ชั่วโมงที่ 3 . (19/06/09)
แพ่งและพาณิชย์ แล้วเราก็ต้องพิจารณาจากพรบสัญญาไม่เป็นธรรม, ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ และเรื่องวัตถุอันตรายซึ่งเป็นของใหม่ บางมหาลัยสอนตั้งแต่ยังไม่ได้ประกาศใช้ ในเรื่องพระราชบัญญัติความรับผิดที่เกิดขึ้นจากสินค้าไม่ปลอดภัย
เป็นวิชาที่ง่ายไม่ยากไม่มาก เหมาะสำหรับ สร้างความเป็นนักกฎหมายที่จะคิดอย่างนักกฎหมายที่จะตีความ แสดงเจตนารมณ์
เรื่องละเมิดก็เป็นเรื่องความรับผิด การกระทำ นั้นก่อให้เกิดผลร้ายหรือไม่ก็ต้องดู ความสัมพันธ์มีการใกล้ชิดหรือไม่ มีเหตุแทรกซ้อนหรือไม่ รับผิดหรือไม่
ประเด็นที่สองคือรับผิดอย่างไร ทุกประเด็นก็มีคำถามว่าใช้ค่าทดแทนอย่างไร เยียวยาอย่างไร กฎหมายให้พิเคราะห์ถึงพฤติการณ์แห่งความร้ายแรงแห่งละเมิด เป็นสิ่งที่ผู้ที่ทำงาน แม้เราอ่านตำราไม่ได้ แต่ไม่มีที่ทำงาน ที่เป็นนักกฎหมายคงไม่ห้ามอ่านตัวบท วิธีการเคารพที่ดีที่สุดคือ แม้เราเข้าใจหลักได้แต่ไม่อาจอธิบายได้ดี วิธีที่ดีที่สุดคือท่องจำตัวบทกฎหมาย ท่องในสิ่งที่เป็นสาระสำคัญแห่งกฎหมาย
วันนี้จะใช้เวลาสองชั่วโมงทบทวนละเมิดทั้งหมดเลย ก็ไม่เรียงตามลำดับแล้ว คราวที่แล้ว เรียนในภาพกว้าง
ในการออกสอบ ก็ไม่นำวิธีสบัญญัติ มาออกรวม สาระบัญญัติ
เริ่มที่พรบ ข้อสัญญาไม่เป็นธรรมเป็นหลักที่ยกเว้นหลักศักดิ์สิทธิ์แห่งการแสดงเจตนา ก็คือข้อสัญญานั้น มีสิ่งที่ไม่เป็นธรรม ผลของข้อสัญญานั้นก็มีอีกชนิดหนึ่งซึ่งไม่ใช่โมฆะไม่ใช่โมฆียะ ผลคือ ศาลแก้ไขได้ให้เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี ศาลเป็นคนบอก
ในส่วนที่เกี่ยวกับละเมิด คือสองมาตราเท่านั้น คือ มาตรา 8 แบ่งออกเป็นสองวรรค คือข้อตกลงที่ทำไว้ล่วงหน้า ที่ยกเว้น การทำผิด ถ้าเราดูหรือวิเคราะห์ลักษณะสัญญา ว่าคือข้อตกลง ส่วน ประกาศ แจ้งความ นั้น ก็ไม่เป็นสัญญา แต่เป็นการแสดงเจตนาฝ่ายเดียว เช่นในสระว่ายน้ำจะจำกัดความรับผิด หรือ การยกเว้นความรับผิด
ก็มีฏีกามากมายเด็กจมน้ำ
อนามัยก็เช่น สุขภาพเด็ก
มีฏีกามากมายที่วิเคราะห์ว่าเป็นสัญญาและแม้ไม่เป็นธรรมแต่ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยจึงตกลงได้
หรือ บางฏีกาก็บอกว่าไม่เป็นสัญญา บังคับไม่ได้
คำพิพากษาเหล่านั้น ถูกลบล้างโดยมาตรา 8 พรบนี้แล้ว คือมีผล ว่าเป็นสัญญา โดยเป็นข้อตกลงไว้ที่ผูกพันชัดแจ้ง แต่ถ้าไปยกเว้น ในชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยนั้น ข้อสัญญาอันนี้ จะนำมาอ้างหรือเป็นข้อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดไม่ได้
มาตรา 8 วรรคแรกทำให้ข้อสัญญาเหล่านี้เป็นโมฆะเลย เช่นโรงพยาบาลทำสัญญากับคนไข้ทุกคนว่าไม่รับผิดชอบในชีวิต ร่างกายเช่นตัดขาผิดข้าง อนามัยให้เลือดปนเปื้อน เชื้อ hiv แต่ถ้าเป็นการยกเว้น เรื่องความเสียหายทรัพย์สิน ก็จะเป็นเรื่องวรรคสอง คือ ประการอื่นวรรคแรก คือไม่เป็นโมฆะแต่ ให้บังคับเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี
ในการสอบเนฯหรือสอบผู้ช่วยไม่ต้องวงเล็บภาษาอังกฤษ
นี่คือเรื่องข้อสัญญายกเว้นหรือจำกัดความรับผิดซึ่งมีตลอดเวลา เช่น ให้คำปรึกษา เป็นเรื่องสัญญาให้คำปรึกษา บริษัทเหล่านี้มักมีข้อตกลง การเสียหายจากการลงทุน ก็ไม่ใช่เรื่องชีวิต แม้ว่าจะขาดทุนจนฆ่าตัวตายการฆ่าตัวตายนั้นก็ไม่ได้ใกล้ชิดขนาดเป็นเหตุจากละเมิดนั้น
ถ้าเผื่อให้คำปรึกษาผิดพลาด ก็ต้องดูว่าค่าเสียหายนั้น ต้องดูมาตรา 438 วรรค แรก ต้องท่องไว้เลย เวลาตรวจข้อสอบเจอ คำว่าพิเคราะห์ถึงความเสียหายหรือร้ายแรงแห่งละเมิด
กฎหมายไม่ได้เขียนแต่บอกว่าจะใช้สถานใดเพียงใดพฤติการณ์และความร้ายแรง นิติสัมพันธ์เป็นสัญญา เพราะฉะนั้นเราสามารถตั้งฐานว่าผิดสัญญาก็ได้เพราะคุณต้องให้คำปรึกษาที่สมควร หากประมาทเลินเล่อก็เป็นการผิดสัญญา
การที่ผิดสัญญากับละเมิดจะได้ค่าเสียหายต่างกันหรือไม่ อันนี้ไม่แน่นอน แต่การตั้งฐานต่างกัน เรื่องภาระพิสูจน์ก็ต่าง หรือ อายุความก็ต่าง
การเรียกฐานผิดสัญญาคือเรียกค่าขาดทุน บวกผลกำไรที่จะได้
แต่เรียกฐานละเมิดนั้นคือการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ให้กลับไปเสมือนหนึ่งไม่มีการละเมิด เมื่อไม่มีสัญญา คือ ไม่ต้องให้คำแนะนำที่ผิด ก็เรียกได้แค่ค่าขาดทุน
แน่นอนถ้าเผื่อบริษัทให้คำปรึกษาจะยกเว้น ความรับผิดก็ไปเข้า 8 วรรคสอง
เป็ฯโมฆะหรือไม่ก็ไม่เป็นก็ใช้เท่าที่เป็นธรรมหรือสมควรแก่กรณี
ต่อไป ฏีกาเรื่องสระว่ายน้ำทั้งหลายได้เรียนแล้วนะครับ ถ้าชีวิต อนามัยฯเป็นโมฆะนะครับ ถ้าอย่างอื่น วรรคสอง
พรบข้อสัญญาไม่เป็นธรรมมาตรา 9 เป็นข้อตกลง ที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย จะยกเว้นเหตุละเมิดไม่ได้ ตรงนี้นำมาจากหลักของศาลฏีกาที่ อ้างว่าความยินยอมไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย
673/2510
การที่โจทก์ท้าให้จำเลยฟันเพื่อทดลองคาถาอาคมซึ่งตนเชื่อถือและอวดอ้างว่าตนอยู่คงนั้น เป็นการที่โจทก์ได้ยอมหรือสมัครใจให้ จำเลยทำต่อร่างกาย เป็นการยอมรับผลเสียหายที่จะเกิดขึ้นแก่ตนเอง ตามกฎหมายจึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์จึงฟ้องจำเลย ให้รับผิดชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ไม่ได้
(วินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ครั้งที่ 15/2510)
ในเรื่องนี้โจทก์ท้าให้จำเลยฟันเพื่อ ทดลองคาถาอาคม ก็งมงายพอๆกัน จำเลยก็ฟันไปทันที ในทางอาญาก็คือการทำร้ายร่างกายอันตรายสาหัส ก็เป็นเจตนาเล็งเห็นผล
ในทางแพ่งก็เป็นการจงใจแน่นอน แต่เป็นเรื่องซึ่งโจทก์สมัครใจยอมรับผลแห่งความเสียหายนั้นเอง ต่อมานักกฎหมายก็มีความเห็นว่าอย่างนี้ สงเสริมให้คนผิดใช่หรือไม่
ก็เกิดความตกลงหรือยินยอมจะมาอ้างไม่ได้ ก็มีอำนาจฟ้อง
แต่ค่าสินไหมทดแทนได้เต็มหรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องผู้ต้องเสียหายมีส่วนผิดอยู่ด้วยมาตรา 442 ถ้าความเสียหายได้เกิดขึ้นเพราะความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดของผู้ต้องเสียหายประกอบด้วยไซร้ ท่านให้นำบทบัญญัติแห่งมาตรา 223 มาใช้บังคับ โดยอนุโลม ก็ให้เอาหนี้ มาตรา 223 ถ้าฝ่ายผู้เสียหายได้มีส่วนทำความผิดอย่างใดอย่างหนึ่งก่อให้เกิดความเสียหายด้วยไซร้ท่านว่าหนี้อันจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ฝ่ายผู้เสียหายมากน้อยเพียงใดนั้น ต้องอาศัยพฤติการณ์เป็นประมาณ ข้อสำคัญก็คือว่าความเสียหายนั้นได้เกิดขึ้นเพราะฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงไร
วิธีเดียวกันนี้ ท่านให้ใช้แม้ทั้งที่ความผิดของฝ่ายผู้ที่เสียหายจะมีแต่เพียงละเลยไม่เตือนลูกหนี้ให้รู้สึกถึงอันตรายแห่งการเสียหายอันเป็นอย่างร้ายแรงผิดปกติ ซึ่งลูกหนี้ไม่รู้หรือไม่อาจจะรู้ได้ หรือเพียงแต่ละเลยไม่บำบัดปัดป้อง หรือบรรเทาความเสียหายนั้นด้วย อนึ่งบทบัญญัติแห่งมาตรา 220 นั้น ท่านให้นำมาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม
ว่าดูพฤติการณ์เป็นประมาณ เพราะฝ่ายใดก่อหนี้หย่อนกว่ากันเพียงใด
223 คือดูว่าฝ่ายใดก่อยิ่งหย่อนกว่ากันถ้าเราดู 224 ก็จะถ้าผู้เสียหายมีส่วนทำผิดอย่างหนึ่งอย่างใดก่อให้เกิดความเสียหาย หนี้มากน้อยเพียงใดต้องอาศัยพฤติการณ์เป็นประมาณ ข้อเสียหายเพราะฝ่ายใดเป็นผู้ก่อยิ่งหย่อนกว่ากัน
ผู้โดยสารที่ไม่ได้สวมหมวกนิรภัย
เพราะฉะนั้นถ้าเราดูตรงนี้ 442 + 223 เป็นสำคัญ
ในปี 46 ก็มีเรื่องสมัครใจวิวาท ซึ่งเดิมคำพิพากษาเก่าก็บอกว่าต่างฝ่ายต่างสมัครใจวิวาทเข้าเสี่ยงภัยยอมรับความเสียหายนั้น ตรงนี้ แม้กระทั่งปี 46 ศาลก็ไม่นำมาตรา 9 ขึ้นมาเองซึ่งปกติศาลยกเองได้เพราะเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย
ดู พรบ ความรับผิดทางละเมิดจากการกระทำของบุคคลอื่น มาตรา 429 บุคคลใดแม้ไร้ความสามารถเพราะเหตุเป็นผู้เยาว์หรือวิกลจริตก็ยังต้องรับผิดในผลที่ตนทำละเมิด บิดามารดาหรือผู้อนุบาลของบุคคลเช่นว่านี้ย่อมต้องรับผิดร่วมกับเขาด้วย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่หน้าที่ดูแลซึ่งทำอยู่นั้น
บอกว่าแม้ผู้เยาว์หรือวิกลจริตก็ต้องมาร่วมรับผิด เราดูเพียงว่าได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือไม่เท่านั้น ซึ่งต่างจากอาญา
นายจ้างอาจไม่มีส่วนผิดใดๆเลย แต่ลูกจ้างทำละเมิดในเหตุนั้น ทุกครั้งที่เราดู มาตรา 425 นายจ้างต้องร่วมกันรับผิดกับลูกจ้างในผลแห่งละเมิด ซึ่งลูกจ้างได้กระทำไปในทางการที่จ้างนั้น
ต้องเทียบกับมาตรา 5 ของพรบความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ 2529
มาตรา 5 บอกจะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้ ศาลต้องยกฟ้อง ผู้เสียหายต้องฟ้องหน่วยงานของรัฐโดยตรง
แพทย์รับผิดในการทำให้เกิดความเสียหาย โรงพยาบาล วชิระ สังกัด กทม ฟ้องแพทย์ไม่ได้ต้องฟ้อง กทม แต่ถ้าเป็นโรงพยาบาลเอกชน ก็ฟ้องแพทย์โดยตรงได้ด้วย
ในคำฟ้องที่รอบคอบก็ต้องบรรยายว่า รับผิดในฐานะนายจ้างลูกจ้างหรือไม่ก็เป็นตัวการตัวแทน
เพราะเป็นเรื่องตัวการตัวแทน มาตรา 427 บทบัญญัติในมาตราทั้งสองก่อนนั้น ท่านให้ใช้บังคับแก่ตัวการและตัวแทนด้วยโดยอนุโลม หรือนายจ้างลูกจ้าง 425
ครูก็ดีก็เป็นอาชีพที่ถูกฟ้องมาก ครูตีเด็ก หรือกรณีที่ฟ้องต้องดูก่อนว่าเป็นเอกชนหรือรัฐ นอกจากเรื่องนายจ้างลูกจ้างก็เป็นเรื่องผู้รับดูแล มาตรา430
ผู้ร่วมทำละเมิด 432 หน่วยงานของรัฐมาตรา 5 เราก็ต้องใช้คำให้ถูก
เดี๊ยวนี้ก็ใช้ มาตรา 5 ของ ปี 35 โดยตรง
มาตรา 425 ก็ต้องดู กับ 428 แยกระหว่างจ้างแรงงานกับจ้างทำของ
มาตรา 425 นายจ้างก็ต้องร่วมรับผิด แต่ถ้าเป็น 428 ก็ไม่ต้องร่วมกระทำ เว้นแต่มีส่วนผิดในการเลือกผู้ว่าจ้าง
จากนั้นใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้วก็มาไล่เบี้ย
อันนี้เราต้องแยกทางแพ่ง กับ พรบ ละเมิดของเจ้าหน้าที่ก่อน
ต้องแม่นหลักในประมวลแพ่งเสียก่อน
อายุความเรียกค่าเสียหาย 448 วรรคแรก
พูดถึงค่าเสียหาย ส่วนค่าสินไหมทดแทนก็คือเรียกคืนทรัพย์รวมถึงค่าเสียหาย
448 อายุความ 1 ปี หรือ สิปปีนั้นเฉพาะค่าเสียหาย
ส่วนเรียกคืนทรัพย์ไม่มีอายุความ ใช้หลักเจ้ากรรมสิทธิ์เรียกได้ตลอด
การใช้ราคาเมื่อเรียกคืนทรัพย์ไม่ได้ ก็เป็นคำสร้อยเช่นกัน
พวกนี้ถ้าเราจำประมวลแพ่งเป็นหลักเสียก่อน เรื่องไล่เบี้ย นายจ้างก็ดี ตัวการก็ดี ก็สามารถไล่เบี้ยจากลูกจ้างได้ ตาม มาตรา 446 ในกรณีทำให้เขาเสียหายแก่ร่างกายหรืออนามัยก็ดี ในกรณีทำให้เขาเสียเสรีภาพก็ดี ผู้ต้องเสียหายจะเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความที่เสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินด้วยอีกก็ได้ สิทธิเรียกร้องอันนี้ไม่โอนกันได้ และไม่ตกสืบไปถึงทายาท เว้นแต่สิทธินั้นจะได้รับสภาพกันไว้โดยสัญญาหรือได้เริ่มฟ้องคดีตามสิทธินั้นแล้ว
อนึ่งหญิงที่ต้องเสียหาย เพราะผู้ใดทำผิดอาญาเป็นทุรศีลธรรมแก่ตนก็ย่อมมีสิทธิเรียกร้องทำนองเดียวกันนี้
มาตรา 447 บุคคลใดทำให้เขาต้องเสียหายแก่ชื่อเสียง เมื่อผู้ต้องเสียหายร้องขอ ศาลจะสั่งให้บุคคลนั้นจัดการตามควรเพื่อทำให้ชื่อเสียงของผู้นั้นกลับคืนดีแทนให้ใช้ค่าเสียหายหรือทั้งให้ใช้ค่าเสียหายด้วยก็ได้
แต่ถ้าเป็นเรื่องความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่นั้น ถ้าเป็นการประมาทเลินเล่อธรรมดาไล่เบี้ยไม่ได้ แต่ถ้าเป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเท่านั้นจึงจะไล่เบี้ยได้
ตรงนี้ศาลก็ต้องวางหลักขึ้นมาว่าสิ่งใดเป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ในส่วนนี้เป็นปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งคงไม่ออกสอบ เพราะตอนสอบเราสอบข้อกฎหมาย
แต่แนวคิดก็คือ การที่สามารถที่จะระมัดระวังได้แต่ไม่ได้ใช้ความระมัดระวัง
ศาลมักจะใช้คำว่า แม้จำเลยจะได้มีการประมาทเลินเล่ออยู่บ้าง ก็ถือว่าไม่ได้ร้ายแรง ก็เป็นเกราะป้องกันเจ้าหน้าที่
กฎหมายนี้คุ้มครอง ผู้เสียหาย คือได้รับการเยียวยาโดยรัฐทันที
สองคือคุ้มครอง เจ้าหน้าที่ ที่สามารถปฏิบัติการได้เต็มที่
ชั่วโมงที่ 4 . (19/06/09)
เรามาดูเรื่องของอายุความไล่เบี้ย ในเรื่องของ พรบความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ อายุความไล่เบี้ยปีเดียวซึ่งต่างกับประมวลแพ่ง สิทธิไล่เบี้ยถ้าเป็นนายจ้างลูกจ้างก็ไม่ใช้ละเมิด
ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ทำละเมิด อายุความไล่เบี้ยก็สองปี
เรามาดูฏีกา ชั้นครู ถ้าเราอ่านคำพิพากษา มีเรื่องละเมิดเกือบทุกประเด็น ได้ออกสอบไปแล้ว ขอให้เราดูฏีกาทุกวัน ดูฏีกาไล่หลังไปเรื่อยๆ คือ 5129/2546
จำเลยที่ 1 ได้รับมอบหมายให้สอนวิชาพลศึกษาถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้รับมอบหมายให้ดูแลนักเรียนให้ได้รับความปลอดภัยในชั่วโมงดังกล่าวด้วย การสั่งให้นักเรียนวิ่งรอบสนามซึ่งมีระยะทางประมาณ 200 เมตร ต่อ 1 รอบ จำนวน 3 รอบ ถือเป็นการอบอุ่นร่างกายนับเป็นสิ่งที่เหมาะสม แม้เมื่อนักเรียนวิ่งไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยในการวิ่งครบ 3 รอบแล้ว จำเลยที่ 1 ได้สั่งให้วิ่งต่ออีก 3 รอบ จะถือเป็นวิธีการทำโทษที่เหมาะสมตามควรแก่พฤติการณ์แล้วแต่การที่นักเรียนทั้งหมดยังวิ่งได้ไม่เรียบร้อยแบบเดิมอีก จำเลยที่ 1 ก็ควรหามาตรการหรือวิธีการลงโทษโดยวิธีอื่น การที่สั่งให้วิ่งต่อไปอีก 3 รอบและเมื่อนักเรียนยังทำได้ไม่เรียบร้อย จำเลยที่ 1 ก็สั่งให้วิ่งต่อไปอีก 3 รอบ ในช่วงเวลาหลังเที่ยงวันอากาศร้อนและมีแสงแดดแรงนับเป็นการใช้วิธีการลงโทษที่ไม่เหมาะสม เพราะอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของนักเรียนซึ่งอายุระหว่าง 11 ปี ถึง 12 ปีได้ จึงเป็นการกระทำโดยไม่ชอบและเป็นความประมาทเลินเล่อ ทั้งการออกกำลังกายโดยการวิ่งย่อมทำให้หัวใจเต้นแรงกว่าปกติ จำนวนรอบที่เพิ่มมากขึ้น ย่อมทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นเมื่อเป็นเวลานานย่อมเป็นอันตรายต่อหัวใจที่ไม่ปกติจนทำให้เด็กชาย พ. ซึ่งเป็นโรคหัวใจอยู่ก่อนแล้วล้มลงในการวิ่งรอบที่ 11 และถึงแก่ความตายในเวลาต่อมาเพราะสาเหตุระบบหัวใจล้มเหลว จึงเป็นผลโดยตรงจากคำสั่งของจำเลยที่ 1 แม้จำเลยที่ 1 จะไม่ทราบว่าเด็กชาย พ. เป็นโรคหัวใจก็ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดเป็นเหตุให้เด็กชาย พ. ถึงแก่ความตาย
การที่จำเลยที่ 1 ทำการสอนวิชาพลศึกษาของโรงเรียนเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการในฐานะผู้แทนของกรมสามัญศึกษาจำเลยที่ 2 การออกคำสั่งให้นักเรียนวิ่งรอบสนามเพื่ออบอุ่นร่างกายและการลงโทษนักเรียนให้วิ่งรอบสนาม ก็ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วย เมื่อทำให้เด็กชาย พ. ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายแก่โจทก์ผู้เป็นมารดาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 76 วรรคหนึ่ง
จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชดใช้ค่าขาดไร้อุปการะและค่าปลงศพกับค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพอันเป็นความรับผิดชอบตามกฎหมาย แม้จะมีบุคคลภายนอกนำเงินมาให้โจทก์เพื่อช่วยเหลืองานศพหรือจัดการศพเด็กชาย พ. ก็ไม่อาจทำให้ความรับผิดชอบตามกฎหมายของจำเลยที่ 2 ต้องหมดไปหรือลดน้อยลงไปได้ กรณีจึงไม่อาจนำเงินช่วยงานศพที่โจทก์ได้รับจากสมาคมผู้ปกครองและครูของโรงเรียนมาหักออกจากค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชดใช้ให้แก่โจทก์ได้
การที่บุตรของโจทก์ถึงแก่ความตายเพราะถูกทำละเมิดโจทก์ซึ่งเป็นมารดาตกเป็นผู้ขาดไร้อุปการะตามกฎหมายแล้ว โดยไม่ต้องคำนึงว่าในปัจจุบันและในอนาคตภาวะเศรษฐกิจของประเทศจะเป็นอย่างไร เด็กชายจะสามารถทำงานมีรายได้มาอุปการะโจทก์ได้หรือไม่
จำเลยที่ 1 เป็นอาจารย์สอนวิชาพลศึกษาสั่งให้นักเรียนวิ่งรอบสนาม 3 รอบ เพื่ออบอุ่นร่างกายและการที่จำเลยที่ 1 สั่งให้นักเรียนวิ่งต่อไปอีก 3 รอบ เพราะนักเรียนวิ่งกันไม่เรียบร้อยและไม่เป็นระเบียบ เป็นวิธีการสอนและลงโทษนักเรียนตามสมควรแก่เหตุและเหมาะสม แต่การที่จำเลยที่ 1 สั่งให้วิ่งอีก 3 รอบสนาม ในครั้งที่ 3 และครั้งที่ 4 เป็นการใช้วิธีการที่ไม่เหมาะสมและไม่ชอบแต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 มุ่งหวังให้นักเรียนได้รับอันตรายถึงแก่ชีวิตจำเลยที่ 1 ยังมีความหวังดีต่อนักเรียนต้องการอบรมสั่งสอนนักเรียนให้มีความรู้เหมือนดังวิสัยของครูทั่วไป แม้เป็นเหตุให้เด็กชาย พ. ถึงแก่ความตายแต่จำเลยที่ 1 มิได้จงใจหรือกระทำการประมาทอย่างร้ายแรง เพียงแต่กระทำโดยประมาทเลินเล่อขาดความรอบคอบและไม่ใช้ความระมัดระวังเช่นผู้มีอาชีพครูสอนพลศึกษาจะพึงปฏิบัติและสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากสุขภาพของเด็กชาย พ. ไม่แข็งแรงมีโรคประจำตัวคือโรคหัวใจ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่อยู่เหนือความคาดหมายของจำเลยที่ 1 แม้จำเลยที่ 1 จะอ้างความไม่รู้ถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวมาปฏิเสธความรับผิดชอบตามกฎหมายไม่ได้ แต่ศาลก็สามารถนำมาใช้ประกอบดุลพินิจในการกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์ของการทำละเมิดได้
แม้เหตุละเมิดเกิดขึ้นก่อนที่พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่พ.ศ. 2539 ใช้บังคับ แต่ขณะที่โจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้พระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้บังคับแล้วสิทธิของโจทก์ในการฟ้องเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานของรัฐให้รับผิดทางละเมิด จึงต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว ฉะนั้นเมื่อการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์เป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 2 โจทก์จึงต้องห้ามมิให้ฟ้องจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539
เป็นเรื่องครูพละให้เด็กอายุ 11-12 ปี วิ่งรอบสนามสองร้อยเมตร รวมระยะทางสองกิโล ตอนเที่ยงวัน เด็กเสียชีวิตก็มีประวัติโรคหัวใจ ครูพละไม่ทราบ
จุดแรกในเรื่องนี้พอเห็นเป็นอาจารย์ ก็ต้องหาก่อนเลยว่าเป็นโรงเรียนเอกชนหรือ รัฐ
ถ้าเป็นเอกชนก็ต้อง ปพพ
ถ้าของรัฐก็เป็นพรบ ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าทีแล้ว
การไล่เบี้ยก็ต้องดูว่าครูพละประมาทเลินเล่อหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงในเรื่องของความตายนั้น ในเรื่องนี้ศาลฏีกาก็ออกเป็นเรื่องการประมาทเลินเล่อธรรมดา ครูพละก็ไม่ถูกไล่เบี้ย
ในประเด็นที่เด็กเป็นโรคหัวใจนั้นจะส่งผลอันใดกับการเรียกค่าเสียหาย ถ้าไปถูกลดค่าเสียหาย ตาม448 ก็ใจร้ายมากเลย
แต่การลดนั้นใช้ มาตรา มาตรา 438 ภายใต้บังคับมาตรา 447 ทวิ ค่าสินไหมทดแทนจะพึงใช้โดยสถานใดเพียงใดนั้น ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์ และความร้ายแรงแห่งละเมิด
อนึ่งค่าสินไหมทดแทนนั้นได้แก่การคืนทรัพย์สินอันผู้เสียหายต้องเสียไปเพราะละเมิด หรือใช้ราคาทรัพย์สินนั้น รวมทั้งค่าเสียหายอันจะพึงบังคับให้ใช้เพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันได้ก่อขึ้นนั้นด้วย
ตรงๆก็คือลดในฐานะที่เป็นเด็กด้วย
การกระทำของครูพละเป็นผลโดยตรงจากความตายหรือไม่ กรณีนี้จงใจหรือประมาทเลินเล่อ ก็ต้องดูวิสัยของบุคคลซึ่งเป็นครูพละ และวันนั้นเที่ยงวันนั้นเป็นวันที่มีฝนหรือไม่ ไม่ใช่เที่ยงวันแล้วจะร้อนทั้งหมด
พอความเสียหายที่เกิดแก่ชีวิตค่าเสียหาย คืออะไร
เราใช้ 438 ตรงๆไม่ใช้ มาตรา 442 ถ้าความเสียหายได้เกิดขึ้นเพราะความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดของผู้ต้องเสียหายประกอบด้วยไซร้ ท่านให้นำบทบัญญัติแห่งมาตรา 223 มาใช้บังคับ โดยอนุโลม
มาตรา 443 ในกรณีทำให้เขาถึงตายนั้น ค่าสินไหมทดแทน ได้แก่ค่าปลงศพ รวมทั้งค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่น ๆ อีกด้วย
ถ้ามิได้ตายในทันที ค่าสินไหมทดแทนได้แก่ค่ารักษาพยาบาลรวมทั้งค่าเสียหายที่ต้องขาดประโยชน์ทำมาหาได้เพราะไม่สามารถประกอบการงานนั้นด้วย
ถ้าว่าเหตุที่ตายลงนั้น ทำให้บุคคลหนึ่งคนใดต้องขาดไร้อุปการะตามกฎหมายไปด้วยไซร้ ท่านว่าบุคคลคนนั้นชอบที่จะได้รับค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น
คราวนี้ค่าสินไหมทดแทนหรือค่าเสียหายนั้น จุดแรก 443 บอกค่าปลงศพกับค่าใช้จ่ายของอันจำเป็นอื่นๆ การปลงศพก็คือการจัดงานศพ ประเพณีของผู้ตายใช้การฝัง ก็ค่าใช้จ่ายการฝัง
ประเพณีคือการพิมพ์การ์ดงานศฟ การจัดเลี้ยง ซึ่งเป้นประเพณีบางกลุ่ม ค่าส่งศพ
ประเด็นที่น่าสนใจคือหากจำเลยมางานศพแล้ว ออกเงินช่วยค่าทำบุญ สิ่งต่างๆเหล่านี้จะหักออกหรือไม่ ศาลก็บอกว่าไม่ต้องออก
แม้โรงเรียนจะได้มาเป็นเจ้าภาพงานศฟ ก็ยังเรียกค่าตรงนี้ได้อยู่
การขาดไร้อุปการะเลี้ยงดู บุครมีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา เป็นหน้าที่ตั้งแต่เกิด แต่บิดามารดามีหนี้กับเฉพาะบุตรที่เป็นผู้เยาว์เท่านั้น
เด็กเกิดมาอาจมีทรัพย์สินเลยเช่น เจ้าคุณปู่ทำพินัยกรรมไว้ หรือ ได้ค่าแสดงของดาราเด็ก
บิดามารดาก็สามารถเรียกค่าสินไหมในส่วนนี้ได้
ในส่วนความโศกเศร้าเสียใจ กฎหมายไทยทุกเล่มบอกว่าเรียกไม่ได้ เป็นค่าเสียหายไม่ใช่ตัวเงิน ตาม 446 เรียกได้เฉพาะ ร่างกาย อนามัย และเสรีภาพเท่านั้น การตาย การโศกเศร้าเสียใจนั้น เป็นค่าเสียหายที่ไม่ใช่ตัวเงิน เรียกไมได้ตามปพพ
จนกระทั่ง ปี 2552 ได้มียุคใหม่คือสินค้าไม่ปลอดภัย ความโศกเศร้าเสียใจที่เกิดจากสินค้าไม่ปลอดภัยเรียกค่าเสียหายในส่วนนี้ได้
เราต้องแม่นหลักในแพ่งก่อนแล้วกฎหมายอื่นๆค่อยมาเป็นข้อยกเว้น แต่ส่วนมากแล้ว เนฯมักออกข้อยกเว้น
เช่น นมปนเปื้อนเมลานิน หรือ เครื่องใช้ไฟฟ้าจากแม่สาย
ซึ่งเรียกค่าเสียหายได้มากกว่าเป็นค่าเสียหายเชิงลงโทษ ดู 446 ค่าเสียหายที่ไม่ใช่ตัวเงิน ชีวิตเรียกไม่ได้แต่ร่างกายอนามัยเสรีภาพ ที่เรียกก็คือไปหาศัลยแพทย์ตกแต่ง แล้วเกิดความเครียด กังวล เป็นการเสียหายต่อร่างกาย เรียกค่าสินไหมต่อจิตใจได้
เสรีภาพ ตำรวจที่ประมาทเลินเล่อในการจับ ในการใช้กำลังที่เกินกว่าเหตุในการจับกุม สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้เสียหายไม่อาจหลีกเลี่ยง เป็นความผิดละเมิด แล้วเรียกใคร ก็เรียกได้จากรัฐ
ถ้าเราดู446 ในกรณีทำให้เสียหายแก่ร่างกายก็ดี แพทย์ก็ได้ เช่นตัดขาผิดข้างก็เป็นความเสียหายแก่ร่างกาย อนามัย หรือเสรีภาพ ก็เรียกค่าสินไหมทดแทนที่ไม่ใช่ตัวเงินได้อีกด้วย
กระทบต่อจิตใจ ต่อชีวิต หรือต่อเสรีภาพ พฤติการณ์อย่างนี้ย่อมทำให้ศาลให้ค่าสินไหมทดแทนได้มากๆ
จึงทำให้วิชาละเมิดเติบโตขึ้นมา รวมทั้งในกรณีถึงผู้เสียหายในคดีอาญาในคดีเกี่ยวกับเพศ ผูกขาดความเสียหายคือหญิง แต่เราได้พัฒนาว่าชายก็เสียหายได้เช่นกัน
ไม่เข้าวรรคสองแต่เข้าวรรคหนึ่งโดยตรง มันก็กระทบต่อจิตใจทุกกรณีเลย อนามัยในความผิดเกี่ยวกับเพศ เช่น hiv เป็นต้น
ตรงนี้ถ้าเราดูกฎหมายอีกฉบับหนึ่ง
ดูมาตรา 11 พรบ สินค้าไม่ปลอดภัย บอกว่า ศาลมีอำนาจกำหนดค่าเสียหายตามหลักเกณฑ์ต่อไปนี้ คือ ความเสียหายต่อจิตใจอันเป็นผลต่อความเสียหายต่อร่างกาย
และหากผู้เสียหายถึงแก่ความตาย คู่สมรส หรือ ผู้บุพการี หรือ ผู้สืบสันดานสามารถเรียกค่าความเสียใจได้
ในบทนิยามมาตรา 4 ความเสียหายที่เกิดจากจิตใจหมายถึงความ เจ็บปวด ความหวาดกลัว ความอับอาย กรณีนี้ใช้กับศัลยกรรมตกแต่งได้อย่างดี
ค่าจิตแพทย์ ค่าที่ต้องเรียนดนตรี อันนี้ก็สามารถเรียกได้
สมมุติว่าถ้ามารดาอยู่ในเหตุการณ์นั้นเอง เห็นภาพบุตรเสียชีวิต ตรงนี้มารดาสามารถเรียกตาม 420 สำหรับตนเองได้โดยตรง เป็นการช็อค ก็เป็นค่าเสียหายแก่อนามัย
ตรงนี้เป็น 420 และผู้เสียหายโดยตรงคือมารดา
เทียบกรณีมารดาเข็นรถเข็น แล้วสุนัขล็อตไวเรอร์มากัด มารดาก็ช็อคไป ก็เป็นผู้เสียหายในอนามัยโดยตรง
การไล่เบี้ยก็ไม่ใช่ไล่ได้เต็มทั้งหมด อาจตามสัดส่วนของความผิด เช่นเป็นความผิดของรัฐด้วยในการออกกฎ
กรณีที่น่าสนใจอีกคือต่างคนต่างประมาท การเรียกค่าสินไหมทดแทน ก็ 442 กับ 223 ก็ดูว่าความเสียหายจากฝ่ายใดยิ่งหย่อยกว่ากัน
ถ้าเท่ากันก็เป็นพับกันไป หรือ ถ้าประมาทเลินเล่อเท่ากันแต่ค่าเสียหายไม่เท่ากัน
คือ รถซาเล้ง ชนกับ รถเฟอร์รารี่ ประมาทเท่ากัน ต่างคนต่างซ่อมหรือ บวกค่าเสียหายกันแล้วหารสอง
แนวปัจจุบันก็ให้เป็นพับคือต่างคนต่างซ่อม เพราะว่าแนวคิดที่ว่าผู้ที่มีทรัพย์ราคานั้นก็ต้องมีความสามารถในการดูแลรักษาทรัพย์ตน
มาตราที่สำคัญ ก็คือการใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะก่อให้เกิดความเสียหายบุคคลอื่น มาตรา 421 ซึ่งมักจะใช้มาตรา 5 มาเกี่ยวข้องด้วย เช่นการติดป้ายโฆษณาสูงบังหน้าต่าง แต่ปัจจุบันสภาพบ้านเรือนต้องมีการติดเครื่องปรับอากาศอยู่แล้ว และตามสภาพแวดล้อมกัเป็นปกติที่จะมีการติดป้ายโฆษณาอยู่แล้ว
420 รวมถึงสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใด ซึ่ง พูดถึงสิทธิในชื่อเสียงด้วย คือมาตรา 423 คือกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลาย 423 เป็นกรณีข้อความที่เป็นเท็จแล้วเสียหายแก่ผู้อื่น เช่นการโฆษณาว่ารถโตโยต้ารุ่นนี้นั้นไม่ดี
แต่บางกรณีการกล่าวเรื่องจริง ที่เป้นเรื่องส่วนตัว เรื่องสิทธิส่วนบุคคลก็เป็นเรื่อง 420 ได้ เช่นพฤติกรรมทางเพศ ถึงเป็นเรื่องจริงก็ไม่ใช่ประโยชน์ส่วนรวม
ชื่อทางการค้าที่ไม่ได้มีการจดทะเบียน ถ้าเป็นการใช้ชื่อโดยไม่มีสิทธิใช้โดยชอบ เช่นชื่อตัว หรือชื่อสกุล ก็เป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต 421 5 หรือ18
การใช้ชื่อโรงแรมฮิลส์ตัน โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโรงแรมในอเมริกา แม้โรงแรมที่อเมริกาจะไม่ได้จดทะเบียนในไทย ก็สามารถบังคับได้ ในเรื่องการใช้สิทธิไม่สุจริต ในชื่อทางการค้า
แม้จะบอกว่าไม่ได้เสียหาย เพราะว่าให้บริการดี อันนั้นไม่ใช่ ความเสียหายเกิดจากการหลงผิด ว่าได้ใช้บริการของฮิลส์ตัน
มาตรา 442 เป็นเรื่องจำเลยประสงค์ฝ่าฝืนกฎหมายปกป้องบุคคลอื่นเป็นเรื่องสันนิฐานไว้ก่อนเลยว่าเป็นเรื่องกระทำละเมิด อย่างนี้สันนิฐานไว้ก่อนว่า เป็นผู้ผิด เราได้ประโยชน์จากข้อสันนิฐาน ทำให้ภาระการพิสูจน์น้อยลง โอกาสชนะคดีมากขึ้น สมยอมในศาลเป็นละเมิด การกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายนั้น ต้องรับผิดแม้จะได้รู้ว่าไม่จริงแต่อาจควรรู้ได้ ในหลักแพ่งถือว่าจงใจแล้ว
วรรคสอง เป็นข้อยกเว้นในเรื่องของคนที่มีหน้าที่ในการโฆษณาข่าวสาร ใครบ้าง ก็เช่นสือมวลชน สส การกระทำที่สุจริตก็อาจอ้างวรรคสองได้ แต่ถ้าเป็นจริงไม่เข้า 423 ก็อาจเข้า 420 ได้
มีฏีกาละเมิดที่น่าสนใจฏีกาหนึ่ง คำถามคือตุลากาลต้องรับผิดเพื่อละเมิด ในการกระทำตามหน้าที่หรือไม่
ยกตัวอย่างผู้พิพากษาประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือแม้กระทั่งจงใจเลย ทำให้เกิดความเสียหายแก่คู่ความ
แน่นอนถ้าเรียกรับผลประโยชน์นั่นเป็นการรับผิดทางอาญาแน่นอน
แต่ถ้าเป็นการรับผิดทางแพ่งหล่ะ
ผู้พิพากษาต้องรับผิดหรือไม่ หลักที่แท้จริงผู้พิพากษาหรือตุลาการ มีการคุ้มกันจากการถูกฟ้องในคดีแพ่ง อ้างอะไร อ้างหลักกฎหมายทั่วไป ตรงนี้แม้ว่าไม่มีบทกฎหมายชัดเจน แต่คำพิพากษาฏีกาที่ใกล้ที่สุดคือ
ฏ.7645/2546
จำเลยที่ 1 ได้รับมอบหมายให้สอนวิชาพลศึกษาถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้รับมอบหมายให้ดูแลนักเรียนให้ได้รับความปลอดภัยในชั่วโมงดังกล่าวด้วย การสั่งให้นักเรียนวิ่งรอบสนามซึ่งมีระยะทางประมาณ 200 เมตร ต่อ 1 รอบ จำนวน 3 รอบ ถือเป็นการอบอุ่นร่างกายนับเป็นสิ่งที่เหมาะสม แม้เมื่อนักเรียนวิ่งไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยในการวิ่งครบ 3 รอบแล้ว จำเลยที่ 1 ได้สั่งให้วิ่งต่ออีก 3 รอบ จะถือเป็นวิธีการทำโทษที่เหมาะสมตามควรแก่พฤติการณ์แล้วแต่การที่นักเรียนทั้งหมดยังวิ่งได้ไม่เรียบร้อยแบบเดิมอีก จำเลยที่ 1 ก็ควรหามาตรการหรือวิธีการลงโทษโดยวิธีอื่น การที่สั่งให้วิ่งต่อไปอีก 3 รอบและเมื่อนักเรียนยังทำได้ไม่เรียบร้อย จำเลยที่ 1 ก็สั่งให้วิ่งต่อไปอีก 3 รอบ ในช่วงเวลาหลังเที่ยงวันอากาศร้อนและมีแสงแดดแรงนับเป็นการใช้วิธีการลงโทษที่ไม่เหมาะสม เพราะอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของนักเรียนซึ่งอายุระหว่าง 11 ปี ถึง 12 ปีได้ จึงเป็นการกระทำโดยไม่ชอบและเป็นความประมาทเลินเล่อ ทั้งการออกกำลังกายโดยการวิ่งย่อมทำให้หัวใจเต้นแรงกว่าปกติ จำนวนรอบที่เพิ่มมากขึ้น ย่อมทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นเมื่อเป็นเวลานานย่อมเป็นอันตรายต่อหัวใจที่ไม่ปกติจนทำให้เด็กชาย พ. ซึ่งเป็นโรคหัวใจอยู่ก่อนแล้วล้มลงในการวิ่งรอบที่ 11 และถึงแก่ความตายในเวลาต่อมาเพราะสาเหตุระบบหัวใจล้มเหลว จึงเป็นผลโดยตรงจากคำสั่งของจำเลยที่ 1 แม้จำเลยที่ 1 จะไม่ทราบว่าเด็กชาย พ. เป็นโรคหัวใจก็ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดเป็นเหตุให้เด็กชาย พ. ถึงแก่ความตาย
การที่จำเลยที่ 1 ทำการสอนวิชาพลศึกษาของโรงเรียนเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการในฐานะผู้แทนของกรมสามัญศึกษาจำเลยที่ 2 การออกคำสั่งให้นักเรียนวิ่งรอบสนามเพื่ออบอุ่นร่างกายและการลงโทษนักเรียนให้วิ่งรอบสนาม ก็ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วย เมื่อทำให้เด็กชาย พ. ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายแก่โจทก์ผู้เป็นมารดาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 76 วรรคหนึ่ง
จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชดใช้ค่าขาดไร้อุปการะและค่าปลงศพกับค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพอันเป็นความรับผิดชอบตามกฎหมาย แม้จะมีบุคคลภายนอกนำเงินมาให้โจทก์เพื่อช่วยเหลืองานศพหรือจัดการศพเด็กชาย พ. ก็ไม่อาจทำให้ความรับผิดชอบตามกฎหมายของจำเลยที่ 2 ต้องหมดไปหรือลดน้อยลงไปได้ กรณีจึงไม่อาจนำเงินช่วยงานศพที่โจทก์ได้รับจากสมาคมผู้ปกครองและครูของโรงเรียนมาหักออกจากค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชดใช้ให้แก่โจทก์ได้
การที่บุตรของโจทก์ถึงแก่ความตายเพราะถูกทำละเมิดโจทก์ซึ่งเป็นมารดาตกเป็นผู้ขาดไร้อุปการะตามกฎหมายแล้ว โดยไม่ต้องคำนึงว่าในปัจจุบันและในอนาคตภาวะเศรษฐกิจของประเทศจะเป็นอย่างไร เด็กชายจะสามารถทำงานมีรายได้มาอุปการะโจทก์ได้หรือไม่
จำเลยที่ 1 เป็นอาจารย์สอนวิชาพลศึกษาสั่งให้นักเรียนวิ่งรอบสนาม 3 รอบ เพื่ออบอุ่นร่างกายและการที่จำเลยที่ 1 สั่งให้นักเรียนวิ่งต่อไปอีก 3 รอบ เพราะนักเรียนวิ่งกันไม่เรียบร้อยและไม่เป็นระเบียบ เป็นวิธีการสอนและลงโทษนักเรียนตามสมควรแก่เหตุและเหมาะสม แต่การที่จำเลยที่ 1 สั่งให้วิ่งอีก 3 รอบสนาม ในครั้งที่ 3 และครั้งที่ 4 เป็นการใช้วิธีการที่ไม่เหมาะสมและไม่ชอบแต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 มุ่งหวังให้นักเรียนได้รับอันตรายถึงแก่ชีวิตจำเลยที่ 1 ยังมีความหวังดีต่อนักเรียนต้องการอบรมสั่งสอนนักเรียนให้มีความรู้เหมือนดังวิสัยของครูทั่วไป แม้เป็นเหตุให้เด็กชาย พ. ถึงแก่ความตายแต่จำเลยที่ 1 มิได้จงใจหรือกระทำการประมาทอย่างร้ายแรง เพียงแต่กระทำโดยประมาทเลินเล่อขาดความรอบคอบและไม่ใช้ความระมัดระวังเช่นผู้มีอาชีพครูสอนพลศึกษาจะพึงปฏิบัติและสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากสุขภาพของเด็กชาย พ. ไม่แข็งแรงมีโรคประจำตัวคือโรคหัวใจ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่อยู่เหนือความคาดหมายของจำเลยที่ 1 แม้จำเลยที่ 1 จะอ้างความไม่รู้ถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวมาปฏิเสธความรับผิดชอบตามกฎหมายไม่ได้ แต่ศาลก็สามารถนำมาใช้ประกอบดุลพินิจในการกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์ของการทำละเมิดได้
แม้เหตุละเมิดเกิดขึ้นก่อนที่พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่พ.ศ. 2539 ใช้บังคับ แต่ขณะที่โจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้พระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้บังคับแล้วสิทธิของโจทก์ในการฟ้องเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานของรัฐให้รับผิดทางละเมิด จึงต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว ฉะนั้นเมื่อการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์เป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 2 โจทก์จึงต้องห้ามมิให้ฟ้องจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539
ฟ้องว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญละเมิดวินิจฉัย ก็ยกฟ้องเพราะไม่มีอำนาจฟ้อง เป็นการทำตามรัฐธรรมนูญ
น่าสังเกตว่าในการฟ้องใครต้องมีกฎหมายอนุญาตให้ฟ้องได้หรือ
ตรงนี้ใกล้เคียงที่สุดในหลักสากลในการรักษาความเป็นอิสระของผู้พิพากษา ตรงนี้ก็เป็นคำพิพากษาที่ใกล้เคียงที่สุดของหลักนี้ ก็ผู้เสียหายก็ไม่อาจจะฟ้องได้ แต่ถ้าเป็นอนุญาโตตุลาการมีกฎหมายเขียนไว้ชัด ในมาตรา 23 พรบอนุญาโตตุลาการ ได้เขียนไว้ชัดว่ารับผิดต่อเมื่อ จงใจ หรือ ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเท่านั้น
วันนี้พอแค่นี้ครับ
สรุปคำบรรยาย เนติภาคค่ำ ละเมิด สัปดาห์ที่ 4 ชั่วโมงที่ 3-4 ศ 19-06-09
หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า kankokub ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์วิชัย อริยะนันทกะ ผู้บรรยาย , ผู้มีน้ำใจส่ง flie เสียงที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า
ชั่วโมงที่ 3 . (19/06/09)
แพ่งและพาณิชย์ แล้วเราก็ต้องพิจารณาจากพรบสัญญาไม่เป็นธรรม, ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ และเรื่องวัตถุอันตรายซึ่งเป็นของใหม่ บางมหาลัยสอนตั้งแต่ยังไม่ได้ประกาศใช้ ในเรื่องพระราชบัญญัติความรับผิดที่เกิดขึ้นจากสินค้าไม่ปลอดภัย
เป็นวิชาที่ง่ายไม่ยากไม่มาก เหมาะสำหรับ สร้างความเป็นนักกฎหมายที่จะคิดอย่างนักกฎหมายที่จะตีความ แสดงเจตนารมณ์
เรื่องละเมิดก็เป็นเรื่องความรับผิด การกระทำ นั้นก่อให้เกิดผลร้ายหรือไม่ก็ต้องดู ความสัมพันธ์มีการใกล้ชิดหรือไม่ มีเหตุแทรกซ้อนหรือไม่ รับผิดหรือไม่
ประเด็นที่สองคือรับผิดอย่างไร ทุกประเด็นก็มีคำถามว่าใช้ค่าทดแทนอย่างไร เยียวยาอย่างไร กฎหมายให้พิเคราะห์ถึงพฤติการณ์แห่งความร้ายแรงแห่งละเมิด เป็นสิ่งที่ผู้ที่ทำงาน แม้เราอ่านตำราไม่ได้ แต่ไม่มีที่ทำงาน ที่เป็นนักกฎหมายคงไม่ห้ามอ่านตัวบท วิธีการเคารพที่ดีที่สุดคือ แม้เราเข้าใจหลักได้แต่ไม่อาจอธิบายได้ดี วิธีที่ดีที่สุดคือท่องจำตัวบทกฎหมาย ท่องในสิ่งที่เป็นสาระสำคัญแห่งกฎหมาย
วันนี้จะใช้เวลาสองชั่วโมงทบทวนละเมิดทั้งหมดเลย ก็ไม่เรียงตามลำดับแล้ว คราวที่แล้ว เรียนในภาพกว้าง
ในการออกสอบ ก็ไม่นำวิธีสบัญญัติ มาออกรวม สาระบัญญัติ
เริ่มที่พรบ ข้อสัญญาไม่เป็นธรรมเป็นหลักที่ยกเว้นหลักศักดิ์สิทธิ์แห่งการแสดงเจตนา ก็คือข้อสัญญานั้น มีสิ่งที่ไม่เป็นธรรม ผลของข้อสัญญานั้นก็มีอีกชนิดหนึ่งซึ่งไม่ใช่โมฆะไม่ใช่โมฆียะ ผลคือ ศาลแก้ไขได้ให้เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี ศาลเป็นคนบอก
ในส่วนที่เกี่ยวกับละเมิด คือสองมาตราเท่านั้น คือ มาตรา 8
มาตรา ๘ ข้อตกลง ประกาศ หรือคำแจ้งความที่ได้ทำไว้ล่วงหน้า เพื่อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดเพื่อละเมิดหรือผิดสัญญาในความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของผู้อื่น อันเกิดจากการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อของผู้ตกลง ผู้ประกาศ ผู้แจ้งความ หรือของบุคคลอื่นซึ่งผู้ตกลง ผู้ประกาศ หรือผู้แจ้งความต้องรับผิดด้วย จะนำมาอ้างเป็นข้อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดไม่ได้
ข้อตกลง ประกาศ หรือคำแจ้งความที่ได้ทำไว้ล่วงหน้าเพื่อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดในกรณีอื่นนอกจากที่กล่าวในวรรคหนึ่ง ซึ่งไม่เป็นโมฆะ ให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น
แบ่งออกเป็นสองวรรค คือข้อตกลงที่ทำไว้ล่วงหน้า ที่ยกเว้น การทำผิด ถ้าเราดูหรือวิเคราะห์ลักษณะสัญญา ว่าคือข้อตกลง ส่วน ประกาศ แจ้งความ นั้น ก็ไม่เป็นสัญญา แต่เป็นการแสดงเจตนาฝ่ายเดียว เช่นในสระว่ายน้ำจะจำกัดความรับผิด หรือ การยกเว้นความรับผิด
ก็มีฏีกามากมายเด็กจมน้ำ
อนามัยก็เช่น สุขภาพเด็ก
มีฏีกามากมายที่วิเคราะห์ว่าเป็นสัญญาและแม้ไม่เป็นธรรมแต่ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยจึงตกลงได้หรือ บางฎีกาก็บอกว่าไม่เป็นสัญญา บังคับไม่ได้
คำพิพากษาเหล่านั้น ถูกลบล้างโดยมาตรา 8 พรบนี้แล้ว คือมีผล ว่า เป็นสัญญา โดยเป็นข้อตกลง ที่ผูกพันชัดแจ้ง แต่ถ้าไปยกเว้น ในชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยนั้น ข้อสัญญาอันนี้ จะนำมาอ้างหรือเป็นข้อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดไม่ได้
มาตรา 8 วรรคแรกทำให้ข้อสัญญาเหล่านี้เป็นโมฆะเลย เช่นโรงพยาบาลทำสัญญากับคนไข้ทุกคนว่าไม่รับผิดชอบในชีวิต ร่างกายเช่นตัดขาผิดข้าง อนามัยให้เลือดปนเปื้อน เชื้อ HIV แต่ถ้าเป็นการยกเว้น เรื่องความเสียหายทรัพย์สิน ก็จะเป็นเรื่องวรรคสอง คือ ประการอื่นวรรคแรก คือไม่เป็นโมฆะแต่ ให้บังคับเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี
ในการสอบเนฯหรือสอบผู้ช่วยไม่ต้องวงเล็บภาษาอังกฤษ
นี่คือเรื่องข้อสัญญายกเว้นหรือจำกัดความรับผิดซึ่งมีตลอดเวลา เช่น ให้คำปรึกษา เป็นเรื่องสัญญาให้คำปรึกษา บริษัทเหล่านี้มักมีข้อตกลง การเสียหายจากการลงทุน ก็ไม่ใช่เรื่องชีวิต แม้ว่าจะขาดทุนจนฆ่าตัวตายการฆ่าตัวตายนั้นก็ไม่ได้ใกล้ชิดขนาดเป็นเหตุจากละเมิดนั้น
ถ้าเผื่อให้คำปรึกษาผิดพลาด ก็ต้องดูว่าค่าเสียหายนั้น ต้องดูมาตรา 438 วรรค แรก ต้องท่องไว้เลย เวลาตรวจข้อสอบเจอ คำว่าพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์หรือความร้ายแรงแห่งละเมิด
มาตรา 438 ภายใต้บังคับมาตรา 447 ทวิ ค่าสินไหมทดแทนจะพึงใช้โดยสถานใดเพียงใดนั้น ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์ และความร้ายแรงแห่งละเมิด
อนึ่งค่าสินไหมทดแทนนั้นได้แก่การคืนทรัพย์สินอันผู้เสียหายต้องเสียไปเพราะละเมิด หรือใช้ราคาทรัพย์สินนั้น รวมทั้งค่าเสียหายอันจะพึงบังคับให้ใช้เพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันได้ก่อขึ้นนั้นด้วย
กฎหมายไม่ได้เขียนแต่บอกว่าจะใช้สถานใดเพียงใดพิเคราะห์พฤติการณ์และความร้ายแรง นิติสัมพันธ์เป็นสัญญา เพราะฉะนั้นเราสามารถตั้งฐานว่าผิดสัญญาก็ได้เพราะคุณต้องให้คำปรึกษาที่สมควร หากประมาทเลินเล่อก็เป็นการผิดสัญญา
การที่ผิดสัญญากับละเมิดจะได้ค่าเสียหายต่างกันหรือไม่ อันนี้ไม่แน่นอน แต่การตั้งฐานต่างกัน เรื่องภาระพิสูจน์ก็ต่าง หรือ อายุความก็ต่าง
การเรียกฐานผิดสัญญาคือเรียกค่าขาดทุน บวกผลกำไรที่จะได้
แต่เรียกฐานละเมิดนั้นคือการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ให้กลับไปเสมือนหนึ่งไม่มีการละเมิด เมื่อไม่มีสัญญา คือ ไม่ต้องให้คำแนะนำที่ผิด ก็เรียกได้แค่ค่าขาดทุน
แน่นอนถ้าเผื่อบริษัทให้คำปรึกษาจะยกเว้น ความรับผิดก็ไปเข้า 8 วรรคสอง เป็นโมฆะหรือไม่ ก็ไม่เป็น ก็ใช้เท่าที่เป็นธรรมหรือสมควรแก่กรณี
ม.8 ว.2 ข้อตกลง ประกาศ หรือคำแจ้งความที่ได้ทำไว้ล่วงหน้าเพื่อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดในกรณีอื่นนอกจากที่กล่าวในวรรคหนึ่ง ซึ่งไม่เป็นโมฆะ ให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น
ต่อไป ฏีกาเรื่องสระว่ายน้ำทั้งหลาย ได้เรียนแล้วนะครับ ถ้าชีวิต อนามัยฯเป็นโมฆะนะครับ ถ้าอย่างอื่น วรรคสอง
พรบข้อสัญญาไม่เป็นธรรมมาตรา 9 เป็นข้อตกลง ที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย จะยกเว้นเหตุละเมิดไม่ได้ ตรงนี้นำมาจากหลักของศาลฏีกาที่ อ้างว่าความยินยอมไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย
มาตรา ๙ ความตกลงหรือความยินยอมของผู้เสียหายสำหรับการกระทำที่ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย หรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จะนำมาอ้างเป็นเหตุยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดเพื่อละเมิดมิได้
673/2510
การที่โจทก์ท้าให้จำเลยฟันเพื่อทดลองคาถาอาคมซึ่งตนเชื่อถือและอวดอ้างว่าตนอยู่คงนั้น เป็นการที่โจทก์ได้ยอมหรือสมัครใจให้ จำเลยทำต่อร่างกาย เป็นการยอมรับผลเสียหายที่จะเกิดขึ้นแก่ตนเอง ตามกฎหมายจึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์จึงฟ้องจำเลย ให้รับผิดชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ไม่ได้
(วินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ครั้งที่ 15/2510)โดนกลับแล้ว
ในเรื่องนี้โจทก์ท้าให้จำเลยฟันเพื่อ ทดลองคาถาอาคม ก็งมงายพอๆกัน จำเลยก็ฟันไปทันที ในทางอาญาก็คือการทำร้ายร่างกายอันตรายสาหัส ก็เป็นเจตนาเล็งเห็นผล
ในทางแพ่งก็เป็นการจงใจแน่นอน แต่เป็นเรื่องซึ่งโจทก์สมัครใจยอมรับผลแห่งความเสียหายนั้นเอง ต่อมานักกฎหมายก็มีความเห็นว่าอย่างนี้ ส่งเสริมให้คนผิดใช่หรือไม่
ม.9 เกิดความตกลงหรือยินยอมจะมาอ้างไม่ได้ ก็มีอำนาจฟ้อง
แต่ค่าสินไหมทดแทนได้เต็มหรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องผู้ต้องเสียหายมีส่วนผิดอยู่ด้วย
มาตรา 442 ถ้าความเสียหายได้เกิดขึ้นเพราะความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดของผู้ต้องเสียหายประกอบด้วยไซร้ ท่านให้นำบทบัญญัติแห่งมาตรา 223 มาใช้บังคับ โดยอนุโลม
ก็ให้เอาหนี้ ม.223 ว่าดูพฤติการณ์เป็นประมาณ เพราะฝ่ายใดก่อหนี้หย่อนกว่ากันเพียงใด
มาตรา 223 ถ้าฝ่ายผู้เสียหายได้มีส่วนทำความผิดอย่างใดอย่างหนึ่งก่อให้เกิดความเสียหายด้วยไซร้ท่านว่าหนี้อันจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ฝ่ายผู้เสียหายมากน้อยเพียงใดนั้น ต้องอาศัยพฤติการณ์เป็นประมาณ ข้อสำคัญก็คือว่าความเสียหายนั้นได้เกิดขึ้นเพราะฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงไร
วิธีเดียวกันนี้ ท่านให้ใช้แม้ทั้งที่ความผิดของฝ่ายผู้ที่เสียหายจะมีแต่เพียงละเลยไม่เตือนลูกหนี้ให้รู้สึกถึงอันตรายแห่งการเสียหายอันเป็นอย่างร้ายแรงผิดปกติ ซึ่งลูกหนี้ไม่รู้หรือไม่อาจจะรู้ได้ หรือเพียงแต่ละเลยไม่บำบัดปัดป้อง หรือบรรเทาความเสียหายนั้นด้วย อนึ่งบทบัญญัติแห่งมาตรา 220 นั้น ท่านให้นำมาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม
223 คือดูว่าฝ่ายใดก่อยิ่งหย่อนกว่ากัน ถ้าเราดู 442 ก็จะถ้าผู้เสียหายมีส่วนทำผิดอย่างหนึ่งอย่างใดก่อให้เกิดความเสียหาย หนี้มากน้อยเพียงใดต้องอาศัยพฤติการณ์เป็นประมาณ ข้อเสียหายเพราะฝ่ายใดเป็นผู้ก่อยิ่งหย่อนกว่ากัน
ผู้โดยสารที่ไม่ได้สวมหมวกนิรภัย
เพราะฉะนั้นถ้าเราดูตรงนี้ 442 + 223 เป็นสำคัญ
ในปี 46 ก็มีเรื่องสมัครใจวิวาท ซึ่งเดิมคำพิพากษาเก่าก็บอกว่าต่างฝ่ายต่างสมัครใจวิวาทเข้าเสี่ยงภัยยอมรับความเสียหายนั้น ตรงนี้ แม้กระทั่งปี 46 ศาลก็ไม่นำมาตรา 9 ขึ้นมาเองซึ่งปกติศาลยกเองได้เพราะเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย
ความรับผิดทางละเมิดจากการกระทำของบุคคลอื่น
มาตรา 429 บุคคลใดแม้ไร้ความสามารถเพราะเหตุเป็นผู้เยาว์หรือวิกลจริตก็ยังต้องรับผิดในผลที่ตนทำละเมิด บิดามารดาหรือผู้อนุบาลของบุคคลเช่นว่านี้ย่อมต้องรับผิดร่วมกับเขาด้วย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่หน้าที่ดูแลซึ่งทำอยู่นั้น
บอกว่าแม้ผู้เยาว์หรือวิกลจริตก็ต้องมาร่วมรับผิด เราดูเพียงว่าได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือไม่เท่านั้น ซึ่งต่างจากอาญา
นายจ้างอาจไม่มีส่วนผิดใดๆเลย แต่ลูกจ้างทำละเมิดในเหตุนั้น ทุกครั้งที่เราดู
มาตรา 425 นายจ้างต้องร่วมกันรับผิดกับลูกจ้างในผลแห่งละเมิด ซึ่งลูกจ้างได้กระทำไปในทางการที่จ้างนั้น
ต้องเทียบกับมาตรา 5 ของพรบความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ 2529
มาตรา ๕ หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ในกรณีนี้ผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้โดยตรง แต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้
ถ้าการละเมิดเกิดจากเจ้าหน้าที่ซึ่งไม่ได้สังกัดหน่วยงานของรัฐแห่งใดให้ถือว่ากระทรวงการคลังเป็นหน่วยงานของรัฐที่ต้องรับผิดตามวรรคหนึ่ง
มาตรา 5 บอกจะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้ ศาลต้องยกฟ้อง ผู้เสียหายต้องฟ้องหน่วยงานของรัฐโดยตรง
แพทย์รับผิดในการทำให้เกิดความเสียหาย โรงพยาบาล วชิระ สังกัด กทม ฟ้องแพทย์ไม่ได้ต้องฟ้อง กทม แต่ถ้าเป็นโรงพยาบาลเอกชน ก็ฟ้องแพทย์โดยตรงได้ด้วย
ในคำฟ้องที่รอบคอบก็ต้องบรรยายว่า รับผิดในฐานะนายจ้างลูกจ้างหรือไม่ก็เป็นตัวการตัวแทน
เพราะเป็นเรื่องตัวการตัวแทน
มาตรา 427 บทบัญญัติในมาตราทั้งสองก่อนนั้น ท่านให้ใช้บังคับแก่ตัวการและตัวแทนด้วยโดยอนุโลม
หรือนายจ้างลูกจ้าง 425
ครูก็ดีก็เป็นอาชีพที่ถูกฟ้องมาก ครูตีเด็ก หรือกรณีที่ฟ้องต้องดูก่อนว่าเป็นเอกชนหรือรัฐ นอกจากเรื่องนายจ้างลูกจ้างก็เป็นเรื่องผู้รับดูแล มาตรา430
มาตรา 430 ครูบาอาจารย์ นายจ้าง หรือบุคคลอื่นซึ่งรับดูแลบุคคลผู้ไร้ความสามารถอยู่เป็นนิตย์ก็ดีชั่วครั้งคราวก็ดี จำต้องรับผิดร่วมกับผู้ไร้ความสามารถในการละเมิด ซึ่งเขาได้กระทำลงในระหว่างที่อยู่ในความดูแลของตน ถ้าหากพิสูจน์ได้ว่าบุคคลนั้น ๆ มิได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควร
ผู้ร่วมทำละเมิด 432
มาตรา 432 ถ้าบุคคลหลายคนก่อให้เกิดเสียหายแก่บุคคลอื่นโดยร่วมกันทำละเมิด ท่านว่าบุคคลเหล่านั้นจะต้องร่วมกันรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายนั้น ความข้อนี้ท่านให้ใช้ตลอดถึงกรณีที่ไม่สามารถสืบรู้ตัวได้แน่ว่าในจำพวกที่ทำละเมิดร่วมกันนั้น คนไหนเป็นผู้ก่อให้เกิดเสียหายนั้นด้วย
อนึ่งบุคคลผู้ยุยงส่งเสริมหรือช่วยเหลือในการทำละเมิด ท่านก็ให้ถือว่าเป็นผู้กระทำละเมิดร่วมกันด้วย
ในระหว่างบุคคลทั้งหลายซึ่งต้องรับผิดร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนนั้น ท่านว่าต่างต้องรับผิดเป็นส่วนเท่า ๆ กัน เว้นแต่โดยพฤติการณ์ศาลจะวินิจฉัยเป็นประการอื่น
หน่วยงานของรัฐมาตรา 5 เราก็ต้องใช้คำให้ถูก
เดี๊ยวนี้ก็ใช้ มาตรา 5 ของ ปี 35 โดยตรง
มาตรา 425 ก็ต้องดู กับ 428 แยกระหว่างจ้างแรงงานกับจ้างทำของ
มาตรา 425 นายจ้างต้องร่วมกันรับผิดกับลูกจ้างในผลแห่งละเมิด ซึ่งลูกจ้างได้กระทำไปในทางการที่จ้างนั้น
มาตรา 428 ผู้ว่าจ้างทำของไม่ต้องรับผิดเพื่อความเสียหายอันผู้รับจ้างได้ก่อให้เกิดขึ้นแก่บุคคลภายนอกในระหว่างทำการงานที่ว่าจ้างเว้นแต่ผู้ว่าจ้างจะเป็นผู้ผิดในส่วนการงานที่สั่งให้ทำ หรือในคำสั่งที่ตนให้ไว้หรือในการเลือกหาผู้รับจ้าง
มาตรา 425 นายจ้างก็ต้องร่วมรับผิด แต่ถ้าเป็น 428 ก็ไม่ต้องร่วมกระทำ เว้นแต่มีส่วนผิดในการเลือกผู้ว่าจ้าง
จากนั้นใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้วก็มาไล่เบี้ย
อันนี้เราต้องแยกทางแพ่ง กับ พรบ ละเมิดของเจ้าหน้าที่ก่อน
ต้องแม่นหลักในประมวลแพ่งเสียก่อน
อายุความเรียกค่าเสียหาย 448 วรรคแรก
มาตรา 448 สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดนั้น ท่านว่าขาดอายุความเมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิด และรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิด
แต่ถ้าเรียกร้องค่าเสียหายในมูลอันเป็นความผิดมีโทษตามกฎหมายลักษณะอาญา และมีกำหนดอายุความทางอาญายาวกว่าที่กล่าวมานั้นไซร้ ท่านให้เอาอายุความที่ยาวกว่านั้นมาบังคับ
พูดถึงค่าเสียหาย ส่วนค่าสินไหมทดแทนก็คือเรียกคืนทรัพย์รวมถึงค่าเสียหาย
448 อายุความ 1 ปี หรือ สิปปีนั้นเฉพาะค่าเสียหาย
ส่วนเรียกคืนทรัพย์ไม่มีอายุความ ใช้หลักเจ้ากรรมสิทธิ์เรียกได้ตลอด
การใช้ราคาเมื่อเรียกคืนทรัพย์ไม่ได้ ก็เป็นคำสร้อยเช่นกัน
พวกนี้ถ้าเราจำประมวลแพ่งเป็นหลักเสียก่อน เรื่องไล่เบี้ย นายจ้างก็ดี ตัวการก็ดี ก็สามารถไล่เบี้ยจากลูกจ้างได้ ตาม
มาตรา 426 นายจ้างซึ่งได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลภายนอกเพื่อละเมิดอันลูกจ้างได้ทำนั้นชอบที่จะได้ชดใช้จากลูกจ้างนั้น
มาตรา 427 บทบัญญัติในมาตราทั้งสองก่อนนั้น ท่านให้ใช้บังคับแก่ตัวการและตัวแทนด้วยโดยอนุโลม
แต่ถ้าเป็นเรื่องความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่นั้น ถ้าเป็นการประมาทเลินเล่อธรรมดาไล่เบี้ยไม่ได้ แต่ถ้าเป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเท่านั้นจึงจะไล่เบี้ยได้
ตรงนี้ศาลก็ต้องวางหลักขึ้นมาว่าสิ่งใดเป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ในส่วนนี้เป็นปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งคงไม่ออกสอบ เพราะตอนสอบเราสอบข้อกฎหมาย
แต่แนวคิดก็คือ การที่สามารถที่จะระมัดระวังได้แต่ไม่ได้ใช้ความระมัดระวัง
ศาลมักจะใช้คำว่า แม้จำเลยจะได้มีการประมาทเลินเล่ออยู่บ้าง ก็ถือว่าไม่ได้ร้ายแรง ก็เป็นเกราะป้องกันเจ้าหน้าที่
กฎหมายนี้คุ้มครอง ผู้เสียหาย คือได้รับการเยียวยาโดยรัฐทันที
สองคือคุ้มครอง เจ้าหน้าที่ ที่สามารถปฏิบัติการได้เต็มที่
ชั่วโมงที่ 4 . (19/06/09)
เรามาดูเรื่องของอายุความไล่เบี้ย ในเรื่องของ พรบความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ อายุความไล่เบี้ยปีเดียวซึ่งต่างกับประมวลแพ่ง สิทธิไล่เบี้ยถ้าเป็นนายจ้างลูกจ้างก็ไม่ใช้ละเมิด ใช้193/34
ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ทำละเมิด อายุความไล่เบี้ยก็สองปี
เรามาดูฏีกา ชั้นครู ถ้าเราอ่านคำพิพากษา มีเรื่องละเมิดเกือบทุกประเด็น ได้ออกสอบไปแล้ว ขอให้เราดูฏีกาทุกวัน ดูฏีกาไล่หลังไปเรื่อยๆ คือ 5129/2546
จำเลยที่ 1 ได้รับมอบหมายให้สอนวิชาพลศึกษาถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้รับมอบหมายให้ดูแลนักเรียนให้ได้รับความปลอดภัยในชั่วโมงดังกล่าวด้วย การสั่งให้นักเรียนวิ่งรอบสนามซึ่งมีระยะทางประมาณ 200 เมตร ต่อ 1 รอบ จำนวน 3 รอบ ถือเป็นการอบอุ่นร่างกายนับเป็นสิ่งที่เหมาะสม แม้เมื่อนักเรียนวิ่งไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยในการวิ่งครบ 3 รอบแล้ว จำเลยที่ 1 ได้สั่งให้วิ่งต่ออีก 3 รอบ จะถือเป็นวิธีการทำโทษที่เหมาะสมตามควรแก่พฤติการณ์แล้วแต่การที่นักเรียนทั้งหมดยังวิ่งได้ไม่เรียบร้อยแบบเดิมอีก จำเลยที่ 1 ก็ควรหามาตรการหรือวิธีการลงโทษโดยวิธีอื่น การที่สั่งให้วิ่งต่อไปอีก 3 รอบและเมื่อนักเรียนยังทำได้ไม่เรียบร้อย จำเลยที่ 1 ก็สั่งให้วิ่งต่อไปอีก 3 รอบ ในช่วงเวลาหลังเที่ยงวันอากาศร้อนและมีแสงแดดแรงนับเป็นการใช้วิธีการลงโทษที่ไม่เหมาะสม เพราะอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของนักเรียนซึ่งอายุระหว่าง 11 ปี ถึง 12 ปีได้ จึงเป็นการกระทำโดยไม่ชอบและเป็นความประมาทเลินเล่อ ทั้งการออกกำลังกายโดยการวิ่งย่อมทำให้หัวใจเต้นแรงกว่าปกติ จำนวนรอบที่เพิ่มมากขึ้น ย่อมทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นเมื่อเป็นเวลานานย่อมเป็นอันตรายต่อหัวใจที่ไม่ปกติจนทำให้เด็กชาย พ. ซึ่งเป็นโรคหัวใจอยู่ก่อนแล้วล้มลงในการวิ่งรอบที่ 11 และถึงแก่ความตายในเวลาต่อมาเพราะสาเหตุระบบหัวใจล้มเหลว จึงเป็นผลโดยตรงจากคำสั่งของจำเลยที่ 1 แม้จำเลยที่ 1 จะไม่ทราบว่าเด็กชาย พ. เป็นโรคหัวใจก็ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดเป็นเหตุให้เด็กชาย พ. ถึงแก่ความตาย
การที่จำเลยที่ 1 ทำการสอนวิชาพลศึกษาของโรงเรียนเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการในฐานะผู้แทนของกรมสามัญศึกษาจำเลยที่ 2 การออกคำสั่งให้นักเรียนวิ่งรอบสนามเพื่ออบอุ่นร่างกายและการลงโทษนักเรียนให้วิ่งรอบสนาม ก็ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วย เมื่อทำให้เด็กชาย พ. ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายแก่โจทก์ผู้เป็นมารดาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 76 วรรคหนึ่ง
จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชดใช้ค่าขาดไร้อุปการะและค่าปลงศพกับค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพอันเป็นความรับผิดชอบตามกฎหมาย แม้จะมีบุคคลภายนอกนำเงินมาให้โจทก์เพื่อช่วยเหลืองานศพหรือจัดการศพเด็กชาย พ. ก็ไม่อาจทำให้ความรับผิดชอบตามกฎหมายของจำเลยที่ 2 ต้องหมดไปหรือลดน้อยลงไปได้ กรณีจึงไม่อาจนำเงินช่วยงานศพที่โจทก์ได้รับจากสมาคมผู้ปกครองและครูของโรงเรียนมาหักออกจากค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชดใช้ให้แก่โจทก์ได้
การที่บุตรของโจทก์ถึงแก่ความตายเพราะถูกทำละเมิดโจทก์ซึ่งเป็นมารดาตกเป็นผู้ขาดไร้อุปการะตามกฎหมายแล้ว โดยไม่ต้องคำนึงว่าในปัจจุบันและในอนาคตภาวะเศรษฐกิจของประเทศจะเป็นอย่างไร เด็กชายจะสามารถทำงานมีรายได้มาอุปการะโจทก์ได้หรือไม่
จำเลยที่ 1 เป็นอาจารย์สอนวิชาพลศึกษาสั่งให้นักเรียนวิ่งรอบสนาม 3 รอบ เพื่ออบอุ่นร่างกายและการที่จำเลยที่ 1 สั่งให้นักเรียนวิ่งต่อไปอีก 3 รอบ เพราะนักเรียนวิ่งกันไม่เรียบร้อยและไม่เป็นระเบียบ เป็นวิธีการสอนและลงโทษนักเรียนตามสมควรแก่เหตุและเหมาะสม แต่การที่จำเลยที่ 1 สั่งให้วิ่งอีก 3 รอบสนาม ในครั้งที่ 3 และครั้งที่ 4 เป็นการใช้วิธีการที่ไม่เหมาะสมและไม่ชอบแต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 มุ่งหวังให้นักเรียนได้รับอันตรายถึงแก่ชีวิตจำเลยที่ 1 ยังมีความหวังดีต่อนักเรียนต้องการอบรมสั่งสอนนักเรียนให้มีความรู้เหมือนดังวิสัยของครูทั่วไป แม้เป็นเหตุให้เด็กชาย พ. ถึงแก่ความตายแต่จำเลยที่ 1 มิได้จงใจหรือกระทำการประมาทอย่างร้ายแรง เพียงแต่กระทำโดยประมาทเลินเล่อขาดความรอบคอบและไม่ใช้ความระมัดระวังเช่นผู้มีอาชีพครูสอนพลศึกษาจะพึงปฏิบัติและสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากสุขภาพของเด็กชาย พ. ไม่แข็งแรงมีโรคประจำตัวคือโรคหัวใจ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่อยู่เหนือความคาดหมายของจำเลยที่ 1 แม้จำเลยที่ 1 จะอ้างความไม่รู้ถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวมาปฏิเสธความรับผิดชอบตามกฎหมายไม่ได้ แต่ศาลก็สามารถนำมาใช้ประกอบดุลพินิจในการกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์ของการทำละเมิดได้
แม้เหตุละเมิดเกิดขึ้นก่อนที่พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่พ.ศ. 2539 ใช้บังคับ แต่ขณะที่โจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้พระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้บังคับแล้วสิทธิของโจทก์ในการฟ้องเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานของรัฐให้รับผิดทางละเมิด จึงต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว ฉะนั้นเมื่อการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์เป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 2 โจทก์จึงต้องห้ามมิให้ฟ้องจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539
เป็นเรื่องครูพละให้เด็กอายุ 11-12 ปี วิ่งรอบสนามสองร้อยเมตร รวมระยะทางสองกิโล ตอนเที่ยงวัน เด็กเสียชีวิตก็มีประวัติโรคหัวใจ ครูพละไม่ทราบ
จุดแรกในเรื่องนี้พอเห็นเป็นอาจารย์ ก็ต้องหาก่อนเลยว่าเป็นโรงเรียนเอกชนหรือ รัฐ
ถ้าเป็นเอกชนก็ต้อง ปพพ
ถ้าของรัฐก็เป็นพรบ ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าทีแล้ว
การไล่เบี้ยก็ต้องดูว่าครูพละประมาทเลินเล่อหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงในเรื่องของความตายนั้น ในเรื่องนี้ศาลฏีกาก็ออกเป็นเรื่องการประมาทเลินเล่อธรรมดา ครูพละก็ไม่ถูกไล่เบี้ย
ในประเด็นที่เด็กเป็นโรคหัวใจนั้นจะส่งผลอันใดกับการเรียกค่าเสียหาย ถ้าไปถูกลดค่าเสียหาย ตาม442+223 ก็ใจร้ายมากเลย
แต่การลดนั้นใช้ มาตรา 438 ตรงๆก็คือลดในฐานะที่เป็นเด็กด้วย
มาตรา 438 ภายใต้บังคับมาตรา 447 ทวิ ค่าสินไหมทดแทนจะพึงใช้โดยสถานใดเพียงใดนั้น ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์ และความร้ายแรงแห่งละเมิด
อนึ่งค่าสินไหมทดแทนนั้นได้แก่การคืนทรัพย์สินอันผู้เสียหายต้องเสียไปเพราะละเมิด หรือใช้ราคาทรัพย์สินนั้น รวมทั้งค่าเสียหายอันจะพึงบังคับให้ใช้เพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันได้ก่อขึ้นนั้นด้วย
การกระทำของครูพละเป็นผลโดยตรงจากความตายหรือไม่ กรณีนี้จงใจหรือประมาทเลินเล่อ ก็ต้องดูวิสัยของบุคคลซึ่งเป็นครูพละ และวันนั้นเที่ยงวันนั้นเป็นวันที่มีฝนหรือไม่ ไม่ใช่เที่ยงวันแล้วจะร้อนทั้งหมด
พอความเสียหายที่เกิดแก่ชีวิตค่าเสียหาย คืออะไร
เราใช้ 438 ตรงๆไม่ใช้ 442+223
มาตรา 442 ถ้าความเสียหายได้เกิดขึ้นเพราะความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดของผู้ต้องเสียหายประกอบด้วยไซร้ ท่านให้นำบทบัญญัติแห่งมาตรา 223 มาใช้บังคับ โดยอนุโลม
มาตรา 223 ถ้าฝ่ายผู้เสียหายได้มีส่วนทำความผิดอย่างใดอย่างหนึ่งก่อให้เกิดความเสียหายด้วยไซร้ท่านว่าหนี้อันจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ฝ่ายผู้เสียหายมากน้อยเพียงใดนั้น ต้องอาศัยพฤติการณ์เป็นประมาณ ข้อสำคัญก็คือว่าความเสียหายนั้นได้เกิดขึ้นเพราะฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงไร
มาตรา 443 ในกรณีทำให้เขาถึงตายนั้น ค่าสินไหมทดแทน ได้แก่ค่าปลงศพ รวมทั้งค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่น ๆ อีกด้วย
ถ้ามิได้ตายในทันที ค่าสินไหมทดแทนได้แก่ค่ารักษาพยาบาลรวมทั้งค่าเสียหายที่ต้องขาดประโยชน์ทำมาหาได้เพราะไม่สามารถประกอบการงานนั้นด้วย
ถ้าว่าเหตุที่ตายลงนั้น ทำให้บุคคลหนึ่งคนใดต้องขาดไร้อุปการะตามกฎหมายไปด้วยไซร้ ท่านว่าบุคคลคนนั้นชอบที่จะได้รับค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น
คราวนี้ค่าสินไหมทดแทนหรือค่าเสียหายนั้น จุดแรก 443 บอกค่าปลงศพกับค่าใช้จ่ายของอันจำเป็นอื่นๆ การปลงศพก็คือการจัดงานศพ ประเพณีของผู้ตายใช้การฝัง ก็ค่าใช้จ่ายการฝัง
ประเพณีคือการพิมพ์การ์ดงานศพ การจัดเลี้ยง ซึ่งเป็นประเพณีบางกลุ่ม ค่าส่งศพ
ประเด็นที่น่าสนใจคือหากจำเลยมางานศพแล้ว ออกเงินช่วยค่าทำบุญ สิ่งต่างๆเหล่านี้จะหักออกหรือไม่ ศาลก็บอกว่าไม่ต้องหักออก
แม้โรงเรียนจะได้มาเป็นเจ้าภาพงานศพ ก็ยังเรียกค่าตรงนี้ได้อยู่
การขาดไร้อุปการะเลี้ยงดู บุตรมีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา เป็นหน้าที่ตั้งแต่เกิด แต่บิดามารดามีหนี้กับเฉพาะบุตรที่เป็นผู้เยาว์เท่านั้น
เด็กเกิดมาอาจมีทรัพย์สินเลยเช่น เจ้าคุณปู่ทำพินัยกรรมไว้ หรือ ได้ค่าแสดงของดาราเด็ก
บิดามารดาก็สามารถเรียกค่าสินไหมในส่วนนี้ได้
ในส่วนความโศกเศร้าเสียใจ กฎหมายไทยทุกเล่มบอกว่าเรียกไม่ได้ เป็นค่าเสียหายไม่ใช่ตัวเงิน ตาม 446 เรียกได้เฉพาะ ร่างกาย อนามัย และเสรีภาพเท่านั้น การตาย การโศกเศร้าเสียใจนั้น เป็นค่าเสียหายที่ไม่ใช่ตัวเงิน เรียกไม่ได้ตามปพพ
มาตรา 446 ในกรณีทำให้เขาเสียหายแก่ร่างกายหรืออนามัยก็ดี ในกรณีทำให้เขาเสียเสรีภาพก็ดี ผู้ต้องเสียหายจะเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความที่เสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินด้วยอีกก็ได้ สิทธิเรียกร้องอันนี้ไม่โอนกันได้ และไม่ตกสืบไปถึงทายาท เว้นแต่สิทธินั้นจะได้รับสภาพกันไว้โดยสัญญาหรือได้เริ่มฟ้องคดีตามสิทธินั้นแล้ว
อนึ่งหญิงที่ต้องเสียหาย เพราะผู้ใดทำผิดอาญาเป็นทุรศีลธรรมแก่ตนก็ย่อมมีสิทธิเรียกร้องทำนองเดียวกันนี้
จนกระทั่ง ปี 2552 20 กพ.2552 ได้มียุคใหม่คือสินค้าไม่ปลอดภัย ความโศกเศร้าเสียใจที่เกิดจากสินค้าไม่ปลอดภัยเรียกค่าเสียหายในส่วนนี้ได้
เราต้องแม่นหลักในแพ่งก่อนแล้วกฎหมายอื่นๆค่อยมาเป็นข้อยกเว้น แต่ส่วนมากแล้ว เนฯมักออกข้อยกเว้น
เช่น นมปนเปื้อนเมลานิน หรือ เครื่องใช้ไฟฟ้าจากแม่สาย
ซึ่งเรียกค่าเสียหายได้มากกว่าเป็นค่าเสียหายเชิงลงโทษ ดู 446 ค่าเสียหายที่ไม่ใช่ตัวเงิน ชีวิตเรียกไม่ได้ แต่ร่างกายอนามัยเสรีภาพ ที่เรียกก็คือไปหาศัลยแพทย์ตกแต่ง แล้วเกิดความเครียด กังวล เป็นการเสียหายต่อร่างกาย เรียกค่าสินไหมต่อจิตใจได้ , อนามัย เช่นให้เลือดแล้วติด HIV
เสรีภาพ ตำรวจที่ประมาทเลินเล่อในการจับ ในการใช้กำลังที่เกินกว่าเหตุในการจับกุม สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้เสียหายไม่อาจหลีกเลี่ยง เป็นความผิดละเมิด แล้วเรียกใคร ก็เรียกได้จากรัฐ
ถ้าเราดู446 ในกรณีทำให้เสียหายแก่ร่างกายก็ดี แพทย์ก็ได้ เช่นตัดขาผิดข้างก็เป็นความเสียหายแก่ร่างกาย อนามัย หรือเสรีภาพ ก็เรียกค่าสินไหมทดแทนที่ไม่ใช่ตัวเงินได้อีกด้วย
กระทบต่อจิตใจ ต่อชีวิต หรือต่อเสรีภาพ พฤติการณ์อย่างนี้ย่อมทำให้ศาลให้ค่าสินไหมทดแทนได้มากๆ
จึงทำให้วิชาละเมิดเติบโตขึ้นมา รวมทั้งในกรณีถึงผู้เสียหายในคดีอาญาในคดีเกี่ยวกับเพศ ผูกขาดความเสียหายคือหญิง แต่เราได้พัฒนาว่าชายก็เสียหายได้เช่นกัน
ไม่เข้าวรรคสองแต่เข้าวรรคหนึ่งโดยตรง มันก็กระทบต่อจิตใจทุกกรณีเลย อนามัยในความผิดเกี่ยวกับเพศ เช่น hiv เป็นต้น
ตรงนี้ถ้าเราดูกฎหมายอีกฉบับหนึ่ง
ดูมาตรา 11 พรบ สินค้าไม่ปลอดภัย บอกว่า ศาลมีอำนาจกำหนดค่าเสียหายตามหลักเกณฑ์ต่อไปนี้ คือ ความเสียหายต่อจิตใจอันเป็นผลต่อความเสียหายต่อร่างกาย
และหากผู้เสียหายถึงแก่ความตาย คู่สมรส หรือ ผู้บุพการี หรือ ผู้สืบสันดานสามารถเรียกค่าความเสียใจได้
มาตรา ๑๑ นอกจากค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิดตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ศาลมีอำนาจกำหนดค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ด้วย
(๑) ค่าเสียหายสำหรับความเสียหายต่อจิตใจอันเป็นผลเนื่องมาจากความเสียหายต่อร่างกายสุขภาพ หรืออนามัยของผู้เสียหาย และหากผู้เสียหายถึงแก่ความตาย สามี ภริยา บุพการี หรือผู้สืบสันดานของบุคคลนั้นชอบที่จะได้รับค่าเสียหายสำหรับความเสียหายต่อจิตใจ
มาตรา ๔ ในพระราชบัญญัตินี้
“ความเสียหายต่อจิตใจ” หมายความว่า ความเจ็บปวด ความทุกข์ทรมาน ความหวาดกลัว ความวิตกกังวล ความเศร้าโศกเสียใจ ความอับอาย หรือความเสียหายต่อจิตใจอย่างอื่นที่มีลักษณะทำนองเดียวกัน
ในบทนิยามมาตรา 4 ความเสียหายที่เกิดจากจิตใจหมายถึงความ เจ็บปวด ความหวาดกลัว ความอับอาย กรณีนี้ใช้กับศัลยกรรมตกแต่งได้อย่างดี
ค่าจิตแพทย์ ค่าที่ต้องเรียนดนตรี อันนี้ก็สามารถเรียกได้
สมมุติว่าถ้ามารดาอยู่ในเหตุการณ์นั้นเอง เห็นภาพบุตรเสียชีวิต ตรงนี้มารดาสามารถเรียกตาม 420 สำหรับตนเองได้โดยตรง เป็นการช็อค ก็เป็นค่าเสียหายแก่อนามัย
ตรงนี้เป็น 420 และผู้เสียหายโดยตรงคือมารดา
เทียบกรณีมารดาเข็นรถเข็น แล้วสุนัขล็อตไวเรอร์มากัด มารดาก็ช็อคไป ก็เป็นผู้เสียหายในอนามัยโดยตรง
การไล่เบี้ยก็ไม่ใช่ไล่ได้เต็มทั้งหมด อาจตามสัดส่วนของความผิด เช่นเป็นความผิดของรัฐด้วยในการออกกฎ
กรณีที่น่าสนใจอีกคือต่างคนต่างประมาท การเรียกค่าสินไหมทดแทน ก็ 442 กับ 223 ก็ดูว่าความเสียหายจากฝ่ายใดยิ่งหย่อนกว่ากัน
ถ้าเท่ากันก็เป็นพับกันไป หรือ ถ้าประมาทเลินเล่อเท่ากันแต่ค่าเสียหายไม่เท่ากัน
คือ รถซาเล้ง ชนกับ รถเฟอร์รารี่ ประมาทเท่ากัน ต่างคนต่างซ่อมหรือ บวกค่าเสียหายกันแล้วหารสอง
แนวปัจจุบันก็ให้เป็นพับคือต่างคนต่างซ่อม เพราะว่าแนวคิดที่ว่าผู้ที่มีทรัพย์ราคานั้นก็ต้องมีความสามารถในการดูแลรักษาทรัพย์ตน
มาตราที่สำคัญ ก็คือการใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะก่อให้เกิดความเสียหายบุคคลอื่น มาตรา 421 ซึ่งมักจะใช้มาตรา 5 มาเกี่ยวข้องด้วย เช่นการติดป้ายโฆษณาสูงบังหน้าต่าง แต่ปัจจุบันสภาพบ้านเรือนต้องมีการติดเครื่องปรับอากาศอยู่แล้ว และตามสภาพแวดล้อมกัเป็นปกติที่จะมีการติดป้ายโฆษณาอยู่แล้ว
มาตรา 5 ในการใช้สิทธิแห่งตนก็ดี ในการชำระหนี้ก็ดี บุคคลทุกคนต้องกระทำโดยสุจริต
มาตรา 421 การใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะให้เกิดเสียหายแก่บุคคลอื่นนั้นท่านว่าเป็นการอันมิชอบด้วยกฎหมาย
420 รวมถึงสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใด ซึ่ง พูดถึงสิทธิในชื่อเสียงด้วย คือมาตรา 423 คือกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลาย 423 เป็นกรณีข้อความที่เป็นเท็จแล้วเสียหายแก่ผู้อื่น เช่นการโฆษณาว่ารถโตโยต้ารุ่นนี้นั้นไม่ดี
มาตรา 423 ผู้ใดกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริง เป็นที่เสียหายแก่ชื่อเสียงหรือเกียรติคุณของบุคคลอื่นก็ดี หรือเป็นที่เสียหายแก่ทางทำมาหาได้ หรือทางเจริญของเขาโดยประการอื่นก็ดีท่านว่าผู้นั้นจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่เขาเพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันเกิดแต่การนั้น แม้ทั้งเมื่อตนมิได้รู้ว่าข้อความนั้นไม่จริง แต่หากควรจะรู้ได้
ผู้ใดส่งข่าวสารอันตนมิได้รู้ว่าเป็นความไม่จริง หากว่าตนเองหรือผู้รับข่าวสารนั้นมีทางได้เสียโดยชอบในการนั้นด้วยแล้ว ท่านว่าเพียงที่ส่งข่าวสารเช่นนั้นหาทำให้ผู้นั้นต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนไม่
แต่บางกรณีการกล่าวเรื่องจริง ที่เป็นเรื่องส่วนตัว เรื่องสิทธิส่วนบุคคลก็เป็นเรื่อง 420 ได้ เช่นพฤติกรรมทางเพศ ถึงเป็นเรื่องจริงก็ไม่ใช่ประโยชน์ส่วนรวม
ชื่อทางการค้าที่ไม่ได้มีการจดทะเบียน ถ้าเป็นการใช้ชื่อโดยไม่มีสิทธิใช้โดยชอบ เช่นชื่อตัว หรือชื่อสกุล ก็เป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต 421+ 5 หรือ18
มาตรา 18 สิทธิของบุคคลในการที่จะใช้นามอันชอบที่จะใช้ได้นั้น ถ้ามีบุคคลอื่นโต้แย้งก็ดี หรือบุคคลผู้เป็นเจ้าของนามนั้นต้องเสื่อมเสียประโยชน์เพราะการที่มีผู้อื่นมาใช้นามเดียวกันโดยมิได้รับอำนาจให้ใช้ได้ก็ดี บุคคลผู้เป็นเจ้าของนามจะเรียกให้บุคคลนั้นระงับความเสียหายก็ได้ถ้าและเป็นที่พึงวิตกว่าจะต้องเสียหายอยู่สืบไปจะร้องขอต่อศาลให้สั่งห้ามก็ได้
การใช้ชื่อโรงแรมฮิลส์ตัน โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโรงแรมในอเมริกา แม้โรงแรมที่อเมริกาจะไม่ได้จดทะเบียนในไทย ก็สามารถบังคับได้ ในเรื่องการใช้สิทธิไม่สุจริต ในชื่อทางการค้า
แม้จะบอกว่าไม่ได้เสียหาย เพราะว่าให้บริการดี อันนั้นไม่ใช่ ความเสียหายเกิดจากการหลงผิด ว่าได้ใช้บริการของฮิลส์ตัน
คำพิพากษาฎีกาที่ 2350/2531
ป.พ.พ. มาตรา 5, 18, 420
บริษัทจำเลยที่ 1 ดำเนินธุรกิจโรงแรมเช่นเดียวกับโจทก์แต่ชื่อของบริษัทจำเลยที่ 1 มีคำว่า 'ฮิลตัน''โฮเต็ล' และ 'บางกอก' พ้องกับชื่อโรงแรมฮิลตันที่โจทก์ใช้ในการดำเนินกิจการโรงแรมทั่วโลกจนมีชื่อเสียงมานานทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจผิดได้ว่าจำเลยที่ 1 คือโจทก์ และกิจการของจำเลยที่ 1 คือกิจการของโจทก์ จำเลยจึงนำเอาชื่อฮิลตันของโจทก์มาใช้โดยไม่สุจริต ย่อมทำให้โจทก์เสียหายเพราะโจทก์กับจำเลยที่ 1 ดำเนินธุรกิจอยู่ในกรุงเทพมหานครเช่นเดียวกัน การที่มีบริษัทอื่นอีกมากมายนำชื่อฮิลตันของโจทก์ไปตั้งเป็นชื่อกิจการของตน หาได้ทำให้จำเลยที่ 1 มีสิทธิดีขึ้นไม่และหากไม่ห้ามจำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 อาจเปลี่ยนชื่อโรงแรมของจำเลยมาใช้ชื่อฮิลตันของโจทก์อีกเมื่อใดก็ได้โจทก์จึงมีสิทธิขอให้ห้ามจำเลยใช้ชื่อ ฮิลตันเป็นชื่อของบริษัทหรือโรงแรมของจำเลย.
มาตรา 442 เป็นเรื่องจำเลยประสงค์ฝ่าฝืนกฎหมายปกป้องบุคคลอื่นเป็นเรื่องสันนิษฐานไว้ก่อนเลยว่าเป็นเรื่องกระทำละเมิด อย่างนี้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า เป็นผู้ผิด เราได้ประโยชน์จากข้อสันนิษฐาน ทำให้ภาระการพิสูจน์น้อยลง โอกาสชนะคดีมากขึ้น สมยอมในศาลเป็นละเมิด การกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายนั้น ต้องรับผิดแม้จะได้รู้ว่าไม่จริงแต่อาจควรรู้ได้ ในหลักแพ่งถือว่าจงใจแล้ว
วรรคสอง เป็นข้อยกเว้นในเรื่องของคนที่มีหน้าที่ในการโฆษณาข่าวสาร ใครบ้าง ก็เช่นสือมวลชน สส การกระทำที่สุจริตก็อาจอ้างวรรคสองได้ แต่ถ้าเป็นจริงไม่เข้า 423 ก็อาจเข้า 420 ได้
มีฏีกาละเมิดที่น่าสนใจฏีกาหนึ่ง คำถามคือตุลาการต้องรับผิดเพื่อละเมิด ในการกระทำตามหน้าที่หรือไม่