หลักความสุจริต
ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 มีผลอย่างไรในกระบวนพิจารณาของศาลไทย
1. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 5 บัญญัติว่า “ในการใช้สิทธิแห่งตนก็ดี
ในการชำระหนี้ก็ดี บุคคลทุกคนต้องกระทำโดยสุจริต"
2. ศาลไทยได้ใช้หลักสุจริต ตาม
ป.พ.พ. มาตรา 5 ดังกล่าวข้างต้น
มาควบคุมการใช้สิทธิและการชำระหนี้หรืออาจกล่าวโดยสรุปได้ว่า ศาลฎีกาวางหลักว่า
ถ้าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตจะไม่บังคับให้ตามที่โจทก์ฟ้องเรียกร้อง
ถือว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและศาลจะพิพากษายกฟ้องโจทก์ในที่สุด
3. การใช้สิทธิโดยไม่สุจริต
ศาลฎีกาวางหลักไว้ว่าหากมีพฤติการณ์ดังต่อไปนี้อย่างใดอย่างหนึ่ง
ศาลจะถือว่าเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริตและจะพิพากษายกฟ้อง เช่น
3.1 การแย่งใช้สิทธิของคนอื่นทั้งที่รู้ว่าเขามีสิทธิดีกว่า
ภายหลังมาฟ้องคดี เป็นการใช้สิทธิไม่สุจริตให้พิจารณาศึกษาจากฎีกาต่อไปนี้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 90/2516
ป.พ.พ. มาตรา 5, 237, 1300
ป.วิ.พ. มาตรา 145, 177, 178
จำเลยทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินและบ้านพิพาทจาก
ม.โดยมี ห. เป็นพยานในสัญญาดังกล่าวอยู่ด้วย
โจทก์ทราบว่าจำเลยทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินและบ้านพิพาทกับ ม.
และเห็นจำเลยเข้าอยู่ในที่ดินและบ้านพิพาทมานานแล้วโจทก์ยังซื้อที่ดินและบ้านพิพาทจาก
ห. ผู้ซึ่งซื้อมาจาก ม. อีกในราคาต่ำกว่าเมื่อจำเลยตกลงซื้อเมื่อ 5 ปีก่อน การรับโอนที่ดินและบ้านพิพาทของโจทก์จาก ห. มิได้เป็นไปโดยสุจริต
แล้วยังฟ้องหาว่าจำเลยเช่าบ้านพิพาทจากโจทก์ แต่ไม่ชำระค่าเช่า
ขอให้ขับไล่อีกเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2580/2525
ป.พ.พ. มาตรา 1299, 1382
ป.วิ.พ. มาตรา 142, 177, 183,
187
จำเลยครอบครองที่พิพาทโดยความสงบเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลากว่าสิบปีจำเลยจึงได้กรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1382
โจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาทรู้ว่าจำเลยครอบครองที่พิพาทจนได้กรรมสิทธิ์ตามกฎหมายแล้วแต่ก็ยังซื้อจึงถือได้ว่าโจทก์ซื้อที่พิพาทมาโดยไม่สุจริตจำเลยย่อมยกเอาการได้มาซึ่งที่พิพาทที่ยังมิได้จดทะเบียนขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ได้
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยรุกล้ำที่ดินโจทก์ 142
ตารางวา จำเลยให้การต่อสู้ว่าจำเลยครอบครองที่ดิน 72 ตารางวา เมื่อมีการทำแผนที่พิพาทโดยคู่ความต่างนำชี้ปรากฏว่าจำเลยนำชี้ตามแนวเขตที่ดินที่จำเลยครอบครองมีเนื้อที่
147 ตารางวา
และคู่ความทั้งสองฝ่ายได้รับรองแผนที่นั้นแล้วจึงต้องถือว่าโจทก์จำเลยพิพาทกัน 147
ตารางวา
การที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทขึ้นใหม่
หลังจากที่ได้สืบพยานโจทก์จำเลยเสร็จสิ้นแล้วว่าโจทก์ซื้อที่พิพาทมาโดยสุจริตหรือไม่
แต่ศาลชั้นต้นได้ให้โอกาสโจทก์นำพยานเข้าสืบในประเด็นดังกล่าวและโจทก์ก็ได้นำพยานเข้าสืบแล้วหาทำให้โจทก์เสียเปรียบในเชิงคดีแต่อย่างใดไม่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 814/2487
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2474
มาตรา 27, 29, 41
ป.พ.พ. มาตรา 5, 101, 420
ผู้จัดการร้านไปจ้างช่างเขียนแบบเครื่องหมายการค้าแล้วนำไปจ้างพิมพ์พร้อมทั้งเจ้าของร้านแต่แล้วงดพิมพ์ภายหลังผู้จัดการคนนั้นออกจากร้านไปค้าส่วนตัวและเอาเครื่องหมายนั้นไปใช้
ต่อมาเจ้าของร้านได้ใช้เครื่องหมายนั้นบ้าง และได้จดทะเบียนเครื่องหมายแล้วโดยไม่รู้ว่ามีผู้ใช้เครื่องหมายนี้ดังนี้
ได้ชื่อว่าผู้จัดการนั้นใช้สิทธิไม่สุจริตไม่มีสิทธิในเครื่องหมายนั้นดีกว่าเจ้าของร้านเดิม
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1938/2517
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2474
ป.พ.พ. มาตรา 5, 420, 421
โจทก์เป็นผู้ผลิตสินค้าลูกกวาดและขนมที่มียาผสมอยู่ด้วยโดยใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า
" HALLS " และได้จดทะเบียนเครื่องหมายดังกล่าวในจำพวกที่
3 สำหรับสินค้าลูกกวาดและขนมที่มียาผสมอยู่ด้วย
ซึ่งกองเครื่องหมายการค้าได้จดทะเบียนแล้วเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์
2506 ครั้นวันที่ 23 มีนาคม 2510
จำเลยได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยคำว่า " HALL"
ในสินค้าจำพวก 48 เครื่องสำอาง
ดังนี้ความสำคัญที่เห็นเด่นชัดที่ผู้ซื้อสนใจหรือสังเกตว่าเป็นชื่อเครื่องหมายการค้าอยู่ตรงที่มีอักษรโรมันและสำเนียงที่เรียกขานทั้งของโจทก์และของจำเลยก็อ่านว่า
"ฮอลล์" อย่างเดียวกัน
เมื่อโจทก์นำสืบให้เห็นว่าสินค้าเครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นที่แพร่หลายโดยโจทก์ได้แพร่ภาพโฆษณาทางโทรทัศน์ภาพยนตร์
เอกสารสิ่งพิมพ์แผ่นป้ายโฆษณา และหน่วยรถฉายภาพยนตร์แต่จำเลยหาได้กระทำไม่
เครื่องหมายการค้าของจำเลยดังกล่าวจึงส่อให้เห็นถึงการฉวยโอกาสเลียนแบบเครื่องหมายการค้าของโจทก์เพื่อแสวงหาประโยชน์จำหน่ายสินค้าของจำเลย
อันอาจทำให้ประชาชนหลงผิดได้ว่าเครื่องหมายการค้าของจำเลยคือเครื่องหมายการค้าของโจทก์
แม้จำเลยจะจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยในสินค้าต่างจำพวกกับสินค้าของโจทก์ซึ่งใช้เครื่องหมายการค้านั้นอยู่ก่อนแล้ว
ก็ย่อมทำให้โจทก์เสียหาย
เพราะผู้ซื้อหรือผู้ใช้สินค้าอาจหลงผิดว่าสินค้าของจำเลยเป็นสินค้าที่โจทก์ผลิตขึ้น
การกระทำของจำเลยเป็นการส่อเจตนาที่จะลวงขายสินค้าของจำเลยว่าเป็นของโจทก์
จึงเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต โจทก์มีสิทธิห้ามจำเลยใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวนั้นได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1413/2525
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2474
ป.พ.พ. มาตรา 420
เครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นรูปหัวสิงโตหน้าตรง
อ้าปากคำรามอยู่ในกรอบรูปไข่สองชั้น ส่วนบนเป็นรูปลายฝรั่ง
ส่วนล่างมีอักษรโรมันคำว่า "LION" ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยว่า
สิงโต อยู่ภายในกรอบสี่เหลี่ยมทับบนกรอบรูปไข่ ส่วนของจำเลยเป็นรูปหัวสิงโตหน้าตรง
อ้าปากคำรามอยู่ภายในกรอบรูปวงกลมสองชั้น ไม่มีตัวอักษร
ที่ใต้วงกลมมีรูปช่อรวงข้าวสองช่อโค้งรองรับตามขอบวงกลม แต่ไม่จรดกัน
ระหว่างรวงข้าวทั้งสองช่อมีโบผูกห้อยชายอยู่ตรงกลาง
หากพิจารณาแต่เพียงส่วนประกอบก็จะเห็นว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์จำเลยแตกต่างกัน
แต่เมื่อพิจารณารวมทั้งหมดจะเห็นได้ว่าคล้ายคลึงกันมาก
เพราะเป็นรูปหัวสิงโตหน้าตรงอ้าปากคำรามอย่างเดียวกัน
ซึ่งเป็นสารสำคัญของเครื่องหมายการค้าของทั้งสองฝ่าย ทั้งข้อเท็จจริงฟังได้ว่ามีประชาชนหลงผิดว่าสินค้าของจำเลยเป็นสินค้าที่โจทก์ผลิตขึ้น
จำเลยเห็นเครื่องหมายการค้าของโจทก์มาก่อน
การที่จำเลยเลือกใช้เครื่องหมายการค้าเช่นเดียวกับโจทก์เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต
แม้จะใช้สำหรับสินค้าคนละประเภทกับโจทก์ ก็เป็นการลวงให้สาธารณชนหลงผิดว่าสินค้าของจำเลยเป็นสินค้าเจ้าของเดียวกันกับของโจทก์อันเป็นการละเมิดต่อโจทก์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2350/2531
ป.พ.พ. มาตรา 5, 18, 420
บริษัทจำเลยที่ 1 ดำเนินธุรกิจโรงแรมเช่นเดียวกับโจทก์แต่ชื่อของบริษัทจำเลยที่ 1 มีคำว่า 'ฮิลตัน' 'โฮเต็ล'
และ 'บางกอก' พ้องกับชื่อโรงแรมฮิลตันที่โจทก์ใช้ในการดำเนินกิจการโรงแรมทั่วโลกจนมีชื่อเสียงมานานทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจผิดได้ว่าจำเลยที่
1 คือโจทก์ และกิจการของจำเลยที่ 1 คือกิจการของโจทก์
จำเลยจึงนำเอาชื่อฮิลตันของโจทก์มาใช้โดยไม่สุจริต ย่อมทำให้โจทก์เสียหายเพราะโจทก์กับจำเลยที่
1 ดำเนินธุรกิจอยู่ในกรุงเทพมหานครเช่นเดียวกัน
การที่มีบริษัทอื่นอีกมากมายนำชื่อฮิลตันของโจทก์ไปตั้งเป็นชื่อกิจการของตน
หาได้ทำให้จำเลยที่ 1 มีสิทธิดีขึ้นไม่และหากไม่ห้ามจำเลยที่
1 แล้ว จำเลยที่ 1 อาจเปลี่ยนชื่อโรงแรมของจำเลยมาใช้ชื่อฮิลตันของโจทก์อีกเมื่อใดก็ได้โจทก์จึงมีสิทธิขอให้ห้ามจำเลยใช้ชื่อ
ฮิลตัน เป็นชื่อของบริษัทหรือโรงแรมของจำเลย
3.2 ยินยอมให้คนอื่นได้สิทธิ
ภายหลังปฏิเสธว่าไม่ได้ยินยอมแล้วมายื่นฟ้องเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต
ให้พิจารณาศึกษาจากฎีกาดังต่อไปนี้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 468/2488
ป.พ.พ. มาตรา 5, 38, 138, 143,
728, 1462
สามีให้ภรรยามีชื่อในโฉนดแต่ผู้เดียวแล้วเอาไปจำนองผู้อื่นไว้หลายครั้ง
ก่อนมาทำจำนองกับโจทก์ บัดนี้อ้างว่าภรรยาจำนองโดยไม่ได้รับอนุญาต
ขอบอกล้างดังนี้เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตบอกล้างไม่ได้
ผู้รับจำนองบอกกล่าวให้ผู้จำนองไถ่ถอนภายใน
10 วัน โดยเคยทวงถามหลายครั้งแล้วดังนี้
ถือได้ว่ากำหนดเวลานั้นพอสมควรแล้ว
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 910/2493
ป.พ.พ. มาตรา 5, 38
สามีเคยให้ภรรยาเอาที่ดินไปจำนองและมอบเงินไปชำระดอกเบี้ย
และไถ่ถอนมาหลายครั้งแล้ว ภายหลังภรรยาเอาที่นี้ไปขายฝากไว้แก่ผู้อื่น
แล้วสามีมาขอบอกล้างให้ทำลายนิติกรรมโดยอ้างว่าไม่ได้รับความยินยอมจากสามีนั้น
เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ตาม ป.พ.พ.ม. 5 การบอกล้างไม่มีผล
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3374/2532
ป.พ.พ. มาตรา 5, 991, 1008
ป.วิ.พ. มาตรา 55
การที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของบัญชีกระแสรายวันเป็นผู้จัดหรือรู้เห็นในการจัดให้มีการทำปลอมเช็คพิพาท
โดยใช้วิธีการลอกทาบแบบลายมือชื่อโจทก์
แล้วให้ผู้อื่นนำเช็คพิพาทมาเบิกเงินในบัญชีกระแสรายวันของโจทก์จากธนาคารจำเลยนั้น
ถือได้ว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตในการนำเช็คพิพาทปลอมมาเรียกร้องให้จำเลยรับผิดใช้เงินตามเช็คโดยอ้างว่าลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายเป็นลายมือชื่อปลอม
โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1082/2533
ป.พ.พ., 420, 1574
ป.วิ.พ. มาตรา 55
บิดามารดาโจทก์ยินยอมให้จำเลยทำถนนผ่านที่ดินของโจทก์ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้เยาว์
โดยโจทก์รู้เห็นด้วยตั้งแต่ขณะจำเลยเริ่มทำและไม่เคยโต้แย้งคัดค้านมาก่อน
จึงถือได้ว่าโจทก์ยินยอมให้ทางราชการทำถนนผ่านที่ดินของโจทก์แล้วการที่โจทก์มีอายุ
19 ปีเศษ เป็นนักศึกษาระดับอุดมศึกษา
ซึ่งถือว่ามีความรู้สึกผิดชอบและรอบรู้ถึงผลดีผลเสียแห่งการกระทำของตนได้เป็นอย่างดีแล้ว
ได้ยินยอมให้จำเลยทำถนนผ่านที่ดินของโจทก์โดยเข้าใจว่าบิดามารดาโจทก์จะได้รับสัมปทานเดินรถบนถนนสายดังกล่าว
แต่ต่อมาเมื่อบิดามารดาโจทก์ไม่ได้รับอนุมัติสัมปทาน
โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยทำละเมิดและขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนถนนดังกล่าวออกไปจากที่ดินโจทก์
จึงเป็นกรณีที่โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5
โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องโดยไม่จำต้องวินิจฉัยว่าการให้ความยินยอมของโจทก์มิได้รับอนุญาตจากศาลเป็นการขัดต่อ
ป.พ.พ. มาตรา 1574 หรือไม่
3.3 กระทำการหลีกเลี่ยงกฎหมายและนำคดีมาฟ้อง
เป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต ให้พิจารณาศึกษาจากฎีกาต่อไปนี้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1031/2495
พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่าในภาวะคับขัน พ.ศ.2489
ป.พ.พ. มาตรา 5, 113.
โจทก์ไม่พอใจผู้เช่าเคหะของโจทก์
ได้เพียรพยายามจะให้ออกไปจากห้องเช่าทุกวิถีทางก็ไม่สำเร็จ
จึงใช้วิธีขายเฉพาะตัวห้องพิพาทให้จำเลย โดยตกลงกันให้จำเลยรื้อห้องพิพาทไป ทั้ง ๆ
ที่รู้อยู่ว่า ผู้เช่าก็ยังเช่าอยู่ เช่นนี้ย่อมเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตและเป็นการตกลงที่ทำให้โจทก์ผู้ให้เช่าหลุดพ้นจากหน้าที่หรือภาระซึ่งมีอยู่ตามสัญญาเช่า
คือถ้าต้องรื้อห้องไป
หน้าที่หรือภาระที่ห้องจะต้องปลูกอยู่ในที่ดินตรงนั้นก็หลุดพ้นไป คือ
โจทก์เอาที่ดินตรงนั้นไปทำประโยชน์อื่นได้ การตกลงเช่นนี้ เป็นการตกลงขัดกับ
พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่า ฯลฯ พ.ศ. 2498 มาตรา 11 (3) ข้อตกลงซื้อขายเฉพาะเพื่อให้รื้อถอนไป จึงตกเป็นโมฆะ
โจทก์จะขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนห้องพิพาทไปมิได้(คดีนี้
ผู้เช่าร้องสอดเข้าเป็นจำเลย)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 408/2524
ป.พ.พ. มาตรา 5
ป.วิ.พ. มาตรา 288
ผู้ร้องกับจำเลยจดทะเบียนหย่ากันหลังจากศาลพิพากษาให้จำเลยชำระค่าทดแทนแก่โจทก์
โดยตกลงกันให้ทรัพย์สินทั้งหมดรวมทั้งบ้านพิพาทซึ่งเป็นสินสมรสตกได้แก่ผู้ร้อง
เป็นการกระทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเสียเปรียบ
เป็นพฤติการณ์ที่แสดงว่าผู้ร้องกับจำเลยได้ร่วมกันทำขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงการที่จำเลยจะต้องถูกยึดทรัพย์มาเพื่อการบังคับคดีตามกฎหมาย
เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต
จึงไม่มีผลให้บ้านพิพาทตกเป็นสิทธิของผู้ร้องแต่ผู้เดียว
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1540/2525
ป.พ.พ. มาตรา 5, 237
ป.วิ.พ. มาตรา 288
พ.
รับโอนที่พิพาทมาหลังจากที่จำเลยแพ้คดีในศาลชั้นต้นแล้วโดย พ.
ทราบเรื่องที่จำเลยถูกฟ้องเป็นอย่างดีจึงเป็นการรับโอนโดยไม่สุจริต
ผู้ร้องรับโอนต่อจาก พ. โดยรู้ถึงการโอนโดยไม่สุจริตระหว่างจำเลยกับ พ.
ดังนี้เป็นการสมคบกันโอนและรับโอนทรัพย์พิพาทของจำเลยเพื่อให้พ้นจากการถูกบังคับคดีถือว่าผู้ร้องรับโอนโดยไม่สุจริตทำให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ
โจทก์มีสิทธินำยึดที่พิพาทซึ่งมีส่วนของจำเลยรวมอยู่ด้วยเพื่อขายทอดตลาดได้
3.4 ใช้สิทธิทางศาลโดยการกลั่นแกล้งคนอื่น
เป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต ให้พิจารณาศึกษาจากฎีกาต่อไปนี้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1700/2515
ป.พ.พ. มาตรา 5
พระบรมราชโองการของพระมหากษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิราชมีผลเด็ดขาดเป็นกฎหมาย
เมื่อมิได้มีพระบรมราชโองการของพระองค์ท่านเองหรืออำนาจเด็ดขาดอื่นใดยกเลิกเพิกถอนพระบรมราชโองการดังกล่าวก็ยังมีผลอยู่
กฎหมายทั่วไปในปัจจุบันหาลบล้างพระบรมราชโองการนั้นไม่
พินัยกรรมซึ่งพระมหากษัตริย์ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชได้มีพระบรมราชโองการสลักหลังให้ใช้ได้เหมือนพินัยกรรมที่ได้ทำถูกต้องตามพระราชกำหนดกฎหมาย
ย่อมมีผลใช้บังคับให้เป็นไปตามข้อกำหนดในพินัยกรรมนั้นได้ตลอดมา
ศาลจึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยปัญหาที่ว่าพินัยกรรมนั้นจะมีข้อกำหนดที่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือไม่
เพราะศาลจะพิพากษาให้ผิดไปจากพินัยกรรมนั้นไม่ได้
การที่โจทก์ได้ร่วมรู้เห็นยินยอมให้ผู้จัดการมรดกขายที่ดินตามพินัยกรรมเพื่อนำเงินมาแบ่งแก่ทายาท
โดยโจทก์ยอมรับเอาเงินส่วนแบ่งเช่นเดียวกับทายาทอื่น และโจทก์เองเป็นผู้วิ่งเต้นขอปลดเปลื้องข้อกำหนดแห่งพินัยกรรมที่ห้ามขายที่ดินนั้นเพื่อรับประโยชน์ตอบแทนเป็นพิเศษนอกเหนือจากส่วนแบ่งและยังอาศัยเป็นเครื่องมือเรียกร้องผลประโยชน์จากผู้ซื้อที่ดินจนได้รับผลสมประสงค์
แล้วโจทก์กลับมาฟ้องขอให้ห้ามผู้จัดการมรดกแบ่งเงินแก่ทายาท
แต่ให้นำเงินไปซื้อที่ดินอื่นแทนตามข้อกำหนดในพินัยกรรม
เป็นการอาศัยศาลกลั่นแกล้งผู้จัดการมรดกและทายาทอื่นให้เดือดร้อนเสียหายถือได้ว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต
จึงไม่มีอำนาจฟ้อง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3930/2541
ป.พ.พ. มาตรา 5, 204, 315, 324,
330, 333
ป.วิ.พ. มาตรา 55, 84, 142 (5),
172, 246, 247
คำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่จำเลย
ปฏิบัติผิดสัญญาเช่าว่า
นับแต่โจทก์ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เช่าตลอดจนสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาเช่าแล้วจำเลยได้ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าให้แก่โจทก์ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม2533
เป็นต้นมา อันหมายความว่า
จำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าเช่านับจากเดือนกรกฎาคม 2533 ตลอดมาจนถึงวันฟ้อง
ในระหว่างเวลา ดังกล่าวแม้ทางพิจารณาจะได้ความว่าจำเลยมิได้นำเงินค่าเช่า
ไปวางที่สำนักงานวางทรัพย์ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2534 เป็นต้นมา
ก็ต้องถือว่ายังอยู่ในข้อกล่าวหาของโจทก์อยู่นั่นเองส่วนรายละเอียดเกี่ยวกับวันผิดนัดจริงหากยังอยู่ในระหว่างเวลาที่โจทก์กล่าวในคำฟ้องแล้วย่อมถือไม่ได้ว่า เป็นเรื่องนอกฟ้อง จำเลยนำค่าเช่าไปชำระให้โจทก์
แต่โจทก์ไม่ยอมรับถือว่าจำเลยได้ขอปฏิบัติการชำระหนี้โดยชอบแล้ว
โจทก์จะปฏิเสธไม่ยอมรับชำระหนี้หาได้ไม่ กรณีนี้ยังถือไม่ได้ว่าจำเลย
ตกเป็นผู้ผิดนัด ดังนั้น การที่โจทก์ใช้สิทธิฟ้องขับไล่
และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยเป็นคดีนี้ ถือได้ว่าโจทก์ใช้สิทธิ
โดยไม่สุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง
ในคดีแพ่ง ปัญหาเรื่องการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตเป็นปัญหาเรื่องอำนาจฟ้อง
ซึ่งเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน
ศาลฎีกาย่อมยกขึ้นวินิจฉัยได้
3.5 การกระทำอันมีลักษณะเป็นการฉ้อโกง
แล้วนำคดีมาฟ้องเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต ให้พิจารณาศึกษาจากฎีกาต่อไปนี้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2576/2516
พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505
พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2488
ป.พ.พ. มาตรา 5, 76, 113, 1119,
1120
บริษัทโจทก์และบริษัทจำเลยที่ 1
ต่างรู้เห็นร่วมกันให้บริษัทจำเลยที่ 1ซึ่งประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ มีไว้ซึ่งหุ้นของบริษัทโจทก์เป็นจำนวนเกินกว่าที่พระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์บัญญัติไว้
อันเป็นความผิดทางอาญา ย่อมได้ชื่อว่าต่างไม่สุจริตด้วยกัน
เพราะร่วมกันก่อให้เกิดความผิดทางอาญาขึ้น บริษัทโจทก์จะยกสิทธิอันไม่สุจริต
ซึ่งเกิดขึ้นจากการกระทำความผิดทางอาญาด้วยกันมาเรียกร้องเงินค่าหุ้นของบริษัทโจทก์ซึ่งยังไม่ได้รับชำระจากบริษัทจำเลยที่
1 ซึ่งเป็นผู้ไม่สุจริตด้วยกันหาได้ไม่เมื่อบริษัทจำเลยที่ 1
ไม่ต้องรับผิด จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมซึ่งกระทำการแทนบริษัทจำเลยที่
1 ก็ไม่ต้องรับผิดด้วย
กรณีดังกล่าวแล้วเป็นเรื่องเรียกเงินค่าหุ้นที่ค้างชำระอันเกิดจากการร่วมกันใช้สิทธิโดยไม่สุจริตจำเลยร่วมในฐานะผู้จัดการผู้ทำแทนบริษัทจำเลยที่
1 จึงมิได้ทำให้เกิดเสียหายแก่บริษัทโจทก์
จะนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 76 มาใช้หาได้ไม่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2423/2519
ป.พ.พ. มาตรา 5
ที่พิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดิน ส.ค.1 ซึ่งจำเลยขายให้โจทก์ได้ครอบครองและมีคำพิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองแล้ว
โจทก์มีสิทธิที่จะจดทะเบียนเป็นเจ้าของตามคำพิพากษาได้
จำเลยสมยอมกันออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3)ทับที่พิพาท
เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2423/2519
ป.พ.พ. มาตรา 5
ที่พิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดิน ส.ค.1 ซึ่งจำเลยขายให้โจทก์ได้ครอบครองและมีคำพิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองแล้ว
โจทก์มีสิทธิที่จะจดทะเบียนเป็นเจ้าของตามคำพิพากษาได้ จำเลยสมยอมกันออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์
(น.ส.3)ทับที่พิพาท เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1429-1430/2525
ป.พ.พ. มาตรา 5, 1330
ป.วิ.พ. มาตรา 55, 306
เดิมที่ดินและเรือนพิพาทเป็นของจำเลยมีราคารวมกัน150,000
บาท
ในวันขายทอดตลาดโจทก์และเจ้าพนักงานบังคับคดีบอกจำเลยว่าศาลไม่มาให้กลับไปก่อน
วันหลังจะขายใหม่แล้วเลื่อนการขายไปอีก 1 ชั่วโมงเศษและขายให้โจทก์ไปในราคา
21,500 บาทซึ่งเป็นราคาที่ต่ำกว่าความเป็นจริงมากโดยจำเลยไม่มีโอกาสคัดค้านดังนี้
การซื้อของโจทก์มิได้เป็นไปโดยสุจริต
โจทก์จึงไม่มีสิทธิในที่ดินและเรือนพิพาทไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ขับไล่จำเลย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2620/2532
ป.พ.พ. มาตรา 5, 1356, 1474
ป.วิ.พ. มาตรา 287
ผู้ร้องซึ่งเป็นสามีของจำเลยได้ร่วมรู้เห็นในการที่จำเลยยักยอกเงินของโจทก์แล้วนำไปซื้อที่ดิน (พร้อมสิ่งปลูกสร้าง) และเครื่องอิเล็กโทนที่โจทก์นำยึดไว้มาโดยตลอด
จึงไม่อาจอ้างได้ว่าทรัพย์ดังกล่าวเป็นทรัพย์สินอันชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้องตามส่วนที่พึงได้รับตามกฎหมาย
และได้รับความคุ้มครองในฐานะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วม
เมื่อโจทก์นำยึดทรัพย์ดังกล่าว แล้วผู้ร้องมาขอกันส่วนเงินอันได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์นั้น
จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ผู้ร้องไม่มีสิทธิขอกันส่วน.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 786/2533
ป.พ.พ. มาตรา 5, 1356, 1361
การที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ที่พิพาทมาในระหว่างอยู่กินเป็นสามีภริยากันโดยมิได้จดทะเบียนสมรสนั้นถือว่าเป็นทรัพย์ที่ทำมาหาได้ร่วมกัน
มีกรรมสิทธิ์ร่วมกันคนละครึ่ง แม้ที่พิพาทจะมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดแต่ผู้เดียวก็เป็นการกระทำแทนโจทก์ด้วย
จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิเอาที่พิพาทส่วนของโจทก์ไปจดทะเบียนโอนขายให้จำเลยที่
2 โดยมิได้รับความยินยอมจากโจทก์ ฉะนั้นเมื่อจำเลยที่ 2
รับโอนที่พิพาทมาจากจำเลยที่ 1 โดยรู้อยู่แล้วว่าโจทก์เป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย
จึงเป็นการไม่สุจริต ไม่ผูกพันส่วนของโจทก์ จำเลยที่ 2 จึงต้องจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันในที่ดินพิพาทด้วย.
3.6 ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง
และนำคดีมาฟ้องเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต ให้พิจารณาศึกษาจากฎีกาต่อไปนี้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6403/2540
ป.พ.พ. มาตรา 5, 6, 821, 822,
1336
ป.วิ.พ. มาตรา 55, 142 (5)
จำเลยที่ 1 ขอให้โจทก์ช่วยค้ำประกันหนี้กู้ยืม
โดยจำเลยที่ 1นำหนังสือมอบอำนาจซึ่งยังไม่มีข้อความกรอกไว้มาให้โจทก์ลงลายมือชื่อและแจ้งว่าถ้ากรอกข้อความไปไม่ถูกต้องเจ้าพนักงานที่ดินจะไม่ดำเนินการให้
โจทก์เชื่อใจจำเลยที่ 1 จึงลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจดังกล่าว
พร้อมกับมอบสำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน และโฉนดที่ดินพิพาทให้ไป
การกระทำของโจทก์เป็นการกระทำโดยความประมาทเลินเล่อ
ยอมเสี่ยงภัยในการกระทำของตนเองอย่างร้ายแรง แม้จำเลยที่ 1 จะปลอมหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวโดยกรอกข้อความว่าโจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่
1 มีอำนาจขายที่ดินและบ้านพิพาทได้ก็ตามดังนี้ การที่จำเลยที่
1 จดทะเบียนซื้อขายเปลี่ยนชื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านพิพาทจากโจทก์เป็นจำเลยที่
1 แล้วจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ต่อธนาคารจนกระทั่งจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองและโอนขายให้แก่จำเลยที่
2 จึงเป็นผลสืบเนื่องมาจากการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์ดังกล่าวโดยตรง
เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองคบคิดกันฉ้อฉลโจทก์อย่างไรลำพังราคาทรัพย์ที่ระบุในสัญญาจดทะเบียนโอนขายเป็นราคาประเมินหาใช่ราคาที่แท้จริงตามที่จำเลยทั้งสองซื้อขายกันจะถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่สุจริตของจำเลยที่
2 หาได้ไม่
การที่จำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินและบ้านพิพาทมาจากจำเลยที่ 1มิได้ล่วงรู้ถึงข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่
1 และไม่ทราบว่าจำเลยที่ 1ปลอมแปลงหนังสือมอบอำนาจเกี่ยวกับการโอนที่ดินและบ้านพิพาทเปลี่ยนชื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์จากโจทก์เป็นจำเลยที่
1 จำเลยที่ 2 จึงรับโอนที่ดินและบ้านพิพาทมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนเช่นกัน
หากให้เพิกถอนการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินและบ้านพิพาทด้วยเหตุผลว่าจำเลยที่ 2
ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้โอน
ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยที่ 2 เป็นอย่างมาก
และความเสียหายนี้ก็เกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์โดยตรงดังนั้น
การที่โจทก์ใช้สิทธิติดตามเอาที่ดินและบ้านพิพาทคืนโดยฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนซื้อขายเป็นคดีนี้
ถือได้ว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ตาม ป.พ.พ.มาตรา 5 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง
ปัญหาเรื่องการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต
เป็นปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน
ศาลย่อมยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 142 (5)
หมายเหตุ
การใช้สิทธิไม่สุจริตเพิ่มเติม
จากคำพิพากษาฎีกา ปี 2550 – 2555 ให้ติดตามวันต่อไป
ขอขอบพระคุณอย่างสูงสำหรับที่มา : ทบทวนหลักกฎหมายกับอาจารย์ประยุทธ
......................................................................................................................................................
...ท่านเคยมีปัญหาเหล่านี้หรือไม่ ?
- เพิ่งจบปริญญาตรี ไม่รู้จะเริ่มต้นกับการเรียนเนติอย่างไร
- สอบมาหลายครั้งแล้วไม่ผ่านซักที 47 , 48 , 49 คะแนนอยู่นี่หลายครั้งแล้ว เมื่อไหร่จะถึง 50 คะแนนซักที
- อยู่ต่างจังหวัด ทำงานประจำไม่มีเวลาไปนั่งเรียนที่เนติฯ
- สมัครติวเนติทางไปรษณีย์ กว่าจดหมายจะมาถึงก็ไม่ทันสอบ
- สมัครรับจองคำบรรยายเนติทางไปรษณีย์ กว่าจดหมายจะมาถึงก็ไม่ทันสอบ
- เดินทางไปเรียนหรือไปติวรถก็ติด...กลับมาก็เหนื่อย
- อยู่ต่างจังหวัดอยากมาเรียนที่ กทม. หรือมาติว...แต่ไม่สามารถมาเรียนหรือมาติวได้เพราะไกลและสถาบันติวก็อยู่หน้ารามกันหมด
....ปัญหาเหล่านี้จะหมดไป....
..............................................................................................................................
ขอแนะนำ !!
รวมคำบรรยายเนติฯ (ภาคปกติ /ภาคค่ำ/ภาคทบทวนวันอาทิตย์) ภาค 1/65 และ 2/65
- กลุ่มวิชากฎหมายแพ่งและอาญา (ไฟล์เสียงคำบรรยายภาคปกติ, ภาคค่ำ และภาคทบทวนวันอาทิตย์
พร้อมเอกสาร สรุปคำบรรยายเนติฯ 1/65 + เอกสารประกอบคำบรรยาย1/65 + บทบรรณาธิการ 1/63, 1/64 และ 1/65 + ธงคำตอบกลุ่มวิชากฎหมายแพ่งและอาญา (สมัยที่ 56-64) พร้อม !! เคล็ดลับการอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบเนติฯ + ระเบียบการเรียนเนติฯ +เทคนิคและแนวการเขียนข้อสอบ, การเตรียมพร้อมสอบเนติฯ/ผู้ช่วยฯ/อัยการ
ราคา 380.00 บาท (DVD 4 แผ่น) (ส่ง EMS ฟรี) ฟรี ! สมุดบันทึก
- กลุ่มวิชากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและวิธีพิจารณาความอาญา (ไฟล์เสียงคำบรรยายภาคปกติ, ภาคค่ำ และภาคทบทวนวันอาทิตย์)
พร้อมเอกสาร สรุปคำบรรยายเนติฯ 2/65 + เอกสารประกอบคำบรรยาย 2/65 + บทบรรณาธิการ 2/63, 2/64 และ 2/65 + ธงคำตอบกลุ่มวิชากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและวิธีพิจารณาความอาญา (สมัยที่ 56-64) พร้อม !! เคล็ดลับการอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบเนติฯ + ระเบียบการเรียนเนติฯ +เทคนิคและแนวการเขียนข้อสอบ, การเตรียมพร้อมสอบเนติฯ/ผู้ช่วยฯ/อัยการ
ราคา 380.00 บาท (DVD 4 แผ่น) (ส่ง EMS ฟรี) ฟรี ! สมุดบันทึก
Ø หมายเหตุ : สั่งซื้อทั้ง 2 ภาค ราคาพิเศษ 700 บาท (ส่ง EMS ให้ฟรี) ฟรี !!! สมุดบันทึก + CD แบบร่างสัญญามากกว่า 400 แบบ (file word) + แบบฟอร์มศาล, แบบฟอร์มเอกสารงานบุคคล,เอกสารงานบัญชีและภาษี
สนใจติดต่อ ตุ้ย มือถือ 085-801-0725, E-mail : siripit...@gmail.com
ไม่เก่ง..แต่พยายาม เจ๋ง ! กว่า เก่ง....แต่ขี้เกียจ
ขอให้โชคดีและประสบความสำเร็จกันทุกคนนะคับ....