สรุปคำบรรยาย วิแพ่ง2( วิสามัญ) ภาค 2/61 ชั่วโมงที่ 9-11

805 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
Feb 4, 2009, 10:20:28 PM2/4/09
to LAWSIAM, lawsiam com
หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า  kankokub  ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์สุวัฒน์  วรรธนะหทัย ผู้บรรยาย   , ผู้ก่อตั้ง lawsiamgooglegroups และ คุณแบ่งปัน ที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า

ครั้งที่ 9( 20/01/09 )

การขาดนัดยื่นคำให้การ ถ้าจำเลยมาศาลก่อนศาลวินิจฉัยชี้ขาดคดี ว่าตนประสงค์ต่อสู้คดี ศาลก็จะพิจารณาว่าจงใจหรือไม่ หรือมีเหตุอันสมควรอนุญาตยื่นคำให้การหรือไม่

แต่อย่างไร ม.199 วรรค 3 ก็มีบัญญัติข้อยกเว้นไว้ แยกเป็น

1.ถ้าศาลได้อนุญาตในการขาดนัดครั้งแรกแล้ว กลับขาดนัดซ้ำเป็นครั้งที่สองอีก ทำให้จำเลยหมดสิทธิในการขออนุญาตยื่นคำให้การ

2.จำเลยขาดนัดครั้งแรกก็จริงแต่มาศาลแล้วไม่แจ้งต่อศาลในโอกาสแรก ในเวลาต่อมาจะมาขออนุญาตเช่นนี้ถือว่าล่วงเลยระยะเวลาตามกฎหมายแล้ว

3.ศาลอนุญาต ตาม มาตรา 199 ตรี คือ คาดนัดแล้วไม่มาศาลเลย จนศาลพิพากษาคดีร้องขอพิจาณาคดีใหม่แล้วศาลอนุญาต ให้จำเลยยื่นคำให้การภายในกำหนด แล้วจำเลยทำผิดซ้ำอีก ( คล้ายกับกรณีแรก แต่ เป็นคนละช่วงเวลา )

คำสั่งที่อนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ยื่นคำให้การเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา  มีข้อสังเกตที่สับสน ระหว่างคำสั่งไม่อนุญาตให้ยื่นคำให้การกับ คำสั่งไม่รับคำให้การ ซึ่งแตกต่างกัน

            โดยคำให้การเป็นคำคู่ความตามมตรา 1 ( 5 ) การสั่งไม่รับก็เป็นการไม่รับคำคุ่ความตามมาตรา 18 สามารถอุทธรณ์ ได้ทันที

            จะเห็นว่าคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การไม่ได้ตั้งประเด็น จึงไม่ใช่คำคู่ความ  

           

มาตรา ๑๙๙ ถ้าจำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การมาศาลก่อนศาลวินิจฉัยชี้ขาดคดีและแจ้งต่อศาลในโอกาสแรกว่าตนประสงค์จะต่อสู้คดี เมื่อศาลเห็นว่าการขาดนัดยื่นคำให้การนั้นมิได้เป็นไปโดยจงใจหรือมีเหตุอันสมควร ให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การภายในกำหนดเวลาตามที่ศาลเห็นสมควรและดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตั้งแต่เวลาที่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ
ในกรณีตามวรรคหนึ่ง ถ้าจำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การมิได้แจ้งต่อศาลก็ดี หรือศาลเห็นว่าการขาดนัดยื่นคำให้การนั้นเป็นไปโดยจงใจหรือไม่มีเหตุอันสมควรก็ดี ให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ในกรณีเช่นนี้ จำเลยอาจถามค้านพยานโจทก์ที่อยู่ระหว่างการสืบได้ แต่จะนำสืบพยานหลักฐานของตนไม่ได้
ในกรณีที่จำเลยมิได้ยื่นคำให้การภายในกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่ง หรือศาลไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การตามวรรคสอง หรือศาลเคยมีคำสั่งให้พิจารณาคดีใหม่ ตามคำขอของจำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การตามมาตรา ๑๙๙ ตรี มาก่อน จำเลยนั้นจะขอยื่นคำให้การตามมาตรานี้อีกหรือจะร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ไม่ได้
เรื่องคำสั่งระหว่างพิจารณา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4057/2540
คำสั่งอันจะถือว่าเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาไม่ได้จำกัดไว้เฉพาะคำสั่งที่สั่งก่อนมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีอันเป็นประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีเท่านั้น แม้ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีอันเป็นประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีแล้ว เมื่อจำเป็นต้องดำเนินกระบวนพิจารณาเพื่อมีคำสั่งชี้ขาดตามคำขอของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอยู่อีกคำสั่งในระหว่างการดำเนินกระบวนพิจารณาดังกล่าวก่อนมีคำสั่งชี้ขาดคำขอนั้นย่อมเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาเช่นเดียวกัน ดังนั้น หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาชี้ขาดตัดสินในประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีแล้ว จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ระหว่างการไต่สวนคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานจำเลยเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2538 จึงเป็นคำสั่งในระหว่างที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาไต่สวนคำร้องขอพิจารณาใหม่ก่อนที่จะมีคำสั่งชี้ขาดอนุญาตให้พิจารณาใหม่หรือไม่จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา เมื่อศาลชั้นต้นนัดฟังคำสั่งวันที่ 31 มกราคม 2538 จำเลยจึงมีเวลาถึง 7 วัน ที่จะโต้แย้งคัดค้านคำสั่งระหว่างพิจารณาดังกล่าวได้ แต่หาได้โต้แย้งคัดค้านไม่จำเลยจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 226(2)
หมายเหตุ
ในแวดวงของผู้ศึกษาวิชากฎหมายในคณะนิติศาสตร์ย่อมรู้จักเรื่องคำสั่งระหว่างพิจารณาดีว่ามีผลกระทบต่อการดำเนินคดีในศาลมาก กล่าวคือ ถ้าศาลมีคำสั่งใด ๆ ที่ถือว่าเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาแล้ว เช่น คำสั่งไม่รับบัญชีระบุพยาน คำสั่งไม่ให้สืบพยานบุคคลหรือพยานเอกสารบางส่วน คำสั่งไม่อนุญาตให้ไปสืบพยานนอกศาลเหล่านี้ถ้าคู่ความที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งไม่โต้แย้งคำสั่งไว้เสีย (ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226) ย่อมไม่อาจอุทธรณ์คำสั่งนั้นได้ภายหลังจากศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีนั้นได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2347/2532 และ5676/2539) แต่ถ้าโต้แย้งไว้แล้ว ย่อมสามารถอุทธรณ์คำสั่งนั้นได้ภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีนั้นเป็นต้นไป (ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1843/2531 และ 5174/2539) เพราะตามปกติแล้ว คำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลนั้นต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในระหว่างพิจารณา (ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 226(1) และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1333/2531)
เหตุผลที่ห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณา เพราะว่าในระหว่างพิจารณานั้นมีมากมายทั้งมิให้เป็นคำวินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องประเด็นแห่งคดี แต่กฎหมายให้อำนาจแก่ศาลที่จะมีคำสั่งอนุญาตหรือยกคำขอ (ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 131(1)) อันเป็นกรณีปกติในการดำเนินกระบวนพิจารณาซึ่งศาลก็จะต้องพิจารณาว่าคำขอนั้นมีเหตุสมควรหรือมีปัญหาตามกฎหมายหรือไม่ ในคดีหนึ่งหรือเพียงคดีอาจมีคำขอในเรื่องต่าง ๆ ทั้งฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลย หากให้อุทธรณ์คำสั่งนั้นได้แล้วก็จะมีการอุทธรณ์คำสั่งขึ้นไปสู่ศาลสูงทั้งที่คดียังไม่เสร็จจากศาลชั้นต้นเลย ทำให้คดีเดียวนั้นมีคนพิจารณากันทั้งในศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาเป็นภาระของทั้งศาลและงานธุรการ เป็นการเสียเวลาแก่ทุกฝ่าย และไม่เป็นผลดีในทางคดี ดังนั้น กฎหมายจึงห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งในระหว่างพิจารณา โดยรอให้ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีนั้นก่อน แล้วอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาและคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีขึ้นไปพร้อมกันเลย ภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น (ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 และ 229) อย่างไรก็ดีคำสั่งของศาลในบางกรณีแม้มีคำสั่งในระหว่างพิจารณาก็ได้รับการยกเว้นว่าให้อุทธรณ์ได้ทันที เช่น คำสั่งไม่รับหรือคืนคำคู่ความ คำสั่งให้กักขังหรือคำสั่งอันเกี่ยวกับคำขอคุ้มครองประโยชน์ของคู่ความในระหว่างการพิจารณา (ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 227 และมาตรา 228)
ปัญหาว่าคำสั่งในระหว่างการพิจารณาเกิดขึ้นเมื่อใด เมื่อพิจารณาจากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1(2), (7) และ (8) และมาตรา 131 ประกอบมาตรา 226 แล้ว คำสั่งระหว่างพิจารณาย่อมเกิดขึ้นได้นับแต่มีการยื่นคำฟ้องต่อศาล ไม่ว่าศาลจะได้มีคำสั่งให้รับคำฟ้องไว้แล้วหรือไม่ก็ตาม เมื่อศาลมีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งในระหว่างนั้น ย่อมเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา เว้นแต่กรณีที่ยกเว้นไว้ดังที่กล่าวแล้ว
ดังนั้น โดยทั่วไปแล้วคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลอาจเกิดขึ้นนับแต่มีการยื่นคำฟ้องต่อศาลก่อนศาลมีคำสั่งเรื่องคำฟ้องถึงก่อนศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีหรือจำหน่ายคดี
ปัญหาว่า คำสั่งระหว่างพิจารณาจะเกิดขึ้นภายหลังจากศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีได้หรือไม่ โดยมีคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ศาลพิพากษาแล้วเมื่อมีกระบวนพิจารณาเพื่อมีคำสั่งชี้ขาด ดังนั้นคำสั่งระหว่างการดำเนินกระบวนพิจารณานั้น ย่อมเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาเช่นกัน (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3305/2533) และคำพิพากษาศาลฎีกาตามหัวข้อหมายเหตุนี้ได้อธิบายปัญหาว่าคำสั่งระหว่างพิจารณาจะมีขึ้น ภายหลังจากศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีได้หรือไม่ว่า คำสั่งระหว่างพิจารณาไม่ได้จำกัดไว้เฉพาะคำสั่งที่สั่งก่อนมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีอันเป็นประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีเท่านั้น แม้ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดแห่งคดีแล้วเมื่อจำเป็นต้องดำเนินกระบวนพิจารณาเพื่อมีคำสั่งชี้ขาดตามคำขอของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอยู่อีก คำสั่งในระหว่างการดำเนินกระบวนพิจารณาดังกล่าวก่อนมีคำชี้ขาดคำขอนั้น ย่อมเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาเช่นเดียวกัน จากแนวคิดของศาลฎีกา อาจสรุปการเกิดคำสั่งในระหว่างพิจารณาได้ดังนี้
(1) คำสั่งระหว่างพิจารณามีได้ทั้งก่อนหรือหลังจากมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดี
(2) กรณีต้องดำเนินกระบวนพิจารณาเพื่อมีคำสั่งชี้ขาดตามคำขอของคู่ความภายหลังจากที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดแล้ว คำสั่งในระหว่างการดำเนินกระบวนพิจารณาก่อนมีคำสั่งชี้ขาดคำขอนั้นย่อมเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา
ผลของการเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาเช่นนี้ก็คือ คู่ความที่ได้รับผลกระทบก็ต้องโต้แย้งไว้ เช่นเดียวกันกับคำสั่งระหว่างพิจารณาก่อนศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดี (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13/2535)
อย่างไรก็ดี กรณีที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีแล้ว หากมีกรณีที่ศาลจะมีคำสั่งคำขอในเรื่องใด ๆ แล้วมิใช่ว่าคำสั่งศาลทุกกรณีเป็นคำสั่งในระหว่างพิจารณาเสมอไป ต้องพิจารณาประกอบหลักการจากคำพิพากษาศาลฎีกาประกอบหัวข้อหมายเหตุประกอบด้วย เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2782/2539 วินิจฉัยว่า จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่หลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว คำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่จึงไม่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ตามคำพิพากษาดังกล่าวมิได้แสดงเหตุผลไว้โดยแจ้งชัด โดยกล่าวเพียงว่าศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่หลังคำพิพากษาคำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งอนุญาตให้พิจารณาใหม่ จึงไม่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา คงสรุปได้ว่าโดยทั่วไปแล้วเมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีแล้ว หลังจากนั้นไปแล้ว ศาลมีคำสั่งใด ๆ ย่อมมิใช่คำสั่งในระหว่างพิจารณาเว้นแต่จะเข้ากรณี ตามที่คำพิพากษาศาลฎีกาหัวข้อหมายเหตุวางหลักวินิจฉัยกรณีที่จะเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาภายหลังจากที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดี
พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา
ก็ยังมีเหตุผลแย้งกันอยู่ว่าเกิดในชั้นอุทธรณ์ฎีกาได้หรือไม่

สถานะของโจทก์ก็แตกต่างกันไประหว่างจำเลยแต่ละคน ดูหลักเกณฑ์มาตรา 200
                    มาตรา ๒๐๐ ภายใต้บังคับมาตรา ๑๙๘ ทวิ และมาตรา ๑๙๘ ตรี ถ้าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่มาศาลในวันสืบพยาน และไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้เลื่อนคดี ให้ถือว่าคู่ความฝ่ายนั้นขาดนัดพิจารณา
                      ถ้าคู่ความฝ่ายใดไม่มาศาลในวันนัดอื่นที่มิใช่วันสืบพยาน ให้ถือว่าคู่ความฝ่ายนั้นสละสิทธิการดำเนินกระบวนพิจารณาของตนในนัดนั้น และทราบกระบวนพิจารณาที่ศาลได้ดำเนินไปในนัดนั้นด้วยแล้ว
1. คู่ความไม่มาศาล

2.วันสืบพยาน

3.ไม่ได้รับอนุญาตให้ไม่มา

คู่ความไม่มาหมายถึงทุกฝ่าย  คู่ความคือ โจทก์จำเลย ผุ้ร้องสอดและอื่นๆ
จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ( กฎหมายเก่าขาดนัดได้สองอย่าง ) ก่อนสืบโจทก์ จำเลยย่นคำร้อง พอวันนัดก็ให้ทนายมายื่นเลื่อนไต่สวน ศาลไม่อนุญาต ก็ให้สืบพยานต่อไปถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ผู้รับมอบฉันฑะไม่มีอำนาจ ถือว่าจำเลยไม่มาศาล ชอบแล้ว

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3474/2534 ค้นไม่พบ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7/2518
วันนัดพิจารณาสืบพยานโจทก์จำเลย ทนายจำเลยมาศาลยื่นคำร้องขอถอนตัวจากการเป็นทนาย ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตตามคำขอโดยตัวจำเลยไม่มาศาลและไม่ปรากฏว่าได้ทราบคำขอของทนายความแล้วหาได้ไม่ ทั้งเมื่อทนายของจำเลยมาศาลในวันนัดแล้วเช่นนี้ การที่ศาลมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดพิจารณาสืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียวแล้วพิพากษาคดีไปนั้น จึงไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา
การมาศาลของคู่ความหมายถึงว่ามาศาลในขณะที่คดีของพิจารณาคดี

สืบเนื่องจากการรับผิดละเมิด ถึงวันนัดให้เสมียนมาเลื่อน ศาลอนุญาต พอวันเลื่อน โจทก์ไม่มา จนศาลจำหน่ายคดี โจทก์มายื่นว่า จดวันนัดผิดขอพิจารณาคดีใหม่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3388/2545
การที่โจทก์ต้องมาศาลในวันนัดสืบพยาน โจทก์ต้องมาตรงตามเวลานัดด้วยมิใช่ว่าโจทก์จะมาศาลในเวลาใดก็ได้ก่อนสิ้นเวลาทำการของศาล เมื่อศาลชั้นต้นออกนั่งพิจารณาในวันนัดสืบพยานโจทก์เวลา 10.30 นาฬิกา เกินเวลานัดไปถึง 1 ชั่วโมง 30 นาทีฝ่ายโจทก์ก็ยังไม่มา โดยมิได้ร้องขอเลื่อนคดีหรือแจ้งเหตุขัดข้องจึงต้องถือว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 197 วรรคสอง (เดิม) ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความอันเป็นคำสั่งตามบทบัญญัติมาตรา 132(2) ประกอบมาตรา 201 วรรคหนึ่ง (เดิม) จึงชอบแล้ว หลังจากนั้นโจทก์มาศาลและยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นนำคดีขึ้นมาดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปย่อมมีผลเท่ากับการขอให้พิจารณาคดีใหม่ ซึ่งต้องห้ามตามมาตรา 201 วรรคหนึ่ง (เดิม)
หมายเหตุ
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 197 วรรคสอง (เดิม) หรือมาตรา 200 ที่แก้ไขใหม่ระบุว่า คู่ความไม่มาศาลในวันสืบพยานถือว่าขาดนัดพิจารณาและตามมาตรา 1(10) "วันสืบพยาน" หมายความว่า วันที่ศาลเริ่มต้นทำการสืบพยาน มิได้ระบุถึงเวลานัดไว้เลย แต่ศาลจะนัดสืบพยานโดยระบุเวลานัดไว้ด้วยเสมอคู่ความจึงต้องมาศาลในวันนัดสืบพยานตามเวลาที่นัดด้วย มิใช่จะมาเวลาใดก็ได้ที่เป็นเวลาทำการ ดังนั้น เมื่อศาลนัดสืบพยานโจทก์เวลา 9 นาฬิกา โจทก์ไม่มาตามเวลานัดย่อมถือว่าขาดนัดพิจารณา เมื่อศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีจากสารบบความแล้ว การที่โจทก์มาศาลก็ถือว่าขาดนัดพิจารณาอยู่นั่นเอง แม้จะยังเป็นวันนัดสืบพยานโจทก์ก็ตามคำร้องของโจทก์ที่ยื่นในวันดังกล่าวภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีจากสารบบความเพื่อให้ศาลนำคดีขึ้นมาดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปจึงเท่ากับเป็นการขอให้พิจารณาคดีใหม่ ซึ่งต้องห้ามตามมาตรา 201 เดิม ทางแก้ของโจทก์จึงต้องฟ้องเป็นคดีใหม่ต่อไป
ไพโรจน์ วายุภาพ

การขาดนัดพิจารณาต้องเป็นเรื่องทราบนัดโดยชอบ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2036/2522
ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 5 ตุลาคม 2520 ในวันที่4 ตุลาคม 2520 ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีอ้างว่าติดว่าความที่ศาลอื่น ขอให้เลื่อนไปนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 14 พฤศจิกายน 2520ครั้นถึงวันนัดทนายจำเลยไปว่าความศาลอื่นตามที่อ้าง ดังนี้การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันที่ 5 ตุลาคม 2520 อันเป็นวันนัดสืบพยานโจทก์อนุญาตให้เลื่อนคดีกำหนดวันนัดใหม่ ให้นัดสืบพยานโจทก์วันที่ 14พฤศจิกายน 2520 เวลา 8.30 น. อันเป็นวันที่ทนายจำเลยขอให้นัดไว้ แต่ไม่ปรากฏว่าทนายจำเลยได้ทราบคำสั่งอนุญาตให้เลื่อนคดีไปนัดสืบพยานโจทก์ในวันนัดใหม่นั้นแล้ว แม้ทนายจำเลยจะไม่ได้ติดตามสอบถามเพราะหลงลืม และต่อมาจำเลยและทนายจำเลยไม่ได้มาศาลในวันนัดสืบพยานโจทก์ ก็ยังไม่พอจะถือว่าจำเลยจงใจขาดนัดพิจารณา

 

ครั้งที่ 10 ( 27/01/2552 )

หลักเกณฑ์ข้อที่ 2 การที่คู่ความไม่มาศาลในวันสืบพยาน. หลักปัจจุบันอยู่ตัวแล้ว ว่า

วันสืบพยานของการขาดนัดนี้ หมายถึงวันที่ศาลเริ่มต้นสืบพยาน ( ดูจากนิยาม )

(๑๐) "วันสืบพยาน" หมายความว่า วันที่ศาลเริ่มต้นทำการสืบพยาน

ก็เคยมีข้อสอบออกในสมัยก่อนถามเพียงว่าวันสืบพยานหมายความว่าอย่างไรเพียงเท่านั้น

สมัยก่อนออกไม่ยากสมัยนี้เป็นที่หนักใจสำหรับกรรมการเพราะต้องออกขั้อสอบที่ยังไม่ออก และต้องไม่ยากง่ายจนเกินไป

มาตรา ๒๐๐ ภายใต้บังคับมาตรา ๑๙๘ ทวิ และมาตรา ๑๙๘ ตรี ถ้าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่มาศาลในวันสืบพยาน และไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้เลื่อนคดี ให้ถือว่าคู่ความฝ่ายนั้นขาดนัดพิจารณา
ถ้าคู่ความฝ่ายใดไม่มาศาลในวันนัดอื่นที่มิใช่วันสืบพยาน ให้ถือว่าคู่ความฝ่ายนั้นสละสิทธิการดำเนินกระบวนพิจารณาของตนในนัดนั้น และทราบกระบวนพิจารณาที่ศาลได้ดำเนินไปในนัดนั้นด้วยแล้ว

หากโดยข้อเท็จจริง คู่ความที่ไม่มาศาลหากมาศาลก็ไม่สามารถสืบพยานได้ ก็ไม่ถือเป็นการขาดนัดสืบพยาน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5254/2542
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 201 วรรคหนึ่ง มีเจตนารมณ์ในการกำหนดเป็นมาตรการให้ศาลนำมาใช้เพื่อให้สามารถดำเนินกระบวนพิจารณาให้สำเร็จลุล่วงไปได้ในกรณีที่ศาลและคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งพร้อมที่จะสืบพยานตามที่นัดได้ แต่โจทก์ไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้องหรือขอเลื่อนคดี แต่ถ้าหากเป็นกรณีที่ศาลหรือคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งไม่พร้อมที่จะสืบพยานเช่น ศาลติดพิจารณาคดีอื่นหรือกรณีคดีนี้ที่ยังส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยไม่ได้ แม้โจทก์และพยานโจทก์มาศาล ศาลก็ไม่สามารถจะสืบพยานโจทก์ตามที่นัดไว้ได้ ดังนั้น โดยเจตนารมณ์ของบทบัญญัติแห่งบทกฎหมายดังกล่าว และเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลจึงยังไม่ควรด่วนสั่งว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณา
เพราะการขาดนัดทั้งคู่สั่งตามมาตรา 200 ปัจจุบัน แนวฎีกาบอกว่าต้องสั่งก่อน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4774/2537
                     ในวันนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 23 พฤศจิกายน 2533 ผู้รับมอบฉันทะทนายจำเลยที่ 1 มาศาลและยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีอ้างว่าติดว่าความที่ศาลอื่นซึ่งได้นัดไว้ก่อนแล้ว ส่วนโจทก์และจำเลยที่ 2 ไม่มาการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องขอเลื่อนคดีว่า "สั่งในรายงาน"แล้วมีคำสั่งในรายงานกระบวนพิจารณาว่า ทนายจำเลยที่ 1 มอบฉันทะให้เสมียนทนายยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีแสดงว่าตั้งใจที่จะให้ดำเนินการพิจารณาคดีต่อไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 201จึงมีคำสั่งว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณา ให้นัดสืบพยานจำเลยที่ 1 ต่อไปในวันที่ 20 ธันวาคม 2533 เวลา 13.30 นาฬิกา และให้จำหน่ายคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความจึงไม่ถูกต้อง เนื่องจากศาลชั้นต้นยังมิได้พิจารณาคำร้อง ขอเลื่อนคดีของทนายจำเลยที่ 1เลยว่าทนายจำเลยที่ 1 มาศาลไม่ได้เพราะติดว่าความที่ศาลอื่นจริงหรือไม่ หากข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำร้องก็ถือได้ว่ามีเหตุจำเป็นอันมิอาจก้าวล่วงได้ชอบที่จะสั่งอนุญาตให้เลื่อนคดีไว้ และวันที่23 พฤศจิกายน 2533 ก็มิใช่วันที่ศาลเริ่มต้นทำการสืบพยานอีกต่อไปแม้โจทก์และจำเลยที่ 2 ไม่มาศาลในวันดังกล่าว กรณีก็ไม่ต้องด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ว่าด้วยการพิจารณาโดยขาดนัด การที่ศาลชั้นต้นมิได้พิจารณาสั่งคำร้องขอเลื่อนคดีของทนายจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 40แต่กลับก้าวล่วงไปสั่งว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณาและให้จำหน่ายคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ เป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ว่าด้วยการพิจารณา ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยโดยให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นที่ไม่ชอบนั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243(2),247 ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานแล้วพิพากษาใหม่โดยไม่ถูกต้อง เนื่องจากศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำพิพากษา ศาลฎีกาแก้ไขให้ถูกต้องได้
ศาลวางหลักว่า การที่จำเลยขอเลื่อนด้วย ไม่มีบทบัญญัติบังคับที่ต้องสอบคำขออีกฝ่ายหนึ่งก่อนแล้วจึงจะสั่งขาดนัดได้ ตามแนวฎีกาอยู่ที่ดุลพินิจศาล  
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6079/2544

กรณีที่โจทก์ขาดนัดพิจารณาตามมาตรา 201 วรรคหนึ่ง เดิม จำเลยที่ 2แถลงในวันสืบพยานแต่เพียงว่า "การดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วแต่ศาลจะพิจารณาสั่ง" เพียงเท่านี้ไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้แจ้งต่อศาลแล้วว่าตนตั้งใจจะให้ดำเนินการพิจารณาคดีต่อไป ศาลไม่มีหน้าที่ที่จะต้องสอบถามจำเลยที่ 2 เสียก่อนที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย
การที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีในวันสืบพยานด้วยนั้นไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายบังคับว่า หากมีกรณีดังกล่าว ศาลจะต้องสอบคำร้องขอเลื่อนคดีของอีกฝ่ายหนึ่งเสียก่อนจึงจะมีคำสั่งขาดนัดพิจารณาได้ ข้ออ้างของจำเลยที่ 1 เท่ากับเป็นการแปลความเพิ่มหลักเกณฑ์ลงไปในมาตรา 197 วรรคสอง เดิม ซึ่งไม่ถูกต้อง การที่ศาลชั้นต้นจะสอบคำขอเลื่อนคดีของอีกฝ่ายหนึ่งหรือไม่ เป็นดุลพินิจหากศาลใช้ดุลพินิจสอบคำขอเลื่อนคดีแล้วมีคำสั่งให้เลื่อนคดี วันนัดดังกล่าวก็มิใช่วันสืบพยานตามกฎหมายอีกต่อไป แต่สำหรับคดีนี้ ศาลชั้นต้นเห็นว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณาและสั่งจำหน่ายคดีโจทก์ไปแล้วตามมาตรา 197 วรรคสอง เดิม ประกอบกับมาตรา 201 วรรคหนึ่ง เดิมคำขอเลื่อนคดีของจำเลยที่ 1 ย่อมตกไป

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 15,448,616.98 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 20.25ต่อปี ของต้นเงิน 10,669,158.09 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 25,889 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระให้บังคับเอากับทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่น
จำเลยทั้งสี่ให้การ ขอให้ยกฟ้อง
ในวันนัดสืบพยานโจทก์ ทนายจำเลยที่ 2 มาศาล ทนายจำเลยที่ 1 ที่ 3และที่ 4 มอบฉันทะให้เสมียนทนายนำคำร้องมายื่นขอเลื่อนคดี ส่วนโจทก์ไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง ศาลชั้นต้นสอบแล้ว ทนายจำเลยที่ 2แถลงว่าการดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วแต่ศาลจะพิจารณาสั่งศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งว่า โจทก์ทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาล จึงให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ คำร้องขอเลื่อนคดีของจำเลยที่ 1 ที่ 3และที่ 4 ไม่จำต้องพิจารณาสั่ง
จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์คำสั่ง
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
โจทก์และจำเลยทั้งสี่ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องก่อนวันที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 19)พ.ศ. 2543 ใช้บังคับ จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในวันที่ยื่นฟ้องนั้นบังคับแก่คดีจนกว่าคดีจะถึงที่สุดนั้น ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวข้างต้น สำหรับฎีกาของโจทก์เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพราะเหตุโจทก์ขาดนัดพิจารณา ผลจึงมีต่อไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 201 วรรคหนึ่ง เดิมว่า โจทก์จะอุทธรณ์คำสั่งจำหน่ายคดีหรือมีคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ไม่ได้ ทางแก้ของโจทก์หากประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปมีเพียงประการเดียวคือ จะต้องเสนอคำฟ้องใหม่ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยอายุความคดีของโจทก์จึงต้องห้ามอุทธรณ์ฎีกาทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายมาตั้งแต่ต้น การที่โจทก์ยื่นคำแก้อุทธรณ์คำสั่งจำหน่ายคดีของจำเลยทั้งสี่เพราะกฎหมายไม่ห้ามฝ่ายจำเลยที่จะอุทธรณ์ ก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิในการอุทธรณ์หรือฎีกาขึ้นมาใหม่ ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 201 วรรคหนึ่งเดิมการที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ในข้อนี้จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ต่อไปว่า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีโจทก์ โดยไม่สั่งงดสืบพยานโจทก์นัดสืบพยานจำเลยต่อไป เป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ในกรณีที่โจทก์ขาดนัดพิจารณาตามมาตรา 201 วรรคหนึ่งเดิม หากจำเลยมิได้แจ้งต่อศาลว่า ตนตั้งใจจะให้ดำเนินการพิจารณาคดีต่อไป ศาลจะต้องมีคำสั่งจำหน่ายคดี แต่ถ้าจำเลยแจ้งต่อศาลว่าตนตั้งใจดังกล่าวมานั้น ศาลจะมีคำสั่งว่า โจทก์ขาดนัดพิจารณาแล้วให้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีนั้นไปฝ่ายเดียวตามมาตรา 201 วรรคสองในกรณีหลังนี้ หากวันสืบพยานครั้งแรกเป็นวันสืบพยานโจทก์ จึงจะมีการสั่งงดสืบพยานโจทก์และสืบพยานจำเลยต่อไป ดังที่จำเลยที่ 2ฎีกาได้ การที่จำเลยที่ 2 แถลงในวันสืบพยานแต่เพียงว่า "การดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วแต่ศาลจะพิจารณาสั่ง" เพียงเท่านี้ไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้แจ้งต่อศาลแล้วว่า ตนตั้งใจจะให้ดำเนินการพิจารณาคดีต่อไป และศาลไม่มีหน้าที่ที่จะต้องสอบถามจำเลยที่ 2 เสียก่อน ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีโจทก์ จึงชอบด้วยกฎหมายฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น
ส่วนที่โจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ฎีกาว่า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณาแล้วสั่งจำหน่ายคดีโจทก์ โดยไม่พิจารณาคำร้องขอเลื่อนคดีของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 เสียก่อนนั้น เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายปัญหานี้ แม้โจทก์จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 จะมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นอุทธรณ์แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน โจทก์จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ย่อมมีสิทธิที่จะยกปัญหานี้ขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง สำหรับปัญหานี้เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 197 วรรคสอง เดิมศาลจะสั่งว่าคู่ความขาดนัดพิจารณาจะต้องประกอบด้วยหลักเกณฑ์ 2 ประการ คือคู่ความต้องไม่มาศาลในวันสืบพยานและคู่ความฝ่ายนั้นมิได้ร้องขอเลื่อนคดี หรือแจ้งเหตุขัดข้องที่ไม่มาศาลเสียก่อนลงมือสืบพยาน คดีนี้จึงเข้าหลักเกณฑ์ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ครบถ้วนแล้ว ส่วนการที่จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีในวันสืบพยานด้วยนั้น ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายบังคับว่า หากมีกรณีดังกล่าวศาลจะต้องสอบคำร้องขอเลื่อนคดีของอีกฝ่ายหนึ่งเสียก่อน จึงจะมีคำสั่งขาดนัดพิจารณาได้ ข้ออ้างในฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4เท่ากับเป็นการแปลความเพิ่มหลักเกณฑ์ลงไปในมาตรา 197 วรรคสองซึ่งไม่ถูกต้อง การที่ศาลชั้นต้นจะสอบคำขอเลื่อนคดีของอีกฝ่ายหนึ่งหรือไม่เป็นดุลพินิจ หากศาลใช้ดุลพินิจสอบคำขอเลื่อนคดี แล้วมีคำสั่งให้เลื่อนคดีวันนัดดังกล่าวก็มิใช่วันสืบพยานตามกฎหมายอีกต่อไป แต่สำหรับคดีนี้ศาลชั้นต้นเห็นว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณาและสั่งจำหน่ายคดีโจทก์ไปแล้วตามมาตรา 197 วรรคสอง ประกอบกับ มาตรา 201 วรรคหนึ่ง เดิม คำขอเลื่อนคดีของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ย่อมตกไปศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"
พิพากษายืน
การนัดเดินเผชิญสืบก็ถือว่าเป็นวันนัดสืบพยาน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3872/2535
จำเลยซึ่งมีหน้าที่นำสืบก่อนขอเผชิญสืบที่พิพาท และศาลได้ไปเผชิญสืบในวันที่จำเลยขอ ถือได้ว่าเป็นการสืบพยานและวันดังกล่าวเป็นวันสืบพยานตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1(10)ประกอบมาตรา 102 วรรคแรก การที่โจทก์ได้ร่วมไปเผชิญสืบในวันนั้นย่อมถือได้ว่าโจทก์ได้มาศาลในวันสืบพยานตามมาตรา 197 วรรคสอง แม้โจทก์จะไม่มาศาลในวันสืบพยานจำเลยนัดต่อมา ก็ไม่เป็นการขาดนัดพิจารณาที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณาแล้วสืบพยานจำเลยต่อไปโดยมิได้สืบพยานฝ่ายโจทก์ เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งป.วิ.พ. ว่าด้วยการพิจารณา ศาลฎีกาย่อมเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่มิชอบดังกล่าวเสียตามมาตรา 243(2) ประกอบด้วยมาตรา 247 โดยพิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้โจทก์ขาดนัดพิจารณาและกระบวนพิจารณาภายหลังจากนั้นทั้งหมดกับให้ยกคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสอง ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
หมายเหตุ
ข้อสรุปจากคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้
1. คำว่า "สืบพยาน" ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1(10) หมายความรวมถึง การเดินเผชิญสืบด้วยเนื่องจากเป็นการสืบพยานนอกศาลตามมาตรา 102 วรรคแรก
2. ดังนั้นคำว่า "มาศาล" ตามมาตรา 197 วรรคสอง จึงไม่จำเป็นที่คู่ความต้องมาอยู่ในห้องพิจารณาของศาลเสมอไป การอยู่ร่วมในขณะที่ศาลเดินเผชิญสืบก็ถือว่าเป็นการ "มาศาล" แล้ว
วราคมน์ เลี้ยงพันธุ์
การส่งประเด็นไปสืบก็คือการที่คู่ความอ้างพยานบุคคลที่มีภูมิลำเนาอยู่นอกเขตศาล

หลักเกณฑ์ที่ 3 คือ ไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้เลื่อนคดี หมายรวมถึงไม่ได้ยื่นคำร้องขอให้เลื่อนคดีเลยด้วย

ส่วนอีกกรณีหนึ่งคือได้ยื่นคำขอไว้ล่วงหน้าอยู่แล้ว และไม่ได้มาศาลอีกทั้ง ศาลไม่อนุญาต ต่างกับ กรณีที่ ไม่ได้ยื่นไว้ล่วงหน้า แต่ให้ผู้มอบฉันฑะมาเลื่อน แล้วศาลไม่อนุญาต ก็ไม่ขาดนัด เพราะว่ามีตัวผู้มอบฉันฑะมาสาลแล้ว

การขาดนัดเป็นผลของศาล แต่หากการขาดนัดไปโดยผิดหลงศาลย่อมเพิกถอนได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4297/2534
วันนัดสืบพยานจำเลยซึ่งมีหน้าที่นำสืบก่อน จำเลยมาศาล ส่วนโจทก์ไม่ได้ไปศาลเจ้าของคดีตามนัด แต่โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีต่อศาลแพ่งอันเป็นศาลที่โจทก์และทนายโจทก์มีภูมิลำเนาอยู่ อ้างเหตุว่าทนายโจทก์ป่วยโดยมีใบรับรองแพทย์และความเห็นของแพทย์แนบไปด้วยศาลแพ่งจึงสั่งให้โจทก์เลื่อนคดีและได้แจ้งให้ศาลเจ้าของคดีทราบอันเป็นกระบวนพิจารณาที่ศาลแพ่งมีอำนาจทำได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 10 ดังนี้ เป็นกรณีที่โจทก์ได้ร้องขอเลื่อนคดีหรือแจ้งเหตุขัดข้องที่ไม่ไปศาลเสียก่อนลงมือสืบพยานไม่ถือว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 197 วรรคสอง แม้โจทก์มิได้ยื่นบัญชีระบุพยานไว้ก่อนวันสืบพยาน 3 วันก็ตาม เมื่อปรากฏว่าศาลเจ้าของคดีสั่งว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณาก่อนทราบคำสั่งของศาลแพ่งดังกล่าว จึงเป็นการสั่งไปโดยผิดหลง ศาลเจ้าของคดีมีอำนาจสั่งเพิกถอนคำสั่งนั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27

ดูมาตรา 200 วรรค 2 ถ้าคู่ความฝ่ายใดไม่มาศาลในวันนัดอื่นที่มิใช่วันสืบพยาน ให้ถือว่าคู่ความฝ่ายนั้นสละสิทธิการดำเนินกระบวนพิจารณาของตนในนัดนั้น และทราบกระบวนพิจารณาที่ศาลได้ดำเนินไปในนัดนั้นด้วยแล้ว

 

เป็นการขยายความว่าแม้ไม่ถือว่าขาดนัด  แต่ก็มีบทลงโทษคู่ความที่ไม่มาศาลนัดอื่นอยู่ด้วย คือต้องถือว่าคู่ความฝ่ายนั้นสละสิทิในการดำเนินกระบวนพิจารณา
การที่คู่ความทั้งสองฝ่ายขาดนัดพิจารณา

มาตรา ๒๐๑ ถ้าคู่ความทั้งสองฝ่ายขาดนัดพิจารณา ให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีนั้นเสียจากสารบบความ
อันนี้ก็ง่ายตรงไปตรงมา

ผลของการจำหน่ายคดีตามมาตรา 201 คือโจทก์ไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่ง ตาม มาตรา 203  ห้ามแต่ฝ่ายโจทก์นะครับ ไม่ได้ห้ามจำเลย

แต่อย่างไรก็ตามโจทก์ก้สามารร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบได้ แต่ต้องยื่นไม่ช้ากว่า 8 วัน นับแต่วันที่ทราบมูลเหตุนั้น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5186/2548
ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคสอง กำหนดให้คู่ความฝ่ายที่เสียหายยกข้อค้านเรื่องผิดระเบียบขึ้นกล่าวได้ไม่ว่าเวลาใด ๆ ก่อนมีคำพิพากษา แต่ต้องไม่ช้ากว่าแปดวันนับแต่วันที่ได้รับทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเกิดมูลแห่งข้ออ้างนั้นซึ่งระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ดังกล่าวนี้ใช้บังคับแก่การยื่นคำร้องขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบทุกกรณีไม่ว่าจะอยู่ในระหว่างพิจารณาหรือหลังจากศาลพิพากษา หาใช่ว่าใช้บังคับเฉพาะกรณีขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบช่วงก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาไม่ ดังนั้น คำร้องของโจทก์ที่ขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีที่สั่งโดยผิดระเบียบ โดยอ้างว่าทนายโจทก์ได้มอบฉันทะให้เสมียนทนายนำคำร้องมาขอเลื่อนคดีต่อศาลโดยให้เหตุผลว่าป่วยถือว่าโจทก์มาศาลและแจ้งเหตุขัดข้องให้ศาลทราบแล้ว ไม่ชอบที่ศาลชั้นต้นจะสั่งจำหน่ายคดีเพราะเหตุโจทก์ไม่มาศาลนั้น จึงอยู่ในบังคับระยะเวลาแปดวันที่จะต้องปฏิบัติตาม เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องดังกล่าวล่วงเลยระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดโจทก์ย่อมหมดสิทธิคัดค้านกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3346/2535
คำว่าคดีอยู่ในระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 173 วรรคสอง นั้น หมายความว่าคดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาก็ได้ แม้ศาลชั้นต้นจะสั่งจำหน่ายคดีจากสารบบความแล้ว แต่จำเลยยังอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งดังกล่าวอยู่ ก็ถือว่าคดีอยู่ในระหว่างพิจารณาเช่นเดียวกัน โจทก์จึงไม่อาจนำคดีเรื่องเดียวกันมาฟ้องอีกได้เป็นฟ้องซ้อน
โจทก์นำคดีเรื่องเดียวกันกับคดีก่อนมาฟ้องจำเลยคนเดียวกัน เป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตั้งแต่วันยื่นคำฟ้องแล้ว โดยไม่ต้องคำนึงถึงเหตุที่จะเกิดขึ้นภายหลังจากวันยื่นคำฟ้องนั้นแม้คดีก่อนต่อมาจะถึงที่สุดก็ตาม ส่วนการจำหน่ายคดีตามมาตรา 201 วรรคแรก ที่ไม่ตัดสิทธิของโจทก์ที่จะเสนอคำฟ้องใหม่นั้น เป็นเพียงไม่ตัดสิทธิของโจทก์ที่จะเสนอคำฟ้องใหม่ ส่วนโจทก์จะยื่นคำฟ้องใหม่ได้หรือไม่ ต้องบังคับตามมาตรา 173 ด้วย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 684/2548
คดีก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีจากสารบบความเนื่องจากโจทก์และจำเลยขาดนัดพิจารณา จึงไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องเป็นคดีใหม่ภายในกำหนดอายุความ ดังนั้นแม้โจทก์จะฟ้องคดีนี้ขณะคดีก่อนยังอยู่ในกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ แต่เมื่อจำเลยมิได้อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นในคดีก่อนที่ให้จำหน่ายคดีจนคำสั่งศาลชั้นต้นถึงที่สุดแล้ว ก็ถือไม่ได้ว่าขณะโจทก์ฟ้องคดีนี้ก่อนอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้อน และแม้ต่อมาจำเลยจะได้ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีและอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องในคดีก่อนก็ตามแต่เป็นการยื่นคำร้องเมื่อคดีถึงที่สุดแล้วและยื่นคำร้องช้ากว่า 8 วัน นับแต่วันที่ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างว่าผิดระเบียบคำร้องคัดค้านเรื่องผิดระเบียบที่ขอให้เพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีจึงไม่ชอบ ไม่มีผลกระทบถึงคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีและถึงที่สุดไปแล้ว

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นหนี้ตามสัญญาบัตรเครดิต ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 104,595.72 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 20 ต่อปี ของต้นเงิน 73,540.40 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยสมัครเป็นสมาชิกและไม่เคยใช้บัตรเครดิตของโจทก์ ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ บ.327/2543 ของศาลชั้นต้นขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทอื่นและมีคำพิพากษาใหม่ต่อไป
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เดิมโจทก์ฟ้องจำเลยฐานผิดสัญญาบัตรเครดิตเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ บ.10581/2542 หมายเลขแดงที่ บ. 327/2543 ของศาลชั้นต้น ในวันที่ 20 มกราคม 2543 ซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานโจทก์นัดแรกโจทก์และจำเลยขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีจากสารบบความ วันที่ 27 มกราคม 2543 โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยในเรื่องเดียวกันต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีนี้ ต่อมาวันที่ 4 เมษายน 2543 จำเลยยื่นคำร้องในคดีก่อนขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีโดยอ้างว่าเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับฟ้องโจทก์ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ บ.10581/2542 หมายเลขแดงที่ บ.327/2543 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีจากสารบบความเนื่องจากโจทก์และจำเลยขาดนัดพิจารณา จึงไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องเป็นคดีใหม่ภายในกำหนดอายุความ แม้โจทก์จะฟ้องคดีนี้ขณะคดีก่อนยังอยู่ในกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ แต่จำเลยมิได้อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีจนคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว จึงถือไม่ได้ว่าขณะโจทก์ฟ้องคดีนี้ก่อนอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ แม้ต่อมาจำเลยจะได้ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีและอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น ที่ให้ยกคำร้องดังกล่าว แต่เป็นการยื่นคำร้องเมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว และยื่นคำร้องช้ากว่า 8 วัน นับแต่วันที่ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างว่าผิดระเบียบ คำร้องคัดค้านเรื่องผิดระเบียบที่ขอให้เพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีจึงไม่ชอบ ไม่มีผลกระทบถึงคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีและถึงที่สุดไปแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"
พิพากษายืน

ครั้งที่ 11( 03/02/09 )

 

ฎ.640/2549 วินิจฉัยว่าคู่ความรวมถึงทนายความและเสมียนผู้ได้รับมอบฉันทะ แต่ไม่ใช่คู่ความเพราะไม่มีสิทธิว่าความ จึงถือว่าจำเลยที่สองและทนายความไม่มา

            ก็รู้สึกว่าจะต่างกับที่อาจารย์เคยกล่าวมาแล้ว มีข้อสังเกตว่า คำร้องขอทนายนั้นไม่เกี่ยวกับคดีหรือเปล่า ก็ต้องดูเป็นกรณีไป กรณีอย่างนี้เป็นเรื่องที่ คำพิพากษาฎีกานี้เองที่ไม่ขาดนัดพิจารราเป็นการนำกฎหมายใหม่มาจับว่าไม่ขาดนัดเพราะแจ้งเหตุขัดข้องแล้ว ก็ลองไปศึกษาดู

            ต่อไปเป็นเรื่องโจทก์ขาดนัดปกติก็จะจำหน่ายคดีเว้นแต่จำเลยขอให้พิจารณาคดีต่อไป จำเลยฝ่ายนั้นก็ได้สิทธิดำเนินกระบวนพิจารณาไปฝ่ายเดียว อันนี้ก็เกี่ยวกับการใช้กฎหมายเหมือนกัน

ฎ. 728/2549 เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ผิดนัดเช่าซื้อ  การที่จำเลยที่ 1 แถลงคัดค้านการถอนฟ้อง เป็นคนล่ะกรณีกับการขอให้ดำเนินกระบวนพิจารณาคดีต่อไป การอ้างเหตุว่าทิ้งฟ้องไม่ถูกต้อง  แต่เป็นการขาดนัดพิจาณา จำหน่ายคดีถูกต้องแล้ว

            เป็นเรื่องที่ชั้นต้นจำหน่ายคดี เรียกว่าเป็นเรื่องสืบเนื่องจากการขับไล่ ชั้นสืบพยานโจทก์ขาดนัด จำเลยไม่ติดใจ ศาลจำหน่าย หลังจากนั้นโจทก์ยื่นคำร้อง ว่าติดคดีและ ได้ให้เสมียนทนายมาเลื่อนคดีแล้วเกิดข้อบกพร่อง  ศาลสูงทั้งสองยืนว่า เป็นการสั่งโดยไม่ผิดหลงของศาลชั้นต้น

            กรณีที่โจทก์ไม่มาสาลแล้วจำเลยก็ไม่มาแต่ได้มอบให้เสมียญทนายจำเลยมายื่นเลื่อน ไม่ถือว่าจำเลยขาดนัดด้วย ปัญหาว่าเสมียญจะแถลงว่าขอดำเนินคดีต่อไปได้หรือไม่ หรือจะอนุโลมให้ ถือว่าเป็นการแถลงขอดำเนินคดีต่อไปได้หรือไม่ ไม่ได้เพราะไม่ได้มอบมาอย่างนั้นและจะถืออนุโลม ไม่ได้

            ลักษณะการแถลงนั้นที่ดีควรจะล้อถ้อยคำตัวบท แต่บางที ก็แถลงไม่ล้อทำให้ต้องวินิฉัย เช่น การแจ้งว่าข้อให้สิบพยาน ขอให้ยกฟ้อง ก็เป็นการแถลงขอให้ดำเนินคดีต่อไป

6079/2544  แล้วแต่ศาลจะเห็นสมควรไม่ถือว่าติดใจดำเนินคดีต่อไป

กรณีที่โจทก์ขาดนัดพิจารณาตามมาตรา 201 วรรคหนึ่ง เดิม จำเลยที่ 2แถลงในวันสืบพยานแต่เพียงว่า "การดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วแต่ศาลจะพิจารณาสั่ง" เพียงเท่านี้ไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้แจ้งต่อศาลแล้วว่าตนตั้งใจจะให้ดำเนินการพิจารณาคดีต่อไป ศาลไม่มีหน้าที่ที่จะต้องสอบถามจำเลยที่ 2 เสียก่อนที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย

การที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีในวันสืบพยานด้วยนั้นไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายบังคับว่า หากมีกรณีดังกล่าว ศาลจะต้องสอบคำร้องขอเลื่อนคดีของอีกฝ่ายหนึ่งเสียก่อนจึงจะมีคำสั่งขาดนัดพิจารณาได้ ข้ออ้างของจำเลยที่ 1 เท่ากับเป็นการแปลความเพิ่มหลักเกณฑ์ลงไปในมาตรา 197 วรรคสอง เดิม ซึ่งไม่ถูกต้อง การที่ศาลชั้นต้นจะสอบคำขอเลื่อนคดีของอีกฝ่ายหนึ่งหรือไม่ เป็นดุลพินิจหากศาลใช้ดุลพินิจสอบคำขอเลื่อนคดีแล้วมีคำสั่งให้เลื่อนคดี วันนัดดังกล่าวก็มิใช่วันสืบพยานตามกฎหมายอีกต่อไป แต่สำหรับคดีนี้ ศาลชั้นต้นเห็นว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณาและสั่งจำหน่ายคดีโจทก์ไปแล้วตามมาตรา 197 วรรคสอง เดิม ประกอบกับมาตรา 201 วรรคหนึ่ง เดิมคำขอเลื่อนคดีของจำเลยที่ 1 ย่อมตกไป

 

เป็นหน้าที่ของจำเลยไม่ใช่หน้าที่ของศาลที่ต้องไปสอบถามจำเลยว่าจะดำเนินคดีต่อไปหรือไม่

 

การสั่งให้ตัดสินคดีไปฝ่ายเดียวคือศาล หน้าที่นำสืบตกแก่โจทก์ บางครั้งศาลอาจจะยกฟ้องไปเลยก็ได้  แต่อย่าลืมว่ากรณีอย่างนี้ก้เป็นการพิจารราฝ่ายเดียวเช่นกัน หากจำเลยไม่สืบหรือ สืบไม่ได้ ศาลก็อาจจะ พิพากษาตามฟ้องโจทก์ได้เช่นกัน

            ถ้าขาดนัดพิจารณา ก็ให้ชี้ขาดตัดสินไปฝ่ายเดียว โดยโจทก์ไม่ต้องร้องขอและศาลไม่จำเป็นต้องมีคำสั่งให้จำเลยขาดนัดพิจารณา

1.เมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จวันเดียวกันศาลก็พิพากษาได้เลย ไม่ต้องเลื่อนไปนัดอื่น

โจทก์ขาดนัดหรือจำเลยขาดนัดมันต้องสืบฝ่ายเดียวต้องเป็นฝ่ายเดียวจริงๆ

กรณีมีจำเลยหลายคนจำเลยบางคนขาดนัด ในส่วนของโจทก์ก็ต้องเป็นสืบฝ่ายเดียวสำหรับจำเลยที่ขาดนัดและสืบสองฝ่ายสำหรับจำเลยที่ไม่ขาดนัด

คนที่ขาดนัดอาจทำคำพิพากษาไปก่อนได้เว้นแต่เป้นหนี้ที่ไม่อาจแบ่งแยกได้ก็ต้องรอให้จบกระบวนการ  ส่วนใหญ่เป็นอย่างนี้เสียด้วย

การพิจารณาคดีโดยขาดนัด

ดูมาตรา 206

มาตรา 206 คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะร้องต่อศาลให้วินิจฉัยชี้ขาดคดีให้ตนเป็นฝ่ายชนะโดยอาศัยเหตุแต่เพียงว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งขาดนัดพิจารณานั้นหาได้ไม่ ให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดคดีให้คู่ความที่มาศาลเป็นฝ่ายชนะต่อเมื่อศาลเห็นว่าข้ออ้างของคู่ความเช่นว่านี้มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย ในการนี้ ศาลจะยกขึ้นอ้างโดยลำพัง ซึ่งข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนก็ได้

เพื่อประโยชน์ในการวินิจฉัยชี้ขาดคดีตามวรรคหนึ่ง ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๑๙๘ ทวิ วรรคสอง และวรรคสาม มาใช้บังคับแก่คดีของคู่ความฝ่ายที่มาศาลโดยอนุโลม

ในระหว่างการพิจารณาคดีฝ่ายเดียว ถ้าคู่ความฝ่ายที่ขาดนัดพิจารณามาศาลภายหลังที่เริ่มต้นสืบพยานไปบ้างแล้ว และแจ้งต่อศาลในโอกาสแรกว่าตนประสงค์จะดำเนินคดีเมื่อศาลเห็นว่าการขาดนัดพิจารณานั้นมิได้เป็นไปโดยจงใจหรือมีเหตุอันสมควรและศาลไม่เคยมีคำสั่งให้พิจารณาคดีใหม่ตามคำขอของคู่ความฝ่ายนั้นมาก่อนตามมาตรา ๑๙๙ ตรี ซึ่งให้นำมาใช้บังคับกับการขาดนัดพิจารณาตามมาตรา ๒๐๗ ด้วย ให้ศาลมีคำสั่งให้พิจารณาคดีนั้นใหม่ในกรณีเช่นนี้ หากคู่ความนั้นขาดนัดพิจารณาอีก จะขอให้พิจารณาคดีใหม่ตามมาตรานี้ไม่ได้

ในกรณีตามวรรคสาม ถ้าคู่ความฝ่ายที่ขาดนัดพิจารณามิได้แจ้งต่อศาลก็ดีหรือศาลเห็นว่าการขาดนัดพิจารณานั้นเป็นไปโดยจงใจหรือไม่มีเหตุอันสมควรก็ดี หรือคำขอให้พิจารณาคดีใหม่นั้นต้องห้ามตามกฎหมายก็ดี ให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป แต่

(๑) ห้ามไม่ให้ศาลอนุญาตให้คู่ความที่ขาดนัดพิจารณานำพยานเข้าสืบถ้าคู่ความนั้นมาศาลเมื่อพ้นเวลาที่จะนำพยานของตนเข้าสืบแล้ว

(๒) ถ้าคู่ความที่ขาดนัดพิจารณามาศาลเมื่อคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งได้นำพยานหลักฐานเข้าสืบไปแล้ว ห้ามไม่ให้ศาลยอมให้คู่ความที่ขาดนัดพิจารณาคัดค้านพยานหลักฐานเช่นว่านั้น โดยวิธีถามค้านพยานของคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งที่ได้สืบไปแล้วหรือโดยวิธีคัดค้านการระบุเอกสารหรือคัดค้านคำขอที่ให้ศาลไปทำการตรวจหรือให้ตั้งผู้เชี่ยวชาญของศาล แต่ถ้าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งนำพยานหลักฐานเข้าสืบยังไม่บริบูรณ์ ให้ศาลอนุญาตให้คู่ความที่ขาดนัดพิจารณาหักล้างได้แต่เฉพาะพยานหลักฐานที่นำสืบภายหลังที่ตนมาศาล

(๓) ในกรณีเช่นนี้ คู่ความที่ขาดนัดพิจารณาไม่มีสิทธิที่จะร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่

 

1.      ข้ออ้างนั้นมีมูล และไม่ขัดต่อกฎหมาย กรณีนี้ เป็นกรณีที่กฎหมายบังคับให้ศาล พิจารณาคำฟ้องโจทก็กรณีที่จำเลยขาดนัด หรือข้ออ้างในคำให้การในกรณีที่โจทก์ขาดนัด

ข้อสังเกต การขาดนัดต้องเป็นกรณีที่จำเลยไม่ได้ขาดนัดยื่นคำให้การ

 นำ 198 ทวิ มาใช้ด้วย ก็คือ  เรื่อง การสืบพยาน ในกรณีที่ สิทธิบุคคล สิทธิในครอบครัว  ฯลฯ

ฎ.4764/2549

 

 

วันนี้ก็หมดเวลาขอจบเพียงเท่านี้ขอต่ออังคารหน้า

 

 

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages