้ก็ เรียกได้เพียงร้อยละ เจ็ดครึ่งต่อปี 7125/2528

เมื่อไม่ได้ตกลงอัตราดอกเบี้ยไว้ก็ไม่มีการ

            ขอบเขตและความรับผิดของผู้ค้ำฯ เนื่องจากสัญญา ค้ำฯ เป็นสัญญาอุปกรณ์ ขึ้นอยู่กับสัญญาประธานหนี้ของผู้ค้ำฯจะไม่เกินไปกว่าความรับผิดของหนี้ประธาน ยังอาจน้อยกว่าลุกหนี้ได้ อาจจะจำกัดเพราะเงิน ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน จำกัดวงเงินสูงสุด ซึ่งก็แล้วแต่จะตกลงกัน จำกัดจำนวนเงินจำกัดวงเงิน จำกัดเวลา ได้ทั้งนั้นแต่อย่างไรก็ตาม ต้องระบุไว้ชัดแจ้ง มิเช่นนั้นต้องไปตีความอีก

            ฎ.500/2507 วินิจฉัยหลายเรื่องก็มีเรื่อ งผู้ค้ำฯหลายคน และขอบเขตความรับผิดผู้ค้ำฯด้วย ถ้าไม่จำกัดความรับผิดต้องระบุไว้ชัดแจ้ง ฎ.441/2520 ค้ำประกันการซื้อสินค้า ซื้อเชื่อเดือนละไม่เกิน 15000 บาท  ไม่ใช่ คิดเป็นรายเดือน เลย เดือนไหนไม่เกินก็ตัดไปจะไปพอกสะสมกันไม่ได้

            ระบุวงเงินไว้อันนี้ไมได้ครอบคลุม อุปกรณ์แห่งหนี้  ฎ.1988/2527  ลูกหนี้ต้องรับผิดแค่ไหนผู้ค้ำก็ต้องรับผิดเพื่อดอกเบี้ยทบต้นแค่นั้น

            นับเวลาผิดนัดนั้นนับอย่างไร เรื่องนี้ได้รับผิด ให้ชำระหนี้ ก็ต้องรับผิดเป็นต้นไป ศาลฏีกาบอกว่าไม่ใช่ ความรับผิดตามลูกหนี้ นับแต่วันนั้น และเผลอๆตัวคุณเองอาจต้องรับผิดอีกทบหนึ่งหากเป็นการรับผิดในฐานะผู้ค้ำฯประกันผิดนัดอีกต่างหาก

            แม้จะจำกัดวงเงินก็ตาม ผู้ค้ำก็รับผิดในดอกเบี้ยผิดนัดด้วย อันนี้ก็มีสัญญาด้วย สัญญาค้ำประกันระบุว่ายอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมด้วย รวมต้นเงินและอุปกรณ์แห่งหนี้ ถ้าผู้ค้ำฯผิดนัดแล้วก็ต้องรับผิดตามมาตรา 224 ด้วย

            ถ้าค้ำฯอย่างจำกัดความรับผิดแม้จะยอมรับผิดอย่าลูกหนี้ร่วมเฉพาะวงเงินที่ระบุไว้เท่านั้นไม่ได้ขยายวงเงินไปเท่ากับลูกหนี้ คำว่าลูกหนี้ร่วมในที่นี้มีผลเพียงทำให้มีสิทธิเกี่ยง

            ฎ.6895/2543 ยอมรับผิดในหนี้สินของลูกหนี้ในฐานะผู้ค้ำประกันอย่างลูกหนี้ร่วม

            แต่ไม่ได้ทำให้วงเงินไปเท่ากับลูกหนี้ชั้นต้น ฎ.2730/2534 ข้อความที่จะรับผิดอย่างหนี้ร่วม หาใช่ต้องรับผิดอย่างหนี้ไม่จำกัดจำนวนไม่

            ความหมายของคำว่ารับประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม มีเพียงว่าจะอ้างสิทธิพิเศษไม่ได้เท่านั้น เช่นไม่อาจยกสิทธิเกี่ยงไม่ได้เท่านั้น ไม่ได้หมายความว่า จะต้องรับผิดจำนวนเท่ากับที่ลูกหนี้รับผิดไม่

            ฎ.717/2545  

            กรณีที่ค้ำประกันอย่างไม่จำกัดจำนวนย่อมคุ้มถึงดอกเบี้ย ค่าสินไหมทดแทน จำกัดความรับผิดหรือไม่ ไม่ได้พูดไว้ก็ถือว่า ไม่จำกัดความรับผิด

            ฎ.2209/2539

            การไม่จำกัดความรับผิดทำให้ผู้ค้ำรับผิดอะไรบ้าง

1.ต้นเงินทั้งหมด

2.ดอกเบี้ย ไม่ว่าเป็นดอกผลโดยนิตินัย หรือดอกเบี้ยผิดนัด

3.ค่าสินไหมทดแทนซึ่งลูกหนี้ค้างชำระ

4.ค่าภาระติดพันในหนี้อื่นๆ

            ในสัญญาค้ำฯ จะมีการต้องรับผิด 1 -  .... ไปเรื่อยและรวมถึงค่าทวงหนี้และค่าจ้างทนายความ ต้องรับผิด แต่มีคำพิพากษา วางหลักไว้ชัดแล้วว่า ค่าทนายความ ค่าทวงหนี้ ผู้ค้ำฯไม่ต้องรับผิด

            แค่หลังๆก็กำหนดไว้ชัดเลย ไม่ใช่เรื่องผลความเสียหายที่เกิดขึ้น ตาม 222 แต่เป็นเรื่องข้อตกลงในสัญญาก็เป็นไปตามหลักความศักดิ์สิทธิ์แห่งการแสดงเจตนา

            อุทาหรณ์ของหนี้บางรายการ รวมทั้งหนี้อนาคต เช่นหนี้เบิกเงินเกินบัญชี ขึ้นอยู่กับข้อตกลงในสัญญา

            คำว่าก่อนเข้าทำสัญญา  ผู้ค้ำฯก็ไม่ต้องรับผิดในหนี้ที่เกิดขึ้นก่อน อันนี้ก็ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีภายหลังลูกหนี้ไปขอต่ออายุสัญญาไปเพิ่มจำนวน ก็ไม่มีผลอะไร จะไปโต้เถียงปฏิเสธภายหลังก็ไม่ได้

            ฎ.1802/2516

            ทำสัญญาค้ำประกัน จำกัดการกู้เงินเบิกเงินเกินบัญชีก็จำกัดแค่วงเงิน ที่ กำหนด ในการเข้าทำสัญญา

            ฎ.279/2527 พวกนี้ไม่ค่อยมีปัญหาอะไรในการคงอยู่กับการออกข้อสอบนะครับ

            กำหนดน้อยกว่าหนี้ได้ แต่กำหนดมากกว่าหนี้ไมได้

            ถ้าไม่มีข้อสัญญาคิดดอกเบี้ยทบต้นไม่ได้ เว้นแต่ได้ระบุไว้ในสัญญาเบิกเงินบัญชีเดินสะพัด

            กรณีทำสัญญาค้ำฯบุคคลเข้าทำงาน

            จะรับผิดก็ต่อเมื่อความรับผิดในหน้าที่ที่ระบุไว้ในสัญญาเท่านั้น ถ้าไป ทำผิดนอกเหนือ น่าที่ในทางการที่จ้าง ผู้ค้ำฯประกันก็ไม่ต้องรับผิด

            ค้ำประกันเป็นตัวแทน แต่ไปทำความเสียหายเป็นการส่วนตัว ผู้ค้ำก็ไม่ต้องรับผิด

            เว้นเสียแต่ในสัญญาระบุไว้ว่ายอมรับผิดไม่ว่าเหตุใดๆ  คำนี้ ทำให้ผู้ค้ำฯ ไปรับผิดได้โดยกว้างขึ้น จากเสมียนไปเป็นผู้จัดการ เว้นแต่ว่า ศาลฏีกาจะเอื้อประโยชน์ตีความในสัญญา ด้วย

           

 

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages