สรุปคำบรรยาย สัปดาห์ที่ 5 ชั่วโมงที่ 5 อังคาร 22/12/52
เกี่ยวกับประเด็นหลักฟ้องซ้อนข้อสุดท้ายคือ ฟ้องโจทก์ แม้จะฟ้องโดยคนเดียวกันแล้วคนถูกฟ้องก็ตามแต่กรณีที่เป็นฟ้องซ้อนนั้นเรื่องที่ฟ้องต้องเป็นเรื่องเดียวกันด้วย ข้อนี้อาจารย์เห็นว่ายากที่สุดข้ออื่นไม่ยากเท่าข้อนี้ ข้ออื่นๆนั้น คดีแรกอยู่ระหว่งการพิจารณา และ โจทก์จำเลยต้องเป็นคนเดียวกัน สองอันนี้ไม่ยากครับ
แต่เรื่องที่ยากคือ เป็นเรื่องเดียวกันหรือไม่ เพราะบางกรณีดูเป็นคนละเรื่องแต่ธงออกมาเป็นเรื่องเดียว อันนี้ก็เป็นเรื่องที่พวกเราต้องคำนึงครับข้อสอบที่ออกมาก็ถามจุดนี้มากกว่าจุดอื่นครับ ส่วนใหญ่ก็เป็นฏีกาที่วินิจฉัยประเด็นว่าเป็นเรื่องเดียวกันหรือไม่เป็นส่วนใหญ่ วันนี้ก็เตรียมฏีกาที่ค่อนข้างใหญ่มาให้รับทราบครับ
กรณีจะเป็นเรื่องเดียวกันหรือไม่ ห้ามไม่ให้โจทก์ นำเรื่องเดียวกันนั้นมาฟ้องจำเลยอีกกฏหมายเขียนสั้นๆว่าเป็นเรื่องเดียวกันไม่ได้อธิบายว่าเรื่องเดียวกันนั้นเป็นอย่างไรเราดูในตำราส่วนใหญ่ก็นิยมใช้คำเหล่านี้มาอธิบาย พวกเราก็เลือกใช้ตามใจชอบแล้วกันนะครับ ลอกมาใช้ในการอธิบายเลยนะครับได้คะแนนดีแน่
เขามักใช้คำว่า มีสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างอันเป็นหลักแห่งข้อหาเป็นอย่างเดียวกันถือเป็นเรื่องเดียวกัน
เอามาจากลักษณะคำฟ้อง ตามมาตรา 172 นั่นเองครับ
ถือว่าเป็นเรื่องเดียวกัน ก็ยกตัวอย่างหรือถ้าคำพิพากษา เป็นการเน้นประเด็นข้อพิพาท ว่าคดีก่อนกับคดีหลังมีประเด็นอย่างเดียวกันก็ถือเป็นเรื่องเดียวกันครับ หรือ บางทีเขาก็นิยมใช้อีกคำหนึ่งครับ มูลเหตุหรือมูลหนี้ก็ได้ครับ เพราะฉะนั้นในกรณีที่นิยมใช้กันก็
หนึ่ง สภาพแห่งข้อหา
สองประเด็น
สามมูลเหตุหรือมูลกรณีอย่างเดียวกัน
ส่วนในทางตรงกันข้ามเราก็ใช้คำตรงกันข้าม คือสภาพแห่งคำฟ้อง หรือ สภาพแห่งข้อหาต่างกัน ไม่ใช่ประเด็นอย่างเดียวกัน ถ้าเราไม่ใช้คำว่ามูลกรณี หรือว่าประเด็นข้อพิพาทอย่างเดียวกัน คือ เขียนอธิบาย เราก็มาดูตัวอย่างดีกว่าครับ จะได้เห็นภาพชัดเจนขึ้น
ฎ.487/2551 ฏีกานี้ก็ยังไม่ออกข้อสอบแน่ครับ เวลาท่านอ่านข้อสอบก็ให้ดูว่า คดีแรกใครฟ้องใครด้วยเรื่องอะไรและคดีที่สองนี้ใครฟ้องใครด้วยเรื่องอะไร
สรุปเป็นอย่างนี้ ว่า คดีแรกนี้ โจทก์คือผู้ทรงเช็ค เป็นเจ้าหนี้มาฟ้องเรียกเงินตามเช็ค มาฟ้องผู้สั่งจ่ายให้รับผิดตามบทบัญญัติแพ่งและพาณิชย์ ในเรื่องตั๋วเงิน
ระหว่างที่คดีแรกอยู่ระหว่างพิจารณาโจทก์ก็มาฟ้อง จำเลยในฐานะผู้ขายลดเช็คครับ เพราะเช็คนี้โจทก์ได้มาโดยการขายลดเมื่อโจทก์เอาขึ้นเงินไม่ได้ โจทก์ไปฟ้องผู้สั่งจ่ายยังไม่ได้เงินก็มีสิทธิฟ้องผู้ที่เอาเช็คนี้มาขายลดให้เขา ก็คือ คนที่เอาเช็คมาขายให้ก็เป็นผู้ทรงคนก่อน มาขายให้โดยคนซื้อยอมจ่ายค่าตอบแทน
จะเห็นได้ว่าคดีทั้งสองมันก็มาจากเหตุอย่างเดียวกันหน่ะ แล้วเป็นเรื่องเดียวกันหรือไม่ สมมุติว่าเราคิดในแง่ว่า จำเลยเป็นคนเดียวกัน แล้วกันหน่ะ สมมุติไปก่อนครับ
จะเห็นว่าแม้เป็นเช็คชุดเดียวกันแต่สภาพแห่งข้อหาเป็นคนละเรื่องครับเพราะว่าในคดีแรกเป็นการฟ้องผู้สั่งจ่ายให้รับผิดตามกฎหมายตั๋วเงิน ส่วนคดีหลังฟ้องให้รับผิดตามสัญญาขายลดเช็ค แม้คดีนี้กับคดีเดิมเป็นการฟ้องคดีพิพาทในเรื่องเดียวกัน มูลหนี้เป็นมูลหนี้กับคดีเดิมและสภาพแห่งข้อหาต่างกันทั้งประเด็นที่ได้วินิจฉัย ( อันนี้เป็นเรื่องฟ้องซ้ำ ด้วย ) กรณีไม่ใช่เป็นการยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกัน ฟ้องโจทก์ในคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้อน
เรื่องที่สอง 7738/2547 นี้เป็นเรื่องแม้จะเป็นเช็คชุดเดียวกันแต่เอามาขายลดมันจึงเกิดปัญหา เรื่องที่สองเช็คก็ไปเกี่ยวเนื่องอีกครับไปเกี่ยวกับเรื่องหนี้เงินกู้คือลูกหนี้ สั่งจ่ายไว้ล่วงหน้าก็ได้ครับ
มันก็คือหนี้เงินกู้อันเดียวกันนั่นแหละ สัญญากู้กับจำนองก็มาจากการกู้เงินรายเดียวกันเป็นฟ้องซ้อนหรือไม่ครับ ศาลฏีกาก็บอกว่าสภาพแห่งข้อหา และ มูลฟ้อง และข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาต่างกัน ถือไม่ได้ว่าเป็นฟ้องในเรื่องเดียวกัน ประเด็นข้อพิพาทก็คงเน้นที่ว่าจำเลยผิดสัญญากู้จริงหรือไม่ จะเห็นได้ว่า ที่ศาลฏีกาบอกว่าสภาพแห่งข้อหา มูลฟ้อง ฏีกานี้ออกสอบผู้ช่วยสนามใหญ่ ไปแล้วเมื่อคราวที่แล้ว เรื่องต่อไปเมื่อสักครู่ให้เห็นตัวอย่างสองคดี คือเช็คกับสัญญาขายลดเช็คอีกกรณีหนึ่งคือ นอกจากสั่งจ่ายเพื่อขายลดอีกกรณีหนึ่งคือเพื่อชำระหนี้ตามสัญญาซื้อขาย
6366/2547 อันนี้ก็เปลี่ยนข้อเท็จจริงนิดเดียวเปลี่ยนจากชำระหนี้เงินกู้มาเป็นชำระหนี้ตามสัญญาซื้อขาย ถ้ารู้แนวอย่างนี้ก็ไปประยุกค์ได้ครับ คือคดีเรื่องหนึ่งฟ้องให้รับผิดตามเช็คแม้ฟ้องจำเลยเดียวกัน แม้ปรากฏว่าเป็นเช็คที่สั่งจ่ายให้ชำระหนี้รายเดียวกันก็ตาม เราก็บอกว่าประเด็นคงมีว่า จำเลยผู้สั่งจ่ายต้องรับผิดตามเช็คหรือไม่ ส่วนประเด็นหลังนั้นค้างราคา หรือไม่ สภาพแห่งข้อหาจึงต่างกัน ก็บรรยายสักหน่อยครับ ว่าประเด็นทั้งสองคดีไม่เหมือนกัน ก็น่าจะพอแล้วครับ
เปลี่ยนมาเป็นเรื่องต่อไปครับ จะเห็นได้ว่า เมื่อสักครู่เรื่องเช็คแม้ว่าจะเป็นการฟ้องหนี้ยอดเดียวกันแต่เหตุการณ์ฟ้องคนละเหตุแม้มีการฟ้องยอดหนี้อันเดียวกันก็ตาม ความแตกต่างระหว่างมูลหนี้ตามตั๋วเงินหรือมูลหนี้ตามสัญญาอื่น ก็มาฉายหนังซ้ำเพราะมันก็พาดพิง
ฎ.977/2550 เป็นเรื่องที่ ลูกจ้างไปยักยอกเงินของนายจ้าง ก็ไปฟ้องคดีอาญาพนักงานอัยการก็ฟ้องของให้ลงโทษยักยอกและก็มีคำขอทางแพ่งมาด้วย ก็ขอตามวิอาญามาตรา 43 ขอให้คืนเงินที่ยักยอกแก่ผู้เสียหาย
ในระหว่างคดีอัยการอยู่ระหว่างพิจารณา นายจ้างก็มาฟ้องคดีแพ่งอ้างว่าไม่ซื่อสัตย์ อ้างว่าผิดสัญญาจ้างแรงงาน มาเรียกเงินค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย ก็เพราะเขายังไม่ได้เงินก็เลยมาเรียกอีก มีปัญหาว่าก็เป็นเงินจำนวนเดียวกัน อย่างที่เรียนให้ทราบว่า แม้จะเป็นเงินจำนวนเดียวกันแต่คดีก่อนอัยการเรียกมาโดยมูลละเมิดแต่ในคดีหลังฟ้องบังคับจำเลยฐานผิดสัญญาเป็นอำนาจของคู่สัญญาโดยเฉพาะจึงไม่ใช่เรื่องเดียวกัน ก็พาดพิงไปถึงคดีอาญาแล้วก็พาดพิงไปถึงคดีล้มละลายด้วยครับ มีกรณีฟ้องซ้อนได้หรือไม่ครับ ไม่เพียงแต่ไปใช้คดีอาญาเท่านั้น ไปใช้ในคดีล้มละลายก็ได้นะครับ
คดีเรื่องนี้เป็นอย่างนี้ครับหนี้จำนวนเดียวกันแต่สภาพแห่งข้อหาไม่เหมือนกันก็เป็นฟ้องซ้อนได้เหมือนกันนะครับ ในระหว่างอยู่ระหว่างพิจารณาโจทก์ก็เอาหนี้รายเดียวกันนี่แหล่ะมาฟ้องเป็นคดีแพ่งสามัญคือฟ้องให้จำเลยชำระหนี้ หนี้อันเดียวกันนี้คือหนี้ตามเช็คครับ แต่กรณีนี้ไม่เป็นฟ้องซ้อนแล้วครับเหตุผลเพราะว่าไม่ใช่เรื่องเดียวกัน แม้เป็นเช็คฉบับเดียวกันก็ตาม เพราะว่ากรณีแรกเป็นกรณีล้มละลาย ส่วนกรณีที่สองนั้น โจทก์ฟ้องให้ชำระหนี้ในมูลหนี้ตามเช็คโดยมุ่งประสงค์ให้ได้รับชำระหนี้ รายเดียวเท่านั้นคดีหลังจึงเป็นคนละเรื่องกันคดีล้มละลาย
ก็มาถึงล้มละลายอีกเรื่อง เมื่อกี้ไม่ฟ้องซ้อนแน่เพราะคนละประเภทของคดีเลย
694/2549 สมมุติว่าฟ้องล้มละลายทั้งสองเรื่องเลย คดีหลังเป็นฟ้องซ้อนหรือไม่
เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ก็มาฟ้องเป็นคดีล้มละลาย คดีแรกเป็นคดีตามเช็ค แต่คดีที่สองเป็นหนี้ตามสัญญาซื้อขาย แต่ก็เกินล้านเหมือนกัน มีปัญหาว่าเมื่อสองคดีนี้ หนี้ที่เอามาเป็นเหตุในการตั้งเป็นฐานมันหนี้คนละจำนวนเป็นฟ้องซ้อนหรือไม่ครับ พวกเราเห็นได้ว่าแม้คดีแรกเป็นหนี้จำนวนหนึ่ง แต่เป็นจำเลยคนเดียวกันทั้งสองคดีเห็นได้ว่าทั้งสองคดีนี้ ศาลก็ต้องพิทํกษ์ทรัพย์เด็ดขาย ตามพรบ ล้มละลายมาตรา 14 ศาลจะต้องพิจารณาให้ได้ความจริงตามพรบ มาตรา 7 มาตรา 9 มาตรา 10 เหมือนกันแหละทั้งสองคดี หนี้เป็นคนละจำนวนก็ตาม ก็ต้องให้ได้ความจริงอย่างเดียวกัน ก็เป็นฟ้องซ้อนนะครับ ฏีกานี้บอกว่าศาลในคดีหลังก็ต้องพิจารณาความจริงตาม พรบ ล้มละลายสภาพแห่งข้อหาจึงเป็นอย่างเดียวกันเป็นฟ้องซ้อนนะครับ
เรื่องต่อไปเอาฏีกาปี 50 พวกเราเป็นรุ่น 62 วันที่ที่เราสองเป็นปี 53 แต่ฏีกาที่มาออกสอบก็คงเป็นฏีกา 50 51 นี่แหละครับ คงไม่ออกฏีกาปี 53 หรอกครับ ส่วนฏีกาปี 52 ก็คงจะออกในต้นๆหน่ะครับ 5822/2550 เรื่องนี้เป็นเรื่องฟ้องในฐานละเมิดทั้งสองคดีโจทก์มีสิทธิเพราะเป็นเจ้าของสัมปทานการเดินรถ มีปัญหาว่าขอต่างกันจะทำให้สภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับต่างกันหรือไม่ครับ เรื่องนี้ฏีกาบอกว่า แม้โจทก์จะมิได้มีคำขอในคดีเดิมแต่เป็นเรื่องที่โจทก์สามารถมาขอได้ในคดีเดิมได้อยู่แล้ว เมื่อคดีก่อนอยู่ระหว่างพิจารณาฟ้องโจทก์ในคดีนี้เป็นฟ้องซ้อน เรื่องต่อไปนะครับ ฏีกาปี 51
54/2551 เรื่องนี้ก็คล้ายๆกันครับคดีหลังอาจมีคำขอบังคับต่างกับคดีแรก เรื่องนี้จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินฟ้องว่าพนักงานของการไฟฟ้า หลายคนได้ทำการในทางการที่จ้างร่วมกันบุกรุกและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง และปักเสาไฟฟ้าไม่ชอบ ขอให้การไฟฟ้าชำระค่าเสียหาย และให้ขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์ระหว่างพิจารณาโจทก์ก็มาฟ้องว่า จำเลยที่หนึ่งก็คือการไฟฟ้าฝ่ายผลิตใช้อำนาจโดยไม่ชอบ รอนสิทธิของโจทก์บุกรุกเข้าไปปักเสาไฟฟ้า วางเสาไฟฟ้าแรงสูงขัดต่อ พรบ เป็นการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายทำให้โจทก์ไม่ได้ค่ารอนสิทธิตอบแทน ขอให้จำเลยที่หนึ่งกับพวกจ่ายค่ารอนสิทธิ หากไม่ยอมก็ให้ซื้อที่ดิน แทน คดีทั้งสองมองแล้วอาจจะต่างกันบ้างนะครับ แต่เรื่องที่สองเข้ามาโดยไม่ชอบไม่จ่ายค่ารอนสิทธิ ถ้าไม่จ่ายก็ขอให้เลิกออกไปเรื่องนี้นี่ ศาลฏีกาก็เห็นว่า ทั้งสองคดีนี้มาจากการกระทำของจำเลย การที่จะฟ้องเรียกค่าเสียหายค่ารอนสิทธิมันก็มาจากการกระทำของจำเลยอันเดียวกันและเป็นเรื่องที่โจทก์ก็สามารถเรียกได้จากคดีแรกแล้วแต่ไม่เรียกเอง ฟ้องโจทก์ในดคีนี้ก็เป็นการฟ้องเรียกในการกระทำในคดีก่อนคดีของโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้อนแม้ว่าคดีหลังจะมีคำขอ ให้เรียกค่าที่ดินหรือแนวการปลูกสร้างไป แต่ต่างกับคดีก่อนที่ขอค่าเสียหายหรือละเมิดก็ตามและเสาไฟฟ้าออกจากที่ดินของโจทก์ด้วยก็ตาม ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้อน
7891/2551 เรื่องนี้คดีแรกโจทก์ฟ้องว่าจำเลยก่ออิฐสร้างรั้วเข้าไปในที่ดินของโจทก์ขอให้ศาลขับไล่จำเลย แล้วก็เรียกค่าเสียหาย ขณะที่คดีแรกอยู่ระหว่างการพิจารณา จำเลยก็มีโครงการสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กล้ำมาด้วย ปรากฏว่าได้เกิดซึนามิครับ ทำให้อิฐก่อสร้างพังทลายเลย ตัดต้นมะพร้าวของโจทก์และสร้างอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กแล้วรุกล้ำไปในที่ดินโจทก์ คดีทั้งสองพิพาทในแนวเขตที่ดินอันเดียวกันเป็นฟ้องซ้อนหรือไม่ ครับ ไม่เป็นฟ้องซ้อนนะครับ เราอาจจะไปหลงได้นะครับ ว่าแนวเขตอันเดียวกัน ขืนตอบไปอย่างนั้นผิดเลย ฏีกานี้เค้าไปเน้นว่ามูลเหตุในการฟ้องคดีหลังเป็นการที่เกิดภายหลังคดีแรกฟ้องเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยที่สร้างรั้วรุกล้ำกำลังอยู่ระหว่างพิจารณาก็เกิดคลื่นยักษ์ทลายลง คราวนี้ไม่สร้างรั้ว สร้างอาคารเลย ที่เกิดขึ้นภายหลังเป็นการกระทำคนละส่วนเลย
เรื่องอาคารมีการกล่าวถึงในดคีแรก ได้ขอคุ้มครองชั่วคราว ในคดีแรกมีประเด็นก่อสร้างอาคารอยู่แล้ว แต่คดีหลังไม่ซ้อนกับคดีแรกนะครับ ส่วนเหตุผลที่สองคือ การขอคุ้มครองชั่วคราวนั้น ไม่เป็นการฟ้อง
ส่วนที่โจทก์ได้ยืนขอคุ้มครองชั่วคราวนั้นก็มิใช่การยื่นคำฟ้องจึงไม่อาจเป็นเหตุถือว่าฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้อนกับคดีก่อนเรื่องต่อไป 6667/2547
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่จำเลยมาหลอกขายที่ดินโจทก์โดยไม่ได้เอาที่ดินของจำเลยมาขายแทนคนอื่น โจทก์ก็เลยมาฟ้องจำเลยเป็นสองคดีต่อไปนี้ คือมาหลอกขายโดยให้เข้าใจว่ามีอำนาจขายได้ ขอให้เพิกถอนสัญญาซื้อขายและ เพิกถอน และเรียกดอกเบี้ยและค่าเสียหายในส่วนที่โจทก์เข้าไปอยู่ ในส่วนนี้ก็ให้จำเลยชดใช้ด้วยขณะที่คดีอยู่ระหว่างพิจารณาโจทก์ก็มาฟ้องบังคับอีกแต่ไม่ได้ฟ้องให้ซื้อขายอย่างคดีแรกนะครับแต่ฟ้องตามสัญญาประนีประนอมยอมความว่าได้หลอกลวงโจทก์จริงแต่จำเลยไม่ยอมชดใช้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่ว่านี้ก็เกิดจาก การละเมิดอันเดียวกัน เป็นฟ้องซ้อนหรือไม่ครับ เรื่องนี้ศาลฏีกาบอกว่าคำฟ้องทั้งสองคดีไม่ได้มีประเด็นอย่างเดียวกันเพราะคำฟ้องตามคดีหลังไม่ได้เรื่องสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ใช่ประเด็นอย่างเดียวกันครับ วันนี้ก็ไม่จบก็ไม่เป็นไรครับ อังคารหน้าก็ไม่หยุดปีใหม่นะครับ อาจารย์จะมาให้ของขวัญปีใหม่ท่านนะครับ อาจารย์ก็เลยจะให้ของขวัญรับได้และใช้ประโยชน์ได้นะครับ อาจารย์จะมาบอกข้อสอบเป็นของขวัญปีใหม่นะครับ