หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า kankokub ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์สุวัฒน์ วรรธนะหทัย ผู้บรรยาย , ผู้มีน้ำใจส่ง flie เสียงที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า ขอบคุณ. http://www.muansuen.com และคุณ admin ที่นำ flie เสียงมาลงแบ่งปันให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
ครั้งที่สามที่เราจะได้พูดถึงวิธีพิจารณาวิสามัญ คราวที่แล้วเราจบหลักเกณฑ์เรื่องการคำนวนค่าขึ้นศาลชั่วโมงนี้จะพูดถึงการฟ้องและการดำเนินคดีมโนสาเร่ หลังจากเราได้ผ่านพ้นวันสำคัญของชาติแล้ว ปีนี้ประชาชนก็ได้ตื่นตัว ร่วมไม้ร่วมมือ และฟังกระแสพระราชดำรัส ผู้ทำงานก็ต้องน้อมนำและนำมาปฏิบัติ ที่พระองค์ท่านได้ตรัสว่า การทำงานต้องมีสติ รู้จักหน้าที่และ อย่าทำโดยประมาท
เริ่มต้นมาตรา 190 ทวิ ในเรื่องการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีมโนสาเร่ ก็แสดงว่า เจตนารมย์ของกฎหมายต้องการให้คดีมโนสาเร่สามารถดำเนินกระบวนพิจาณาไปโดยเฉพาะต่างจากคดีแพ่งสามัญ แต่อย่างไรคงไม่สามารถบัญญัติกระบวนพิจารณาไว้ครอบคลุมกระบวนพิจารณาคดีมโนสาเร่ บัญญัติในมาตรา 195 ที่ว่าถ้าไม่ได้บัญญัติไว้ก็ให้นำคดีสามัญมาใช้ก็ครอบคลุมหมดปัจจุบันได้มีการแก้ไข ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แก้ไขบทบัญญัติกระบวนพิจารณาคดีมโนสาเร่ การพิจารณาคดีโดยขาดนัด ก็ให้มีการแก้ไขให้สอดคล้องกับคดีสามัญ เพราะทุกทีก่อนแก้ไข ก็ค่อนข้างตลกที่คดีมโนสาเร่มีทั้งขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา อันนี้ก็แก้ไขไปเรียบร้อย
คดีมโนสาเร่ จะต้องไปฟ้องที่ศาลไหน มีทุนทรัพย์ไม่เกินสามแสน คดีไม่มีทุนทรัพย์ก็มีแค่คดีฟ้องขัลไล่ ที่อาจให้เช่าได้ไม่เกินเดือนละสามหมื่น
อำนาจศาล 170 วรรคหนึ่ง เปิดตัวบท
ก็คือคดีบางประเภท ฟ้องคดีได้ในศาลอื่น เช่นคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่บัญญัติให้การฟ้องคดี ในศาลฏีกา
ก็คือศาลเดียวจบ องค์คณะมีเก้าท่าน แต่ต่อมาก็มีการแก้ไขให้อุทธรณ์ได้ ก็อุทธรณ์ไปที่ประชุมใหญ่ ก็เพิ่มเติมมาเพื่อผ่อนคลาย ในการต่อสู้คดี ที่มันขัดต่อสิทธิมนุษยธรรมเป็นการไม่เท่าเทียมกัน เป็นการพิจารณาที่ไม่ตรงตามศาลตามลำดับ ทำให้จำเลยเสียโอกาสฉะนั้นก็มีการแก้ไขผ่อนคลาย แต่ต้องอุทธรณ์ในกรณีที่มีพยานหลักฐานใหม่ ซึ่งหลายคดีก็มีการอุทธรณ์ พยานหลักฐานใหม่ ก็เคยนำมาใช้เป็นหลักเกณฑ์ในคดีอาญาแล้ว
พูดถึงอำนาจศาลคืออำนาจในการพิจารณาและพิพากษา ในกรุงเทพสมัยก่อนมีศาลแพ่งศาลเดียว ปัจจุบันก็มีคดีเยอะก็แยกเป็นศาลหลายศาล ที่พิจารณาคดีแพ่งในเขตกรุงเทพมหานคร
ศาลแขวงก็ต้องการความรวดเร็วอาณาเขตก็ต้องไม่กว้างนัก เพื่อฟ้องได้อย่างรวดเร็ว
คดีแพ่งสามัญ ก็มีคดีอีกประเภทคือคดีครอบครัว นอกนั้นก็มีคดีแพ่งอื่นที่อยู่ในศาลพิเศษ คดีศาลภาษีก็มีศาลแพ่งศาลอาญาที่พิจารณาพิพากษาเกี่ยวกับสิทธิบัตรภาษีทางทะเล ศาลแพ่ง ต่างๆก็มีอำนาจพิจารณาคดีแพ่งทุกประเทศ ถ้าในส่วนคดีมีทุนทร้พย์ซึ่งไม่เกินสามแสนบาท ก็ต้องมีการขยายคดีมโนสาเร่ ต่อศาลแขวงถ้าคดีนั้นมันอยู่ในเขตของศาลแขวงส่วนคดีมโนสาเร่ ในส่วนฟ้องขับไล่ ศาลแขวงไม่มีอำนาจพิจารณา
คดีมีทุนทรัพย์ก็ต้องฟ้องต่อศาลแขวงแต่หากโจทก์ยื่นฟ้องศาลจังหวัดหรือศาลแพ่งก็ได้ ที่มีเขตอำนาจกฎหมายไม่ได้ห้ามเพียงแต่พระธรรมนูญศาลบัญญัติรับรองสิทธิที่จะปฏิเสธไม่รับพิจารณาได้ ถ้าไม่รับก็มีสิทธิปฏิเสธไปฟ้องศาลแขวงตามที่มันควรจะเป็น
สวนเรื่องเขตอำนาจศาลก็ต้องดูว่าถ้าเป็นคดีมีทุนทรัพย์ที่ไม่เกี่ยวกับอำนาจศาลก็ต้องฟ้องที่ศาลนั้นตั้งอยู่ในเขต ส่วนคดีฟ้องขับไล่ แน่นอน ศาลแขวงก็ต้องฟ้องศาลจังหวัดคือศาลแพ่งใหญ่ เรามาดูต่อไปว่าถ้าเรายื่นฟ้องคดีมโนสาเร่จะทำอย่างไรถ้าเราเป็นทนายความ การฟ้องทำได้สองวิธีคือยื่นคดีที่จะมาจากแบบฟอร์มคำฟ้อง ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องมีทนาย ทนายดำเนินการให้ เพราะถ้าทำแบบที่สองคือฟ้องด้วยวาจาทนายความอาจได้เงินค่าทนายความไม่เยอะ
พอฟ้องเป็นหนังสือหลักเกณฑ์เป็นอย่างไร ไม่ได้บัญญัตไว้ต่างหาก ก็ไปใช้คดีสามัญ 172 ว่าต้องบรรยาย ข้อหาเป็นสำคัญ คราวนี้ในส่วนบทบัญญัติคดีนโมสาเร่ก็มีบัญญัติไว้ว่าในกรณีที่โจทก์ยื่นคำฟ้องเป็นหนังสือหรือขาดสาระสำคัญบางเรื่องก็ได้ ก็มุ่งในแง่ถ้าคนธรรมดาไม่ได้จ้างทนายความก็ร่างไม่ครบหลักเกณฑ์ ก็ให้อำนาจศาล มีบทบาทที่จะเข้าไปช่วยเหลือดูคำฟ้อง ว่าบรรยายได้ครบหรือไม่ ถ้าเห็นว่ายังขาดไม่สมบูรณ์ก็แนะนำให้แก้ไขให้ครบถ้าเป็นคดีแพ่งสามัญก็ทำได้ ก็อย่าไปชี้ไม่ได้เป็นอันขาดก็เป็นเรื่องฝ่ายตรงข้ามที่ได้รับหมายเรียก ก็ดูข้อบกพร่องก็ใช้เป็นหลักในการต่อสู้คดีว่าฟ้องเคลือบคลุมก็มีข้อแก้ไขหลักทั่วไปก็มีมาตรา 18 ก็เลยมีการถามว่า ผู้พิพากษาศาลแขวงมีอำนาจใช้มาตรา 18 หรือไม่ ผู้พิพากษาที่ต้องมีอำนาจใช้คำร้องคำขอก็ดูว่าศาลแขวงจะใช้มาตรา 18 ตอนไหน ก็ดูเป็นกรณีไป ถ้าแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยก็ต้องดู ถ้ามีข้อแก้ไข ที่ต้องแก้ไขมาก หลักเกณฑ์หรือข้อเท็จจริงขาดไป ก็เป็นเรื่องที่พิพากษาแล้วไม่เข้าใจก็อาจให้คืนคำฟ้องแล้วให้ไปทำมาใหม่ ศาลจะไปชี้แนะไม่ได้ เพราะหากอ่านไม่เข้าใจอ่านไม่รู้เรื่อง อันนี้คือการฟ้องเป็นหนังสือ อีกวิธีการหนึ่งคือฟ้องด้วยวาจา หรือการแถลงข้อหาด้วยวาจา ถ้าเป็นคดีมโนสาเร่กฎหมายให้อำนาจโจทก์ ศาลต้องจดบันทึกอ่านให้โจทก์ฟังให้โจทก์ลงลายมือชื่อไว้ ทางปฏิบัติก็ต้องรายละเอียดลงในแบบพิมพ์ เมื่อเจ้าหน้าที่ศาลจดเสร็จ ก็อาจให้เพิ่ม ก็ทำหน้าที่แทนศาล โจทก์เห็นว่าถูกต้องก็ลงลายมือชื่อ อันนี้ก็เป็นกระบวนการที่ ฟ้องเพิ่มทำเป็นหนังสือและฟ้องด้วยวาจาไม่ต้องตั้งทนายมาก็ได้ ก็แจ้งเจ้าหน้าที่ศาล ศาลก็จัดการ การเสียค่าขึ้นศาลในขณะฟ้องคดีแพ่งก็มีค่าธรรมเนียมศาล มาตรา 190 จัตวา บัญญัติว่าให้เสียค่าขึ้นศาลตาม ตารางหนึ่งแต่ค่าขึ้นศาลรวมกันแล้วไม่เกินหนึ่งพันบาท ค่าขึ้นศาลในตารางหนึ่งก็ใช้ในคดีแพ่งสามัญทั่วไป สมัยก่อนคดีมโนสาเร่ให้เรียกเก็บเท่ากัน ในคดีที่ไม่มีทุนทรัพย์เรื่องละสองร้อยบาทก็ให้แก้ไขแล้ว การฟ้องข้อหาก็อาจมีคำขอประเภทมีทุนทรัพย์กับไม่มีทุนทรัพย์ก็ฟ้องกันมาแต่การเสียค่าขึ้นศาลในแต่ละคำขอก็แยกกันก็ต้องเสียค่าขึ้นศาลคือร้อยละสอง ห้าสิบล้านบาทแรกให้เสียอัตราร้อยละสองแต่ไม่เกินสองแสนบาท ทุนทรัพย์ส่วนที่เกินห้าสิบล้านบาท ขึ้นไปก็เสียร้อยละศูนย์จุดหนึ่ง อันนี้ไม่มีข้อจำกัด อันนี้คือคิดแบบคดีมีทุนทรัพย์ส่วนคดีไม่มีทุนทรัพย์ยังเหมือนเดิมคือสองร้อยบาท
ไม่ใช่คดีละสองร้อยส่วนคดีไม่มีทุนทรัพย์ก็อัตราเดิมคือสองร้อย ก็ต้องเสียค่าขึ้นศาลตามอัตราแต่ละชนิดที่ว่าไปแต่ไม่เกินหนึ่งพันบาท 190 วรรคสอง ซึ่งให้หลักแก้ไขเหมือนเดิม คือ ในชั้นพิพาท คือร้อยละสอง
อันนี้ก็ทำให้มองให้เห็นเจตนาว่า ความจริง กฎหมายก็ต้องการแก้ไขปรับปรุงกระบวนการพิจารณาของศาลชั้นต้น ก็จบได้ในศาลเดียวไม่อยากให้มีการอุทธรณ์ฏีกาต่อไป แต่ถ้าคู่ความยังอยากจะอุทธรณ์กฎหมายก็ไม่ให้สิทธิพิเศษ หากยากอุทธรณ์ ก็ต้องใช้หลักเกณฑ์คดีสามัญทั่วไป เช่นโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากบ้าน สมมุติค่าเช่าเดือนละสองหมื่นบาท นอกจากนั้นโจทก์ยังเรียกค่าเช่าที่ค้าง สามแสนบาท คำขออยู่ในหลักเกณฑ์คดีมโนสาเร่ โจทก์เสียค่าขึ้นศาลสองร้อยบาท ในคดีฟ้องขับไล่ และในส่วนคดีมีทุนทรัพย์ ก็หกพันสองร้อย แต่พอคดีมโนสาเร่คิดได้ไม่เกินพัน เพราะฉะนั้นคดีนี้ก็คิดได้หนึ่งพันบาท ถ้าจะอุทธรณ์ ก็ต้องเสียหกพันสองร้อยบาทโดยไม่ได้ส่วนลด ต่อไปศาลชั้นต้น ออกหมายเรียกมายังจำเลย หมายเรียกก็ต้องจดแจ้งไปในคดี โจทก์ต้องเสียค่ารักษาพยาบาลหนึ่งแสนบาท ฟ้องค่าขาดรายได้ อีกสามหมื่น รวมหนึ่งแสนสามหมื่นบาทพร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง อันนี้สรุปเราก็จดแจ้งประเด็นแห่งคดีไปตามนี้จำเลยอ่านก็เข้าใจว่าเราเป็นหนี้เท่าใด ก็มีข้อความว่าจำเลยมาศาลให้การและสืบพยาน ในเวลาเท่านั้นเท่านี้ ไอ้นี่คือคดีมโนสาเร่กฎหมายบอกเลยว่าในวันนัดพิจารณาทำสามอย่างคือ ไกลเกลี่ย และสืบพยาน หมายดังกล่าวก็มีคำเตือนว่า ศาลจะดำเนินการไกล่เกลี่ยหากไกล่เกลี่ยไม่สำเร็จจำเลยจะต้องให้การ และสืบพยาน
ข้อที่สองหากจำเลยไม่ให้การ หรือไม่มาศาล ถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ นำ 198 ทวิมาบังคับโดยอนุโลม และนำ 193 ตรี จัตวา เบญจมาใช้
อันนี้คือคำเตือนด้านหลังหมาย คดีมโนสาเร่จำเลยอ่านแล้วก็ต้องเข้าใจว่าเมื่อได้รับหมายแล้วต้องทำอย่างไร เตรียมคำให้การพยานหลักฐานมาใจบในวันนั้นจะไกล่เกลี่ยก็ไกล่เกลี่ยกันอันนี้คือกระบวนการส่งหมายเรียกในขั้นตอนที่สามคือคดีมโนสาเร่ก็มีข้อพิจารณาว่ากรณีที่ฟ้องแล้วไม่ใช่คดีมโนสาเร่ ก็ให้พิจารณาเนื้อหาแล้วไม่ใช่คดีมโนสาเร่แล้วทำอย่างไร การยื่นฟ้องด้วยวาจา ขอแถลงด้วยวาจา เจ้าหน้าที่มาบันทึก ไม่ใช่คดีมโนสาเร่ ถ้าศาลชั้นต้นอ่านแล้วเห็นว่าไม่ใช่คดีมโนสาเร่ศาลชั้นต้นก็มีอำนาจพิจารณาคดีสามัญก็สั่งให้โจทก์ทำคำฟ้องเป็นหนังสือ ตามแบบฟ้อง แล้วก็ดำเนินคดีต่อไปอย่างคดีสามัญแล้วก็โจทก์ต้องเสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์คดีสามัญ มันก็มีคดีเดียวที่ยื่นฟ้องด้วยวาจา กรณีที่สอง กรณีที่ปรากฎในภายหลังศาลชั้นต้นรับคำฟ้องอย่างคดีมโนสาเร่แล้ว ก็เกิดการแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องอันนี้ทำได้อยู่แล้ว ตาม 192 วรรคสอง ทำให้จำนวนทุนทรัพย์เพิ่มเกินสามแสนบาท ศาลชั้นต้นอนุญาตคดีนี้ ก็ทำให้เป็นคดีสามัญปัญหาว่าโจทก์ขอแก้ฟ้องแล้วเกินอำนาจศาลแขวงรับพิจารณาไม่ได้ ก็เลยไม่อนุญาตให้แก้ทำได้หรือไม่ ก็เมื่อไม่มีกฎหมายอ้างอิง เราก็ต้องไปดูว่าเราจะสั่งตามไหนหากเราไม่อนุญาตก็ต้องใช้ 178 คือต้องยื่นก่อนสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวันไม่ พวกนี้คือหลักเกณฑ์ที่ศาลมาสั่งหรือในกรณีฟ้องด้วยวาจาจะขอแก้ฟ้องด้วยวาจาได้หรือไม่ อันนี้เราก็ต้องมาคิดดูว่ามันมีบทบัญญัติเรื่องแก้ฟ้องหรือไม่ ในคดีมโนสาเร่ ก็ไม่มี ก็ต้องไปใช้บทบัญญัติสามัญ ก็ต้องทำเป็นคำร้อง เพราะฉะนั้นก็ต้องทำเป็นคำร้องเป็นหนังสือ จะขอแก้ฟ้องด้วยวาจาไม่ได้ การขอแก้ไขคำให้การก็เหมือนกัน ก็ต้องทำเป็นคำร้องก็ต้องทำเป็นหนังสือโดยนำวิธีพิจารณาสามัญ เกี่ยวกับเรื่องการแก้ไขคำฟ้อง ฏีกาก็วินิจฉัยว่า แม้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาเป็นคดีมโนสาเร่ เมื่อไม่มีบทบัญญัติแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำให้การมาเฉพาะ ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีมโนสาเร่ก็ต้องนำมาตรา 179 180 ต้องยื่นขอแก้ไขก่อนสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 ว่าฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติดังกล่าวทั้งไม่ปรากฎว่าอาจยื่นคำร้องได้ก่อน ถือเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อย
ไอ้นี่ก็เป็นเรื่องเมื่อทุนทรัพย์เปลี่ยนไป โดยการฟ้องเพิ่มเติมมา
กรณีที่สอง หากจำเลยยื่นคำให้การและฟ้องแย้งเป็นคดีสามัญ หรือฟ้องแย้งให้รื้อถอนลวดหนามออกไป ก็คือศาลแขวงมีอำนาจแล้วเห็นว่าฟ้องแย้งเกินอำนาจศาลแขวงหรือฟ้องแย้งเกี่ยวกับคำขอมี่ทุนทรัพย์ กรรีที่สาม ถ้ารวมการพิจารณากับคดีอื่น โดยเฉพาะคู่ความเดียวกันพิพาทกันเป็นสองคดี คือคู่ความคนเดียวกันบางคร้งถ้ามูลคดีเกี่ยวข้องกันเป็นการสะดวกส่วนใหญ่คู่ความก็ขอให้รวมพิจารณา ถ้าคดีหนึ่งไม่ใช่คดีมโนสาเร่กฎหมายจะทำอย่างไร มาตรา 192 วรรคสี่ให้อำนาจจะดำเนินการอย่างคดีสามัญก็ได้ ก็ให้อำนาจศาลพิจารณาอย่างคดีสามัญก็ได้ ก็คือมีอำนาจพิจารณาคดีสามัญเช่นศาลจังหวัดอย่างไรก็ตามบทบัญญัตินี้ให้อำนาจศาล คือถ้าพิจารณาจำนวนทุนทรัพย์หรือลักษณะของคดีไม่เป็นประเด็นยุ่งยากซับซ้อนให้ฟ้องแย้งเกี่ยวกับที่ไม่ซับซ้อนหรือพิจารณาถึงสถานะ มีฐานะไม่ค่อยดี อันนี้หรือมีเหตุอันสมควรประการอื่น จะทำให้การดำเนินคดีไปได้โดยการรวดเร็วก็ให้มีอำนาจฟ้องแย้งอย่างคดีมโนสาเร่ได้ อันนี้ก็เป็นอีกทางหนึ่ง มาตรา 192 วรรคท้าย คำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งตามวรรคสี่ไม่กระทบถึงค่าขึ้นศาลคือถ้าเสียอย่างคดีมโนสาเร่แล้วก็ให้เสียไป ไม่ทำให้กลายเป็นคดีมโนสาเร่ หรือ คดีสามัญเพราะคำสั่งศาล แต่อันนี้เพื่อประโยชน์ในการพิจารณา คือความสะดวกรวดเร็วและเป็นธรรม อันนี้วันนัดพิจารณา ที่ศาลหมายเรียกไป ศาลก็ต้องดำเนินการสามขั้นตอน ขั้นแรกคือไกล่เกลี่ย คือสอบคำให้การการที่ยื่นคำให้การเป็นหนังสือยื่นก่อนวันนัดก็ได้ วันที่พอศาลไม่ได้นั่งพิจารณา ก็มาจดบันทึกให้ไม่ได้ เพราะว่าการแถลงด้วยวาจาก็ต้องกระทำ การให้การด้วยวาจาก็ต้องทำในวันนัดพิจารณา ถ้าฟ้องแย้งนั้นเป็นคำฟ้องแย้ง เป็นคดีสามัญก็จะแถลงด้วยวาจาขอฟ้องแย้งแล้วศาลไม่บรรทึกให้ ก็เป็นเรื่องที่ฟ้องแย้งด้วยวาจาไม่ได้ ต้องฟ้องแย้งเป็นหนังสือแล้วศาลจะรับหรือไม่รับก็เป็นกรณีอีกที ศาลก็จะไม่รับคำฟ้องแย้ง กรณีที่ให้การเป็นหนังสือ ไม่มีกฎหมายบัญญัติหลักการไว้โดยเฉพาะก็นำบทบัญญัติคดีสามัญมาใช้ เช่นจำเลยต้องให้การโดยแจ้งชัดว่าจะรับหรือปฏิเสธอันนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญ หลักเกณฑ์โดยเฉพาะคำให้การ ในบทบัญญัติของความสมบูรณ์ของคำให้การต้องชัดแจ้งว่าจะรับหรือปฏิเสธโดยเหตุแห่งการนั้น 3370/2541
คดีนี้ฟ้องค่าบำรุงรักษาและค่าโทรศัพท์ เมื่อรวมดอกเบี้ยแล้วเก้าพันกว่าบาท จำเลยให้การว่าไม่ได้ใช้โทรศัพท์ในเดือนที่โจทก์ฟ้อง คดีขาดอายุความขอให้ยกฟ้อง ในวันนัดสืบพยานจำเลยแถลงร่วมว่า ยอมรับทุกประการ และขอให้พิจารณาเฉพาะ ศาลยกฟ้องเพราะคดีขาดอายุความ ศาลฏีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาเรื่องอายุความโดยโจทก์อุทธรณ์โต้แย้ง ในคำให้การถึงเหตุขาดนัดให้ปรากฎว่าคดีโจทก์ขาดอายุความเมื่อใด จึงไม่มีประเด็นเรื่องอายุความศาลเห็นว่าคดีนี้ศาลรับฟ้องอย่างคดีมโนสาเร่ บัญญัติว่าให้การเป็นหนังสือแต่เมื่อจำเลยยื่นคำให้การเป็นหนังสือต้องตกอยู่ 177 วรรคสอง
ก็ได้รู้แนวแล้วว่า เหตุแห่งการปฏิเสธก็หมายถึงคุณต้องอธิบายด้วย ก็เป็นการพัฒนาในการศึกษากฎหมายทำให้ทนายที่จะร่างคำให้การที่จะต่อสู้คดีแทนจำเลย ก็เป็นข้อหลักเกณฑ์เงื่อนไขในการต่อสู้คดี เพราะความบกพร่องของทนายก็ไม่น่าจะเป็นทนายบางทีก็มีทนายหลายท่าน ทำหน้าที่ไม่สมกับเป็นทนาย ยื่นฟ้องแล้วก็ทิ้งคดี ประเภทนี้เป็นการบกพร่องของทนายความถ้ารักจะประกอบอาชีพนี้แล้วต้องไม่ประมาท