สรุป ยืม ค้ำประกัน จำนอง จำนำ . ( สรุปจากคำบรรยาย ยืม ค้ำประกัน จำนอง จำนำ ครั้งที่ 1-8 ภาค1สมัยที่61 )

6,508 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
May 7, 2009, 6:33:39 AM5/7/09
to LAWSIAM, lawsiam com, STDศูนย์รวบรวมและสรรสร้างข้อมูลกฎหมาย -

หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า  kankokub  ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ บัณทิต รชตะนันท์ ผู้บรรยาย   , ผู้มีน้ำใจส่ง flie เสียงที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า

 

ครั้งที่ 1 . (เกริ่นนำ  ยืม )

                ดูปฏิทินการสอนแล้ว ไม่ค่อยชนวันหยุดเลย ภาคค่ำก็มีเวลาน้อยอยู่แล้ว ถ้าไปเจอวันหยุดก็คงจะสอนลำบาก

            การจะพึ่งความจำ ก็ต้องอ่านให้มาก การเรียนกฎหมายก็ไม่ต้องไปเสียดายตัวบท เขียนให้มันเยอะๆ ข้างๆตัวบท

            ต้องท่องหลักกฎหมายไม่ใช่ท่องตัวบท

            อย่าไปบัญญัติมาตรานี้มีว่า ให้ไปบอกว่าหลักกฎหมายเรื่องนี้มีว่า

            ไม่เหมือนกฎหมายอาญาที่มาตราเดียวจบ กฎหมายแพ่งต้องดูกันในรายละเอียด

            สร้างความจำการ นั่งฟังคำบรรยายก็เป็นการสร้างความจำ มีการวิจัยว่าฟังไปจดไปจะ สร้างความจำได้มากกว่า

            การช่วยความจำให้เพิ่มขึ้นหรือเรียนรู้เรื่องมากขึ้นก็ คือ การอ่านมาก่อนล่วงหน้า

            การเลือกตำราก็ต้องเลือกให้เหมาะสมกับเวลาของตนด้วย

            ตำราขอให้เลือกที่ตนเองอ่านเข้าใจ ลางเนื้อชอบลางยา เลือกตำราที่ตนบริโภคได้เข้าใจ แต่อย่าไปอ่านหลายตำรา ควรมีตำราหลักเพียงตำรา เดียวหากได้อะไรนอกเหนือตำรานั้น ก็จดเพิ่มเอา

            คำพิพากษาฏีกาก็ควรที่จะทราบไว้เป็นอุทธาหรณ์เป็นแนวทาง

            อีกประการคือการทบทวนกับเพื่อน เพราะบางทีเราไม่รุ้ว่าที่เราเข้าใจถูกผิดอย่างไร

            ต้องใช้กฎหมายเป็นคือ การสอบได้และสามารถนำไปใช้ ในการประกอบวิชาชีพ

นักศึกษามีจุดอ่อนตรงที่ไม่ค่อยมีการ ฝึกหัดในการเขียน คือต้องฝึกการถ่ายทอด

            ..................................................................................

นาทีที่ 39 วันนี้เป็นเรื่องสัญญายืมทั่วๆไป

ส่วนครั้งที่ 2 4 เป็นเรื่องของยืมเงิน

ส่วนครั้งที่ 5 8 ก็เป็นเรื่องสัญญาค้ำประกัน

จำนอง 9 14 ก็เป็นเรื่องที่ต้องคุยมากหน่อย

ในส่วนของ จำนำ ก็อาจจะไม่ค่อยได้คุย

            ลองมาดูเรื่องของสัญญายืม ไม่มีบทนิยาม ในประมวลกฎหมายแพ่งพาณิชย์อย่างเอกเทศสัญญาอื่นๆ

            จากบทนิยามนี้ สัญญายืมมีคู่ความสองฝ่าย ก็ดูความสามารถว่าสามารถทำนิติกรรมได้หรือไม่ ก็ต้องไปดูเรื่องความสามารถ ถ้าเป็นนิติบุคคลก็ดูว่าอยุ่ในขอบวัตถุประสงค์นั่นหรือไม่

วัตถุประสงค์ของสัญญาก็ต้องดูว่าเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ก็ไม่ลงลึกให้ไปดูในวิชานิติกรรมสัญญาเอา

            กรณียืมเงินทดรองราชการ มีตั้งแต่ 2499

ฎ.1107/2499

ฎ.211/2529

คือการยืมเงินทดรองราชการไม่ใช่การยืมตามประมวลกฎหมายแพ่งพานิชย์ การยืมโดยหน้าที่ มีผลเป็นการยืมเงินตนเอง สัญญายืมไม่เกิด ไม่เป็นการทำนิติกรรมเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก

            ไม่เหมือนการยืมเงินสวัสดิการนะครับ

            การยืมก็คือให้ใช้สอยที่ยืมเพื่อประโยชน์ของผู้ยืม คำว่าหาไม่ก็อย่าไปใช้ในห้องสอบ ในห้องสอบไม่ต้องใช้การเล่นคำอย่างนี้ เพราะอาจารย์ตรวจข้อสอบหลายคนอาจมีสับสนให้คะแนนผิดหายไปคะแนนหนึ่งนี่ชีวิตเปลี่ยนเลยนะครับ

            ประการที่สองสัญยายืมเป็นสัญญาที่ส่งมอบทรัพย์สินที่ยืม

            ฎ.2923/2523

            เป็นสัญญาไม่ต่างตอบแทนคือไม่มีหน้าที่ของคู่สัญยาให้ปฏิบัติต่อกันและกัน

            เรื่องกรรมสิทธิ์ที่ยืมก็ยังอยู่กับผู้ให้ยืมอยู่ ฉะนั้นถ้า เกิดภัยพิบัติโดยผู้ยืมไม่มีส่วนผิด ผู้ยืมก็ไม่ต้องรับผิด ภัยพิบัติก็ย่อมตกสู่เจ้ากรรมสิทธิ์

            อสังหาริมทรัพย์ก็ยืมได้ ถ้ายืมในระยะเวลาที่ยาวนานอาจจะต้องไปเรื่องของทรัพย์อาจเป็นสิทิเก็บกิน สิทิอาศัย

            สัญญายืมเป็นสัญยาไม่มีค่าตอบแทน ถ้ามีจะกลายเป็นเช่าไป

มาตรา 646 ก็ไปดูกัน อีกที

            สัญยายืมบริบูรณ์เมื่อส่งมอบทรัพย์สินที่ให้ยืม ส่งมอบหมายถึงส่งมอบอย่างไรก็ได้ ให้เข้าใช้ทรัพยืสินได้

            ผู้ยืมก็สามารถปกป้องทรัพย์สินนั้นต่อบุคคลภายนอกได้

ฎ.3451/2524

ค่าใช้จ่ายอันเป็นปกติในการบำรุงรักษาผู้ยืมเป็นผู้เสีย

ถ้าผู้ยืมนำไปใช้เพื่อการอื่น หรือเอาไปให้ผู้อื่น ใฃ้ หรือเอาไปไว้นาน ผู้ยืมก็ต้องรับผิดต่อผู้ให้ยืม

            แต่ถ้าพิสูจนืได้ว่าอย่างไรก็ต้องเสียหาย ก็ไม่ต้องรับผืด

การดูแลทรัพยืสิน ให้ดูแลอย่างวิญญูชน

646 ก็คือเวลาในเรื่องของสัญญายืม

สิทธิของผู้ให้ยืม

646 เรียกคืน

645 บอกเลิกสัญญา

213 เรียกค่าเสียหาย

หน้าที่ของผู้ให้ยืมไม่มีเพราะไม่ใช่สัญยาต่างตอบแทน การระงัยสิ้นคือความรณะแห่งผู้ยืม ไม่ใช่ของผู้ให้ยืมนะครับ

ครบกำหนดตามสัญญา เมื่อไหร่สัญญายืมก็ระงับเมื่อนั้น

อายุความ คือ 649

หกเดือนนับแต่สิ้นสัญญา

แต่ในเรื่องการใช้สิทธิติดตามเอาคืนไม่มีอายุความ

ครั้งที่ 2 . (หลักฐานการกู้ยืม)

            เราอยู่ในเรื่องการกู้ยืมเงิน การสมบูรณ์ก็ต้องมีการส่งมอบเงินที่กู้ยืม โดยอาจเป็นการส่งมอบ ด้วยเงินสดหรือ เช็คก็ได้ แต่ถ้าให้เป็นสิ่งของต้องไปดูอีกที

            กรณีที่กู้ยืมมีหนี้สินอื่นแล้วมาแปลงหนี้ใหม่ เปลี่ยนสิ่งที่เป็นสาระสำคัญแห่งการเป็นคู่สัญยาอันนี้ก้ถือว่ามีการให้กุ้แล้ว

            การแปลงหนี้นั้นมูลหนี้เดิมก็ต้องเป็นมูลหนี้ที่เคยบังคับได้

            หนี้เดิมอาจเป็นหนี้ที่บุคคลอื่นต้องชำระก็ได้ ก็แปลงเป็นหนี้ที่ตนชำระแทน

ฎ.2317/2530

ข้อสังเกตประการที่สามคือ หนี้เดิมที่มีเงื่อนไข หนี้ใหม่ต้องเกิด คือจะทำอย่างใดก็ได้ให้หนี้เดิม มันสมบูรณ์

ฎ.781/2507

เมื่อได้มีการส่งมอบเงินกู้ให้แก่ตัวแทนของผู้กู้ ก็ถือว่าผู้กู้เป็นตัวการได้รับเงินแล้ว

ตัวแทนของผู้ให้กู้ส่งเงินให้แก่ผู้กู้ก็ถือว่าผู้กู้ได้ส่งเงินแล้ว

            ศาลบอกว่ากรณีอย่างนี้ผู้กู้มีอำนาจฟ้องได้

เรื่องต่อไปเรื่องหลักฐานการกู้ยืม ถ้ามีหลักฐานการกู้ เกินกว่าสองพันบาทขึ้นไป ต้องมีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่ง ลงลายมือชื่อของผู้ยืมเป็นสำคัญ เป็นหลักฐาน

ประการที่หนึ่งต้องเป็นการทำสัญญากู้ยืมเงิน

ถ้าไม่ใช่ เช่นเป็นการเล่นแชร์เปียหวยกรณีอย่างนี้ไม่ใช่การกู้ยืมเงิน

ประการที่สองคือหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่ง เกิดด้วยวาจา สมบูรณ์ด้วยการส่งมอบ เกิดผูกพันกันแล้ว แต่ถ้าจะฟ้องร้องเมื่อไหร่ต้องมีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือเป็นสำคัญ

มีจะมีเมื่อไหร่ก็ได้ ขอให้มีก่อนฟ้องคดี

หนังสือจะเป็นรูปแบบอะไรก็ได้ไม่เป็นข้อสาระสำคัญ จะเป็นบันทึกประจำวันของพนักงานสอบสวน ก็ได้ หนังสือรับสภาพหนี้ก็ได้

ครูใหญ่เรียกประชุมครูเล็ก แล้วบอกว่าโรงเรียนเป้นหนี้ รายงานการประชุมก็เป็นหลักฐาน หลักฐานที่ว่านี้จะทำต่อใครก็ไม่สำคัญ ไม่ต้องมีเจตนาเพื่อ ทำเป็นหลักฐานการกู้

ฎ.3946/2533

อย่างไรก็ตามหลักฐานการกู้ยืมเงิน ข้อความที่จะยืมแล้วต้องมีข้อความปรากฏว่า ยืมเงินกันเท่าไหร่

ฎ.823/2510  

ฎ.2553/2525

ไม่ปรากฏว่าจำนวนเงินเป็นจำนวนเท่าใด นี่เป็นลักษณะของหนังสือที่เป็นการกู้

ต่อมาคือลายมือชื่อของผู้ยืม ต้องมีเจตนาให้เป็นลายมือชื่อไว้ด้วย แต่การที่จะดูว่ามีเจตนาหรือไม่ก็ต้องดูพฤติการณ์ เช่นเอาปืนขู่

ฎ.1419/2523 การเขียนชื่อไว้ที่หัวกระดาษไม่ได้มีเจตนาให้ใช้เป็นลายมือชื่อ

ใช้ชื่อเล่นก็ได้หากชื่อเล่นนั้นบ่งได้ว่าผู้ใด

ลงผิดช่องก็ไม่สำคัญ

ฎ.2484/2523

แม้ลายมือชื่อปลอม แต่ลายมือชื่อผู้กู้จริงก็บังคับได้

เขียนเนื้อหาด้วยตนเอง แต่ไม่ได้มีการลงลายมือชื่อไว้

ฎ.1989/2524

ให้ผู้อื่นลงลายมือชื่อแทนไม่ได้ 

ฎ.696/2522

ถ้ารับมอบอำนาจให้ไปลงลายมือชื่อแทนผู้ยืมกรณีอย่างนี้ใช้ได้3039/2543

พยานจะลงภายหลังก็ได้ถ้าผู้กู้รับรอง

ผู้ให้กู้ลงลายมือชื่อเป็นพยานก็ได้ ไม่มีกฎหมายห้าม ในการลงรับรองรายนิ้วมือ

การฟ้องร้องบังคับคดี หมายถึงการฟ้องร้องมูลผิดสัญญากู้ยืมเท่านั้น

รวมถึงการห้ามไม่ให้ต่อสู้คดีด้วย

หากมีการแก้ไข ข้อความในเอกสาร ก็ เหมือนเป็นการกู้ครั้งเดียวไม่ต้องมีการเซ็นต์กำกับ

แก้ไขจำนวนกู้สูงกว่าความเป็นจริง เอกสารนี้เป็นเอกสารปลอม แต่ปลอมอันนี้ไม่ใช่ปลอมทั้งหมดเป็นการปลอมบางส่วน เท่านั้นเอง

เอกสารปลอมคือเอกสารที่ผู้ทำไม่มีอำนาจทำได้

อย่างนี้ ศาลพิพากษาให้ใช้เงินก่อนแก้ได้ และถือว่ามีหลักฐานแล้ว

แต่ถ้าเป็นเอกสารเปล่าที่มีลายมือชื่อของผู้กู้ลอยไว้แล้วผู้กู้ไปกรอกสูงกว่าจำนวนที่กู้ไปจริง อันนี้ไปเติมเลย จึงเป็นการ ปลอมโดยสิ้นเชิงไม่ถือเป็นหลักฐานที่ฟ้องคดีกันได้

ฎ.407/2542

ฎ.5685/2548

แต่ถ้ากรอกเอกสารเปล่าตรงตามที่เขากู้ไปจริงอย่างนี้มีผลบังคับได้จริง

ฎ.7/2534

การชำระหนี้เงินกู้ 653

ต่ำกว่าสองพันบาทก็เข้าเรื่องนี้เหมือนกัน ไม่ว่ามีมูลหนี้เดิมมาจากอะไรไม่สำคัญเมื่อได้มีการทำสัญญากู้กันแล้ว

การเอา 653 วรรคสองนั้น ใช้กับการนำสืบการชำระหนี้เงินกู้

ไม่ใช้กับกรณีชำระหนี้ด้วยทรัพย์สินอื่น

การชำระหนี้ด้วยอย่างอื่นก็ไม่อยู่ภายใต้ 653 วรรคสอง เช่นเดียวกับเช็คที่ศาลตีความว่าเป็นทรัพย์สินอื่น

มอบฉันทะให้ไปรับเงินบำนาญหักการชำระหนี้ หนังสือมอบฉันทะนี้เป็นทรัพย์สินอย่างอื่น

ดูเปรียบเทียบ

ฎ.841/2543

อันนี้ไปรับเงินโดยตรงไม่ได้ผ่านหลักฐานอย่างอื่น

การนำสืบการใช้เงินนั้นหมายถึงเงินต้นเท่านั้น

ฎ.332/2531

เมื่อเป็นการชำระหนี้ต้นเงินแม้เป็นการชำระหนี้บางส่วนก็นำมาใช้ด้วย

ใช้กับการนำสืบทุกกรณีที่ลูกหนี้อ้างว่าได้ชำระเงินแล้ว

 

ครั้งที่ 3 หลักฐานการชำระหนี้ การคิดดอกเบี้ย

หลักฐานแห่งการชำระหนี้มีสามลักษณะ

ต้องมีรายมือของผู้ให้กู้ เป็นสำคัญ การตั้งตัวแทนให้ไปรับชำระหนี้ต้องมีหลักฐานการตั้งตัวแทนด้วย ถ้าไม่มีก็กลายเป็นการชำระหนี้ไม่ตรงตัวเจ้าหนี้ หนี้ก็ไม่ระงับ ต้องจ่ายให้โจทก์ใหม่ การตั้งตัวแทน ไม่มีแบบ อะไร ในการไปรับชำระหนี้

            กรณีผู้กู้ก็หลักการเดียวกันคือมาตรา 9 วรรค 2

คืนต้องคืนหลักฐาน เอกสารแห่งการกู้ยืม  คืนสำเนาแห่งการกู้ไม่ใช่คืน หลักฐานแห่งการกู้

แทงเพิกถอนในเอกสาร ก็คือลงไว้ใน เอกสาร กรณีนี้มักใช้ในกรณีชำระหนี้บางส่วน

อันนี้ก็เป็นเรื่องของหลักฐานแห่งการใช้เงิน

ต่อไปคือดอกเบี้ยเงินกู้

คือดอกเบี้ยที่ชอบด้วยกฎหมาย ดอกเบี้ยที่เกินกฎหมาย ดอกเบี้ยทบต้น

ดอกเบี้ยที่ชอบด้วยกฎหมาย ก็เป็นดอกผลโดยนิตินัย

ฎ.2356/2545

ฎ.9239/2539

มีการเลี่ยงเป็นค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินถึงร้อยละ สามสิบสาม แบงค์ชาติก็บอกว่าไม่อาจตรวจสอบได้เป้นเรื่องทางสังคม

ในเรื่องดอกเบี้ยก็ต้องมีข้อตกลงกันจึงจะเป็นดอกเบี้ย ได้

อัตราดอกเบี้ยต้องเป็นตามที่กฎหมายกำหนด ใช้ได้ก็ต่อเมื่อต้องเสียดอกเบี้ยแก่กัน

ต้องเป็นหนี้เงินเท่านั้นแหละที่ตกลงกันได้ ถ้าเป็นยืมทรัพย์ ไม่ถือ แล้วเมื่อตกลงว่าจะเสียดอกเบี้ยแต่ไม่ได้กำหนดอัตรา ก็ต้องใช้อัตรา เจ็ดครึ่งต่อปี ไม่ใช่ร้อยละสิบห้าต่อปีนะครับ อันนี้เป็นกฎหมายสูงสุดที่กฎหมายยอมได้

ส่วนมากเป็นเรื่องที่สัญญาเป็นรูปแบบแล้วละไว้ไม่ได้ตกลง

ร้อยละเจ็ดครึ่งก็สูงแล้ว สัญญากู้ระบุว่ายอมให้คิดอย่างสูง ก็ถือว่าร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ดอกเบี้ยตามกฎหมายอยู่ที่มาตรา 7 ไม่ใช่  644

            ดอกเบี้ยที่เป็นค่าเสียหายคือดอกเบี้ยผิดนัดตาม มาตรา224  ผิดนัดเมื่อไหร่ก็ดู ในเรื่องหนี้

ส่วน 206 เป็นเรื่องมูลละเมิดถือว่าผิดนัดตั้งแต่ละเมิด

            ถ้าผิดนัดแล้วเสียร้อยละ เจ็ดครึ่งต่อปี ไม่ต้องไปกำหนด แม้ดอกเบี้ยเงินต้นตกเป็นโมฆะ ถ้าผิดนัดก็ได้ดอกเบี้ยผิดนัดก็ได้

            ก็ขึ้นอยู่กับข้อตกลง ถ้าสูงกว่าร้อยละสิบห้ามันก็เป็นเบี้ยปรับ ศาลลดได้

ต่อมาดูดอกเบี้ยที่เกินอัตรา ที่กฎหมายกำหนด สิงห์ตัวบทตกมานักต่อนักแล้ว ปรากฏว่าไม่เป็นไปตาม 654 เพราะมีพรบห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา กำหนดว่าถ้าเรียกเกินอัตรา เป็นโทษทางอาญา เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายแล้ว ผลคือดอกเบี้ยทั้งหมดตกเป็นโมฆะเพราะเป็นข้อที่ต้องห้ามตามกฎหมาย

            แยกออกจากกันระหว่างดอกเบี้ยกับต้นเงิน คือยังเรียกได้แต่เฉพาะต้นเงิน 567/2536

ฎ.1913/2537

แสดงให้เห็นว่าแยกส่วนที่เป็นโมฆะออกจากส่วนที่ไม่เป็นโมฆะได้

654 ใช้เฉพาะเงินยืมเท่านั้น

ชำระหนี้ดอกเบี้ยเกินอัตราไปแล้ว จะหักดอกเบี้ยที่ชำระเกินอัตราได้หรือไม่ ไม่ได้เพราะเป้นการชำระหนี้โดยสมัครใจเพราะ ตนไม่มีความผูกพันที่ต้องชำระฉะนั้นเรียกคืนไม่ได้

อย่างไรก็ตาม ถ้าผู้กู้ที่ชำระไปเป็นดอกเบี้ยที่เกินอัตราถือไม่ได้ว่าเป็นการชำระหนี้เกินโดยอำเภอใจ

ฎ.3037/2547

อยู่ที่ว่าจำเลยรู้หรือไม่รู้

อย่างไรก็ตามแม้ดอกเบี้ยเป็นโมฆะเมื่อไหร่ แต่ก็ต้องใช้เมื่อผิดนัด ไม่ใช้กับธนาคารพาณิชย์กับสถาบันการเงิน

ตอนนี้มีสถาบันการเงิน แต่พวกเฟรสช็อย ยังไม่ได้เป็นสถาบันการเงินนะครับ ก็เลยเลี่ยงไปในทาง อื่นแทน

อัตราดอกเบี้ยปรับขึ้นลงได้ไม่ต้องตายตัว ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องมีข้อตกลงปรับอัตราดอกเบี้ยด้วย

เมื่อเลิกสัญญาแล้วไม่มีสิทธิปรับอัตราดอกเบี้ย

ฎ.342/2540

ข้อตกลงในการคิดดอกเบี้ยทบต้น ผู้กู้ ลงลายมือชื่อเพียงฝ่ายเดียวก็ได้แล้ว

การยอมให้คิดดอกเบี้ยทบต้นได้ก็คือในประเพณีการค้า หรือ การค้าขายทำนองเดียวกัน เช่นสัญญาบัญชีเดินสะพัด

เรื่องการคิดดอกเบี้ยทบต้นเป็นเรื่องเกี่ยวด้วยความสงบ

แต่ถ้ามีการกำหนดครบแล้วลูกหนี้ยังเบิกถอนต่อไป ก็ถือว่าต่ออายุต่อไปไม่มีกำหนดเวลา

สัญญาบัญชีเดินสะพัด ระงับไปเพราะ ความตายผู้กู้

กรณีรับสิ่งของอย่างอื่นแทนเงิน วรรคแรกกรณีทำสัญญา 656 

ความตกลงกันอย่างใดๆ ขัดกับข้อความเป็นโมฆะ คือหนี้เงินให้ไปดูจำนวนราคาสินค้าตอนส่งมอบ

            ผู้ยืมเงินรับทรัพย์สินอย่างอื่น วรรคสองถ้าทำสัญญากู้ยืม เป็นทรัพย์สินอย่างอื่น ในเวลาและสถานที่ที่ส่งมอบ

            ฎ.4144/2532

            ฎ.6449/2544

            ฎ.6947/2549

ครั้งที่ 4 การค้ำประกัน

            วันนี้ขึ้นด้วยเรื่องค้ำฯเป็นสัญญาที่ใกล้ตัวเป็น สัญญาที่ประกันด้วยบุคคล หรือด้วยทรัพย์ เป็นหลักประกัน คำว่าหลักประกันเป็นคำกว้าง ค้ำประกันเป็นเรื่องหลักประกันที่เป็นบุคคล

มีนิยามอยู่ที่มาตรา 680

หนึ่ง ต้องเป็นบุคคลภายนอก สอง ต้องมีหนี้ประธานคือมีหนี้เจ้าหนี้กับลูกหนี้ เสียก่อน สาม คือ วัตถุประสงค์ยอมผุกพันตนต่อเจ้าหนี้เมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้นั้น

            ก็มีคำถามสามีกู้ภริยาค้ำได้หรือไม่ในทางกฎหมายก็ค้ำได้แต่ถามว่าทางปฏิบัติดีไหม ก็ไม่ดี เพราะทรัพย์สินก็กอง เดียวๆ กัน ไม่มีประโยชน์ในทางการค้านัก

ผู้ค้ำประกันมีคนเดียวหรือหลายคนก็ได้ แต่ถ้าเป็นนิติบุคคลก็ต้องไปดูขอบวัตถุประสงค์นั้นๆด้วย

ไม่เหมือนกู้ยืมนะ เพราะกู้ถึงวัตถุประสงต์ไม่เขียนไว้แต่ตามกฎหมาย ถือเป็น ขอบวัตถุประสงค์โดยธรรมดาการค้าของห้างฯอยุ่แล้ว

ผู้ค้ำประกันเป็นบุคคลดังนั้นจะเป็นทรัพย์สิ่งของไม่ได้

สิทธิการรับเงิน ฝาก เป็นหลักประกัน ให้แก่ทางฝ่ายจำเลย ไม่ได้ อย่างนี้ ไม่ใช่สัญญาค้ำประกันแต่เป็นการตกลงเป้นสัญญาไม่มีชื่ออีกรูปแบบหนึ่ง

ค้ำประกันต้องได้รับความยินยอมจากลูกหนี้หรือไม่ ลูกหนี้ทระนง

 ฎ.762/2519 ไม่ต้องให้ลูกหนี้ยินยอม

ต้องมีหนี้ระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้ ถ้าไม่มีหนี้ประธานก็ไม่มีหนี้ค้ำประกัน

ฎ.3781/2533

เคยคุยในเรื่องการกู้ยืมแล้วว่าต้องมีการหยิบยื่นให้ก่อน

แต่ถ้ามีการส่งมอบเงินกู้แล้วสัญญาค้ำประกันก็ใช้ได้

หนี้ระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้นั้นจะเกิดจากมูลหนี้อะไรก็ได้ แต่ขอให้เป็นหนี้เงิน ไม่ใช่เป็นหนี้กระทำการ ขอให้เป็นหนี้ทางแพ่งหนี้ที่สามารถบังคับได้

การประกันตัวในคดีอาญาไม่ใช่สัญญาค้ำประกัน เป็นเรื่องทำสัญญาที่ทำกับศาลเป็นสัญญาอีกลักษณะหนึ่ง ในเรื่องของวิธีพิจารณาความ ไม่เรื่องของการทำสัญญาทางแพ่ง

ฎ.333/2532

ฎ.4783/2543

น่าจะเรียกว่าการให้หลักประกันในคดีแพ่ง

ประการที่สามบุคคลภายนอกยอมผูกพันตนต่อเจ้าหนี้ คือต้องทำต่อเจ้าหนี้ไม่ใช่ทำต่อบุคคลที่สี่ไม่อย่างนั้นจะไม่เป็นสัญยาค้ำประกันแล้ว

ฎ.243/2522

ถ้อยคำว่าขอรับผิดชอบโดยไม่มีข้อโต้แย้ง ไม่ใช่เท่ากับการค้ำประกัน กลายเป็นจะเข้าไปเป็นลูกหนี้ชั้นต้นเองแล้ว

ฎ.4882/2539

            ข้อสังเกตผู้รับอาวัลตั๋วเงินไม่ใช่ผู้ค้ำประกัน

เรื่องของหลักฐานการฟ้องร้อง

680 บอกว่าต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ ลงลายมือชื่อผู้ค้ำ หลักการเดียวกับการกู้ยืม

เลย

            ถ้าทำเป็นหนังสือมันต้องติดอากรแสตมป์ ถ้าเป็นเพียงหนังสือหลักฐานเพียงแค่มีรายมือชื่อของผู้ค้ำประกัน ก็ไม่จำต้องติดอากรแสตมป์

            หนังสือจะเป็นรุปแบบใดก็ได้ มีกี่ฉบับก็ได้ มีข้อความว่าค้ำประกัน

ฎ.1738/2532

ฎ.131/2535

 สัญญาประนีประนอมยอมความ มีการลงลายมือชื่อ แสดงว่ามีเจตนาลงทั้งสองชื่อ จึงเป็นการค้ำฯที่ถูกต้อง

            ให้มีข้อความเข้าใจได้ว่าเป็นการค้ำประกัน ว่าหายไม่ชำระหนี้จะใช้คืนให้

ก็อ่านคำพิพากษาฏีกาเพื่อความเข้าใจ

ฎ.1010 /2549 ก็เขียนภาษาอังกฤษไว้ว่า การันตี ก็แปลได้ว่าเป็นผู้ค้ำประกันนั่นเอง

ฎ.199/2545

การมอบเอกสารสิทธิ์ตามกฎหมายไม่เป็นการประกันตามกฎหมาย

ไม่ใช่มัดจำหรือ สิทธิที่โจทก์จะริบเงินนั้นได้ ไม่ใช่เรื่องการริบเป็นเรื่องการเรียกให้ชำระหนี้ อันนี้เป็นปัญหาที่มักเกิดแก่ธนาคาร

ในกรณีที่ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือแล้วไปฟ้อง ถือว่าไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลยกฟ้องต่อมา มีหลักฐานจากคดีแรก คำตอบก็คือทำได้ แต่ก็แพ้ ในเรื่องของการฟ้องซ้ำ เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบ

            การค้ำประกันได้แต่เฉพาะหนี้อันสมบูรณ์คำว่าหนี้นี้หมายถึงหนี้ประธานที่สมบูรณ์

คือบังคับได้ตามกฎหมาย

            ไม่ได้ตกเป็นโมฆะ หรือไม่ได้เป็นการแสดงเจตนาที่ตนไม่มีผลผูกพัน ต้องไม่มีเจตนาลวง

สำคัญผิดมีสองลักษณะ  มี 681  วรรคอหนึ่ง กับ วรรค สาม

            หนี้ประธานที่ขาดหลักฐานการฟ้องร้องไม่ทำให้สัญญาค้ำประกันไม่สมบูรณืแต่เวลาที่ฟ้องผู้ค้ำฯ ผู้ค้ำฯมีสิทธิยกข้อต่อสู้ของลูกหนี้ต่อสู้แก่เจ้าหนี้ได้

            ค่าจ้างว่าความถ้าเป็นการยุยงส่งเสริมให้เป็นความกันเป็นเรื่องขัดต่อความสงบเรียบร้อย ตกเป็นโมฆะ

ฎ. 921/2542

            หนี้ที่ไม่ทำตามแบบตกเป็นโมฆะ ก็ค้ำฯไม่ได้

หนี้ที่จะเกิดขึ้นจริงในอนาคต ก็ค้ำประกันได้ สัญญาเบิกเงินเกินบัญชี หนี้ระหว่างนายจ้างลูกจ้าง ก็ทำได้

หนี้ในอนาคตกับหนี้ไม่แน่นอน เนี่ย ต่างกันนะครับ

หนี้อันเกิดแต่สัญญาไม่ผูกพันก็อาจมีประกันอย่างสมบูรณ์ได้

กฎหมายถือเอาความรู้หรือไม่รู้ของผู้ค้ำประกันในขณะทำสัญญาเป็นสำคัญ

 

ครั้งที่ 5 (ผู้ค้ำหลายคน  ลักษณะการค้ำประกัน)

ผู้ค้ำประกันหลายคน มีได้สองเรื่อง หรือ ผู้รับเรือนคือ 682 บทบัญญัตินี้มีประโยชน์ตอนต้นๆ ตอนนี้ไม่ค่อยมีประโยชน์แล้ว

ผู้ค้ำประกัน ชั้นสองหรือผู้รับเรือนนี้ สิทธิหน้าที่ความรับผิดก็เหมือนการเป็น ผู้ค้ำฯคนหนึ่งนั่นแหละ

            ที่มันสำคัญก็คือผู้ค้ำประกันหลายราย อันนี้สำคัญ คือ มีความรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกัน ถึงแม้จะไม่ได้ เข้ารับประกันร่วมกัน

            สองคนขึ้นไป ก็พอ เอาคำตั้งแต่ออกไปดีกว่า

เข้าเป็นผู้ค้ำประกันในหนี้รายเดียวกัน

เมื่อปรากฏว่าเป็นผุ้ค้ำประกันหลายรายในหนี้รายเดียวกันผลคือรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมแม้จะไม่ได้เข้าค้ำประกันร่วมกัน

การเพิ่มจำนวนผู้ค้ำถ้าไม่ประสงค์ให้ผู้ค้ำเดิมให้พ้นจากความรับผิด การเพิ่มเช่นนี้หาได้ทำให้ผู้ค้ำประกันเดิมพ้นผิดนอกจากจะกำหนดให้ฟ้นไป

ฎ.67/2531

ประกันหนี้รายเดียวกัน ทำไว้แก่โจทก์ จำเลยที่สองสามสี่ต่างทำไว้แก่โจทก์คนล่ะฉบับ ผุ้ค้ำประกันก็ต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หาแยกความรับผิดไม่

การค้ำประกันในการเป็นลูกจ้างจำเลยที่หนึ่งเหมือนกัน

ที่บอกว่าผุ้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมเช่นกันก็ต้องเอา 291 มา

ความรับผิดในเรื่องของลุกหนี้ร่วมก็เป็นตาม 292 -295

การปลดหนี้ให้ลูกหนี้ร่วมคนหนึ่งก็หา เป็นผลเสียแก่ผู้ค้ำประกันคนอื่นไม่

ระหว่างผู้ค้ำประกันด้วยกันเอง เมื่อผู้ค้ำประกันคนหนึ่งชำระหนี้ไปแล้วก็มีสิทธิเข้ารับช่วงสิทธิ มาไล่เบี้ยกับผู้ค้ำประกันคนอื่น

จะกำหนดให้ผู้ค้ำประกัน รับผิดสูงกว่านี้  จะจำกัดวงเงินหรือระยะเวลารับผิดก็ได้ แต่ เงื่อนไขของการชำระหนี้ไม่ใช่การจำกัดความรับผิดของผุ้ค้ำประกัน

ดู ฎ.500/5207

สัญญาค้ำประกันจำกัดความรับผิดเท่าไรห่ให้ดูข้อตกลงในสัญยา

ฎ.2720/2534

ฎ.1797/2549

การตีความข้อตกลงในสัญญานั่นเอง

กรณีการไม่จำกัดความรับผิด ก็อาจกำหนดในสัญญาโดยชัดแจ้ง ถ้าไม่ระบุชัดแจ้งก็ไม่จำกัดความรับผิด ศาลมองว่าเจ้าหนี้เป็นผู้เสียหายในมูลหนี้

กรณีไม่จำกัด 683

กรณีค่าใช้จ่ายในการทวงหนี้ ไม่ใช่ค่าเสียหายที่ผู้ค้ำประกันต้องรับผิด เว้นแค่ถ้าในสัญญาเค้าระบุไว้ ว่าผู้ค้ำประกันต้องรับผิด

การขยายวงเงินค้ำประกันถ้าผู้ค้ำไม่ทราบไม่ยินยอมไม่ผูกพันผู้ค้ำฯนะครับ

เว้นแต่ได้มีการลงลายมือชีอรับทราบและยินยอม แต่

ฎ.1930/2526 อาจไม่มีใช้แล้วปัจจุบัน โบราณแล้ว แต่เป็นข้อสังเกต คือมีการสิ้นสุด และ เริ่มต้น คือผู้ค้ำฯไม่รับผิดในหนี้ก่อนนั้น

กรณีค้ำไม่เต็มจำนวนหนี้ อาจจะต่างที่ต้นเงิน แต่ผู้ค้ำไม่มีทางรับผิดมากกว่าลูกหนี้

คิดดอกเบี้ยทบต้นได้ก็ต่อเมื่อเป็นสัญญาปัญชีเดินสะพัด

ฎ.2565/2533

ฎ.1373/2513 ค้ำประกันลูกจ้างในหน้าที่ขับรถ ผู้ค้ำไม่ต้องรับผิดเพราะการปลอมเอกสารไม่ใช่เกิดจากหน้าที่การงาน

ค้ำในหน้าที่รักษาความปลอดภัยแต่ไปหลอกลูกค้าให้ถอนเงินมาให้อันนี้ก็เรียกว่านอกหน้าที่

ถ้าทำสัญญาว่ารับผิดใดๆโดยสิ้นเชิงก็รับผิด เมื่อหน้าที่การงานสิ้นเชิง

ฎ.2489/2527

ฎ.1721/2529

การเปลี่ยนสายงานไม่ต้องรับผิด แต่ถ้าไปกำหนดพิเศษก็ต้องรับผิด ทั้งหมดทั้งปวงอยู่ที่ได้ทำสัญญาตกลงไว้

ถ้าเพิ่มจำนวนผู้ค้ำฯผู้ค้ำใหม่ไม่หลุดพ้นความรับผิดนะครับ

ค้ำประกันลูกจ้างแม้ย้ายไป แต่ย้ายไปในเครือ ก็ต้องรับผิดอยู่

ครั้งที่ 6 ( จบการระงับไปแห่งการค้ำฯ , ขึ้นเรื่องทั่วไปจำนอง )

เรื่องความระงับสิ้นไปของสัญญาค้ำประกัน  เรื่องที่ยอมผ่อนเวลาให้เจ้าหนี้ มาตรา 700 บัญญัติไว้

ว่าผู้ค้ำประกันหลุดพ้น ส่วนวรรคสองบอกว่า ถ้าผู้ค้ำไปตกลงไว้ก็ไม่หลุดพ้น

1.ต้องเป็นหนี้ที่ค้ำประกันกำหนดแน่นอน

2.เจ้าหนี้เป็นผู้ผ่อนระยะเวลา

3.ผู้ค้ำไม่ได้ตกลงด้วย

4.ผู้ค้ำประกันก็หลุดพ้น

ถ้าเวลาไม่แน่นอน นั้นก็ไม่หลุดพ้น กำหนดแน่นอนก็เช่นตามวันแห่งปกิทินหรือสามารถคำนวณนับได้ตามวันแห่งปฏิทิน

อย่างฏีกาเก่าแม้กำหนดเวลาแน่นอน แต่มีคำว่าเว้นแต่ผู้ให้กู้จะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่นตรงนี้ก็กลายเป็นหนี้ที่ไม่มีกำหนดเวลาแน่นอน

ฎ.6237 /2538 การที่เจ้าหนี้ผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้

หนี้ละเมิดถือผิดนับแต่วันละเมิดแต่วันที่ผิดนัดไม่ใช่วันมกำหนดนับได้ตามวันแห่งปฏิทิน

ฎ.41/2502

ฎ.315/2505 กู้เงินไม่มีกำหนดเวลาแต่ออกเช็คล่วงหน้ามีกำหนดวันเช็คเข้า ไม่ถือเป็นหนี้มีกำหนดเวลา แม้จะมีการแลกเปลี่ยนเช็คเลื่อนเวลาในเช็คก็ถือไม่ได้ว่าเป็นการผ่อนเวลา

กำหนดเวลาแน่นอนจะกำหนดเมื่อไรก็ได้ ก่อนหรือขณะทำสัญญาก็ได้ ไม่ได้กำหนดหลัง

ฎ.500/2507

ฎ.1480/2510 แม้การไฟฟ้าเรียกเก็บเป็นรายเดือน แต่ก็แล้วแต่จะทวงถาม

กำหนดการชำระหนี้แล้วแต่เจ้าหนี้จะทวงถาม แม้จะมีการตกลงผ่อนเวลาก็หาทำให้ผู้ค้ำพ้นจากความรับผิดไม่

ส่วนมากจะไปถูกหลอกในวรรคแรกที่ลืมว่าเป็นหนี้กำหนดระยะเวลาหรือไม่

ประการที่สองเจ้าหนี้ยอมผ่อนเวลา หมายถึงยอม โดยชัดแจ้ง ถ้าเจ้าหนี้ไม่ได้ตกลงโดยชัดแจ้ง แล้วก็ไม่ผูกมัดเจ้าหนี้

หนังสือรับสภาพหนี้แล้วสัญญาว่าจะชำระหนี้ให้ในกำหนดเป็นการแสดงเจตนาของลูกหนี้ฝ่ายเดียวจะถือว่าเจ้าหนี้ยอมด้วยไม่ได้

ผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้หมายถึงว่าระยะเวลาที่ผ่อนให้นั้นเจ้าหนี้จะใช้สิทธิฟ้องไม่ได้

ฎ.1049/2512

อย่าลืมว่าเรื่องนี้ปัญหาคือยอมผ่อนเวลาแล้วทำให้ผู้ค้ำหลุดพ้นนะครับ

3244/2540

เจ้าหนี้ไม่ยอม ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญา ไม่ใช่การผ่อน

วรรคสองผู้ค้ำต้องไม่ตกลงผ่อนเวลาด้วย เพราะฉะนั้นผู้ค้ำจึงหลุดพ้น

กำหนดการตกลงให้ผ่อนอาจจะกำหนดไว้ก่อนหรือขณะทำสัญญาก็ได้ หรือจะตกลงภายหลังก็ได้

8815/2533

เงื่อนไขในสัญญากำหนดไว้เลยว่าตกลงผ่อนเวลาไว้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบ

139/2516

 การแจ้งหรือไม่แจ้งดู ฎ.3768-3769/2533 ตกลงว่ายอม เมื่อแจ้งให้ทราบโดยไม่ชักช้า ดังนี้แม้ไม่แจ้งก็ไม่หลุดพ้นความรับผิด เพราะการแจ้งไม่ใช่สาระสำคัญอันเป็นเงื่อนไขว่าหากไม่ได้ปฏิบัติตามจะทำให้การผ่อนเวลาไม่เป็นผล

มาตรา 701  ถ้าเจ้าหนี้ไม่ยอมรับชำระหนี้ เมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระ ผู้ค้ำฯก็หลุดพ้น

เรื่องนี้ไม่ใช่ลูกหนี้ขอชำระนะครับเป็น ผู้ค้ำฯขอรับชำระหนี้เพราะเค้าก็ต้องการใช้สิทธิไล่เบี้ย

            ฎ.2582/2537 เป็นเดิมพันของผู้ค้ำฯกับเจ้าหนี้ ว่าใครจะชนะข้อกฎหมาย  บอกว่ามีข้อความว่าจะยอมค้ำฯจนกว่าธนาคารจะได้รับชำระหนีโดยสิ้นเชิงและไม่ว่าอย่างไร ยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม เจ้าหน้าที่ของธนาคารบอกว่าอย่างนี้รับประกันอย่างหนี้ร่วม เมื่อรับผิดเท่าใดก็ต้องรับเท่านั้น พอไปขอชำระไม่ครบถ้วน ก็เลยไม่ยอมรับชำระหนี้

            ศาลฏีกาบอกว่าแม้ตกลงเป็นลูกหนี้ร่วมก็เฉพาะวงเงินที่ค้ำฯเท่านั้น เมื่อเจ้าหนี้ไม่รับชำระหนี้ ก็ ผู้ค้ำฯหลุดพ้นความรับผิด

นอกจากเหตุเหล่านี้แล้วเหตุอื่นนอกจากนี้ไม่ทำให้ผู้ค้ำฯหลุดพ้นการรับผิด เช่นลูกหนี้ถูกยึดทรัพย์แล้วเจ้าหนี้เพิกเฉยจนทรัพย์เสียหายไปแล้ว ไม่ทำให้ผู้ค้ำฯหลุดพ้น

            หรือบอกให้ฟ้องก่อนลูกหนี้ล้มละลายไม่หลุดพ้น

เจ้าหนี้บอกเลิกสัญญากับลูกหนี้แล้วผู้ค้ำฯไม่หลุดพ้นความรับผิด

ถ้ามีการตกลงแปลงหนี้ใหม่ ก็ต้องระวัง อันนั้นผู้ค้ำฯหลุดพ้น แต่ถ้าแค่ขอเปลี่ยนเช็คนั้นไม่ทำให้ผู้ค้ำฯหลุดพ้นความรับผิด

            ศาลยกฟ้องเฉพาะตัวลูกหนี้ อาจเพราะมีการดำเนินกระบวนพิจารณาไม่ถูกต้องกับลูกหนี้คนนั้น

ฎ.4320/2540

โดยสรุป ผู้ค้ำฯหลุดพ้นจากความรับผิด มองเห็นวันนี้ ที่อธิบายไป ก็สองกรณี มาตรา 700 701

กรณีที่สามที่ผู้ค้ำฯ ที่เจ้าหนี้ทำอย่างใดอย่างหนึ่งที่ทำให้ผู้ค้ำฯไม่อาจรับช่วงสิทิได้ 697 ก็หลุดพ้นเท่าที่ไม่อาจเข้ารับช่วงสิทธิได้เท่านี้ มีสามกรณี ค้ำฯก็มีแค่นี้นะครับ

                                                จำนอง

            คือการเอาทรัพย์สินประกันชำระหนี้ โดยยังไม่ได้ส่งมอบทรัพย์สินที่จำนอง จะเห็นได้จากลักษณะสำคัยประการแรกคือสัญญาจำนองเป็นสัญญาอุปกรณ์คือต้องมีสัญญาประธานอยู่ก่อนแล้ว

            เอาทรัพย์ไปตราไว้ก็คือเอาไปจดทะเบียนประกันไว้ เป็นทรัพยสิทธิ ผู้รับจำนองจะเป็นบุคคลใดก็ได้ ผู้จำนองจะเป็นลูกหนี้หรือไม่ก็ได้ หนี้ประธานจะเป็นหนี้ที่เกิดจากมูลหนี้ใดก็ได้ แล้วแต่จะตกลงกัน เมื่อเป็นหนี้อุปกรณ์ที่ต้องมีหนี้ประธานก็หมายถึงหนี้ประธานจะต้องสมบูรณ์ก่อนแล้ว

            และนำบทบัญญัติเรื่องค้ำฯประกันมาใช้โดยอนุโลมก็ ว่า หนี้จำนองต้องเป็นหนี้ที่สมบูรณ์

ฎ.40/2513

ฎ.906/2536

เมื่อไม่มีมูลหนี้ที่ลูกหนี้ที่ต้องรับผิดผู้รับจำนอง ผู้จำนองมีสิทธิขอให้จดทะเบียนปลดจำนองได้

            มันอาจเป็นกรณีหนี้ประธานระงับไปก็ได้ แต่เป็นนัยยะเดียวกันคือ หนี้ประธานไม่มีหนี้จำนองก็ระงับไป

ฎ.1149/2537

            ฎ.3775/2546 จำนองที่ดินเป็นสินสมรส ไม่ได้รับการยินยอมจากภริยา มีผลเพียงว่าภริยาจำเลยเพิกถอนนิติกรรมนั้นได้

            จำนองไม่มีหนี้ในตัวเองเพราะจำนองเป็นหนี้อุปกรณ์ อยู่ๆเราจะไปทำสัญญาจำนองโดยไมมีหนี้ประธานไม่ได้

            ฉะนั้นเวลาจดทะเบียนจำนองต้องจดให้ถูกตัวเจ้าหนี้ด้วย

ฎ.817/2526

            กู้เงินบริษัทแต่ไปจดทะเบียนจำนองกับ บริษัท  นิติบุคคลกับบุคคลธรรมดา แยกกัน

ผู้รับจำนองต้องเป็นเจ้าหนี้ในมูลหนี้จำนองประกัน

ฎ.4436/2545

            สัญญาจำนองต้องอยู่ในกรอบของหนี้ประธานหมายความว่าหนี้ประธานมีข้อตกลงอย่างไร หนี้จำนองต้องไม่มีเงื่อนไขการผูกพันมากไปกว่าหนี้ประธาน

ฎ.5800/2533

ฎ.2525/2542

            ดอกเบี้ยตามสัญญาจำนองกับการกู้ยืมอาจคนล่ะอัตราก็ได้แต่ต้องไม่มากไปกว่า ดอกเบี้ยประธาน

            การฟ้องคดีเจ้าหนี้จะฟ้องตามสัญญาปรานในฐานะเป็นหนี้สามัญก็ได้หรือฟ้องในหนี้จำนองก็ได้

            ถ้าหนี้ประธานขาดอายุความแล้วอาจฟ้องหนี้จำนองก็ได้ การจำนองเป็นการเอาทรัพย์เป็นประกันอาจแยก การจำนองจากทรัพย์ประกันก็ได้

            ฎ.127/2506

ฎ.40/2513

ฎ.2044/2526

ฎ.2667/2528

สี่ฏีกานี้ก็แบบเดียวกัน

            การส่งมอบโฉนดที่ดินไม่ใช่การจำนอง ฉะนั้นการเอาเอาโฉนดที่ดินไปประกันตัวก็ไม่ใช่สัญญาจำนอง

            มอบโฉนดไว้ไม่ได้ไปจดทะเบียนจำนองแม้ได้ทำหนังสือมอบอำนาจไว้ก็ไม่เป็นการจำนอง แต่ก็มีผลทางบุคคลสิทธิ คือคุณจะเอาที่ดินไปทำอะไรก็ไม่ได้ แจ้งโฉนดหาย ก็ทำให้ผิดอาญาเป็นต้น

            สัญญาจะจำนองมีไม่ได้ เพราะมันต้องไปจดทะเบียนเจ้าหน้าที่เท่านั้นไม่เหมือนสัญญาจะซื้อจะขายที่มีกฎหมายรองรับ

            ฎ.1185 /2521

            ฎ.2286/2528

ผู้รับจำนองมีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนตาม 702 วรรค 2  แม้ผู้รับจำนองจะไม่ได้รับจำนองก็ตาม

            ฏีกา 3655/2528

            ถ้าผู้รับจำนองขอไปใช้สิทธิการไปซื้อนั้นก็ปลอดจำนอง

ในระหว่างเจ้าหนี้ผู้รับจำนองกับเจ้าหนี้บุริมสิทธิอื่น

            บุริมสิทิมีทั้งจดทะเบียนและไม่ได้จดทะเบียน

            ครั้งที่ 7 ( ทรัพย์และผู้มีสิทธิจำนอง )

            คำถามมีว่าแล้วผู้จำนองจะต้องรับผิดต่อเจ้าหนี้เมื่อไหร่ ไม่ได้มีเขียนชัดอย่างค้ำฯ ในทำนองเดียวกันตัวผู้จำนองต้องรับผิดเมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระ ก็

ฎ.5733/2537 บอกว่าเมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระ ก็ต้องถึงกำหนดเช่นกัน

            นัยยะเดียวกัน แต่คำพิพากษาฏีกาไม่ได้ใช้คำตรงกับเรื่องค้ำฯนัก

ผู้รับจำนองฟ้องบังคับจำนองได้ก่อนหนี้ถึงกำหนดเวลา

จำนองเป็นทรัพยสิทธิติดไปกับทรัพย์ที่จำนอง ไม่มีจางหาย กี่ปีก็อยู่

มาตรา 703 อสังหาริมทรัพย์จำนองได้ไม่ว่าประเภทใด ทรัพยสิทธิจดจำนองได้แต่ต้องอาจโอนกํนได้

เช่น สิทธิเหนือพื้นดินสิทธิเก็บกิน

            ถ้าไม่อาจโอนได้ก็ไม่อาจเป้นวัตถุแห่งการจำนองได้

ฉะนั้น นส3 นส3ก ก็จำนองได้

            ทรัพย์อันติดอยู่กับที่ดิน อันเป็นการถาวรก็อยู่ในความหมายของอสังฯ แต่สิ่งที่ไม่เป็นส่วนควบเช่นเครื่องจักรโรงสี ไม่เป็นทรัพย์ที่จดทะเบียนได้ แต่กระนั้นก็ดีอาจเป็นอสังฯพิเศษ คือเรือระวางห้าตันขึ้นไป ง่ายหน่อยไม่ต้องไปจำเรือกำปั่นอะไรแล้ว ดูแค่เรือ ก็พอ  แพ สัตว์พาหนะ

            เครื่องจักรโรงงานอุตสาหกรรมจดทะเบียนได้ เครื่องบินก็จดได้แต่จดตามพรบ การบิน

เป็นสังหาริมทรัพย์อื่น

            ในเรื่องของทรัพย์ที่จำนอง สัญญาจำนองต้องระบุทรัพยืที่จำนองชัดแจ้ง

สาระสำคัญของการจำนองคือ ข้อความในหนังสือสัญญาที่จดทะเบียนไว้  ก้ไปพัวพันห้ามสืบพยานบุคคลหักล้างเอกสาร

            เจ้าของเท่านั้นที่จำนองได้ ความเป็นเจ้าของพิจารณาตอนที่ ทำสัญญาจำนอง 258/2516

เพราะฉะนั้นในกรณีที่ เป็นเจ้าของเท่านั้น คือผู้มีกรรมสิทธิ์ หรือผู้มีอำนาจจัดการทรัพยือย่างผู้ที่มีกรรมสิทธิ์

            ถ้าผู้จำนองไม่ใช่เจ้าของผลก็คือการจำนองนั้นไม่ผูกพันเจ้าของที่แท้จริงแม้ผั้บจำนองจะรับจำนองไว้โดยสุจริต เสียค่าตอบแทนและ รับจำนองไว้โดยชอบก็ตาม

            อันนี้เป็นผล ในกรณีที่เจ้าของลงลายมือชื่อไว้ในใบมอบอำนาจเปล่าแล้วมีผู้เอาใบมอบนั้นไปจดทะเบียนนิติกรรมจำนอง ถามว่าที่ดินนั้นติดจำนองหรนือไม่

            ในกรณีอย่างนี้เจ้าของที่ดินประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง การที่ไปลงลายมือชื่อแล้วมีผู้รับจำนอง เจ้าของที่ดินจะอ้างความประมาทของตนให้พ้นความรับผิดไม่ได้

ฎ.580/2507

ฎ.212/2517

ฎ.419/2519

ฎ.10721/2546

ฎ.5280/2548

ถ้าเอาใบมอบอำนาจเปล่าไปขายไม่ได้รับทรัพย์สินนั้นตามหลักผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้อื่น การซื้อขายที่ใช้มอบอำนาจเปล่า นั้นไป ถ้าไปขาย ไม่โอน

            ในขณะเอาไปทำสัญญาจำนอง สัญญาจำนองมีผลผูกพัน

            ซื้อขายกรรมสิทธิ์ไม่โอน แต่จำนอง เจ้าของที่ดินประมาท  ไม่ผูกพัน

ฎ.8929/2542

การจำนองโดยผู้ที่ไม่ใช่เจ้าของสัญญาจำนองเป็นโมฆะ

ฎ. 5927/2548

            กรณีที่ให้ผู้อื่นเป็นตัวแทนเชิดก็แน่นอนทำได้ กรณีที่ดินครอบครองปรปักษ์ ก็เป็นกรณีที่ แม้จะยังไม่ได้จดทะเบียน ก้เอาไปขายได้

            จดทะเบียนจำนองไว้แล้วต่อมาที่ดินครอบครองปรปักษ์ก็ติดไปกับที่ดิน

            จำนองนอกส่วนที่เจ้าของรวมไม่ยินยอมไม่ได้ ถ้าเจ้าของไม่ยินยอมจะผูกพันเฉพาะส่วนของที่จำนองเท่านั้น

            แต่ถ้าเจ้าของรวมคนอื่นยินยอมก็ผูกพันด้วย รับจำนองทรัพย์สินในขณะที่ดินอยุ่ระหว่างพิจารณา ก็ผูกพัน

            706 เงื่อนไขเช่นใดก็เป็นเช่นนั้น

            สัญญาจำนองต้องมีขั้นสูงสุด ต้องระบุเป็นจำนวนเงินบาท ฝ่าฝืนเป็นโมฆะนะครับ

            ข้อตกลงที่ให้รับผิดเกินวงเงิน ที่กำหนดไว้ ทำให้สัญญาจำนองไม่มีจำนวนเงินที่แน่นอน ฝ่าฝืน มาตรา 708 ข้อตกลงนั้นตกเป็นโมฆะได้

            ฎ.5629/2536

ฎ.3702/2539

ฎ.1902/2512

จำนองประกันหนี้ผู้อื่นได้หรือไม่ ได้ ผู้รับจำนอง ต้องเป็นเจ้าหนี้ในมูลหนี้รายเดียวกัน ผู้จำนองจะเป็นใครก็ได้

เขียนจำนองไม่เกินสองแสน คือรับผิดในหนี้รายเดียวไม่เกินสองแสน

กรณีทรัพย์สินหลายสิ่งประกันหนี้รายเดียวกัน

ข้อตกลงที่มีผลให้บังคับจำนองได้โดยประการอื่นเป็นโมฆะตามมาตรา 711

จำนองแล้วจำนองอีกก็ทำได้แม้จะมีข้อตกลงเป็นอย่างอื่นอีกก็ตาม สามารถล้างจำนองเป็นงวดๆได้ไม่ได้ทำให้หนี้ระงับไปทั้งก้อน

            สัญญาจำนองต้องทำเป็นหนังสือจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เป็นแบบ ไม่ทำเป็นโมฆะ

ครั้งที่ 8 ()

            อยู่ในเรื่องจำนองคราวที่แล้วจบหมวด 1 บททั่วไป คราวนี้มาดูว่าครอบอะไรบ้าง

715 ต้องครอบหนี้และอุปกรณ์ด้วย กล่าวได้ใหญ่ๆ 1 ต้นเงิน 2 อุปกรณ์แห่งหนี้ 3 กรณ๊ ดอกเบี้ย ค่าสินไหมทดแทน ค่าฤชาธรรมเนียม

            ต้นเงินจำนองอาจข้ากว่า หนี้ประธานก็ได้ ต้นเงินของหนี้จำนองจะมากของหนี้ประธานไม่ได้ ส่วนค่าอุปกรณ์นั้นจะมีภายภาคหน้าก็ได้

            อุปกรณ์ในเรื่องนี้ รวมความถึงดอกเบี้ยของสัญญาจำนองด้วย ดอกเบี้ยในที่นี้รวมถึงต้นเงินสัญญาจำนอง รวมความถึงกรณีที่ผู้จำนองผิดนัดไม่ชำระหนี้

            ซึ่งดอกเบี้ยนั้นอาจคำนวณแบบทบต้นก็ได้ ในกรณีที่ผู้จำนองไม่ได้เป็นลูกหนี้ผู้จำนองอาจไม่ใช่ลูกหนี้ชั้นต้น ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับข้อตกลง

            ถ้าไม่ได้กำหนดไว้เป้นอย่างอื่นเงินจำนองไม่ได้รวมดอกเบี่ย เพราะงั้นวงเงินตาม 708 สำหรับต้นเงินซึ่งไม่รวมดอกเบี้ยค่าสินไหมทดแทน 4139/2533 วงเงินจำนองที่ระบุในสัญญาจำนองหารวมดอกเบี้ยด้วยไม่ จึงรับผิดรวมถึงดอกเบี้ยจำนองได้

            2368/2530

            แต่อย่างไรก็ตาม1302-1303/2531

            ดอกหนี้ที่คำนวณได้เป็นรายวันต้องรับผิดเมื่อวันที่จดทะเบียนจำนอง

            คือถ้าไม่มีข้อตกลงเป็นอย่างอื่น ก็คิดเมื่อวันจดทะเบียนจำนอง 5806/2533

            ผู้รับจำนองไม่รับผิดเกินลูกหนี้

6678/2541 หนี้จำนองเป็นเพียงหนี้อุปกรณ์ ต้องมีหนี้ประธานเสียก่อนจึงจะบังคับได้

6525/2540 โจทก์เป็นสถาบันการเงินเพราะฉะนั้นไม่ตกอยู่ในการคิดดอกเบี้ยเพียงร้อยละ สิบห้า มาตรา 654  ฏีกานี้คือเดิมโจทก์เป็นสถาบันการเงินก็เลยคิดดอกเบี้ยร้อยละ 25 แล้วต่อมามีการลดโดยสัญญาประนีประนอมยอมความ แต่สัญญาอุปกรณ์นั้นระบุร้อยละ 25 ศาลฏีกาบอกว่าแม้สัญญาจำนองไม่ได้แก้ไขก็ตาม

2793/2456

            หนี้จำนองเป็นเพียงหนี้อุปกรณ์ต้องมีหนี้ประธานเสียก่อน หนี้ประธานกำหนดไว้เพียงใด หนี้อุปกรณ์จึงคิดได้เพียงนั้น

            อย่างไรก็ดีถ้าผู้จำนองผิดนัดก็ต้องเสียดอกเบี้ยผิดนัด เมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ให้ครบถ้วน เจ้าหนี้ก็มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้นได้

            ความเสียหายนั้นก็ต้องเป็นความเสียหายที่เกิดโดยปกติเพื่อการนั้น

            ค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับจำนอง รวมถึงค่าประกาศหนังสือพิมพ์ด้วย เป็นต้น

4887/2539 นี่ก็เป็นจำนองครอบหนี้อะไรบ้าง

ต่อไปก็เป็นจำนองครอบทรัพย์สินอะไรบ้าง 716-718

716 จำนองครอบทรัพย์ที่จำนองทุกสิ่งแม้จะได้ชำระหนี้จำนองแล้วบ้างส่วน

สาระสำคัญอยู่ที่ว่าจำนองหมดทุกสิ่งแม้จะได้ชำระหนี้ไปแล้วบางส่วนก็ตาม

3068/2539

เป็นสิทธิของผู้รับจำนองว่าจะยินยอมให้ปลอดจำนองบางแปลงหรือไม่ก็ได้

4175/2539

             แม้จะมีการไถ่ถอนทรัพย์สินที่จำนองบางส่วนก็ตาม

            4175/2539 บริษัทเป็นหนี้ก้อนใหญ่ แล้วเป็นที่ดินจัดสรรก็ปลดเป็นทอดๆไป ก็เหลือหนี้ที่เป็นอยู่ห้าล้านสี่ เรื่องนี้ถ้าทางแก้ต้องไปแก้ด้วยวิธีไถ่จำนองตาม 736

            717 ก็ทำนองเดียวกัน คือ แม้จะได้แบ่งทรัพย์เป็นส่วนก็ตาม ความยินยอมที่ให้ปลอดจำนองเป็นบางส่วนนั้น ก็ต้องจดทะเบียนไว้

            ครอบทุกสิ่งครอบหมดทุกส่วน แต่ในวรรคสองบอกว่า ถ้ายินยอมจะปลดให้เป็นแปลงๆไปก็ได้แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องไปจดทะเบียนด้วยนะครับไม่อย่างนั้นต่อสู้บุคคลภายนอกไม่ได้

1064/2507

            1289/2522

            3366/2516 ในทำนองเดียวกับเจ้าของรวมได้พูดในคราวที่แล้วว่าจะเอาเฉพาะส่วนของตนไปก็ไดก้ ถ้าสัดส่วนของกรรมสิทธิ์รวมมันชัดเจน กรณีเช่นนี้ก็สามารถเอาส่วนของตนไปจำนองได้

            4096/2536

การที่ผู้ร้องรับจำนองที่ดินพิพาท เมื่อขณะทำสัญญาจำนองผู้ร้องทราบ นั้นเป็นการที่ผู้ร้องทราบ การจำนองจึงครอบที่ดินพิพาท 675/2546

ในกรณีนี้ไม่อาจแบ่งแยกโดยชัดแจ้ง

718 ครอบทรัพย์ทั้งปวงซึ่งติดกับทรัพย์จำนอง ติดในที่นี้คือลักษณะคล้ายทรัพย์ส่วนควบ

จำนองที่ดินเมื่อไม่ได้ระบุเป็นอย่างอื่นย่อมรวมถึงบ้านที่ปลูกอยู่บนที่ดินแปลงนั้นด้วย

718 มีข้อยกเว้นอยู่ 3 มาตรา คือ 719 จำนองที่ดินไม่รวมถึงโรงเรือนที่ปลูกภายหลัง

วรรคสอง แต่อาจขายได้ ส่วนมากแล้วในสัญญาจำนองสำเร็จรูปจะเขียนระบุให้ครอบไปถึงด้วยนะครับ ก็ไปเข้าข้อยกเว้น มันจะมีปัญหาในที่งอกริมตลิ่งที่เป็นส่วนควบด้วบ

ปัญหาก็คือว่ามันมีสภาพเป็นที่งอกหรือไม่

            2521/2516 ผู้ที่ไม่ใช่เจ้าของทรัพย์ไม่มีสิทธินำทรัพย์นั้นไปจำนองได้

1819/2530

            คือดอกผลต้องเป็นดอกผลที่แท้จริงไม่ใช่ดอกผลที่คาดว่าจะได้รับหากเอาออกให้เช่า

247/2531

ค่าเช่าเป็นดอกผลนิตินัยที่บังคับได้ต้องเป็นค่าเช่าที่มีอยู่ก่อน

1819/2530

ต่อไปสิทธิหรือหน้าที่ของ ผู้รับจำนอง

จำนองแล้วจำนองอีกได้ เพราะฉะนั้นผู้รับจำนองรายแรกจะขอให้ลบจำนองรายหลังไม่ได้ เพราะ712 อนุญาตให้จำนองแล้วจำนองอีกได้

ครั้งที่ 8 ()20นาที

            เมื่อสักครู่เป็นสิทธิของผู้รับจำนอง แต่จะพูดต่อไปเป็นสิทธิของผู้จำนอง ในประการที่ 1 สิทธิที่จะได้รับใช้คืนจากลูกหนี้เมื่อได้ชำระหนี้ไปแล้ว มาตรา 724 ไม่ได้ใช้คำว่ามีสิทธิไล่เบี้ยเพราะว่ากรณีนี้ไม่ใช่คำว่าสิทธิไล่เบี้ย

            เพราะไม่ใช่กรณีที่จะไปไล่เบี้ยเอาแก่ลูกหนี้นะครับ กฎหมายเลยใช้คำว่าชอบที่จะได้รับใช้คืนแทน

            อันนี้ก็เป็นหลักที่ว่าจำนองไม่มีการไล่เบี้ยหลักมันเริ่มต้นจากการชำระหนี้

ฎ.3880/2535

            คำพิพากษาฏีกาใช้คำว่าสิทธิไล่เบี้ยนะครับ

            แปลงหนี้ใหม่ไม่เข้ามาตรา 724

            กรณีของ 724 นั้นเป็นกรณีของผู้จำนองเป็นคนละคนกับลูกหนี้ ได้เข้าชำระหนี้เมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระ

            ผู้จำนองจะได้รับเงินคืนจากลูกหนี้ถ้าไม่มีการได้รับจำนอง

            เรียกได้คืนจากลูกหนี้ได้เท่านั้นแต่ถ้ามีการบังคับจำนองแล้ว 728 ผู้จำนองจะได้คืนจากผู้รับจำนองนั้น มันมีค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับจำนอง เพราะฉะนั้นกรณีนี้ผู้จำนองจะได้รับคืนก็คือที่ผู้จำนองได้รับชำระหนี้ไปเท่านั้น

            มาตรา 710 วรรค 2 ( 1 ) สิทธิของผู้จำนองในกรณีที่ 3 กรณีผู้จำนองหลายคน

            ถ้าผู้รับจำนองไปปลดหนี้ให้ผู้จำนองคนหนึ่ง ผู้จำนองรายหลังก็ต้องรับภาระหนี้

            ถ้าไม่ได้ตกลงไว้อย่างอื่น การจำนองอาจชำระเป็นงวดๆก็ได้ โดยหลักแล้วจะขอไถ่ถอนจำนองทั้งหมดไม่ได้

            กรณีมาตรา 701 เป็นกรณีผู้ค้ำขอชำระหนี้เมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระแล้วผุ้จำนองชำระหนี้แล้วหลุดพ้นความรับผิด เป็นกรณีพูดไปแล้ว ในสัญญาจำนอง

            ต้องคุมถึงดอกเบี้ยด้วยหรือไม่

            ฎ.382/2537 การขอรับชำระหนี้สังเกตว่าต้องเป็นการขอรับชำระหนี้โดยชอบ ถ้าเป็นการขอรับชำระหนี้โดยไม่ชอบผู้จำนองไม่หลุดพ้นนะครับ

            นอกจากมาตรา 727 มีข้อสังเกตให้ว่าจำนองเอาค้ำประกันมาใช้แค่สองมาตรา 707 กับ 727  แล้วเอา 687 หนี้สมบูรณ์มา และก็หลุดพ้นความรับผิดมา เท่านั้น สี่เรื่องนี้เท่านั้นที่นำมาใช้ สิทธิเกี่ยงไม่นำมาใช้

            ตามมาตรา 688 689 690 มาใช้ไม่ได้ บางกรณีหนี้มีทั้งผู้ค้ำประกันและผุ้จำนอง เพราะกฎหมายไม่เปิดช่องให้นำหลักเรื่องสิทธิเกี่ยงมาใช้

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages