สาระน่ารู้ !! เมื่อธนาคารจ่ายเงินตามเช็คที่ลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายปลอม ธนาคารจะหักเงินจากบัญชีผู้สั่งจ่ายได้หรือไม่ ??

1,127 views
Skip to first unread message

arunarun chitt

unread,
Jun 30, 2013, 7:46:47 AM6/30/13
to law...@googlegroups.com
เมื่อธนาคารจ่ายเงินตามเช็คที่ลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายปลอม ธนาคารจะหักเงินจากบัญชีผู้สั่งจ่ายได้หรือไม่ (ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1008) ??

    ศึกษาวิเคราะห์จากคำพิพากษาฎีกาที่ 9483/2554 (ขอขอบพระคุณอย่างสูงสำหรับที่มา : ทบทวนหลักกฎหมายกับอาจารย์ประยุทธ)

    ตัวบท ป.พ.พ. ที่จะนำมาเป็นเหตุผลในการพิจารณาพิพากษาคดีนี้
    มาตรา 1006, 1007 (ประเด็นลายมือชื่อในตั๋วเงินปลอม)
    ข้อเท็จจริง
   ++ 1. โจทก์เปิดบัญชีกระแสรายวันกับธนาคารจำเลยที่ 2 สาขาสะพานพระปิ่นเกล้า เมื่อระหว่างเดือนธันวาคม 2540 ถึงเดือนธันวาคม 2541 จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นพนักงานของโจทก์ปลอมลายมือชื่อของนาย พ. กรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์แล้วประทับตราของโจทก์ลงในเช็คพิพาทหมายเลข 2229421 ถึง 2229440 รวม 15 ฉบับ หมายเลข 2275401 ถึง 2275450 รวม 35 ฉบับ และหมายเลข 2340603 ถึง 2340646 รวม 31 ฉบับ แล้วมีผู้นำเช็คพิพาทปลอมดังกล่าวไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารจำเลยที่ 2 สาขาสะพานพระปิ่นเกล้า และจำเลยที่ 2 สาขาสะพานพระปิ่นเกล้าได้จ่ายเงินตามเช็คดังกล่าวไป หลังจากนั้นธนาคารจำเลยที่ 2 ก็หักเงินจากบัญชีของโจทก์
   ++ 2. โจทก์จึงยื่นฟ้องนาง ส. ซึ่งเป็นพนักงานของโจทก์ซึ่งปลอมลายมือชื่อในเช็ค และฟ้องธนาคารจำเลยที่ 2 ที่หักเงินจากบัญชีของโจทก์ไป โดยขอให้ศาลบังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมหรือแทนกันคืนเงินแก่โจทก์จำนวน 3,078,165.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน ........ บาท 
   2.1 ในคดีนี้ปรากฏว่าโจทก์เป็นบริษัทจำกัดซึ่งเป็นนิติบุคคล ในการตรวจคำฟ้องศาลจะดูการลงลายมือชื่อในคำฟ้องหรือกรณีมอบอำนาจให้ฟ้องคดีศาลก็จะตรวจสอบใบมอบอำนาจ ในชั้นนี้ให้พิจารณาศึกษาเพิ่มเติมจากฎีกาต่อไปนี้
   คำพิพากษาฎีกาที่ 566/2498 
  ป.พ.พ. มาตรา 174, 175, 1144
  ป.วิ.พ. มาตรา 67 (5) 
   บริษัทจำกัดฟ้องความโดยผู้ที่ไม่มีอำนาจโดยถูกต้องลงชื่อในคำฟ้องนั้น ถือเสมือนว่าฟ้องไม่มีการลงชื่อและไม่ถือว่าบริษัทจำกัดได้เคยฟ้องคดีนั้นใหม่เมื่อล่วงเลยกำหนดอายุความที่จะฟ้องร้องแล้วก็ย่อมขาดอายุความ ไม่มีเหตุจะอ้างได้ว่าอายุความได้สะดุดหยุดลง(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 8/2498)
    คำพิพากษาฎีกาที่ 1271-1273/2508 
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2474
ป.พ.พ. มาตรา 420
ป.วิ.พ. มาตรา 60, 61, 63, 64
    การที่คู่ความทำหนังสือมอบอำนาจให้บุคคลใดเป็นผู้แทนตนในคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 60 นั้น แม้การมอบอำนาจจะมีหนังสือมอบอำนาจก็ตามแต่กฎหมายก็มิได้บัญญัติว่าในการยื่นคำฟ้องต่อศาล โจทก์จะต้องแสดงหนังสือมอบอำนาจนั้นติดมากับฟ้องด้วย ซึ่งต่างกับกรณีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 61, 63 และ 64 ซึ่งบัญญัติไว้ชัดเจนว่าต้องยื่นใบแต่งทนาย แสดงใบมอบอำนาจทำหนังสือแต่งตั้งหรือยื่นใบมอบฉันทะต่อศาล ฉะนั้นแม้โจทก์จะมิได้ยื่นใบมอบอำนาจต่อศาลในขณะยื่นคำฟ้องก็ไม่เป็นการขัดต่อกฎหมายแต่ประการใ
ผู้มีสิทธิในเครื่องหมายการค้า หาใช่จำกัดเฉพาะผู้ทำสินค้าขึ้นเท่านั้นไม่ แม้โจทก์จะมิใช่ผู้ประดิษฐ์หรือผลิตสินค้า แต่เป็นผู้รับโอนเครื่องหมายการค้าที่เจ้าของเดิมจดทะเบียนไว้ พร้อมด้วยกิจการบริการจำหน่ายสินค้าในประเทศไทย โจทก์ย่อมมีสิทธิแต่ผู้เดียวที่จะค้าขายสินค้าที่มีเครื่องหมายซึ่งได้จดทะเบียนไว้นั้น ฉะนั้น การที่จำเลยสั่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าในบังคับแห่งสิทธิของโจทก์เข้ามาจำหน่ายโดยมิได้รับความยินยอม ย่อมเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ เพราะการสั่งสินค้าเข้ามาจำหน่ายย่อมเป็นการใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ติดมากับสินค้านั้นด้วย(วรรคแรกวินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ ครั้งที่15/2508)
   คำพิพากษาฎีกาที่ 2155/2535 
ป.วิ.พ. มาตรา 60, 177, 183 
คำให้การจำเลยระบุเพียงว่า ไม่ทราบและไม่รับรอง ไม่ได้ความแจ้งชัดว่าปฏิเสธฟ้องโจทก์จึงเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้งและไม่ทำให้เกิดประเด็น การมอบอำนาจให้ฟ้องคดีไม่จำต้องระบุชื่อผู้ถูกฟ้องในหนังสือมอบอำนาจเพราะไม่มีกฎหมายบังคับ.
   คำพิพากษาฎีกาที่ 299/2524 
   พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ.2508
   ป.วิ.พ. มาตรา 60 
  โจทก์มอบอำนาจให้ ส. ฟ้องจำเลยและดำเนินกระบวนพิจารณาอื่น ๆ เป็นการมอบให้ ส. เป็นตัวแทนของโจทก์ มีฐานะเป็นคู่ความในนาม ของโจทก์ ส. มีอำนาจเรียงคำฟ้องแทนโจทก์ได้ ไม่ขัดต่อพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2508 มาตรา 16
   2.2 ในคดีนี้ โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยหลายคนมาในคดีเดียวกันสามารถกระทำได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 59 

  ++ 3. เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องแล้วปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ต้องยื่นคำขอต่อศาลเพื่อให้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัดภายใน 15 วันนับแต่ระยะเวลาที่กำหนดให้จำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การได้สิ้นสุดลงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 198 วรรคหนึ่ง หากโจทก์ไม่ยื่นคำขอดังกล่าว ศาลก็จะมีคำสั่งจำหน่ายคดีโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 1 นั้นเสียจากสารบบความ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 198 วรรคสอง 

  ++ 4. ส่วนจำเลยที่ 2 นั้นได้ยื่นคำให้การว่า จำเลยที่ 2 ได้มอบสมุดเช็คและใบขอเช็คให้โจทก์หรือผู้รับมอบอำนาจโจทก์ตลอด ไม่เคยส่งมอบเช็คโดยประมาทหรือร่วมกับบุคคลใดส่งมอบเช็คให้บุคคลอื่น ขณะมีผู้นำเช็คพิพาทมาเบิกเงินพนักงานจำเลยที่ 2 ได้ใช้ความระมัดระวังตามที่เคยปฏิบัติมาตรวจดูเช็คพิพาทเห็นว่ามีข้อความและรายการครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งลายมือชื่อและตราประทับเหมือนกับที่โจทก์ให้ไว้จึงได้จ่ายเงินตามเช็คไป.......ขอให้ยกฟ้อง
     4.1 การที่จำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การเช่นนี้ จะส่งผลถึงกฎหมายลักษณะพยาน และนอกจากนี้จะส่งผลถึงประเด็นในคดี กล่าวคือ จำเลยที่ 2 จะต้องนำสืบพยานตามคำให้การจะสืบพยานในสิ่งที่ไม่ได้ให้การไว้ไม่ได้เพราะจะเป็นการนำสืบนอกประเด็น แม้จะนำสืบพยานมาแต่เป็นการสืบนอกคำให้การศาลก็ไม่สามารถรับฟังได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 86 วรรคสอง, 87(1)

   ++ 5. เมื่อสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยที่ 2 แล้ว ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 3,078,165.50 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน........ และศาลได้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 

   ++ 6. โจทก์ยื่นอุทธรณ์ปรากฏว่าศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์จึงได้ยื่นฎีกาเป็นคดีนี้ คดีจึงมีประเด็นขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาดังต่อไปนี้
     6.1 ปัญหาที่ศาลฎีกาวินิจฉัยประเด็นแรกมีว่า ธนาคารซึ่งเป็นจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ ต้องรับผิดใช้เงินตามเช็คพิพาทคืนแก่โจทก์หรือไม่ โดยโจทก์กล่าวหาธนาคารจำเลยที่ 2 ว่าจ่ายเงินจากบัญชีของโจทก์ด้วยความประมาทเลินเล่อ ศาลฎีกาพิจารณาประเด็นนี้แล้วเห็นว่า เช็คพิพาทส่วนใหญ่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นพนักงานบัญชีของโจทก์เป็นผู้ไปเบิกถอนเงินสดจากจำเลยที่ 2 ซึ่งเมื่อตรวจสอบลายมือชื่อของนาย พ. ในเช็คพิพาทกับตัวอย่างลายมือชื่อของนาย พ. ซึ่งมอบให้ธนาคารไว้จะมีลักษณะคล้ายกัน จำนวนเงินตามเช็คแต่ละฉบับก็ไม่ได้สูงจนผิดปกติแต่อย่างใด ทั้งตราประทับของโจทก์ที่ประทับลงในเช็คก็เป็นตราประทับที่แท้จริงของโจทก์ ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ได้ใช้ความระมัดระวังตรวจสอบลายมือชื่อของนาย พ. ในช่องผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายในเช็คพิพาทแล้ว การที่ธนาคารจำเลยที่ 2 จ่ายเงินจากบัญชีของโจทก์จึงถือไม่ได้ว่าเป็นความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 2 
     6.2 ศาลฎีกาได้พิจารณาประเด็นต่อไปว่า โจทก์อยู่ในฐานเป็นผู้ต้องถูกตัดบทมิให้ยกข้อลายมือชื่อปลอมขึ้นเป็นข้อต่อสู้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1008 หรือไม่ ศาลฎีกาพิจารณาประเด็นนี้แล้วเห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นพนักงานของโจทก์มิใช่เป็นบุคคลภายนอกปลอมลายมือชื่อของนาย พ. โดยใช้ตราประทับที่แท้จริงสั่งจ่ายเช็คพิพาทเป็นเวลานานและจำนวนหลายฉบับดังกล่าว แสดงว่าโจทก์ปล่อยปละละเลยมิได้ควบคุมดูแลการทำงานของจำเลยที่ 1 โจทก์จะอ้างว่าได้ว่าจ้างสำนักงานบัญชีตรวจสอบบัญชีของโจทก์หาได้ไม่ โจทก์จึงอยู่ในฐานเป็นผู้ต้องถูกตัดบทมิให้ยกข้อลายมือชื่อปลอมขึ้นเป็นข้อต่อสู้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1008 ธนาคารจำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาทคืนแก่โจทก์

     หมายเหตุ

     ข้อ 1. ตั๋วเงินที่มีลายมือชื่อปลอม หรือลงลายมือชื่อโดยปราศจากอำนาจลายมือชื่อดังกล่าวเป็นอันใช้ไม่ได้เลย ป.พ.พ. มาตรา 1008 แต่ลายมือชื่อปลอมหรือลงลายมือชื่อโดยปราศจากอำนาจย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงความสมบูรณ์ถึงลายมือชื่ออื่นๆ ในตั๋วเงินนั้น (มาตรา 1006)
     ข้อ 2. ในปี 2555 และ 2554 มีคำพิพากษาฎีกาที่กล่าวถึง ป.พ.พ. มาตรา 1008 ดังต่อไปนี้
คำพิพากษาฎีกาที่ 3638/2555
     ป.พ.พ. มาตรา 1008 วรรคหนึ่ง
    โจทก์เป็นบริษัทจำกัดจึงต้องมีการแบ่งหน้าที่ในการทำงานและมอบหมายหน้าที่ให้พนักงานในหน่วยงานนั้นๆ เป็นผู้รับผิดชอบและตรวจสอบกันเพื่อความคล่องตัวในการประกอบธุรกิจ ดังนั้น การที่โจทก์มอบสมุดเช็คไว้ที่พนักงานการเงินที่ได้รับมอบหมายจึงเป็นเรื่องปกติทางการค้า และ ส. ยังเบิกความยืนยันว่าได้เก็บเช็คและตราประทับไว้อย่างดีในลิ้นชักโต๊ะทำงานและล็อกกุญแจด้วย อันเป็นการเก็บรักษาดังวิญญูชนจะพึงกระทำแล้ว จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ประมาทเลินเล่อเมื่อเปรียบเทียบลายมือชื่อในเช็คพิพาททั้งสองฉบับกับลายมือชื่อตัวอย่างที่ให้ไว้แก่จำเลยแม้พิจารณาโดยผิวเผินจะมีส่วนคล้ายคลึงกัน แต่ถ้าพิจารณาอย่างละเอียดแล้วจะเห็นได้ไม่ยากว่า รูปลักษณะของตัวอักษรแตกต่างกันอย่างชัดเจนซึ่งพนักงานของจำเลยปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการตรวจสอบลายมือชื่อของลูกค้าอยู่เป็นปกติ ย่อมมีความชำนาญในการตรวจสอบลายมือชื่อลูกค้ามากกว่าบุคคลธรรมดา หากใช้ความระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่ของตนย่อมต้องทราบว่าลายมือชื่อดังกล่าวเป็นลายมือชื่อปลอม การที่พนักงานของจำเลยไม่ใช้ความระมัดระวังให้เพียงพอจึงเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่ออันเป็นการละเมิดและผิดสัญญาฝากทรัพย์ การที่จำเลยอ้างว่าโจทก์กับจำเลยมีข้อตกลงกันว่าผู้ฝากตกลงจะเก็บรักษาสมุดเช็คไว้ในที่มั่นคงปลอดภัยและต้องไม่มอบเช็คที่ไม่กรอกข้อความให้ผู้อื่นเป็นอันขาด หากผู้ฝากละเลยหรือประมาทเลินเล่อ เป็นเหตุให้บุคคลอื่นได้เช็คไปปลอมลายมือชื่อผู้สั่งจ่าย และธนาคารหลงเชื่อจ่ายเงินตามเช็คปลอมนั้นๆ ไป ธนาคารไม่ต้องรับผิดชอบต่อผู้ฝากสำหรับเงินที่จ่ายไป ข้อตกลงดังกล่าวจะยกขึ้นอ้างได้ก็ต่อเมื่อจำเลยได้จ่ายเงินตามเช็คที่มีผู้ปลอมลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายโดยสุจริตและใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่กรณีแล้ว โจทก์จึงไม่ตกอยู่ในฐานเป็นผู้ต้องตัดบทมิให้ยกข้อลายมือชื่อปลอมขึ้นเป็นข้อต่อสู้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1008 วรรคหนึ่ง ธนาคารจำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์
      คำพิพากษาฎีกาที่ 2738/2554
ป.พ.พ. มาตรา 420, 1008 วรรคหนึ่ง
ป.พ.พ. มาตรา 1008 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เมื่อใดลายมือชื่อในตั๋วเงินเป็นลายมือชื่อปลอม ใครจะอ้างอิงอาศัยแสวงสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อยึดหน่วงตั๋วเงินไว้ เพื่อทำให้ตั๋วเงินนั้นหลุดพ้นหรือเพื่อบังคับการใช้เงินเอาแก่คู่                     สัญญาแห่งตั๋วนั้นไม่อาจทำให้เป็นอันขาด เว้นแต่คู่สัญญานั้นจะอยู่ในฐานเป็นผู้ต้องถูกตัดบทมิให้ยกข้อลายมือชื่อปลอมนั้นขึ้นเป็นข้อต่อสู้ เมื่อลายมือชื่อในเช็คพิพาทเป็นลายมือชื่อปลอม แม้จะมีความคล้ายคลึงลายมือชื่อของกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ แต่ตราประทับเป็นคนละแบบและผิดจากข้อตกลง จำเลยประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ อันเป็นกิจการที่ประชาชนไว้วางใจ พนักงานของจำเลยต้องมีความเชี่ยวชาญในการตรวจสอบลายมือชื่อเป็นพิเศษกว่าคนทั่วไป หากละเอียดรอบคอบย่อมเห็นความแตกต่างและทราบได้ว่าเป็นลายมือชื่อปลอม แม้มีข้อตกลงตามคำขอเปิดบัญชีกระแสรายวันว่า จำเลยไม่ต้องรับผิดในกรณีที่ผู้สั่งจ่ายเช็คประมาทเลินเล่อในการเก็บรักษาเช็คเป็นเหตุให้บุคคลอื่นได้เช็คไปปลอมลายมือชื่อก็ตาม จำเลยก็ยกข้อตกลงดังกล่าวขึ้นอ้างเป็นข้อยกเว้นว่าโจทก์ตกอยู่ในฐานผู้ต้องตัดบทมิให้ยกข้อลายมือชื่อปลอมขึ้นต่อสู้ไม่ได้ การที่พนักงานของจำเลยรับรองให้จ่ายเงินตามเช็คพิพาทและจำเลยหักเงินจากบัญชีกระแสรายวันของโจทก์จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์
     ข้อ 3. ลายมือชื่อในตั๋วเงินเป็นลายมือชื่อปลอม ถ้าเป็นการสลักหลังปลอมให้พิจารณาศึกษาฎีกาต่อไปนี้   
     คำพิพากษาฎีกาที่ 2940/2547 
ป.พ.พ. มาตรา 904, 905, 1008, 1270 
   เช็คพิพาทเป็นเช็คขีดคร่อมเฉพาะระบุสั่งจ่ายเงินให้แก่บริษัท ฐ. มิใช่เช็คผู้ถือ ดังนั้นบริษัท ฐ. ซึ่งเป็นผู้ทรง เท่านั้นที่จะทำสัญญาขายลดและสลักหลังโอนเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ได้ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าสัญญาขายลดเช็ค เอกสารหมาย จ.3 กระทำขึ้นหลังจากที่บริษัท ฐ. ได้จดทะเบียนเลิกบริษัทและจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีตาม ป.พ.พ. มาตรา 1270 วรรคสอง อันถือได้ว่า บริษัท ฐ. ได้สิ้นสภาพนิติบุคคลไปแล้ว สัญญาขายลดเช็คดังกล่าวจึงไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย ทั้งการที่ ธ. และ ส. ลงลายมือชื่อสลักหลังและประทับตราบริษัท ฐ. จำกัด ในเช็คพิพาทให้ แก่โจทก์ ก็เป็นการสลักหลังโอนโดยปราศจากอำนาจ ย่อมเป็นอันใช้ไม่ได้เลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 1008 โจทก์จึงเป็น ผู้ที่ได้รับเช็คพิพาทมาโดยการสลักหลังที่ขาดสาย โจทก์ย่อมไม่ใช่ผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา 904, 905 จำเลยทั้งสามในฐานะผู้สั่งจ่ายจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์
      คำพิพากษาฎีกาที่ 2274/2534 
ป.พ.พ. มาตรา 904, 905, 1008 
    มีผู้ปลอมการสลักหลังตั๋วแลกเงินซึ่งสั่งจ่ายให้แก่บริษัท อ.ถือว่าการสลักหลังเป็นอันใช้ไม่ได้เลย เสมือนหนึ่งว่าบริษัท อ.ไม่เคยสลักหลักตั๋วแลกเงิน ตั๋วแลกเงินยังคงเป็นตั๋วแลกเงินที่สั่งจ่ายระบุชื่อแก่บริษัท อ. อยู่ โจทก์ได้รับตั๋วแลกเงินมาโดยอาศัยการสลักหลังของจำเลยที่ 1 ซึ่งสลักหลังต่อจากการสลักหลังปลอมจึงเป็นการได้มาโดยการสลักหลังที่ขาดสาย ถือไม่ได้ว่าโจทก์เป็นผู้ทรงตั๋วแลกเงิน จำเลยที่ 6 ซึ่งรับรองตั๋วแลกเงินก่อนมีการสลักหลังปลอมจึงไม่ต้องรับผิดชำระเงินตามตั๋วแลกเงิน
    ข้อ 4. ลายมือชื่อในตั๋วเงินเป็นลายมือชื่อปลอม กรณีลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายปลอม จะเกิดผลตาม ป.พ.พ. มาตรา 1006, 1008 ให้พิจารณาศึกษาจากฎีกาต่อไปนี้
     คำพิพากษาฎีกาที่ 5035/2528 
ป.พ.พ. มาตรา 164, 857, 902, 987, 1006, 1008 
    ข้อสัญญาเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันระหว่างโจทก์จำเลยมีว่า การสั่งจ่ายเช็คต้องลงลายมือชื่อสั่งจ่ายโดย ฉ. และ จ. ร่วมกันพร้อมทั้ง ประทับตราบริษัทโจทก์เป็นสำคัญ เช็คพิพาททั้งสองฉบับปรากฏว่า ลายมือชื่อจ.เป็นลายมือปลอมเช็คนั้นจึงเป็นอันใช้ไม่ได้เลย เพราะมีแต่ฉ.ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายแต่ผู้เดียวจำเลยจ่ายเงินตามเช็ค ดังกล่าวย่อมไม่ทำให้เช็คนั้นหลุดพ้นและยังเป็นการผิดสัญญา เปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันดังกล่าวด้วย การที่ ฉ. ลง ลายมือชื่อแท้จริงในเช็คไว้ก็ไม่ทำให้โจทก์อยู่ในฐานเป็น ผู้ต้องตัดบทมิให้ยกข้อลายมือชื่อปลอมขึ้นเป็นข้อต่อสู้ทั้งกรณีไม่ต้องด้วย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1006 การที่จำเลยจ่ายเงินตามเช็ค ที่มีลายมือชื่อโจทก์ผู้สั่งจ่ายปลอม โดยที่จำเลยไม่นำสืบพิสูจน์ให้เห็นได้ว่า โจทก์ได้ทำปลอมหรือได้ร่วมกระทำปลอมแล้ว จำเลยจึงไม่มีสิทธินำจำนวนเงินที่จ่ายไปตามเช็คมาลงบัญชีเงินฝากกระแสรายวันว่าโจทก์ เป็นลูกหนี้จำเลยและโจทก์มีสิทธิให้จำเลยเพิกถอนรายการนั้นเสียได้
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญาเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันและให้ จำเลยคืนเงินที่จำเลยจ่ายไปตามเช็คซึ่งลายมือชื่อโจทก์ผู้สั่งจ่ายเป็น ลายมือชื่อปลอม แล้วนำจำนวนเงินนั้นมาลงบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน แสดงว่าโจทก์เป็นลูกหนี้ กรณีดังกล่าวไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น อายุความจึงมีกำหนดสิบปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 164 โจทก์ทราบเรื่องเมื่อเดือนธันวาคม 2518 และฟ้องคดีนี้ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2525 คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ
     คำพิพากษาฎีกาที่ 918/2522 
ป.พ.พ. มาตรา 900, 914, 918, 921, 940, 989 
    โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้สั่งจ่ายเช็ค และจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้สลักหลังเช็คให้ชำระเงินตามเช็คพิพาทแม้จำเลยที่ 1จะไม่ต้องรับผิดใช้เงินตามเช็คเพราะมิใช่เป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คก็ตามแต่เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้สลักหลังซึ่งมีผู้ลงลายมือชื่อเป็นผู้สั่งจ่ายไว้จำเลยที่ 2 ย่อมต้องรับผิดตามเนื้อความที่ระบุไว้ในเช็คพิพาทนั้น
     คำพิพากษาฎีกาที่ 5414/2534 
ป.พ.พ. มาตรา 69, 321, 900, 967, 989, 1006, 1052, 1080, 1087
ป.วิ.พ. มาตรา 249 
    เช็คพิพาททั้ง 2 ฉบับ เป็นเช็คสั่งจ่ายแก่ผู้ถือและโจทก์เป็นผู้รับเช็คนั้นไว้ในความครอบครอง ย่อมถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้ทรงเช็คนั้นโดยชอบ มีอำนาจที่จะฟ้องบุคคลผู้ลงลายมือชื่อในเช็คพิพาทให้รับผิดต่อโจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 900ประกอบด้วยมาตรา 989 แม้โจทก์จะนำเงินจากบิดาโจทก์มารับแลกเช็คพิพาทก็หาเป็นเหตุที่จำเลยที่ 1 จะยกขึ้นอ้างเพื่อให้พ้นความรับผิดได้ไม่ เช็คพิพาทเป็นเช็คของจำเลยที่ 1 ขณะที่จำเลยที่ 2ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ได้โดยไม่ต้องประทับตราของจำเลยที่ 1และจำเลยที่ 1 ไม่มีข้อจำกัดอำนาจของผู้จัดการไว้ การที่จำเลยที่ 2สั่งจ่ายเช็คพิพาททั้ง 2 ฉบับเป็นการกระทำโดยมีอำนาจภายในขอบวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 ที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ จึงมีผลผูกพันจำเลยที่ 1 แม้ลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายร่วมกับจำเลยที่ 2 ในเช็คพิพาทจะเป็นลายมือชื่อปลอมของจำเลยที่ 3 แต่ไม่กระทบกระทั่งถึงความสมบูรณ์แห่งลายมือชื่ออื่น ๆ ในตั๋วเงินนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1006 เช็คพิพาทจึงยังเป็นเช็คที่สมบูรณ์ตามกฎหมาย เมื่อจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามเช็คพิพาท แม้จะเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนจำเลยที่ 3 เข้ามาเป็นผู้จัดการของจำเลยที่ 1แต่จำเลยที่ 3 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ก็ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1052 ประกอบด้วยมาตรา 1080 และมาตรา 1087 การที่จำเลยที่ 4 ผู้รับประกันด้วยอาวัลในเช็คพิพาทซึ่งต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์อยู่แล้วได้ออกเช็คฉบับใหม่แก่โจทก์ หาใช่เป็นการแปลงหนี้ใหม่ไม่ แต่เป็นการชำระหนี้ด้วยตั๋วเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 321 วรรคสาม ซึ่งหนี้จะระงับสิ้นไปต่อเมื่อได้ใช้เงินตามเช็คฉบับใหม่แล้ว เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์เรียกเก็บเงินตามเช็คฉบับใหม่ได้หรือไม่ หนี้ตามเช็คพิพาทจึงยังไม่ระงับไป ปัญหาที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาว่าโจทก์คบคิดกับจำเลยที่ 4ฉ้อฉลจำเลยที่ 1 และที่ 3 และปัญหาว่าลายมือชื่อของจำเลยที่ 3เป็นลายมือชื่อปลอม การสั่งจ่ายเช็คพิพาทของจำเลยที่ 2 จึงผิดไปจากข้อตกลงกับธนาคาร จำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น จำเลยที่ 1 และที่ 3 มิได้ให้การต่อสู้ไว้ จึงมิใช่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249
      คำพิพากษาฎีกาที่ 6388/2544 
ป.พ.พ. มาตรา 420, 987, 1008 
     การที่ ร. กับพวกร่วมกันปลอมข้อความในช่องผู้รับเงินโดยเพียงขีดฆ่าชื่อโจทก์ในช่องผู้รับเงินแล้วปลอมลายมือชื่อผู้มีอำนาจสั่งจ่ายของบริษัท ด. กำกับบริเวณที่มีการขีดฆ่าชื่อโจทก์โดยไม่มีตราประทับของบริษัท ด. ทั้ง ๆ ที่เงื่อนไขการลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเงินในเช็คในคำขอเปิดบัญชีกระแสรายวันของบริษัท ด. จะต้องกระทำโดยผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อสั่งจ่ายของบริษัท ด. ตามที่ระบุไว้พร้อมทั้งประทับตราสำคัญของบริษัท เมื่อมีการนำเช็คพิพาททั้งสองฉบับมาเรียกเก็บเงินจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1โดยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ซึ่งมีหน้าที่ร่วมกันตรวจสอบความถูกต้องของเช็คที่นำไปเรียกเก็บเงินจากจำเลยที่ 1 จึงควรใช้ความระมัดระวังตรวจสอบให้ดีว่า เหตุใดการลงลายมือชื่อของผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คของบริษัท ด. ตรงที่มีการแก้ไขข้อความในช่องผู้รับเงินจึงไม่มีการประทับตราสำคัญของบริษัทกำกับการแก้ไข และทำการสอบถามผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อสั่งจ่ายถึงเหตุที่ไม่มีการประทับตราสำคัญของบริษัทกำกับการแก้ไขก่อน เนื่องจากจำเลยที่ 1 ประกอบธุรกิจธนาคาร การจ่ายเงินตามเช็คที่มีผู้มาขอเบิกเงินเป็นธุรกิจอย่างหนึ่งของจำเลยที่ 1 ซึ่งต้องปฏิบัติอยู่เป็นประจำ จำเลยที่ 1โดยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ย่อมต้องมีความระมัดระวังในการตรวจสอบลายมือชื่อของผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็ค ตลอดจนการแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความในเช็คมากกว่าวิญญูชนทั่ว ๆ ไป แม้เช็คดังกล่าวจะเป็นเช็คผู้ถือดังที่จำเลยให้การก็ตาม เมื่อจำเลยทั้งห้าไม่ได้ใช้ความระมัดระวังตรวจสอบการแก้ไขข้อความในช่องผู้รับเงินซึ่งไม่มีตราประทับของบริษัท ด. ดังกล่าว เป็นเหตุให้ ร. กับพวกนำเช็คพิพาทที่ปลอมนั้นเข้าฝากในบัญชีของพวก ร. ซึ่งไม่ใช่บัญชีของผู้มีสิทธิรับเงินตามกฎหมายเพื่อเรียกเก็บเงินและจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ได้จ่ายเงินเข้าบัญชีของพวกร. ไป เป็นเหตุให้ ร. กับพวกได้รับเงินไปในการกระทำทุจริตดังกล่าว จึงเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายอันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยทั้งห้าจึงต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์
     คำพิพากษาฎีกาที่ 5203/2547 
ป.พ.พ. มาตรา 1008 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. มาตรา 225, 248 วรรคหนึ่ง 
    จำเลยให้การต่อสู้เพียงว่า เช็คพิพาทเป็นของโจทก์ มีลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายและตราประทับตรงกับตัวอย่างลายมือชื่อที่โจทก์ได้ให้ไว้แก่จำเลย จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ว่า โจทก์เป็นฝ่ายประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงที่ปล่อยปละละเลยจนเป็นเหตุให้ ว. ปลอมลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาท จำเลยจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นในประเด็นว่าโจทก์ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวจึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นแห่งคดี ถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 
โจทก์ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยคดีนอกประเด็นหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมาย แม้ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาไม่เกิน 200,000 บาท คดีก็ไม่ต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง
     คำพิพากษาฎีกาที่ 6740/2553 
ป.พ.พ. มาตรา 420, 1008
ป.วิ.พ. มาตรา 142 
   โจทก์เก็บสมุดเช็คไว้ในลิ้นชักโต๊ะในห้องทำงานซึ่งเป็นห้องส่วนตัว มีกระจกโดยรอบ ปกติไม่มีผู้ใดเข้าไป ผู้ที่ลักเช็คพิพาททั้งสองฉบับไปคือลูกจ้างในร้านของโจทก์เองถือได้ว่าโจทก์ได้เก็บรักษาเช็คพิพาทดังเช่นวิญญูชนจะพึงกระทำแล้ว ส่วนการที่โจทก์เคยมอบหมายให้บุคคลอื่นกรอกข้อความในเช็คแทนนั้น ก็หาใช่เป็นข้อที่แสดงว่าโจทก์ปล่อยปละละเลยไม่เก็บเช็คพิพาทไว้ให้ดีไม่ โจทก์จึงมิใช่เป็นฝ่ายประมาทเลินเล่ออันจะถือว่าเป็นผู้ต้องตัดบทมิให้ยกข้อลายมือชื่อปลอมขึ้นต่อสู้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1008 วรรคหนึ่ง 
จำเลยที่ 1 ประกอบธุรกิจการธนาคารพาณิชย์เป็นที่ไว้วางใจของประชาชน การจ่ายเงินตามเช็คที่มีผู้มาขอเบิกเงินจากธนาคารเป็นงานส่วนหนึ่งของจำเลยที่ 1 ซึ่งจะต้องปฏิบัติอยู่เป็นประจำ จำเลยที่ 1 ย่อมมีความชำนาญในการตรวจสอบลายมือชื่อในเช็คว่าเป็นลายมือชื่อของผู้สั่งจ่ายหรือไม่ยิ่งกว่าบุคคลธรรมดา ทั้งต้องมีความระมัดระวังในการจ่ายเงินตามเช็คยิ่งกว่าวิญญูชนทั่วๆ ไป เมื่อลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งสองฉบับเป็นลายมือชื่อปลอมมิใช่ลายมือชื่อของโจทก์ การที่จำเลยที่ 1 จ่ายเงินตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับให้แก่ผู้ที่นำมาเรียกเก็บเงินทั้งที่มีตัวอย่างลายมือชื่อของโจทก์ที่ให้ไว้แก่จำเลยที่ 1 กับมีเช็คอีกหลายฉบับที่โจทก์เคยสั่งจ่ายไว้อยู่ที่จำเลยที่ 1 จึงเป็นการขาดความระมัดระวังของจำเลยที่ 1 ผู้ประกอบธุรกิจการธนาคารพาณิชย์ ถือได้ว่าการจ่ายเงินตามเช็คพิพาทดังกล่าวเป็นความบกพร่องของจำเลยที่ 1 เองขณะมีการนำเช็คพิพาททั้งสองฉบับไปเรียกเก็บเงินจากบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของโจทก์ที่ธนาคารจำเลยที่ 1 เงินในบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของโจทก์ไม่มีจ่ายเงินตามเช็คแต่จำเลยที่ 1 ได้อนุมัติให้จ่ายเงินตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับไปก่อน เงินที่จำเลยที่ 1 จ่ายไปตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับจึงเป็นเงินของจำเลยที่ 1 มิใช่ของโจทก์ ความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นความเสียหายที่เกิดแก่จำเลยที่ 1 เอง เมื่อโจทก์ไม่ใช่เป็นผู้สั่งจ่ายตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับ จำเลยที่ 1 ย่อมไม่มีสิทธินำเงินจำนวนนี้ไปลงรายการในบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของโจทก์ ส่วนโจทก์ก็ไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินตามเช็คทั้งสองฉบับแก่โจทก์ ดังนั้น ศาลฎีกาเห็นสมควรให้เพิกถอนรายการลงบัญชีเงินฝากของโจทก์ในบัญชีกระแสรายวันในส่วนที่เกี่ยวกับเช็คพิพาททั้งสองฉบับ แม้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระเงินแก่โจทก์ หาได้ฟ้องขอให้เพิกถอนรายการที่ลงบัญชีดังกล่าว แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธินำเงินจำนวนตามเช็คไปลงรายการเบิกเงินเกินบัญชีในบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของโจทก์ ศาลมีอำนาจพิพากษาให้เพิกถอนรายการดังกล่าวได้ ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำฟ้อง สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเงินที่จำเลยที่ 1 จ่ายไปตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับเป็นเงินของจำเลยที่ 1 มิใช่ของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้ร่วมกันคืนเงินตามเช็คพิพาทแก่โจทก์
     คำพิพากษาฎีกาที่ 2511/2538 
ป.พ.พ. มาตรา 223, 373, 420, 438, 442, 672, 1008 วรรคแรก
ป.วิ.พ. มาตรา 177 
    มีผู้ลักเช็คของโจทก์ไปปลอมลายมือชื่อโจทก์ 2 ฉบับ สั่งจ่ายเงิน 54,000 บาท และ 240,000 บาท ตามลำดับ แล้วนำไปเบิกเงินจากธนาคารจำเลยสาขากาญจนบุรี ซึ่งโจทก์มีบัญชีกระแสรายวันอยู่ช. เป็นผู้ช่วยผู้จัดการสาขา และ ป. เป็นสมุห์บัญชีของธนาคารจำเลย มีหน้าที่เกี่ยวกับการตรวจลายมือชื่อของลูกค้าโดยตรงอยู่ตลอดเวลา ย่อมมีความชำนาญในการตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อของลูกค้ามากกว่าคนธรรมดา หากได้ใช้ความระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่ของตนโดยละเอียดรอบคอบ จะต้องทราบว่าลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายในเช็คเป็นลายมือปลอม แต่ ช. และ ป. ไม่ได้ใช้ความระมัดระวังให้เพียงพอ จึงเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ แม้โจทก์กับจำเลยมีข้อตกลงกันไว้ตามข้อความในคำขอเปิดบัญชีกระแสรายวัน ในข้อ 20 ว่า หากผู้ฝากละเลยหรือประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้บุคคลอื่นได้เช็คไปปลอมลายมือชื่อของผู้สั่งจ่าย และธนาคารหลงเชื่อจ่ายเงินตามเช็คปลอมนั้น ๆ ไป ธนาคารไม่ต้องรับผิดชอบต่อผู้ฝากสำหรับเงินจำนวนที่จ่ายไปนั้นก็ตาม แต่ข้อตกลงดังกล่าวจำเลยจะยกขึ้นอ้างได้ก็ต่อเมื่อจำเลยได้จ่ายเงินตามเช็คที่มีผู้ปลอมลายมือของผู้สั่งจ่ายโดยสุจริตและใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่กรณีแล้ว จำเลยจะอ้างเอาข้อตกลงดังกล่าวมาเป็นข้อยกเว้นว่าโจทก์ตกอยู่ในฐานะเป็นผู้ต้องตัดบทมิให้ยกข้อลายมือชื่อปลอมขึ้นเป็นข้อต่อสู้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1008วรรคแรก ตอนท้าย หาได้ไม่ หนี้อันเกิดจากการละเมิดที่จะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ฝ่ายผู้เสียหายมากน้อยเพียงใดนั้นต้องอาศัยพฤติการณ์เป็นประมาณโดยถือความเสียหายที่เกิดขึ้นว่าฝ่ายใดเป็นผู้ก่อยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงไร แม้จำเลยจะมิได้ให้การต่อสู้ไว้ว่าโจทก์จะต้องร่วมรับผิดด้วยก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์และจำเลยต่างประมาทเลินเล่อด้วยกัน ศาลย่อมกำหนดให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ลดลงได้
     คำพิพากษาฎีกาที่ 449/2546 
ป.พ.พ. มาตรา 223, 1008 
    โจทก์มิได้เก็บสมุดเช็คไว้ในลิ้นชักโต๊ะชั้นล่างภายในบ้านพักเป็นประจำเพราะบางครั้งก็วางไว้บนโต๊ะมิได้เก็บเข้าลิ้นชัก และ ย. ผู้เช่าบ้านอยู่ใกล้บ้านโจทก์เคยเข้าออกบ้านโจทก์ ซึ่งมิใช่คนแปลกหน้า การที่ ย. สามารถลักเช็คของโจทก์ไปได้ จึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นความประมาทเลินเล่อของโจทก์
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 2 กระทำโดยประมาทเลินเล่อจ่ายเงินตามเช็คให้แก่ ย. ซึ่งปลอมลายมือชื่อโจทก์ ทำให้โจทก์เสียหาย จำเลยที่ 1 ในฐานะนายจ้างต้องร่วมรับผิดด้วย ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 2 นั้น เป็นคุณเฉพาะจำเลยที่ 2 หามีผลทำให้จำเลยที่ 1 ในฐานะนายจ้างซึ่งมีความรับผิดตามกฎหมายต้องหลุดพ้นจากความรับผิดไปด้วยไม่ ทั้งนี้เพราะผู้ใดจะอ้างอิงอาศัยแสวงสิทธิตามตั๋วเงินซึ่งลงลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายปลอมมิได้ แม้ผู้นั้นจะมิได้ประมาทเลินเล่อก็ตาม
    คำพิพากษาฎีกาที่ 3374/2532 
ป.พ.พ. มาตรา 5, 991, 1008
ป.วิ.พ. มาตรา 55 
   การที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของบัญชีกระแสรายวันเป็นผู้จัดหรือรู้เห็นในการจัดให้มีการทำปลอมเช็คพิพาท โดยใช้วิธีการลอกทาบแบบลายมือชื่อโจทก์ แล้วให้ผู้อื่นนำเช็คพิพาทมาเบิกเงินในบัญชีกระแสรายวันของโจทก์จากธนาคารจำเลยนั้น ถือได้ว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ในการนำเช็คพิพาทปลอมมาเรียกร้องให้จำเลยรับผิดใช้เงินตามเช็คโดยอ้างว่าลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายเป็นลายมือชื่อปลอม โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง
.

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

     ขอแนะนำ !! 

        สำหรับเพื่อนๆ พี่ๆ และน้องๆทุกท่าน ที่กำลังศึกษาชั้นเนติบัณฑิต ซึ่งกำลังทำงานและไม่มีเวลาเข้เรียน , ไม่ได้ลงทะเบียนมาเป็นเวลานาน อย่าเพิ่งรีบท้อถอย ครับ เพราะกว่าเราจะเรียนจบชั้นนิติาสตร์ได้ใช้ระยะเวลาค่อนข้างนาน การเรียนเนติบัณฑิตสมัยปัจจุบัค่อนข้างยากพอสมควร หรือสำหรับน้องๆบางท่านที่เรียนจบจากมหาวิทยาลัยต่างจังหวัดวึ่งยังไม่มีแนวทางในการเรียน หรือยังไม่สามารถรับสื่อ หนังสือ หรือเอกสาร ซึ่งบางท่านมีความตั้งใจแต่ขาดโอกาส  และวิธีการที่ดีที่สุดสำหรับท่านที่ยังอยากเรียนจบ แต่ไม่มีเวลา กำลังทำงาน หรือไม่ได้สอบมานาน ขอแนะนำ, รวบรวมข้อมูล สำหรับการเริ่มต้นใหม่ ...

รวมคำบรรยายเนติฯ (ภาคปกติ /ภาคค่ำ/ภาคทบทวนวันอาทิตย์) ภา 1/65 และ 2/65

 กลุ่มวิชากฎหมายแพ่งและอาญา (ไฟล์เสียงคำบรรยายภาคปกติ, ภาคค่ำ และภาคทบทวนวันอาทิตย์)

  พร้อมเอกสาร สรุปคำบรรยายเนติ 1/65 + เอกสารประกอบคำบรรยาย1/65 + ทบรรณาธิการ 1/63, 1/64 และ 1/65 + ธงคำตอบกลุ่มวิชากฎหมายแพ่งและอาญา (สมัยที่ 56-64) พร้อม เคล็ดลัการอ่านหนังสือเพื่อเต  รียมสอบเนติฯ + ระเบียบการเรีนเนติฯ +เทคนิคและแนวการเขียนข้อสอบการเตรียมพร้อมสอบเนติฯ/ู้ช่วยฯ/อัยการ ราคา 380.00 บา  (DVD 4 แผ่น) (ส่ง EMS ฟรี) ฟรี ! สมุดบันทึก

 - กลุ่มวิชากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและวิธีพิจารณาความอาญา (ไฟล์เสียงคำบรรยายภาคปกติ, ภาคค่ำ และภาคทบทวนวันอาทิตย์) 

 พร้อมเอกสาร สรุปคำบรรยายเนติฯ 2/65 + เอกสารประกอบคำบรรยาย 2/65 + บทบรรณาธิการ 2/63, 2/64 และ 2/65 + ธงคำตอบกลุ่มวิชากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและวิธีพิจารณาความอาญา (สมัยที่ 56-64) พร้อม เคล็ดลัการอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบเนติฯ + ระเบียบการเรียนเนติฯ +เทคนิคและแนวการเขียนข้อสอบการเตรียมพร้อมสอบเนติฯ/ผู้ช่วยฯ/อัยการ ราคา  380.00 บาท  (DVD 4 แผ่น) (ส่ง EMS ฟรี) ฟรี ! สมุดบันทึก

Ø หมายเหตุ  : 

สั่งซื้อทั้ง 2 ภาค าคาพิเศษ 700 บาท (ส่ง EMS ให้ฟรี) ฟรี !!! สมุดบันทึก + CD แบบร่างสัญญามากกว่า 400 แบบ (file word) + แบบฟอร์มศาลแบบฟอร์มเอกสารงานบุคคล,เอกสารงานบัญชีและภาษี

+  ใหม่ล่าสุด !! เอกสารชุดแนะนำแนวทางการเตรียมตัวสอบ กลุ่มแพ่งและอาญา ภาค 1/66  (ส่งให้ฟรีเป็นเอกสาร)

สนใจติดต่อ ตุ้ย มือถือ 085-801-0725,  E-mail : siripit...@gmail.com

                                                                                                                                                 

                                    

                                                                               ไม่เก่ง..แต่พยายาม  เจ๋ง ! กว่า  เก่ง....แต่ขี้เกียจ

                                                                                                                                 ขอให้ประสบความสำเร็จกันทุกคนนะคับ....


สมัย 66.jpg
สมัย 66 (2).jpg
สมัย 66 (3).jpg
สมัย 66 (4).jpg
Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages